Draconic Chronicle

ตอนที่ 39 : III-39: Erstwhile There were Us

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 417
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    1 ก.พ. 60



ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^

39


            มันคือฝันร้ายอันยาวนาน

            อากาเบลมองไม่เห็น แต่หูของเธอยังได้ยิน จมูกยังรับกลิ่นได้ เธอรู้สึกถึงความเย็นของฤดูหนาว และมันไม่ใช่เพราะเธอได้กลับมาที่สเนียเซนี่หรือแอเธลวินแล้ว เธอเพิ่งจะออกมาจากเมืองโรสวอร์น ความเย็นตรงหน้ายิ่งทวีคูณ มันก็ยิ่งดูดเรี่ยวแรงทั้งหมดของเธอไป ราวกับร่างกายของเธอถูกบดขยี้ จนเหมือนแขนขาหักงอผิดรูปร่าง

            มีเสียงคนเรียกชื่อ มีใครบางคนมาคว้าเธอขึ้นไปนั่งบนบางอย่าง

            “นางเสียเลือดเยอะเกินไป”

            นั่นเป็นเสียงของใครน่ะ?

            “นางจะรอด”

            พวกเขาพูดถึงเธอ

            “ดีทริค เบลนเฮล์ม เจ้าไม่เห็นหรือไง

            ท่อนแขนแข็งแกร่งกระชับเอวเธอ แผ่นหลังของเธอแนบอิงความอบอุ่น ความคิดของเขาส่งต่อมายังเธอเช่นกัน แม้เขาจะนิ่งเงียบไม่พูด แต่ในหัวของเขากลับเต็มไปด้วยประโยคมากมาย เขาบอกกับตัวเองว่าเธอจะรอด ไม่ว่าอย่างไร เธอก็จะรอด ต่อให้เส้นทางจะลำบากแค่ไหน เธอจะรอด... อากาเบลจะรอด อากาเบลจะรอด อากาเบลจะรอด

            ไม่ เจ้าจะไม่รอด

            ปลายนิ้วของมาธิลด้าลูบไล้เรือนผมของเธอแผ่วเบา

            เจ้าทรมานมานานเกินไปแล้ว เจ้าควรจะได้พัก

            น่าแปลกที่อากาเบลผ่อนคลายลง เธอยังเห็นแต่สีดำ เธอยังลืมตาไม่ได้ แต่เธอเห็นมาธิลด้าซึ่งเต็มไปด้วยเลือดในห้วงความคิด นางพร่ำกระซิบประโยคเดิม ว่าจะปกป้อง ว่าควรจะได้พัก เมื่ออากาเบลพยายามจะลืมตา มาธิลด้าก็ทาบฝ่ามือกับดวงตาเธอ ความเย็นส่งผ่านเข้ามาจนเธอหนาวสั่น ไม่รู้ทำไมเธอถึงอ่อนแรงเหลือเกิน

            ดังนั้น เธอจึงหยุดการต่อต้าน ทอดทิ้งประโยคของดีทริค แล้วโอบรับการพักผ่อนนั่น – โอบรับความตายนั่น


***


นางตัดสินใจใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับลำคอของอากาเบลเนิ่นนานและอ่อนโยน พลางพิจารณาด้วยสายตาเศร้าสร้อย แล้วเลื่อนมือไปแตะที่ดวงตาข้างขวาเป็นที่สุดท้าย ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


***


            ใครบางคนปลุกเธอจากการพักผ่อน

            อากาเบลประติดประต่อเหตุการณ์ไม่ถูก เธอพบว่าตัวเองกำลังจมน้ำ มีหินก้อนใหญ่ถ่วงอยู่ที่คอ เธอมองอะไรไม่เห็นเหมือนเดิม แต่นั่นยิ่งทำให้ทุกอย่างน่ากลัวกว่าเดิม เธอได้ยินเสียงผิวน้ำแตกกระจายขณะพยายามหายใจ เธอคิดว่าเธอหายใจได้เป็นปกติ จนกระทั่งถูกมือที่มองไม่เห็นดึงขึ้นไปรับอากาศจริง ๆ แล้วมันก็กดเธอลงน้ำอีก เธอหายใจเอาน้ำเข้ามาจนสำลัก มันอุดกลั้นจมูกและลำคอเธอ แสบและทรมาน

            ช่วยฆ่าเธอสักทีเถอะ

            “ได้โปรดเถอะ หยุดหยุดสักที อย่าทำร้ายนาง!

            ไม่ ปล่อยให้มันฆ่าเธอ

“ข้าจะให้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ!

