The Knife ภารกิจทำลายมีดอาถรรพ์

ตอนที่ 4 : บทที่3 พี่ชายต่างมารดา 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ต.ค. 57


บทที่3

พี่ชายต่างมารดา

                หลังจากที่จัดเตรียมสัมภาระที่จำเป็นเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็รีบออกเดินทางทันที

    “ทะเลสาบต้องสาปเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้ที่สุด” ฟินท์กล่าว “เจ้าพอจะรู้ทางไปใช่มั้ย” เจ้ามีดถามเด็กหนุ่ม

                “อืม...ฉันรู้ แค่ต้องไปที่เมืองต้องสาปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองนี้ ในสุดของเมืองมีทะเลสาบต้องสาป แต่ที่นั่นอันตรายมาก พวกเธอคิดว่าจะรอดจากเงื้อมมือของพวกปีศาจได้เหรอ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรอดออกมาได้สักคน”

                เฟอร์ลีสกล่าวเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจ เขาสังเกตเห็นท่าทางของคอร์เนียใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือด เธอคงจะรู้สึกหวาดกลัวมาก ถึงท่าทางภายนอกจะดูเหมือนไม่สนใจอะไร แต่เธอก็คงจะเป็นเด็กสาวที่อ่อนไหวง่ายเหมือนเด็กสาวทั่วไปแน่นอน

                “ถ้าเธอกลัวก็ไม่ต้องเข้าไป ฉันไปกับเจ้ามีดก็ได้” เด็กหนุ่มพูดต่อ

                “นะ..นาย” เด็กสาวชี้หน้าเขาด้วยท่าทางไม่พอใจ ใช่...เธอกลัว แต่เธอไม่ทิ้งเพื่อนหรอก อุตส่าห์ชวนเขามาร่วมเดินทางทั้งที ตัวเองจะไม่เข้าไปด้วยได้อย่างไร “ฉันไม่ได้กลัวสักหน่อย ฉันจะเข้าไปด้วย”  คอร์เนียยืนยันเสียงแข็ง

                ถึงคำพูดจะอวดดีเพียงใด แต่ท่าทางหวาดกลัวของเธอก็ยังปกปิดไม่อยู่

                “แล้วแต่เธอ แต่อย่ามาเป็นตัวถ่วงของฉันละกัน”

               

    หน็อยแน่! ตัวเองมีฝีมือแค่ไหนกันเชียว

 

                “นี่ฟินท์ ที่นั่นอีกไกลมั้ย” เด็กสาวถามเจ้ามีด เธอไม่อยากจะสนใจเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว เหตุใดเธอจึงตัดสินใจชวนเขามาด้วยกัน จริงๆแล้วเขาคงเป็นคนน่ารำคาญที่ขี้เก๊กมากทีเดียว

                “ถ้าเดินไป ก็อีกซักสองวัน” เจ้ามีดตอบ

                “สองวัน !

    เด็กสาวเบ้ปาก เธอไม่เคยต้องเดินทางไกล ถึงชีวิตที่ผ่านมาจะไม่ได้สุขสบาย แต่ก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องรับผิดชอบ ตอนนี้เหมือนเธอต้องแบกรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่มีชีวิตของคนมากมายเป็นประกัน ถ้าทำลายมีดเล่มนี้ไม่ได้ มันคงส่งผลกระทบต่อคนหมู่มากอย่างแน่นอน

 

_________________________________________________________________________________

    “หึ...ในที่สุดก็หานายเจอ” ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีทองราวกับแสงอาทิตย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น        

    “เฟอร์ลีส แชโดวล์ คราวนี้ต้องกำจัดนายให้ได้” เด็กสาวอีกคนกล่าวต่อพลางกำหมัดแน่น เธอมีเส้นผมสีเงินเป็นประกายดูงดงาม

                ใบหน้านวลผ่องน่าหลงใหลของบุคคลทั้งสองบัดนี้ฉายแววเคียดแค้น จิตชั่วร้ายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ พวกเขาต้องการล้างเผ่าพันธุ์พวกตระกูล แชโดวล์ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงคนๆนั้น...

__________________________________________________________________________________

 

    “โอ้ย ทำไมมันไกลอย่างนี้” เด็กสาวบ่น เธอเดินมาครึ่งวันแล้วแต่ยังไม่ได้พักแม้แต่นาทีเดียว เด็กหนุ่มคนนี้โหดร้ายมาก เป็นผู้ชายภาษาอะไร เหตุใดถึงไม่สงสารผู้หญิงบ้าง

                “บ่นมากจริง” เฟอร์ลีสตวาดอย่างไม่สบอารมณ์ เด็กสาวคนนี้บ่นตั้งแต่ออกเดินทางมาได้เพียงครึ่งชั่วโมง จนบัดนี้ครึ่งวันแล้วก็ยังไม่หยุดบ่น

                “เชอะ” เด็กสาวฮึดฮัดพลางทำหน้าไม่พอใจ

                ตอนนี้พวกเขาเดินทางออกมาไกลพอสมควร กระท่อมหลังเล็กที่เฟอร์ลีสพาคอร์เนียเข้าไปพักผ่อนเป็นเพียงห้องเช่าเล็กๆในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มเองก็เป็นคนเดินทางที่ไม่ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

                ที่นี่คือทุ้งหญ้ากว้างสีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา พวกเขาต้องเดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพื่อไปที่ทะเลสาบต้องสาป ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงถึงที่นั่นภายในสองวัน

