Draconic Chronicle

ตอนที่ 41 : III-41: Don't leave Me, I'm begging You

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 522
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    1 ก.พ. 60


ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^

ตอนที่ข้ายื่นยาพิษให้มาธิลด้า นางบอกกับข้าว่าข้าจะเสียใจไปตลอดชีวิต

เสียใจ?

ไม่มีอะไรจะทำให้ข้าเสียใจไปมากกว่าการสูญเสียโธมัส

หรือในความเป็นจริง...

ไม่มีอะไรจะทำให้ข้าหมดอาลัยในชีวิตไปมากกว่าการสูญเสียเนโรอีกแล้ว

เนโรผู้ที่สมควรจะมีชีวิตต่อไป


41


            ร้องไห้ไปกี่ชั่วโมงกัน? อากาเบลไม่รู้ เธอจำได้แค่ว่าตัวเองร้องไห้จนผล็อยหลับไป ไม่มีความฝัน ว่างเปล่า เธอนอนขดตัวบนเตียงโดยไม่ห่มผ้าห่ม หนาวจนแขนขาชา แต่เธอปล่อยให้ร่างกายทุกข์ทรมานอย่างนั้น ประชด? จะประชดอะไรได้อีกล่ะ เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว พวกเขาจากไปหมดแล้ว ไปยังที่ที่เธอตามไปไม่ได้ ไปยังที่ที่เธอกลับไปไม่ได้อีก

            ไม่เป็นไร เธอยังเหลือดีทริค เขาไม่ค่อยพูดหรอก แต่เขาก็จะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ เธอคิดจะเสนอให้เขาหนีไปพร้อมกับเธอ ไปจากที่นี่ และถ้าเขาห่วงกิลเบิร์ต ก็พาไอ้ลูกหมานั่นมาด้วยเลย ไปอยู่ที่ไหน? ไม่รู้สิ ดีทริคเคยบอกว่าเขาชอบที่ที่ห่างไกลจากผู้คน ปลูกต้นไม้ไปวัน ๆ ลองเดินทางไปยังอาณาจักรต่าง ๆ เพื่อหาบ้านที่เหมาะสมเป็นไง? เธอน่าจะชอบชีวิตอย่างนั้นได้ เพราะปกติเธอก็นอนหลับจำศีลในร่างมังกรตลอด เขาคงไม่ว่าหรอกถ้าเธอจะเอาแต่นอน เป็นเขาที่ทำอาหารและดูแลความสะอาดคนเดียว อย่างไง ๆ เขาก็จะดุให้เธอช่วยงานอยู่แล้ว

            ไม่

            มันไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะเขาทรยศเธอ เพราะเขาอยู่เบื้องหลังทั้งหมด

            เขาคือราชามังกรที่เธอศรัทธามาตลอดชีวิต

            อากาเบลกุมมือที่สั่นเทาของตัวเอง ก่อนจะร้องไห้ต่อ ร้องไห้จนหมอนเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา


***


            เสียงประตูที่เปิดเข้ามาอย่างแผ่วเบาไม่ทำให้เธอตื่น จนกระทั่งผ้าห่มถูกโยนคลุมร่าง

            อากาเบลลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าของคนที่เธอเรียกหามาตลอดทั้งคืน มันทำให้เธออยากกระโดดกอดเหลือเกิน แต่เธอหยุดตัวเองไว้ได้ แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่สาดใบหน้าสะอาดสะอ้านที่ไม่ได้อ่อนเยาว์อย่างที่เธอจำได้อีกของอัศวินตาฟ้า เวทมนตร์ที่เธอเคยคิดว่าอีกฝ่ายใช้ปิดบังลักษณะที่แท้จริง มันหายไปแล้ว แทนที่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่เหมาะสมกับอายุ และดวงตาสีฟ้า มันไม่ได้แจ่มแจ้งจนโดดเด่น มันเข้มขึ้น แต่ข้างซ้ายกลับสีอ่อนจนคล้ายสีเทา

            ดวงตาสองสี?

            คนทรยศ

            ความโกรธที่ยังฝังแน่นในใจปะทุขึ้นมา อากาเบลลุกพรวดทันที เธอตรงไปกระชากเสื้อผ้าในมืออีกฝ่าย คำรามไล่ให้มันไปตาย แล้วเดินชนไหล่อัศวินอย่างแรง เธอไม่ได้หันไปมองว่ามันอยู่ในท่าอะไร เธอแค่กระทืบเท้าตรงไปหาประตูบานเล็กข้างตู้เสื้อผ้าลงไปยังห้องน้ำชั้นล่าง บันไดมืดสนิท เธอไม่แม้แต่จะจุดคบเพลิงให้สว่างทั่ว ลงไปอาบน้ำทั้ง ๆ อย่างนั้น

            ทำไมมันยังกล้ามาเจอหน้าเธออีก? อากาเบลไหล่สั่นเทิ้มขณะแกะผ้าพันแผลตรงดวงตาข้างขวาออก เธอไม่กลัวหากอัศวินตาฟ้าจะได้ยินสิ่งที่เธอคิด ให้มันได้ยินไปว่าเธอเกลียดมัน เกลียดจนเธอรู้สึกขยะแขยงที่จะต้องเห็นหน้า เธอถ่ายทอดประโยครังเกียจไม่หยุดหย่อนในใจ และการมองเห็นที่ยังเอียงกะเท่เร่มาทางซ้ายก็ยิ่งทำให้เธอหงุดหงิด เพียงพอให้เธอพยายามแยงตาขวาให้เบิกกว้างเพื่อมองเงาสะท้อนบนน้ำ

            มันคือความว่างเปล่าสีดำลึกโบ๋

            อากาเบลถอยกรูดจนหลังชิดกับผนังหินเย็นชื้น แย่ยิ่งกว่าตาบอด เพราะเธอไม่มีดวงตาข้างขวาอีกแล้ว เธอเผลอกลั้นหายใจ ปล่อยให้ร่างกายหายตัวกลืนไปกับบรรยากาศมืดสลัว ๆ แล้วเธอก็กลับมาหายใจเหมือนเดิมอีกครั้ง มือสั่นสะท้านขณะแตะเปลือกตาข้างขวา เหมือนย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีก่อน แค่คราวนี้ไม่มีเวทมนตร์ใด ๆ ช่วยเธออีกต่อไป

            เป็นตัวไร้ค่า แถมยังไม่สมประกอบอีก

            อากาเบลซุกตัวอยู่ในห้องน้ำนานเป็นชั่วโมง จนผิวหนังตรงปลายนิ้วเปลือย เธอถึงคว้าผ้าพันแผลมาพันรอบดวงตาข้างขวากับศีรษะอย่างไม่ใยดีอีกครั้ง มันรัดแน่นจนเธอรู้สึกเจ็บ แต่เธอไม่สนใจ เธอเดินตรงไปคว้าเสื้อผ้าชุดใหม่มาใส่ เป็นเสื้อกับกางเกงหนังยาว ใส่เสร็จเธอก็ขยุ้มเสื้อผ้าเก่าแนบกับต้นขา ก่อนจะหันขวับไปจ้องบันไดขึ้นไปยังห้องนอนด้วยสายตาวาวโรจน์ เธอกัดกระพุ้งแก้มจนเลือดออกขณะเดินกลับขึ้นไป

            อัศวินตาฟ้าลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงในท่ากอดอก ใบหน้าหันไปมองนอกหน้าต่าง มือกำกุญแจที่มันคงใช้ไขเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อคืน

            “ออกไปซะ” อากาเบลพูดเสียงต่ำ “อย่าให้ข้าต้องรู้สึกคลื่นไส้ไปมากกว่านี้”

            มันไม่หันมามอง เธอจึงเดินตึง ๆ ตรงไปขว้างเสื้อผ้าสกปรกในมือใส่หน้าจัง ๆ อัศวินตาฟ้าหันมาทันที ดวงตาดุร้ายจนเธอยังรู้สึกกลัวเอง ถึงอย่างนั้นเธอก็พุ่งไปที่เตียงเพื่อคว้ามีดทำมือซึ่งซุกซ่อนไว้ใต้หมอน มีดที่เธอทำขึ้นมาในช่วงวันเวลาที่เธอยังรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่ายเหลือล้น เธอไม่คาดคิดว่าจะได้ใช้มันอีกครั้ง ตอนที่เธอกลับมารู้สึกดังเดิม

            อากาเบลยกมีดขึ้นเหนือหัว และทุ่มเรี่ยวแรงในการแทงอัศวินตาฟ้า แต่มันจับแขนเธอไว้ได้เสียก่อน เธอกัดฟันกรอดขณะพยายามเบนปลายมีดให้ใกล้ลำคออีกฝ่ายมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นเธอเสียเองที่มีดถูกดันเข้าหาเรื่อย ๆ อัศวินตาฟ้าหันปลายแหลมขึ้นเพดานก็จริง แต่ท้ายที่สุดคมมีดเย็นเฉียบก็มาประชิดลำคอเธอที่หายใจไม่ทั่วท้อง

            “การที่เจ้ายังดื้อดึงอยู่เสมอไม่เคยทำให้ข้าหยุดประหลาดใจ อากาเบล” มันกำลังเยาะเย้ยเธอ

            “อย่าเรียกชื่อข้า”

            ประกายเจ็บปวดปรากฏในแววตาของอีกฝ่ายเสี้ยววินาที

            “เจ้าควรจะเลือกข้า”

            “ที่มานี่ก็เพื่อเปลี่ยนใจข้างั้นสิ?” เด็กสาวเหยียดยิ้มดูแคลน “ไปตายซะ”

