Draconic Chronicle

ตอนที่ 8 : I-8: Hour of Birth and Death

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,007
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




8



เราจะดื่มเพื่อวันเวลาที่หายไป

ดื่มเพื่อผลผลิตของเราแด่พระองค์

ดื่มเพื่อเฉลิมและฉลองเรา – ชาวนา



มันเป็นบทเพลงจังหวะรื่นเริงที่ลิลี่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก


            เนื้อร้องเกี่ยวกับชายชราซึ่งตรากตรำทำงานชั่วชีวิต ความฝันก็ไม่มี เพราะชีวิตไม่มีสิ่งอื่นใดไปมากกว่าการทำงานงก ๆ จะทำไร่ทำนาหรือเลี้ยงวัวเลี้ยงควายก็ตาม แต่เขาโชคดีที่ได้รับความเมตตาอารีจากพระเจ้า ลำบากชีวิตนี้ แต่ตายไปก็ได้ไปอยู่แดนสวรรค์ เขาจึงมีความสุขที่ได้ทำงานและส่งมอบผลผลิตให้แก่ขุนนาง อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มชั้นบัพพาชนียกรรม


            ลิลี่ซดซุปผักกาดแกล้มปีรอซชกี้ พายยัดเห็ดกับเนื้อวัว ที่นาน ๆ ครั้งจะได้กิน พลางเหม่อมองชาวบ้านรอบกองไฟ ในงานเฉลิมฉลองของชนชั้นสูง ขุนนางจะสวมเสื้อผ้าต่างชาติหรูหราและประสานมือเต้นรำ สำหรับชีเมีย แต่ละคนจะพาดพรมไว้บนตัว และแยกเต้นที่มีทั้งกระเหย่งปลายเท้าและย่อเข่าต่ำจนแทบนั่งพื้น เธอนั่งฟังจูเลียน่าเล่าเรื่องที่บ้าน แล้วจิบเชมีก้าชาน้ำผึ้งไปพลาง ๆ ลมหนาวพัดมาแตะจนขนแขนลุกชันไปหมด


“เหมือนจะถึงเวลาแล้วล่ะ” จูเลียน่าบอกเมื่อหันไปเห็นพวกผู้ใหญ่กำลังจุดคบเพลิงจากกองไฟ


ความรื้นเริงจบลงชั่วคราว ลิลี่เม้มริมฝีปาก อยู่ ๆ มือก็สั่นขึ้นมายามลุกเดินตามชาวบ้านทั้งหมดตรงไปยังกระท่อมหลังเล็กโดดเดี่ยวกลางไร่นา กระท่อมหลังนั้นไม่มีคนอยู่ เพราะเจ้าของซึ่งเป็นหญิงชราได้ตายไปตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิก่อนหน้านี้ – นางโดนจับไปเผาทั้งเป็น ไม่มีใครกล้าเข้ามาจัดการกระท่อมของนางต่อ แม้แต่ขุนนางเจ้าของที่ดิน (ข่าวอาจจะส่งไปไม่ถึงด้วยซ้ำ) มันจึงถูกปล่อยทิ้งรกร้าง นารอบข้างก็ไม่มีการเก็บเกี่ยว และกลายเป็นความกังวลของชาวบ้านมาตลอด


            จนกระทั่งถึงคืนแห่งการกำเนิด – หนึ่งคือกำเนิดโลกจากต้นไม้แห่งชีวิต ลิลี่นึกถึงภาพวาดของต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขา ออกดอกออกผลเป็นสีแดง และใบไม้เป็นสีเขียวเข้ม ล้อมรอบด้วยพื้นหลังสีน้ำเงิน กรอบสีเปลือกไม้ มีลวดลายเส้นโค้งเจือจางหลากสีสัน และสอง มันเป็นคืนที่เมื่อพันกว่าปีก่อน ท่ามกลางม่านหมอก บัลลังก์รากไม้ได้ก่อสร้างจากพื้นดิน และพระผู้เป็นเจ้าพร้อมเทพแห่งธรรมชาติก็ได้ปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าศาสดานามว่าแปรดิซกัส ศาสนาอาซีมุสจึงถือกำเนิดขึ้น


            คืนนี้จึงเป็นคืนอันเหมาะสมที่สุดในการกำจัดสิ่งชั่วร้าย ตามที่สวัฟชีสเตราชานักบวชกล่าวไว้


            แสงจากคบเพลิงในมือของกลุ่มผู้ใหญ่หัวแถวเผยให้เห็นกระท่อมผุพังน่าประหวั่นพรั่นพรึง ประตูไม้หลุดจากกรอบ หน้าต่างเปิดกว้าง บานขยับเชื่องช้า เสื้อผ้าเก่ามีหยากไย่ขึ้นวางพาดเก้าอี้ที่ไฟส่องเข้าไปถึง ข้างในกระท่อมมืดสนิทจนลิลี่ต้องหลับตาปี๋ ด้วยเกรงว่าจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น เธอลืมตาขึ้นมาอีกทีตอนที่พวกผู้ใหญ่โยนคบเพลิงสามอันใส่กระท่อม ดูซปัซเตรสซ์เล่าว่า หากดวงวิญญาณของแม่มดยังสิงสถิตอยู่ มันจะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมายามถูกเผาไปพร้อม ๆ กับสถานที่ และอาจจะมีอิทธิฤทธิ์เพียงพอทำร้ายผู้คนได้ ลิลี่รู้สึกทันทีว่าอากาศกำลังหนาวขึ้นเรื่อย ๆ เธอปากสั่นไม่แพ้แขนขา จูเลียน่าเองก็เช่นกัน นางพึมพำว่าไม่อยากอยู่ตรงนี้อีก