    คอร์เนียย่ำเท้าเดินตามไปอย่างไม่สบอารมณ์ เธอรู้สึกเหนื่อยจนแทบจะก้าวต่อไปไม่ไหว โชคดีที่วันนี้อากาศไม่ร้อนนัก มีลมเย็นโชยมาเป็นระยะ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้บ้าง

    เด็กสาวมองออกไปรอบตัว บริเวณนี้มีหมู่บ้านเล็กๆห่างออกไปไม่ไกลนัก

                “ช่วยพวกเราด้วย” เสียงผู้คนดังมา

                “เสียงของพวกชาวบ้าน...” ฟินท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของคอร์เนียพูดขึ้น และไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีกหลังจากที่พวกชาวบ้านวิ่งเข้ามาหาพวกเขา

    “ช่วยพวกเราด้วยเถอะนะ” พวกชาวบ้านคุกเข่าขอร้อง “หมู่บ้านของเราถูกสัตว์ประหลาดโจมตี” พวกเขากล่าวทั้งน้ำตา

    คอร์เนียและเฟอร์ลีสมองไปยังหมู่บ้านใกล้ๆนั้น ที่นั่นมีเสียงโครมครามดังออกมาเป็นระยะ ตอนแรกพวกเขาไม่ได้ยินเพราะพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงที่เกิดขึ้น และเด็กสาวก็กำลังโวยวายอยู่ เสียงของเธอจึงกลบไปหมด

                “คิดว่าพวกฉันว่างขนาดนั้นเลยเหรอ” คอร์เนียพูดอย่างไม่ใส่ใจต่อกลุ่มคนตรงหน้าแม้แต่น้อย “อีกอย่างพวกฉันต้อง...”

                “นำทางไป” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นขัด

    ตกลงเขาเป็นคนตัดสินทุกอย่างเลยหรือ ไม่ยุติธรรม เหตุใดจะทำอะไร ถึงไม่ยอมฟังเสียงเธอบ้าง

    เด็กสาวทำหน้าไม่พอใจ เธอไม่ชอบให้คนมาขัดใจ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มจอมเจ้ากี้เจ้าการคนนี้

    “ขอบคุณพวกคุณมาก” พวกชาวบ้านกล่าวขอบคุณก่อนจะนำทางไป

                “ไม่คิดที่จะปรึกษาฉันก่อนเลยหรือไง” คอร์เนียตวาดใส่เด็กหนุ่ม หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเป็นปม ตอนนี้เธอรู้สึกรำคาญเด็กหนุ่มคนนี้จริงๆ

                “ทำไมจะต้องปรึกษาเธอด้วย” เฟอร์ลีสพูดเสียงเรียบไร้เยื่อใย

                “ก็เราเดินทางมาด้วยกัน อย่าเอาตัวเองเป็นใหญ่สิ” คอร์เนียตะคอก เผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

                “เธอก็อย่าทำตัวเป็นใหญ่เหมือนกัน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา

                ที่เด็กหนุ่มเดินทางมาด้วย เป็นเพราะเขารู้สึกสงสารเด็กสาวคนนี้ เธอคงไม่สามารถทำภารกิจนี้สำเร็จได้โดยลำพัง นอกจากนี้เขาเองก็ยังอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่อยู่ไปวันๆอย่างที่ผ่านมา

                เจ้าบ้าเฟอร์ลีสเด็กสาวได้แต่คิด เพราะขี้เกียจเถียงด้วย เด็กหนุ่มคนนี้เย็นชาและไร้อารมณ์เกินไป เถียงด้วยก็คงไม่มีทางชนะ

               

    เดินมาสักพักก็ถึงหมู่บ้านของชาวบ้านพวกนั้น

                “กรีนเทนฮอร์น!” เฟอร์ลีสตะโกนขึ้นทำให้เด็กสาวหยุดฝีเท้าอย่างตกใจ

                กรีนเทนฮอร์นเป็นสัตว์ร่างใหญ่ ซึ่งปกติจะอยู่แถบภูเขา ไม่ไกลจากที่นี่มีภูเขามากมายกระจายตัวอยู่ เจ้าสัตว์สีเขียวพวกนี้คงจะถูกอะไรบางอย่างรบกวน จึงได้วิ่งเตลิดมาถึงที่นี่และมาระบายอารมณ์กับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่

                “กระ...กรีนเทนฮอร์น!” คอร์เนียพูดเสียงสั่น เด็กสาวหน้าถอดสี

                “ช่วยจัดการมันให้ที หมู่บ้านของพวกเราพังจนไม่เหลือซากแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว น้ำเสียงของเขาฟังดูโกรธแค้นเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้มาก

                “อืม...ไปกันเถอะคอร์เนีย...หรือว่าเธอกลัว” เฟอร์ลีสพูดกับเด็กสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ

                “ข้า-ไม่-กลัว” เด็กสาวจอมปากแข็งตะโกนใส่หน้าเขาพลางกระชับเจ้ามีดที่ชักออกมา ฟินท์มีเวทมนตร์ที่ทำให้เด็กสาวไม่รู้สึกว่ามันอยู่ในกระเป๋ากางเกง เธอคิดว่ามันสะดวกดีมาก เพราะเธอเองก็ไม่อยากพกอะไรให้รุงรัง ลำพังแค่ตัวเปล่าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะพามันไปได้ตลอดลอดฝั่งหรือไม่ ส่วนถุงเงินมหาศาลที่ได้จากการขายหนังเกรวิชฮอก ก็ให้เด็กหนุ่มเป็นคนเก็บไว้

