Draconic Chronicle

ตอนที่ 5 : I-5: Agreement in Blood

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




5



ร่างมนุษย์อีกแล้ว


            อากาเบลสะดุ้งตื่นจากอากาศเย็นเฉียบ แปลกใจที่ไม่เห็นมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนเธอหล่นลงมาสูง น่าจะเสียงดังสนั่นพอ ๆ กับครั้งแรกที่เธอตกจากฟ้าจนต้องวิ่งหนีไปเจอมนุษย์เด็กสาวคนหนึ่ง เธอหลับตา พลางสูดลมหายใจยามเช้าเต็มปอดเพื่ออำพรางความขยะแขยงต่อร่างกายที่กำลังพลุ่งพล่าน เธอนึกถึงการต่อสู้กับอัศวินตาฟ้าเมื่อคืนแทน (เธอคงไม่ได้หลับไปเป็นสัปดาห์หรอกใช่ไหม) จึงเบ้หน้าเมื่อความเจ็บระบมบริเวณศีรษะโผล่พรวดขึ้นมา มันฟาดหัวด้ามดาบใส่เธอโดยไม่ยั้งแรงสักนิด ได้ยินเสียงเหล็กกระแทกเกล็ดเต็มหู จนแอบกังวลว่าหากตัวเองเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ก็คงไม่ใช่แค่มึนไปชั่วขณะแน่ ๆ


            เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเข้มมีริ้วสีทอง อากาเบลก็ลุกขึ้นมาสักการะราชามังกร – แม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลาเที่ยงตรงก็ตาม และเฝ้าภาวนาถึงพ่อว่าเธอเรียกคืนศักดิ์ศรีมังกรกลับมาได้แล้ว เธอขมขื่นจนเกือบจะร้องไห้ออกมา หลังจากเสร็จพิธีกรรม เธอก็กุมท้องที่ร้องโครกคราก ขนมปังที่เด็กสาวมนุษย์เมื่อคืนยื่นให้ช่วยบรรเทาความหิวไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ตอนนี้เธอกำลังแสบท้องแสบไส้เหลือเกิน แต่แรงก็ไม่มี แล้วจะหาเนื้อกินได้อย่างไรกัน ให้ตายเถอะ


            อากาเบลพยายามบังคับตัวเองไม่ให้กรีดร้องออกมาอย่างเหลืออด พลางกล้ำกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือขยุ้มท้องขณะลองเด็ดผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีแดงสดมาแทะดู รสเปรี้ยวจนสาบลิ้นทำให้เธอเคี้ยวไปได้ไม่กี่ลูกเท่านั้น จึงก้มตัวไปลองดึงหญ้ากำนึงขึ้นมาดม ได้กลิ่นเหม็นเขียวจนต้องเบ้ปาก เธอนั่งทำใจนานเหมือนกันกว่าจะตัดสินใจหลับตา งับหญ้าในมือ ไม่ทันไรเธอก็ถุยหญ้าในปากออกมาทั้งหมด สีหน้าเหยเกถึงความประหลาดของผิวสาก ๆ ของหญ้าที่ทำท่าจะบาดลิ้นได้ เธอจึงลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลเพื่อมองหาทางกลับขุนเขาสเนียเซนี่ แต่ยอดไม้สูงบังทิวทัศน์จนไม่รู้ว่าด้านไหนเป็นด้านไหนอีก เธอลองปีนต้นไม้ แต่ไม่สำเร็จ เธอไม่รู้ว่าจะต้องวางเท้าตรงไหน วางมืออย่างไร เธอดันตัวเองขึ้นไปได้แค่ครึ่งเข่าก็หมดแรง


            กลิ่นหอมของอาหารบางอย่างลอยมาแตะจมูก ทำเอาอากาเบลน้ำลายสอจนต้องตามหาที่มาทันที เธอไม่ลืมย่อกายต่ำเพื่อไม่ให้มนุษย์สังเกตเห็นง่ายเกินไป แต่เมื่อเดินโผล่พ้นป่าเข้ามาในเขตมนุษย์ เธอก็ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ทันทีที่เกือบชนมนุษย์ผู้ชายตัวใหญ่สองคนซึ่งยืนหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่ พวกมันมองหน้ากันและพึมพำว่า “ตรงนี้ไม่ใช่หรือ” ก่อนจะหันไปสำรวจทิศทางอื่น สักพักหนึ่งพวกมันก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินจากไปอย่างเร่งรีบ คนหนึ่งบ่นด่าท้องฟ้าอากาศอย่างหงุดหงิด อีกคนพึมพำเป็นเพลงจังหวะเดียวกันกับเสียงคลอเคลียจากที่ไกล ๆ


อากาเบลเพิ่งรู้ตัวว่าเธอเผลอกัดลิ้นจนได้เลือดกับกลั้นหายใจไว้ เสียงฝีเท้าของมนุษย์สองคนนั้นหายไป เธอจึงคลายความตึงเครียดลง พวกมันอาจจะกำลังตามหาเธออยู่หรือเปล่า


            กลิ่นหอมของอาหารตลบอบอวลอีกครั้ง และกลิ่นหอมที่ว่าคือก็ถ้วยดินเหนียวใส่คาช่า–ข้าวต้มโอ๊ตในมือของมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้ากระต๊อบหลังเล็กน่าอึดอัด ถ้วยเล็ก ๆ ถ้วยเดียวสำหรับมนุษย์เด็กสองคน รวมคนถือก็เป็นสาม อากาเบลชะเง้อมองจากข้างหลังต้นไม้ใหญ่อย่างหิวโหย ได้ยินคนที่น่าจะเป็นแม่พูดขึ้นยิ้ม ๆ ว่า “ไม่เอา...กิน...วันอื่น...”


            ถ้าตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ไม่มีมนุษย์คนอื่นเดินไปมา แม้จะบางตา เธอคงวิ่งเข้าไปขู่แย่งคาช่ามาแล้ว


            อากาเบลทรุดตัวนั่งพิงข้างหลังกระต๊อบซึ่งติดกับป่าอย่างหงุดหงิด – หัวหมุนติ้วอีกแล้วยามได้ยินภาษามนุษย์ – หากเธอทำท่าเดินแบบมนุษย์ปกติทั่วไปแอบเข้าบ้านของครอบครัวนั้นเพื่อแย่งชิงขนมปังมาก็น่าจะไหว แต่ที่นี่ดูจะเป็นสถานที่ที่มีคนอยู่ไม่มาก ชาวบ้านน่าจะรู้จักกันหมด ถึงอย่างนั้นเธอก็กลืนน้ำลายลงคอแห้งเป็นผง ตั้งใจจะลองสักตั้ง


            แต่ก่อนจะลงมือทำตามแผน เธอก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเสียก่อน จึงหันไปเจอหนูตัวเล็กทางขวามือ มันกำลังลัดเลาะมาตามทาง พลางดมพื้นรอบ ๆ อย่างใคร่รู้ มันไม่ทันเห็นแมวร่างผอมสีเทาตัวหนึ่งกระโดดหย็องมาตะครุบจากด้านหลัง หนูส่งเสียงร้องแหลมทันที มันกระเสือกกระสนสุดชีวิต เสียงจี๊ด ๆ ดังไม่หยุด ก่อนสุดท้ายมันจะนิ่งสนิท หางตก แต่ตัวยังกระตุกเนื่อง ๆ เมื่อไร้วี่แววต่อต้าน แมวก็ค่อย ๆ ปล่อยเหยื่อลงพื้นเพื่อใช้จมูกดุนดม