            หยุด

            “ได้โปรด อย่าฆ่านาง--อย่าฆ่านาง”

            ความโกรธรุนแรงแล่นผ่านท่อต่อความคิดมาหาเธอ

            อากาศไหลกลับเข้ามาอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ อากาเบลลื่นหล่นลงไปนอนกับพื้นแห้ง เธอสำลักน้ำไม่หยุด และเลือกที่จะไอจนไม่มีอะไรหลงเหลือในปอด เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก เสียงร้องห้าม แล้วก็ความเงียบ ความเงียบที่คู่กับความมืด เธอคลายแขนขาที่เกร็งลง พลางปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ เข้าสู่การพักผ่อนอีกครั้ง

            แต่มีคนขัดขวางการพักผ่อนของเธออีกแล้ว

            มันจะส่งเจ้ากลับ

            เป็นเสียงแข็งกร้าวที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน มันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

            มันจะทำลายทุกอย่าง

            ใคร?

            และข้าจะไม่ปล่อยให้เด็กที่เพิ่งรู้จักกันแค่หนึ่งปีทำลายทุกอย่างที่มีมาตลอดชีวิต

            อากาเบลเฝ้ารอเสียงปริศนานั่นพูดอีก แต่มันหายไปแล้ว และเธอก็พบว่าตัวเองฝันแทน เธอจำฝันแรกไม่ได้ แต่ความฝันนี้เธอจำได้ เธอยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิด เธอก้มมองแขนตัวเอง ไม่มีผ้าพันแผลอีกต่อไป แต่มีสิ่งผิดปกติอยู่ตรงนั้น เธอยกมือข้างขวาขึ้น ตรงนิ้วก้อยมีเส้นสีแดงที่เธอเคยเห็นมาก่อนผูกไว้อยู่ เธอมองตามเส้นระโยงซึ่งทอดหายไปในสีดำตรงหน้า ก่อนจะลองกระตุกดู

            มีคนถูกเส้นสีแดงนี่ผูกมัดเหมือนกัน

            “ดีทริค?” อากาเบลส่งเสียงเรียก พลางก้าวขาเดินไปยังปลายทางของเส้นสีแดง

            เขายืนอยู่ตรงนั้น หันหลังให้เธอ

            อากาเบลยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้เจอเขามานานหลายเดือนแล้ว แค่เห็นแผ่นหลังของเขา ความมืดมัวที่ผ่านมาก็คล้ายจะถูกปัดเป่าไป ตัวตนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาก่อนหน้านี้ค่อย ๆ กลับมา--

            “เจ้ากำลังจะเป็นอิสระ”

            เธอชะงัก พลางขมวดคิ้ว

            “อิสระ? อะไรของเจ้า”

            “อีกวิธีทำลายพันธสัญญาคือการที่ข้าตาย”

            “เจ้าตาย ข้าก็ตาย จำไม่ได้รึไง” เธอประท้วง “ข้าจะเป็นอิสระได้อย่างไง”

            “ข้าโกหกเจ้า”

            อากาเบลเบิกตากว้าง โกหก?

          “พันธสัญญาจะลงโทษเจ้าที่ทำร้ายข้า แต่มันไม่ได้ห้ามให้เจ้าฆ่าข้า”

            “แต่ข้าเข้าใกล้เจ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ...” เธอเผลอก้าวถอยหลังไป

“เจ้าสามารถทำลายพันธสัญญาได้ตั้งแต่วันแรก ๆ ด้วยวิธีนี้” ดีทริคพูด “แต่ทุกครั้งที่เจ้าหยุดนิ่ง นั่นเป็นเพราะข้าใช้พันธสัญญาสาปเจ้าไว้ชั่วคราว และข้าใช้มันกับเจ้าทุกครั้งที่ข้าระแวงว่าเจ้าจะเข้ามาฆ่า เจ้าจะไม่ตายหากข้าตาย ทั้งหมดแค่ขึ้นอยู่กับข้าในการหลอกและจัดฉาก”

            มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรอกหรือ เธอสรุปกับตัวเองมาตลอดว่าเธอเข้าใกล้ดีทริคไม่ได้หากเธอมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่จะฆ่าเขา แต่เธอทำร้ายเขาได้หากลองปรับความรู้สึก ควบคุมความนึกคิด ให้มันอ่อนลง ไม่ใช่ความต้องการที่จะฆ่า มันไม่ใช่ เขาตั้งใจหลอกให้เธอคิดไปอีกทาง ตอนที่เธอลองชกเขาครั้งแรกนั่น เขาจัดฉากลวงเธอ

