The Knife ภารกิจทำลายมีดอาถรรพ์

ตอนที่ 2 : บทที่1 มีดปริศนา 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ต.ค. 57


บทที่1

มีดปริศนา

                ณ อาณาจักร อโครนายด์ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของโลกมนุษย์  ในปัจจุบันโลกได้แบ่งเขตแดนกันอย่างชัดเจนตามชนเผ่าหลักสี่ชนเผ่า คือมนุษย์  คนแคระ เอลฟ์ และปีศาจ...

                ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือคือ อาณาจักรของมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า อาณาจักร อโครนายด์

                ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้คือคือ อาณาจักรของคนแคระ อาณาจักรคามาเรีย

                ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือคือ อาณาจักรของเอลฟ์ อาณาจักรริวาเนล

                ส่วนดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้คือ อาณาจักร ราฟาทอล ซึ่งเป็นอาณาจักรอันมืดมิดของเหล่าปีศาจ

                โลกของพวกเขามีแผ่นดินใหญ่เพียงผืนเดียว คือผืนดินทั้งหมดไม่แตกออกเป็นทวีป ทุกอาณาจักรจึงมีอาณาเขตเชื่อมต่อกัน โดยมีพื้นที่ส่วนกลาง มิดเดิลแลนด์ เป็นจุดศูนย์กลาง  

               

    ณ เมืองอาคาเนีย เมืองหลวงของอาณาจักรอโครนายด์ ดินแดนอันแสนวุ่นวายของมนุษย์...

                วันที่ 9 เดือน 7 ปีที่ 51 ยุคอโครนายด์ที่ 29

                “โอ๊ย ทำไมน่าเบื่ออย่างนี้” เด็กสาวผู้หนึ่งโวยวายเสียงดัง เธอลุกพรวดขึ้น ก่อนจะหันไปทำตาขวางใส่ชายหนุ่มที่นอนอยู่ใกล้ๆ

                เด็กสาวคนนี้มีชื่อว่าคอร์เนีย เธอมีเรือนผมสีเขียวสบายตา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้ม ทั้งแหลมคม และดูมีเสน่ห์ ร่างบางของเธออยู่ในชุดรัดรูปสีดำ ดูทะมัดทะแมง

                “เงียบหน่อยสิ คนจะนอน” ชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆตะโกนขึ้น หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันบ่งบอกถึงความไม่พอใจ

                ชายหนุ่มผู้นี้คือเชมส์ ดาเคนส์ ผู้มีเส้นผมและนัยน์ตาสีแดงเพลิง เขาอยู่ในชุดสีน้ำตาลเข้ม ที่หัวไหล่ทั้งสองข้างมีผ้าคลุมยาวสีเดียวกับชุดผูกอยู่

                “นายบ้าเอ๊ย ทำตัวเอื่อยเฉื่อยได้ทั้งวันทั้งคืน น่ารำคาญจริง” เด็กสาวตวาดและยืนท้าวสะเอวจ้องมองชายหนุ่มเส้นผมสีแดงเพลิงคนนั้นด้วยสายตาแข็งกร้าว

                ตั้งแต่รู้จักกันมาก็ 7 ปีกว่าแล้ว แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับไม่เคยทำอะไรที่ท้าทายสักครั้ง เวลากลางวัน นอกจากหาของกินและนอนใต้ต้นไม้แล้ว เขาก็ไม่เคยทำอย่างอื่น ส่วนเวลากลางคืน ก็เป็นอย่างที่ว่า

                “รู้จักเวล่ำเวลาบ้าง นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว” ชายหนุ่มตวาดกลับสั้นๆอย่างเอือมระอา เขาคิดว่าคนที่น่ารำคาญจริงๆน่าจะเป็นคอร์เนียมากกว่า

                7 ปีมานี้ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน เธอก็ไม่เคยอยู่นิ่ง กลางวันเที่ยวไปหาเรื่องคนอื่น กลางคืนก็วิ่งไปไหนมาไหน โดยไม่เคยสนใจคนที่อยู่ด้วยกัน ที่เขายังทนอยู่กับเธอได้ ก็เพราะ ความผูกพันที่มีมายาวนาน สิ่งที่เขาไม่พอใจในตัวเธอมากที่สุดก็คือ เธอชอบสร้างปัญหา และให้เขามาเป็นผู้มาตามแก้