            อากาเบลจ้องหนูบนพื้นไม่วางตา เธอตั้งใจจะทำให้แมวสีเทาตกใจจนวิ่งหนีกระเจิงแล้วทิ้งอาหารไว้ให้แทน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันเห็นเธอก่อนหรืออย่างไร แมวงับหนูดังเดิม ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีหายไปเข้าไปในป่าอย่างว่องไว อากาเบลมองตามตาละห้อย แล้วครางออกมาอย่างเหลืออด อวัยวะข้างในบิดเกลียวประท้วงจนเธอตัวงอ เลวร้ายที่สุด คอก็แห้ง—


            ขนมปังก้อนหนึ่งหล่นปุตรงหน้า


            กลิ่นหอมชวนตาลายทำให้เธอคว้าขนมปังขึ้นมากินทันทีแม้จะมีโคลนเหนอะหนะติดอยู่ด้านหลังขนมปังก็ตาม มันทั้งหวานและนุ่มลิ้น อร่อยจนอยากยัดทั้งก้อนลงท้องภายในเสี้ยววินาที ข้าง ๆ กันมีกระติกน้ำทำจากกระเพาะแพะนอนอยู่ เธอคว้ามายกดื่มจนหมดกระติกโดยไม่รอช้า น้ำเปลี่ยนลำคอที่แหบแห้งและเหนียวหนืดให้ชุ่มชื่นจนกลืนน้ำลายคล่อง แล้วเธอก็ถอนหายใจออกมาเหมือนเพิ่งรอดตาย


            สติค่อย ๆ กลับมาแจ่มแจ้งเหมือนเดิมเมื่อความหิวไม่ได้ครอบงำอีกต่อไป


            อาหารมาจากไหนกัน? อากาเบลคิด ก่อนจะตัวแข็งฉับพลันเมื่อรับรู้ถึงอะไรบางอย่างกำลังยืนบังแสงอาทิตย์อยู่ข้างหลัง ราชามังกรคงไม่โยนขนมปังลงมาจากท้องฟ้าอย่างแน่นอน นั่นหมายถึง—


            ข้างหลังเธอคือคนที่โยนขนมปังกับน้ำให้ – ผู้ชายร่างสูงกำยำ สวมเสื้อผ้าทำจากหนังสีดำ กลัดกระดุม ชายเสื้อยาวผ่านเข็มขัดสีน้ำตาลเข้มจนคล้ายดำลงมาเหนือตัก แม้แต่กางเกงก็ยังเป็นสีเทาเข้มออกดำ มันสวมรองเท้าบูทยาวครึ่งแข้ง มีฝักดาบห้อยไว้ข้างเอว และเพราะการแต่งกายที่เป็นสีดำส่วนใหญ่ ช่วงบนของผู้ชายคนนี้จึงโดดเด่นเป็นพิเศษ แม้จะมีฮู้ดคลุมศีรษะเอาไว้ แต่เธอก็เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลา มีร่องรอยขีดข่วนของการต่อสู้เล็กน้อยประปราย ทุกส่วนบนนั้นต่างเสริมกันจนน่าหงุดหงิด อย่างคิ้วเข้ม จมูกโด่ง โครงหน้าวัยหนุ่มชัดเจน และดวงตาสีฟ้าเข้มที่จ้องตรงมา


            อากาเบลหัวใจหล่นวูบ แล้วค่อย ๆ ขยับถอยหนีไปข้างหลัง มือขวาเผลอแตะเอวที่ห้อยกริชไว้ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันแตกละเอียดไปแล้วเมื่อคืน จึงเลือกที่จะถลึงตาแฝงความเกลียดชังชัดเจนกลับไปแทน


            อัศวินตาฟ้ามองตรงมาที่ท้องของเธอซึ่งมีเลือดของเจ้าของชุดคนเก่าเปรอะเปื้อนแห้งซึมกลายเป็นคราบสีแดงอยู่ (คงมาจากที่เธอจับหัวมนุษย์ผู้โชคร้ายคนนั้นกระแทกกับต้นไม้) เมื่อมันสังเกตเห็นว่าเสื้อบริเวณนั้นไม่มีรอยขีดข่วนใด ๆ จากที่โดนกริชแทงเมื่อคืนก็เลื่อนสายตากลับมาจ้องเธอต่อ สีหน้าของมันยังเรียบสนิทไม่เปลี่ยน แต่แววตามีประกายพิศวงอยู่


            มันเจอเธอได้อย่างไงกัน อากาเบลสับสนจัด ก่อนจะเค้นเสียงถาม ด้วยภาษามนุษย์ที่ลื่นไหลอย่างน่าประหลาด “เจ้าเจอข้า...” เธอกลืนน้ำลาย “ที่นี่ได้อย่างไร”


            ตอนที่อัศวินตาฟ้ากำลังหาคำตอบ เธอก็รีบพุ่งเข้าป่าซึ่งติดอยู่หลังกระต๊อบทันที แต่เธอช้าไป จึงโดนกระชากทั้งร่างคว่ำลงพื้น แขนซ้ายถูกบิดไพล่ไว้ข้างหลังไม่ผิดเพี้ยนจากเมื่อคืน เพียงแต่คราวนี้เธอไม่มีทางขยับไปไหนได้นอกจากนอนนิ่ง ๆ โดยมีอีกฝ่ายยืนค้ำอยู่ มันลงแรงกดเป็นนัยว่าจะทำอย่างไรกับแขนเธอก็ได้เมื่อต้องการ เธอสบถคำหยาบใส่ แล้วหยุดนิ่งแวบเดียวเพื่อนึกคำหยาบในภาษามนุษย์ภายใต้อาการปวดหัว จากนั้นเธอก็ลั่นคำหยาบต่อ พลางเตะขากับดินจนโคลนกระเด็นไปทั่ว จนกระทั่งเธอหมดคำจะด่า อัศวินตาฟ้าก็ยังเงียบ ไม่ตอบโต้กลับ


ที่มันไม่พูดเลยตั้งแต่เมื่อคืนเป็นเพราะมันตั้งใจยั่วโมโหแน่ ๆ อากาเบลแทบเป็นบ้าตอนตะโกน: “ข้าจะฆ่าเจ้า!


            อยู่ ๆ อัศวินตาฟ้าก็ยกนิ้วชี้ทาบริมฝีปากของตัวเอง เป็นความหมายให้เธอเงียบ แต่นั่นยิ่งทำให้เธอโวยวายไปกันใหญ่ มันจึงถอนหายใจ พลางย้ำแรงที่ตรึงแขนเธอไว้จนเธอยอมหยุดดิ้น หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นตระหนก


ในที่สุด มันก็พูดช้า ๆ เพื่อให้เธอตามคำถามทัน “ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้บางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนใช่ไหม”


            เสียงของมันทุ้ม ราบเรียบ ชวนให้เธอคลั่งกับความใจเย็นของมัน


            “ข้าเอาชนะเจ้าไปไง!” อากาเบลตอกกลับด้วยภาษามนุษย์ผสมกับคำภาษามังกร


            อัศวินตาฟ้าดึงเธอที่เริ่มเตะขากับโคลนอีกครั้งขึ้นมายืนทรงตัวด้วยสองขาปกติ


            “ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้” อากาเบลเค้นเสียงพูดจากใจจริง พลางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกกับฝ่ามือ “ไปตายซะ!


