Draconic Chronicle

ตอนที่ 42 : III-42: Ghost of the Gone Man

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    1 ก.พ. 60



ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^

42


            อากาเบลพยายามผ่อนลมหายใจให้ช้าลงขณะก้าวปีนบันไดขึ้นไปทีละขั้น แสงสว่างเจิดจ้ากลืนกินการมองเห็นไปเสียหมด อากาศตรงนี้อุ่นขึ้นเหมือนอยู่กลางฤดูร้อน ความอับชื้นเจือจาง อีกไม่กี่ก้าวก็น่าจะถึงจุดหมายปลายทาง เธอกลืนน้ำลายระหว่างก้มมองความมืดเบื้องล่าง เปล่าเลย ความสูงน่าหวาดเสียวไม่ทำให้เธอกลัวจนเหงื่อซึมทั้งตัว

            นี่คือการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าชัด ๆ เธอมองไม่เห็นแล้วว่าจะเอาชนะฟอร์เซเคนได้อย่างไง

            ก่อนหน้านี้ยาโรเมียร์ยังหัวเราะพอใจอยู่เลยตอนที่ปรึกษากันถึงวิธีจัดการฟอร์เซเคน แต่อากาเบลไม่คิดว่าการตัดหัวจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง มันอาจจะเป็นอมตะจริง ๆ อาจจะต้องใช้ราชามังกรเหมือนกันในการฆ่าด้วยซ้ำไป แล้วเธอกับยาโรเมียร์เป็นแค่เพทราดีที่ตัวเล็กกว่า เกล็ดก็ห่วยกว่า ไม่มีทาง ต่อให้สองรุมหนึ่งก็คงแพ้อยู่ดี

            หนี หนีเท่านั้น

            อากาเบลกระโจนวิ่งเข้าไปในแสงสว่าง เธอเห็นบานประตูเลือนลางตรงหน้า จึงตัดสินใจยกเท้าถีบเต็ม ๆ มันดังตึงเพราะถูกลงกลอนจากข้างใน แต่เธอขบกรามแล้วลงแรงยันประตูเพิ่ม บานไม้สั่นสะเทือน ก่อนในที่สุดมันจะกระเด็นเข้าไปข้างใน พร้อมกับมีเสียงอะไรบางอย่างแหวกอากาศพุ่งออกมาหา

            ลูกดอกหน้าไม้ชนเข้ากับไหล่ของเธอเต็ม ๆ แล้วมันก็กระดอนตกลงไปนอนแอ้งแม้งบนเท้าเมื่อไม่สามารถทะลุเกล็ดสีเงินเข้าไปได้

            “ขะ-ขอโทษ! อากาเบล ข้านึกว่า--นึกว่ามีทหารจะเข้ามาจับตัวไป” กิลเบิร์ตโวยวายเสียงอ่อย

            “เป็นบ้ารึไงวะ!

            “ข้าไม่ได้ตั้งใจ!

            เด็กสาวสบถสาบานใต้ลมหายใจ พลางก้าวเหยียบบานประตูเข้าไปในห้องที่เหมือนหลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง มันคือห้องธรรมดาในพระราชวังที่ยังไม่ถูกครอบงำโดยเวทมนตร์ลวงตา สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเขาวงกตยังอยู่คือแสงสีขาวสว่างจ้าซึ่งสาดส่องเข้ามาในห้องนี้ กิลเบิร์ตยืนประทับหน้าไม้มองตรงมาด้วยความสับสน เขาสะพายย่ามหนังไว้ตรงเอว

            “เจ้ารู้จักวังนี้ดีใช่ไหม” อากาเบลตรงไปดึงแขนเขา “ชี้ทางออก เราจะหนีไปที่อื่นกัน”

            น่าประหลาดที่กิลเบิร์ตไม่สติหลุด เขาผงกหัวเหมือนเข้าใจสถานการณ์โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมทันที

            “ข้ารู้ว่าเจ้าจะช้าเป็นเต่า ฉะนั้นก็รีบเลือกมาว่าจะให้ข้าอุ้มแบบไหน” อากาเบลถาม

            “เอ๋?”

            ชักช้า! เธอต่อว่าเขาในใจ ก่อนจะรวบร่างสูงกว่าขึ้นพาดบ่าทันที กิลเบิร์ตร้องเสียงหลง มือกอดหน้าไม้ไว้แทบไม่ทัน น้ำหนักของเขากดทับสัมภาระกับดาบบนแผ่นหลังของเธอจนเจ็บ เธอสบถอีกรอบ แล้วเร่งวิ่งย้อนลงบันไดไปอย่างระมัดระวัง กลิ่นชื้นของเลือดโชยมาแตะจมูกอีกครั้ง เสียงของการต่อสู้ข้างล่างสุดยังคงดังสนั่น ไม่มีท่าทีจะจบง่าย ๆ

            “บอกทางมาเร็ว!” เธอตะเบ็งเสียง “ทางออกอยู่ตรงไหน!

            “มัน...“

            เพราะรีบสับเท้าลงบันไดเร็วเกินไป ในหูของอากาเบลจึงมีแต่เสียงเส้นเลือดเต้นตุบ ๆ จนเธอไม่ได้ยินประโยคของกิลเบิร์ต เธอยกมือข้างที่ว่างปาดเหงื่อบนหน้าผากทิ้ง มันแทบจะไหลท่วมขนตาเธอไปหมดแล้ว เธอต้องอ้าปากคว้าอากาศหายใจแทนจมูก หัวใจเต้นรุนแรง ความสูงลดลงไปเรื่อย ๆ อีกไม่กี่นาทีเธอก็จะถึงพื้นข้างล่างสุด

            “อากาเบล!” กิลเบิร์ตร้อง “หยุดก่อน หยุด”

            เธอหยุดทันที

            “ไหนทางออก?!

            “ไม่ใช่ ข้า-ข้าไม่รู้จักที่นี่ มันที่ไหนกันน่ะ?”

            “หา?”

            อากาเบลหันไปขมวดคิ้วใส่

            “หมายถึงอะไร? นี่ก็พระราชวังของเจ้าไง...” เธอเงียบไปด้วยความตกใจจัด “เดี๋ยว เจ้าเห็นที่นี่เป็นอย่างไง”

            “อะไรนะ?”

            “พูดมาว่าเจ้าเห็นอะไรบ้างตอนนี้!

            แล้วสิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น กิลเบิร์ตอธิบายสถานที่นี้เหมือนอย่างที่เธอเองก็กำลังเห็นอยู่ แม้เธอจะคาดหวังว่าเขาจะเห็นรายละเอียดที่แปลกไป แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น เขาแหงนหน้ามองรูปปั้นพระแม่เยเรน่า พลางอ้าปากกว้างกับความมโหฬาร พอเธออธิบายถึงกลไกเวทมนตร์ลวงตากลับ เขาก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งได้ฟังเรื่องตลกและน่ากลัวที่สุดพร้อม ๆ กัน เพราะภายในสถานที่ไร้แบบแผนนี้ เขาต้องจำประตูทางออกให้ได้

            “เจ้าใช้ชีวิตในพระราชวังนี่มาตั้งแต่เกิด เจ้าต้องจำได้สิ!” อากาเบลกดดัน

            “ข้าพยายามนึกอยู่!

            “เร็วเข้า! เดี๋ยวยาโรเมียร์จะตายเอาซะก่อน”

            เธอพูดเกินจริงไปสักหน่อย เพราะยาโรเมียร์เพิ่งจะโจมตีฟอร์เซเคนจนศัตรูซวนเซ

            กิลเบิร์ตนวดขมับ “มัน-มัน-มีประตูใกล้ ๆ หุ่นใส่เกราะ อีกฝั่งเป็นหน้าต่าง หุ่นพวกนั้นถูกเปลี่ยนที่รึเปล่า”

            “อยู่ที่เดิมตลอด”

            “งั้นก็น่าจะเป็นทางนั้น” เขาชี้นิ้วไปอีกฝั่งของบันได หุ่นสี่ตัวอยู่ในสภาพถูกผนังบีบอัด เลือดไหลทะลัก

            ความหวังกลับมาอีกครั้ง อากาเบลหยุดหอบแล้ววิ่งลงบันไดต่อทันที

            “พอถึงพื้น ข้าจะเรียกยาโรเมียร์ แล้วเจ้าก็วิ่งนำไปยังทางออกนั่นเลย เข้าใจใช่ไหม” เธอรีบแจกแจง “ไม่ต้องหันกลับมามอง วิ่งหน้าตั้งไปเลย ควานหาประตูให้เจอ ข้ากับยาโรเมียร์จะคุ้มกันหลังให้ ประตูเปิดแล้วก็ตะโกนเรียกด้วย ข้าจะไปช่วยเจ้าข้างหน้า เผื่อมีทหารดักรออยู่--”

            เธอหยุดชะงักอยู่กับที่

            “เป็นอะไรรึเปล่า” กิลเบิร์ตถามเสียงสั่น “เจ้าโดนยิงเหรอ”

            “หา? ไม่ใช่! ข้าต้องทำลายอะไรบางอย่างก่อน ฉะนั้นเราจะเปลี่ยนแผน”

            “เปลี่ยนแผน? เดี๋ยว เจ้าต้องไปไหนน่ะ”

            อากาเบลปล่อยกิลเบิร์ตลง ก่อนจะหันไปกำไหล่เขาไว้แน่น นัยน์ตาสีเขียวของเขามองเลิ่กลั่กไปมาอย่างสับสน

            “เจ้าลงไปข้างล่าง พอข้าเรียกยาโรเมียร์ เจ้าก็วิ่ง ทำเหมือนอย่างที่ข้าบอกไว้ก่อนหน้านี้” เธอพูด

            “ละ-แล้วเจ้าล่ะ?”