                “ไม่รู้ๆๆ เดี๋ยวมานะ จะไปหาอะไรสนุกๆทำ” เด็กสาวเดินออกไป เพราะข้างนอกนั่นเป็นป่าทึบ เธอจึงไม่ลืมหยิบดาบของตนไปด้วย

                ถือว่าโชคดีที่พวกเขาอาศัยอยู่ในป่าที่ไม่ค่อยมีผู้คนมากเท่าไรนัก ถ้าอยู่ในตัวเมือง คอร์เนียคงจะได้เรื่องกลับมาให้เชมส์ตามแก้ทุกวี่ทุกวัน ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้

                “คอร์เนีย จะไปไหนน่ะ” เสียงชายหนุ่มดังไล่หลังมา แต่เด็กสาวก็ไม่ได้ใส่ใจ “มันอันตรายนะ กลับมานี่” ชายหนุ่มตะโกนเรียกอย่างเป็นห่วง ก่อนจะรีบลุกขึ้นตามเด็กสาวไป

                “อยากนอนก็นอนไปสิ เจ้าบ้าเชมส์” เธอรีบวิ่งออกไปอย่างรำคาญโดยไม่รู้ถึงอันตรายที่เข้ามาใกล้

                พรึบ!

                ‘อะไรน่ะ คอร์เนียคิดเมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ เด็กสาวหันมองไปมา เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นที่หน้าผาก ตอนนี้จิตใจของเธอกระเจิดกระเจิงจนจำทางกลับไปไม่ได้แล้วด้วย ไม่น่าวิ่งหนีเชมส์ออกมาเลย

                เงาสีดำน่าสะพรึงกลัวของสัตว์สี่เท้าใกล้เข้ามา เด็กสาวก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว เธอไม่อยากตกเป็นอาหารของเจ้าสัตว์ร้ายนี่ เธอยังมีอะไรที่อยากทำมากกว่าไปอยู่ท้องของมัน

    “ชะ...เชมส์” คอร์เนียเอ่ยเสียงสั่น ในใจก็ได้แต่ภาวนา ขอให้มันไม่เห็นเธอ

                กรร~!

                สัตว์แปลกตากระโจนออกมาจากพุ่มไม้ เธอผงะเมื่อเห็นร่างนั้น ตาสีเหลืองอำพันจ้องมองมาอย่างดุดัน เขี้ยวใหญ่คมกริบสะท้อนแสงในความมืด

                เสือเขี้ยวดาบ เด็กสาวคิดพลางกระชับดาบในมือแน่น สู้ก็สู้วะ เธอไม่รอช้า รีบเหวี่ยงดาบใส่ร่างมหึมาที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาทันที

                พรึบ!

                มะ...ไม่โดนสีหน้าของเด็กสาวซีดเผือด เมื่อเห็นเขี้ยวใหญ่และคมกริบของมัน

                กรร~!

                มันกระโจนเข้ามาหาเธออย่างบ้าคลั่ง เธอใช้ดาบรับเขี้ยวใหญ่นั่นได้อย่างหวุดหวิด

                “ชะ...เชมส์ ช่วยด้วย!” คอร์เนียตะโกน ร่างใหญ่ผลักเธอล้มลง “ชะ...เชมส์ไม่ว่าตะตะโกนเรียกอย่างไร เพื่อนของเธอก็ไม่มาช่วยเธอสักที “ว้ากกก!!...”

                กรงเล็บแหลมคมที่พร้อมจะตัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้ขาดเป็นสองท่อน  ถูกเงื้อขึ้นเตรียมจะปลิดชีวิตจองเด็กสาว

                ฉึก!

                เลือดสีแดงสาดกระเซ็น คอร์เนียตกใจจนแทบสิ้นสติ เมื่อร่างใหญ่ตรงหน้ากำลังจะล้มทับ

                “เฮ่ย” เพราะต้องอยู่ในป่าที่อันตราย ทำให้ความว่องไวของเธอเหนือกว่าคนธรรมดา เด็กสาวจึงสามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว

                หลังจากที่ลุกขึ้นและปัดเศษดินที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออก คอร์เนียก็ยกดาบในมือขึ้นมาดู มันยังสะอาดและไม่มีรอยเลือดใดติดอยู่ เธอขมวดคิ้วแน่นพลางมองร่างใหญ่ที่แน่นิ่งข้างๆ

                ใครเป็นคนฆ่าเสื้อเขี้ยวดาบตัวนี้กัน??