                คอร์เนียและเฟอร์ลีสเดินเข้าไปหาเจ้าสัตว์ร่างใหญ่ผิวสีเขียว หลังค่อม มีเขายาวแหลมคมงอกขึ้นมาจากหัวสองข้าง เท้าใหญ่มีนิ้วข้างละสามนิ้ว แสนดุร้ายและน่ากลัว คอร์เนียขาสั่น ไม่สิ เธอกำลังสั่นไปทั้งตัว เด็กสาวค่อยๆเดินไปหามันอย่างระแวดระวัง ไม่ต่างกับเด็กหนุ่มที่เดินนำอยู่ข้างหน้า

                “ถ้าให้สัญญาณ พุ่งออกไปพร้อมกันเข้าใจมั้ย” เฟอร์ลีสพูดขึ้นโดยไม่หันมา

                อืม” เด็กสาพยักหน้ารับ

                “หนึ่ง สอง ไป” เด็กหนุ่มให้สัญญาณ

    เฟอร์ลีสและคอร์เนียวิ่งเข้าไปหาเจ้ากรีนเทนฮอร์น ซึ่งตอนนี้มันหันมาเห็นพวกเขา และกระโจนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ลำแสงลีน้ำตาลเข้มของเด็กหนุ่มพุ่งเข้าไปหาเจ้าสัตว์ประหลาดสีเขียว แต่มันกลับใช้ความเร็วหลบลำแสงได้ทัน

                เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มมองมันที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วตาไม่กระพริบ ส่วนเด็กสาวผมสีเขียวที่วิ่งตัวสั่นอยู่ข้างมีสีหน้าตื่นกลัว

 

                พวกเขาจะเอาชนะมันได้อย่างไร!!!!

 

                “จัดการกับมันสิ” น้ำเสียงเรียบพูดกับเด็กสาว “ใช้มีดนั่นเซ่” เด็กหนุ่มขึ้นเสียง

                “ก็ได้ ช่วยหน่อยนะฟินท์” คอร์เนียกระซิบเจ้ามีดที่อยู่ในมือ

                “เชื่อมือข้าเถอะ” ฟินท์พุ่งตัวไปข้างหน้า ทำให้มือของเด็กสาวเกือบหลุดออกจากด้ามมีด           “ปล่อยใจไปตามพลังของข้า แล้วเจ้าจะควบคุมมันได้”

                “จะลองดู” คอร์เนียพูดพลางวิ่งไปข้างหน้าสุดฝีเท้า เธอจะต้องทำได้

                เด็กสาวตั้งสติ และสูดหายใจเข้าลึกๆ จนรู้สึกว่าอากาศเข้ามาเต็มปอด นี่เป็นโอกาสพิสูจน์พลังของเจ้ามีด รวมถึงพลังของเธอ เธอควรจะมีความกล้า จะต้องหนักแน่นและมั่นคง ทุกสิ่งทุกอย่างถึงจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น

                “คอร์เนีย ระวัง” มีดในมือส่งเสียงขึ้น เมื่อเขาแหลมคมของเจ้ากรีนเทนฮอร์นปะทะเข้ามาที่คมมีด

                เคร้ง!

                เด็กสาวกระเด็นออกมา เธอยังไม่แข็งแกร่งพอ ว่าแต่เหตุใดเฟอร์ลีสถึงไม่มาช่วย เหตุใดเขาถึงปล่อยให้เธอสู้อยู่คนเดียว

                “เฟอร์ลีส” คอร์เนียเรียกเขา แต่เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อกลับยืนนิ่ง “เฟอร์ลีส ช่วยฉันด้วย”

                ฉึก!

                เล็บอันแหลมคมของเจ้าสัตว์ร้ายตะปบเฉียดแขนของเด็กสาว

                “ว้ากกก...” เธอลอยคว้างอยู่กลางอากาศหลังจากถูกเจ้าสัตว์ร้ายตะปบใส่อีกครั้ง

                ตุ้บ!

                เด็กสาวตกลงมากระแทกซากบ้านที่เกิดจากฝีมือของกรีนเทนฮอร์น

                “อั่ก...” คอร์เนียกระอักเลือดออกมา “ทะ...ทำไมเเฟอร์ลีสถึงไม่ยอมมาช่วย...” เด็กสาวกล่าว เธอพยายามข่มความเจ็บที่เกิดขึ้นทั่วร่าง

                “เป็นอะไรมั้ย” เด็กหนุ่มเดินเข้ามาช่วยพยุงเด็กสาว และกระโดดหลบกรงเล็บที่พุ่งเข้ามาหมายจะปลิดชีวิตพวกเขา ลำแสงสีน้ำตาลเข้มพุ่งเข้าไปหามันอีกครั้ง คราวนี้มันโดนลำแสงเข้าไปเต็มๆ แต่กลับไม่สะทกสะท้าน “ไม่ได้ผล” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ เขาคิดว่าเวทมนตร์ของเขาจะพอจัดการกับมันได้เสียอีก เจ้าสัตว์หนังเหนียวยิ่งกว่ามังกรตัวนี้ร้ายกาจกว่าที่คิดไว้ เขาปล่อยลำแสงใส่มันอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้ มันแสยะยิ้มและมองพวกเขาด้วยสายตาดูถูก

                “คอร์เนียเจ้าต้องเข้มแข็ง เจ้าต้องจัดการมันให้ได้” ฟินท์ตะโกนเรียกกำลังใจเธอ ตอนนี้พวกเขาอยู่ไกลจากพวกชาวบ้านพอสมควร มันจึงสามารถส่งเสียงออกมาได้เต็มปาก

