Draconic Chronicle

ตอนที่ 9 : I-9: Prince of Aethelvyn

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 989
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




9



เจ้าจะต้องทำตัวแหกคอกตลอดเวลาเลยหรือเปล่า นั่นคือคำถามแรกที่อัศวินตาฟ้ายิงใส่


            อากาเบลเขม่นตาใส่ผู้บุกรุกที่แง้มประตูเปิดเข้ามา แต่ยืนหันหลังอยู่ข้างนอก จนบัดนี้มันก็ยังไม่เลิกสวมฮู้ดดำ เธอปาดน้ำลายซึ่งไหลเปื้อนหมอน ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ากระติกน้ำทำจากกระเพาะแพะบนโต๊ะกลมข้างเตียงมาดื่มแก้กระหาย ควาสส์ รสซาบซ่ากว่าน้ำปกติและติดกลิ่นผักอะไรสักอย่าง น่าทึ่งจริง ๆ ที่มนุษย์คิดค้นสูตรอาหารเครื่องดื่มได้เยอะแยะถึงขนาดนี้ เธอรีบยกกระติกดื่มจนหมดเกลี้ยง รู้สึกถึงลำคอที่ชุ่มชื้นทันตาเห็น


            “อย่าขว้างอัศวินตาฟ้าเตือนเสียงต่ำเมื่อได้ยินเสียงกระเดือกสุดท้าย อากาเบลลดมือที่เตรียมจะขว้างของทันที


            เพราะยังมึนหัวอยู่ เธอจึงไม่อาละวาด แต่หันไปมองท้องฟ้ายามเช้าข้างนอกหน้าต่างแทน


            “เจ้าหลับไปหนึ่งวันเต็ม ๆ”


            “หนึ่งวัน?”


            อากาเบลกระเด้งตัวขึ้นมาอ้าปากค้าง ก่อนจะรู้สึกถึงความปวดระบมไปทั่วทุกอณูร่างกายทันใด เธอเกาแขนด้วยความงงวันงงคืน พลันชะงักเมื่อนิ้วไม่สัมผัสถึงร่องรอยที่ควรจะมี เธอกระชากผ้าห่มออกเพื่อดูบาดแผลฝีมือตัวเอง สาวใช้เปลี่ยนชุดใหม่ให้เธอเป็นเสื้อกับกางเกงขายาวหลวมโพล่กเกะกะ ด้วยความรำคาญ เธอจึงเริ่มถอดมันโยนทิ้ง แต่จู่ ๆ อัศวินตาฟ้าก็งับประตูปิด


            ใส่เสื้อผ้าซะ มันพูด


            “หา?”


            เพิ่งจะแอบชมไปหมาด ๆ ตอนนี้อากาเบลกลับมาโมโหอีกครั้ง ทำไมมนุษย์ถึงมากความขนาดนี้? ตอนเธอเป็นมังกรไม่เห็นจะต้องหาอะไรมาปกปิดร่างกายเลย หิวก็ออกล่า อาวุธก็ไม่ต้องมี จะอาบน้ำก็แค่กระโดดลงทะเลสาบหรือแม่น้ำ


            “เจ้าเป็นผู้หญิงอัศวินตาฟ้าอธิบายด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายที่สุด การเป็นสุภาพบุรุษคือหลักเบื้องตนของอัศวิน และการที่เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าถือว่าข้าฉวยโอกาส"


            “สุภาพบุรุษ? ไอ้ที่เจ้าทุบหัวข้าสองสามรอบน่ะเหรอ ตลกล่ะอากาเบลโต้กลับ พลางไล่นิ้วไปตามแขนที่ควรจะมีแผลกรีดยาว มันเรียบเนียนไร้ร่องรอย “ลืมไปแล้วรึไงว่าข้าไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำน่ะ ข้าไม่สนใจกฎที่เจ้าถือไว้หรอก


            อีกฝ่ายเงียบ เธอจึงส่งเสียงดูแคลนในลำคอ


เจ้ากังวลที่ข้าไม่ใส่เสื้อผ้า แต่ไม่กลัวคนอื่นจะเห็นรึไงว่าเข้าห้องผู้หญิงน่ะ?เธอแหย่


            อัศวินตาฟ้าทำเสียงรำคาญใจ เหมือนสำนึกในที่สุดว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ปกติที่จะต้องทำตัวแสนดีและให้เกียรติด้วย


            เมื่อไม่มีการสานต่อบทสนทนา อากาเบลจึงหันรีหันขวาสำรวจร่างกายตัวเอง ปกติเธอจะเมินเฉยกับแผลพวกนี้ มันเกิดขึ้นบ่อย มังกรที่สเนียเซนี่ชินแล้วกับการเห็นเธอกัดข้อต่อตัวเองทุก ๆ สามวัน และเธอก็รู้สึกพอใจลึก ๆ ยามลูบผิวกายแล้วสะดุดแผลเป็น แต่ครั้งนี้มันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนหรือสะเก็ดแผลด้วยซ้ำ มันหายไปภายในหนึ่งวันได้อย่างไงกัน?