    “เฮ”

                เสียงผู้คนดังมากมายดังขึ้น ทำให้เด็กสาวสะดุ้งตกใจ คนพวกนี้คงจะเป็นชนเผ่าโครมารัน ชนเผ่าที่บูชาเสือเขี้ยวดาบ พวกเขาตั้งเสือเขี้ยวดาบเป็นสัตว์เทพเจ้า ใครก็ตามที่ทำร้ายมันจะต้องถูกบูชายัญ!!!!!!!!

                อยู่ไม่ได้แล้ว เธอคิดแล้วเตรียมตัวจะเร่งฝีเท้าออกจากบริเวณนั้น

                “เธอฆ่าเสือเขี้ยวดาบ เอาตัวมาให้ได้”

    เสียงคุ้นหูดังขึ้น คอร์เนียจึงหันไปมอง เด็กสาวรู้สึกใจหายวาบเมื่อคนที่เธอเห็นคือชายหนุ่มผมแดงคนนั้น...

 

    เชมส์ ดาเคนส์...

 

    “เชมส์” คอร์เนียตะโกนเรียกชายหนุ่มอย่างร้อนรน แต่เขากลับไม่สนใจ

    ผู้คนมากมายปรากฏตัวขึ้นล้อมร่างเด็กสาวไว้ พวกเขาส่งเสียงด่าทอด้วยภาษาที่เธอฟังไม่ออก

    “ฉันไม่ได้ฆ่ามัน มันต่างหากที่จะฆ่าฉัน” เธอตะโกนเรียกร้องความยุติธรรม

    “ไม่ต้องมาแก้ตัว ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเธอเป็นคนฆ่า ชนเผ่าโครมารันไม่ชอบฟังคำแก้ตัว” เชมส์พูดอย่างไม่ใยดี เขาแสยะยิ้มโหดเหี้ยม และมองเธอด้วยสายตาเย็นชา

    เหตุใดท่าทางและการแสดงออกของเขาถึงเป็นเช่นนี้ ทำอย่างกับไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน

    “นายเป็นอะไรไป ทำไมถึงทำอย่างนี้” คอร์เนียตะโกนถามอย่างไม่เข้าใจ ตอนนี้ในใจของเด็กสาวมีแต่ความสับสน เหตุใดคนที่ไว้ใจที่สุดกลับไม่เชื่อคำพูดของเธอ

    “จับเธอ” เชมส์ตะโกน ทุกคนจึงกรูเข้ามาตะครุบร่างของเด็กสาว

    “ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ...” คอร์เนียเอ่ยเสียงสั่น ตอนนี้เด็กสาวรู้สึกหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เธอรู้ว่าชนเผ่าพวกนี้ทั้งป่าเถื่อนและโหดร้าย แต่นั่นมันก็ไม่สำคัญเท่าไรหรอก สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแย่ที่สุดก็คือ การถูกเพื่อนที่คบกันมานานหักหลัง

    เด็กสาวถูกมัดด้วยเชือกเส้นใหญ่อย่างแน่นหนา ถึงจะพยายามขัดขืนเท่าไรก็ไม่เป็นผล เธอถูกฉุดกระชากลากถูไปตามพื้นหญ้าในป่าจนรู้สึกเจ็บระบมไปทั่วร่าง คงไม่มีทางรอดแล้ว กลางป่าแบบนี้คงจะไม่มีใครมาช่วยได้ ที่สำคัญที่สุด เธอก็ไม่เคยรู้จักใครนอกจากชายหนุ่มผมแดงคนนั้น คงไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิตมาช่วยคนที่ไม่รู้จักอย่างแน่นอน

                เด็กสาวถูกพามาที่สถานที่บูชายัญ...

                ที่นี่คือหน้าผาสูงชัน เบื้องล่างคือหุบเขาสะกดวิญญาณที่สามารถสะกดวิญญาณทุกดวง ใครก็ตามที่ตายในหุบเขานี้จะถูกสะกดวิญญาณไว้ และพวกเขาก็จะต้องติดอยู่ที่นี่ไปจนกว่าวิญญาณจะดับสูญ

                “พวกเราต้องจับเธอบูชายัญให้กับเสือเขี้ยวดาบที่เธอฆ่าไป” เชมส์กล่าวเสียงเย็น

                “ปล่อยฉันนะ...เจ้าบ้าเชมส์ คืนสติได้แล้ว” คอร์เนียตะโกนลั่น เด็กสาวยังมีความหวังอยู่เล็กๆว่าชายหนุ่มจะช่วยเธอให้รอดพ้นจากการบูชายัญครั้งนี้

