Draconic Chronicle

ตอนที่ 4 : I-4: Mystically Invincible

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,428
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




4



            ในชีวิตของไพร่ หรือชีเมียอย่างที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกตัวเอง การได้ทำงานรับใช้ในปราสาทของขุนนางถือว่าเป็นความสำเร็จในชีวิต และยิ่งถ้าหากได้ทำงานในปราสาทของเจ้าชาย เชื้อพระวงศ์ หรือในพระราชวังใหญ่ อาจจะเรียกได้ว่าชีเมียคนนั้นสามารถนอนตายตาหลับได้อย่างแท้จริง


            ลิลี่ ก็อดฟรีย์ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ก้าวนึงแล้ว ต้องขอบคุณทุกเย็นที่เธอเข้าร่วมสวดมนตร์ในโบสถ์


            แขกเหรื่อในชุดตัดเย็บอย่างดีหลากสีสันกำลังพูดคุยและเต้นรำอย่างมีความสุข งานเลี้ยงนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่าย ๆ เสียงดนตรีซึ่งคลอเคลียไปกับบรรยากาศอันอบอุ่นและรื่นเริงยังคงบรรเลงต่อไป เหมือนกับอาหารและเครื่องดื่มที่ยังถูกแจกจ่ายไปทั่วงานเฉลิมฉลองตั้งแต่เย็นจรดดึกดื่น ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอะไรเช่นนี้ โชคดีจริงที่เธอกลับมาทำงานทัน (และได้เชยชมของสวย ๆ งาม ๆ จนลืมความเหนื่อยไป) เพราะเมื่อตอนบ่ายของวัน อยู่ ๆ สาวใช้คนอื่นก็โยนงานของเคาน์เตสผู้เป็นภรรยาของเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์มาให้ บอกว่าเคาน์เตสผู้นี้อยากให้เธอเอาขนมปังที่นางลงทุนขนมาจากเมืองมาโซว์แชย์ไปแจกจ่ายคนในหมู่บ้าน


            นั่นทำให้ตอนที่เธอกำลังจะเดินกลับมาที่คฤหาสน์ช่วงค่ำ เธอปะกับเด็กสาวท่าทางน่ากลัวคนหนึ่งพอดิบพอดี


            ลิลี่เม้มริมฝีปากขณะพยายามสะบัดใบหน้ามอมแมมกับดวงตาสีน้ำตาลดุร้ายของเด็กสาวคนนั้นทิ้งไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงยื่นขนมปังให้นางไป เด็กคนนั้นอาจจะเป็นตัวอันตรายก็ได้ เอาเถอะ อย่างน้อยเธอก็แจ้งเรื่องนี้กับพ่อและคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านไปแล้ว แต่ก็ต้องรอกลุ่มผู้ใหญ่กลับมากันก่อน พวกเขาออกไปตามหาต้นเสียงคำรามดังสนั่นในป่ากันอยู่—


            มีเสียงกระแอมไอดังข้าง ๆ ลิลี่ตกใจจนสะดุ้งเล็กน้อยที่หันไปเจอคนใหญ่คนโตยืนส่งยิ้มหวานให้อยู่ เธอรีบขยับถาดในมือไปให้เขาเลือกแก้วจัดจนไม่ได้สังเกตลักษณะของแขกคนดังกล่าวเลยว่าเขาเป็นขุนนางคนไหน เห็นก็แต่ผมสีดำแวบ ๆ เมื่อเขาเดินลิ่วหายไปในฝูงคนกับหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง


            “เกือบไปแล้ว” เธอพูดกับตัวเอง ไม่ทันที่จะได้ถอนหายใจก็มีอีกเสียงเรียกจากด้านหลัง


            คราวนี้เธอมีเวลาสำรวจเด็กสาววัยไล่เลี่ยตรงหน้าแทน เพราะนางส่ายหัวปฏิเสธไม่เอาเครื่องดื่ม ลิลี่เริ่มไล่ชื่อแขกทั้งหลายในใจอย่างรวดเร็วทันที เธออุตส่าห์ใช้เวลาเป็นวัน ๆ ในการจดจำชื่อเพื่อที่จะได้ทำงานไม่พลาด พอจำชื่อ ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ เธอก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ เจ้าของขนมปังที่เธอขนไปแจกจ่ายคนในหมู่บ้านมา


            “เจ้าพอจะมีเวลาว่างไหมจ๊ะ” อาคันตุกะถามพร้อมส่งยิ้มที่สว่างไสวพอ ๆ กับเรือนผมสีทองของนางให้ “ท่านเอิร์ลเขากำลังคุยกับขุนนางคนอื่นอยู่น่ะจ้ะ ข้าเลยอยากเดินสำรวจคฤหาสน์รอเป็นการฆ่าเวลาเสียหน่อย เจ้าไปเป็นเพื่อนข้าได้ไหมจ๊ะ”


            “ดะ-ได้เจ้าค่ะ”


            ลิลี่หาที่วางถาดเสร็จก็รีบพาเคาน์เตสเดินชมสถานที่ตามที่เจ้าตัวต้องการ แม้จะเสียใจลึก ๆ ที่ไม่มีโอกาสยืนชมของสวย ๆ งาม ๆ ข้างในต่อ แต่เคาน์เตสข้าง ๆ นี้ก็ชวนตกตะลึงยิ่งกว่าภรรยาขุนนางหลายคนเสียอีก นางอาจจะเด็กกว่าลิลี่ที่อายุสิบเจ็ดปีด้วยซ้ำ แต่เส้นผมสีทองเข้มกับดวงตาสีฟ้าใสของนางช่างเป็นความสวยที่ผู้ใหญ่ก็เทียบไม่ติดจริง ๆ


            “งานเลี้ยงแบบนี้ก็สมกับนิสัยคนจัดดีนะจ๊ะ” นางพูดยิ้ม ๆ


            “เจ้าค่ะ


“รู้ไหมจ๊ะ ที่วังใหญ่น่ะมีงานเฉลิมฉลองบ่อยมาก ๆ”