            ศัตรูเหลือบมองมีดทำมือสลับกับลำคอเธอ “เจ้าวางแผนจะฆ่าตัวตาย”

            “ลืมไปแล้วรึไงว่าพลังที่ข้ามีไม่ใช่ของข้าน่ะ ไม่ต้องวางแผนฆ่าตัวตาย ข้าก็ตายเฉย ๆ ได้--

            หัวใจของอากาเบลแทบหยุดเต้นเมื่ออัศวินตาฟ้าจุมพิตหลังมือเธอ แล้วมันก็ค่อย ๆ ไล่ขึ้นมายังนิ้วของเธอ ความอบอุ่นและวูบวาบนั่นทำให้เธอยิ่งดิ้นด้วยความเดือดดาล แต่เธอถูกตรึงไว้ดีเกินไป มันเลื่อนริมฝีปากมาที่ใบมีด และเพราะเธอดันตัดสินใจไม่ขยับตัวหนีในตอนนั้น มันก็เหลือบมองเธอจากข้างใต้ สายตาเสแสร้งเหมือนไม่รู้ว่าเธอกำลังโกรธอะไร สายตานิ่งและงุนงงที่ ดีทริค เบลนเฮล์มทำเป็นประจำ

            ให้ตายเถอะ เธออยากฆ่ามันเหลือเกิน

            “ข้าจะกัดลิ้นเจ้า” เธอท้าทาย

            “ถ้าเจ้าต้องการ”

            แล้วอัศวินตาฟ้าก็จูบเธอ

            ความรู้สึกประหลาดย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่อากาเบลพยายามไม่สนใจ แม้ว่าเธอจะเผลอเผยอริมฝีปาก และมันก็รุกล้ำเข้ามาพร้อมกับกำท้ายทอยเธอไว้หลวม ๆ เธอเบ้หน้าและกัดลิ้นมันอย่างแรง ความเจ็บปวดของตัวเองแล่นแปล็บ รสเลือดคาวจัดในปาก แต่อัศวินตาฟ้ายังไม่ละจูบไป แม้ว่าเธอจะสะบัดข้อมือไปบีบคอมันสำเร็จแล้วก็ตาม เธอจิกเล็บกับลำคอแข็งแกร่ง รู้สึกถึงการเต้นของเส้นเลือดใต้นั้น

            แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแก้วร้าว – มีดทำมือกำลังร้าวตั้งแต่ด้ามจับขึ้นมาเรื่อย ๆ ก่อนสุดท้ายมันจะแตกกระจายและร่วงหล่นระหว่างเธอกับศัตรู

            อากาเบลตะลึงจัด และเมื่อเธอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกัดริมฝีปากล่างของอัศวินตาฟ้าไปแล้ว มันเจ็บจี๊ดจนเธอน้ำตาแทบไหล เสียงหัวเราะต่ำในลำคอของอีกฝ่ายทำให้เธอยิ่งโมโห เธอจึงกระชากมืออีกข้างไปผสมโรงบีบคอจนมันต้องแหงนหน้าขึ้น ไม่ใช่เพื่อพยายามไขว่คว้าอากาศหายใจ มันเหยียดยิ้มใส่ราวกับว่าเธอทำอะไรมันไม่ได้เลยสักนิด แม้จะมีเลือดไหลซึมมุมปากจากรอยแผลตรงลิ้นลงมาก็ตามที

            “เจ้าบีบบังคับให้ข้าเหลือไม่กี่หนทาง อากาเบล” อัศวินตาฟ้ากระซิบ

            “จะฆ่าข้าก็ฆ่าซะ” อากาเบลตอกกลับ “ฆ่าข้าซะสิ!

            มันแค่จ้องตาเธอ

            มีเสียงเคาะประตู ก่อนบานประตูจะถูกผลักเข้ามาทันใด

            อากาเบลผลักตัวเองออกจนสะดุดหงายหลังล้มใส่เตียง ถึงอย่างนั้นเธอก็รีบกระเด้งตัวขึ้นมาทันเห็นคนมาใหม่ อัศวินตาฟ้าหุบยิ้ม แล้วกลับไปทำหน้าเรียบสนิทของ ดีทริค เบลนเฮล์มที่ทำมาตลอดต่อ หน้ากาก สองหน้า มันจ้องเธอที่มือสั่นไม่หยุดเขม็ง ก่อนมันจะเดาะลิ้นและตัดสินใจลุกขึ้นเพื่อเดินออกไปจากห้อง

            ดัชเชสเซเลสเทียในชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามาในท่วงท่าสง่างาม นางตรงไปยืนจ้องลวดลายไม้ของกรอบหน้าต่างโดยไม่พูดไม่จา มือเรียวยกขึ้นและลูบไล้บานไม้ราวกับตกอยู่ในภวังค์ อากาเบลขมวดคิ้วขณะยืนอยู่ไม่สุข มันอึดอัดจนเธอเริ่มหายใจไม่ออก หน้าอกแน่นไปหมด

            “เจ้าร่วมมือกับพวกมัน” เธอพูด

            กลุ่มเมฆครึ้มลอยเอื่อย ๆ ไปบดบังดวงอาทิตย์ข้างนอกนั่น แล้วอยู่ ๆ อากาเบลก็รู้สึกถึงความปวดร้าว ความเศร้าที่เธอยังสับสนถึงที่มา ไม่มีภาพความทรงจำย่ำแย่ปรากฏ แต่เธอกลับต้องยกมือปิดปากด้วยความกลัวว่าน้ำตาจะไหล

            “โซโกลอฟ” เซเลสเทียเอ่ยเรียกด้วยเสียงนุ่มนวล

            เสียงของนางทำให้อากาเบลอดทนไม่ไหวอีก เธอทรุดลงและยกมือกุมหน้าเพื่อกลั้นเสียงร้องไห้ น้ำตาพรั่งพรูจนไหลซึมใบหน้าลงมาเปื้อนเสื้อไปหมด เธอพยายามบอกกับตัวเองให้ใจเย็น ให้กลบสาหตุที่ทำให้เกิดความเศร้าซะ แต่เธอหามันไม่เจอในตอนนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ ๆ เธอจะร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังได้อย่างไง

            ในหัวของเธอย้อนนึกไปยังเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องเลยสักนิด เธอเห็นเซเลสเทียยืนนิ่งอยู่ข้างหลังอัลฟองเซ่แทบทุกที่ – ในการแข่งขันประลองทวน ในวันที่กิลเบิร์ตพยายามอ้อนวอนขอไปรบ ในการแย่งชิงบัลลังก์เมื่อวาน นางไม่เคยอยู่ห่างจากรัชทายาทแห่งแอเธลวินแม้แต่ครั้งเดียว ตอนที่พระเจ้าชาร์ลส์ถูกแทง และอัลฟองเซ่ก็ควบคุมให้ทหารเฉลยความจริง นางก็ไม่มีท่าทีตกใจเหมือนคนอื่น

            เพราะนางกำลังจ้องทหารเหล่านั้นเขม็ง ริมฝีปากขยับพูดอย่างเชื่องช้า

            “ไม่ใช่อัลฟองเซ่ที่ควบคุม” อากาเบลพูดเสียงแหบสลับกับสะอื้น “มันคือเจ้าที่ใช้เวทมนตร์ เจ้าคือแม่มด”

            เซเลสเทียหันมาสบตา “เจ้าเห็นภาพที่ข้าอยากให้เห็นสินะ? ถูกต้องแล้ว ข้าคือนักเวท”

            “มันไม่ต่างกับพ่อมดแม่มด”

            “ต่างสิ โซโกลอฟ” นางลดเสียงลง และความเศร้าก็ทวีคูณกะทันหัน “นักเวทคือผู้คนที่ได้เกิดในดินแดนซึ่งเวทมนตร์เป็นที่ยอมรับ ถูกสั่งสอนทักษะต่าง ๆ เหมือนเส้นทางอัศวิน นักเวทคือสิ่งที่เหล่าพ่อมดแม่มดซึ่งถูกเผาทั้งเป็นในอาณาจักรส่วนใหญ่สามารถที่จะเป็นและมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้”

            “เจ้ามาที่นี่ทำไม” อากาเบลขัด

            พลันแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างข้างเตียงเข้ามาก็หมดความสว่าง ผนังสีอ่อนเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีเทา แล้วเบื้องหลังร่างระหงส์อันนิ่งสงบของเซเลสเทียก็ปรากฏเงาสีดำกระจายออกมาอย่างรวดเร็ว มันคือเงื้อมเล็บมหึมาที่บดบังเพดาน ค้อมเข้าหาจากทุกด้านของอากาเบล มันกลืนกินทุกอย่างจนกลายเป็นสีดำสนิท เสียงกรีดร้องของผู้คนมากมายซึ่งดังแผ่วเบาใต้สีดำนั่นฉุดกระชากความกลัวในใจให้ท่วมท้นจนเธอหายใจไม่ออกทันทีทันใด

            “โซโกลอฟ พวกเขา... ต้องการให้ข้าลบความทรงจำของเจ้า”

            เงื้อมเล็บสีดำพุ่งมาตรึงอากาเบลทันที เธอกลั้นเสียงร้องโอ๊ย พลางมองเลิ่กลั่กเพื่อหาทางออก ในใจก็พยายามต่อต้านการควบคุมของอีกฝ่ายไปพร้อม ๆ กัน แต่ความกลัวที่ถูกยัดเยียดมาให้มันหนักหนาจนผลักทิ้งไม่ไหว