            ไม่มีเสียงกรีดร้องใด ๆ ทั้งสิ้นเกิดขึ้น


            เพลิงไฟเผากระท่อมจนวายวอดเป็นธุลี ตอนนั้นเองที่ความหวาดกลัวซึ่งแพร่กระจายไปทั่วค่อย ๆ หายไป ความโล่งอกเข้ามาแทนที่ พวกผู้ใหญ่หลายคนตบบ่ากัน ต่างดึงสร้อยคอออกมาจุมพิต แล้วส่งเสียงฉลองที่แม่มดตัวด่างพร้อยถูกกำจัด หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่มีใครถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์อีกต่อไป ทุกคนกอดคอเดินกลับไปเต้นรำและดื่มเหล้ารอบกองไฟอย่างครื้นเครงต่อ ลิลี่เองก็ยิ้มออกในที่สุด เธอเฝ้าพ่อจนมั่นใจว่าเขาเมามายได้ที่กับเพื่อน แล้วจึงปลีกตัวออกมาคุยกับจูเลียน่า


            สักพักหนึ่งจูเลียน่าก็ขอตัวไปทักทายลูกชายชาวนาที่มีวัวมากที่สุดในหมู่บ้าน ลิลี่จึงนั่งดื่มเชมีก้าเงียบ ๆ รู้สึกเบื่อหน่ายและหดหู่ที่การเต้นรอบกองไฟในเวลานี้ช่างแตกต่างจากการเต้นรำในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองนัก เธอจึงตัดสินใจยืดเส้นยืดสายโดยการเดินไปหยุดอยู่ตามมุมต่าง ๆ ไม่ก็ยืนกินขนมปังและสำรวจชาวบ้านรอบ ๆ มีคนนึงแต่งตัวแตกต่างที่สุด คือผู้ชายข้าง ๆ เธอนั่นเอง เขาสวมฮู้ดปิดหน้าสีเข้ม ชุดหนังสีน้ำตาลอ่อนตัดเย็บอย่างดี ไม่มีรอยปรุปรากฎ


            เขาเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องอยู่ จึงหันมาสบตาเธอจัง ๆ


            ลิลี่ตะลึง “ฝะ-ฝ่าบาท?”


            อีกฝ่ายตกใจเล็กน้อย แล้วพระองค์ก็ยิ้มแหย ๆ พร้อมยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก พระองค์กระชับฮู้ดให้ปิดเส้นผมสีดำมากขึ้น ก่อนหน้าที่จะโดนทัก ท่าทางของพระองค์ยังดูสบาย ๆ แต่ตอนนี้กลับยืนตัวตรงแด่วซะจนลิลี่อึดอัดแทน


            “ท่าน เอ่อ” เธอกลืนน้ำลายด้วยความงงงวย


            “ช่วยอย่าเพิ่งบอกใครได้ไหม” เจ้าชายขอร้อง


            หนีออกมาเที่ยวแน่นอน เธอยิ้มแห้งกับความคิด ก่อนจะก้มหัวเลิ่กลั่กเมื่อโดนทักท้วงให้ทำตัวปกติ ไม่งั้นคนอื่นจะผิดสังเกตเอา แต่เธอคิดว่าชาวบ้านคงสงสัยตั้งแต่เห็นชุดแล้วล่ะ เพราะท่ามกลางสภาพเสื้อผ้าสกปรกขาด ๆ แหว่ง ๆ เป็นรู มีรอยปะ เจ้าชายน่ะสวมชุดอย่างดี แถมยังมีตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ติดตรงแขนเสื้ออีก


            มีเสียงเอ่ยต้อนรับคับคั่ง ลิลี่จึงหันไปเจอดูซปัซเตรสซ์ใต้พรมหลายผืนที่ชาวบ้านเอาไปพาด เขาเดินมาพร้อมกับคนแปลกหน้าสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชายวัยประมาณพ่อของเธอ ตัวใหญ่อย่างกับหมี ผิวสีเข้มจัด ศีรษะโล้นเกลี้ยง จมูกและริมฝีปากหนา และข้าง ๆ คือ... เด็กสาวผมดำคนนั้น นางสูงแต่ไม่ได้ผอมเพรียวจัด ทรวดทรงหน้าอกโดดเด่น อยู่ในชุดกางเกงทำจากผ้าลินิน นางมีผิวสีน้ำผึ้งอ่อน ใบหน้าบูดบึ้ง ดวงตาสีน้ำตาลดุร้าย


            “ราล์ฟ?” ระหว่างที่ชาวบ้านกำลังซุบซิบถึงเด็กสาวปริศนาซึ่งยืนกอดอก เชิดหน้าสูง และเบ้ปากใส่ทุกคนในที่นี้ เจ้าชายก็ร้องขึ้นมา ก่อนจะแอบย่องถอยหลังหลบฉากเข้าไปในความมืด ทว่าผู้ชายผิวเข้มกวาดตามาเจอะก่อนพอดิบพอดี


            “เอาล่ะ” ดูซปัซเตรสซ์กล่าว “พวกเจ้าทั้งหลายคงทราบดีว่าคืนนี้เป็นคืนแห่งการกำเนิด เพื่อเฉลิมฉลองวันที่พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างโลก และเพื่อทำลายความอัปมงคลของเวทมนตร์ให้หมดสิ้น ในขณะเดียวกัน คืนนี้ก็เป็นอีกโอกาสเช่นกันโอกาสที่พระองค์จะเปิดรับผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาอยู่ภายใต้การคุ้มครองและโอบอ้อมอารี กลายเป็นศาสนิกชนผู้ดีงาม”