            เธอเมินคำถาม “เอาหน้าไม้กับลูกดอกมาหนึ่งดอก”

            “เอาไปทำไม”

            “เอามาเถอะน่า!

            กิลเบิร์ตดึงสายหน้าไม้ให้พ้นศีรษะทันที แล้วเขาก็ยัดอาวุธกับลูกดอกใส่มือเธอ เสียงเพลิงไฟปะทะกับผนังดังสนั่นทำให้เขาสะดุ้ง จึงรีบเดินลงบันไดลงไปรอข้างล่างในเงามืดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เขาแหงนหน้ามองเธอซึ่งยังยืนอยู่บนขั้นบันไดเหนือหัวอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวถอยห่างไปพอประมาณ แล้วเขาก็หยุดเมื่อเธอทำมือสั่ง

            อากาเบลเบี่ยงตัวไม่ให้กิลเบิร์ตเห็นขณะเธอใส่ลูกดอก เธอลืมไปเสียสนิทว่าเธอไม่เคยเรียนการยิงหน้าไม้มาก่อน ตอนนี้เธอจึงทำได้แต่พลิกดูหน้าไม้ไปมาเหมือนกับกำลังถือสิ่งของแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็น เธอได้ยินเสียงกิลเบิร์ตเรียกเบา ๆ จึงกลืนความอับอายแล้วหันไปให้เขาช่วยใส่ลูกดอกให้ แล้วรับฟังคำอธิบายอย่างรวดเร็วว่าเธอจะยิงอย่างไง

            “ข้าจะตะโกนเรียกยาโรเมียร์ แล้วเจ้าก็วิ่งเลย” เธอย้ำอีกรอบ

            อากาเบลผ่อนลมหายใจขณะยกหน้าไม้ประทับบ่า ตามองตรงไปยังเป้าหมายซึ่งยังเคลื่อนไหวไม่หยุด เธอเห็นยาโรเมียร์ยังต่อสู้ไหวอยู่ แม้จะมีรอยฟกช้ำและเลือดเต็มใบหน้าแล้วก็ตาม เขาหาโอกาสโจมตีฟอร์เซเคนกลับได้หลายครั้ง และทุกครั้งที่ทำสำเร็จ เขาก็จะหัวเราะร่าอย่างสุขใจ แล้วเสียงหัวเราะก็จะขาดหายไปเมื่อตัวเองโดนฟาดขมับด้วยหัวด้ามดาบ เปลวไฟหมุนวนและแผ่กระจายไล่เขา เธอเม้มริมฝีปากแน่นระหว่างรอจังหวะที่เขาจะอยู่ห่างจากศัตรู

            ยาโรเมียร์กระโดดถอยไปตั้งหลักในระยะที่ไกลจากฟอร์เซเคนพอสมควร อากาเบลจึงเกร็งนิ้วชี้ มีเพียงเส้นผมสีทองที่โดดเด่นที่สุดในการมองเห็นของเธอ – ศีรษะ จุดอ่อนเดียวที่เป็นไปได้

            แล้วเธอก็กัดลิ้นตัวเองจนเลือดซึม ตะโกนเสียงดัง ก่อนจะกลั้นหายใจตาม

            “ยาโรเมียร์ – วิ่ง!

            เจ้าตัวหันมาตามเสียง แล้วเขาก็เลื่อนสายตาไปอีกด้านซึ่งเธอคิดว่าเขาน่าจะเห็นกิลเบิร์ตแล้ว ยาโรเมียร์โฉบวิ่งไปอีกทางทันที เสียงฝีเท้าสองคู่ดังก้องและหายไป เธอจึงกดปลายเท้ากับขั้นบันไดจนรู้สึกปวด ดวงตาเบิกโพลงจ้องศัตรูหนึ่งเดียว เธอนับเลขในใจอย่างรวดเร็ว จากนั้น ในขณะที่ทุกอย่างราวกับถูกแช่แข็ง เธอก็ตัดสินใจยิงหน้าไม้อันหนักอึ้ง มันเด้งมากระแทกไหล่เธอจนเอนไปข้างหลังเล็กน้อย ลูกดอกพุ่งไปข้างหน้าเพียงเสี้ยววินาทีที่เธอกลับมาหายใจดังเดิม

            อากาเบลคาดหวังว่าฟอร์เซเคนจะหลบลูกดอกได้ฉับพลัน

            ไม่ใช่มันหันมายกแขนคล้ายจะปัด แล้วลูกดอกก็พุ่งไปทางอื่นด้วยความเร็วมหาศาลยิ่งกว่าตอนที่เธอยิงเองเสียอีก มันพุ่งชนเพดานเต็ม ๆ ความมืดตรงนั้นถูกแหวกด้วยแรงลม เพดานห้องโถงปกติเผยให้เห็นเพียงครู่หนึ่ง ก่อนมันจะค่อย ๆ แตกระแหงจากจุดตรงกลางที่ลูกดอกพุ่งทะลุไป เกิดเสียงอึกทึก เศษซากของอิฐร่วงโรยลงมาทั้งก้อนเล็กและใหญ่

            ไม่ใช่ไฟ? อากาเบลตะลึงจัด บ้าไปแล้ว--

            ไม่ทันจะกระโดดลงจากบันได เธอก็ถูกฟอร์เซเคนที่เข้ามาประชิดตัวตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้คว้าคอเสื้อ มันยกเธอขึ้น แผ่นหลังลากกับผนัง ก่อนจะกดเธอลงกระแทกกับบันไดเต็ม ๆ หน้าไม้หล่นจากมือร่วงไปในเงามืด ลมหายใจถูกกระชากออกจากปอด ความเจ็บปวดกระจายไปทั่ว แต่เธอให้เวลาตัวเองตกใจเพียงครู่เดียวก็รีบเรียกสติกลับมา พลางยกขาขึ้นเพื่อรัดลำคออีกฝ่ายไว้ เธอกัดฟันระหว่างตรึงให้แน่น แล้วกลิ้งตัวพาศัตรูตกบันไดไปด้วย

            เธอกำหมัดชกหน้าฟอร์เซเคน แต่มันปัดทัน ศีรษะของเธอชนกับขอบบันไดจนเห็นแต่ดาวไปชั่วครู่ตอนพยายามดิ้นหนี ฝุ่นควันซึ่งฟุ้งกระจายจากเพดานที่กำลังถล่มทำให้เธอหายใจลำบาก ต้องอ้าปากแทน เธอกระตุกตกใจทันทีที่ฟอร์เซเคนเอื้อมมือมากดจมูกเธอไว้ แต่ความตระหนกนั้นหายวับไปเมื่อเธอกลับสามารถหายใจได้เป็นปกติแทน มันแค่ปิดจมูกให้หลวม ๆ เฉย ๆ เธอกัดฟันกรอดด้วยความโมโห แล้วศอกเข้ากับขมับอีกฝ่าย

            ขมับของเธอเจ็บจี๊ด เด็กสาวตั้งใจร้องเสียงดัง พร้อมกับงอตัวในท่าบาดเจ็บสาหัส ทว่าเมื่อกวาดตาตามหาเส้นสีแดงที่ผูกมัดระหว่างกันไม่เจอ เธอก็รีบผลักตัวเองให้หลุดจากจับกุมของฟอร์เซเคนที่อยู่ ๆ ก็คลายแรงทันที ทั้งสองลุกขึ้นเพื่อจ้องหน้ากัน ครั้งแรกสุดที่เธอเห็นพันธสัญญาชีวิตแบบรูปธรรมก็ตอนที่เธอเกือบโดนพลังน้ำแข็งของตัวเองฆ่าในห้องของฟอร์เซเคน เส้นสีแดงดังกล่าวอาจจะปรากฏก็ตอนที่ฟอร์เซเคนอยู่ในสภาวะอ่อนแอ ตกใจจัด กลัวจัด

            แต่เมื่อกี้นี้ไม่สำเร็จ หรือเธออาจจะต้องยอมเจ็บตัวหนักจริง ๆ ให้ฟอร์เซเคนรู้สึกถึงความเจ็บปวดเหมือนกัน?