            “การล้มศาสนจักรโง่ ๆ ของไอ้เวรนั่นมันสำคัญขนาดต้องล้างสมองข้าเลยรึไง” เธอเสียดสี

            “เพราะเจ้าเกี่ยวข้องในฐานะอาวุธ และอาวุธควรจะปฏิบัติหน้าที่ที่ผู้ครอบครองต้องการเท่านั้น”

            ตรงปลายเท้าของอากาเบล ดาบและอาวุธมากมายในหลายรูปทรงก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เซเลสเทียเดินผ่านหลังเธอไปนั่งเรียบร้อยด้านข้าง แต่พอลองจ้องดูแล้วกลับไม่พบเก้าอี้ เซเลสเทียนั่งบนอากาศ ความมืดเปล่า ๆ อากาเบลกลืนน้ำลายเมื่ออารมณ์ที่ถูกยัดเยียดเข้ามาเลือนหายไป เธอจำได้ว่าตรงนั้นคือเตียงนอน

            “หากจะต่อสู้กับจักรวรรดิ พวกเขาต้องการอาวุธใหม่ที่จักรวรรดิจะไม่คาดคิด อาวุธพิเศษของพวกทะเลทรายก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่มันยังเป็นความลับ” เซเลสเทียพึมพำ “ไม่มีใครรู้จุดกำเนิดของมัน ว่ามันทำอะไรได้บ้าง จะสร้างมันจากอะไรได้ พวกเขารู้แค่มันฆ่ามังกรมีเกล็ดได้อย่างง่ายดาย การสันนิษฐานก็คือมันสร้างจากส่วนประกอบของมังกร แต่ใครล่ะจะไปล่ามังกรมาเพื่อทำอาวุธพวกนี้เป็นจำนวนมากได้?”

            คมเล็บบีบแขนและลำตัวของอากาเบลจนความปวดร้าวพุ่งทะยาน

            “ดังนั้น พวกเขาจึงคิดจะใช้เวทมนตร์ในการสร้างอาวุธใหม่ เวทมนตร์ที่ควบคุมไม่ได้ เวทมนตร์ที่พวกเขาหาทางทำให้มันกลายเป็นสสารได้ ออกมาในทรงของอาวุธ กับดัก หรือสกัดออกมาเหมือนยาพิษ รอหยดลงเป้าหมายและให้ฤทธิ์ของมันทำงาน เจ้าชายกิลเบิร์ตเป็นหนูทดลองคนต้น ๆ นั่นคือสาเหตุที่เขาบ้าระห่ำออกไปรบในสงคราม โดยที่ข้าไม่ต้องอยู่ติดตัวเพื่อควบคุมเขาเหมือนที่ข้าต้องทำกับพระเจ้าชาร์ลส์”

            เธอใจหาย พวกมันไม่ได้ต้องการจะทดลองอาวุธใหม่กับเธอ พวกมันจะสกัดอาวุธที่ว่าจากเธอต่างหาก

            “ความคิดของอัลฟองเซ่?” เธอถาม และต่อให้เซเลสเทียไม่ตอบ เธอก็พอจะรู้ได้ กิลเบิร์ตเคยพูดถึงดวงตาข้างขวาของเธอที่ถูกควักและเคลื่อนย้ายกลับมายังแอเธลวิน พวกเขาผ่าดวงตาของเธอเพื่อศึกษา อัลฟองเซ่อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

            งั้นเธอก็ควรจะถูกจับไปล้างสมองและทดลองตั้งแต่ตอนที่อัศวินตาฟ้าจับเธอได้สิ ทำไมถึงต้องรอนานขนาดนี้ด้วย? อัศวินตาฟ้าปกปิดเรื่องของเธอกับอัลฟองเซ่ตั้งแต่ต้นหรือ หรือแค่ตกลงกันว่าจะลองวิธีควบคุมด้วยพันธสัญญาก่อน? อัศวินตาฟ้ากล้าทรยศเธอเพื่อเป้าหมายของตัวเองได้ เธอก็ไม่คิดว่ามันจะเว้นกับพันธมิตรหรอก มันคือพวกที่ยอมสวมหน้ากากเป็นมิตรกับอะไรก็ตามที่ให้ผลประโยชน์นี่

            คนอื่นรู้รึเปล่าว่าอัศวินตาฟ้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาน่ะ?

            จะเรียกได้ว่าโธมัส เบลนเฮล์มถูกอาณาจักรแอเธลวินหักหลัง แล้วมีเหตุผลอะไรให้อัศวินตาฟ้าอยากทำเพื่อที่นี่?

            ไม่มี

            อัลฟองเซ่จะถูกหักหลังเหมือนพระเจ้าชาร์ลส์เป็นคนต่อไป

            “โซโกลอฟ” เซเลสเทียเรียก พลางหันไปมองประตูข้างหลังซึ่งถูกสีดำกลืนกินไป “เมื่อเจ้าก้าวข้ามธรณีประตูไป เจ้าจะเจอกับอาวุธใหม่ที่ข้าบอก เวทมนตร์รูปธรรม เวทมนตร์ที่พวกเขาสะกัดจากพลังของข้า”

            อากาเบลเบิกตากว้างด้วยความสับสนเมื่ออยู่ ๆ เงื้อมเขี้ยวก็ปล่อยตัวเธอ มันถดถอยไปพร้อมกับสีดำกลับไปหาเซเลสเทีย ความร้อนของวันอันสดใสกับแสงสว่างกลับมา สาดใส่เธอแทนความเย็นเฉียบเมื่อครู่ เธอหันไปมองรอบ ๆ ทันที เมฆครึ้มข้างนอกหน้าต่างหายไปแล้ว เธอสบตาเซเลสเทียที่ระบายลมหายใจเหนื่อยอ่อน

            คู่สนทนายิ้ม “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าตกอยู่ในพันธนาการแบบเดียวกัน”

            “นั่นคือสาเหตุที่เจ้าช่วย? ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่ต้องการค่าตอบแทน”

            “มาธิลด้าจัดการเรื่องนั้นให้เจ้ามาหลายเดือนก่อนหน้าที่นางจะตายแล้ว”

            “มาธิลด้า? นางอยู่ฝั่งเดียวกันกับอัลฟองเซ่ด้วยซ้ำ!

            “ข้าอยากให้เจ้าคิดว่า หากเจ้าคือกลุ่มที่หนึ่ง อัลฟองเซ่กับฟอร์เซเคนเป็นกลุ่มที่สองที่เจ้าขัดแย้งด้วย มันยังมีอีกหลายกลุ่มที่สามารถเข้ามาแทรกแซงปัญหานี้ได้ ฉะนั้น เจ้าควรจะตอบรับมิตรที่ยื่นมาให้จะดีกว่า”

            อากาเบลตะลึงเกินกว่าจะพูดตอบได้ เธอจึงหันไปคว้ากระเป๋ากับดาบมาสะพายทันที ก่อนจะหยุดด้วยความงุนงง เซเลสเทียต้องลบความทรงจำของเธอ แต่นางกลับช่วยเหลือ งั้นเธอจะทำอย่างไรต่อ? หนีไปงั้นเหรอ ไปที่ไหนกันล่ะ? แล้วกิลเบิร์ต... ไม่ ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ เธอจะหนีออกไปจากพระราชวังนี้อย่างปลอดภัยได้อย่างไง

            “เจ้าเป็นคนรักของอัลฟองเซ่ เจ้าจะหักหลังเขาทำไม” อากาเบลกัดฟันถาม ให้ตายเถอะ เธอรู้สึกโกรธขึ้นมา

            “คำว่าคนรักคงใช้ไม่ได้กับข้าที่ถูกจับให้แต่งงานกับเขา ถูกสั่งให้ล้างความทรงจำของตัวเอง กลายเป็นตุ๊กตาแสนสวยที่เขาจะใช้พลังหรือร่างกายอย่างไงก็ได้ มันไม่ใช่ข้าที่จักรวรรดิแห่งตะวันออกส่งมาเพื่อลอบสังหารเขาตั้งแต่หลายปีก่อน” รอยยิ้มของเซเลสเทียเต็มไปด้วยความเศร้า “ข้าเห็นว่าเจ้าจะเป็นแบบข้า และข้าไม่ต้องการแบบนั้น”

            “มาธิลด้าเกี่ยวข้องอีกใช่ไหม การที่อยู่ ๆ เจ้าระลึกถึงความทรงจำเก่าได้”

            เซเลสเทียแค่ยิ้มแทนคำตอบ

            “คนที่ตัดสินใจพลาดจนโดนจับได้เรื่องมีชู้เนี่ยนะจะมาวางแผนลับหลังพรรคนี้ได้?” อากาเบลเริ่มพาล “นี่อาจจะเป็นอีกแผนการไว้ตลบหลังข้าก็ได้ มนุษย์อย่างพวกเจ้าเคยน่าเชื่อถือ“ เธอกัดลิ้นตัวเอง ครั้งล่าสุดที่เธอโดนทรยศไม่ใช่มนุษย์สักหน่อย กลับตาลปัตรด้วยซ้ำไป

            ไม่มีใครในที่นี้ที่เธอควรจะเชื่อเต็มเปี่ยม แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องหาทางหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ เธอควรจะรับฟังบางอย่าง แล้วก็ต้องระมัดระวังมาก ๆ ด้วย ข้างนอกห้องอาจจะไม่ได้มีแค่ทหารมนุษย์ทั่วไปที่ที่เธอจัดการได้ง่าย ๆ

            “งั้นเจ้าก็น่าจะรู้ใช่ไหม” อากาเบลถาม “ว่ากิลเบิร์ตถูกขังไว้ที่ไหน”