            อากาเบลเหลือบมองแผ่นหลังของอัศวินตาฟ้า พันธสัญญาชีวิตเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า—


          “ไหนว่าจะให้ข้าไปตามหาวิธีทำลายพันธสัญญาไง?!” เธอโพล่งเสียงสูง “ไอ้ระยำ เจ้าหลอกข้า!


            “ความรู้ของข้าอาจผิดพลาดได้ เจ้าทราบแล้ว” อัศวินตาฟ้าพูด “ข้าคิดว่าการอนุญาตเพื่อละเว้นบทลงโทษในช่วงเวลาจำกัดเป็นไปได้ แต่มันไม่เป็นความจริง ต่อให้ข้าพูดปฏิเสธต่อหน้า แต่อนุญาตเจ้าในใจก็ตาม”


            “นี่ข้าเป็นตัวทดลองรึไงวะ ไอ้... เวรเถอะ ข้าทรมานแทบตายกับบทลงโทษนั่น!


            “เจ้าคิดว่าข้าไม่ทรมาน?”


            อากาเบลสะอึก แต่ก็พ่นคำหยาบยาวเหยียดใส่มันอยู่ดี เธอยกมือปิดหน้าด้วยความสับสน มันคาดหวังให้เธอยอมอ่อนลงและเห็นใจรึไงถ้ารู้ว่ามันก็โดนบทลงโทษเหมือนกัน? ที่สำคัญ คำอธิบายของมันจะเข้าใจยากเกินไปแล้ว พันธสัญญาชีวิต... คือเวทมนตร์ลึกลับในตำนานปรัมปราชัด ๆ! พูดต่อหน้า? พูดในใจ? มันส่งผลด้วยเหรอของพรรคนั้นน่ะ?


            “พันธสัญญาชีวิตต้องการให้เจ้ากับข้าเป็นสหายศึกกัน” มันเอ่ยเสียงแผ่ว “จนกว่าจะบรรลุจุดประสงค์ เจ้าต้องอยู่ที่นี่”


            เธอตกใจสุดขีด เป็นสหายกับมนุษย์?


ไปตายซะเถอะไอ้งี่เง่า อากาเบลครางออกมาอย่างเหลืออด


ตอนนี้เธอยอมรับได้เลยว่าตัวเองรู้สึกโมโหชะตากรรมชีวิตมากเสียจนอยากฆ่าตัวตายมันตรงนี้ หวังว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงฝันร้ายที่รอเธอตื่นมาหัวเราะใส่เท่านั้น ไม่มีเวลาไหนเลยที่ความสุขจะยืนยาว ได้ยิ้มครู่เดียวก็กลับมาทำหน้าบึ้งตึงตลอด ความเครียดยังไม่ลดหายไปไหน มันยิ่งเรื้อรังมากขึ้นเมื่อได้รับการยืนยันว่าเธอสูญเสียประสาทสัมผัสของมังกรไปจริง ๆ ตาบอด หูหนวก จมูกพัง ผิวกายของเธอมีแต่สิ่งแปลกปลอมคืบคลานเข้ามาใกล้ ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด


อัศวินตาฟ้าผงกหัว ดูไม่สะทกสะเทือนกับคำด่าก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย “ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งคืน”


            หนึ่งคืนสำหรับพักผ่อน และแน่นอน... เพื่อทำใจ


            มันยังยืนอยู่กับที่เมื่อเห็นว่าอากาเบลไม่โต้ตอบ เธอขบริมฝีปากล่าง พลางนั่งทุบตัวเองจนหายบ้า อารมณ์เดือดดาลหดหู่จางลง ขณะเดียวกันสมองก็แล่นไม่หยุด แผนการเริ่มประกอบเป็นรูปร่าง เธอต้องหาวิธีอื่นที่รวดเร็วกว่าการเป็นสหายศึก วิธีไหนก็ได้ที่เธอจะไม่ต้องทนใช้ชีวิตมนุษย์อีกต่อไป คำตอบที่ว่าอาจจะอยู่กับอัศวินตาฟ้า มันต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพันธสัญญาชีวิตที่เหลือไว้เป็นความลับแน่ ๆ คงกลัวว่าเธอจะหาจุดอ่อนเจอแล้วแอบฆ่ามันทีเผลอได้


            “จะพูดอะไรก็พูดมา” อากาเบลเค้นเสียงลอดไรฟัน “ข้าไม่รอหนึ่งวันห่าเหวอะไรนั่น”


อัศวินตาฟ้าพิงหลังกับกรอบประตูก่อนเข้าเรื่อง เพราะเจ้าผ่านด่านศาสนาไปแล้ว งานที่เหลือของเจ้าคือการปรับตัวเข้ากับผู้คน รวมถึงล้มเลิกความคิดอะไรก็ตามที่ทำให้เจ้าสบถคำหยาบเหยียดหยามใครต่อใครไปทั่ว


            “ฝันไปเถอะ ทำไมข้าต้องลงมาเกลือกกลั้วกับพวกชั้นต่ำด้วย? ไม่มีทาง


            “เจ้าบอกว่าไม่มีทางมันเดาะลิ้น อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่าตัวเองเกลียดมนุษย์ขนาดนั้น โซโกลอฟ?