            ...หรือเธออาจจะสิ้นหวัง หาทางทำลายพันธสัญญาชีวิตไม่ได้ และยอมเข้าร่วมกับฟอร์เซเคน

            “เจ้าซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้” อากาเบลพูดถ่วงเวลา ในหัววิ่งวุ่นหาหนทางต่อไป

            แน่นอนว่าไม่มีคำตอบกลับมา ฟอร์เซเคนกำคมดาบและเดินวนรอบเธออย่างเชื่องช้า

            “พ่อจะต้องยิ่งเกลียดข้าเข้าไปใหญ่” เธอพูด “ท่านอยากให้ข้ารับใช้ราชามังกรแทบแย่”

            เหลือทางไหนอีก? หนีไปก็โดนตามเจอ พันธสัญญาชีวิตก็มีบทลงโทษ พยายามฆ่าฟอร์เซเคน? ไม่มีทาง มันอาจจะเป็นอมตะจริง ๆ ก็ได้ แล้วเธอก็มีแต่ต้องทนความเจ็บปวดโดยไม่มีผลลัพท์ดี ๆ เกิดขึ้น

            หากจะเอาชนะพระเจ้า มีวิธีไหนบ้าง?

            คำตอบ: ไม่มีเลยต่างหาก

            แต่หากจะหนี ก็ต้องทำลายพันธนาการของพระเจ้าให้ได้

            อากาเบลกำหมัดแน่นระหว่างก้าวถอยไปเจอะกับแท่งน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ก่อสร้างเบื้องหลังตัวเอง ความหดหู่ประดังประดาเข้ามา และความเชื่อมั่นก็หดหายไปอย่างกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ครั้งสุดท้ายที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอกแบบนี้ แม้จะขัดขืนมาตลอด แต่สุดท้ายเธอก็ยอมเข้าร่วมกับพ่อ และตอนนี้มันก็กำลังจะเป็นอย่างนั้นอีกครั้ง ถูกต้องอย่างที่ยาโรเมียร์พูดไว้

            ทว่าครั้งนี้แตกต่างไป เพราะฟอร์เซเคนจะไม่ฆ่าเธอเหมือนที่พ่อจะทำ

            พลันไอเย็นก็พุ่งพล่านเหมือนเลือดร้อนระอุในกาย แล้วการเคลื่อนไหวรุนแรงก็สั่นสะเทือนพื้นจนอากาเบลทรงตัวแทบไม่อยู่ เธอได้ยินเสียงเกล็ดน้ำแข็งดังกึกก้องในใบหู พลางยกมือบังเพลิงสีฟ้าที่ปกป้องฟอร์เซเคนจากการโจมตีของเธอ ไฟที่ทั้งร้อนและเย็นลามเลียและแผดเผาผิวหนัง เธอย่อเข่าขณะปล่อยให้น้ำแข็งก่อตัวเป็นเกราะป้องกันตรงหน้า อากาศที่แตกต่างกันสุดขั้วเริ่มทำให้เธอมึนจนนึกว่าอยู่ ๆ ก็ป่วยกะทันหัน

            ความเหนื่อยล้าเกินทนพาเธอให้ทรุดลงกะทันหัน ก่อนอยู่ ๆ มันจะหายวับไปภายในพริบตา

            อากาเบลประหลาดใจ – มันเป็นของฟอร์เซเคน

            “มิน่าล่ะ ที่ผ่านมาเจ้าถึงไม่ใช้เวทมนตร์ไฟนั่นเลย” เธอว่า

            มันมีขีดจำกัดเหมือนกัน ไม่ใช่พระเจ้าไร้พ่าย

            เปลวไฟหายไป เกราะน้ำแข็งตรงหน้าแตกกระจาย เธอหลับตาสนิทเตรียมรับแรงกระแทกเมื่อโดนฝ่ามือคว้าลำคอ แต่เธอแค่ถูกดึงเข้าหาเพียงแค่ไม่กี่คืบเท่านั้น เธอแนบแก้มกับเศษซากเกราะน้ำแข็งที่เหลือซึ่งยังตั้งป้องกันไว้อยู่ เป็นกำแพงหนึ่งเดียวที่ขวางกั้นระหว่างกันไว้ ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองใบหน้านิ่งสนิทของศัตรูด้วยความงุนงง แล้วเธอก็เบ้หน้ากับความเงียบอึดอัดและความโกรธที่ลามไปทั่วอณู

            “ออมแรงกับข้าไปก็ไม่ช่วยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรอก” เธอเค้นเสียง

            ก่อนจะถ่มน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่ายทันที

            อากาเบลจับข้อมือของฟอร์เซเคนไว้แน่นเมื่อมันทวีแรง ลมหายใจเริ่มขาดห้วง แต่ก็ยังมีช่องว่างพอให้เธอยังคว้าอากาศได้ สัมผัสถุงมือหยาบชวนอึดอัด ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่ลงมือรุนแรงกับเธอจริง ๆ สักที ไม่ได้บีบคอพร้อมกับยกเธอจนตัวลอยด้วยซ้ำ เธอพยายามพ่นคำหยาบใส่ให้มันโมโห แต่มันแค่จ้องเธอโดยไม่เพิ่มแรงไปมากกว่านี้

            เธอไม่เข้าใจมันเลยสักนิด

            “ฆ่าข้าสิ!” เธอท้าทาย

            จู่ ๆ ฟอร์เซเคนก็ปล่อยอากาเบลที่คำรามด้วยความหงุดหงิด แต่เธอก็รีบถอยไปตั้งหลักไกล ๆ อย่างระแวง มันยืนนิ่งคล้ายกับกำลังรอให้เธอเข้าไปโจมตีก่อน เมื่อเธอไม่ขยับเท้า มันจึงเดาะลิ้น พลางก้าวเดินตรงมาหาแทน แต่ละฝีเท้าหนักหน่วง ส่งเสียงสะท้อนกังวาลกับพื้น เด็กสาวช่วยไม่ได้ที่จะขนลุกไปทั้งตัว

            มันจะเอาจริงแล้วรึยัง?

            เธอสูดลมหายใจลึก แล้วเอื้อมมือสั่นเทาไปจับด้ามดาบซึ่งสะพายติดหลังมาตลอด แขนของเธอประท้วงกับน้ำหนักของโลหะทันควัน เหมือนกับว่าตัวดาบกำลังดิ้นรนเพราะไม่อยากถูกใช้เพื่อฟาดฟันลูกชายคนเดียวของโธมัส เบลนเฮล์ม หรือบางทีอาจเป็นเพราะเธอไม่มั่นใจที่จะใช้ด้วยซ้ำ ราวกับว่าเธอไม่ต้องการให้บทสรุปเป็นแบบนี้

            เธอไม่อยากเสียดีทริค เบลนเฮล์มไป เธอยังอยากให้เขากลับมา

            อากาเบลขบกรามและตัดสินใจดึงดาบทั้งเล่มออกมารวดเดียวออกมากำชับด้วยสองมือ

            “ไม่น่าโง่ให้ดาบครูของเจ้าไว้กับข้าเลย เจ้าน่ะ” เธอค่อนแคะ แต่สาบานได้เลยว่าเธออยากร้องไห้แทน

            ดาบที่โธมัส เบลนเฮล์มมอบให้แก่ดีทริค เบลนเฮล์ม พร้อมกับคำขอให้เขาหนีออกไปจากแอเธลวิน ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ในมือของอัศวินที่ควรจะยึดถือเส้นทางสว่างอีกต่อไป มันอาจจะถูกทอดทิ้งตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน ตั้งใจถูกส่งต่อมาให้เธอ เพราะฟอร์เซเคนเองก็รู้รึเปล่าว่าตัวเองถือมั่นคำสอนของอัศวินผู้เป็นครูไม่ได้อีกแล้ว? และประโยคที่ว่ามันจะรอเธอในตอนนั้น ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงอยากเปลี่ยนความคิด ว่ามันอาจจะหมายถึงเธอจริง ๆ ไม่ใช่พลังของเธอ

            อากาเบลตัดสินใจอีกครั้ง ฝ่าความกลัวที่เกาะจิตใจเพื่อพูด:

            “ถ้าเจ้าไม่ฆ่าข้า งั้นก็ให้มันออกมาทำแทน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากฆ่าข้าแทบแย่แล้ว วอยแชค”


***


ยาโรเมียร์ทำหน้าตึง “สรุปคือข้าจะต้องเจอกับมือดาบอัจฉริยะ เจ้าของเวทมนตร์ไฟและการรักษา?”