***


(ครบ 100% แล้วค่ะ)


            มาธิลด้าขี้โกงชัด ๆ อัศวินตาฟ้าแม้จะเป็นราชามังกรที่ครอบครองพลังกับความแข็งแกร่งอันน่ากลัว แต่มันก็คือคนจากอดีต คนที่จดจำได้แต่ช่วงเวลาตอนนั้น ไม่ใช่มาธิลด้าที่มองเห็นอนาคตได้ หากนี่คือการแข่งขัน อากาเบลคงได้เปรียบหลายช่วงตัว เพราะมาธิลด้าสามารถบอกได้ว่าศัตรูจะทำอะไร เดินไปทางไหน นั่นแหละ

            ให้ตายเถอะ ดีทริค เบลนเฮล์มผู้มาจากอดีต แต่อยู่กับปัจจุบัน มาธิลด้า เซลี่ผู้อาศัยในปัจจุบัน แต่ชีวิตอยู่กับอนาคต ถ้าอากาเบลเป็นคนจากอนาคตที่นางเรียกมาอยู่ในปัจจุบัน เธอก็คงไม่ตกใจไปมากกว่านี้แล้ว

            เด็กสาวกำหมัดแน่นระหว่างเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า มันเป็นอุโมงค์ยาวไร้ทหารเฝ้า มีเพียงเสียงนกร้องจากช่องสำหรับแสงอาทิตย์ด้านขวาเป็นเพื่อน อากาศปลอดโปร่งเหมือนวันธรรมดาทั่วไป แต่เธอมองรอบข้างด้วยความระมัดระวัง ตั้งแต่เดินผ่านห้องเก็บของกับลงบันไดจากชั้นสองลงมา สถานที่นี้ไม่มีเสียงพูดคุยของผู้คนสักนิด เสียงฝีเท้าของทหารตรวจยามก็ไม่มี พวกเขาหายไปไหนกันหมด?

            โผล่พ้นอุโมงค์ออกมาก็เจอห้องโถงกว้าง หน้าต่างแก้วประดับประดาทุกด้าน แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนลวดลายสีทองเข้ามา อากาเบลหยุดกับที่ครู่หนึ่งเพื่อมองเพดานสีดำมีโคมไฟระย้าห้อยลงมา ข้างในนี้เงียบสนิท เสียงของธรรมชาติข้างนอกเข้ามาไม่ถึง เธอเลื่อนสายตากลับมามองหุ่นในชุดเกราะข้างผนัง แล้วเธอก็ก้าวขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

            ทันทีที่ปลายเท้าเหยียบพื้นของห้องโถง คำเตือนของเซเลสเทียก็เริ่มทำงานทันที

            อากาเบลผงะเฮือกเมื่อได้ยินเสียงดังอึกทึกสั้น ๆ เธอนึกว่าเป็นเสียงอาวุธของพวกทะเลทราย แต่ไม่ใช่ มันเหมือนเสียงของถังน้ำจำนวนมหาศาลถูกปล่อยทิ้งลงมาจากที่สูง หล่นทับและกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้น แล้วเธอก็พบที่มาของเสียงดังกล่าว ผนังซึ่งประกบข้างค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกห่างราวกับถูกลากจนเกิดเสียงปริศนานั่น ผนังแบ่งครึ่งและพับทบเหมือนคลื่นน้ำเพื่อเปิดทางให้สีดำสนิทเข้ามา โคมไฟระย้าละลายจนกึ่งกลายเป็นหินย้อยในถ้ำที่ส่องประกายเหมือนเพชร ลอยนิ่งอยู่เหนือหัวทั้ง ๆ ที่ไม่มีเพดานอีกแล้ว มีเพียงทางเดินเป็นเส้นตรงที่เธอยืนอยู่เท่านั้นที่ยังเหมือนเดิม

            รอบข้างเธอกลายเป็นสถาปัตยกรรมแปลกประหลาด ผนังถูกกรีดแบ่งเป็นเส้นแนวลึกเท่า ๆ กันไป และไล่เลียงสลับรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้ หุ่นในชุดเกราะทั้งหมดขยับตัวมีชีวิต เด็กสาวก้าวถอยด้วยความตกใจ แต่หุ่นพวกนั้นไม่ได้มุ่งความสนใจมาที่เธอ บางตัวถูกผนังคว้าเข้าไปบีบจนเกราะบุบ บางตัวล้มครืนจนชิ้นส่วนกระจายระเนระนาดบนพื้น แต่หุ่นส่วนใหญ่ย่อเข่าลง วางดาบไว้ข้างหน้า เลือดสีแดงสดไหลทะลักจากช่องของหมวกเหล็กกับข้อต่อเกราะจนท่วมพื้น

            เลือดทั้งหมดไหลมารวมกันตรงกลางไกล ๆ จากนั้นมันก็วิ่งย้อนกลับเป็นเส้นตรงขึ้นไปในอากาศข้างบน อะไรบางอย่างกำลังดูดมันขึ้นไป อากาเบลจึงรีบไล่สายตาตาม ก่อนเธอจะเบิกตากว้างเมื่อสังเกตเห็นว่าเลือดไม่ได้วิ่งในอากาศ มันเป็นรูปทรงบางอย่างที่มืดสนิทเกินไปต่างหาก กระทั่งถึงระดับความสูงหลายเท่า เธอถึงเห็นว่าเพดานถูกแหวกเปิดให้แสงสว่างน้อยนิดส่องเข้ามา เผยให้เห็นรูปปั้นมหึมาราวกับยักษ์ ใหญ่โตยิ่งกว่าราชามังกรเสียอีก

            รูปปั้นของหญิงสาวในเสื้อคลุมซึ่งปกปิดทั้งตัว ปีกมังกรหุบแนบกับลำตัว นางกำลังแบกอะไรบางอย่างทรงกลมบนแผ่นหลัง และนางเหมือนมีชีวิต เพราะแม้ทั้งร่างจะทำจากหินเก่าแก่ที่มีรอยร้าวแตกไปทั่ว แต่อากาเบลสังเกตเห็นว่าปลายผ้าของนางขยับไหวในบางครั้ง เชื่องช้าอย่างถึงที่สุด เธอจำได้ทันทีว่ารูปปั้นตรงหน้าคือพระแม่เยเรน่าของศาสนาอาซีมุส เทพเจ้าแห่งไฟ ผู้ที่อยู่ในตำนานว่ามอบพลังให้แก่ราชามังกร

            นางคือคนในยุคโบราณที่สร้างมังกรขึ้นมารึเปล่า

            อากาเบลก้มมองพื้นที่เธอเหยียบอยู่ พรมสีแดงเลือดหมูกลายเป็นหินมันวาวตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ นี่คือเวทมนตร์ของเซเลสเทีย – ภาพลวงตาสินะ? เธอสูดกลิ่นชื้นของดินหลังฝนหยุดตก ยังไม่เหลือบตาขึ้นมามองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เธอกวาดมองตั้งแต่ปลายเท้าของตัวเองไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนสุดทางเดิน รองเท้าบู้ทสีดำสนิทหนึ่งคู่ยืนอยู่ตรงนั้น เงาซึ่งสะท้อนบนพื้นสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำเผยให้เห็นชุดอย่างดี ขอบผ้าสีทอง ทบเยื้องไปทางซ้าย เสื้อคลุมยาวถึงเข่า

เธอไล่สายตาขึ้นไปปะใบหน้าอันนิ่งสงบเยือกเย็นเหมือนในคืนที่เธอเดินทางมาแอเธลวิน

            อัศวินตาฟ้า—ฟอร์เซเคนมองเลือดบนท่อนแขนของอากาเบล เธอรู้สึกถึงหน้าอกที่บีบรัดจนหายใจแทบไม่ออกทันที แต่เธอก็สามารถแสร้งเหยียดยิ้มแสยะสำเร็จ พลางยกแขนที่ว่าขึ้นมามองเลือดสดใหม่ – ไม่ใช่เลือดของเธอ – อีกฝ่ายไม่ขยับตัว เธอจึงหันกลับไปพูดเสียงหวานในภาษามังกรสลับกับภาษาแอเธลวินใส่

            “อัลฟองเซ่จะว่าอย่างไรนะถ้าเจ้าส่งดัชเชสที่รักของเขามาให้ข้า... ฆ่าน่ะ?”

            เด็กสาวลดแขนลงเพื่อเดินไปตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อนนัก

            “ขอโทษทีที่ทำห้องเลอะไปหมด ก็มนุษย์แบบนั้นจะไปทนแรงของมังกรได้อย่างไง?”