            อากาเบลเมินคำถามไปดื้อ ๆ แอบสังเกตเห็นว่าอัศวินตาฟ้าไม่ได้วางมือตรงด้ามดาบตลอดเวลาเหมือนเดิมอีก เธอไม่มีความตั้งใจที่จะพูดเรื่องส่วนตัวกับมันอยู่แล้ว มีอะไรอีก?


            “ญาติดีกับคนแถวนี้ อย่าแสดงความเป็นอนารยชนให้ใครเห็น เรียนรู้วัฒนธรรม และห้ามเกียจคร้าน


            ทั้งหมดที่มันพล่ามออกมาฟังดูน่าขันยิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันก็บั่นทอนกำลังใจเธอเป็นอย่างมาก ต้องปั้นหน้ายิ้ม ห้ามแสดงความเป็นอนารยชน (น่าแปลกที่เธอรู้จักคำว่าอนารยชน มันใช้คำนี้เพื่อเปรียบเทียบเธอกับสัตว์หรือคนเถื่อนแน่ ๆ) แถมยังห้ามขี้เกียจอีก หมายความว่าเธอต้องทำงานเยี่ยงคนรับใช้ให้พวกมนุษย์อย่างงั้นหรือ


            “ต่อจากนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามอยู่แต่ในห้องอัศวินตาฟ้าชี้แจงต่อ เจ้าต้องออกไปเจอผู้คน รวมถึงทานอาหารที่ห้องรับประทานอาหารชั้นล่าง และคอยช่วยเหลืองานต่าง ๆ ในคฤหาสน์


            “ถ้าไอ้การเป็นสหายศึกไม่ใช่วิธีทำลายพันธสัญญาจริง ๆ ล่ะหา? ข้าเสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ ไหม!”


            “มันเป็นวิธีที่ถูกต้อง


            “หลักฐานล่ะ? อย่ามาพูดพล้อย ๆ ไปหน่อยเถอะ


ถ้าเลือกได้ ข้าก็ไม่อยากใช้วิธีนี้พอ ๆ กับเจ้า โซโกลอฟ มันตอบเสียงเย็น “นี่เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด”


            อากาเบลหรี่ตาลง มันอาจจะโกหกก็เป็นไปได้ พลางชันขาขึ้นมาพักมือทั้งสองข้าง เธอเลิกคิ้วใส่เล็บหักบิ่น ก่อนหน้านี้มันมีแต่ขี้ดินฝังลึก เจ้ารู้ว่าทั้งหมดนี่คือพันธสัญญาชีวิตได้ไง


            “เจ้าตามมาถึงที่นี่ได้อย่างไรอัศวินตาฟ้าย้อนถามกลับ ทำเอาความโกรธแล่นริ้ว ๆ เพราะโดนกวนประสาท อากาเบลสางผมยุ่งเหยิง แล้วหันไปมองวิวภูเขานอกหน้าต่างเพื่อระงับอารมณ์คุกกรุ่น


            “ลางสังหรณ์มั้ง ไอ้โง่เธอตอบทีเล่นทีจริง แต่มันคือความจริงนั่นแหละ เธอยังหาคำตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พาเธอถ่อจากขุนเขาไกลโพ้นมาเจออัศวินที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคืออะไรกันแน่ ลางสังหรณ์หรือดวงตาเรียกมาก็คงถูกทั้งคู่


            “กรณีของข้าก็เป็นแบบนั้น


            “จะบ้ารึไง!” อากาเบลร้อง “ล้อเลียนข้าอยู่ใช่ไหม จะบอกว่ารู้เรื่องพันธสัญญาชีวิตเพราะลางสังหรณ์เนี่ยนะ?”


อีกฝ่ายขานตอบรับในลำคอ


            ทุเรศล่ะ เธอด่าในใจอย่างเดือดดาล เวลานี้เธอสามารถรับรู้ถึงกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างเธอกับอัศวินตาฟ้าชัดเจน เธอไม่ยอมลด มันก็ไม่ยอมเปิดช่อง ในอนาคตหากไม่มีใครคิดร่วมมือ ปริศนาพันธสัญญาชีวิตคงถูกฝังทิ้งไปตลอดกาล น่าแปลกที่มันทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง เธอคิดภาพตัวเองเป็นมิตรกับมนุษย์ไม่ออกจริง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็ระบายโทสะกับมันไม่ได้ด้วย ทางตันทุกด้าน มีพันธสัญญาชีวิตปกป้องซะทุกส่วนขนาดนั้น เธอนี่แหละจะต้องเก็บกดทรมาน—


            ผ้าม่านปลิวล้อสายลมมาโดนแก้มเธอแผ่วเบา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา


            “เดี๋ยว ขอน้ำเพิ่มหน่อย ข้าคอแห้งอากาเบลรีบตะโกนรั้งอัศวินตาฟ้าที่กำลังจะปิดประตู เธอทำเป็นเมินประโยคไม่พอใจของมันที่ไล่ให้เธอลงไปหาน้ำเอง ไปเอามาให้หน่อยซิ เร็ว ๆ เถอะน่า อยากให้ข้าทำตัวดีกับมนุษย์ไม่ใช่เหรอ เจ้าก็ต้องทำตัวดีกับข้าด้วยซี่ ใช้สมองคิดหน่อย


มันเดาะลิ้นใส่เธอที่หลุดขำ แหงล่ะ ที่พูดไปแทบจะขัดกับตัวเธอเองทั้งหมด


            น่าประหลาดที่อัศวินตาฟ้ายอมเดินลงไปเอาควาสส์ขึ้นมาให้โดยไม่พูดจา มันทำกระทั่งยกถาดอาหารมื้อเช้าเธอลงไปด้วยซ้ำ นั่นคงเป็นการพยายามทำดีด้วยกระมัง หรืออาจเป็นเพราะตอนนี้เธอไม่ได้มีสถานะเป็นตัวอันตรายเท่าเดิมแล้ว ขอบคุณพันธสัญญาชีวิตที่ขัดขวางทุกหนทางแก้แค้น เธอจึงใช้เวลาที่เหลือนั่งปรับอารมณ์จนปวดหัวยกใหญ่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิธีการใหม่ของตัวเองจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ถ้ามันถูกต้องตามที่เธอคิด พันธสัญญาชีวิตน่าจะเล่นกับความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ และจุดอ่อนก็คงซุกซ่อนอยู่ในจุดแข็งนั่นแหละ


            ห้านาทีให้หลัง อัศวินตาฟ้ากลับมาพร้อมขวดใส่ควาสส์สีน้ำตาลอ่อน อากาเบลสูดลมหายใจลึก จากนั้นก็ลุกขึ้นโดยมีผ้าห่มคลุมปิดทั้งตัว ความเงียบครอบงำแทนเมื่อเธอเลือกที่จะจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ๆ มันมองหน้าเธอกลับ เหมือนกำลังพยายามตามหาจุดประสงค์ที่แท้จริงของการจ้องตา เธอจึงย่นจมูกใส่ ก่อนจะไล่สำรวจร่างกายทุกส่วนของมัน (อัศวินตาฟ้าขยับตัวอย่างไม่สบายใจ) จึงได้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น มันจมูกโด่งมาก


            “มีอะไร?” อัศวินตาฟ้าถามในที่สุด


            อากาเบลรับขวดควาสส์มา อีกมือก็กำหมัดแน่น ก่อนจะชกหน้ามันเต็มแรง


            กำปั้นกระแทกโหนกแก้มมันรุนแรงจนมันเซถอยหลังไปครึ่งก้าว วินาทีที่เธอกำลังจะฉีกยิ้มดีใจกับความสำเร็จ ความเจ็บปวดตรงแก้มข้างเดียวกันกับที่ชกมันก็พุ่งพรวดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เธอทำหน้าบิดเบี้ยว พลางยกมือกุมซีกหน้าตัวเองที่ทั้งร้อนและแสบจัดประหนึ่งโดนโลหะทุบอย่างสับสน เมื่อกี้มันไม่ได้ต่อยเธอกลับนี่? แล้วเธอจะเจ็บเหมือนโดนชกได้อย่างไงกัน


            “ข้าลืมบอกไปอัศวินตาฟ้าพูดยียวนช้า ๆ เจ้าจะต้องรับผลเป็นสองเท่าหากทำร้ายข้า


            พันธสัญญาชีวิตปกป้องทุกส่วนจริง ๆ สินะ


            อากาเบลจิกตา ก่อนจะกระแทกประตูปิดใส่หน้ามันทันที



***



            ตอนเย็นเป็นเวลาที่อากาเบลไม่อยากให้มาถึงที่สุด


เธอถอนหายใจ แล้วยัดสร้อยคอมีจี้เป็นสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมของศาสนาอาซีมุสไว้กับมีดทำมือใต้หมอน (สิ่งของเพื่อยืนยันว่าเธอเป็นศาสนิกชนแล้ว) ก่อนจะเดินตัวแข็งทื่อลงบันไดจากชั้นสองตรงไปยังห้องรับประทานอาหารชั้นหนึ่ง ผ่านคนรับใช้ซึ่งเหล่มองด้วยความสงสัยที่เก็บไม่มิด ชั้นล่างตกแต่งเหมือนห้องโถงชั้นสองไม่ผิดเพี้ยน แค่ระหว่างทางมีหุ่นใส่เกราะสะท้อนแสงยืนจังก้ามากกว่าเดิม เธอต้องยืนนิ่งเป็นเพื่อนหุ่นอีกคนเพราะไม่รู้ทางไปห้องรับประทานอาหาร ได้แต่เหลือบมองตามแผ่นหลังของสาวใช้ที่สะดุ้งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหันมาปะทะสายตาเธอ


มนุษย์เต็มไปหมด เธอชักคลื่นไส้อยากสำรอกแล้ว


            สุดท้ายอากาเบลก็ตัดสินใจเดินตามสาวใช้ที่ถือถาดอาหารเดินเข้าไปในห้องทางขวามือ เธอชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นห้องกว้างขวางโทนสีน้ำตาลอ่อน เตาผิงซึ่งมีสัญลักษณ์ครึ่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สลักข้างบนตั้งอยู่ที่ปลายสุดของห้อง โต๊ะยาวคลุมผ้าสีแดงตั้งตรงกลาง ขนาบด้วยเก้าอี้สีเดียวกันซึ่งสามารถรองรับจำนวนคนได้หลายสิบ แถวเทียนวางไว้บนโต๊ะไม้ข้างผนังห้องเคียงคู่หน้าต่างบานใหญ่ นอกจากนั้นคือโคมไฟระย้าสามตำแหน่งบนเพดาน เหนือหัวโต๊ะ ตรงกลาง และปลายโต๊ะ


            อากาเบลยืนมองบรรดาสาวใช้จัดจาน เธอมีความรู้สึกแรงกล้าที่จะตวาดไล่ทุกคนออกไป แต่ท่าทางผวาของพวกมันสร้างความพอใจใช้ได้ เธอจึงไม่ปริปากพูดให้เปลืองน้ำลาย แค่สายตาก็ทำให้กลัวได้ เธอรู้สึกเหมือนได้ความเหนือกว่าตอนอยู่ในร่างมังกรกลับมาอีกครั้ง ริมฝีปากจึงฉีกยิ้มจนเห็นฟันเล็กน้อย ก่อนเธอจะเดินตรงไปที่โต๊ะอาหาร แล้วถือวิสาสะใช้นิ้วจิ้มปลาอย่างชอบใจ เธอทำเป็นหูทวนลมเมื่อโดนหญิงสาววัยกลางคนซึ่งกำลังวางแก้วน้ำต่อว่าอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอยักไหล่ แล้วนั่งเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด มือเอื้อมไปคว้าขวดเหล้าสีเขียวเข้มตรงหน้ามาเปิดจุกขวดเพื่อลองดม


            สาวใช้อุทานเมื่ออากาเบลกระดกดื่มเหล้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขมบาดคอในทีแรก ก่อนรสหวานจะติดปลายลิ้นจาง ๆ ในเวลาต่อมา เธอหันไปขมวดคิ้วใส่สาวใช้คนหนึ่งที่ทำท่าจะแย่งขวดเหล้าไป เพราะเริ่มรู้สึกมึน ๆ ขึ้นมาเล็กน้อย เธอจึงไม่ได้ตวาดด่ากลับไป แค่หันกลับมาพิงเก้าอี้อย่างสบายใจเฉิบ แล้วยกขาทั้งสองข้างพาดเก้าอี้อีกตัวข้าง ๆ แทน


            “อ่า ใช่ เดี๋ยวเราจะออกเดินทางวันจันทร์นี้ตอนเช้า จะได้ไปถึงปราสาทเร็ว ๆ คิดว่าอย่างไงล่ะ? จะได้มีเวลาจัดการธุระอย่างอื่นด้วยเสียงไม่คุ้นหูดังขึ้นจากทางเข้าห้องรับประทานอาหาร อากาเบลหันไปเห็นอัศวินตาฟ้าเดินนำเข้ามา มันมองพื้นระหว่างพยักหน้ารับฟังคู่สนทนาที่เธอไม่เคยเจอ


            คนมาใหม่เป็นผู้ชายตัวสูงเกือบเท่าอัศวินตาฟ้า – ผมยาวละต้นคอสีดำ มีประกายสีน้ำตาลตอนต้องแสงอาทิตย์ และรอยยิ้มก็กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเห็นสายรุ้งทุกแห่งหนในคฤหาสน์ มันอยู่ในชุดคล้ายกับคู่สนทนาข้างตัว แตกต่างกันตรงที่เสื้อเป็นสีน้ำเงินเข้ม ไม่ใช่สีดำ และไม่ได้สวมฮู้ดปิดหน้าปิดตา ท่วงท่าการเดินของมันดูสบาย เป็นธรรมชาติ แตกต่างจากคนข้าง ๆ ที่คงความนิ่งน่าอึดอัดทุกย่างก้าว


            อาคันตุกะหันมาเจออากาเบลพอดี รอยยิ้มเลื่อนหายไปเมื่อเห็นท่านั่งพาดเก้าอี้ ดวงตาสีเขียวอมเทาฉายแววงุนงง ส่วนอัศวินตาฟ้านั้นทำหน้าเหมือนเพิ่งเจอเรื่องปวดหัวอีกเรื่องเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเธอกำลังกระดกเหล้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว มันเดินตรงมาหา สวนกับสาวใช้คนอื่นที่ก้มหัวให้ ชายแปลกหน้าเองก็รีบสับเท้าเดินตามมา