            มันมองเธอด้วยท่าทีสงสัย เอียงคอแล้วเดาะลิ้น เวรเอ๊ย! เสียงเดาะลิ้นนั่นยั่วโมโหเธอจนหยุดกดปลายเท้ากับดินไม่ได้ เธอแยกเขี้ยวใส่ ทำท่าจะกระโจนไปต่อยให้คว่ำ ซึ่งท่าทางนั้นก็ลังแต่จะสร้างความสนใจให้แก่อัศวินตาฟ้า แววตาของมันฉาย... ความสนใจ? ความสนุกสนาน? เหมือนกับมันเพิ่งเคยเห็นสัตว์ป่าหายากเป็นครั้งแรก


            “ไปตาย?” มันทวนคำ “งั้นเจ้าก็คงต้องตายด้วยเหมือนกัน”


            อากาเบลตัวสั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวกลายเป็นสีเขียวเข้ม นี่เธอกำลังโดนมนุษย์ขู่อยู่อย่างงั้นเหรอ–มันขู่เธอที่เป็นมังกรเนี่ยนะ! เธอกระทืบเท้ากับพื้น ลืมความเจ็บปวดที่แขนไปชั่วขณะตอนดึงดันจะกัดไหล่อัศวินตาฟ้า โชคร้ายที่มันเอนตัวหลบอย่างง่ายดายเสียก่อน มันเดาะลิ้นอีกครั้ง แล้วพูดสิ่งที่ทำให้เธอร้องว่า “อะไรนะ?” ด้วยความฉงนออกมาดัง ๆ


            “เชื่อข้าเถอะ เจ้าไม่อยากให้ข้าตายหรอก มังกรเงิน



***



ชาวบ้านเล่าลือกันว่ามีมังกรปรากฎตัวใกล้หมู่บ้านเล็ก ๆ ในเมืองคาลีซช์แห่งนี้


            เมื่อคืนหลังจากลิลี่เดินกลับจากคฤหาสน์มาที่กระต๊อบบ้านตัวเองจนเท้าแทบระบม เธอเจอพ่อซึ่งปกติควรจะหลับไปตั้งแต่หัววันยังนั่งรอเธอที่แคร่ไม้อยู่ พ่อบอกว่าพวกผู้ใหญ่ได้ยินเสียงคำรามของมังกรถึงสองครั้งภายในคืนเดียวกัน พวกเขาออกไปค้นป่า แต่ไม่มีใครเจอมัน มีเพียงบรรดาต้นไม้ที่หักโค่นเป็นปริศนาเท่านั้น เธอได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกเหมือนเป็นไข้ทันที ทั้งคืนเธอนอนคดขู้บนกองฟางคันคะเยอ ตาจ้องมองวัวประจำบ้านที่หลับสบายแตกต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางเสียงเงียบงันของกลางคืนข้างนอก เธอผวานักว่าจะมีเสียงคำรามของมังกรดังขึ้นมา แต่เมื่อถ่างตาต่อไปได้ไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ผล็อยหลับไป


            เช้าตรู่ของวันใหม่มาถึง ลิลี่ตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงนกออกหากินเป็นกิจวัตร เธอแวะเจอกับเพื่อนชื่อจูเลียน่าซึ่งเป็นลูกสาวชาวนาบ้านใกล้ ทั้งสองเดินไปที่โบสถ์เก่า ๆ ประจำหมู่บ้านด้วยกัน สถานที่มืดสลัวมีเพียงแสงไฟจากเทียนข้างผนังและบนเพดานดังกล่าวเป็นสถานที่พบปะของชาวบ้าน แทนที่จะได้พูดคุยถึงงานเฉลิมฉลองของเจ้าชายเมื่อคืน ลิลี่กลับต้องหน้าซีดเผือดเมื่อรู้ว่าพวกผู้ใหญ่พบสะพานไม้อีกสะพานสำหรับข้ามไปคฤหาสน์ของเจ้าชายพังลง


เหมือนโดนสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่–มังกรเหยียบจนปลายสะพานฝั่งหมู่บ้านไม่เหลือซากดี


            “คะ-คฤหาสน์มีคนเยอะมาก ถ้ามังกรโผล่ไปที่นั่น ข้าอาจจะไม่ได้รอดกลับมาเป็นแน่” ลิลี่กระซิบอย่างกระวนกระวาย “ข้ายังไม่หายมือสั่นเลย!


            จูเลียน่าล้วงสร้อยคอออกมาจุมพิตเรียกศรัทธา “บารมีพระแม่เยเรน่าแท้ ไม่อยากจะจินตนาการเลย!


            ดูซปัซเตรสซ์หรือนักบวชประจำหมู่บ้านในชุดสีขาวกลอมเท้า – ซึ่งเคยสะอาดสะอ้าน แต่บัดนี้เลอะฝุ่นและเศษดินที่ปลายชุด – เดินมายืนข้างแท่นหินมีรากจากต้นไม้เบื้องหลังเกาะ เขาหันไปทำความเคารพแก่รูปปั้นพระแม่เยเรน่าประจำศาสนาอาซีมุส ลิลี่จึงกระตุกชายเสื้อจูเลียน่า ก่อนทั้งคู่จะเดินไปคุกเข่าบนพรมลวดลายสีสด ชาวบ้านคนอื่นทำตาม ต่างล้อมเป็นครึ่งวงกลมหน้าแท่นหิน การสวดมนตร์ยามเช้าจึงเริ่มต้นขึ้น และไม่ได้ใช้เวลาไปนานกว่าสิบนาที


            ลิลี่เหม่อมองรูปปั้นพระแม่เยเรน่าข้างหลังดูซปัซเตรสซ์ นางเป็นหนึ่งในเทพแห่งธรรมชาติ ธิดาคนโตของพระผู้เป็นเจ้า ใบหน้าของนางมีรอยแตกตามกาลเวลา โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างก่อนพ่อของเธอจะเกิดเสียอีก หินสลักผ้าคลุมยาวตั้งแต่หัวจรดเท้าปิดหน้าผาก ไม่เห็นแม้แต่โคนผมหรือเส้นผมของพระแม่ รูปปั้นเป็นเนื้อเดียวกันกับแท่นหินที่ดูซปัซเตรสซ์กำลังยืนอยู่ ถูกฉาบด้วยเงาราวกับตกอยู่ในยามค่ำคืน แต่สิ่งที่ทำให้ลิลี่ต้องสะอึกทั้ง ๆ ที่ปกติเธอจะไม่สนใจคือปีกค้างคาว... ไม่ใช่...


ปีกมังกรรูปปั้นพระแม่เยเรน่ามีปีกมังกรติดอยู่ข้างหลัง


            “ศิษย์แห่งอาซีมุสทั้งหลาย อย่าได้ให้ความพยายามของปิศาจกัดกร่อนศรัทธาของพวกเจ้า” ดูซปัซเตรสซ์เอ่ยประโยคปิดท้ายการสวดมนตร์ยามเช้าของทุก ๆ วัน “ไม่มีสิ่งใดจะอยู่เหนือไปกว่าพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีเลย จงปล่อยให้ความวุ่นวายทั้งหลายเป็นหน้าที่ของเทพเจ้าผู้มีเมตตา และท่านจะคอยปกป้องผู้ที่มีศรัทธาจากมนตร์ดำและคำสาปแช่ง เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้จะหนีพ้นแสงสว่างไปได้ แม้แต่ความมืดมิดที่สุดก็ตาม—”


            อยู่ ๆ ดูซปัซเตรสซ์ก็หยุดนิ่งในท่ากางแขนไปข้างหน้า ชาวบ้านผงกหัวขึ้นมามองด้วยความสงสัยกัน ก่อนจะเหลือบมองไปด้านหลัง ตรงประตูทางเข้าโบสถ์ซึ่งมีแสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องเข้ามา มีเสียงกีบม้าหลายคู่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ครู่เดียวก็ปรากฎผู้ชายสามคน ทั้งหมดสวมผ้าคลุมสีน้ำเงินออกดำ กลางผ้าติดตราสัญลักษณ์ราชวงศ์เอลไลเวิร์ธ พวกเขามีฮู้ดปิดใบหน้า ยกเว้นคนที่ใกล้ประตูที่สุดซึ่งเป็นผู้ชายวัยกลางคนเจ้าของผิวสีเข้ม เขายกมือข้างขวาขึ้นเพื่อทักทายดูซปัซเตรสซ์