            ฟอร์เซเคนไม่ตอบ แต่แววตามีประกายขบขันกับความพยายามในการโกหกของเธอ

            อากาเบลหน้าเสียอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดโน้มน้าว มันคงรู้แล้วว่าเซเลสเทียช่วยเธอ ไอ้เลือดหมู (ที่เซเลสเทียเตรียมมาให้) บนแขนเธอนี่ก็ส่งกลิ่นเหม็นหืนยิ่งกว่าซากขยะถูกทิ้งมาเป็นปีเสียอีก แต่เธอก็ยังพยายามคงหน้านิ่งต่อไป หากเชื่อตามที่เซเลสเทียบอก ภายใต้กลไกเวทมนตร์ลวงตานี้ อัลฟองเซ่กำลังเฝ้าดูจากที่ไหนสักแห่ง และอะไรก็ตามที่ทำให้มันผิดใจกับฟอร์เซเคนได้ เธอก็จะทำ

            “เสียงกรีดร้องของนางแสบหูชะมัด” อากาเบลแสร้งบ่นกับตัวเอง พลางยกนิ้วขึ้นมาหมุนตรงหัว

            แน่นอนว่าฟอร์เซเคนก็ยังคงไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว มันไม่ได้สนใจเซเลสเทียอยู่แล้ว แต่เธอก็เริ่มรู้สึกถึงความร้อนรนของอัลฟองเซ่ในอากาศ เธอคิดว่าเธอแว่วเสียงสั่งการทหาร เสียงฝีเท้าอึกทึก ไกลแสนไกล หรือเธออาจจะแค่หูฝาด

            ลมหายใจของเธอช้าลงเมื่อสมองประมวลแผนต่อไป

            อากาเบลตัดสินใจออกตัววิ่งเข้าหาศัตรูทันที ฟอร์เซเคนยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้ว่ามันจะขยับตัวภายในเสี้ยววินาทีที่เธอเข้าใกล้นั่นแหละ เธอสบตาสีฟ้าเยือกเย็นตรงหน้า ก่อนจะกัดลิ้นอย่างแรงจนตัวเองแทบร้อง แล้วเธอก็กลั้นหายใจในตอนที่อีกฝ่ายเห็นเธออยู่ในท่าวิ่ง พอร่างของเธอกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา เธอก็ทรุดเข่าลงเพื่ออ้อมด้านข้างของฟอร์เซเคนไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

            หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อปลายเท้าของฟอร์เซเคนหันตามมา

            อากาเบลสบถคำหยาบระหว่างกลิ้งหลุน ๆ หลบเล่มดาบที่อีกฝ่ายชักออกมาแต่ยังไม่ลงมือ พันธสัญญาชีวิต ให้มันได้อย่างนี้สิ ต่อให้หายตัวได้เป็นชั่วโมง มันก็รู้ว่าเธอซ่อนอยู่แถวไหน เธอกวาดตามองแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวเหนือรูปปั้นพระแม่เยเรน่าซึ่งส่องสว่างตามพื้นกับผนัง ในใจนึกถึงเส้นทางที่ถูกซุกซ่อนไว้เสร็จก็อ้าปากคว้าอากาศหายใจอึกใหญ่เข้าปอด แล้วเธอก็ผลักตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างว่องไว

            มีเสียงฝีเท้าหนักตามมา ถึงอย่างนั้น เธอก็ตัดสินใจกลั้นหายใจอีกครั้ง

            ฟอร์เซเคนเดินลากปลายดาบกับพื้นอย่างใจเย็น ก่อนมันจะหยุดชะงักเพื่อหันขวับไปอีกทาง

            มันยกดาบขึ้นมารับร่างหนึ่งซึ่งพุ่งมาชนได้ทันก็จริง แต่ทั้งสองก็กระเด็นไปกระแทกกับผนังทางขวามืออากาเบลจนเกิดเสียงดังโครม ควันกระจาย แขกไม่ได้รับเชิญกระโจนถอยออกมา เกราะหนังสีน้ำตาลเข้มเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ส่วนฟอร์เซเคนนั้นก้มหน้านิ่ง ก่อนมันจะขยับตัวจากหลุมผนัง ถุงมือสีดำกำคมดาบในท่าที่มันชอบทำไว้แน่น ความร้อนระอุพวยพุ่งและโลมเลียหลังคออากาเบล แล้วกลิ่นเหม็นไหม้พร้อมกับประกายไฟเวทมนตร์ก็ฟุ้งกระจาย

ยาโรเมียร์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความตื่นเต้นกับการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้น

“รู้ไหมว่าเจ้าโด่งดังเพราะเป็นชาวต่างชาติไม่กี่คนในแอเธลวิน เป็นศิษย์ของโธมัส เบลนเฮล์ม อดีตอัศวินจากภาคียอร์มุนเรคที่มีชื่อเสียงขจัดขจร ใคร ๆ ก็จับตามองเจ้า คนที่อาจจะกลายเป็นอัศวินที่เก่งกาจที่สุด หรือตามรอยครู กลายเป็นพวกพ่อมดชั่วร้าย” เขาพูด “ดูเหมือนผลลัพท์จะไม่ออกมาเป็นอย่างที่ข้าคาดเดาไว้”

อากาเบลมองเหตุการณ์ตรงหน้าโดยไม่กะพริบตา

            “แถมข้าก็คิดมาตลอดว่าไอ้สารเลวแลนจ์ โซโกลอฟกับลูกมันมีเชื้อสายราชามังกร และข้าก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนเลยสักนิดว่าพวกมันสืบเลือดราชวงศ์มาจริงรึเปล่า ข้ามืดแปดด้าน” ยาโรเมียร์กดเสียงต่ำ “แค่ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ข้าพยายามตามหามาตลอดจะซ่อนตัวอยู่ในหมู่ลูกแกะที่ข้าไม่เคยสนใจ”

            เขาดึงดาบเล่มใหญ่ซึ่งสะพายไว้ข้างหลังออกมาอย่างช้า ๆ

            “งั้นได้โปรดช่วยให้กระหม่อมตรัสรู้หน่อย ฝ่าบาท” เขาลากเสียง “ว่าท่านจะเก่งเหมือนที่ตำนานเล่าจริงรึเปล่า”


***


หลังจากถามถึงตัวประกันจำเป็น อากาเบลก็แทบทึ้งผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดเมื่อรับรู้เส้นทางซึ่งคุมขังกิลเบิร์ตไว้ แค่นี้เธอก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้ามากมายก่ายกองในอนาคตแล้ว

“ข้าควรดีใจที่ตัวเองจะได้เห็นอาวุธขั้นทดลองใช่ไหม” เธอถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ยอดเยี่ยมไปเลย”

            “มันเป็นเวทมนตร์ลวงตา หากเจ้าจำสภาพของสถานที่นั้น ๆ ได้แม่น เจ้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”

            สัมภาระหนักอึ้งบนไหล่ คงเพราะเป็นภาระมหาศาลด้วย เด็กสาวถอนหายใจ พลางย่ำเท้าตึง ๆ ตรงไปจะเปิดประตูห้อง ก่อนที่มือจะเอื้อมถึงกลอน เธอก็หันกลับมาขมวดคิ้วให้เซเลสเทีย

            “แล้วถ้าข้าเจอ... เออ เจ้าน่าจะรู้ใช่ไหม”

            “ฟอร์เซเคน?”

“นั่นแหละ ข้าจะผ่านด่านนั้นไปได้อย่างไงล่ะ? ข้ารู้ว่าข้าสู้ไม่ได้แน่ถ้าเจอตัวต่อตัว

            เสียงบานหน้าต่างชนกับผนังทำให้ทั้งสองสะดุ้งเฮือก แล้วเงาร่างใหญ่ก็โผล่พรวดเข้ามา อากาเบลหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเห็นโครงหน้าแข็งแรงเต็มไปด้วยหนวดเครา ยาโรเมียร์สะบัดเศษดินตรงฝ่าเท้ากับพื้นอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็เลิกคิ้วให้อากาเบลราวกับการปรากฏตัวกะทันหันนี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เซเลสเทียยกมือทาบหน้าอก พลางยิ้มอ่อนล้าให้

            “หากข้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวาน ข้าคงไม่ร่วมมือกับเจ้าด้วยหรอก ดัชเชส” ยาโรเมียร์พูด “แต่โอกาสได้ประลองกับราชันย์ไม่ใช่ของที่จะเกิดขึ้นได้ทุกวัน ถือเป็นรางวัลที่ดีเกินกว่าข้าจะปฏิเสธได้”

            “เจ้าก็เห็นเมื่อวาน?” อากาเบลตาลีตาเหลือกถาม

เซเลสเทียทำหน้าสับสน “ที่เราคุยกันไม่ได้หมายถึงอัลฟองเซ่”

            “ไม่ใช่รัชทายาท ใจเย็นน่ะท่าน” ยาโรเมียร์โบกมือ “สรุปว่าแผนการคืออะไร? ให้โซโกลอฟหนี?” ดัชเชสพยักหน้า เขาจึงกอดอกและยืนพิงเสาเตียงอย่างสนใจ “ข้าควรจะเป็นตัวล่อความสนใจฟอร์เซเคนสินะ? แล้วเจ้าต้องทำอะไรต่อนะ โซโกลอฟ? หืมม์? จะพาเจ้าชายกิลเบิร์ตหนีไปด้วย?”

            “เออสิ”

            “พาไปให้เป็นภาระทำไม จะเล่นมุกหนีไปกบดาน แล้วค่อยกลับมาแย่งบัลลังก์คืนหรือ”

            “นั่นแล้วแต่ไอ้ลูกหมา”

            “งั้นเจ้าจะพาเจ้าชายหนีทำไม”

            อากาเบลคิ้วกระตุกอย่างมีน้ำโห “มันไม่สมควรต้องมาตายเพราะข้อหาที่ไม่ได้ทำ”

            “พูดโดยเพทราดีที่เคยสั่งให้กีออสอดทนกินศพกีออสที่ตายไปแล้ว”

            “หุบ-ปาก” เธอไหล่สั่นเทิ้มขึ้นมาทันที ทำไมยาโรเมียร์ต้องขุดแต่อดีตอันเลวร้ายพรรคนั้นขึ้นมาตอกย้ำเธอด้วย?

            “ถ้าไม่มีภารกิจนี้ ข้าจะทรมานเจ้าให้สมกับที่แลนจ์เคยทำกับมังกรตัวอื่น” เขาเค้นเสียงขู่ “ให้เจ้าตายตามมันไป”

            “ข้าไม่ใช่เขา!