            “มะ-ไม่รู้เจ้าค่ะ”


            เคาน์เตสหยุดยืนที่ระเบียงชั้นหนึ่งเพื่อชมพระจันทร์ ความเงียบเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ในคฤหาสน์นี้ ยกเว้นเสียแต่เสียงของผู้คนไกล ๆ ในงานเลี้ยง “จริง ๆ แล้วที่นี่ก็เหงาหงอยใช้ได้เลยใช่ไหมจ๊ะ คฤหาสน์นอกตัวเมืองนี่นะ”


            “เจ้าค่ะ


            เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วครู่


            “เจ้าชื่ออะไรหรือจ๊ะ” จู่ ๆ นางก็หันมาถาม ลิลี่ละล่ำละลักตอบไปทันควัน “ลิลี่? เจ้าอาศัยอยู่แถวนี้หรือจ๊ะ พอจะเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับตัวเจ้าได้ไหม”


            ลิลี่ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆ เคาน์เตสถึงอยากฟังเรื่องของชีเมียกัน แต่เธอก็ยินดีที่จะเล่าด้วยท่าทีกระมิดกระเมี้ยน “ข้าอยู่กับพ่อเจ้าค่ะ ในกระต๊อบเล็ก ๆ ที่พ่อปลูกก่อนที่ข้าจะเกิด (“แม่ล่ะจ๊ะ?” เคาน์เตสถาม) ตะ-ตั้งแต่จำความได้ แม่ก็ตายไปแล้วเจ้าค่ะ (นางหุบยิ้มกะทันหัน) ปกติข้า ก็ช่วยพ่อเก็บขี้วัวขี้ควาย เอ่อ... มูลสัตว์น่ะเจ้าค่ะ” เคาน์เตสดวงตาเป็นประกายขณะรับฟัง ทำให้ลิลี่กล้าที่จะเล่าต่อ “ทุก ๆ วัน ข้าจะช่วยพ่อดูแลวัวเจ้าค่ะ ก็ จบแล้วเจ้าค่ะ”


            เคาน์เตสผงกหัวเหมือนกำลังซึมซาบเรื่องเล่า “งานในคฤหาสน์วันนี้เป็นงานชั่วคราวรึเปล่าจ๊ะ”


            “ใช่เจ้าค่ะ พะ-เพราะเป็นงานเลี้ยง เลยต้องการสาวใช้เพิ่มเจ้าค่ะ”


            “งั้นเจ้าเคยเจอ” เคาน์เตสขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย “อา ใช่ ชาร์น็อคเซียซ์นิค เจ้าเคยเจอชาร์น็อคเซียซ์นิคหรือยังจ๊ะ”


            ลิลี่อึกอัก แล้วส่ายหัวเป็นเชิงปฏิเสธ ชาร์น็อคเซียซ์นิคไม่ใช่บุคคลปริศนา ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นอัศวิน แต่จะเรียกว่าลึกลับก็ถูกต้อง มีเพื่อนบ้านหลายคนเคยพบเจอเขามาก่อน แต่ลิลี่ไม่เคยเจอตัวเป็น ๆ ดูเหมือนว่ายิ่งมีงานเลี้ยงฉลองที่ผู้คนพลุกพล่านทั่วคฤหาสน์ เขาก็ยิ่งไม่ปรากฎตัว เขาอาจจะรู้ว่าขุนนางส่วนใหญ่คงไม่พอใจถ้าเขาโผล่มา


            “เดี๋ยวเจ้าก็จะได้เจอเขาจ้ะ” เคาน์เตสบอกเชิงปลอบใจ “พาข้าขึ้นไปดูชั้นสองหน่อยสิจ๊ะ ลิลี่”


            ชั้นสองของคฤหาสน์มีพื้นที่กว้างใหญ่พอ ๆ กับชั้นล่างซึ่งถูกใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยง แต่ข้างบนนี้ถูกแบ่งเป็นห้อง ๆ ไว้ทั้งหมดแทน ระหว่างพาเคาน์เตสเดิน ลิลี่ก็ไล่สังเกตแต่ละคบเพลิงไปด้วย เผื่อว่ามีอันไหนที่ดับไป เธอเดินชมพรมสีแดงเข้ม หุ่นสวมเกราะอัศวิน แจกันดอกไม้มีลวดลายสีทอง และรูปภาพพระแม่เยเรน่าด้วยความสนใจพอ ๆ กับเคาน์เตส


ที่นี่ไม่ต่างไปจากความฝันของเธอเลย


            ทั้งสองเดินโผล่มาทางปีกขวาของตัวคฤหาสน์ บริเวณนี้เป็นห้องโถงยาวแต่แคบ ต่างจากตรงอื่นที่กว้างขวางกว่า ลิลี่รีบย่ำเท้าผ่านหุ่นใส่ชุดเกราะตามเคาน์เตสตรงไปยังประตูไม้ของห้อง ๆ หนึ่งที่สุดปลายโถง เธออดที่จะเหม่อลอยและดื่มด่ำแสงจันทร์นอกหน้าต่างทางขวามือเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของคฤหาสน์ไม่ได้ กระทั่งเคาน์เตสเอ่ยถามขัด


            “ลิลี่จ๊ะ ห้องนี้เป็นห้องเก็บของหรือ” นางเอื้อมมือไปสัมผัสบานประตูไม้แผ่วเบา


            “ใช่-ใช่เจ้าค่ะ เป็นห้องนอนเก่า แต่เพราะหลังคารั่วบ่อย เลยเปลี่ยนไปเป็นห้องเก็บของแทนเจ้าค่ะ”


            “เจ้าช่วยทำความสะอาดห้องนี้ได้ไหมจ๊ะ”