                “เฟอร์ลีส ปล่อยข้า ขะ...ข้าจะไปจัดการกับมัน” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

                “จะไหวเหรอ สภาพร่างกายแบบนั้น” เด็กหนุ่มกล่าวพลางขมวดคิ้ว

                “กะ...ก็เวทมนตร์ของนายทำอะไรมันไม่ได้นี่นา...” เด็กสาวเอ่ยเสียงแผ่วเบา

                “เธอคิดว่าฉันใช้เวทมนตร์เป็นอย่างเดียวเหรอ” สำแสงสีน้ำตาลเข้มพุ่งออกมาจากมือของเขา ตอนนี้มันกลายสภาพเป็นดาบยาวสีเงินในพริบตา

    เด็กหนุ่มปล่อยคอร์เนีย เด็กสาวแทบจะทรุดฮวบเพราะความเจ็บที่แล่นไปทั่วร่าง

    “รอตรงนี้” เสียงเรียบที่ทำให้คนฟังรู้สึกหดหู่ถูกเปล่งออกมาจากปากของเด็กหนุ่มอีกครั้ง

    เหตุใดเด็กหนุ่มคนนี้ถึงไม่มีท่าทีเป็นห่วงเธอเลย แม้แต่สายตายังไม่หันมามองด้วยซ้ำ เด็กสาวยันตัวลุกขึ้นและมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาเหม่อลอย   

                “ไปกันเถอะคอร์เนีย ไปช่วยเฟอร์ลีสกัน” เจ้ามีดพูดเรียกสติของคอร์เนีย

    เด็กสาวพยักหน้าเล็กน้อย และกระชับมีดในมือแน่น เธอพุ่งตัวไปตามแรงของมัน

    “ย้ากกก...” เด็กสาวร้องเรียกกำลังใจตัวเอง ฉับพลันลำแสงสีเขียวก็พุ่งออกจากมีดในมือเธอ เด็กหนุ่มหันมามองอย่างประหลาดใจ เดิมทีคอร์เนียไม่มีเวทมนตร์ เธอคงสามารถปล่อยมันได้เฉพาะตอนที่มีฟินท์อยู่ในมือเท่านั้น

    ลำแสงสีเขียวเปล่งประกาย พลังมหาศาลพุ่งตรงไปที่เจ้าสัตว์ร้ายผิวสีเขียวอย่างรวดเร็ว

                ตูม!

                ฉับพลันก็เกิดแรงระเบิดรุนแรง พัดเธอและเด็กหนุ่มกระเด็นออกมา

                ฮ้ากกก~!

                เจ้าสัตว์อันตรายร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงของมันดังระงมไปทั่วบริเวณ ควันจากแรงระเบิดที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนมองไม่เห็นสิ่งรอบข้างไปชั่วขณะ

                เมื่อควันจางลง พวกเขาก็เห็นร่างของเจ้ากรีนเทนฮอร์นนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น มันหายใจรวยริน และสิ้นใจลงแทบจะทันที

    “ขอบคุณพวกคุณมาก คืนนี้ได้โปรดพักที่หมู่บ้านของพวกเราสักคืนเถอะ ถือเป็นสิ่งตอบแทน” พวกชาวบ้านวิ่งเข้ามาและกล่าวกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง

                “นี่ยังไม่ค่ำเลย พวกเราต้องรีบเดินทางต่อ” เด็กสาวพูดอย่างไม่ใส่ใจ

                “คุณเองก็ยังบาดเจ็บอยู่ น่าจะพักสักหน่อย” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวเมื่อเห็นสภาพร่างกายของเด็กสาว เธอคงจะบาดเจ็บมากทีเดียว

                หลังจากที่ข่มความเจ็บมาเป็นเวลานาน เธอก็เริ่มจะทนไม่ไหว

                “ถ้าพวกคุณพักที่หมู่บ้านของพวกเราสักคืน พวกเราจะหาม้าให้” ชาวบ้านอีกคนพูด

                “ขี่ม้าไปน่าจะเร็วกว่านะ” เด็กหนุ่มพูดกับเด็กสาว “ไม่เหนื่อยด้วย เธอจะได้ไม่ต้องบ่นตลอดทางอย่างนั้น” เด็กหนุ่มพูดต่อ เด็กสาวจึงแสดงสีหน้าไม่พอใจและจ้องเขาตาถลน

                “ฉันเข้าใจ แต่ปัญหาก็คือ...” เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง “ฉันขี่ม้าไม่เป็น”

 

                เย็นวันนั้น

                “นายจะสอนฉันขี่ม้าเหรอ” คอร์เนียถามเฟอร์ลีส ท่าทางของเธอดูตื่นเต้น การขี่ม้าเป็นสิ่งที่อยากลองมานาน เพียงแต่โอกาสยังไม่มาถึงสักที

                “อืม” เด็กหนุ่มตอบพลางพยักหน้า

                “แต่มันจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ทักษะการเรียนรู้ของฉันแย่มากๆ” คอร์เนียพูดพลางทำหน้ามุ่ย กว่าเธอจะขี่ม้าได้จะใช้เวลานานเท่าไหร่กัน มันอาจจะนานกว่าภารกิจครั้งนี้เลยก็เป็นได้