            “จะปฏิเสธว่าเจ้าไม่ได้สืบเลือดโสโครกของมันรึไง?!

            ให้ตายเถอะ พ่อเคยไปทำอะไรยาโรเมียร์จนต้องเคียดแค้นกันขนาดนี้ด้วย? อากาเบลจิกเล็บกับฝ่ามือตัวเองเพื่อควบคุมความโกรธ ตอนนี้เธอตัวสั่นไปหมดแล้ว แต่อีกฝ่ายแม้จะถลึงตาใส่จนน่ากลัว แต่เขาก็ยังคงท่าทางสุขุมของผู้ใหญ่ไว้ได้ เขาจัดการความโมโหพวกนี้ได้อย่างไงกัน? เธอรู้สึกคันไม้คันมืออยากทำลายข้าวของแทบแย่ สุดท้ายเธอก็เตะเก้าอี้ล้มโครมใหญ่ แล้วกำข้อมือไว้แน่น พลางพยายามไม่ฟังเสียงเยาะเย้ยของยาโรเมียร์

            เซเลสเทียระบายลมหายใจ “ทั้งพระราชวังตอนนี้ได้กลายเป็นเขาวงกตไปแล้ว กลไกจะเริ่มทำงานเมื่อพวกเจ้าย่างเท้าเข้าไปในห้องต่าง ๆ พวกเจ้าต้องการคนที่ไม่ได้เห็นเขาวงกตทำงาน ซึ่งก็คือเจ้าชายกิลเบิร์ต เขาจะเป็นคนเดียวที่ไม่ถูกเวทมนตร์ลวงตาไปด้วย และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้น--”

            “บอกมัน ไม่ใช่ข้า!” อากาเบลหันไปตวาดใส่ “มันมาหาเรื่องข้าก่อน!

            “เจ้าพึ่งพาฟอร์เซเคนมากเกินไป โซโกลอฟ” ยาโรเมียร์พูดเสียดสี “ข้าจำได้ว่าตอนไปรบที่เมืองโรสวอร์น เจ้าเก็บความโกรธได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นเพราะมีฟอร์เซเคนคอยประคับประคองเจ้ามาตลอด แล้วดูเจ้าตอนนี้สิ ไม่มีเจ้านายคอยคุม เจ้าก็กลายเป็นเด็กขี้โวยวายน่ารำคาญไปซะแล้ว เจ้าอยู่ไม่รอดหรอกด้วยตัวคนเดียว”

            “ข้าไม่ได้พึ่งพามัน!

            “เราไม่ควรทะเลาะกันตอนนี้” เซเลสเทียแทรกขึ้นมา “พวกเจ้ามีภารกิจที่ต้องทำทั้งคู่”

            “ฟังนะ” ยาโรเมียร์ยกนิ้วขึ้นเป็นการสื่อว่าให้เงียบ “ข้าจะทำภารกิจของข้า เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น แต่จุดประสงค์ของเจ้าล่ะ ดัชเชส? เจ้าต้องการให้ฟอร์เซเคนกับรัชทายาทถูกขัดขวาง ปั่นป่วน แต่เจ้าเห็นเด็กนี่ไหม” เขาผายมือมาทางอากาเบล “การที่ข้าชี้ให้เห็นว่านางพึ่งพาฟอร์เซเคนมากเกินไปไม่ได้มีเพื่อยั่วโมโห เจ้าเข้าใจไหม เพราะนางขาดฟอร์เซเคนไม่ได้ ไม่มีไอ้บ้าหน้าไหนรับมือความงี่เง่ากับพลังของนางได้ นางต้องการฟอร์เซเคน”

            “ข้าไม่“ อากาเบลขัด

            “ความหมายของข้าคือ เด็กคนนี้มีสิทธิ์ที่จะหักหลังเจ้าได้ ดัชเชส นางจะเข้าร่วมกับฟอร์เซเคนในท้ายที่สุด”

            “เจ้าสามารถสรุปความเป็นไปได้นั่นจากเพียงแค่ความสัมพันธ์ที่เจ้าเคยเห็นหรือ” เซเลสเทียถาม

            “มันไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ มันคือ... คู่ขนาน หากจะเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ สีดำกับสีดำ”

            “ฟังเหมือนอคติสำหรับข้า”

            “รอให้โซโกลอฟหักหลังเจ้าก็ได้ ดัชเชส รอจนนางไปบอกพวกนู้นว่าเจ้าเป็นนกสองหัว!

            “งั้นก็ฆ่าข้า” อากาเบลโพล่งขึ้นมาอย่างอดทนไม่ไหวอีกต่อไป “ถ้าข้าทำท่าจะหักหลัง ก็ฆ่าข้าตอนนั้นเลย”

            เกิดความเงียบขึ้น

            “วิธีแก้ปัญหาแบบขวานผ่าซากที่เจ้าทำอยู่ไม่เคยส่งผลดี โซโกลอฟ” ยาโรเมียร์พูด “และมันก็ยิ่งทำให้ข้ามั่นใจด้วยว่าเจ้าพึ่งพาฟอร์เซเคนจริง ๆ ไม่งั้นเจ้าก็ไม่มีวันจะเป็นผู้เป็นคนได้”


***


            อากาเบลคิดว่ายาโรเมียร์มีอคติกับเธอตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาถึงคิดในแง่ร้ายกับเธอเสมอ ผสานกับความเกลียดชังที่เขามีให้พ่ออีก เธอจะทำอะไร หลุดโมโหตอนไหน เขาก็จะโยงไปยังผลลัพท์ที่เลวร้ายที่สุด หรือก็คือ เขาไม่เคยไว้ใจเธอ

            ถึงอย่างนั้น เธอก็เก็บประโยคของเขามาคิดอยู่เนื่อง ๆ และเธอก็เริ่มเห็นอย่างที่เขาเห็น ทุกครั้งที่เธอโมโหและพาล ฟอร์เซเคนเป็นคนที่รั้งเธอไว้เสมอ จะใช้คำพูด พันธสัญญา หรืออะไรก็ตาม มันรั้งเธอไว้ เรียกสติเธอกลับมา มันคอยห้ามเธอเมื่อสถานการณ์ดูไม่ดี คอยสั่งและโยนหินบอกทางให้ เธอแค่เดินตามทางที่มันวางไว้ กลายเป็นนิสัยในท้ายที่สุด ลามไปถึงการต่อสู้ เธอไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเลยหากจะลงไปตะลุมบอนจนเจ็บตัว เพราะมันคอยรักษาเธออยู่เบื้องหลัง

            และพอมันไม่อยู่ เธอก็ทำอะไรไม่ได้อีกเลย

            นี่ก็เป็นอีกการหลอกลวงของมันรึเปล่า เด็ดปีกเธอทิ้ง ให้เธอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้... เธอกัดฟันด้วยความหงุดหงิด ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้สึกเห็นใจอีกแล้ว แต่เธอก็อดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้เธอก็กำลังมีอคติบังตาเหมือนยาโรเมียร์

            อากาเบลหอบหายใจขณะแหงนหน้ามองรูปปั้นพระแม่เยเรน่าเหนือหัว ตอนนี้เธอกำลังปีนบันไดชันและแคบซึ่งหมุนขึ้นไปยังชั้นบนอยู่ ห้องคุมขังของกิลเบิร์ตไม่สามารถถูกหาเจอได้หากทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติ ห้องนี้ต้องตกอยู่ภายใต้เวทมนตร์ลวงตา แล้วห้องลึกลับดังกล่าวก็จะปรากฏ เพราะเซเลสเทียเฉลยที่ซ่อน งานของอากาเบลจึงง่ายขึ้นเยอะ แต่เธอก็ยังต้องกลั้นหายใจเรื่อย ๆ ขณะปีนบันไดที่ไม่มีท่าทีจะหมดลง และหวังว่าการที่ฟอร์เซเคนมีเพียงพันธสัญญาชี้ตำแหน่งเธอในห้องกว้างและมืดนี้จะช่วยถ่วงเวลาและเปิดทางให้ยาโรเมียร์หาช่องว่างได้

            การต่อสู้ข้างล่างยังคงดำเนินต่อไป เสียงดาบปะทะดาบรุนแรง อากาเบลเห็นร่างสองร่างกระโจนเข้าหากันและกระโดดถอยเป็นระยะ ๆ เธออยู่สูงเกินกว่าจะเห็นว่าใครได้เปรียบ แต่ยาโรเมียร์ทำท่าจะล้มบ่อย แม้เธอจะบอกความสามารถของฟอร์เซเคนให้เขาฟังเท่าที่เธอสามารถนึกออกได้ไปแล้ว ทว่าเธอก็ยังกังวลจัดอยู่ดี

            ยาโรเมียร์ไม่เคยมุ่งดาบไปที่ศีรษะของฟอร์เซเคน เขาเลือกโจมตีร่างกายส่วนอื่นด้วยความระมัดระวัง ปากก็สบถคำหยาบเมื่อโดนโกร่งดาบกระแทกขมับเต็ม ๆ จนเซ แล้วเขาก็ขยับถอยห่างเพื่อตั้งรับใหม่อีกครั้ง

            “น่าจะจริงอย่างที่เล่ากันมา” เขาพูดเสียงดัง “เจ้าไม่เคยพูดตอนสู้ และเพลงดาบก็มีแต่ไอ้ท่าทุบหัวเวรนั่น”

            ฟอร์เซเคนหมุนดาบเพื่อจับด้ามดาบในท่าปกติของนักดาบทั่วไป คล้ายจะล้อเลียนให้คู่ต่อสู้หน้าแตก แต่ยาโรเมียร์แค่หัวเราะหึ แล้วกระชับดาบในมือให้มั่น เข่าหน้าย่อลงเล็กน้อย อยู่ในท่าเตรียมจะแทงหรือปัดการโจมตีใด ๆ ก็ตามที่พุ่งมาหา ฟอร์เซเคนโยกตัวเล็กน้อย ก่อนมันจะกลับไปจับคมดาบด้วยสองมือดังเดิม แล้วเหวี่ยงเหล็กทั้งเล่มไปหาคู่ต่อสู้ซึ่งรีบยกดาบรับทันที ยาโรเมียร์คำรามเมื่อกลิ้งหลุนหลบการกวาดเท้าอย่างว่องไว

            “ไม่สนุกเลย ท่านราชา” เขาหอบหนัก “ทำไมเราไม่กลายร่างเป็นมังกรแล้วสู้กันล่ะ?”