            “ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นนักดาบอัจฉริยะพรรคนั้นหรือเปล่า” อากาเบลพูด “มันบอกว่ามันไม่มีพรสวรรค์ด้านนั้นด้วยซ้ำ”

            “หืมม์? อย่างไงก็โกงใช้ได้”

            เซเลสเทียนั่งฟังทั้งสองปรึกษากันเงียบ ๆ พลางชี้นิ้วไปที่ท้องฟ้าข้างนอกเพื่อบอกเวลา อากาเบลผงกหัวให้ แล้วสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงที่ยังสั่นเพราะความโกรธอยู่ เธอไม่อยากโดนยาโรเมียร์ต่อว่าอีก และต่อให้กำลังโมโหแค่ไหน เธอก็พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะมีสติ สิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการคือโดนจับผิดเรื่อย ๆ

            และโดนโยงว่าเธอพึ่งพาฟอร์เซเคนมากเกินไป

            “ข้าบอกเกี่ยวกับมันไปหมดแล้ว” อากาเบลยักไหล่ ลำคอแห้งผากเมื่อพูดประโยคต่อไป “เล็งหัว หมายถึง... ตัดหัว นั่นอาจเป็นจุดอ่อนเดียว”

            “รับประกันได้เลยว่าฟอร์เซเคนก็รู้ว่าเราจะเล็งมันตรงนั้น” คู่สนทนาแขวะ

            ไอ้เวร เธอต่อว่ายาโรเมียร์ในใจ

            “เฮอะ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้างล่ะ?” เธอว่า “มีแต่ข้าที่บอกข้อมูลให้เจ้าไม่โดนฆ่าอยู่คนเดียวเนี่ย”

            “ข้าจะรอดไม่ใช่เพราะเด็กน่ารำคาญอย่างเจ้า” ยาโรเมียร์ตอกกลับ พลางเมินอากาเบลที่เริ่มจิกเล็บกับต้นขาตัวเอง “เหลือแต่เจ้า ถ้าต้องสู้กับมันเข้า เจ้าคงตายตั้งแต่นาทีแรก ระหว่างนั้นก็กวนประสาทมันด้วยอีกชื่อไปแล้วกัน”

            “หา? อีกชื่ออะไร?”

            “แลนจ์ไม่เคยสอนเจ้ารึไง ทั้ง ๆ ที่มันก็คลั่งศรัทธาในราชาขนาดนั้นเนี่ยนะ? น่าขำชะมัดยาด”

            “อีกชื่ออะไร?!

            ยาโรเมียร์โบกมือไล่ “ราชาทุกพระองค์มีสองชื่อเสมอ ชื่อแรกกษัตริย์ตั้ง ส่วนอีกชื่อราชินีตั้ง”


***


(ครบ 100% ค่ะ)


            โดยไม่ต้องหันไปดู แค่เสียงบานประตูปิดไล่หลังฝีเท้าเร่งรีบก็ทำให้อากาเบลรู้แล้วว่ากิลเบิร์ตกับยาโรเมียร์ไม่ได้อยู่ในห้องโถงเดียวกันอีก มีเพียงความเงียบงันและเสียงหยดเลือดของบรรดาหุ่นใส่ชุดเกราะดังเป็นเพื่อนเท่านั้น เธอรู้สึกถึงเหงื่อตรงฝ่ามือเพราะความกดดัน ทำให้เธอยิ่งต้องกระชับดาบไม่ให้มันหล่น ร่างกายหนักอึ้งระหว่างรอฟังคำตอบ ทว่าฟอร์เซเคนกลับไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย มันแค่ชะงักการก้าวขาและหยุดเดินเพื่อยืนนิ่งอย่างกับรูปปั้น

            “เสียงที่ข้าได้ยินตอนที่ข้ายังไม่ฟื้นคือเสียงของเจ้า วอยแชค” เธอพูดต่อ

            มือของฟอร์เซเคนกระตุก

            “เจ้าอยากฆ่าข้าไม่ใช่หรือไง นี่คือโอกาสของเจ้า”

            มันค่อย ๆ รวบมือกำหมัด

            “มาฆ่าข้า

            อากาเบลหายใจเฮือกใหญ่เมื่ออีกฝ่ายใช้พันธสัญญาชีวิตบังคับให้เธอหยุดพูด ตอนนี้เธอไม่สามารถขยับร่างกายได้ตามใจนึกอีกต่อไป แต่เธอก็พยายามต่อสู้กับการควบคุมจนหัวแทบระเบิด พลางเหลือบมองนัยน์ตาสองสีของฟอร์เซเคน มันเต็มไปด้วยความหวาดระแวงต่อบางสิ่ง ราวกับกำลังกลัวว่าแผนการที่วางไว้จะพังไม่เป็นท่า เธอแค่นเสียงหัวเราะในลำคอออกมา หากมันไม่ให้เธอพูด งั้นเธอก็จะคุยกับมันในใจแทน—

            การบังคับคลายลงฉับพลัน

            การเคลื่อนไหวรวดเร็วตรงจุดบอดทางขวามือ

            “เจ้ายังแทบเอาชีวิตรอดจากมันไม่ได้ คิดอย่างไงถึงเชื่อว่าเจ้าจะรอดไปจากข้า?” เสียงหนึ่งถามขึ้นในภาษามังกร

            อากาเบลใจหายวาบกับสำเนียงแข็งกร้าวนั่น ภายในพริบตา เธอก็กัดกระพุ้งแก้มให้รสเลือดกระจาย จากนั้นก็กลั้นหายใจเพื่อกระโจนหลบไปทางซ้ายมือซึ่งเธอหมายตาไว้ตั้งนานแล้ว ทว่าทันทีที่ขยับปลายเท้า เธอก็ต้องสูดอากาศเข้าปอดลึกเมื่อโดนเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง ไหล่ขูดกับเศษหินจากเพดานที่ถล่มลงมา

            “อย่าคิดเสียงดังมาก พันธสัญญาชีวิตน่ะ ที่รัก” วอยแชคเคาะนิ้วกับหัว พลางย่างสามขุมตรงมาหา

            ภาษามังกร สำเนียงต่างชาติ ก้าวร้าวและเต็มไปด้วยความมั่นใจ คุณสมบัติของคนที่ชอบขู่ฆ่า แต่ใบหน้านั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังเป็นดีทริค เบลนเฮล์มเหมือนเดิม

            ทว่าคนตรงหน้าคือว. – วอยแชค อีกชื่อของราชามังกร

            อากาเบลรู้สึกคลื่นไส้กับการสันนิษฐานของตัวเอง

            “เจ้าคือพี่ชายที่จะคอยปกป้องอย่างที่ดีทริคคนแรกพูดถึง” เธอพูดเสียงแหบ แล้วใช้ดาบเป็นตัวช่วยเพื่อพยุงร่างปวดร้าวให้ลุกขึ้น ก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นว่าท่าถือดาบของศัตรูยังเป็นท่าเดิม กระชับคมเล่มดาบ

            “พี่ชาย? มันพูดอย่างนั้น?” วอยแชคถาม ก่อนมันจะทำสิ่งที่เธอไม่คาดคิด หัวเราะ “มันนั่นแหละที่เป็นพี่ชาย”

            อากาเบลขาแทบพันกันเมื่อต้องถอยพร้อมกับยกดาบขึ้นมารับการโจมตีที่ไม่ออมแรงเหมือนก่อนหน้านี้ เธอเคยฝึกดาบกับอัศวินคนอื่นไม่กี่ครั้งเท่านั้น หลังจากต่อสู้กับกองทัพเฮเนวิงที่มาบุกปราสาทของกิลเบิร์ตจบไป แต่ต่อให้เธอจะรู้พื้นฐาน เธอก็ไม่คิดว่าตัวเองจะหาช่องว่างโจมตีนักดาบระดับสูงได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีพละกำลังมังกรเหมือนกันด้วย

            แล้วมันหมายความว่าอย่างไงกันแน่... ดีทริคในช่วงเวลาก่อนที่โธมัสจะตายเป็นพี่ชาย?