            “เจ้าคะ?” ลิลี่ทำหน้างง


            “ไม่ต้องให้สะอาดมากก็ได้จ้ะ แค่ให้พออยู่ได้ก็พอ” เคาน์เตสขยายความ “ได้ไหมจ๊ะ”


            ลิลี่พยักหน้าตอบรับไปอย่างไม่เข้าใจนัก ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้ถามเพิ่มเติม เคาน์เตสยิ้มให้ ก่อนจะให้เธอพาเดินลิ่วกลับไปยังงานเลี้ยงต่อ ข้างล่างยังคงครื้นเครงเหมือนเดิม เธอเห็นผู้ชายผมดำที่เธอไม่ทันได้สังเกตก่อนหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นหญิงสาวคนล่ะคนกับที่เขาเคยควงยืนบังข้างหน้าอยู่ ลิลี่มองการตัดเย็บของชุดสีฟ้าเข้มที่เขาสวมใส่ตาละห้อย แล้วเสมองไปทางชุดของหญิงสาว เธอลองจินตนาการตัวเองในชุดคลับคล้ายแบบนั้นบ้าง


            “ลิลี่? ข้าดูดวงเป็นการตอบแทนได้ไหมจ๊ะ” เคาน์เตสถามทีเล่น ก่อนนางจะหัวเราะอย่างน่ารักน่าชังออกมา “ไว้คราวหลังก็ได้จ้ะ เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก ข้าจะเอ่ยชมการทำหน้าที่ของเจ้าให้นะจ๊ะ” นางยิ่งยิ้มกว้างเมื่อลิลี่กล่าวขอบคุณไม่เลิก “ขอบคุณมากนะจ๊ะ ท่านเอิร์ลรอข้าอยู่พอดี แต่ลิลี่


            “เจ้าคะ?”


            “ข้าเห็นชาร์น็อคเซียซ์นิคแวบ ๆ นะ เหมือนว่าเขาจะออกไปข้างนอกจ้ะ”


            ความสับสนทวีคูณ แต่ลิลี่ทำได้เพียงยืนขมวดคิ้วกับตัวเอง พอเคาน์เตสกลับไปยืนอยู่ข้างสามีของนางดังเดิม ลิลี่ก็เดินไปเอาถาดใส่แก้วมายืนถือที่มุมงานเลี้ยงต่อ เธอไล่สำรวจบรรดาเครื่องดนตรีอย่างมีความสุข แล้วเลื่อนสายตาไปที่กระโปรงยาวสีอ่อนของภรรยาขุนนางคนหนึ่ง ในหัวเริ่มจินตนาการถึงความรู้สึกยามปลายกระโปรงสัมผัสกับเท้าของตน


            ...เนิ่นนานแค่ไหนไม่รู้กว่าเธอจะรู้ตัวว่ามีคนเรียกอยู่


            ผู้ชายผมสีดำคนก่อนหน้านั่นเอง เขามีสีหน้าโล่งอกเมื่อเธอหันไปขานรับ


“เจ้าเห็นเขาไหม” เขาถามทันที


            “จะ-เจ้าคะ? เขา? เขาคนไหน


            “น็อคส์น่ะ”


            “น็อคส์หรือเจ้าคะ


            ลิลี่จำไม่เห็นได้ว่ามีคนชื่อน็อคส์อยู่ในรายชื่อแขกผู้ถูกรับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองด้วย


            “ข้าลืมไป” เขาเสยผมของตัวเองไปข้างหลัง ไม่ทันสังเกตว่าเธอกำลังเผลอจ้องนัยน์ตาสีเขียวของเขาโดยไม่ละไปมองทางอื่นอยู่ “ข้าหมายถึงชาร์น็อคเซียส์นิคน่ะ”


            ลิลี่อ้าปากค้าง รอยยิ้มของเคาน์เตสยังตราตรึงในมโนทัศน์ “คะ-เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์บอกว่าเขาออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ”


            “ข้างนอก?” คู่สนทนาเผลอขึ้นเสียงสูง “ออกไปตั้งแต่ตอนไหนกัน?” เขาพึมพำ แล้วหันไปมองประตูทางเข้าหลักของคฤหาสน์ เขากลับมาอยู่ในท่าสำรวมอีกครั้งเมื่อหันมาส่งยิ้มหวานให้ “ไม่เป็นไร ขอบคุณเจ้ามาก”


            เมื่อเขาเดินจากไป ลิลี่ก็รีบยกมือปิดปากอ้าหวอของตัวเองทันที เธอนิ่งงันมองตามแผ่นหลังของผู้ชายผมดำจนเขาหายไปหมู่ผู้คน แล้วเธอก็นึกโทษตัวในใจที่ดันใช้เวลานานถึงสามครั้งกว่าจะนึกขึ้นได้ว่า... ผู้ชายผมดำคนเมื่อครู่นี้ นั่นคือเจ้าชายลำดับที่สองแห่งอาณาจักรแอเธลวิน เจ้าภาพงานเลี้ยงฉลองที่เธอกำลังทำงานอยู่นี่ไงเล่า!



***



เหมือนถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวกลางพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แม้จะมองเห็นท้องฟ้ากับสรรพสิ่งรอบข้าง แต่ทุกอย่างเงียบสนิท มีเพียงสายลมซึ่งพัดหวิวมาคลอเคลียใบหน้า อากาเบลนึกว่าตัวเองตาฝาดเสียอีก หากไม่มีร่างตรงหน้ายืนนิ่งอยู่ เธอก็คงคิดว่าเธอยืนพูดคนเดียวมาตลอดเวลาแทนแน่


            “พวกมนุษย์มันสรรเสริญเจ้าว่าอย่างไรบ้างล่ะ เฮอะ คงมีแต่คำยกย่องจนฟังแล้วตัวลอยเลยใช่ไหม” เธอแขวะด้วยเสียงที่เริ่มสั่นเล็กน้อย เพราะความเดือดดาล เธอจึงเผลอพูดภาษามังกรออกไปโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเธอกลายเป็นสีแดงบึ้งตึง ขณะพยายามเม้มริมฝีปากจนกลายเป็นเหยียดยิ้มแทน “ให้ข้าลองเดาดู อัศวินผู้พิชิตมังกร เป็นไง?”