            ไม่มีคำตอบ ฟอร์เซเคนกระดกปลายแหลมของดาบเข้าหาลำคอของอีกฝ่ายที่เกือบหนีไม่ทัน

            อากาเบลขยับเดินต่ออย่างระมัดระวัง ตอนที่เธอจะกลายร่างเป็นมังกรไปจัดการอัลฟองเซ่เมื่อวาน ฟอร์เซเคนทำอะไรบางอย่างที่หยุดการจำแลงร่างไปโดยปริยาย พลังบางอย่างของราชามังกร เธอคิดว่าอย่างนั้น ยาโรเมียร์เองก็พยายามจะกลายร่าง แต่ม่านเพลิงสีฟ้าจะพุ่งทะยานจากกำแพงเข้ามาปัดเขากระเด็นไปอีกทางตลอด

            “จะกั๊กไปทำไมกัน ท่านราชา?” ยาโรเมียร์ถาม พลางยกมือปาดเลือดตรงมุมปากทิ้ง

            ภายในเสี้ยวพริบตา เขาก็กระโจนถอยไปข้างหลังในระยะที่ไกลพอสมควรจากฟอร์เซเคน ไฟสีฟ้าปรากฏจากความว่างเปล่าของอากาศทันที แล้วยาโรเมียร์ที่กำลังจะกลายร่างเป็นมังกรก็กระเด็นไปทางซ้ายมืออีกแล้ว เขาหายใจฟืดฟาดเหมือนกำลังโมโหจัด ก่อนจะลุกขึ้นมาเพื่อวิ่งคว้าดาบของหุ่นเกราะเหล็กข้างผนังขึ้นมาปาใส่ฟอร์เซเคนจากระยะไกล อากาเบลเห็นความวุ่นวายก็เริ่มเร่งฝีเท้าทันที แล้วเธอก็รู้สึกถึงความร้อนระอุที่วิ่งเฉียดหน้าไป

            ในขณะที่ฟอร์เซเคนกำลังต่อสู้กับยาโรเมียร์ มันก็ยังหาโอกาสโจมตีเธอด้วย

            อากาเบลกัดฟันกรอดระหว่างกลั้นหายใจ กลุ่มไฟพุ่งมาชนผนังด้านข้างเธอเต็ม ๆ ใต้ล่างก็มีอีกหลายการโจมตีที่กำลังตรงมาหา เธอสับเท้าวิ่งขึ้นบันไดทันที หัวใจกระหน่ำเต้นด้วยความตื่นตัว เธอตัดสินใจจะกลายร่างเป็นมังกรเพื่อลดระยะทาง แต่อยู่ ๆ ไฟสีฟ้าก็โผล่จากความมืดของผนังมาล้อมเธอจากด้านหน้าและด้านหลัง เธอรีบเกาะเกล็ดน้ำแข็งมากมายที่ถูกเรียกออกมาคุ้มครองไว้ จมูกสูดกลิ่นไหม้รุนแรง

            “เจ้ากลัวอะไร หา?!” ยาโรเมียร์ตะโกนจากข้างล่างขณะวิ่งหนีไฟอุตลุต “ดีแต่ใช้ไอ้เวทมนตร์พรรคนี้!

            เกราะน้ำแข็งค่อย ๆ ถูกกะเทาะแล้วร่วงกราวเมื่ออันตรายหายไป อากาเบลปัดควันโขมงตรงหน้าทิ้ง ก่อนเธอจะหน้าซีดเผือดทันทีที่เห็นฟอร์เซเคนหันมามอง ไกลจัด แต่เธอก็รู้ว่ากำลังสบตากับมันอยู่ เธอรีบเตะเกล็ดน้ำแข็งให้พ้นทางโดยไม่ต้องรอการโจมตีครั้งใหม่ทันใด เวรแล้วไง เมื่อกี้มันแค่สุ่มโจมตีไปมั่ว ๆ ทุกทางเพื่อให้เธอเผยที่อยู่เฉย ๆ

            ขั้นบันไดซึ่งทอดยาวสูงจบตรงบริเวณลำตัวของรูปปั้นพระแม่เยเรน่า แต่แสงสว่างเจิดจ้าตรงนั้นบดบังเส้นทางเสียหมด อากาเบลมองไม่เห็นว่าบันไดจบลงตรงนั้นจริง ๆ หรือเปล่า เธอไม่เห็นประตูหรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกว่ามีห้องอยู่ตรงนั้นเลย ความหวาดกลัววิ่งเต้นทั่วร่าง ถ้าเซเลสเทียโกหกเธอล่ะ? เธอต้องสะบัดหัวเพื่อละทิ้งความคิดนั้น

            เสียงระเบิดกึกก้องดังจากข้างล่างเพราะกลุ่มไฟชนเข้ากับผนังด้านหนึ่งจนเศษอิฐและหินกระเด็นไปทั่ว

            ถ้าแค่เธอกลายร่างเป็นมังกรไปเกาะรูปปั้นเพื่อตามหาห้องคุมขังของกิลเบิร์ตได้ ทุกอย่างก็จะจบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะไอ้ไฟสีฟ้าเวรตะไลนั่น ฟอร์เซเคนพยายามไม่ให้ใครได้กลายร่างเป็นมังกร มีอะไรต้องให้เป็นห่วงล่ะ? มันเองก็เป็นมังกรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามังกรเพทราดีเสียอีก ตามตำนานที่เล่ากันมาน่ะนะ

            “เดี๋ยว” อากาเบลพึมพำกับตัวเอง

            ถ้าสาเหตุที่ฟอร์เซเคนไม่ยอมต่อสู้ในร่างมังกรเป็นเพราะมันสู้ไม่ได้ล่ะ? เพราะมันไม่สามารถกลายร่างเป็นมังกรได้ดังเดิม ช่วงเวลาที่มันหลับใหลและมอบพลังให้กับพ่ออาจจะส่งผลข้างเคียงบางอย่างก็ได้ เวทมนตร์รักษาอาจจะเป็นส่วนประกอบที่ส่งผลเช่นกัน มันติดแหง็กอยู่ในร่างมนุษย์--

            เปลวเพลิงพุ่งมาตรงอากาเบลอีกครั้ง เธอกระโดดหลบจนเกือบลื่นล้ม

            ใช่... ไฟ ฟอร์เซเคนไม่เคยใช้ไฟในระยะใกล้ ๆ ชนิดที่บังคับให้ไฟปรากฏในอุ้งมือราวเป็นแค่อากาศทั่วไป มันใช้ในระยะกลางถึงไกลมาก ๆ เสมอ อย่างตอนนี้ก็เช่นกัน ไฟไม่เคยพุ่งมาจากใต้ฝ่าเท้าหรือตัวมัน แต่โผล่จากอากาศไม่ก็ทะลุผนังความมืดออกมา โดยเฉพาะไฟสีฟ้าที่ร้อนเสียยิ่งกว่าร้อน ฟอร์เซเคนอาจจะสัมผัสถึงความร้อนอันตรายนั่นเช่นกัน

            เป็นไปได้หรือเปล่าว่าไฟไม่ใช่เวทมนตร์แต่กำเนิดของฟอร์เซเคน?

            อากาเบลหน้าซีดเมื่อนึกถึงมีดทำมือที่อยู่ ๆ ก็แตกร้าวเมื่อเช้า ไม่มีไฟ ไม่มีการออกแรง แต่ด้วยวิธีอะไรบางอย่าง ฟอร์เซเคนทำลายมันเป็นชิ้น ๆ ได้ มันไม่ควรจะเป็นประเด็นที่เธอกังวล แต่เธอคิดว่ามันเกี่ยวข้อง

            ฟอร์เซเคนมีอีกพลังหนึ่งซุกซ่อนไว้ – พลังที่แท้จริงซึ่งมันไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้




ไม่แน่ใจว่าภาค 2 จะใช้ชื่ออะไรดี แต่คิด ๆ ไว้ก็คือ House of Crows ค่ะ เพราะตัวละครทั้งใหม่ทั้งเก่าจะใช้เล่ห์สู้กันประหนึ่งฝูงอีกาตีกันเอง (??) กับอีกชื่อคือ Ascend the Shadow อะไรอย่างนั้นน่ะค่ะ ประเด็นคือเกลียดตอนตั้งชื่อมาก โอย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #886 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 22:42
    ปริศนาเยอะมากมายจนย้อนกลับมองตอนที่ผ่านๆมาแล้วงสงสัยว่าเรามาติดกลางความดาร์คขนาดนี้ได้ไง ดาร์คจนหมั่นไส้ดีทริค อะไรมันจะขนาดนั้นนาย วีนๆเหวี่ยงเหมือนเบลชีวิตยังดูมีความสุขกว่านี่สินะที่มาธิลด้าบอกว่าเจ้าจะเสียใจไปตลอดชีวิต
    #886
    0
  2. #443 <•{STC}•> (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 08:03
    จะรอนะครับ
    #443
    1
    • #443-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:58
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า ^^
      #443-1
  3. #442 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 18:15
    มีความลับอีกแล้ว ดีทริคความลับเยอะ