            ฝ่ามือหนึ่งวางกลางกระหม่อมเธอเหมือนกำลังวัดความสูงโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว จากนั้นเจ้าของก็แขวะอย่างขบขัน “น่าทึ่งใช้ได้ที่เจ้าตัวเล็กแค่นี้ แต่ในหัวมีแต่ข้อมูลวิ่งไม่หยุด”

            อากาเบลขบกรามระหว่างตั้งใจหันไปศอกใส่คางของวอยแชค แต่มันขยับหลบและเตะหัวเข่าเธอจากด้านหลังจนเธอทรงตัวไม่อยู่แทน ได้ยินเสียงมันประชดประชันชมว่ากล้ามเนื้อของเธอแข็งแรงดี ยอดเยี่ยม แตะนิดแตะหน่อยก็ล้มแล้ว

            “หมายความว่าอย่างไงที่... ดีทริคคนแรกเป็นพี่ชาย?!

            “ทำไมไม่ใช้จินตนาการของเจ้าหาคำตอบแทนล่ะ? ข้าได้ยินคำชมมาพอสมควร”

            ฟอร์เซเคนเป็นคนชมในการหักหลังคืนที่พระเจ้าชาร์ลส์ตาย แต่ทั้งหมดทั้งปวง... นี่มันคือเรื่องบ้าอะไรกันแน่?

            “จะเรียกว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ ก็คงถูกต้อง เพราะไม่มีใครที่ข้ารู้จักต้องประสบกับความประหลาดนี้” วอยแชคพูด ก่อนจะถอยออกห่างเพื่อเดินวนรอบประหนึ่งผ่อนคลายจัด แต่ละย่างก้าวทำให้อากาเบลสั่นผวา “ข้ากับดีทริคที่เจ้าพลอดรักมาตลอดหนึ่งปีเป็นฝาแฝดกัน มันมาก่อนข้า ก็เลยได้เป็นพี่คนกลาง ส่วนดีทริคคนแรกก็คือพี่ชายคนโต ไม่มีใครอยากได้ชื่อที่พ่อตั้งให้ ข้าก็เลยได้ใช้ชื่อวอยแชคแทน”

            คนตรงหน้าเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้าไปโดยสิ้นเชิง และอากาเบลก็ไม่เข้าใจประโยคของอีกฝ่ายเลยสักนิด

            “ดีทริคคนแรกตายไปแล้วไม่ใช่รึไง!” เธอตะเบ็งเสียงใส่

            “มันแค่ไม่อยากออกมาเจอโลกข้างนอกอีกนับตั้งแต่โธมัส เบลนเฮล์มตาย พี่ชายคนกลางก็เลยต้องออกมารับหน้าแทน แล้วข้าก็เกลียดมันมาก เพราะมันไม่เคยให้ข้าออกมา กลัวว่าข้าจะทำแผนมันพังหมด” ดวงตาของวอยแชควาวโรจน์ขึ้นมา “มันต่างหากที่จะทำแผนพังหมด เพราะมันตั้งใจจะปล่อยให้เจ้าหนีไปด้วยซ้ำ”

            อากาเบลเบิกตากว้าง การสลับตัวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างงั้นหรือ แล้วกลิ่นไอเวทมนตร์บางอย่างที่เธอคิดว่าฟอร์เซเคนน่าจะใช้เพื่อปกปิดตัวตนล่ะ? หมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีแค่ดีทริค เบลนเฮล์ม—

            “ถ้าเจ้ามีอีกร่างเป็นมังกร มันก็ต้องมีกลิ่นไอเวทมนตร์ที่ใช้เพื่อปกปิดอยู่แล้ว ที่รัก” วอยแชคขัดความคิด น้ำเสียงออกจะเบื่อหน่ายเล็กน้อย “และเจ้าคิดไปถึงการสลับตัวเชียว?”

            อากาเบลอยากตวาดใส่เหลือเกินว่านี่มันก็เหมือนการสลับตัวชัด ๆ แต่เธอยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าหนึ่งร่างกับคนสามคนไม่ใช่ มันเหมือนสามบุคลิกด้วยซ้ำ ของแบบนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร หรือนี่ก็คืออีกการโกหกครั้งใหญ่? เพราะที่ผ่านมา ฟอร์เซเคนก็ไม่เคยเผยท่าทีว่ามีความผิดปกติเลยนี่? ไม่มีฝันร้าย ไม่มีการพังทลายของจิตใจ—

            ของเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นในตอนกลางคืน ในพื้นที่เงียบ ๆ คนเดียว มันคือช่วงที่เธอไม่เคยได้อยู่กับฟอร์เซเคนจริง ๆ เธอจึงไม่เคยเห็นลางหรือพฤติกรรมแปลก ๆ มีแค่ทุกครั้งที่เธอแวะไปหาเรื่องตอนกลางคืน มันยังอยู่ในชุดปกติ ไม่ใช่ชุดนอน ฝันร้ายอะไรก็ตามอาจจะทำให้มันหลับไม่ลง ต้องตื่น–ทรมานและใช้เวทมนตร์รักษาประทังร่างกายไปเรื่อย ๆ

            วอยแชคอ้าปากจะพูด แต่ก็เปลี่ยนไปเป็นถอนหายใจแทน “ข้าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงหลงเจ้า”

            อะไรนะ?

            “แต่โชคดี” ศัตรูเหยียดยิ้มที่มุมปาก “สมัยวาราดาร์ซค์ พี่ชายคนโตจะรับหน้าที่ยามต้องพบปะผู้คนหรือเข้าร่วมงานสังสรรค์ และเพราะมันค่อนข้างจะไร้สมองและไม่ทันคน ดีทริคกับข้าถึงต้องโผล่มา ข้าฆ่าคน ต่อสู้ ทรมานเหยื่อ ดีทริคฝังตัวเองกับการเมือง สวมหน้ากากแข่งกับผู้ใหญ่คนอื่น อยู่กับความกดดันและความเครียด ตอนนั้นพวกเราตัวเล็กไม่ถึงเอวเจ้าด้วยซ้ำ และเชื่อเถอะว่าสมัยนั้นน่ารังเกียจกว่าตอนนี้อีก ผู้ที่อ่อนแอไม่สมควรมีชีวิตอยู่ อยากรอดก็ต้องแข็งแกร่ง เจ้าควรจะชมดีทริคคนกลางที่ยังไม่เป็นบ้าไปตั้งแต่ตอนนั้น มันทำหน้าที่ได้ดีจนถึงปัจจุบัน จริงไหม”

            อากาเบลรู้สึกถึงเหงื่อที่แตกพลั่กทั้งตัว ทั้ง ๆ ที่ในห้องโถงหนาวยะเยือก แขนของเธอสั่นสะท้านเพราะความเหนื่อยล้าจากการต้องยกดาบรับการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองวิ่งวุ่นจนเริ่มทำอะไรไม่ถูก เธอเซถอยหลบปลายดาบจนเกือบล้ม ต้องย่อเข่าพยุงร่างกายไว้ และในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเลื่อนมือมากำคมดาบไว้อย่างที่ฟอร์เซเคนมักจะทำ ใช้ดาบเหมือนกระบอง และฟาดไปมาเหมือนคนบ้าให้ศัตรูไม่กล้าเข้ามา

            “ฉะนั้นก็เลยโชคดี ตรงที่แม้ดีทริคจะหลงเจ้า แต่มันก็รู้ว่าอะไรสำคัญกว่าเด็กที่เพิ่งเจอแค่หนึ่งปี” วอยแชคพูด “และอย่าคิดว่าข้าควบคุมมัน แผนทั้งหมด การหักหลัง การหลอกลวง คนต้นคิดก็คือดีทริค ไม่ใช่ข้าที่แค่ย้ำเตือน”

            มันคว้าดาบของเธอไว้ได้ ก่อนจะเหยียดยิ้ม และโฉบมือมาบีบคางเธออย่างรุนแรง

            “เหงื่อไหลเยอะ ๆ แบบนี้ เจ้าก็ดูน่ารักดีนี่” วอยแชคพูด สายตาที่ค่อย ๆ ไล่ตามโครงหน้าลงมามองเส้นผมเปียกชื้นเหงื่อจนแนบติดกับลำคอทำให้อากาเบลรู้สึกอึดอัด “เหตุผลหลักที่พี่ชายข้าอยากจับเป็นก็คงเพราะเสียดาย”