            ลิลี่แตะสร้อยคอของตัวเองทันที มีอยู่แค่สามทางเลือกในการแสดงตนว่าเป็นศาสนิกชกเต็มตัวภายใต้ศาสนาอาซีมุส หนึ่งคือจ่ายเงินจำนวนมหาศาล สองคือทำงานและยกผลผลิตกับเงินครึ่งนึงให้ศาสนจักรเป็นเวลาสิบห้าปี และสามคือสิ่งที่เด็กสาวผมดำน่าจะต้องเผชิญ เอาชีวิตรอดในป่าอันตรายหนึ่งคืน – คนส่วนใหญ่ที่เลือกทางนี้แทบไม่เคยรอดชีวิตกลับมา ไม่ถูกพบว่าเป็นศพก็หายตัวไป หรือหากแอบหนีออกมาจากป่าก่อนก็ไม่แคล้วข้อหาเป็นพ่อมดแม่มด ลิลี่กับพ่อเลือกทางที่สอง หนี้ของพ่อหมดไปนานแล้ว แต่หนี้ของเธอยังเหลืออยู่อีกสิบปี นับตั้งแต่ตอนเธออายุสิบสองปีซึ่งเป็นช่วงเวลาเจาะจงสำหรับเด็กวัยเดียวกันที่จะต้องเข้าพิธีแสดงตน ตอนนี้เธออายุสิบเจ็ดปี มีสภาพดูจืดไปเลยเมื่อเทียบกับเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์


            “ด้วยเหตุนั้น ในค่ำคืนนี้ เราผู้นอบน้อมแก่พระผู้เป็นเจ้าจะขอต้อนรับอีกหนึ่งดวงวิญญาณหลงทางเข้ามาสู่อ้อมกอดของพระองค์” ดูซปัซเตรสซ์ผายมือไปทางเด็กสาวผมดำ “โดยเฉพาะนางผู้อยู่ภายใต้การปกครองของชาร์น็อคเซียซ์นิค”


            ชาวบ้านหายใจเฮือกใหญ่กันถ้วนหน้า แต่เด็กสาวผมดำกลับเลิกคิ้วงุนงง “ใครวะ?”


            “น็อคส์ไปเก็บนางมาจากที่ไหนกันน่ะ?” เจ้าชายพึมพำจากข้างหลังลิลี่ “ดูป่าเถื่อนชะมัด”


            “บัดนี้สมควรแก่เวลาแล้ว” ดูซปัซเตรสซ์ประกาศ แล้วก้าวเดินออกมารวมกับกลุ่มชาวบ้าน “ราล์ฟ มาเถอะ”


            “เฮ้ ๆ เดี๋ยวสิ นี่ข้าต้องทำอะไรกันแน่?!” เด็กสาวผมดำประท้วงเมื่อถูกทิ้งให้ยืนอยู่คนเดียวข้างหน้ากำแพงป่ามืดมิด ทุกคนเงียบสนิท มีแต่ความระแวดระแวง นางจึงกัดริมฝีปากล่าง ก้มหยิบถังไม้ใส่เลือดหมู แล้วเดินโทง ๆ ตรงเข้าป่าไปโดยไม่มีท่าทางเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย กระทั่งนางหายลับเข้าไปในความมืด ลิลี่จึงพ่นลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ออกมา เธอรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก จริง ๆ แล้ว เด็กคนนั้นอาจจะไม่ได้เป็นตัวอันตรายอย่างที่คิดไว้ก็ได้


            แต่เธอก็ต้องปลงกับความจริงที่ว่า คืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายในชีวิตของเด็กสาวผมดำ



***



            ห้ามมีตัวช่วย ต้องอยู่ในป่าทั้งคืน ออกมาอีกทีตอนเช้า ห้ามออกมามือเปล่า และกฎอีกสารพัด อากาเบลไม่สนใจ


            ขณะเดินมายังจุดนัดพบ เธอฟังราล์ฟอธิบายรายละเอียดไปงั้น ๆ เพราะในหัวมีแต่ความลิงโลดที่จะได้แปลงร่างกลับไปเป็นมังกรสักที (หลังจากพักผ่อนเต็มอิ่ม พลังงานพร้อม) ระหว่างนั้น เธอสำรวจลักษณะของราล์ฟแทน ตอนแรกเธอกะจะถามว่ามันเป็นพ่อของอัศวินตาฟ้าหรือเปล่า แต่คนที่โง่ที่สุดก็คงรู้ว่าทั้งสองไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักนิด นอกจากดูอายุห่างกันเป็นโยชน์ สีตาของราล์ฟเป็นสีดำ ไม่ใช่สีฟ้า ผิวก็แตกต่าง


            “มันชื่ออะไร?อากาเบลถาม “ไอ้อัศวินนั่นน่ะ”


            ราล์ฟกระวีกระวาดว่า “สุภาพหน่อย พระเจ้าช่วย!


            เธอเบะปากเพ่งมองกระท่อมหลายหลังไกล ๆ ที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหลอกล่อความสนใจไปจากความขุ่นเคือง ท้องฟ้ายามย่ำค่ำกลายเป็นริ้วสีส้มจาง บรรยากาศวังเวงพิกล “เป็นบ้ารึไง ข้าแค่ถามชื่อมันเฉย ๆ!


            “ข้าจะไม่ตอบคำถามของเด็กไร้มารยาทหรอกนะ”


            “อะไรนักหนาวะ เออ ก็ได้ งั้นมันถูกเรียกว่าอะไรล่ะ อัศวินผู้พิชิตมังกร?”