            และมันก็สำเร็จ มันทำให้เธอกลัวที่จะเจ็บตัวพอที่จะหยุดความคิดฆ่าเขา

            “เจ้าบอกเรื่องนี้กับข้าทำไม” อากาเบลพยายามคุมน้ำเสียงให้หายสั่น

            “เพราะเจ้ากำลังจะเป็นอิสระ อากาเบล” ดีทริคตอบ “เมื่อเป้าหมายของข้าบรรลุ เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะเป็นอิสระ ข้าจะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป เจ้าจะออกไปจากที่นี่ กลับไปที่บ้านของเจ้า และลืมเรื่องราวที่นี่ไปซะ หนึ่งปีที่นี่”

            “นี่... ทั้งชีวิตของเจ้ามีแต่การล้างแค้นรึไง!

            “เจ้าเห็นต้นตอของทุกอย่าง เจ้ารู้ว่าทำไมข้าถึงกลายเป็นแบบนี้”

            อากาเบลโกรธจนตัวสั่น พร้อมกับสับสนที่ตัวเองไม่พอใจ เธออยากชกหน้าดีทริค เธออยากตวาดใส่เขา แต่เธอก็ทำได้แต่ยกมือกุมใบหน้าตัวเอง พลางพยายามผ่อนลมหายใจให้ช้าลง ให้หัวใจที่เต้นกระหน่ำคลายจังหวะ เธอนึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา ความลับที่ถูกเฉลยก่อนหน้านี้ เสียงปริศนา ทุกอย่างกระตุกให้เธอฉุกคิดบางอย่าง

            “ถ้าการฆ่าพระเจ้าชาร์ลส์เป็นเป้าหมายเดียวของเจ้า งั้นเจ้าเรียกข้ามาแอเธลวินทำไม” เธอถามเสียงเครือ “มีข้าอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น เจ้าไม่ได้ให้ข้าไปสอดแนมหรือแอบฆ่าพระเจ้าชาร์ลส์ด้วยซ้ำ ข้าไม่สำคัญกับแผนการของเจ้าเลยสักนิด... แต่เจ้าเรียกข้ามาทำไม เจ้าจะเสียเวลารอข้าฟื้นขึ้นมาตั้งสี่ปีทำไม!

            ดีทริคเงียบ

            “ข้าไม่เชื่อว่านี่เป็นความพยายามในการไถ่โทษของเจ้า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เจ้าคงพยายามปฏิบัติตัวดีกับข้าตั้งแต่เห็นหน้ากัน แต่ไม่ ข้าจะฆ่าเจ้า และเจ้าก็จะฆ่าข้าเหมือนกัน เจ้าส่งข้าไปสู้กับยาโรเมียร์จนข้าเกือบตาย เจ้าตั้งใจดื่มยาพิษให้ข้าทรมานไปด้วย เจ้าเพิ่งจะ... ทำเหมือนใส่ใจข้าในภายหลังเท่านั้น”

            เขายังคงเงียบ

            “เจ้าพูด... เจ้าพูดกับข้าเมื่อสี่ปีก่อน... ว่าเจ้าจะรอข้า ไม่ว่าจะนานแค่ไหน”

            “กลับไปยังโลกเก่าของเจ้า อากาเบล” ดีทริคตัดบท

            มันเชื่องช้า แต่รวดเร็วสำหรับอากาเบล ความมืดที่กำลังกลืนกินดีทริคตั้งแต่เท้าขึ้นมา เธอตะโกนห้าม ก่อนจะพุ่งทะยานไปคว้าแขนเขา แต่เธอคว้าได้แต่อากาศเปล่า เธอล้มลงกับพื้น ก่อนจะดันตัวเองขึ้นมาคว้าลำตัวช่วงบนที่เหลือของอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็รั้งเขาไว้ไม่ได้ เส้นสีแดงที่ผูกมัดกับนิ้วก้อยเขาก็กำลังหายไปเช่นกัน

            มันกำลังจะขาด

            อากาเบลกำเส้นสีแดงไว้ พลางพยายามดึงสู้ ไม่ เธอกรีดร้องในใจ อย่าไป เส้นสีแดงค่อย ๆ ขาดเพราะแรงดึง มันเหลือเพียงใยไม่กี่เส้นที่ยังยึดเกี่ยวดีทริคกับเธอไว้ และเธอก็พยายามสุดชีวิต เธอจะไม่ปล่อยมันไป เธอจะไม่ปล่อยดีทริคไปเด็ดขาด เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว เธอไม่เหลืออะไรแล้ว