                “สติของฉันยังอยู่ดี” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจ

                “...” คอร์เนียเงียบไปกับคำพูดของเขา

                แววตาของของชายหนุ่มไร้อารมณ์ และความรู้สึกใดๆ เขาจ้องมองร่างของเด็กสาวที่ถูกจับตรึงอยู่บนแท่นไม้ด้วยสายตาเฉยชา แววตาแบบนั้นทำให้เด็กสาวรู้สึกใจคอไม่ดี เพื่อนของเธอเป็นอะไรไป เขาจะต้องถูกใครสักคนบงการจิตใจอยู่เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องไม่ทำอย่างนี้แน่นอน

    “จับเธอไปถ่วงน้ำ” เชมส์กล่าวเสียงเรียบ

    ชนเผ่าโครมารันนำตัวเธอมาผูกติดกับก้อนหินยักษ์

                “โยนลงไป”

                เมื่อถูกพาตัวมาที่หน้าผาสูงจนมองไม่เห็นเบื้องล่างแล้ว เชมส์ก็สั่งให้ชนเผ่าโครมารันจับตัวเธอโยนลงไป

                “เฮ่ยยย...” เด็กสาวร้องเสียงหลงเพราะยังไม่ทันตั้งตัว “ว้ากกก...ฉันยังไม่อยากตายยย...”

    ตอนนี้ในใจของเด็กสาวว้าวุ่นปั่นป่วน ในหัวก็นึกถึงความทรงจำที่ผ่านมา เธอรู้จักกับชายหนุ่มผมแดงผู้นั้นมากว่า 7 ปี เขาดูแลและเอาใจใส่เธออย่างดี ถึงแม้บางครั้งจะมีบ้างที่ทะเลาะกัน แต่เขาก็ช่วยเหลือเธอมาตลอด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงไม่ช่วยเธอ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นคนสั่งให้ชนเผ่าโครมารันนำตัวเธอมาบูชายัญอีก

                ตูมมม!

                กระแสน้ำเย็นเฉียบสัมผัสถูกร่างกายของเด็กสาว ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกมหาศาล ทำให้เธอรู้สึกเจ็บระบมไปทั่วร่าง เธอกำลังจมลึกลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง

                หุบเขาสะกดวิญญาณ...

                คอร์เนียเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าที่นี่คือหุบเขาแสนอันตรายแห่งนั้น เพราะตอนแรกเธอเอาแต่คิดเรื่องต่างๆมากมาย จึงไม่ทันคิดว่า สถานที่บูชายัญจะเป็นที่นี่

                “บุ๋งๆๆ...” เด็กสาวสำลักน้ำ รู้สึกทรมานจนแทบจะขาดใจ ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าจะมีคนมาช่วย แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เธอคงต้องตายอยู่ที่นี่ !!

                ตอนที่สติกำลังจะดับวูบ เด็กสาวเห็นสิ่งหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ ถึงแม้จะพยายามเพ่งมอง แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง เธอหมดสติไปเพราะขาดอากาศและน้ำมากมายที่เข้าไปเต็มปอด

 

                เด็กสาวไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร มีเพียงความทรงจำรางๆอยู่ในสมองที่พร่าเลือน เธอลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง ลมหายใจรวยรินแทบจะขาดลงในช่วงวินาทีนั้น

                “...แฮ่ก...แฮ่ก...”

                คอร์เนียหอบหายใจรุนแรงพลางพลิกตัวมองไปรอบๆ เธอคงจะตายไปแล้ว ถึงแม้จะขอให้เรื่องนี้เป็นแค่ความฝัน แต่มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อความจริงก็ยังคงความจริง

                “...แฮ่ก...”

                เธอพยายามยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก เด็กสาวรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง เมื่อสายตาจับภาพได้ชัดเจน ดวงตาสีน้ำเงินคมเข้มก็สะดุดอยู่ที่สิ่งๆหนึ่งที่วางอยู่ข้างๆ

    ‘นี่มันอะไรกัน คอร์เนียคิดพลางหยิบมันขึ้นมาดู เธอมองมันอย่างแปลกใจ เหตุใดสถานที่แบบนุถึงได้มีสิ่งของแบบนี้อยู่ มันเป็นของใครกัน

                เด็กสาวจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือ มันคือมีดโบราณที่ด้ามจับมีอักขระแปลกตา ปลอกมีดสีดำและมีตราประทับลายประหลาดน่าขนลุกประทับอยู่