                “หรือเธอจะนั่งซ้อนท้ายฉันล่ะ” เฟอร์ลีสเอ่ยถามเสียงเรียบ

                “ไม่มีทาง” เด็กสาวตะโกนเสียงดังพลางทำหน้าบึ้งกลบเกลื่อนความเขินอาย ถ้านั่งซ้อนท้ายเด็กหนุ่มล่ะก็...เธอต้องกอดเขาแน่นแน่ๆ ใบหน้าสีขาวเนียนเริ่มปรากฏสีชมพูระเรื่อ คอร์เนียพยายามสะบัดหัวไล่ความรู้สึกนั้นออกไป

                “มันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก” ฟินท์ที่เงียบไปนานพูดขึ้น

    ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องเล็กๆที่ชาวบ้านจัดให้ ถึงหมู่บ้านส่วนใหญ่จะถูกทำลาย แต่ก็ยังมีห้องสวยๆให้พวกเธอพักผ่อนสบายๆ ที่สำคัญพวกเขายังหาม้าให้ ช่างคุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ

                “ก็ได้ ฉันจะลองดู” คอร์เนียพูดพลางกำหมัดอย่างมุ่งมั่น

 

                “เอ้าขึ้นไป”

                เฟอร์ลีสดันคอร์เนียให้ขึ้นไปบนม้าอย่างยากลำบาก ปกติเด็กสาวเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว แต่เหตุใดเธอขึ้นม้าไม่ได้สักที

                “ว้าก จะตกแล้ว...”

                ตึง!

                เด็กสาวกระโดดขึ้นหลังม้าแรงเกินไป ทำให้ตกลงจากหลังม้าอีกข้าง

                “โอ้ย เจ็บๆๆๆ” เธอร้องพลางลูบหลังที่กระแทกกับพื้นอย่างแรง แผลเก่าก็ยังไม่หาย ได้แผลใหม่มาอีกแล้ว

                ตอนนี้พวกเขาออกมาที่ทุ่งหญ้า หลังจากที่ชาวบ้านหาม้ามาให้ เฟอร์ลีสก็พาคอร์เนียออกมาสอนขี่ม้าทันที พวกเขาจำเป็นต้องทำเวลา เพราะพรุ่งนี้เช้าจะต้องรีบเดินทางต่อ ภารกิจนี้ยิ่งทำเสร็จเร็วก็ยิ่งดี นานวันเข้า ถ้ามีคนรู้เรื่อง การเดินทางก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้น

                “คิดถูกมั้ยที่สอนเธอขี่ม้า แค่ขึ้นม้ายังขึ้นไม่ได้เลย” เด็กหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

    “ก็บอกแล้วว่าฉัน...”

                พรึบ!

                ไม่ทันที่คอร์เนียจะกล่าวจบ เฟอร์ลีสอุ้มเด็กสาวแล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังมาอย่างรวดเร็ว เขาให้เด็กสาวนั่งข้างหน้า ส่วนเขาก็นั่งซ้อนท้าย

                “ทะ...ทำอะไร” คอร์เนียหน้าแดงลงไปถึงลำคอ หลังจากที่เขาโอบหลังและจับมือเธอไว้

                “สอนเธอไง เดินหน้าต้องดึงอย่างนี้ จำเอาไว้ด้วย”

                จะให้จำได้ได้อย่างไร ก็เด็กหนุ่มนั่งชิดเสียขนาดนี้ จิตใจคงจะอยู่กับเนื้อกับตัวหรอก เด็กสาวได้แต่นั่งเกร็งไม่พูดอะไรเธอกำลังทำสมาธิและเรียกสติของตัวเองกลับมา

                “แล้วก็อย่าเกร็งด้วย” เฟอร์ลีสขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ

                สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด...

                “อย่างนี้ถอยหลัง”

                “...”

                สำหรับคอร์เนีย เหมือนเวลาจะผ่านไปอย่างเนิ่นนาน เด็กหนุ่มค่อยๆสอนและทำให้ดูซ้ำหลายๆรอบ ทำให้เธอเข้าใจและจำได้ในที่สุด

                “วิ่ง”

    เขาดูจริงจังมาก แล้วความอ่อนโยนที่เข้ามาแทรกแทนที่ความเฉยชาคืออะไรกันแน่

                “ไม่ยากใช่มั้ย” หลังจากสอนจบหลักสูตรด้วยความรวดเร็ว เขาก็เอ่ยขึ้น

                “ไม่รู้ว่าจะขี่ได้หรือเปล่า” เด็กสาวกล่าว เธอมองสายบังเหียนที่ตนเองกำอยู่สลับกับขนแผงคอของเจ้าม้า การขี่ม้าอาจจะง่ายกว่าที่คิด เพียงแต่เธอยังไม่มีความมั่นใจเท่านั้นเอง

                “มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ เจ้าต้องทำได้อยู่แล้ว” ฟินท์พูดให้กำลังใจเด็กสาว

               

    บางครั้งกำลังใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับจิตใจที่เปราะบาง...

               

    “ขี่ให้ดูหน่อย” เด็กหนุ่มพูดก่อนจะลงจากหลังม้า

                “อะ...อืม” เด็กสาวบังคับมันให้เดินหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆ ในที่สุดเจ้าม้าก็ก้าวเดินไปข้างหน้า

                “ถอยหลัง”

                รู้สึกว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี

                “วิ่ง”

                คอร์เนียหน้าซีดเล็กน้อยเพราะความกลัวเล็กๆที่เกิดขึ้น แต่เธอก็ยอมกระตุกเชือกแต่โดยดี

                เจ้าม้าเริ่มวิ่ง...