            คนของมาร์ควิส หลายเสียงกระซิบกระซาบ


            ไม่ทันที่ลิลี่จะได้ชะเง้อมองให้เห็นชัด ๆ ดูซปัซเตรสซ์ก็ส่งยิ้มตอบกลับอาคันตุกะที่ขี่ม้าไปอีกทาง เมื่อไม่มีคนมารบกวน การอวยพรยามเช้าก็ดำเนินต่อไป ลิลี่ขมวดคิ้วสงสัยเกี่ยวกับสามคนนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อดูซปัซเตรสซ์พูดปลอบประโลมเพื่อทลายความกลัวต่อข่าวลือเรื่องมังกร เธอก็เม้มริมฝีปากแน่นขณะรับฟังและมองใบหน้าชราภาพมีหนวดเคราสีขาวของนักบวช แล้วเธอก็ค้อมศีรษะ พลางบีบจี้สร้อยคอจนเหลี่ยมของไม้กดกับฝ่ามือ


            บทสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าถูกเอื้อนเอ่ยเป็นจังหวะเพลงส่งท้ายกิจกรรมในโบสถ์ยามเช้า



***



            “เดี๋ยวสิ เมื่อคืนเจ้าได้เจอเจ้าชายหรือ!” จูเลียน่าถามอย่างตื่นเต้นระหว่างเดินออกจากโบสถ์พร้อมกับชาวบ้านคนอื่น “โอ๊ย เล่าให้ข้าฟังทั้งหมดเลยนะ เดี๋ยวนี้เลย!


            ลิลี่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เพื่อนสาวฟัง ตั้งแต่เธอกลับไปทำงานที่คฤหาสน์ทัน ยืนเหม่อ และหันไปเจอเจ้าชายเรียก รวมถึงอีกครั้งหนึ่งที่พระองค์เข้ามาถามหาชาร์น็อคเซียซ์นิค จูเลียน่าตาลุกวาว “หล่อมากเลยใช่ไหม! ไม่ต้องตอบ ข้ารู้ว่าหล่อ” นางเหมือนสาวกของเจ้าชายทั้งสองพระองค์แห่งอาณาจักรแอเธลวิน ต่อจากนั้น ลิลี่ก็ตาเป็นประกายบ้างเมื่อได้เล่าถึงความหรูหราของงานเลี้ยง เธอไล่บรรยายรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงรายละเอียดใหญ่ ๆ ของชนชั้นสูง เสื้อผ้า และการเต้นรำ


            “อาหารล่ะ? เป็นอย่างไง เจ้าได้ลองกินบ้างไหม” จูเลียน่าถามต่อ


            ลิลี่ถอนหายใจ “ก็มีแต่ขนมปังขาวของเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์เท่านั่นแหละที่ข้าได้กิน”


            “โธ่ อะไรกัน น่าเสียดายจัง ข้าล่ะอยากรู้ชะมัดว่าอาหารที่ขุนนางกิน ๆ กันจะอร่อยขนาดไหนเชียว คงจะดีกว่าของที่เรากินทุกวันเยอะแยะ เนอะ?”


            ทั้งสองอมยิ้มไปหัวเราะคิกคักไปกับการจินตนาการถึงรสชาติอาหารแต่ล่ะอย่างที่ลิลี่ได้เห็นหน้าตา (อาหารบางอย่างเธอก็พอรู้ชื่อเรียกบ้าง) มันเป็นช่วงเวลาความสุขอันน้อยนิดระหว่างเดินกลับบ้านไปทำงานต่อจนกว่ามือจะแดงเถือกหรือใบหน้าจะเปื้อนเศษดิน ลิลี่กลืนน้ำลายหลายรอบเมื่อนึกถึงเนื้อหงส์ชุ่มฉ่ำ ลูกเกด จานทำจากขนมปังใส่ซุปกับสตูว์ เบียร์ และไวน์ส่งตรงมาจากอาณาจักรอื่นที่ขึ้นชื่อด้านทำไวน์ เธออดไม่ได้ที่จะลูบเอวของตัวเอง สัมผัสกระดูกสะโพกชัดเจน ทำให้เธอนึกถึงหุ่นมีน้ำมีนวลของเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์


            “นั่นคนของมาร์ควิสหน้าโบสถ์ตะกี้นี้นี่!” จูเลียน่าโพล่งขึ้น


            ลิลี่ปัดเส้นผมสีน้ำตาลลื่นเป็นมันให้พ้นหัวคิ้วขณะหรี่ตามองไปยังทิศทางดังกล่าว กระต๊อบของเธอคือหลังที่อยู่ติดกับลานหญ้าสำหรับตัดฟืนใกล้ป่าสนหนาทึบ วัวซึ่งเป็นรายได้และผลผลิตหลักกำลังแกว่งหางไปพลางเคี้ยวฟางในปากไปพลาง แต่ข้าง ๆ คอกของมันมีม้าแปลกหน้าสี่ตัว ห้อยเชือกและขนสัมภาระรุงรัง ผู้ชายร่างใหญ่สองคนยืนอยู่ตรงนั้น กำลังสนทนาหน้าดำคร่ำเครียดระหว่างจับจ้องไปยังหลังกระต๊อบ


มีเสียงร้องโวยวายของเด็กสาวดังขึ้น


            “เด็กคนนั้น” ลิลี่อ้าปากค้าง


            “ใคร? เด็กคนไหน?” จูเลียน่ารีบถามทันที “ใช่คนที่เจ้าเจอตอนหัวค่ำเมื่อวานหรือเปล่า!


            ลิลี่พยักหน้าเร็ว ๆ “คะ-คนนี้แหละ”


เด็กสาวผมดำยาวถึงเอวกำลังสะบัดตัวไปมา ทั้งดิ้นทั้งเตะ นางตะเบ็งเสียงเป็นภาษาประหลาดไม่หยุด จึงโดนผู้ชายคนที่สามซึ่งเพิ่งโผล่ออกมาจากข้างหลังกระต๊อบใช้มือที่สวมถุงมือสีดำสนิทปิดปาก นางกัดเข้าให้ และพยายามเอื้อมมือไปบีบคอผู้ชายคนนั้น ผู้ชายอีกสองคนกรูเข้าไปช่วยทันที แต่พวกเขากลับโดนผลักทิ้งอย่างง่ายดายราวกับมีแรงน้อยนิดเมื่อเทียบกับเด็กสาว นางขู่ฟ่อ ๆ พลางถีบหน้าอกคนที่สามให้ห่างจากตัว แต่ดูเหมือนคนนี้จะยันแรงไหว เขาคว้าข้อเท้านางให้เสียหลัก แล้วจัดการลากไปทั้ง ๆ ที่นางยังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นนั่นแหละ


            ใกล้จะถึงม้าทั้งสี่ตัว อยู่ ๆ เด็กสาวผมดำก็ตะโกนเป็นภาษาแอเธลวินว่านางยอมแพ้ ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน นางหยุดดิ้นและบ่นว่าหายใจไม่ออก พร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเป็นการยืนยันว่าหมดฤทธิ์แล้ว (“สำเนียงนางแปลกชะมัดเลย ว่าไหม” จูเลียน่าพึมพำ) ผู้ชายคนที่สามปล่อยข้อเท้านาง เด็กสาวผมดำจึงกระเด้งตัวขึ้นมา คงทีท่าเป็นมิตรได้แค่พริบตาเดียว วินาทีต่อมานางก็กระโจนไปหาผู้ชายคู่กรณีเพื่อจะชกทันที