            ศัตรูไม่ได้แย้งประโยคของเธอ แหงล่ะ เพราะมันคงไม่เข้าใจภาษามังกรเลยแม้แต่น้อย อากาเบลได้ใจ จึงยิ่งพล่ามต่อระหว่างใช้มือขวาลูบไล้กริชข้างเอว


            “พวกมันชมเจ้าว่าอย่างไงล่ะหา?!


            อากาศเย็นยามค่ำคืน ดวงจันทร์สีนวลเหนือหัว และแม่น้ำสงบซึ่งไหลกั้นระหว่างเธอกับมันควรจะบรรเทาอารมณ์คุกกรุ่นลง ทว่าอากาเบลกลับยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิมเมื่ออัศวินตาฟ้ายังยืนเงียบ ไม่ขยับจากท่านิ่งราวกับรูปปั้นตั้งแต่เดินมาถึง เธอสงสัยว่ามันกลัวจะโดนล้างแค้นจนก้าวขาไม่ออกหรือเปล่า หรือมันกำลังวางแผนว่าจะสู้เธออย่างไรอยู่? เธอมองไม่เห็นเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายว่าติดเกราะมาบ้างไหม กระทั่งใบหน้าของมันก็ถูกกลืนไปกับความมืดเสียหมด ให้ตายเถอะ


            มันทำลายชีวิตและศักดิ์ศรีของเธอ มันคือเหยื่อที่เธอรอคอยมาตลอดสี่ปีที่เธอได้แต่นอนนิ่ง ๆ ไม่สามารถยื้อกระทั่งสเนียเซนี่ได้ สี่ปีที่เธอสะสมโทสะไว้รอระเบิดวันนี้! สิ่งแรกที่เธอคาดหวังคือสีหน้า จะประหลาดใจ หรือหวาดผวา อะไรก็ได้ให้รู้ว่ามันไม่คาดคิดว่าวันล้างแค้นจะเป็นวันนี้ เธอคาดหวังร่างกายที่สั่นไม่หยุด ล้มลงไปกองกับพื้น กลัวจนไม่กล้าขยับหนีเหมือนพวกชาวบ้านที่พากันกรีดร้องยามเจอมังกร ทว่ามันกลับทำเหมือนเธอเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กท่าทางกระฟัดกระเฟียดแทน มันไม่แสดงท่าทางอะไรให้เห็นเลย!


อากาเบลนึกถึงพ่อซึ่งรังเกียจมนุษย์กว่าเธอหลายร้อยเท่า เพราะพวกมันชอบวางอำนาจ คิดว่าตัวเองมีพละกำลัง หยิ่งยะโสทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิทธิ์ด้วยซ้ำ เกิดทีหลังเผ่าพันธุ์มังกรแท้ ๆ แต่อยู่ ๆ ก็เริ่มสร้างอาณาจักรตัวเองขึ้นมา แย่งชิงทรัพยากรไปใช้สอยไม่หยุดสิ้น พ่อมองพวกมันเป็นเสนียด ไม่ควรแม้แต่จะได้รับโอกาสให้มีชีวิต...


            บางทีนั่นอาจจะหมายถึงเธอในเวลานี้ด้วย แต่ไอ้อัศวินตาฟ้าจะต้องตายก่อนเธอ มันคือโอกาสอันงดงามที่เธอจะกู้ศักดิ์ศรีคืนมา ศพของอัศวินตาฟ้าจะน่าสังเวช เมื่อฟ้าสาง ชาวบ้านคนอื่นมาเจอก็จะพากันปิดปากอุทานถึงสภาพอันน่าขยะแขยงชวนอ้วก พวกมันจะเอ่ยถามกันในหมู่มนุษย์ว่าเหตุใดอัศวินผู้พิชิตมังกรถึงต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ ใครเป็นคนฆ่า? หรืออาจจะเป็นมังกรตัวนั้น? อากาเบลสุขใจยิ่งนักที่ได้จินตนาการจนหลุดเสียงหัวเราะขาด ๆ หาย ๆ ในลำคอออกมา


แล้วเธอก็กัดฟันกรอดพร้อมกระชากกริชที่ซุกซ่อนเอาไว้มาถือสองมือ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะแทงหัวใจอัศวินตาฟ้าภายในการโจมตีเดียว เธอวิ่งข้ามสะพานพุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายอย่างบ้าบิ่นทันที


            ในเสี้ยวพริบตา อัศวินตาฟ้าซึ่งยืนนิ่งมาตลอดก็ขยับตัว มันไม่ได้หลบ เพียงแต่ก้าวถอยหลังไปไม่กี่ก้าว ก่อนจะโฉบมาจับมือขวาของเธอซึ่งกำลังพุ่งตรงไปหาแผ่นอกมัน ส่วนมืออีกข้างก็รวบมือซ้ายของเธอออกจากด้ามจับกริช ทั้งหมดทำด้วยพละกำลังที่เธอคาดไม่ถึง ทันใดนั้นแขนซ้ายของเธอก็ถูกไพล่หลังในลักษณะที่หากคิดจะขยับก็ต้องทนเจ็บกระดูกจนร้องโอ๊ย


อากาเบลหยุดหายใจวินาทีที่ศัตรูบังคับมือขวาของเธอให้ถือกริชชี้เข้าที่ท้องของเธอโดยไม่ลังเลแทน


“ไม่—”