            แล้วมันก็ลดเสียงลง

            “ดีทริคไม่เคยบอกเจ้าใช่ไหมว่าตอนกลางคืนมันคิดถึงเจ้าอย่างไง” วอยแชคเว้นเงียบครู่หนึ่ง “เจ้าไม่เคยเจาะหัวมันได้เลยสักครั้ง ถึงไม่รู้ว่ามันอยากทำเรื่องแย่ ๆ กับเจ้าแค่ไหน” มันหัวเราะในลำคอ “ไม่ ที่รัก เรื่องแย่ ๆ ที่ข้าพูดถึงไม่ใช่การฆ่าอย่างที่เจ้าคิด นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ผู้ชายหมกมุ่น”

            อากาเบลเม้มริมฝีปากแน่นขณะพยายามแกะข้อมืออีกฝ่าย

            “เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจไม่จบสิ้นจริง ๆ ไม่โดนฆ่า ทั้ง ๆ ที่น่ารำคาญขนาดนี้” วอยแชคกดเสียงต่ำ “ยังลอยหน้าลอยตาอยู่มาได้เป็นปี และข้าก็ต้องทนดูดีทริคปรนนิบัติเอาใจเจ้าสารพัด เป็นไปได้อย่างไงที่เจ้ายังไม่เสียตัวให้มันอีก...”

            ประโยคหยุดชะงักทันทีที่เธอถ่มน้ำลายใส่

            “ไปตายซะไป ไอ้ระยำ” อากาเบลขยับกรามพ่นคำหยาบอย่างยากลำบาก “สันดานทุเรศ ๆ อย่างเจ้าน่ะ”

            ใบหน้าของวอยแชคกลายเป็นสีแดงจัด ก่อนมันจะโยนเธอลงพื้น แล้วภายในพริบตาเดียว มันก็ตวัดดาบในท่าเตรียมพุ่งมาจ้วง อากาเบลรู้สึกถึงเลือดที่สูบฉีดทั่วกาย มันทำให้เธอกระเด้งลุกหลบทันอย่างหวุดหวิด เสียงแหวกอากาศตามหลังมา เธอไถลแผ่นหลังไปกับพื้นเพื่อหันไปปัดวอยแชคด้วยดาบของตัวเอง ช่องว่างสำหรับโจมตีกลับปรากฏ แต่ไม่ทันที่เธอจะหวดหัวด้ามดาบใส่ศีรษะของศัตรู มันก็ลอดดาบมาข้างใต้เพื่อจะงัดให้อาวุธหลุดจากมือ เธอเสี่ยงถีบแผ่นอกมันทันทีเพื่อดันตัวเองให้ไถลออกห่างพอสมควร

            “นังเด็กเวร” วอยแชคเค้นเสียงลอดไรฟัน

            อากาเบลรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นมันย่ำเท้าตรงเข้ามาหา – ปลายดาบลากมากับพื้น – เธอยกดาบในท่าตั้งรับ ก่อนจะเอนไปทางซ้ายในจังหวะที่วอยแชคหมุนเข่ามายังทิศทางเดียวกัน แต่พอมันดีดปลายเท้า กลับพุ่งมาทางขวามือแทน ร่างของมันหายไปจากการมองเห็น และก่อนที่เธอจะหันไปป้องกันทัน สันมือก็พุ่งมาสับท้ายทอยเธอจนความเจ็บปวดพุ่งจี๊ด ความชาวิ่งแล่นจรดปลายนิ้ว เธอล้มลุกคลุกคลาน รู้สึกเหมือนปอดจะระเบิดเพราะกำลังหายใจเร็วถี่

            มีดวงตาข้างเดียวไม่ช่วยเลยจริง ๆ

            อากาเบลกลั้นเสียงร้องเมื่อวอยแชคโผล่มายืนตรงหน้าและเหยียบสันรองเท้ากับมือที่สั่นสะท้านบนพื้น

            เวลานี้ไม่มีแม้แต่ท่าทียียวนหรือออมมืออีกต่อไป วอยแชคย่อเข่าลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะกระชากผมเธอให้แหงนหน้าเพื่อที่จะได้สบตาชัด ๆ และเธอสาบานได้เลยว่ามันมีแต่ความโหดเหี้ยมอยู่ในนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้า สิ่งที่ดีทริค เบลนเฮล์มไม่เคยเผยให้เธอเห็นสักครั้ง ความหวาดกลัวถาโถมใส่ทันควัน ทำให้เธอรู้ว่าลำคอของตัวเองแห้งผาก และริมฝีปากก็ทั้งซีดและแตกแห้ง เธอรู้ว่าวอยแชคกำลังจะฆ่าเธอจริง ๆ

            มันแนบปลายดาบกับลำคอของเธอ โดยไม่รอช้า มันขยับมือ—

จู่ ๆ วอยแชคก็หยุดชะงักในท่าดังกล่าว พลันใบหน้าก็บิดเบี้ยวเหมือนถูกเฉือนคอเสียเอง มันกัดฟันกรอด มือที่สั่นยิ่งกว่าอากาเบลเสียอีกคลายลง เธอหอบหายใจด้วยความสับสน ก่อนจะใช้ศอกชนให้อีกฝ่ายล้มไป เมื่อมือไม่โดนเหยียบ เธอก็รีบถอยออกห่างไปคว้าดาบซึ่งกระเด็นไปตกข้าง ๆ ขนลุกพองสยองเกล้าตลอดเวลาที่หันหลังชั่วคราว เพราะศัตรูมองตามเธอตลอด แต่มันขยับตัวไม่ได้เท่านั้น

            วอยแชคกำลังจะลุกพรวด แต่กลับโดนขัดขวางด้วยการบีบคอตัวเอง

            “ข้าน่ะหรือที่ล้ำเส้น?” มันพูดกับตัวเอง พลางยกมืออีกข้างมาทางอากาเบล

            เปลวไฟสีฟ้าค่อย ๆ ก่อสร้างจากอากาศเปล่าจากด้านข้าง

            “เจ้าแค่ไม่อยากฆ่านังเด็กเวรนั่นเพราะรู้สึกผิด”

            อากาเบลหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อรู้ว่าวอยแชคกำลังพูดกับใคร

            “เจ้าแค่ไม่อยากฆ่ามันแค่เพราะชื่ออากาเบล”

            ชื่อ?

            “มันเป็นความผิดของเจ้าที่เอาปริศนาของเนโรไปบอกโซคอล! แน่นอนสิวะว่ามันต้องไขได้ แล้วมันก็เอาไปตั้งเป็นชื่อลูกของมันมาทำให้เจ้าไม่มีสมาธิ!

            เสียงของวอยแชคกำลังขาดห้วงไปทุกที มันกลายเป็นคนที่ต้องหอบหายใจหนักหน่วงแทน แล้วใบหน้าเปื้อนฝุ่นนั้นก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด อ่อนเยาว์ลงเหมือนเด็กหนุ่ม หลงทางราวกับย้อนกลับไปเมื่อสี่ปี... ห้าปีก่อน อารมณ์อันรุนแรงส่งต่อมายังอากาเบล และเธอก็สัมผัสถึงความเศร้าลึกล้ำ มันอาจจะไม่ใช่ความเศร้าด้วยซ้ำ เป็นความรวดร้าวที่ปนเปยิ่งกว่านั้น การสูญเสียคนสำคัญ เพื่อนร่วมรบ ตัวตน และวัยเด็ก สัมผัสข้างกายที่เหมือนกับคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ความจริงได้ตายจากไปเนิ่นนานแล้ว ความว่างเปล่าอ้างว้างที่หลอกหลอนทุกค่ำคืน เสียงกรีดร้องของเหยื่อที่ตนสังหารด้วยมือ ความอัดอั้นที่รู้ไม่ว่าอย่างไร ตัวเองก็ยับยั้งสิ่งเลวร้ายไม่ได้

            แล้วอากาเบลก็เห็นเส้นสีแดงซึ่งเชื่อมโยงระหว่างกัน พันธสัญญาชีวิต

            เพลิงสีฟ้าจากด้านข้างพุ่งเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว

            แค่แวบเดียวเท่านั้นที่เธอหยุดเพื่อตัดสินใจ และก่อนที่เปลวไฟจะมาถึงตัว เธอก็กำหมัดและใช้ดาบลากจากระดับความสูงหัวเข่าขึ้นไปเหนือหัวภายในฉับเดียว ตัดเส้นสีแดงของพันธสัญญาชีวิตขาด มันร่วงหล่นลงพื้นและสลายหายไปในความว่างเปล่า ไอร้อนไหลผ่านจากปลายนิ้วก้อยไปทุกส่วนของร่างกาย ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือก

ไม่มีการเชื่อมโยง ไม่มีความรู้สึกว่าอีกคนอยู่เคียงข้างเสมออีกต่อไป มีแค่เธอคนเดียว

            พันธสัญญาชีวิตถูกทำลาย

            อากาเบลจ้องมองสีหน้าตื่นตระหนกของวอยแชค ซึ่งตอนนี้กลายเป็นดีทริค–ฟอร์เซเคนดังเดิมแล้ว เธอกระชับดาบของโธมัสในมือ พลางสูดลมหายใจลึก แขนล้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เล่มโลหะหนักยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ แต่เธอก็ขบกรามถือมันต่อไป แม้เหมือนมันจะมีชีวิตขึ้นมาในตอนที่เธอพุ่งไปข้างหน้า พยายามกระโดดให้หลุดจากฝ่ามือเธอ พยายามไม่ให้ตัวมันแทงทะลุแผ่นอกของฟอร์เซเคนจนทะลุไปด้านหลัง

            ทุกอย่างเงียบงัน จนกระทั่งอากาเบลดึงดาบเปื้อนเลือดกลับมา

            เธอไม่ได้รอดูว่าฟอร์เซเคนล้มลงไปจมกองเลือดหรือเปล่า เธอไม่เห็นว่ามันทำสีหน้าอย่างไร และความเจ็บปวดพุ่งทะยานไปเท่าไร เธอรู้สึกถึงความเปล่าเพียงอย่างเดียว มันคงอยู่ในตอนที่เธอเก็บดาบเข้าฝักและวิ่งไปยังเศษซากเพดานที่พังทลาย ไม่หายไปในตอนที่เธอปีนบรรดาก้อนอิฐและหินขึ้นไปยืนบนยอด และกลายเป็นมังกร เธอได้ยินเสียงลมรุนแรงเมื่อเริ่มกระพือปีก พาร่างบินขึ้นไปเจาะเพดานที่เหลือ แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาอาบไล้ใบหน้าของเธอ

            ช่วยหยุดข้าที เสียงของฟอร์เซเคนดังแผ่วเบาในใบหู มันเป็นประโยคสุดท้ายก่อนพันธสัญญาชีวิตจะถูกทำลาย

            อากาเบลพุ่งบินทะลุช่องว่างของเพดานออกไป ท้องฟ้าสีครามแต้มเส้นสีดำปริศนายืดยาวไปยังทุกด้าน เธอสูดอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอด รู้สึกถึงสายลมร่าเริงพัดผ่านไปพร้อมกับฝูงนกเหนือศีรษะ หัวใจของเธอกระหน่ำเต้นแรง ภาพตรงหน้าเหมือนเป็นแค่ความฝัน แต่ต้องเป็นความฝันที่สมจริงเหลือเกิน เธอเห็นวิวของป่าสนและเทือกเขาจรดปลายฟ้า และเมื่อตัวเองขยับกาย เกล็ดที่เสียดสีกับหลังคาพระราชวังก็ยิ่งตอกย้ำถึงอิสรภาพ

            เธอคำราม แล้วเสียงคำรามของยาโรเมียร์ก็ดังตอบรับจากที่ไกล ๆ ตามข้อตกลงก่อนหน้า

            จุดนัดพบอยู่อีกฝั่งของพระราชวัง

            อากาเบลกวาดตามองเมืองลูบลินา อาณาจักรแอเธลวินเป็นครั้งสุดท้าย เสียงคำรามเมื่อครู่คงทำให้ทุกคนแตกตื่นและออกมาเห็นมังกรตัวเป็น ๆ เกาะสิ่งก่อสร้างกลางเมือง เธอยืดกายขึ้น แล้วหันไปมองช่องว่างเพดานที่เธอตะกุยตะกายออกมา ตรงนั้นมืดสนิท แสงเข้าไปไม่ถึง ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงแรงบีบรัดใต้แผ่นอก ตัวเองคลับคล้ายจะกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์และร้องไห้ให้กับความว่างเปล่าในใจ ก่อนที่ความนึกคิดจะครอบงำโดยสมบูรณ์ เธอจึงรีบตัดสินใจ

...บอกลาดีทริค เบลนเฮล์ม แล้วบินจากไป




ตอนหน้าจบแล้ว ส่วนนี่คือข้อมูลภาค 2 คร่าว ๆ ค่ะ

- เหตุการณ์ไม่ต่อกับภาค 1 ทันที จะเกิดขึ้นหลังจากผ่านไปหลายเดือนแล้ว

- อากาเบลยังเป็นตัวละครหลักเหมือนเดิม ภาค 2 อายุ 18 ย่าง 19 แล้วนะ!

- สำรวจโลกในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ไปดูอาณาจักรและจักรวรรดิอื่น ๆ

- ภาค 2 จะไม่มีชื่อตอน (ขี้เกียจตั้งค่ะ 5555)

- ยังเรต PG-15 อยู่ดีค่ะ แต่จะถึงพริกถึงขิงกว่านี้ (???)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #887 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 23:06
    สองพี่น้องแกไปรบกันให้เสร็จนะว่าจะเอาไง เห้อออ. รู้สึกว่างเปล่าเหมือนเบล ต่อไปนี้จะเหลือจุดอะไรให้เชื่อมั่นกันล่ะ
    #887
    0
  2. #545 SiDaMI (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 กันยายน 2559 / 22:36
    ภาค 2 ไม่มีศึกชิงนาง ในฝาแฝดดีทริคใช่ไหมม ~

    Fc กิลเบิร์ต ฮาดี ตัวสร้างสีสัน

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 กันยายน 2559 / 11:47
    #545
    1
    • #545-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      20 กันยายน 2559 / 10:35
      ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้หรือไม่เกิดขึ้นเลย รอดูแล้วกันค่ะประเด็นนี้ XD
      #545-1
  3. #461 <•{STC}•> (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 02:50
    จะรอติดตามจะไรท์
    #461
    1
    • #461-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:42
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า เดี๋ยวจะรีบมาต่อเลยค่า ^q^
      #461-1
  4. #460 Tira-me (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 00:14
    ปวดตับT_____T
    หวังว่าไรท์คงจะไม่ใจร้าย ปลดดีทริคออกจากตำแหน่งพระเอกแบบถาวรนะคะ
    แว่วมาว่าภาค2ฮีจะร้าย
    แต่ได้โปรดอย่ายึดมงฮีเลยน๊าา
    รีดอ้อนวอนน พรีสสส

    ปล.เรื่องนี้ไตรภาคใช่มั้ยเอ่ย มีโครงการตีพิมพ์มั้ยคะอยากได้เป็นรูปเล่มจังเลยย ไรท์รีบเขียนน๊าา555แอบเร่ง;)
    #460
    1
    • #460-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:42
      ค่อย ๆ ลุ้นกันไปค่ะเรื่องพระเอก อิ__อิ เหมือนแข่งกีฬาอย่างไงชอบกลค่ะ 5555 /ไม่ ส่วนเรื่องนี้จะไตรภาคหรือไม่ก็ต้องรอดูว่าปิดปมใหญ่ได้ครบ 100% หรือเปล่าน่ะค่ะ ถ้าจบในสองเล่มได้ก็โอเคเลย ;w; เรื่องตีพิมพ์ยังไม่มีแพลนเลยค่า
      #460-1
  5. #458 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 14:33
    จบภาคนี้ลงภาค2ต่อ้ลยนะ! เดี๋ยวขาดช่วง คนอ่านทนไม่ด้ายยยย