            เด็กสาวชกไม่สำเร็จเมื่อผู้ชายคนที่สามหมุนตัวหลบอย่างง่ายดาย นางส่งเสียงแหลมใส่ ก่อนจะพุ่งไปหาม้าตัวที่ใกล้ที่สุด นางทำท่าจะปีนขึ้นไปนั่งจากฝั่งซ้าย แต่อยู่ ๆ นางก็กลิ้งหลุนไปลงฝั่งขวาแทนเพื่อหลบการจับกุมของผู้ชายอีกสองคน มีแต่คำหยาบในเวลานี้ เด็กสาวถีบยอดอกคนหนึ่ง แล้วหันไปแยกเขี้ยวจะขย้ำแขนอีกคน นางไม่ทันเห็นผู้ชายคนที่สามซึ่งเดินมาหยุดด้านหลังอย่างใจเย็น เขากระตุกไหล่นาง และนางก็ตกใจจัดจนสะดุดขาตัวเองเอาหัวฟาดกระบอกเหล็กบรรจุลูกธนูซึ่งแขวนไว้ตรงอานม้าอย่างแรง


            ข้าไม่ได้ตั้งใจผู้ชายคนที่สามพูดหน้าตาย


ลิลี่กับจูเลียน่าตกตะลึงยกมือปิดปาก เธอเหมือนเห็นประกายแก้วเล็ก ๆ บางอย่างกระเด็นออกจากขมับของเด็กสาวผมดำเพียงเสี้ยวพริบตา แต่ผู้ชายคนที่สามโยนผ้าคลุมผืนหนาคลุมร่างของนางเสียก่อน แล้วเขาก็ย่อเข่าให้ความสูงเท่ากับเด็กสาวที่ทรุดลงไปนั่งพิงต้นขาม้า ก่อนจะจัดการแบกนางขึ้นพาดไหล่ประหนึ่งแบกกระสอบ


            “มองอะไร?! ไม่มีงานไม่มีการทำกันเรอะ!” คนที่โดนถีบยอดอกหันมาตวาดใส่เมื่อสังเกตเห็นกลุ่มชาวบ้านที่หยุดดูกันอย่างสนใจ ลิลี่กับจูเลียน่าเผลอถอยกรูดเมื่อเขาทำท่าจะเดินเข้ามาหาเรื่องถึงที่


            “นอร์แมน” ผู้ชายที่รับหน้าที่แบกเด็กสาวผมดำเอ่ยเตือนเสียงต่ำ


            ลิลี่กับชาวบ้านคนอื่นมองคณะเดินทางสามคนขี่ม้าจากไปยังทิศทางของคฤหาสน์ด้วยความรู้สึกปนเป (เด็กสาวผมดำถูกมัดไว้บนม้าตัวที่สี่) เมื่อคนของมาร์ควิสอยู่ห่างไปพอสมควร ชาวบ้านก็เริ่มซุบซิบถึงความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทันที โจร? ฆาตกร? แม่มด? ลิลี่ยืนฟังการคาดเดาเงียบ ๆ ขณะกำสร้อยคอไว้แน่น ความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาฉับพลัน เด็กสาวผมดำคนนั้นอันตรายอย่างที่เธอคิดไว้จริง ๆ ด้วย



***



            หลังจากเพ่งมองอานม้าสีน้ำตาลเข้มตัดกับร่างกำยำขาวของม้าโดยไม่กะพริบตาหลายนาที อากาเบลก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างจำนน เธอตะแคงมองพื้นหญ้าซึ่งขยับขึ้นลงตามจังหวะการเดินของม้า รู้สึกอยากอาละวาดและสบถด่าทุกอย่างที่ขวางหน้ายิ่งนัก แต่จะไปทำอะไรได้ล่ะในสภาพอเนจอนาถที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเพทราดีแบบนี้! (ได้โปรด ท่านราชามังกรผู้อยู่เหนือทุกสิ่งทั้งมวล อย่าลงโทษข้าไปมากกว่านี้เลย เธออ้อนวอนในใจ)


แผนวิ่งหนีล้มเหลวทุกครั้ง รอบแรกเธอโดนไพล่หลัง รอบที่สอง หลังจากอัศวินตาฟ้าพูดประโยคประมาณเธอคงไม่อยากให้มันตายหรอกจบ เธอก็ดีดเท้าเตะขามันอย่างแรง แล้วสะบัดตัวจะกระโจนไปอีกทาง จึงโดนบิดแขนซ้ายจนเธอหลุดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ไป ๆ มา ๆ เธอก็เลยโดนเชือกมัดตรงลำตัวติดกับม้า ทำให้ขณะนั่งก็ต้องแนบทั้งร่างนอนลงไปด้วย มีผ้ามัดปากไม่ให้เธอโวยวายจะขู่ฆ่า (กลายเป็นเสียงอู้อี้แทน) และผ้าคลุมปิดทั้งตัว ยิ่งเห็นขาสองข้างห้อยต่องแต่งตกข้างม้า ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนกำลังขนย้ายศพจนชาวบ้านผู้หญิงบางคนส่งเสียงหวีดเบา ๆ ใส่


            สาบานได้เลยว่าเธอพยายามแปลงร่างเป็นมังกรหลายครั้ง แต่ไม่ว่าอย่างไร เรี่ยวแรงของเธอก็จะถูกสูบหายไปจนหมด และเธอก็จะแทบเดี้ยง มีอิสระในการเลือกร่างที่จะอยู่ก็จริง แต่สงสัยต้องมีพลังงานเพียงพอด้วย ยอดเยี่ยมไปเลย


            บทสนทนาในหมู่ผู้ชายสามคน (สองในนั้นคงเป็นผู้ติดตามของอัศวินตาฟ้า) เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้อากาเบลไม่เบื่อไปมากกว่านี้ เพราะเธอกำลังทึ่งที่ตัวเองค่อย ๆ ฟังประโยคยาวเหยียด ซับซ้อน และเต็มไปด้วยคำศัพท์ยาก ๆ ของภาษามนุษย์ออก มันมาพร้อมกับอาการปวดหัวรุมเร้าโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอนิ่วหน้าเมื่ออยู่ ๆ หัวก็ตื้อ ขาวโพลน ก่อนมันจะ—


“นางแรงเยอะกว่าที่ข้าคิดเสียอีก” เสียงหนึ่งดังแทรกความคิด


            อากาเบลหูผึ่งทันทีที่ได้ยินภาษามนุษย์ชัดเจน


            “ท่านไว้ใจนางหรือ” ผู้ติดตามอีกคนถามอย่างกังวล แต่น้ำเสียงแข็งกร้าว “แค่นี้นางก็อันตรายพอแล้ว”


            “นักฆ่าอันตรายอย่างนี้เสมอ” อัศวินตาฟ้าตอบ เรียกให้อีกสองคนร้องเสียงหลงอย่างไม่เชื่อหูพร้อมกัน


            อากาเบลดิ้นขลุกขลักอย่างเดือดดาล แต่ก็ไร้ผล เลยส่งเสียงอู้อี้สาปแช่งแทน ไม่มีใครสนใจเธอ (“ท่านล้อเล่นอีกแล้วใช่ไหม!” เสียงหนึ่งตะโกนถาม) สักพักบทสนทนาก็เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นเรื่องงานเลี้ยงเมื่อคืน อัศวินตาฟ้าถูกตื๊อถามนานจนเธอนึกรำคาญแทนว่ามันหายไปไหนช่วงที่มีการอ่านคำอวยพรจากตระกูลดัง ๆ มันตอบว่าออกไปเดินเล่นมา