            ปลายกริชแหลมแทงทะลุเสื้อเข้าไปปะทะกับผิวหนังอย่างรุนแรง


            สติกลับมาเมื่อเห็นว่าตัวเองพลาดท่าอีกครั้ง ทว่าอยู่ ๆ กริชเล่มนั้นกลับแตกเป็นเสี่ยง ๆ อากาเบลงุนงงกับเสียงเศษซากกริชซึ่งส่องประกายในความมืด ไม่มีความเจ็บปวดที่ควรจะแล่นแปร๊บขึ้นมาปรากฎ ในทางกลับกัน เรื่องน่าตกใจอย่างความแข็งแกร่งของผิวหนังบริเวณนั้นทำให้เธอทึ่งจนหลุดหัวเราะออกมาเหมือนเสียงลมหายใจเฮือกใหญ่แทน


            เกล็ดสีเงินชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากท้องที่กริชควรจะแทงทะลุค่อย ๆ ร่วงหล่นลงพื้น


            ความตื่นเต้นอัดฉีดทั่วทุกแขนงของร่างกาย อากาเบลอยากเห็นใบหน้าของอัศวินตาฟ้าเสียจริงว่ามันจะตกใจขนาดไหนที่ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ มันกำลังก้าวถอยหลังไประหว่างปล่อยด้ามกริชที่เหลือทิ้ง เธอจึงหยุดความคิดที่จะดึงมือขวาของตัวเองให้หลุดจากการจับกุม ก่อนจะดีดตัวไปข้างหน้า กระชากมันเข้ามาใกล้ แล้วฝังคมเขี้ยวลงบนท่อนแขนทันที มันไม่ได้ใส่เกราะเหล็ก แต่สวมเสื้อผ้าทำจากหนังธรรมดา รสเลือดคาวข้นในปาก อากาเบลเบ้หน้าทันควัน ขยะแขยงกับเลือดมนุษย์จนอยากจะอาเจียนออกมา แต่เธอยังจิกแขนอัศวินตาฟ้าไม่ปล่อย ถ้าเป็นไปได้ เธออยากจะกัดเนื้อมันให้หลุดตามมาด้วยซ้ำ


            อากาเบลโล่งอกลึก ๆ ที่อัศวินตาฟ้าผลักเธอออกไป แต่แขนซ้ายของเธอยังถูกจับไพล่หลังไว้อยู่ มันไม่ต้องมองก็รู้ว่าเธอกำลังพยายามหาทางสะบัดให้หลุด มันจึงยิ่งกำแขนเธอแน่นกว่าเดิม ตั้งใจจะบิดให้สะเทือนกับกระดูกข้างใน เธอยื้อสุดแรงเกิด แล้วใช้มือข้างที่ว่างเป็นกำปั้นสู้ ก่อนจะชกโหนกแก้มอีกฝ่ายอย่างแรงจนในที่สุดมันก็ยอมปล่อยเพื่อถดถอยไป


            การต่อสู้น่าจะจบภายในไม่กี่นาที ทว่าอัศวินตาฟ้าไม่มีท่าทีจะบุกเข้ามาจัดการให้จบสิ้น นอกจากรอสวนกลับการโจมตีของเธอแทน หากอากาเบลถอยไปตั้งหลักใหม่ มันก็จะยืนมองอยู่ตรงนั้น เหมือนเป็นหินตั้งตระหง่านท่ามกลางพายุ ไม่พยายามหาช่องว่างส่งเธอหมดสติไปเป็นวัน แน่นอนว่าการกระทำแบบนั้นยิ่งยั่วโมโหเธอ กลายเป็นว่าคนที่ต้องทุ่มแรงทั้งหมดคือเธอแทน จะสู้ด้วยมือเปล่า อัศวินตาฟ้าก็หาทางแก้ได้หมด เธอไม่อยากยอมรับความอัปยศอดสู แต่เธอเหนื่อยเป็น ยิ่งร่างบอบบางนี้หมดแรงง่ายด้วย เธอฮึดฮัด พลางพยายามกรอกประโยคซ้ำ ๆ ในหัวตัวเอง หวังว่ากะพริบตาแล้วจะได้อำนาจเหนือเผ่าพันธุ์กระจ้อยร่อยนี้กลับมา แต่เธอก็ยังอยู่ในร่างมนุษย์เหมือนเดิม


            ดวงตาข้างขวาของเธอ


            นึกขึ้นได้ดังนั้น อากาเบลก็สอดสายตาผ่านความมืดขณะยืนตั้งหลักใหม่อย่างมั่นคง เสียงเรียกร้องของสิ่งที่ถูกพรากไปค่อย ๆ ดังชัดเจนขึ้น เธอสลับสำรวจหาของ ๆ ตัวเองกับดูท่าทีของอัศวินตาฟ้าเพื่อไม่ให้ถูกลอบโจมตีอย่างกระวนกระวาย มันไม่ได้อยู่ตรงตัว... เลื่อนขึ้นไป... ตรงคอ สร้อยคอ?


            อัศวินตาฟ้าหลบการโจมตีหลอกล่อไร้ทิศทาง แล้วปัดมืออีกข้างของอากาเบลที่พยายามยื่นไปหาสร้อยคอเส้นเล็กทิ้ง เธอโมโหเกินกว่าจะหายใจทางจมูกเป็นปกติได้อีก จึงกัดฟันจนเกร็งทั้งกราม จากนั้นก็ตะโกนออกมาสุดเสียงอย่างควบคุมไม่ได้


“เอาของ ๆ ข้าคืนมาได้แล้ว ไอ้พวกชั้นต่ำ!