            “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยรึ?” ราล์ฟยิ้มกว้าง “นั่นคือหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนที่นี่เชียวนะ”


            อากาเบลคิ้วกระตุก จึงพูดเย้ยหยั่นกลับ “ฮึ ฉายาฟังดูเชยสิ้นดี แน่ใจเหรอว่ามันไม่ได้ปั้นเรื่องโกหกน่ะ?


            “โซโกลอฟ เจ้ามีสิทธิ์โดนลงโทษได้เชียวนะ!


            “ทำไม? จะลงโทษอะไร?” เธอเชิดหน้าใส่อย่างทะนงตัว


            ราล์ฟลูบมือหนาไปมา พลางถอนหายใจเสียงดัง “ข้าล่ะอยากตบปากเจ้าซะจริง”


            ทั้งสองข้ามสะพานอีกสะพานซึ่งยังใช้การได้ไปฝั่งหมู่บ้าน เจอชาวบ้านผอมกะหร่องคนหนึ่งกำลังต้อนวัวเข้าไปในกระท่อม ราล์ฟบอกว่าถ้าไม่อยากโดนขโมยวัวก็ต้องพาเข้าไปนอนด้วย เสียไปสักตัวก็ถือว่าหายนะสำหรับชาวบ้าน แล้วเขาก็เล่าเกี่ยวกับชีวิตชีเมียหรือไพร่ให้ฟัง ไม่นานก็เดินมาถึงบริเวณที่อากาเบลถูกอัศวินตาฟ้าจับได้เมื่อหลายวันก่อน – กระต๊อบหลายหลังตั้งเคียงกัน หลังริมสุดติดกับป่า เป็นพื้นที่ว่างมีตอไม้กับขวานวางไว้อยู่ นอกเหนือไปจากนั้นคือฟาร์มปศุสัตว์เล็ก ๆ มีรั้วไม้ยาวเลยเข่าต่อไว้ กองฟางสกปรกถูกรวมไว้ตรงมุม บางกระต๊อบต่อลานมีเพิงคลุมโต๊ะไม้กับเครื่องมือสวน


            อัศวินตาฟ้า (ในฐานะผู้ปกครองที่ใครตั้งให้ไม่รู้) ก็ต้องทำตามกฎของกิจกรรมไร้สาระนี่ มันต้องหมกตัวอยู่ในคฤหาสน์จนกว่าจะถึงเช้าวันใหม่ จากนั้นจึงจะออกมาพบอากาเบลได้ ราล์ฟให้เหตุผลว่ามีกฎดังกล่าวก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองสามารถช่วยเหลือเด็กในสังกัด ผู้เข้ารับการทดสอบจะได้ปฏิบัติภารกิจอย่างภาคภูมิใจ... ไม่ใช่กับเธอแน่ ๆ ล่ะ


            “อย่างน้อยก็บอกนามสกุลมันมา” อากาเบลพูด แล้วต่อในใจ: ขี้เกียจจะเรียกว่าอัศวินตาฟ้าแล้ว


            “แค่นามสกุลเท่านั้น” ราล์ฟย้ำ ทำเหมือนกับชื่อจริง ๆ ของอัศวินตาฟ้าเป็นของสูงส่งอย่างไงอย่างงั้น แต่เธอก็ขอเดาว่าบางทีมันอาจจะจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ “เขามาจากตระกูลเบลนเฮล์ม หนึ่งในตระกูลอัศวินอันโด่งดังของแอเธลวินอย่างไงล่ะ”


            “ข้าไม่อยากรู้สักหน่อยว่ามันมาจากตระกูลแถวไหน”


            “โซโกลอฟ!


            อากาเบลถ่ายน้ำหนักไปที่ขาข้างซ้ายรอนักบวชที่ทุกคนเรียกด้วยภาษาท้องถิ่นว่าดูซปัซเตรสซ์มา เมื่อฟ้ามืด เธอก็ถูกพาไปฟังประกาศอวยพรอะไรสักอย่าง เห็นชาวบ้านเต้นรำท่าประหลาดล้อมรอบกองไฟ แต่ทั้งหมดทั้งมวลสู้ความสุขล้นในใจเธอไม่ได้ ตอนที่ออกมาจากคฤหาสน์ แน่นอนว่าอัศวินตาฟ้ามองเธออย่างเคลือบแคลงตลอดเวลา แต่ให้ตายเถอะ เธอล่ะหวังว่ามันจะรู้เหลือเกินว่าตัวเองโดนสวมเขา ช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้ เบลนเฮล์ม



***



            ป่าหลับไหลไร้การเคลื่อนไหว อากาเบลถือคติไม่วู่วามเกินไป เธอย่างข้ามรากไม้และหลบหลีกกองใบตามพื้นอย่างระมัดระวัง ไม่มีเสียงฝีเท้า จมูกก็ไม่ได้กลิ่น นั่นหมายความว่าในบริเวณนี้ไม่มีสัตว์ป่าอยู่ใกล้ ๆ เลยสักตัว ถือว่าเป็นเรื่องดี เธอไม่ได้จะนั่งรอในป่าทั้งคืนเพื่อฆ่าสัตว์สักตัวอยู่แล้ว ราล์ฟบอกว่าชาวบ้านมักจะอยู่ฉลองไม่นาน ใกล้เที่ยงคืนก็กลับไปนอนเตรียมตัวตื่นมาทำงานตอนเช้าตรู่ เธอคงกลายเป็นมังกรและแอบบินหนีไปง่าย ๆ ตอนนั้น