            “ชาวบ้านลือกันทั่วว่าเมื่อคืนพบมังกรตัวใหญ่สีดำน่ะท่าน มันไล่กินวัวไปหลายบ้าน แต่ข้าไปตรวจดูแล้วก็พบว่าเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ไอ้มังกรกินวัวน่ะ เสียเวลาสิ้นดี”


            “มันตกลงไปในป่าข้าง ๆ นี่เอง ต้นไม้หักเป็นแถบ สะพานข้ามมาหมู่บ้านก็พัง” ผู้ติดตามอีกคนเสริม “แต่ไม่มีใครเจอร่างของมันเลย ท่านอัศวิน”


“ชาวบ้านละเมอเห็นฝูงหมีที่มาเกาหลังกับต้นไม้เป็นมังกรรึเปล่า พวกมันชอบเพ้อเจ้อจะตายไป”


            “นอร์แมน เจ้าควรจะ


            “ข้าทราบเรื่องนี้เช่นกัน” อัศวินตาฟ้าขัดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “เมื่อคืนข้าก็ได้ยินเสียงคำราม”


            โกหก! อากาเบลอยากโต้ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าหากพูดถึงการต่อสู้เมื่อคืน ดูอย่างไรอัศวินตาฟ้าก็มีหลายช่วงให้คุยโวอยู่เยอะทีเดียว เธอจึงกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือดเพื่อเก็บกดความโกรธ แล้วยอมนอนนิ่งตลอดการเดินทาง กระทั่งมาถึงที่หมายซึ่งเป็นคอกม้าอับ อัศวินตาฟ้าก็ดึงผ้าคลุมบนตัวเธอทิ้ง เธอจึงเห็นกองฟางรอบผนังทำจากท่อนซุงไม้ หน้าต่างไร้บานทรงสี่เหลี่ยมเล็กอยู่สูงเกินกว่าจะปีนออกไปได้ ม้าหลายตัวยืนอยู่ข้างในสุดของคอกม้าซึ่งมีไม้กั้นไม่กี่แผ่นตอกไว้เพื่อบอกพื้นที่ ข้างหน้าพวกมันมีถังไม้ใส่น้ำตั้งไว้อยู่ ในนี้อากาศแออัดจัด มีแต่กลิ่นเหม็นของเนื้อตัวม้า ทำเอาเธอเหงื่อไหลซึมทั่วแผ่นหลัง


ผู้ติดตามสองคนลงจากหลังม้าไปยืนเฝ้าประตูทางเข้าคอกซึ่งมีแสงแดดส่องผ่านซอกรูไม้เข้ามา เหลือแต่อัศวินตาฟ้าที่กำลังปลดเชือกให้ เมื่อร่างกายเป็นอิสระ อากาเบลก็ดึงผ้าปิดปากโยนทิ้งพื้นอย่างหงุดหงิด เท้าเหวี่ยงไปมา แล้วเธอก็กำหมัดแน่นขณะหันไปถลึงตาใส่คู่กรณี


            “อย่าได้คิด” มันเตือนเสียงต่ำ


            เธอไม่ฟัง เลยโดนจับไหล่ลากทั้งร่างตกหลังม้าไปกระแทกพื้นจนฝุ่นตลบในท่านอนหงายทันทีที่เธอตัดสินใจจะพุ่งไปรัดคอ ผู้ติดตามถามถึงความปลอดภัยของอัศวินตาฟ้าพร้อมเพรียงกับเสียงดึงดาบกันจ้าล่ะหวั่น พวกมันไม่ได้เดินเข้ามา เธอจึงไอค่อกแค่ก พลางพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อแม้แผ่นหลังจะเจ็บระบมก็ตาม


อัศวินตาฟ้ากำลังจ่อปลายดาบกับลำคอของเธออยู่


            “ทำอย่างกับดาบมนุษย์จะทำอะไรข้าได้” อากาเบลเยาะเย้ย พลางจ้องเล่มโลหะตรงหน้าด้วยความขบขัน


            “ถ้าเป็นเรื่องนั้น ข้ามีเวลาทั้งวันให้เจ้าลองทดสอบดู”


            เธอโกรธจนตัวสั่นที่ถูกท้าทาย แถมยังยิ่งโมโหเมื่ออีกฝ่ายพยายามจะทำดีโดยการพูดช้า ๆ ด้วย ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่จินตนาการถึงสภาพศพเละเทะที่น่าจะเป็นไปได้ของอัศวินตาฟ้า เธอลุกพรวดทันที ก่อนจะชะงักกลางคันเมื่อโดนแนบดาบเย็นเฉียบกับคอหอย


            อัศวินตาฟ้าเลิกคิ้วใส่ “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าอาวุธมนุษย์ทำอะไรเจ้าไม่ได้”


            “โอ้? ลืมกริชเมื่อคืนไปแล้วรึไง” เธอตอกกลับ


            มันเงียบและหันหน้าไปทางอื่นเพื่อใช้ความคิด ถึงกระนั้นก็ยังกดปลายดาบไว้ไม่ให้อากาเบลคิดขยับตัวหนี เธอส่งเสียงขู่ลอดไรฟันใส่ แต่ก็อดจ้องดาบอย่างสนใจไม่ได้ระหว่างแอบใช้ปลายนิ้วแตะตรงส่วนคมเล่น เพิ่งจะได้เห็นใกล้ ๆ ก็ตอนนี้แหละ— เธอรีบหดนิ้วเป็นกำมือแทนเมื่ออัศวินตาฟ้าหันกลับมาสบตา


            “คุยเรื่องนี้ไปก็เปล่าประโยชน์” มันสรุปพร้อมเก็บดาบ “เจ้าต้องการอาหารกับน้ำไหม”


            เสียงม้าฟึดฟัดจากเบื้องหลังดังชัดในโสตประสาทหู อากาเบลทำหน้าเหลอหลา ทันใดนั้นท้องเจ้ากรรมก็ส่งเสียงร้องโครกครากขึ้นมาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะกินขนมปังไปไม่นาน เธอกำลังจะผงกหัวแล้ว แต่สติยับยั้งความหิวไว้ก่อน เธอจึงรีบหยัดกายขึ้นมาถ่มน้ำลายใส่รองเท้าบูทของอัศวินตาฟ้าเพื่อกลบเกลื่อนความขายขี้หน้าของตนทันที


            เกิดความเงียบขึ้น


ผู้ติดตามสองคนตรงประตูคอกม้าทำหน้างงสุดขีดในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธจัดเหมือนถูกหยามเสียเอง คนหนึ่งกระทืบเท้าจะปรี่มาเตะเธอให้ได้


            “นอร์แมน นางยังไม่คุ้น” อัศวินตาฟ้าออกคำสั่งเสียงเรียบ แล้วมันก็เอียงคอพูดกับอากาเบลระหว่างพยายามกลั้นหาว (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง) “เจ้าต้องเรียนรู้มารยาทเพิ่มอีกมากหากคิดจะอยู่ที่นี่...”


            “ข้าจะอยากอยู่อาณาจักรโสโครกของพวกขยะไปทำไม!