ท่ามกลางเสียงหอบหนักกับแขนขาที่เริ่มชาไปทีล่ะส่วนของตัวเอง อะไรบางอย่างฉุดความสนใจให้เธอเงี่ยหูฟัง เสียงเหล็กกระทบกันแผ่วเบาบอกให้รู้ว่าอัศวินตาฟ้าพกดาบมาด้วย แต่มันไม่เคยคิดจะดึงออกมาใช้ระหว่างการต่อสู้ คงเพราะเห็นเธอเป็นศัตรูระดับต่ำกว่าจนไม่จำเป็นต้องออกแรงอย่างที่ควรใช่ไหม อากาเบลคิดดังนั้นก็ยิ่งอยากบันดาลโทสะ หากเธออยู่ในร่างมังกร พื้นหญ้ารอบข้างนี้จะต้องกลายเป็นทะเลน้ำแข็งอย่างแน่นอน


            เธอตัดสินใจพุ่งไปด้านข้างของศัตรู


            ดาบหนักอึ้งเมื่อเธอพยายามดึงมันออกจากฝัก ต้องใช้สองมือจับด้ามซึ่งเป็นสัมผัสของหนังกับโลหะให้แน่น แต่อัศวินตาฟ้าไม่ยอมปล่อยให้เธอได้อาวุธไปอย่างง่ายดาย เมื่อดาบสีเงินเผยครึ่งเล่ม อากาเบลจึงเห็นว่าศัตรูกำลังใช้มือเปล่าจับตรงโคนดาบซึ่งเป็นส่วนที่แหลมคมพอจะเฉือนผิวอยู่ เธอย่นคิ้ว หวังว่าจะเห็นเลือดจากบาดแผลของท่าจับอันตรายนั่น แต่ไม่มี


            อัศวินตาฟ้าไม่ได้กระชากดาบกลับ แต่แค่สะบัดข้อมือเล็กน้อย ดาบก็หลุดออกจากมือของอากาเบลอย่างง่ายดาย เธอเงอะงะครู่เดียว ก่อนจะดื้อดึงโจมตีอีกฝ่ายต่อเมื่อเรียกสติคืนกลับมาสำเร็จ ต่อให้มันถือดาบอยู่ก็ยังทำอะไรผิวกายของเธอไม่ได้อยู่ดี บางทีการมีดาบหนัก ๆ อยู่ในมือก็น่าจะถ่วงแรงมันจนเปิดช่องว่างให้เธอเอื้อมไปถึงคอได้


            สัญชาตญาณของมังกรทำให้อากาเบลอยากขย้ำอัศวินตาฟ้าให้แหลกเหลวเป็นอย่างยิ่ง ลำพังแล้วตอนนี้เธอทำได้แค่ฝังเขี้ยวบนแขนข้างเดิมของมันอีกรอบ รสเลือดฟุ้งเต็มปากอีกครั้ง คาวจนเธออยากสำรอกให้ตัวโกร่ง เลือดหลายอึกไหลลงคอไป บางส่วนเปื้อนริมฝีปาก เธอเผลอหลับตาสนิทเมื่อต้องจำใจกลืน ไม่งั้นก็จะสำลักเอาซะเอง


            กะโหลกของเธอสั่นสะเทือนทันทีที่ปล่อยแขนศัตรู


โลกหมุนควงสว่านไม่รู้จบเมื่ออัศวินตาฟ้ากระแทกหัวด้ามดาบใส่ศีรษะของเธออย่างรุนแรงจนไม่ได้ยินเสียงอะไรไปนอกจากเสียงหวือของลมกับเสียงวี้ในหู ศีรษะระบมจัด ส่งผลให้ลมหายใจติดขัด เกล็ดสีเงินเป็นประกายกระจัดกระจายไปคนล่ะทิศล่ะทาง ผ่านหางตาเธอที่ซวนเซถลาล้มลงไปนอนคว่ำกับพื้น เธอร้องโอดโอยในลำคอ พลางกระเสือกกระสนขึ้นมายืนต่อทั้ง ๆ ที่รู้สึกคลื่นไส้แทบแย่


            ถึงอย่างนั้น ในมือของเธอมีสร้อยที่ถูกกระชากจนสายขาดวางอยู่ ตรงจี้เล็กจนมองแทบไม่เห็น ยิ่งมีประกายล้อแสงจันทร์หลายแฉกก็ยิ่งทำให้ภาพพร่าเลือนกว่าเก่า


หัวใจของอากาเบลพองโตด้วยชัยชนะ เธอหัวเราะเสียงดังระหว่างเพ่งมองจี้สร้อยคอซึ่งปล่อยไอเย็นออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอเข้าใจว่านี่คือดวงตาข้างขวาของเธอ แต่ทำไมมันถึงเหลือแค่นี้ล่ะ? แล้วมันกลายมาเป็นจี้สร้อยคอได้อย่างไรกัน? ยิ่งผิวของมันเหมือนอัญมณีหลายแฉก นั่นยิ่งทำให้เธอกังขา แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่เธอได้ดวงตาของตัวเองคืนมาแล้ว!


            ไม่มีคำถามว่าทำไมเธอถึงชิงสร้อยคอจากอัศวินตาฟ้ามาอย่างง่ายดายนักโผล่ขึ้นมาในหัว อากาเบลฉีกยิ้มกว้าง ไม่ละสายตาไปจากประกายแสงในมือเลยแม้แต่นิดเดียว น่าประหลาดที่อัศวินตาฟ้าก็ไม่ได้พุ่งมาแย่งสร้อยกลับไปทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เธอก็อยู่ในสภาพอเนจอนาถแล้วแท้ ๆ มันอาจจะกำลังทึ่งกับฝีมือของเธออยู่ก็ได้—


            จู่ ๆ เส้นหลากสีโทนแดงก็กระจายตัวออกจากจี้สร้อยคออย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งมันกลบประกายแสงจันทร์หลายแฉกในมือ มันเป็นสีแดงเข้มและอ่อนส่วนใหญ่ ไม่สว่างจ้าจนแสบตา เหมือนแสงที่พยายามขับไล่ความมืดทว่าสิ้นท่า อากาเบลสับสนจัด หัวใจกระตุกวาบเมื่อเส้นสีแดงทั้งหมดเคลื่อนตัวเข้าหาเธอราวกับถูกสายลมดูดซับอย่างรวดเร็วฉับพลัน


เวทมนตร์?