    หรือว่าเธอยังไม่ตาย...คงจะเป็นเช่นนั้น เจ้าของมีดคงจะเป็นคนช่วยเด็กสาวเอาไว้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเธออยู่ในน้ำที่ลึกอย่างนั้น ที่สำคัญเขายังพามาส่งถึงข้างบนหุบเขาอีก

    เด็กสาวหันมองไปรอบๆ บริเวณนี้ทั้งว่างเปล่าและเงียบสงบต่างจากตอนที่เธอถูกจับมาบูชายัญลิบลับ สายลมเย็นพัดเข้ามาปะทะร่างกายอันอ่อนล้าของเธอ ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง

    ตอนนี้ชนเผ่าโครมารันพวกนั้นกลับออกไปหมดแล้ว...

                “กำลังมองหาใครอยู่ ข้านี่แหละเป็นคนช่วยเจ้า” เสียงใหญ่ฟังดูน่ากลัวดังออกมาจากมีดที่ถืออยู่

                “ว้ากกก...” ด้วยความตกใจ คอร์เนียจึงขว้างมันทิ้งไป “นะ...นายพูดได้” เด็กสาวพูดกับมันอย่างกล้าๆกลัวๆ มีดเล่มนั้นกำลังลอยกลับมาหาเธอ

                “ใช่ ข้าพูดได้” เจ้ามีดตอบห้วนๆอย่างไม่ใส่ใจ “ต้องขอบคุณเจ้า ที่ช่วยให้ข้ากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง” เจ้ามีดกล่าวต่อ

                “...” เด็กสาวเงียบไปกับคำพูดของมัน เธอขมวดคิ้วอย่างงุนงง สีหน้าแสดงความไม่เข้าใจ

                “หลังจากที่ข้าถูกทิ้งลงมาที่หุบเขาสะกดวิญญาณ ข้าก็ได้แต่หลับใหล จนวันนี้พบเจ้าและได้สัมผัสกับพลังชีวิตอีกครั้ง ข้าจึงตื่นขึ้น”

                คอร์เนียฟังเจ้ามีดบรรยาย มีดเล่มนี้คงจะถูกทิ้งลงมานานมากแล้ว...

                “ว่าแต่เจ้าไม่รู้จักข้าเหรอ ใครๆก็รู้จักข้าทั้งนั้น” เจ้ามีดถามคอร์เนีย เด็กสาวจึงรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน “นี่มันยุคไหนแล้ว” มันถามต่อเมื่อเห็นสีหน้างงเป็นไก่ตาแตกของเธอ

                “นะ...นี่ยุคอโครนายด์ที่ 29” เด็กสาวตอบ

                “เฮ่อออ...” มันถอนหายใจ “ข้าถูกสร้างขึ้นที่ยุคอโครนายด์ที่ 1 และหายสาบสูญไปในยุคอโครนายด์ที่ 2 คงไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้จักข้า ก็มันผ่านมาตั้งเกือบ 3,000 ปีแล้วนี่”

               

                1 ยุคอโครนายด์ เป็นเวลา 100 ปี...

                ยุคอโครนายด์ ใช้ตามชื่อของอาณาจักรนี้ อาณาจักรอโครนายด์

 

                “ว่าแต่เจ้า...” มันหยุดไปเหมือนกับกำลังใช้ความคิด

                “ฉะ...ฉันอะไรเหรอ” คอร์เนียถามอย่างงงๆ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ในหัวกำลังคิดเชื่อมโยงเรื่องต่างๆตามคำพูดของเจ้ามีด แต่ไม่ว่าคิดอย่างไร ก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี

                “เจ้ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับมูรัส บาร์ล็อกหรือเปล่า”

                “มูรัส บาร์ล็อก” เด็กสาวทวนชื่อนั้นพลางครุ่นคิด เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...

 

    เธอเป็นแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง...