            มันเมินเธอไปดื้อ ๆ “...และคงจะดีมากหากเจ้าไม่เผลอทำกิริยาแบบนั้นใส่กับคนอื่นอีก”


            อากาเบลหัวเราะแล้วทำเป็นหูทวนลม


            “ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าต้องการอาหารกับน้ำหรือไม่”


            เธอหยุดหัวเราะกลางคัน ก่อนจะเค้นเสียงต่ำตอบ


            “ไปตายซะ”


            อีกฝ่ายจ้องหน้าเธอเป็นนาที ก่อนมันจะเดาะลิ้น “ตามที่เจ้าปรารถนา”



***



            แน่นอนว่าหลังจากนั้นอัศวินตาฟ้าก็ยอมปล่อยเธอไว้คนเดียวแต่โดยดี (“ขอให้โชคดีแล้วกันนังหนู รู้ไหมว่าเขารับงานทรมานเหยื่อเป็นประจำ” ผู้ติดตามที่ชื่อนอร์แมนเข้ามาเยาะเย้ย) มันไม่ลืมลงกลอนประตูจากด้านนอก พออากาเบลได้ยินเสียงท่อนไม้ถูกวางขวางประตู เธอก็รีบวิ่งไปรัวกำปั้นยกใหญ่ทันที เธอโวยวายว่าจะฆ่ามันให้ได้ แต่ไม่มีคำตอบลอดร่องไม้กลับมา


เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เธอถึงยอมแพ้


            อากาเบลถูกขังอยู่ในคอกม้านานหลายชั่วโมง ยามค่ำมาถึง มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงข้างนอกลอดใต้ประตูเข้ามา อากาศเย็นขึ้นหลายเท่าตัว ริมฝีปากของเธอแห้งแตก ตาลายเห็นขี้ดินบนพื้นเป็นรอยเลือดของเหยื่อคนเก่า ๆ ที่อัศวินตาฟ้าเคยทรมาน เธอกลอกตา คิดว่าโดนขู่อย่างนั้นแล้วเธอจะกลัวรึไง ระหว่างนั้นเธอบรรเทาท้องด้วยการดื่มน้ำในถังโดยไม่สนใจว่าจะมีน้ำลายของม้าอยู่หรือไม่ จากนั้นก็ขดตัวนอนเป็นก้อนกลม ๆ ตรงกองฟาง


            ที่จริงแล้ว เธอไม่เสียใจที่ปฏิเสธไป กลับดีใจเสียอีกที่ตัวเองยังคงสติและเกียรติของมังกรไว้ได้ อาหารจากมือศัตรูอย่างอัศวินตาฟ้าที่ควักดวงตาข้างขวาของเธอไปน่ะหรือ ไม่มีทาง พ่อตะปบเธอคว่ำแน่ และเธอคงจะเกลียดตัวเองพอ ๆ กับเกลียดมันหากยอมรับความช่วยเหลือมา หากเธอจะหิวตายก็คงเป็นเกียรติยศอันยอดเยี่ยมในชีวิตที่พังวายวอดไปแล้ว ถึงแม้อย่างน้อยเธอยังอยากเอาไอ้อัศวินตาฟ้าตายตามไปด้วยก็เถอะ


            มีเสียงประตูขูดกับพื้น และแสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ของวันใหม่ก็สอดส่องผ่านเข้ามา อากาเบลสะลึมสะลือยกมือบังคิ้วระหว่างเบิ่งตามองว่าเป็นมนุษย์คนไหน มีสามคน ไม่คุ้นหน้าไปสอง หนึ่งในนั้นคืออัศวินตาฟ้าที่ยังสวมฮู้ดสีดำเหมือนเดิม มันกำลังยืนมองเธอสลับกับถังน้ำที่กองระเนระนาดทั่วคอกม้าอยู่ เธอหน้าหงิกทันที ก่อนจะเหล่มองคนรับใช้เดินเข้ามาจัดการเติมน้ำกับขนกองฟางมาให้ม้าทั้งหลายอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ อัศวินตาฟ้าหาวรอจนคอกม้าเหลือแค่เธอกับมัน


“อาหารกับน้ำ?” มันถาม


แน่นอนว่าคำตอบของอากาเบลที่ยังเชิดหน้าและผายอกอย่างหยิ่งยะโสก็ยังเป็นการไล่ไปตายอยู่ดี


            และเธอก็ถูกขังในคอกม้าต่อไป


ในนี้คงสะอาดกว่าที่ตาเห็น เลยไม่มีหนูผลุบ ๆ โผล่ ๆ มาสักตัว อากาเบลพิจารณาเนื้อม้าเหมือนกัน แต่คงโดนมันเตะเสียก่อน ยังมีมนุษย์เดินเข้ามาในคอกม้าอีกหลายรอบ บ้างก็มาตรวจสอบถังน้ำกับฟาง บ้างก็มาจูงม้าออกไป ตกเย็นก็พากลับเข้ามา เธอใช้โอกาสนั้นหนีไม่ได้ ในเมื่ออัศวินตาฟ้ายืนทำหน้าซังกะตายดูสถานการณ์จากข้างนอกอยู่ มันวางมือไว้ที่ฝักดาบด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่เตรียมพร้อมจะปาดาบทั้งเล่มใส่หากเห็นเธอเผ่นแน่บ


            อากาเบลแว่วบทสนทนาของมนุษย์คนอื่นบ้างในบางช่วงที่ประตูคอกม้าถูกปิดไว้ คงเป็นบรรดาคนรับใช้ทั้งหญิงและชาย ไม่คุยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันก็เป็นการซุบซิบข่าวคราวของคนอื่น ที่น่าสนใจที่สุดก็คงเป็นประโยคว่า “ใช่ ข้าว่าอีกไม่นานเขาก็ต้องไปเหมือนกัน อ๋อ นั่นแหละ ฝั่งตะวันออกน่ะ” อาณาจักรมนุษย์กำลังมีสงครามอยู่? เธอตรึกตรองประโยคดังกล่าวเพื่อหันเหความสนใจไปจากความแสบไส้ เธอหลับได้ครู่เดียวก็สะดุ้งตื่นตลอด ขยับนิ้วแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ หัวก็ปวดระบม


เมื่อเช้าวันที่สองมาถึง ก็เหมือนกับแสงสว่างที่เธอต้องยอมรับ คนรับใช้เดินเข้ามาดูแลอาหารการกินให้ม้าเหมือนเดิม คราวนี้เธอได้แต่นอนนิ่งขบเขี้ยวขณะจ้องอัศวินตาฟ้าที่ไม่รู้ว่ากำลังสะใจกับมังกรที่ไม่เคยอดอยากมาก่อนหรือเปล่า


            มันไม่ได้ถามเธออีก


เวรแล้วไง อากาเบลกลัวสุดขีด เธอเริ่มอ้อนวอนราชามังกรให้ประทานอะไรก็ตามที่กินได้มาให้ทันที เป็นครั้งแรกที่เธอทำพิธีสักการะทุก ๆ ห้านาทีในท่านอนหงาย กางแขนขาและกวาดขึ้นลงอย่างกับกำลังนอนเล่นในหิมะ เธอพยายามข่มตาหลับอีกรอบเพื่อบรรเทาความหิว ลมหายใจซึ่งช้าลงเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนตัวนับเวลาโทษประหารชอบกล จริง ๆ นะ ถ้าเธอรอดตายครั้งนี้ เธอจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องหิวจนไส้กิ่วอีก


            “มังกร” มีเสียงเรียก


            อัศวินตาฟ้ากลับมาพร้อมจานเก่า ๆ กับกระติกน้ำทำจากกระเพาะแพะ


“รีบกินซะ ข้าจะได้คุยเรื่องสำคัญเสียที”


            ถึงแม้อากาเบลจะน้ำลายสอจนต้องก้มเช็ดกับเสื้อตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่ยอมแตะอาหาร มัวแต่ถลึงตาใส่คู่กรณีสลับกับประตูทางเข้าคอกม้า มันเลิกคิ้ว พูดว่า “เชิญ” แล้วเดินออกจากคอกม้าไปพร้อมปิดประตูแต่ไม่ลงกลอน เธอลืมตัวฉีกยิ้มกว้าง แล้วค่อย ๆ ยันกายขึ้นมามองจานตรงหน้าซึ่งมีขนมปังหนึ่งก้อน ลูกเบอร์รี่สีม่วง และเนื้อซี่โครงสีชมพูที่ด้านนอกเป็นสีน้ำตาลเข้มเยาะเกลือส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ท้องร้องโครกครากดังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เมื่อเธอเริ่มเขมือบอาหารอย่างรวดเร็ว