จี้สร้อยคอลดมีขนาดเล็กลงจนในที่สุดก็หายไปโดยสิ้นเชิง ทิ้งไว้เพียงสายสร้อยที่เธอยังกำไว้อยู่ อากาเบลหายใจเสียงดังขณะลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้วเซไปข้างหลัง ความงุนงงพิศวงทำให้เธอไม่สนใจว่าตัวเองจะล้มคะมำลงแม่น้ำแทน อะไรบางอย่างพยายามส่งเสียงร้องในหัว แต่เธอฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่คำเดียว เธอฝืนทรงตัว แล้วสะบัดหัวไล่ภาพมึนมัวทิ้ง


            นานครึ่งนาทีกว่าอากาเบลจะเริ่มเข้าใจประโยค


            เมื่อได้ดวงตาข้างขวาของตัวเองกลับคืนมา จะตอนไหนก็ตาม เธอมีอิสระทั้งหมด อิสรภาพที่เธอเฝ้าร้องหาได้กลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้ร่างกายของเธอผิดปกติเพราะเธอไม่รู้ว่าตอนไหนตัวเองจะได้อยู่ในร่างใด แต่ตอนนี้ เธอมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเธอมีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ร่างไหนก็ตามแล้ว เสียงในหัวคะยั้นคะยอให้เธอแสดงความมีสิทธิ์ของตนทันที และแน่นอนว่าเธอฉีกยิ้มกว้างด้วยความสุขเต็มเปี่ยม ก่อนจะนึกถึงการโบยบินบนท้องฟ้า


            หลังจากนั้น เบื้องหน้าของอัศวินตาฟ้าก็ไม่ใช่ร่างมนุษย์แสนบอบบางอีกต่อไป


อากาเบลในร่างมังกรค่อย ๆ เหยียดปีกกว้างเพื่อข่มขู่ขณะเหลือบมองอัศวินตาฟ้าอย่างดูถูกดูแคลน หางของเธอลูบไล้ไปตามพื้นล้อมรอบศัตรูซึ่งยังยืนนิ่งตรงหน้า ในหัวของเธอเต็มไปด้วยจินตนาการหลากหลายถึงวิธีการฆ่า จะจัดการอย่างไรดี? พ่นลมหายใจน้ำแข็งใส่จนมันขยับร่างไม่ได้ แต่สติสัมปชัญญะยังหลงเหลือ ก่อนจะค่อย ๆ บดขยี้ร่างของมันดีไหม ให้มันหวาดกลัวอยากวิ่งหนีไปให้พ้น ๆ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยืนรอความตายของตัวเองไปทีล่ะขั้นตอน ให้รู้สึกถึงความเจ็บปวดยามกระดูกแต่ละท่อนหัก ผิวหนังแยกออกจากกัน เลือดสีแดงเข้มไหลทะลักเจิ่งนอง...


            แบบนั้นน่าจะดีทีเดียว


            อากาเบลโน้มตัวต่ำลง ปีกทั้งสองข้างหุบงอเล็กน้อยเพื่อโอบล้อมไม่ให้อัศวินตาฟ้ามีพื้นที่สำหรับวิ่งหนี เธอมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ตัวเองอยู่ในร่างที่ใหญ่โตกว่าหลายเท่า ก็เลยกลายเป็นบังแสงจนมิดซะหมด ถึงจะเสียดายที่ไม่มีโอกาสเห็นมันที่คงตัวสั่นพับ ๆ หมดหนทางหนี แต่อย่างน้อยเธอก็จะได้ล้างแค้น และได้ดวงตาของตัวเองคืนกลับมา ต่อจากนี้... เธอก็แค่ลืมการปะทะเมื่อสี่ปีที่แล้วไปเสีย


            เธอลับกรงเล็บกับพื้นหญ้าอย่างใจเย็น “เสียใจที่คิดจะฆ่าข้าเมื่อสี่ปีก่อนไหม เจ้าหน้าโง่”


            ไม่มีการตอบโต้ดังเดิม


            “จริง ๆ ข้าก็มีเรื่องสงสัยอยากถามเจ้าอยู่หรอก” อากาเบลพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ว่าทำไมข้าถึงยังมีดวงตาทั้งสองข้างอยู่ แค่ต่างสี เฮอะ แต่ไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะสุดท้ายข้าก็ได้ดวงตาจริงคืนมา และเจ้าก็จะต้องตาย”


            มันเหมือนกับเพิ่งฟื้นจากความตาย ได้รับเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่สูญหายไปคืนมา เธอน่าจัดงานฉลองเสียตรงนี้เลย


            “เจ้าไม่คิดจะสั่งเสียอะไรก่อนตายสินะ?” อากาเบลเชิดศีรษะใหญ่โตขึ้น “ก็ดี ข้าขี้เกียจฟังพวกชั้นต่ำพร่ำเพ้อ”


            ไอเย็นมหาศาลไหลผ่านลำคอแข็งแกร่งขึ้นมา มันเปลี่ยนเลือดของเธอให้ร้อนระอุ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เธอเกร็งร่างระหว่างจ้องเขม็งไปที่อัศวินตาฟ้า ยังยืนนิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรอยู่งั้นเหรอ ในอีกไม่กี่พริบตาข้างหน้า ธุระของเธอก็จะเสร็จสิ้นในที่สุด อาจจะมีเลือดและเศษเนื้อกระเด็นเปรอะเปื้อนเพิ่ม แต่ผลลัพธ์จะต้องเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอน


            อากาเบลแสยะเขี้ยว อ้าปากกว้าง ก่อนจะพ่นเกล็ดน้ำแข็งมากมายออกมา—


            ทุกอย่างเงียบกริบ


            ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


            ความเย็นเยือกมลายหายไปโดยไม่มีสาเหตุ เธอผงะ ก่อนจะลองใหม่อีกครั้ง จนท่าทางหยิ่งยโสของความเหนือกว่าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวลที่ปรากฎชัดในท่าทางงุ่มง่าม ทุกครั้งที่เธอตั้งใจใช้พลัง จะมีไอเย็นไหลผ่านลำคอขึ้นมาเสมอ แต่พอเธออ้าปากพ่น กลับไม่เกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่ปกติเบื้องหน้าตนต้องกลายเป็นลานน้ำแข็งไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น?