            “มารยาทอัศวินตาฟ้าพูด เมื่อเห็นเธอไม่สนใจก็ยิ่งกดเสียงต่ำกว่าเดิม โซโกลอฟ ขยับขาออก แล้ววางเหล้าไว้


            อากาเบลอยากรู้นักว่ามันจะกล้าทำอะไรเธอได้ในเมื่อมีคนนอกยืนคันปากอยากถามอยู่ข้าง ๆ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยอมยกขาออกแล้วขยับตัวนั่งพิงเก้าอี้ในท่าปกติ แต่ยังยกขวดเหล้ากระดกดื่มต่อ เธอปรายตามองใบหน้าราบเรียบของอัศวินตาฟ้าแล้วยักคิ้วให้ มันไม่ต่อว่าเพิ่มเติมอีก


            “นั่นเด็กผู้หญิง?!” อาคันตุกะโพล่งขึ้นมา


            “ชื่อโซโกลอฟ” อัศวินตาฟ้าพูดเสียงไร้อารมณ์


            “อ้อ...”


            อากาเบลกลอกตา


            “ข้าคือกิลเบิร์ต เอลไลเวิร์ธ เจ้าชายลำดับที่สองแห่งอาณาจักรแอเธลวิน และมาร์ควิสแห่งคาลีซช์อาคันตุกะเริ่มแนะนำตัวบ้าง ต้องขอประทานโทษด้วย เลดี้…” เมื่อมันจำชื่อของเธอไม่ได้ ก็เว้นว่างไปเลย “ขณะนี้ข้ายังไม่มีคนรักเป็นตัวเป็นตนก็จริง แต่ข้าก็ยังไม่ต้องการมีความสัมพันธ์กับใคร เสียใจด้วยนะ สาวน้อย”


            ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบทันที


            “เอ่อ... ข้ากิลเบิร์ต เอลไลเวิร์ธมันแนะนำตัวอีกครั้ง พลางฉีกยิ้มซ่อนเหงื่อที่เริ่มผุดเต็มหน้า มือทั้งสองข้างสะเปะสะปะไปมาเหมือนไม่รู้ว่าจะวางตรงไหนดี


            อากาเบลเลิกคิ้ว


กิลเบิร์ตหน้าเสียชัดเจนเมื่อไม่ได้รับการตอบรับ มันหาที่วางมือได้สำเร็จ แล้วพยายามส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากอัศวินตาฟ้าประหนึ่งลูกหมาหลงทาง น็อคส์ นางไม่รู้จักนามสกุลข้าหรือประโยคนั้นมีน้ำเสียงโอ้อวดเล็กน้อย


            “นางไม่ชอบพูด


            “โอ้...” กิลเบิร์ตสีหน้าดีขึ้นบ้าง สาวน้อย เจ้าไม่ใช่คนจากแอเธลวินสินะ? เอาอย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นอย่างไรเอง ฤดูร้อนค่อนข้างสั้น แถมหน้าหนาวก็หนาวจัด เราเลยมีเหล้าแรง ๆ คอยดื่ม ข้ามีเก็บไว้ตรึมเลยล่ะที่ปราสาท...”


อากาเบลกระแทกขวดเหล้ากับโต๊ะเสียงดัง แล้วจ้องกิลเบิร์ตที่เดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาไม่รับแขก เธอพยายามสื่อว่า “หุบปากได้แล้ว” ซึ่งมันก็ตัวลีบทันใด รีบหันไปขอความช่วยเหลือจากอัศวินตาฟ้าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอีกหน เธอจึงหันไปมองคนที่กลายเป็นตัวกลางจำบ้าง มันกำลังหักข้อนิ้วเล่นเพื่อระงับความขุ่นเคืองใต้ใบหน้านิ่งขรึมอยู่


            “บางทีข้าอาจจะข้ามขั้นตอนไปหน่อยกิลเบิร์ตเริ่มกู้สถานการณ์ เอ่อ ยินดีที่ได้รู้จักนะ โซโกลอฟ?มันฝืนยิ้ม คงไม่เคยโดนปฏิบัติใส่เช่นนี้มาก่อน เจ้านายของเจ้า... เอ... น็อคส์รับหน้าที่สอนข้าตั้งแต่ตอนไหนนะ? สี่ปีก่อนได้มั้ง ตอนนั้นข้าอายุสิบเจ็ด เราก็เลยได้เป็นเพื่อนกันน่ะ ถึงแม้ข้าจะเป็นเจ้าชายก็เถอะเขาโอ่เล็กน้อย


            “กิล...” อัศวินตาฟ้าเรียก


            “อัศวินเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าชาย ฟังดูแปลกสำหรับเจ้าไหม ไม่เลยสินะ?กิลเบิร์ตถามเองตอบเอง ข้าอายุน้อยกว่าน็อคส์ก็จริง แต่ใคร ๆ ก็มองว่าข้าหน้าแก่กว่า ข้าอายุแค่ยี่สิบเอ็ดปีเองนะเขายกมือทาบหน้าผาก ท่าทางเหนื่อยใจแต่กลับยิ้มกว้าง โชคดีที่อย่างน้อยเลดี้ทั้งหลายก็มองว่าข้าเป็นเจ้าชายบึกบึนแข็งแกร่ง