            หวังว่าพ่อกับราชามังกรจะไม่ถือสา (ไหน ๆ ทั้งคู่ก็ไม่เห็นเธอตอนนี้) ปกติเธอได้ล่าสัตว์กินทุกมื้อมาตลอดหกสิบกว่าปีแท้ ๆ พอออกมานอกสเนียเซนี่ตัวเดียวเท่านั้นแหละ... เธอย่นจมูกใส่ชะตาชีวิตของตัวเอง หลังจากกลับมาแข็งแรงดังเดิมแล้ว เธอจะไล่เก็บบัญชีพวกมนุษย์ให้สาสมกับที่เก็บกดมานานอย่างแน่นอน พ่อจะต้องเข้าใจเธอสิ


            อากาเบลขยับไปนั่งพิงกองฟาง พลางลูบท้องเต็มอิ่มด้วยความพึงพอใจ เธอยกจานขึ้นมาหมุนดูลายสีอ่อนเล่น มนุษย์เรียกว่าภาชนะสินะ? ก่อนจะปาใส่ผนังอีกฝั่งจนจานแตกละเอียดทันที เสียงของมันช่วยคลายความเครียดลงอย่างรวดเร็ว เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ ด้วยความเพลิดเพลิน


            ประตูคอกม้าขยับเปิดฉับพลัน


            อัศวินตาฟ้าก้าวเท้าเข้ามาคนเดียว มันสังเกตเห็นเศษจานทางขวามือก่อนเป็นอันดับแรก อากาเบลหุบยิ้ม สีหน้าอารมณ์ดีเปลี่ยนเป็นสีหน้าบึ้งตึงอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อทุกส่วนของเธอแข็งเกร็ง เตรียมพร้อมจะลุกสู้ตามสัญชาตญาณ


“ที่เจ้ากัดข้าคืนก่อนหน้า” มันเริ่มต้น “เจ้าดื่มเลือดข้าไปบ้างใช่ไหม”


            อากาเบลขมวดคิ้ว ก่อนจะสั่นหัวปฏิเสธคำถามและเชิดคางใส่อย่างทะนงตัว แต่พอโดนกดดันทางสายตาหนักข้อเข้า เธอจึงยอมนึกย้อนเหตุการณ์กลับไป รสเลือดปรากฎชัดเจนในความทรงจำ เธอจึงพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันไปมองม้าสีน้ำตาลเข้มซึ่งกำลังเคี้ยวฟางอยู่ข้างหลัง


            “นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเจ้าถึงฆ่าข้าไม่ได้ในคืนนั้น” อัศวินตาฟ้าสรุป


            “ข้าทำได้!” เธอรีบแย้ง


            “ไม่ได้อีกแล้ว” มันย้ำเสียงหนัก “เจ้าไม่สามารถเข้าใกล้ข้าได้ หากมีจุดประสงค์จะฆ่าข้า”


            “ไร้สาระ!” เธอว่า เผลอปัดกองฟางกระจาย


            เรื่องตลกที่มันตั้งใจยั่วโมโหเธอชัด ๆ!


อากาเบลกดเล็บกับต้นขาตัวเองเพื่อระบายอารมณ์เดือดดาล เธอพยายามบังคับลมหายใจให้ช้าลง แต่มันลำบากยิ่งนักในเวลานี้ เธอนึกถึงคืนที่เธอควรจะฆ่าอัศวินตาฟ้าสำเร็จอีกครั้ง คืนนั้น แค่เธอจะพุ่งไปทางที่มันยืนอยู่ เธอก็เหมือนกลายเป็นอัมพาตไปซะงั้น และที่เธอดื่มเลือดมันไปคือต้นเหตุงั้นเหรอ?


            เหลวไหลทั้งเพ!


            “เลือดของข้าไม่ใช่สาเหตุหลัก” อัศวินตาฟ้าอธิบายต่อ “แต่เป็นตัวกลางที่ทำให้พันธสัญญาชีวิตเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น”


            “พันธสัญญา—”


            อากาเบลหลุดขำออกมา ก่อนใบหน้าจะกลายเป็นสีแดงเข้ม เธอลุกพรวด ตั้งใจจะเดินตรงไปกระชากคอเสื้อคู่สนทนามาทุบกับผนังไม้จนกว่ามันจะตาย – หรือจนกว่าเธอจะพอใจ – แต่ร่างกายกลับหยุดชะงักอยู่ที่เดิมไม่กี่ก้าวจากอีกฝ่าย เธอหลุบตาต่ำมองระยะห่างเพื่อไม่ให้อัศวินตาฟ้าเห็นสีหน้าซีดเผือดของตัวเองทันที


            “เจ้ารู้ได้อย่างไงว่ามันคือพันธสัญญาเวรอะไรนั่น?” เธอพูดเสียงสั่น ขาก้าวถอยหลังออกห่างโดยไม่รู้ตัว “ถ้าเจ้ารู้ว่ามันคือพันธสัญญา งั้นเจ้าก็ต้องรู้วิธีทำลายมัน ใช่ไหม เจ้าต้องรู้!


            “เป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายพันธสัญญาชีวิต”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #859 tingerbel (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 13:36
    ชอบฉากตอนอากาเบลโดนหิ้วขึ้นม้ามาก พยศสุดไปเลย ชอบความกวนตีนแบบเงียบๆของพ่ออัศวินของเรา ถ้าเป็นอากาเบลก็หงุดหงิดเหมือนกัน
    #859
    0
  2. #762 minggg- (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 02:41
    อ้าว สรุปไปทำพันธะร่วมโดยบังเอิญแล้วเหรอเนี่ยยยย
    #762
    0
  3. #444 nquark (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 13:35
    เห็นว่ารีไรท์เลยย้อนมาอ่าน จากฉากซีเรียสของอากาเบล กลายเป็นตลกขำๆเลย 5555
    #444
    1
    • #444-1 kachelya(จากตอนที่ 5)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:58
      ทำไมเป็นฉากตลกไปได้ง่ะ โอ้ย 5555
      #444-1
  4. #27 disastrechalala (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 / 02:46
    หาเรื่องจริง ๆ เลยนะนี่ ยังไม่รู้เรื่องอะไรก็หนีออกมากลางแดนศัตรูเอง มั่นใจตัวเองอย่างนี้เจอเรื่องแน่นอนครับ 555 สนุกจริง จะคอยติดตามนะครับ
    #27
    0
  5. #24 kamisamak (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 21:24
    สนุกครับ อ่านรวดเดียวเลย
    #24
    1
    • #24-1 kachelya(จากตอนที่ 5)
      14 พฤษภาคม 2558 / 16:06
      ขอบคุณมากค่า ดีใจที่ท่านเห็นว่าสนุกจนอ่านรวดเดียว ;w;
      #24-1
  6. #13 pokoopong (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 / 19:40
    สนุกมากเลยคะ

    รอติดตามต่อๆ 

    >w<


    #13
    1
    • #13-1 kachelya(จากตอนที่ 5)
      12 พฤษภาคม 2558 / 11:42
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า ดีใจที่มารอติดตาม TvT
      #13-1
  7. #11 satanmoe (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 / 17:39
    ค้างง 
    สนุกค่ะ รอตอนต่อปายยย!>v<
    #11
    1
    • #11-1 kachelya(จากตอนที่ 5)
      12 พฤษภาคม 2558 / 11:42
      ขอบคุณมากค่า XD จะรีบปั่นเลย
      #11-1