 

                “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน สิ่งที่จำได้ก็มีแค่ชื่อเท่านั้น ฉันเป็นเด็กกำพร้า” คอร์เนียตอบเสียงสั่นเล็กน้อย น้ำตาเอ่อขึ้นมา ปกติเธอจะไม่ร้องไห้กับเรื่องอะไร แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ น้ำตาก็ห้ามไม่อยู่ทุกที

                “ข้าขอโทษข้าไม่รู้จริงๆ ข้าไม่น่าไปพูดถึงเรื่องอดีตของเจ้าเลย” มันเลิ่กลั่ก ในเมื่อคิดจะติดตามเด็กสาวผู้นี้ไป แต่กลับทำให้เธอร้องไห้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน

                “ไม่เป็นไรหรอกน่า...ไม่รู้ถือว่าไม่ผิด...” คอร์เนียตะโกนพลางปาดน้ำตา เด็กสาวหันหลังหนีเจ้ามีด เธอไม่ต้องการให้ใครได้เห็นน้ำตา สำหรับเธอ การร้องไห้ก็คือการแสดงความอ่อนแอ ถึงจะเป็นเพียงเด็กสาวชาวมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่เธอก็ไม่ต้องการที่จะแสดงความอ่อนแอของตนออกมาให้ใครได้เห็นทั้งนั้น 

                “ปกติข้าก็คงไม่มีทางตื่นขึ้นจากการหลับใหล ถ้าคนที่ถูกถ่วงน้ำลงมาไม่ใช่สายเลือดของมูรัส บาร์ล็อก” มันพูดอึกอัก เมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือของเด็กสาวที่หันหลังให้ โดยหารู้ไม่ว่า คนที่ร้องไห้กำลังตาลุกวาวอยู่

                “ถ้าฉันเป็นคนในสายเลือดบาร์ล็อกจริงล่ะก็...มูรัส บาร์ล็อกก็เป็นบรรพบุรุษของฉันน่ะสิ ทีนี้จะได้มีนามสกุลเหมือนคนอื่นซะที” คอร์เนียหันมาพูดกับเจ้ามีดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น  เธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากทีเดียว

 

                สิ่งที่ปรารถนาที่สุดก็คงจะเป็นสิ่งนี้ เธอต้องการครอบครัว...

 

                “เฮ่อออ..” เจ้ามีดถอนหายใจยืดยาวเมื่อเห็นท่าทีของเด็กสาว “แล้วเจ้าชื่ออะไร” มันถามต่อด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

                “คอร์เนีย ฉันชื่อคอร์เนีย บาร์ล็อก แล้วนายล่ะ” คอร์เนียถามมันบ้าง

                “ชื่อของข้าคือ มูรัส บาร์ล็อก”

                “หา!

                ทำไมมันถึงชื่อเดียวกับบรรพบุรุษของเธอเลยล่ะ!

                “หมะ...หมายความว่าไง” เด็กสาวถามอย่างไม่เข้าใจ

                “หลังจากที่ข้าได้มีดเล่มนี้มาครอบครอง ก็มีผู้คนมากมายตามล่าข้า เพื่อแย่งชิงมีด ทางการพยายามกำจัดข้าไปพร้อมกับมีดเล่มนี้ เพราะมันจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในมีดเล่มนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อคนของทางการมาถึง คนพวกนั้นจึงคิดว่าข้าหนีไปจึงเอาแต่มีดมาแล้วนำมาโยนทิ้งลงในหุบเขาสะกดวิญญาณนี่” เจ้ามีดอธิบาย

                “พลังของมีดและพลังของนายรวมกันคงจะแข็งแกร่งน่าดู” คอร์เนียกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “นายจะพาฉันออกจากที่นี่ได้มั้ยมูรัส” เธอกล่าวต่อ

                “ได้โปรดเรียกข้าว่าฟินท์ แล้วจงเปลี่ยนนามสกุลของเจ้าใหม่ ถึงเวลามันจะผ่านมาหลายพันปีแล้ว แต่ข้าก็ไม่รับประกันว่า ทางการยุคนี้จะยังล้างเผ่าพันธุ์คนในสายเลือดบาร์ล็อกอยู่รึเปล่า”

                “เพราะคนในสายเลือดบาร์ล็อกสามารถทำให้นายตื่นขึ้นมาได้ใช่มั้ย”

                “ใช่ เพราะฉะนั้น เปลี่ยนควรนามสกุลของเจ้าใหม่”

                “อืม แล้วจะเปลี่ยนเป็นอะไรดีล่ะ” คอร์เนียพูดพลางครุ่นคิด

                “เอมเมอรีละกัน” เจ้ามีดเสนอ

                “ก็ได้ งั้นชื่อของฉันคือคอร์เนีย เอมเมอรี”

                เด็กสาวรู้สึกพอใจและตื่นเต้น เธอน่าจะตั้งนามสกุลของตัวเองมาตั้งนานแล้ว ถึงจะรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง ก็ยังดีกว่าเป็นคนไม่มีนามสกุลอยู่ดี