            สถานที่พักผ่อนชั่วคราวอยู่ใต้ไม้สนต้นใหญ่ต้นหนึ่ง อากาเบลซุกตัวระหว่างรากไม้ พลางเอนศีรษะพิงลำต้น แล้ววางถังไม้ใส่เลือดสัตว์ไว้ข้างตัว เธอยังเฝ้ามองการเคลื่อนไหวในป่าอยู่ แต่ความเงียบสนิททำให้เธอเผลอสัปหงกไปบ้าง พักหนึ่งก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาแขนแก้คัน ที่จริงเธอน่าจะแปลงเป็นมังกรต่อหน้าพวกมนุษย์ก่อนเข้ามาในป่า เอาเถอะ อากาเบลยักไหล่แล้วหยัดกายลุก เธอหลับตาและแย้มยิ้มกว้างขณะนึกถึงภาพของมังกรเพทราดีสีเงิน


            ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


            เธอขมวดคิ้ว พลางพยายามตั้งสมาธิถึงน้ำหนักและปีกมหึมาใหม่


            ยังอยู่ในร่างมนุษย์เหมือนเดิม


            อากาเบลชาวาบไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงขึ้นมาฉับพลัน เธอทาบมือสั่นน้อย ๆ กับลำต้นไม้ พลางขมวดคิ้วนึกถึงทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมังกร พ่อ สายลม ราชามังกร ไอน้ำแข็ง เสียงคำราม ภาษามังกร หรือแม้กระทั่งกีออส


            แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี


            ความตื่นตระหนกสุดขีดถาโถมใส่ อากาเบลทุบกำปั้นกับต้นไม้เพื่อระบายอารมณ์เป็นนาที ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงยังอยู่ในร่างมนุษย์เด็กสาว ใจเย็น... เธอสั่นศีรษะปฏิเสธการปลอบโยน พลางกุมไหล่ที่สั่นเทิ้ม แล้วเธอก็ลองตั้งสมาธิใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน มันก็ไม่เกิดผลลัพธ์ใด ๆ ขึ้นทั้งสิ้น วินาทีต่อมาเธอพบว่าตัวเองกรีดร้องและสาดเลือดในถังไม้ทิ้ง ก่อนจะเขวี้ยงถังไปกระแทกต้นไม้ข้าง ๆ ดังสนั่นโดยไม่รู้ตัว กลิ่นเลือดคาวลอยในอากาศ แล้วเธอก็เดินดุ่ม ๆ ไปคว้าถังมาทุบกับพื้นจนมันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอเซไปข้างหลัง ก่อนจะทรุดลงเพื่อดึงผมตัวเองอย่างคลุ้มคลั่ง


            เล็บข่วนแขนเป็นรอยยาวตั้งแต่ข้อศอกจรดข้อมือ อากาเบลจิกนิ้วกับใบหน้าต่อ ไม่สนด้วยซ้ำว่าจะมีเลือดไหลซิบจากหางคิ้วลงมา เธออยากฉีกกระชากผิวหนังร่างมนุษย์นี่ออกไปให้พ้นเหลือเกิน ให้ตาย ๆ ไปซะตรงนี้ เธอกลัวจัด พ่อกับราชามังกรกำลังเฝ้ามองเธออยู่ ไม่เคยละสายตาไป และทั้ง ๆ ที่เธอยืนหยัดกับความเชื่อที่ว่าท่านทั้งสองคอยอยู่เคียงข้างตลอดเวลาเสมอ ตอนนี้เธอไม่อยากให้มันเป็นจริง – เธอไม่อยากให้พวกท่านได้เห็นสภาพอันน่ารังเกียจนี้


            ไม่... นอกจากท่านทั้งสองแล้ว มีอะไรบางอย่างกำลังจับจ้องเธออยู่เช่นกัน


            อากาเบลค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองคราบเลือดสีขาวจ้าตามลำต้นและใบหญ้า จากนั้นจึงไล่สายตาไปด้านข้างพร้อมกลั้นหายใจ – ไม่ไกลจากจุดที่เธออยู่ หลังพุ่มไม้สูง สีขาวของร่างสี่ขาค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามาใกล้จากหลายทิศทาง


            ไม่มีเสียง? เธอตื่นตัวทันใด แล้วรีบกวาดตานับจำนวน หกตัวแต่ไม่มีเสียงฝีเท้า? ความสับสนประดังประเดเข้ามาพร้อมกับความตึงเครียด เลือดเริ่มสูบฉีดทั่วกายกับระยะห่างที่ย่นลงเรื่อย ๆ เธอไม่ได้กลิ่นตัวเหม็นหึ่งของหมาป่าด้วยซ้ำ พวกมันถึงมีโอกาสเข้ามาใกล้ได้ถึงขนาดนี้ เป็นไปได้อย่างไง? เธอก้าวถอยหลังไปยังทิศทางที่ไม่มีหมาป่าดักรอ พวกมันหยุดชะงักเพื่อพิจารณาเธอ ประหนึ่งสัตว์นักล่าที่เหนือกว่าอย่างไงอย่างงั้น เธอยิ่งฉุนเฉียวไปกันใหญ่ หากตอนนี้เธอเป็นมังกร พวกมันคงวิ่งหนีหางจุกตูดไปนานแล้ว


            อากาเบลค้อมตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะบิดปลายเท้า แล้วหันหลังออกตัววิ่ง—


หมาป่าตัวใหญ่จากมุมอับกระโจนมาบดบังสายตา เสียงของเธอแหบแห้งไปทันทีที่ถูกอัดกระแทกล้มหงายหลัง มันกระโดดเหยียบเธอไว้ ก่อนจะอ้าปากกว้าง แล้วฝังเขี้ยวกับลำคอเล็กของเธออย่างแรง