    แล้วพระเอกคนเดิม หรืออากาเบลได้พระเอกใหม่? =.,=

    ภาค2ต่อในเรื่องนี้เลย หรือเปิดเรื่องใหม่คะ?
    #458
    1
    • #458-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:39
      ขอเวลานั่งวางโครงให้แข็งแรงก่อนค่าภาค 2 ฮาาา ส่วนภาคต่อก็รอได้ในบทความนี้เลยค่ะ เราขี้เกียจตั้งใหม่ 555 สำหรับพระเอก... ยังไม่มีใครรู้ว่าใครจะได้มงไป ให้พวกเขา (???) แข่งกันเองไปก่อนค่ะ
      #458-1
  6. วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 08:06
    อ่านจบแล้วปวดใจมาก ;;;^;;; เชื่อว่าดีทริค(คนพี่น่ะนะ) รักเบลมาก รักมากๆจนหลังๆไม่อยากให้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แล้ว และคิดว่าสุดท้ายแล้วดีทริคยังไม่ตายหรอก เพราะเบลไม่ได้ตั้งใจฆ่า แค่ตั้งใจจะหยุดเท่านั้น ต้องได้เจอกันอีกในอนาคตแน่ๆ แต่ตอนนี้ขอร้องไห้แปป--
    #457
    1
    • #457-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:37
      ตอนนี้อากาเบลยังเดาดีทริคไม่ถูกเลยค่ะว่าสรุปตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ โอย 5555 ส่วนฮีจะรอดหรือไม่... เดี๋ยวจะมาต่อตอนสุดท้ายแล้วค่ะ XD
      #457-1
  7. #456 treetaporn prechanuwat (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 06:49
    รอค่ะ ^^
    #456
    1
    • #456-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:35
      เดี๋ยวจะรีบมาต่อนะคะ ^q^
      #456-1
  8. #455 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 04:14
    ที่แท้ สามคน สามบุคลิกในคนเดียว

    คนเล็กสุดนี่ โหดร้ายจิงๆ



    อะไรคือสิ่งที่ดีทริคคนกลาง อยากทำกะเบล55555



    แต่พันธสัญญาขาดแล้ว ไม่มีแล้ว อ้ากกกกก แอบลุ้นและหวังว่าอย่าขาด ไม่อยากให้สองคนจากกัน



    แต่คนกลางดีสุดดดดด รักดีทริคคนกลางงงงงง แอรั้ยยยยยย



    อย่างหวังว่าทั้งสอง จะกลับมาอยู่ด้วยกัน รักกัน

    #455
    1
    • #455-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:35
      โหดร้ายสุดก็เลยต้องโดนพี่ชายเก็บไว้ เดี๋ยวออกมาอาละวาดค่ะ (??) ฮาาา เส้นทางของดีทริคจะเป็นอย่างไงต่อ ต้องไปดูภาค 2 แล้วค่ะ ภาค 1 หมดโควต้าตอนละ 555
      #455-1
  9. #454 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 02:42
    แล้วที่รักเราล่ะคะ ดีทริคยังเป็นพระเอกอยู่ใช่มั้ย เราอ่อนไหวง่ายจะร้องแล้ว ดีทริคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค เรารักนายยยยยยยย ตกลงมันคือสามคนในร่างเดียวสินะ ดีทริคพี่คนกลางคือคนที่รักเบล คนน้องคือวอยแซคที่ค่อนข้างโหดร้าย(มั้ง) คนโตคือคนที่อยู่ก่อนโธมัสตาย ชื่อดีทริคเหมือนกัน เห้อ รอภาคสองนะคะ แต่งดีมากๆ เรารักเบลมาก จากที่เคยหมั่นไส้นาง มานานมากกกกกก อ่านไปอ่านมากลายเป็นว่าเราปกป้องเบลมาก ไม่อยากให้ใครทำร้ายเบล เก่งมากๆค่ะไรต์ที่เปลี่ยนอคติของเราได้ เราว่ามันยากที่สุดในการแต่งนิยายเลยนะ ลยอคติเนี่ย เรารอภาคสองนะ ยังอัพที่บทความนี้ใช่มั้ย หรือเปิดเรื่องใหม่?
    #454
    1
    • #454-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:34
      ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ จำได้เลยว่าเขียนเรื่องนี้แรก ๆ มีแต่คนบ่นอากาเบล ดีใจที่ทำให้ท่านเปลี่ยนอคติเกี่ยวกับนางได้ค่ะ TwT ภาคสองยังอัพบทความนี้ค่า ไม่ตั้งใหม่ ส่วนมงพระเอกนี่ยังไม่มีคำตอบ ลุ้นกันต่อไปค่ะ 5555
      #454-1
  10. #453 ZiaZia_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 01:36
    หุยยย หายไปพร้อมกับตาข้างเดียว ตาเบลจะงอกออกมาใหม่มั้ย #นั้นใช่นางเอกรึป่าว #ตัวอะไรนิ๊5555
    #453
    1
    • #453-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:32
      กลายพันธุ์ซะงั้นค่ะ 55555
      #453-1
  11. #452 o0nooknick0o (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2559 / 23:10
    ดีทริคตายยย?
    #452
    1
    • #452-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      23 มิถุนายน 2559 / 19:32
      เอ..... ไม่รู้เหมือนกันค่ะ /โดนตบ
      #452-1
  12. #451 ZiaZia_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 23:10
    อ่ายมาตั่งนาน ไม่เคยรู้ว่าเบลหน้าตาเป็นยังไง รู้แค่ว่า ผิวน้ำผึ้ง ตาฟ้า/น้ำตาล ผมยาวดำ หน้าดุ จบปิ้ง จิตนาการไม่ถูกจริงๆ (คำถาม คือนางสวยมั้ย? หุ่นเป็นยังไง อึมหรือ แบน หรือออกนางแบบ?
    #451
    1
    • #451-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:13
      ขออภัยด้วยค่า ทางนี้มันส์กับการอธิบายหน้าตาตัวละครอื่นเกินไป เลยลืมนางเอก (???) ก็คืออากาเบลไม่ได้สวย หน้าตาธรรมดาทั่วไปน่ะค่ะ อึ๋มหน่อย (คัพ C /ผิด) สูง ไม่ตัน แต่ก็ไม่ skinny หน้าก็ไปทางลูกครึ่งเอเชียยุโรปน่ะค่ะ ^^
      #451-1
  13. #450 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 21:49
    ดีทริคไม่ฆ่าเบลหรอก ดีทริคทำใจไม่ได้ เบลก้ไม่อยากให้ดีทริคตายไปจริงๆ คู่ซึนแถมมาเจอสถานการณ์พาไปอีกงี้ ตะรอดมั้ย เค้าจะได้อยู่ด้วยกันมั้ย รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อมากกกก
    #450
    1
    • #450-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:09
      ซึนแถมยังปากแข็งทั้งคู่อีก จะไปรอดไหมนะคะ ฮาาาา
      #450-1
  14. วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 18:18
    ความเจ็บนี้คืออะไร รู้สึกเศร้าที่เบลกับดีทริคต้องมาฆ่ากันเอง ฮืออออ เอาใจช่วยต่อไปละกัน ขอให้ไม่จบแบบมาม่า---
    #449
    1
    • #449-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:08
      ทางนี้เขียนไปก็ปวดใจไปค่ะ โอย T^T
      #449-1
  15. #448 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 19:56
    ไม่น่าหนีได้ เพราะติดพันธสัญญาชีวิต
    ...แต่น่าจะมีสักทางสิ!
    #448
    1
    • #448-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:08
      รอลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 50% ที่เหลือกันค่า ^q^
      #448-1
  16. #447 Tira-me (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 18:54
    ลุ้นหนักมากก อากาเบลจะหนีไปได้มั้ยนะ จะหนียังไงในเมื่อติดสัญญา?!! หรือดีทริคจะปล่อยไป?!!! ถ้าหนีไปได้จะไปรวมทีมกะอิลซูจิน? รึป่าวหว่าา ไรทมาต่อเร็วๆน๊าา สู้ๆคร่าา
    #447
    1
    • #447-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:07
      อ่านคอมเมนท์แล้วรู้สึกลุ้นเองเลยค่ะ (???) ฮาาา จะรีบมาต่อนะคะ
      #447-1
  17. #446 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 18:50
    อ้อ ที่แท้ ก้คืออีกชื่อออ นี่เอง วอยแชค แล้วงัย เรียกอีกชื่อทะมายต้องโกรธ จนอยากฆ่า ตื่นเต้นค่ะ ลุ้นมากกกกก

    คำที่บอกว่าจะรอ อยากให้หมายถึงเบลจิงๆๆ
    #446
    1
    • #446-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:05
      อีก 50% จะมาไขแล้วค่ะว่าวอยแชคคืออะไรยังไง ^q^
      #446-1
  18. #445 Elfea (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 18:23
    ราชินี ราชินีที่ไหน
    #445
    1
    • #445-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 42)
      21 มิถุนายน 2559 / 19:04
      ราชินีมังกรน่ะค่ะ (ที่ยาโรเมียร์ใช้แค่คำว่าราชา/ราชินีเฉย ๆ คือไม่อยากให้เซเลสเทียรู้)
      #445-1