            ยอดเยี่ยม อากาเบลไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมตัวเองต้องมานั่งฟังมนุษย์โม้เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยด้วย แถมกิลเบิร์ตยังดูไม่ใกล้เคียงกับคำชมว่าบึกบึนอะไรนั่นด้วยซ้ำ มันตัวบางกว่าอัศวินตาฟ้าเสียอีก


            “ข้าคิดว่าผมสีดำจะช่วยทำให้หน้าเด็กเสียอีกกิลเบิร์ตพล่ามต่อ น็อคส์ควรจะหน้าแก่ให้สมอายุด้วยซ้ำ โซโกลอฟ ดูสิ! เจ้าคิดว่าเขาอายุเท่าไรเหรอ เหมือนสิบเก้าไม่ก็ยี่สิบใช่ไหมมันหรี่เสียงลงราวกับไม่อยากให้คนโดนนินทาได้ยิน น็อคส์อายุยี่สิบสามแล้วแน่ะ!”


            “ใครน็อคส์?”


            “ก็น็อคส์ไง”


            ช่วยตายล่ะ อากาเบลกอดอก ท้องไส้เริ่มบิดเกลียวเพราะความหิว แถมเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้อายุยี่สิบสามปีกับสิบเก้าปีของมนุษย์ทำให้ใบหน้าแตกต่างกันอย่างไง อย่างไรก็ตาม เธอรู้สึกโมโหขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มันหมายความว่าการปะทะกันเมื่อสี่ปีก่อน อัศวินตาฟ้าอายุแค่สิบเก้าปีเท่านั้น สิบเก้าปี–เด็ก ให้ตาย!


มันอาจจะถูกสรรเสริญว่าเป็นหนึ่งในอัศวินที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถพิชิตมังกรสำเร็จก็เป็นได้


ข้าไม่อยากรู้เธอว่า


            “ก็ได้ เจ้าทำให้ข้าหมดความมั่นใจจริง ๆ ล่ะ ข้าเป็นถึงเจ้าชายแท้ ๆกิลเบิร์ตโวยเสียงเบา ก่อนจะหันไปถามอัศวินตาฟ้า เจ้าไปเก็บนางมาจากที่ไหนน่ะ?


            “ไม่ใช่ตอนนี้ กิลคนกลางตอบเสียงต่ำ เป็นการจบบทสนทนาอันไร้สาระ


            ในที่สุดก็ได้ลงมือจัดการอาหารมื้อเย็นเสียที อากาเบลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เธอไม่รอช้า รีบคว้าทุกอย่างที่ส่งกลิ่นหอมโยนใส่จานตัวเองดังโครม ๆ กระเพาะบิดม้วนจนชักช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว ทว่าอัศวินตาฟ้าเตะขาเธอใต้โต๊ะขัดเสียก่อน ขณะที่กิลเบิร์ตทำท่าจะเป็นลมจนน่าหมั่นไส้


            “ใช้ส้อมกับมีดมันบอก พลางบุ้ยหน้าไปทางกิลเบิร์ต อย่าใช้มือเปล่า


            อากาเบลทำมือสื่อว่าจะชกเข้าให้ เธออยากตวาดด่าไม่ก็ถ่มน้ำลายใส่อย่างที่มักจะทำเวลาไม่พอใจ แต่ตอนนี้เธอทั้งเบื่อ เหนื่อย และขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียงอีก ขอบคุณกิลเบิร์ตที่พูดมากจนสูบพลังชีวิตไปหมดราวกับใช้เวทมนตร์ปริศนา เธอจึงยืดตัวตรง แล้วค่อย ๆ หยิบอุปกรณ์ข้างจานขึ้นมาโดยไม่ละสายตาเกลียดชังที่ส่งให้อัศวินตาฟ้าเลยแม้แต่น้อย


            “ค่า เจ้าค่ะ ท่านอัศวิน โอ๊ย ไอ้ห่า ยุ่งอยู่ได้เธอทำเสียงยานคางล้อเลียน กิลเบิร์ตสำลักน้ำทันที


            “เจ้าอายุเท่าไรนะ?มันมองเธอ แต่จงใจส่งคำถามไปให้อัศวินตาฟ้าแทน คงเพราะไม่อยากเสียหน้าที่โดนเมินอีก ประมาณสิบหกสิบเจ็ดเองเหรอ น็อคส์ เจ้าปล่อยให้เด็กอายุแค่นี้ทำตัวแย่ ๆ ใส่เนี่ยนะ?!” กิลเบิร์ตกระซิบ แต่แม้จะพยายามปรับเสียงให้เบาแค่ไหน อากาเบลก็ยังได้ยินอยู่ดี ถ้าเป็นคนอื่นนะ นางโดนลงโทษแน่