    “ว้ากกก...” เด็กสาวร้องเสียงหลงเมื่อเจ้าม้าวิ่งเร็วขึ้น ที่แย่กว่านั้นคือมันไม่ยอมทำตามคำสั่งของเธอ!

                “เลี้ยวกลับมา” เฟอร์สีสสั่ง

                “ช่วยด้วย มันไม่ยอมทำตามมม...” คอร์เนียร้อง เธอกำเชือกในมือแน่น ถ้าตกลงไปกระแทกพื้นอีกครั้ง พรุ่งนี้เธอคงจะเดินทางต่อไม่ไหว แค่นี้ก็ปวดเคล็ดไปทั้งตัวแล้ว

                เจ้าม้าดีดตัววิ่งสุดกำลัง มันพยายามสะบัดเด็กสาวให้หลุดออกจากหลัง

                “ว้ากกก...หยุดไม่ได้ ว้ากกก...” ตัวเธอกระเด้งไปมาอยู่บนหลังม้า จนในที่สุดเธอก็หลุดออกจากหลังของมัน เพราะเด็กสาวยังกำเชือกแน่น จึงยังไม่ตกลงมากระแทกพื้น ฝ่ามือของเธอแข็งเกร็ง ร่างสะบัดตามแรงของเจ้าม้า ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับกุมขมับ

                ฝ่ามือที่ยังกำเชือกแน่น เริ่มกลายเป็นสีแดง มันทั้งแสบทั้งคัน แต่เธอคงไม่กล้าปล่อย เพราะถ้าปล่อยมีหวังทั้งแสบทั้งคันไปทั้งตัว

                “นายบ้าเฟอร์ลีสสส...”

                เด็กหนุ่มส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา ก่อนจะร่ายเวทใส่เจ้าม้าที่กำลังวิ่งเตลิด

                เอี๊ยดดด!

                เสียงจากจิตใต้สำนึกของคอร์เนียดังขึ้น แต่ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าม้าที่วิ่งด้วยความเร็วหยุดวิ่งกะทันหัน เด็กสาวตกใจจนเผลอปล่อยเชือก เธอลอยละลิ่วตีลังกาไปข้างหน้า ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นและกลิ้งไปอีกหลายตลบ ใบหน้าครูดกับพื้นจนแดงเถือก แต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย เพราะความอายกลบเกลื่อนความเจ็บปวดไปเสียหมด เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในท่าที่น่าขายหน้าสุดๆ เธอก็อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปในวินาทีนั้น

                เด็กสาวกำลังนอนคว่ำหน้าและก้นกระดกขึ้นมาสูงเลยน่ะสิ

                เด็กหนุ่มแทบจะหลุดหัวเราะหลังจากที่ไม่ได้หัวเราะมานาน ส่วนฟินท์ที่ถูกคอร์เนียนอนทับก็เห็นแต่ความมืด เด็กสาวลุกขึ้น ใบหน้าสีขาวนวลกลายเป็นสีแดงเข้ม เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

                “นายจงใจแกล้งฉันใช่มั้ย” เด็กสาวตะโกนถาม แต่ไม่ได้หันไปมองหน้าเขา

                “เปล่า” เฟอร์ลีสตอบเสียงเรียบตามเคย

                “ตลกมากเลยใช่มั้ย” คอร์เนียตะคอกใส่หน้าเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นเขาอมยิ้มน้อยๆ 

                “คอร์เนีย ข้าว่าเจ้ากลับไปที่หมู่บ้านพักผ่อนก่อนเถอะ เจ้าอาจจะเหนื่อยมากเกินไป” ฟินท์พูดเพราะอยากจะห้ามสงครามปากที่กำลังจะเกิดขึ้น

                “ก็ได้” เด็กสาวหันหน้าหนีเด็กหนุ่ม แล้วเดินกลับไปโดยไม่รู้ว่าเจ้าม้าที่กำลังสลบนอนอยู่ตรงนั้น

                “ว้ากกก...” เด็กสาวจอมซุ่มซ่ามสะดุดเจ้าม้าแล้วล้มคะมำลงไปนอนท่าเดิมอีครั้ง

                “ฮ่าๆๆๆ”

    คราวนี้ฟินท์หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ส่วนเด็กหนุ่มที่ต้องกลั้นหัวเราะอีกรอบก็เดินนำออกไปโดยไม่ลืมลากเจ้าม้าตัวนั้นกลับไปที่หมู่บ้านด้วย เขาคงไม่ทิ้งให้มันต้องนอนอยู่กลางป่า แค่นี้มันก็น่าสงสารมากพออยู่แล้ว มันคงจะรำคาญเด็กสาวมาก จึงพยศเสียขนาดนั้น

               

    เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน เด็กสาวที่อารมณ์บูดอย่างรุนแรงก็กลับเข้าห้องไป วันนี้เธอเหนื่อยเหลือเกิน ร่างกายก็เจ็บระบมจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ที่สำคัญยังเสียหน้าอีก น่าอับอายจริงๆ

                “นายขำฉันทำไม” เด็กสาวถามเจ้ามีดอย่างไม่สบอารมณ์

                “ก็เจ้ามันไม่รู้จักมองอะไร ทำตัวซื่อบื้อแบบนี้ สักวันจะเป็นอันตรายนะ” เจ้ามีดกล่าว มันยังนึกขำไม่หายเมื่อคิดถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่

                โครม!    