            เสียงเกล็ดถูกบดดังข้างหู หมาป่าฝังเขี้ยวไม่สำเร็จ มันจึงถอยออกมา แต่อากาเบลลุกหนีไม่ทัน หมาป่าที่เหลือพุ่งมารุมทึ้งเธอทันที พวกมันพยายามกัดให้เข้าเนื้อ แต่เมื่อไม่เข้า ก็เริ่มออกแรงกระชากอวัยวะให้ขาดจากกัน ความไม่คุ้นเคยต่อสถานการณ์เสียเปรียบกำลังทำให้เธอเป็นบ้า มีแต่เสียงกรรโชกกับน้ำลายสาดกระเซ็นไปทั่ว สติแทบไม่หลงเหลืออีก ความรู้สึกเดียวที่เธอรับรู้ได้ตอนนี้คือศีรษะกับแขนขากำลังถูกฉุดดึงไปคนล่ะทาง ร่างกายของเธอกำลังหลุดเป็นเสี่ยง ๆ


            อากาเบลคำราม ก่อนจะถลาสองมือไปคว้าลำคอหมาป่าตัวที่คร่อมเธออยู่ มันร้องเอ๋ง แล้วพยายามสะบัดหนีให้หลุดจากพันธนาการ สัญชาตญาณสัตว์ป่าครอบงำเธอที่แยกเขี้ยวขบฟันจนปวดไปทั้งกราม เส้นเลือดปูดตามหน้าผากและมือกระดูกลำคอใต้ผิวหนังของหมาป่าอยู่ตรงฝ่ามือพอดี เธอหายใจหืดหาด จิกเล็บและออกแรงบีบจนหมาป่ายิ่งดิ้นรุนแรง


เกิดเสียงดังกร็อบ ก่อนมันจะนิ่งไป คอห้อยต่องแต่งไปด้านหลัง


            หมาป่าที่เหลือไม่หนี อาจเป็นเพราะตัวที่อากาเบลเพิ่งฆ่าไปไม่ใช่จ่าฝูง ตัวหนึ่งพุ่งมากัดมือเธอจนนิ้วทั้งสี่ถูกกดไปเกือบแนบกับหลังมือ พอเธอหันไปจะใช้มือข้างที่ว่างรวบปากที่เต็มไปด้วยน้ำลาย มันก็เห่าใส่ แล้วพุ่งมากัดลำคอ—


            ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจัด เพียงพริบตาเดียว อากาเบลก็งับร่างของหมาป่า ก่อนจะกดเขี้ยวจนมันหักเป็นสองท่อน เลือดไหลทะลักออกมาจากร่างซึ่งกระตุกไม่หยุด เปรอะเปื้อนกรามเลยมาถึงลำตัว เธอสะบัดร่างไร้ชีวิตไปชนต้นไม้ จากนั้นจึงหันไปเผชิญกับฝูงหมาป่าที่เหลือ พวกมันคอหด หางตก เอาแต่ครางในลำคอ และทันทีที่จ่าฝูงเริ่มวิ่งหนี เธอก็ตามไปใช้หางกวาดหมาป่าสองตัวกระเด็น ก่อนจะกดฝ่าเท้ากับพื้น แล้วระเบิดลมหายใจน้ำแข็งมหาศาลใส่ตัวที่วิ่งหนีไม่ทัน


            พวกโชคดีหายลับไปในหมู่ไม้ และเมื่อเสียงครางเจ็บปวดสุดท้ายของหมาป่าหยุดลง ป่าก็กลับมาเงียบงันอีกครั้ง


            อากาเบลหัวเราะออกมาอย่างสำราญใจ แต่แค่ครู่เดียวเท่านั้น ภายใต้แผ่นอกของเธอ มันเบาโหวงเหมือนไม่มีอวัยวะอยู่ ราวกับถูกฝูงหมาป่ารุมกระชากออกไปจนหมด ความมืดไม่ใช่ศัตรูตัวฉกาจของเธอ แต่จมูกของเธอ หูของเธอ มันหายไป


            ไม่มีกลิ่นกายของหมาป่ามากระทบกับจมูกหากเธอไม่ก้มลงไปดมใกล้ ๆ ไม่มีเสียงหัวใจเต้นอ่อนแรงของเหยื่อที่ใกล้ตายดังก้องในใบหู ประสาทสัมผัสทั้งสองอย่างของเธอควรจะมีการรับรู้ที่ดีเยี่ยม แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีก พอได้อยู่ในร่างมังกร เธอก็ยิ่งเห็นความผิดปกติ มันลามมาถึงการมองเห็นในความมืดด้วย ความสว่างกำลังหายไปทีละนิด


            ภาษามนุษย์ที่เธอค่อย ๆ เข้าใจ... แลกกับความสามารถของมังกร?


            อากาเบลพยายามกลืนเสียงคำรามเจ็บปวด ก่อนจะตัดสินใจตวัดหางฟาดต้นไม้ล้มเป็นแถบแทน เธอนึกถึงไอ้อัศวินตาฟ้า – เบลนเฮล์ม – กับเสียงเดาะลิ้นกวนประสาทนั่น มันกลายเป็นศูนย์กลางของความเกลียดชังทั้งหมดที่เธอมีในชีวิต เพราะมัน! เธอพ่นลมหายใจเย็นยะเยือก ก่อนจะดีดตัว แล้วพุ่งบินขึ้นไปเหนือป่าอย่างกราดเกรี้ยว