            อัศวินตาฟ้าเดาะลิ้น “ใช่ว่าข้าจะไม่ลงโทษนาง”


            กิลเบิร์ตร้องอ๋อเข้าใจ แล้วหันมาส่งยิ้มหวานให้อากาเบลเพื่อแสดงความสงสาร มันมีรอยยิ้มบนใบหน้าได้ครู่เดียวเท่านั้น (เพราะเห็นเธอเผลอปักมีดบนโต๊ะเต็มแรง) ก็ต้องรีบหันไปคุยเรื่องอื่น ความสงบชั่วคราวจึงกลับมา โดยมีเธอนั่งเคี้ยวเนื้อวัวตุ่ย ๆ พลางนึกถึงสเนียเซนี่... สเนียเซนี่ เธอทบทวนชื่อขุนเขาในใจด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ มังกร ทำไมเธอถึงรู้สึกว่ามันห่างไกลเหลือเกิน เหมือนเป็นดินแดนต่างชาติที่เธอไม่รู้จัก ถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์


เธอถอนหายใจ แล้วนั่งฟังบทสนทนาเรื่องสงครามศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนทะเลทรายทางตะวันออก และอาณาจักรมนุษย์ข้างเคียงไปด้วยเงียบ ๆ


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 14:56
    จุดเริ่มต้นของอากาเบล มังกรเมรัย 555555
    #863
    0
  2. #767 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:03
    โถ เจ้าชายอวดความสูงศักดิ์ไม่ได้ผล
    แอบสงสารปนสะใจ
    กินเหล้าไปยังไม่เมาเหรอหนู
    #767
    0
  3. #115 paezaaa59 (@paezaaa59) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 / 17:04
    ตัวละครเหมือนแพนโดร่าฮาทร์เลยยยยย
    #115
    1
    • #115-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 9)
      8 กรกฎาคม 2558 / 16:42
      หมายถึงกิลเบิร์ตรึเปล่าคะ เพราะเราก็อ่านมังงะเรื่องนี้นะ แต่ไม่ได้วางนิสัยฮีให้เหมือนกิลน่าแกล้งของออซ ;w;)
      #115-1
  4. #63 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2558 / 04:55
    อากาเบลดิ้นได้สุดฤทธิ์ไปเลย เจอแบบนี้ไม่เหนื่อยใจก็เป็นเทวดาลงมาจุติแล้วครับ 555 ตลกตรงที่ภาพพจน์ของอากาเบลที่อวดไว้เยอะแยะตอนแรก ทลายไปหมดตรงที่อยู่มาร้อยปีไม่เคยอดข้าว นี่มันลูกมังกรสปอยล์นี่นา xD
    #63
    1
    • #63-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 9)
      24 พฤษภาคม 2558 / 14:32
      ลูกมังกรสปอยล์ ฮาาา
      #63-1
  5. #58 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 14:43
    รู้สึกสะใจที่อากาเบลโดนทรมาน เอ๊ะหรือว่าเราจะเป็นพวกซาดิส 555

    #58
    0
  6. #47 ตาตี่แล้วงัย (@pokoopong) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 / 19:46
    กว่าจะได้คุยกัน

    นึกว่าอัศวินเป็นใบ้ไปแล้ว

    ปล่อยให้มังกรแหกปากแทบบ้า

    ตะกุยตะกายจะฆ่าอยู่ตัวเดียว


    #47
    1
    • #47-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 9)
      23 พฤษภาคม 2558 / 12:21
      ไม่ได้ใบ้ แต่เงียบเพื่อสมาธิ (?) /ตบอัศวิน
      #47-1
  7. #46 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 / 17:55
    ค้างมาก ว่าแต่ อัศวินนี่ มะมายมานทารุนนักล่ะ สงสาร อากาเบลอ่ะ ถึงนางจะน่าโดนก้เถอะ รีบมาต่อน่ะ หนุกมมากมาย
    #46
    1
    • #46-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 9)
      23 พฤษภาคม 2558 / 12:20
      ทารุณเพราะมองอากาเบลเป็นศัตรูน่ะค่ะ แล้วไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาด้วย จะรีบมาต่อนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #46-1
  8. #45 yokona (@rrow) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 / 16:54
    อ่า...อัศวินจ๊ะถนอมอากาเบลของเค้าหน่อยเซ่~
    #45
    1
    • #45-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 9)
      23 พฤษภาคม 2558 / 12:20
      ช่วงแรก ๆ อาจจะรุนแรงกันหน่อยนะคะ XD
      #45-1
  9. #44 ปฐพีเร้นลับ (@ttoo1515) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 / 13:40
    พี่แกพูดประมาณว่า ตูไม่รู้ ตูเมา
    #44
    1
    • #44-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 9)
      23 พฤษภาคม 2558 / 12:19
      ฟังดูแล้วก็ประมาณนั้นจริง ๆ ค่ะ XD
      #44-1