                “ข้าขอติดตามเจ้าไปด้วยจะได้มั้ย” ฟินท์ถามเด็กสาว เธอจึงพยักหน้า

                “ก็มาสิ แต่นายคงไม่ทำให้ฉันเดือดร้อนนะ คงไม่มีใครมาตามล่าพวกเราใช่มั้ย” คอร์เนียถามมันเพื่อความสบายใจ เพราะเธอก็เป็นแค่เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง คงไม่สามารถรับมือกับเรื่องแบบนั้นได้

                “เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก มีข้าซะอย่าง จะไม่มีใครทำอันตรายเจ้าได้” เจ้ามีดตอบ

                “ยังจะมาพูดดีอีก นายเองยังถูกจับได้เลย” คอร์เนียพูดด้วยเสียงไม่พอใจ

                “ก็มีดนี่กินร่างของข้าเข้าไปน่ะสิ ตอนนี้ข้ากับมันรวมพลังกันจนเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว มีดเล่มนี้มันต้องการดวงวิญญาณของคนที่เป็นเจ้าของมันคนแรก มันจะกินร่างกายและดวงวิญญาณของคนๆนั้น เมื่อวิญญาณดวงนั้นตื่นขึ้นในมีด การสร้างมีดก็จะสมบูรณ์แบบ และไม่มีใครสามารถทำลายมันกับวิญญาณดวงนั้นได้” ฟินท์อธิบาย

                หลังจากที่มันพูดจบ มันก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้...

 

    เด็กสาวคนนี้ต้องเป็นคนคิดมากแน่นอน...

 

                “นะ...นายคงไม่กินฉันนะ” เด็กสาวถามเสียงสั่นอย่างหวาดกลัว เธอคิดถูกหรือเปล่าที่จะให้มันตามมาด้วย วันดีคืนดี เธออาจจะพบว่าตัวเองอยู่ในมีดเล่มนี้ก็ได้

                “สบายใจได้ ข้าไม่คิดที่จะกินลูกหลานของตัวเองหรอกน่า” เจ้ามีดตอบ

                “ให้มันเป็นตามที่พูดนะ” คอร์เนียถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

                ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เด็กสาวก็ยังไม่ไว้วางใจฟินท์อยู่ดี มันจะเชื่อใจได้มากแค่ไหนกัน คำพูดของมันจะเป็นเรื่องจริงมากน้อยเท่าไร เธอก็ไม่รู้

                “อืม” ฟินท์รับคำ และนำทางคอร์เนียออกจากป่าใหญ่

                ตอนนี้เธอก็คงต้องพึ่งพามีดเล่มนี้ไปก่อน อย่างน้อยก็ไม่ต้องเดินทางต่อไปเพียงคนเดียว ตอนนี้เธอไม่มีเชมส์อีกแล้ว และก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กสาวตัวคนเดียวอีก ไปไหนมาไหนก็คงจะมีอันตรายรอบด้าน ถ้าเจ้ามีดอยู่ด้วย ก็จะได้สบายใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยมันก็คงจะปกป้องเธอได้

                “แล้วใครเป็นคนสร้างมีดขึ้นมาล่ะ” เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ขึ้นมาได้ คอร์เนียถึงตัดสินใจถามออกไป สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่เธอควรจะรู้มากที่สุด

                “เจ้าคงจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับข้าเลยสินะ” เจ้ามีดกล่าว ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของตนให้เด็กสาวฟัง “มีดเล่มนี้คือมีดแห่งความชั่วร้าย มันถูกสร้างขึ้นโดยเทพแห่งความชั่วร้าย...”

                ฟินท์เล่าความเป็นมาคร่าวๆของมีดแห่งความชั่วร้ายให้เด็กสาวฟัง ในขณะที่กำลังเดินทางออกจากใหญ่

______________________________________________________________________________

 

                “มันตื่นขึ้นมาแล้ว” เสียงใหญ่ทรงพลังถูกเปล่งออกมา

                “มีดแห่งความชั่วร้ายน่ะหรือ” เสียงใสๆของหญิงสาวดังขึ้น ใบหน้าขาวนวลฉายแววตรึงเครียด               

    ตอนนี้เหล่าเทพกำลังหารือกันเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่คาดฝันที่เพิ่งจะเกิดขึ้นที่โลกมนุษย์ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ถ้าหากมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น พวกเขาจะได้จัดการได้ทัน

    ที่นี่คือห้องโถงใหญ่ สถานที่ประชุมลับของเหล่าเทพ ณ ปราสาทแห่งเมืองคาเดียร์ เมืองหลวงของอาณาจักรเทพ...