    อีกหนึ่งปริศนา เนโร



    เห้นด้วยกะยาโรเมียร์ ดีทริค กะเบล คือคู่ขนาน สองคนนี้ขาดกันไม่ได้ เบลเป็นผู้เป้นคนขึ้นได้ ก้เพราะดีทริค ส่วนดีทริค ถึงจะเป้นคนก้เหมือนไม่มีหัวใจ เหมือนหุ่นไล่กาที่มีชิวิตอยู่กะการแก้แค้น พอมีเบล ดีทริคเริ่ม มีหัวใจ







    ติดตามตอนต่อไป
    #442
    1
    • #442-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:57
      ดีทริคผู้มีคนในอดีตเยอะจัด (?) ฮาาา
      #442-1
  4. #441 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 09:37
    ภาค2 อากาเบลเป็นตัวเอกเหมือนเดิมหรือเปล่าคะ?
    #441
    1
    • #441-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:57
      ใช่แล้วค่า ยังเป็นตัวเอกเหมือนเดิม
      #441-1
  5. #440 Elfea (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 07:33
    มันส์มาก ดีทริคปริศนาเยอะเหลือเกิน
    #440
    1
    • #440-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:57
      ปริศนาเยอะจนคนเขียนปวดหัวเองเลยค่ะ 555
      #440-1
  6. #439 tinkerbell1820 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 06:37
    คิดไม่ออกก็ Draconic Chronicle 2 เลยค่ะ555555555555 ทำไมอ่านเเล้วเรารู้สึกมันส์มากๆ สู้ๆนะคะ เราเข้ามารีเฟรชนิยายบ่อยมากอะ ตื่นเต้นๆ
    #439
    1
    • #439-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:56
      ยอดวิวที่เพิ่มขึ้นเป็นของท่านสินะคะ ฮาาา
      #439-1
  7. #438 treetaporn prechanuwat (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 05:48
    รอติดตามค่ะ
    #438
    1
    • #438-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:56
      ขอบคุณค่า XD
      #438-1
  8. #437 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 04:18
    Draconic Chronicle 2 ไปเลยค่ะ ง่ายๆ 55555555 ครึ่งหลังนี้ไม่มีอะไรจะเม้นท์มาก เบลพึ่งพาดีทริคมากตามที่ยาโรเมียร์บอก ตอนนี้ปริศนาของดีทริคเพิ่มมาอีกอย่างแล้ว เราคิดว่าตอนต่อไปหนูเบลคงจะทำอะไรสักอย่างที่พอจะขัดแข้งขัดขาดีทริคได้แหง เสียใจที่ชื่อดีทริคกลายเป็นฟอร์เซเค่นไปซะแล้ว แอบเศร้า แน่นอนว่าเราทีมดีทริค ดีทริคทำอะไรก็ยังจะดันอยู่ดี
    #437
    1
    • #437-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      18 มิถุนายน 2559 / 16:56
      เรียกประมาณ ภาค 2 แล้วก็ชื่อภาคแล้วกันค่ะ 5555
      #437-1
  9. #435 Qualia (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 06:13
    ก็ว่าอยู่วว เนื้อเรื่องยังไปได้อีกไกลมากกกก ว่าแต่อากาเบลจะตาบอดไปอย่างนี้ตลอดเลยหรือเปล่าครับ มังกรสาวตาเดียว อะไรงี้
    #435
    1
    • #435-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      15 มิถุนายน 2559 / 00:49
      มังกรสาวตาเดียว ฟังแล้วจั๊กจี้มากค่ะ 5555 ตอบคำถามคือสภาพตอนนี้ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ TwT
      #435-1
  10. #434 tinkerbell1820 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 21:01
    ชอบเวลาเบลถามถึงกิลเบิร์ต เป็นห่วงกิลเบิร์ต น่ารักอะ55555555555

    นี่มันดีทริค ร่างสองใช่ไหม เถื่อนสุด555555555555555

    มีภาคสองด้วย เย่!!!!!!! เย่ ติดตามทุกเริ่องค่ะ ไรท์สู้ๆน้าาาาา
    #434
    1
    • #434-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      12 มิถุนายน 2559 / 21:04
      ยังค่ะมีร่างเดียว 555555 ขอบคุณนะคะที่จะติดตามภาคต่อไป ดีใจ XD
      #434-1
  11. #433 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 20:22
    ชอบดีทริคบทนี้? 5555 ดิบ เถื่อน ร้าย ลึกลับ และร้อนแรง!!!แอรั้ยยยยย จูบแบบนี้มานอะรัย ถอดเสื้อเลยมั้ย?//เบลถีบเปรี้ยง เอะอะก้จะให้ข้าเสียตัว เบลบอก .... 555
    #433
    1
    • #433-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      12 มิถุนายน 2559 / 21:02
      บอกได้แค่ว่าภาคต่อไปจะสมกับเรตที่วางเอาไว้กว่านี้ค่ะ /รีบปิดปาก
      #433-1
  12. #432 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 18:47
    เอาเป้นว่า ขอความมั่นใจทีค่ะ ว่าดีทริคมานคือพระเอก? นี่กำลังเล่นบทร้ายเพื่อให้นางเอกปลอดภัย? ใช่มั้ยดีทริค ตอนนี้รุสึกเหมือนดีทริค เป้นตัวโกงเลวร้ายยยยยย แต่.... ไม่ว่าอย่างไรก้ขอให้ดีทริค กะเบล ได้คู่กัน เป้นพระ-นาง คู่กาน คนอื่นมาแทนไม่ได้ น่ะๆๆๆๆ ค่ะไรท์



    ดีจัยจิงๆๆ ที่บอกจะมีภาคต่อ ก้ว่ามานดถจะจบกะทันหันไป
    #432
    1
    • #432-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      12 มิถุนายน 2559 / 21:01
      เพราะเรื่องนี้มีภาคต่อ (ซึ่งวางไว้คือไตรภาค ถ้าเขียนถึงไหวค่ะ ;w;) ใครเป็น "พระเอก" ในความหมายที่อากาเบลเลือกเป็น endgame จะถูกคอนเฟิร์มจริง ๆ ก็ภาคสุดท้ายค่ะ ยังมีตัวละครบางตัวที่โผล่มาแต่ชื่อแต่บทยังไม่มีน่ะค่ะ 555










      .
      .
      .
      .
      .
      .
      คอนเฟิร์มได้แค่
      - คนที่คุณก็รู้ว่าใคร = ตัวร้ายภาคต่อไป 100%
      - แต่คู่นี้เรือยังไม่ล่มค่ะ ยังลุ้นต่อไปได้
      - เหตุผลกับอดีตของคนที่ว่ายังเฉลยไม่หมด
      ^^
      #432-1
  13. วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 18:25
    ดีใจที่ยังมีคนที่คิดจะช่วยอากาเบลอยู่ ช่างดีทริคแล้ววว งอน ทำให้อากาเบลเสียใจ!! หนีไปเลย หนีไปให้ไกล เอาให้ดีทริคหาไม่เจอไปตลอดกาลเลยยยยยย//เศร้าแทน
    #431
    1
    • #431-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      12 มิถุนายน 2559 / 20:54
      ไม่มีคนช่วยนางเอกนี่ดวงซวยสุด ๆ เลยนะคะ 5555 ดีทริคพลาดมากจริงจังรอบนี้ T^T
      #431-1
  14. #430 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 18:24
    มันซับซ้อนมาก เบลเป็นเหยื่อแท้ๆอ่ะ ขอบคุณพระเจ้าที่เซเลสเทียช่วย แน่นอนว่าเรายังเชื่อมั่นในดีทริคเหมือนเดิม ถึงดีทริคจะเปลี่ยนปายย(ฮืออ)แต่เชื่อว่าดีทริครู้สึกดีๆกับเบลนะ เป็นฉากจูบที่ฮาร์ดคอร์มาก โครตชอบ 55555555 สงสารเบลมากอ่ะ ไม่รู้อะไรแท้ๆ ผิดอย่างเดียวคือดันเป็นลูกของแลนจ์ ต้องมาโดนแทงตา เอาดวงตาไปศึกษา ตอนนี้มาโดนควักตาขวาไปอีก ต้องตาบอดไปหนึ่งข้าง โดนหลอกให้ไว้ใจ ละทำร้ายความรู้สึก โดนหักหลัง โครตน่าสงสารอ่ะ เบลอ่อนโยนขึ้นมากๆ เป็นมนุษย์ขึ้นมากๆ ความเป็นสัตว์ป่าโดนลบไปเกือบหมด ถ้ามีภาคต่อเราก็ตามอ่านค่ะ ดีเลยเราไม่อยากให้จบ
    #430
    1
    • #430-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 41)
      12 มิถุนายน 2559 / 20:53
      ดีใจมากค่ะที่ท่านยังไม่เบื่อ แหะ ๆ ภาคนี้มันเหมือนเป็น redemption ให้อากาเบลที่เคยทำเรื่องโหดร้ายก่อนเนื้อเรื่องหลักจะเริ่มน่ะค่ะ แต่คิดไปคิดมามันหนักไปรึเปล่า โอย 5555
      #430-1