            เธอคำรามกึกก้อง ก่อนจะพุ่งไปตะครุบอัศวินตาฟ้าให้แหลกเหลวเป็นฝุ่นสีแดง ทว่าอยู่ ๆ ร่างกายของเธอกลับนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อนไปยังทิศทางของศัตรูแม้แต่คืบเดียว เธอตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปเป็นหินไปเสียแล้ว มีเพียงดวงตาที่สามารถกลอกไปมาอย่างลุกลนได้ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? เธอรีบขยับถอยออกมาทันที พลางหรี่มองอัศวินตาฟ้าอย่างระแวง แล้วเธอก็มุ่งไปยังทิศทางของมันอีกครั้งเพื่อปิดบัญชี แต่ครั้งนี้เธอกลับนิ่งสนิทโดยไม่มีสาเหตุอีกรอบ


            “เจ้าทำอะไร!” อากาเบลเค้นเสียงลอดไรฟันถาม


            อัศวินตาฟ้าเก็บดาบเข้าฝักโดยไม่ตอบ นั่นยิ่งปั่นประสาทเธอให้หมกหมุ่นกับความโกรธแค้นมากขึ้น เธอลองฝืนร่างกายเพื่อขยับไปฆ่ามันอีกรอบ แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใด ต่อให้เป็นการกระดิกหางหรือกระตุกปีก เธอก็ไม่สามารถขยับตัวได้เลย ยิ่งเธอคิดแต่จะฆ่าอัศวินตาฟ้ามากเท่าไร เรี่ยวแรงก็ยิ่งหายไปเท่านั้น เธอเริ่มเหนื่อยอ่อนกับความสับสนอลหม่าน โทสะดังกล่าวทำให้เธอเผลอคำรามเสียงดังสนั่นจนมั่นใจได้เลยว่าจะต้องปลุกมนุษย์ทุกคนในพื้นที่โดยรอบอย่างแน่นอน


            อากาเบลตัดสินใจกระโดดถอยหลังและพาร่างบินขึ้นไปบนฟ้าแทน ความสยดสยองไล่เกล็ดให้ลุกชันไปทั่วร่าง ไม่มีคำบอกลาหรือประโยคขู่อัศวินตาฟ้าว่าเธอจะกลับมาล้างแค้นอีกครั้งหากมีโอกาส เธอสบถคำหยาบใส่มันแทน แล้วรีบเลี้ยวบินไปยังทิศทางที่เธอจากมา ดวงตาพร่าเลือนจัดระหว่างเธอบินด้วยความเร็วสูงสุด เธออ่อนแรงเต็มทน หัวใจเบาหวิว เบื้องล่างไกล ๆ มีมนุษย์ถือคบเพลิงเป็นจุดเล็ก ๆ กำลังตรงมายังสนามประลองเมื่อครู่ พวกมันคงได้ยินเสียงคำรามจึงพากันออกมาดู


ไอ้พวกโง่ อากาเบลส่งเสียงฮึในลำคอด้วยความไม่พอใจ เธอกำลังจะบินถึงป่าที่เผลอร่วงใส่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้แล้ว ความเหนื่อยทำให้เธอหลับตาครู่หนึ่งเพื่อพักผ่อนชั่วคราวระหว่างบินฉลุยเหนือป่า ทว่าอยู่ ๆ ร่างกายก็หนักอึ้งเหมือนถูกหินก้อนใหญ่หลายก้อนถ่วงเอาไว้ ปีกของเธอเริ่มชาวาบจนไม่สามารถพยุงร่างไหวอีกต่อไป


            เธอลืมตาขึ้นมาทันใด แต่ทัศนียภาพได้กลายเป็นสีดำแทน ก่อนเธอจะลอยคว้างกลางอากาศ แล้วตกลงมา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #858 tingerbel (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 13:15
    สุดยอดดด ฉากพบกันครั้งแรก(?) คือการพยายามฆ่ากัน นึกภาพหนูเบลไปกัดแขนเค้า เฮ้อ หนูลูกกกก
    #858
    0
  2. #761 minggg- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 02:35
    คืออะไร ลึกลับปริศนา
    กรี๊ดดด
    #761
    0
  3. #163 patinya1223 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 18:38
    นี่มันอาร๊ายยยยย ลึกลับดีแท้
    #163
    0
  4. #53 Mini_day (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 13:32
    ขุ่นพระ!!! มังกรเด็กหนีออกจากบ้าน
    #53
    0
  5. #26 disastrechalala (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 / 01:49
    เขียนได้ดีมากเลย สงสารแม่อากาเบลจังครับ ;____; 
    #26
    0
  6. #10 madara-13-12-39 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 / 17:27
    สู้ๆนะครับ ติดตามๆๆๆ
    #10
    1
    • #10-1 kachelya(จากตอนที่ 4)
      11 พฤษภาคม 2558 / 12:37
      ขอบคุณมากค่า
      สู้ตายให้หัวลื่น (ฮา)
      #10-1
  7. #9 satanmoe (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 / 17:21
    ค้างอีกแล้ววววQ^Q
    ต่อ ต่อ ต่อเลยยย กำลังสนุก!><
    #9
    1
    • #9-1 kachelya(จากตอนที่ 4)
      11 พฤษภาคม 2558 / 12:37
      มาต่อแล้วค่า XD
      #9-1