 

                ซาคาเดียร์

                อาณาจักรที่แยกตัวออกไปจากโลก อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ ผู้กำหนดสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นบนโลก...

 

                “เจ้าเทพนั่นก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน” ชายอีกคนพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

    “ใช่ๆ จะต้องให้ผู้คนโดนสังเวยวิญญาณอีกสักเท่าไหร่ มันถึงจะพอใจ” หญิงสาวคนเดิมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ถึงหายนะและเรื่องเลวร้ายจะถูกป้องกันเอาไว้ได้ทัน แต่ก็มีคนมากมายต้องจบชีวิตลงเพราะมีดเล่มนี้

                “อืม...ถึงวิญญาณที่ชื่อมูรัส บาร์ล็อกอะไรนั่นจะสามารถควบคุมมีดได้ แต่มันก็หลับใหลไปเกือบ 3,000 ปี”

                “แต่ตอนนี้มันถูกปลุกขึ้นมาแล้ว เด็กสาวคนนั้นมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับมันจริงๆน่ะหรือ” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวขึ้น ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น

                เหล่าเทพต่างแสดงความคิดเห็นของตน...



 

_____________________________________________________________________________________
ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ อ่านแล้วงง บอกไรเตอร์ด้วยนะคะ 
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ^^


 

B B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น

  1. #100 xiaoyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2557 / 16:04
    เปิดเรื่องได้น่าสนใจ สนุกกก><

    #100
    0
  2. #99 xiaoyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2557 / 16:03
    เปิดเรื่องได้น่าสนใจ สนุกกก><

    #99
    0
  3. #98 [เมธี] (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 12:51
    กดให้เต็มไปนะครับ สนุกดี
    #98
    0
  4. วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 15:40
    ตามต่อนะคะ 
    #97
    0
  5. #93 Snook (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 16:59
    จะเป็นยังไงต่อน้าาาา?
    #93
    0
  6. #55 Sirisobhakya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2556 / 01:17
    เพิ่งอ่านเป็นครั้งแรกหลังจากบันทึกไว้นานแล้ว สนุกดีครับ

    การบรรยายยังมีขัดๆอยู่นิดหน่อย แต่ก็ปรับกันได้ ไว้อ่านตอนต่อๆไปก่อน และถ้าวิจารณ์ได้ผมก็จะลองวิจารณ์และชี้จุดที่ควรแก้ไขให้นะครับ

    #55
    0
  7. #36 pigikie pk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2556 / 21:11
    หนุกจัง ^^
    #36
    0
  8. #29 SinShin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2556 / 01:03
    สนุกมากเลยคับ ชอบการบรรยายมากๆ แต่เดี๋ยวนะ ผมรู้สึกแปลกๆตรงท่อนสุดท้าย เหมือนหญิงสาวที่พูดตรงย่อหน้าสุดท้ายนั่นโดนเมินโดยสิ้นเชิงเลยนะ - - หรือผมคิดไปเอง? 55555

    แต่โดยรวมชอบมากครับ ไว้จะมาติดตามต่อตอนต่อไปนะ >.< แต่ตอนนี้เริ่มปวดตาละ ขอตัวก่อน ไว้วันหลังจะมาอ่านใหม่ 

    อ้อ แล้วก็ฝากนิยายหน่อยนะครับ 55555 Ningeroid สงครามมนุษย์จักรกล เป็นแนวผจญภัยแฟนตาซีเหมือนกันคับผม ขอบคุณมากค้าบ

    http://my.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1022930

    ปล. อ้อ มีจุดนึงนะที่รู้สึกแปลกนิดๆ ตรงที่กำลังจะจมน้ำอ่ะ มันบุ๋งหรือบุ๋มกันแน่ -_-

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 ตุลาคม 2556 / 01:05
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 1 ตุลาคม 2556 / 01:11
    #29
    0
  9. #26 Jompu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 19:30
    สนุกกกก ชอบการบรรยายมากเลย บรรยายได้สุดยอดาก สู้ต่อไปทาเคชิ555 รออัพนะค้าาา
    #26
    0
  10. #24 somoจอมซุ่มซ่าม (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 19:38
    สนุกอะ^o^ชอบคอร์เนีย
    #24
    0
  11. #3 Sweet Bloody (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มีนาคม 2554 / 13:49
    น่ารัก น่าสนุกดีนะเจ้าคะ
    #3
    0