            พันธสัญญาชีวิตต้องรีบถูกทำลาย


            แม่กับกลุ่มมังกรอาวุโสอาจจะรู้ พวกเขาอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปี พ่อคงเคยพูดถึงของพรรคนี้ให้ฟังบ้าง... อากาเบลสบถเมื่อดันจินตนาการถึงสีหน้าของแม่แทน กลายเป็นความว้าวุ่นอีกอย่างขึ้นมา แม่จะมีความสุขที่ได้เจอเธอหรือเปล่า หรือนางจะรวมหัวกับมังกรตัวอื่นเพื่อขับไล่เธอออกไปจากสเนียเซนี่? เธอหลับตาลงอย่างขมขื่น ปล่อยให้ร่างกายรับสัมผัสของสายลมอย่างเต็มที่ ในช่วงเวลาเงียบ ๆ แสนสั้นนั้น ไม่มีเบลนเฮล์มหรือพันธสัญญาชีวิตมาก่อกวนเธออีก—


อยู่ ๆ อากาเบลก็รู้สึกว่าตัวเองหล่นวูบ จึงลืมตาขึ้นมาพบว่าความสูงกำลังถูกลดระดับลงอย่างรวดเร็ว เธอเกร็งกายฝืนกระพือปีกเพื่อทรงตัวกลางอากาศ แล้วพยายามบินต่อไปข้างหน้า ฉับพลันทั้งร่างก็ชาวาบ เรี่ยวแรงเริ่มมลายหายไป หัวใจกระหน่ำรุนแรงเมื่อเธอค่อย ๆ หายใจลำบากขึ้น ราวกับอากาศกำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว


บทลงโทษของพันธสัญญาชีวิต


            มันเหมือนใกล้จะจมน้ำแต่ก็ว่ายกลับขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ทัน – อากาเบลหันไปพบทางรอดอยู่ข้างหลังโดยปฏิหาริย์ อากาศหายใจ มันอยู่ตรงนั้นจุดเดียว ไม่ปรากฎที่อื่นอีก เธอกะพริบตาลายจัด ก่อนจะตัดสินใจบินย้อนหลังไปทันที เหมือนกำลังไล่กินขนมปังที่ถูกโยนเป็นชิ้น ๆ ตามพื้น ยิ่งบินไปตามเส้นทางนานเข้า เรี่ยวแรงก็เริ่มกลับมาทีละน้อย เมื่อเจอแม่น้ำนิ่งสงบกลางป่า เธอก็พาทั้งร่างดิ่งลงไปดื่มน้ำเหมือนอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้โลกจะไม่หลงเหลือน้ำอีก เธอหยุดพักเพราะความเหนื่อยล้า แต่พักได้ครู่เดียวก็ต้องรีบบินต่อก่อนที่จะกลับมาหายใจไม่ออกอีกครั้ง


ภาพที่อากาเบลเห็นพร่าเลือนไปหมด แถมร่างกายก็ยังไม่หยุดระคายเคืองรวดร้าว เธอคิดว่าตัวเองค่อย ๆ ลดระดับลงไปในป่าอยู่ และไม่ว่าจะฝืนบินขึ้นอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดเมื่อเท้าเหยียบพื้น น้ำหนักหนักอึ้งที่ผ่านมาก็หายไป เธอตัวเบาพิลึก สัมผัสของเสื้อผ้าชุดใหม่กับเศษดินโคลนเหนียวเหนอะหนะอยู่เต็มตัว เธอโงนเงนก้าวไปข้างหน้า พลางทาบมือกับลำคอ แล้วเธอก็ทรุดลง หมดสติไป



***



            บทลงโทษของพันธสัญญาชีวิตที่ทวีคูณปลุกอากาเบลตื่น ความเจ็บปวดแล่นถึงจุดสูงสุด มันหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนแรงลง เธอคดตัวงอในท่าบาดเจ็บอันตราย พลางระบายความทรมานโดยการจิกผิวหนังตัวเองเต็มแรง เมื่อมันไม่ช่วยเท่าที่ควร เธอก็เริ่มข่วนแขนซ้ำรอยแผลเดิม ลามไปจนถึงต้นคอ เบ้าตาของเธอร้อนผ่าวขณะนอนนิ่งรอความทรมานหายไป


            การมองเห็นชัดเจนขึ้นหลังจากอากาเบลสามารถหายใจได้เป็นปกติ เธอใช้ศอกยันตัวเองขึ้นมามองป่าที่มีแต่หมอกยามเช้าปกคลุม ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อเดินกระเผลกหาออก เธอเกือบสะดุดร่างไม่ไหวติงของหมาป่า ศพของพวกมันกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ต้นไม้หลายต้นหักโค่นขวางทางเดิน เพราะทุกทางมีแต่หมอก เธอจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามศพหมาป่าบิดเบี้ยวเห็นกระดูกไปยืนพิงกับต้นไม้ที่ใกล้สุด จากนั้นก็ค่อย ๆ นั่งลงเหยียดขา


            อากาเบลรอให้หมอกจางอย่างอดทน และเมื่อเธอสามารถเห็นป่าเป็นปกติได้ดังเดิม ก็มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นเสียก่อน


            นั่นไง นางอยู่นั่น!”