                เสียงดังโครมครามดังขึ้นจากด้านนอก

                “เสียงอะไรน่ะ” เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ตอนนี้เธออยากจะพักผ่อนมากแล้ว เหนื่อยมาทั้งวัน เวลาจะนอนยังจะมีอะไรมาให้กวนใจอีก

                “ออกไปดูกันเถอะ” ฟินท์เสนอ เด็กสาวพยักหน้ารับ แล้วจำใจวิ่งออกไปข้างนอกทันที

                คอร์เนียคงจะข่มตาให้หลับไม่ได้ ถ้าข้างนอกยังมีเสียงดังโครมครามอยู่แบบนี้ เด็กสาวจะออกไปจัดการเจ้าคนที่กล้ามารบกวนเวลานอนของเธอให้หลาบจำเสียบ้าง

               

    “นี่มันอะไรกัน” คอร์เนียถามเด็กหนุ่มทันทีที่พบเขา

    เด็กสาวขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ชาวบ้านนอนตายเกลื่อนกลาด หมู่บ้านถูกพังระเนระนาด ไฟที่กำลังไหม้ซากบ้านส่งความร้อนออกมาทั่วบริเวณ

                อารมณ์ของคอร์เนียแทบจะประทุ ใครกันที่ทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้ลงคอ เขาคนนั้นทำลายหมู่บ้านเกือบทั้งหมดและฆ่าคนไปหลายสิบคนในเวลาเพียงครู่เดียว

    ท่ามกลางความมืด ปรากฏร่างของบุคคลที่คุ้นเคย เขากำลังส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ

                “หึๆๆ” เสียงหัวเราะชั่วร้ายดังแหวกอากาศมา

                ใบหน้าเด็กสาวหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงคนนั้น เขากำลังยืนหันหลังให้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังจำท่าทางของเขาได้ดี

                “เจ้านั่นเป็นใครกัน รู้จักมันด้วยเหรอ” เฟอร์ลีสถามเมื่อเห็นใบหน้าโกรธเคืองของเธอ

                “เชมส์” เด็กสาวพูดพลางมองบุรุษตรงหน้า คอร์เนียกำหมัดแน่น หัวคิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ใบหน้าของเธอตึงเครียดขึ้นฉับพลัน

    เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้...

                “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คอร์เนีย” ชายหนุ่มหันมาพูดกับเด็กสาวก่อนจะแสยะยิ้ม เส้นผมสีแดงเพลิงสั้นประบ่าของเขาปลิวไสวในความมืด

                คอร์เนียยังจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันวานได้ดี เขาเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด...

                “นาย...” คอร์เนียกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “ทำไมนายทำกับฉันอย่างนั้น เจ้าคนทรยศ” เด็กสาวตะโกนลั่น และยกมือชี้หน้าเขาอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

                “ก็เพราะฉันรู้น่ะสิ ว่าสายเลือดของเธอสามารถปลุกมีดเล่มนั้นขึ้นมาได้” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย “ส่วนเจ้าเสือเขี้ยวดาบนั่น ฉันเป็นคนฆ่ามันเอง”

                เด็กสาวโกรธจัด เธอชักฟินท์ขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าไปหาชายหนุ่มทันที

                “ที่แท้ก็เป็นนายเอง นายทรยศฉัน” คอร์เนียเหวี่ยงฟินท์ใส่ชายหนุ่ม ที่กำลังแสยะยิ้มชั่วร้ายอยู่เบื้องหน้า แต่ความเร็วที่คนละชั้นกัน ทำให้เขาสามารถหลบได้ทุกครั้ง

                “เธอจะฆ่าฉันงั้นเหรอ เธอฆ่าฉันไม่ลงหรอก” เชมส์พูดและยิ้มอย่างมีเลศนัย เขารู้สึกสนุกเมื่อได้เล่นกับความรู้สึกของคนอื่น

                “ทำไมจะฆ่านายไม่ลง เจ้าเพื่อนทรยศ” คอร์เนียตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มอย่างเหลืออด

                “เพราะฉันเป็นคนคนเดียวที่มีสายเลือดเดียวกับเธอ” ชายหนุ่มพูดและยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

                “...” เด็กสาวนิ่งอึ้งกับคำพูดของชายหนุ่ม

 

                สิ่งที่เขาพูดมันหมายความว่าอย่างไรกัน!!

 

                “ฉันเป็นพี่ชายต่างมารดาของเธอ” เขาพูดต่อ ทำให้คอร์เนียถึงกับตาค้างอย่างตกตะลึง

 

                พี่ชายต่างมารดา!!

                เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่ที่รู้จักกัน เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเธอเลยสักครั้ง แล้วเหตุใดถึงได้มาบอกตอนนี้ อย่างไรเธอก็ไม่มีทางเชื่อเขาแน่นอน

 

                “แล้วทำไมนายไม่ลงไปในหุบเขาสะกดวิญญาณเองล่ะ” เด็กสาวถามหลังจากตะลึงอยู่นาน

                “เธอคิดว่าฉันเป็นคนดีขนาดที่จะเอาตัวเองไปเสี่ยงงั้นเหรอ ฉันเกลียดพ่อของเธอ เลยเลือกใช้นามสกุลของแม่แทน แม่ฉันตายไปนานแล้ว แม่เสียใจที่พ่อทิ้งพวกเราไป ฉันเกลียดเธอ ฉันต้องการฆ่าเธอ แต่ต้องใช้ประโยชน์ให้สะใจซะก่อน” ชายหนุ่มผมแดงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาท

                คอร์เนียขมวดคิ้วแน่น สิ่งที่ไม่เข้าใจคือ เวลา 7 ปีที่ผ่านมาคืออะไร ถ้าเขารู้เรื่องนี้ เหตุใดถึงไม่ฆ่าเธอไปตั้งแต่ตอนแรกที่เจอกัน จะทนอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานานด้วยเหตุใด

                เชมส์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของคอร์เนีย เขานึกถึงเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ต้องสะบัดศีรษะไล่มันออกไป เขาตัดสินไปแล้วและจะไม่มีทางล้มเลิกอย่างแน่นอน

                “เธอคงมีข้อข้องใจสินะ” เชมส์พูดและยิ้มอย่างใจเย็น “เวลา 7 ปีที่ผ่านมา ฉันก็แค่ยังหาโอกาสไม่ได้ และอยากทำให้เธอไว้ใจฉัน เพราะถ้าโดนหักหลัง เธอก็คงจะได้เจ็บปวดเหมือนตอนที่ฉันถูกพ่อหักหลังและทิ้งไป” น้ำเสียงของเขาฟังดูโกรธแค้น

                ที่แท้มันก็เป็นอย่างนี้เอง...

                “ส่งมีดเล่มนั้นมา” เชมส์ตะโกนลั่น ก่อนจะเรียกดาบสีดำสนิทออกมา เขาพุ่งเข้าไปหาเด็กสาวอย่างรวดเร็วและกำลังจะเหวี่ยงดาบใส่ร่างของเธอ

    เคร้ง!

                ดาบยาวสีเงินพุ่งเข้ามารับดาบยาวสีดำสนิทได้ทันเวลาก่อนที่มันจะปักลงที่ร่างของคอร์เนีย

                “ฉันคงยอมให้นายทำร้ายผู้หญิงคนนี้ไม่ได้” เฟอร์ลีสเอ่ยเสียงเสียงเรียบ

                เชมส์ขมวดคิ้วพลางมองเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มอย่างไม่พอใจ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครกัน ถึงกล้ามาขวางเขาเช่นนี้

                “นายเป็นใคร ทำไมฉันถึงทำร้ายผู้หญิงคนนี้ไม่ได้” เชมส์ตวาดอย่างเหลืออด เขาต้องการกำจัดน้องสาวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนนอกที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างเด็กหนุ่มคนนี้ด้วย

                “เธอเป็นเพื่อนของฉัน ถ้านายจะทำร้ายเธอก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน” เด็กหนุ่มพูดพลางใช้ดาบของตนรับดาบสีดำที่ฟันรัวๆใส่เขาอย่างคล่องแคล่ว

                เด็กสาวมองเฟอร์ลีสด้วยสายตาซาบซึ้ง ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก แต่อย่างไรเขาก็ยังแสดงสีหน้าเย็นชาเช่นเคย

                เคร้ง! ~เคร้ง! ~เคร้ง!

                ชายหนุ่มผมสีแดงประบ่าแสดงสีหน้าไม่พอใจ เด็กหนุ่มคนนี้มีความสามารถพอตัวเหมือนกัน

                “หึ งั้นขอฉันฝากมีดนั่นไว้ก่อน ไว้วันหลังจะมาเอา” เชมส์กัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น ก่อนที่ร่างของเขาจะสลายไปกับสายลม

                เด็กสาวเหม่อมองตามร่างของชายหนุ่ม วันนี้เธอได้พบเจอเรื่องราวต่างๆมากทีเดียว ทั้งยังได้รับรู้ถึงสิ่งที่ไม่คาดฝันแบบนั้นอีก...

                เชมส์ ดาเคนส์ เป็นพี่ชายต่างมารดาของเธอ...

                “ไปจากที่นี่กันเถอะ” เด็กหนุ่มพูดพลางเดินนำเด็กสาวกลับไปที่ห้องพัก โชคดีที่ม้าที่พวกชาวบ้านมอบให้ยังถูกผูกไว้ที่หลังห้องพักของพวกเขา เด็กหนุ่มเก็บของเสร็จก็ขึ้นไปบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว เด็กสาวที่อ้ำๆอึ้งๆอยู่นานจึงลองปีนขึ้นไปบนหลังของมันอีกครั้ง

                “ขึ้นไม่ได้อะ” คอร์เนียพูดพลางทำหน้าสลด และพยายามก่ายตัวมัน เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้ามาช่วยเด็กสาว เขาอุ้มเธอแล้วโยนขึ้นไป

                “กะให้ดีๆล่ะ”

                ตึง!

                ยังไม่ทันขาดคำ เด็กสาวที่ถูกโยนขึ้นไปก็ตกลงจากหลังม้าอีกข้าง

                “เจ้าบ้าเฟอร์ลีสสส...”

                เด็กสาวตะโกนลั่น นี่แค่วันแรก เรื่องยังเกิดขึ้นมากมายมายขนาดนี้ แล้ววันต่อๆไป เรื่องมันจะไม่มากกว่านี้หรือภารกิจที่เธอกำลังทำจะผ่านพ้นไปด้วยดีได้หรือไม่ แค่คิดก็ปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมดแล้ว

    แต่ถึงมันจะผ่านไปได้ด้วยดี ร่างกายของเธอก็คงจะไม่ดีด้วยเป็นแน่ มันคงจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะถึงเวลานั้นก็เป็นได้...
 


________________________________________________________________________________
คอมเม้นกันนิดนึงนะคะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ


 

B B

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น