            ชาวบ้านผู้ชายหลายคนโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ไกล ๆ ทางซ้ายมือ ในมือถือจอบเสียมเป็นแถบ อยู่ ๆ พวกมันก็ชะงักอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความอึ้งทึ่งกับภาพที่เห็น บางคนอุทานคำหยาบ บางคนหันขวับไปทางอื่น กลิ่นศพของหมาป่าเริ่มออกฤทธิ์แล้ว อากาเบลทำหน้าเหยเกทันที ท้องไส้ปั่นป่วน รู้สึกอยากอ้วกมันเสียตรงนี้ เธอจึงใช้แขนเสื้อปิดจมูกแล้วหันไปมองพวกชาวบ้านที่ยังไม่ขยับตัวสักที


            “ว่าไงล่ะ?” เธอเอ่ยขึ้น เรียกทุกใบหน้าซีดเซียวให้ตวัดมามอง “ข้ายังต้องทำอะไรอีกไหม”


            เมื่อไม่ได้รับคำตอบ เธอจึงยืดขาเตะต้นไม้อย่างหงุดหงิด จากนั้นก็ขยับตัวให้ได้ท่านอนสบาย ๆ กลิ่นศพเหม็นแค่ไหนก็ไม่สนใจแล้ว แต่พอเธอปิดเปลือกตาลง พวกชาวบ้านก็กล้าเปิดปากกระซิบคุยกันทันที


            “สี่ตัวเชียว หมาป่าสี่ตัว!...


            “น่ากลัวเหมือนชาร์น็อคเซียซ์นิค


            “ไปตามดูซปัซเตรสซ์มาเร็ว!...


            มีเสียงของราล์ฟดังลั่นมาแต่ไกล


            “ไหน ๆ นางอยู่ไหน พระเจ้าช่วย!


            อากาเบลท้วงเสียงแหลมเมื่อโดนราล์ฟเขย่าไหล่ มันถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะรวบเธอขึ้นมาพาดไว้บนไหล่ เธอดิ้นเป็นพิธีสักพักก็ยอมอยู่เฉย ๆ ในที่สุด เพราะความเหนื่อยล้านั้นมากซะจนเธอผล็อยหลับไปในทันที




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 14:37
    โฟกัสที่หน้าอกนางเอกอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ขอโทษค่ะไรต์ คือเราคิดมาตลอดว่าอากาเบลคัพเอ
    #862
    0
  2. #766 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 02:57
    คือว่าตังเลือก 1-2-3 อะไรจะเข้าทางนางขนาดนั้น
    อยู่ในป่ารอดหนึ่งคืนและฆ่าตัวอะไรก็ได้เนี่ยยย
    โอ หาเรื่องผิดคนแล้ว 55
    #766
    0
  3. #634 M@ybe28 (@heroesofolympus) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 00:53
    นางเอกน่ารักจะตาย
    #634
    1
    • #634-1 p 4 r e w 1 n e (@kachelya) (จากตอนที่ 8)
      1 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:23
      แต่ปากไม่น่ารักเท่าไรนะคะ 5555
      #634-1
  4. #62 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2558 / 03:58
    สภาพเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย จะแย่งแมวกินหนูอยู่แล้ว = = อากาเบลทำอะไรอัศวินไม่ได้เลยสรุปแล้ว 555 ตอนนี้ทุกอย่างงง ๆ ไม่เป็นไปตามคาด ต้องติดตาม ๆ ครับ :3
    #62
    0
  5. #57 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 14:29
    อุ๊ต่ะ พันธะสัญญามังกรกับอัศวิน 
    ผูกชีวิดไว้ด้วยกัน ทำสัญญากันด้วยร่างกายและจิตใจ
    อ๊ายๆไม่ใช่ๆ ดึงสติกลับมาก่อน 555
    โอ๊ยๆสนุกเจ้าค่ะ
    #57
    0
  6. #40 blue king (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 19:05
    ต้องเป็นประมาณว่าพระเอกทำพันธสัญญาอะไรบ้างอย่างกับนางเอกแน่นอน แล้วพระเอกก็เลยกลายเป็นอัศวินมังกร
    #40
    1
    • #40-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 8)
      20 พฤษภาคม 2558 / 12:02
      พันธสัญญาแน่นอนค่า แต่จะเกิดอะไรขึ้นต้องรอดู XD
      #40-1
  7. #39 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 09:31
    ไม่รุทะมายรุสึกว่ฉากนี้มานหวานแหววพิกล 555 สงสัยจะซาดิตส ก้กะแล้วว่าอัศวินต้องหล่อ กรี้ด อิจฉาอากาเบล นิยายเรื่องนี้ ออกแนวตบจูบป่ะค่ะ 55555 เป้นกำลังใจให้ค่ะ รับมาอัะน่ะ สนุกมาก
    #39
    1
    • #39-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 8)
      20 พฤษภาคม 2558 / 12:01
      หวานแหววหรือนี่ (ฮา)
      ไม่ออกแนวตบจูบนะคะ แค่ตอนแรก ๆ ทั้งคู่มองอีกคนว่าเป็นศัตรูอยู่แล้ว ><
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากค่า
      #39-1
  8. #38 Mhew_happy (@mhew1209) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 21:38
    ต่ออ
    #38
    1
    • #38-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 8)
      20 พฤษภาคม 2558 / 12:00
      มาต่อแล้วค่าาาา
      #38-1
  9. #37 luckfemale (@luckfemale) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 19:46
    โผล่มาตั้งนานพึ่งจะพูดนะพ่อคู้ณณ..!! เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #37
    1
    • #37-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 8)
      20 พฤษภาคม 2558 / 12:00
      ใช่ค่ะ ฮาาาา กว่าฮีจะพูดบ้างนะ
      ขอบคุณมากค่าที่ติดตาม >_<
      #37-1
  10. #35 yokona (@rrow) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 15:13
    อ่านจากที่ไรเตอร์บรรยายอัศวินคงจะหล่อน่าดู หุๆ
    #35
    1
    • #35-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 8)
      20 พฤษภาคม 2558 / 11:59
      แต่อากาเบลจะคิดอย่างงั้นไหมนะ (ฮา)
      #35-1