            ปลายเท้าของเธอถูกอะไรบางอย่างเกี่ยวพันจนรู้สึกเจ็บ อากาเบลนิ่วหน้าเมื่อก้มมอง แล้วเธอก็พบความมืด ความมืดแบบเดียวกันกับที่กลืนกินดีทริคไป คราวนี้ มันกำลังไล่ลามตั้งแต่ปลายเท้าของเธอขึ้นมา จนถึงหัวเข่า จนถึงต้นขา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเหมือนของเหลวเหนียวหนืดที่มีชีวิต มันพุ่งทะยานมากำลำคอเธอ เอาความเย็นขึ้นมาแตะแก้มเธอ แล้วภายในเสี้ยววินาที มันก็ครอบครองทั้งตัวเธอ


***


            เจ้าช่วยอดทนอีกสักพักอัศวินพูด น้ำเสียงของเขาขาดความชุ่มชื้น เพราะความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ เขาไม่ได้แตะตัวอากาเบลเลยแม้แต่ปลายนิ้ว แต่เธอกลับรู้สึกถึงความผ่อนคลายที่ช่วยปลดปล่อยเธอจากสภาวะทุกข์ทรมาน ณ ปัจจุบัน

          อากาเบลเหม่อลอยมองอีกฝ่าย สมองของเธอสามารถรับรู้ได้อย่างเดียวเท่านั้นในโมงยามนี้ ซึ่งก็คือ เขาเป็นคนเดียวที่เธอรู้จักในสนามรบนี้ คนเดียวที่อยู่ฝั่งเดียวกันกับเธอ ไม่ใช่นอร์แมนที่เธอรู้จัก แต่อยู่กับศัตรู

          เขากำลังจะลุกไป

          เดี๋ยวเธอออกแรงเรียก พลางยื่นมือข้างปกติไปคว้าต้นแขนชายหนุ่มไว้แน่น ดีทริค

อย่าเพิ่งไป อยู่ตรงนี้ก่อน อย่าทิ้งเธอไว้ท่ามกลางคนแปลกหน้า

          ดีทริคเบนความสนใจจากสนามรบหันกลับมาสบตา พร้อมกับแกะมือของเธอออก โซโกลอฟ...

          อากาเบล

          เขาเงียบไป ชะงักงันในท่าจับมือเธอ เมื่อเธอไอค่อกแค่กแล้วย้ำชื่อจริงอีกรอบ ก็รับรู้ถึงแรงบีบของมือเขา ที่คราวนี้เมื่อเธอจะดึงออก เขาก็กำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย เหนียวแน่นซะยิ่งกว่ากระไรดี จนเธอต้องจิกเล็บกับนิ้วโป้งใต้ถุงมือสีดำของเขาเต็มแรง เพื่อให้รู้ว่าเธอเจ็บ

          อากาเบล?”

          เธอส่งเสียงขานรับในลำคอ เขาจึงรู้สึกตัวและรีบวางมือของเธอไว้ข้างกายดังเดิม

          มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อากาเบลไม่เข้าใจในชีวิต ทว่าในเวลานี้ กลับมีสายตาของดีทริคนั่นแหละที่ทำให้เธออยากรู้คำตอบให้ได้ โครงหน้าอ่อนเยาว์นั้นยังคงความเฉยเมยและนิ่งสงบอย่างที่เธอจำได้ แต่นัยน์ตาสีฟ้าเยือกเย็นของเขากลับเบิกโพลงเล็กน้อย มองตรงมาราวกับเขาไม่รู้จักเธอ ไม่เชื่อเธอ

หรืออาจจะเพิ่งค้นพบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเธอ

          อะไร?” อากาเบลเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก

          ดีทริคระบายลมหายใจแผ่วเบา พลางวางหมวกเหล็กไว้ข้าง ๆ ศีรษะเธอ นอนอยู่ตรงนี้ อย่าขยับ คนอื่นจะไม่ผิดสังเกตเขาเหลือบมองเลือดเต็มตัวเธอ และมาบรรจบที่รอยแผลของข้อมือข้างซ้ายครู่หนึ่ง เจ้าจะปลอดภัย

จากนั้นเขาก็จากไป ทิ้งให้ข้างกายเธอมีเพียงความว่างเปล่ากับร่างไร้วิญญาณ


***


(อีก 50% ค่ะ)


            อากาเบลลืมตา

เธอรู้สึกถึงพื้นแฉะน้ำกลิ่นเหม็นเป็นอันดับแรก จึงลองขยับตัวและกะพริบตา แต่เธอมองไม่เห็น มีอะไรบางอย่างปิดตาเธออยู่ ที่กรอบการมองเห็นข้างซ้าย มีแสงสว่างอ่อน ๆ ลอดเข้ามาจากข้างใต้ เธอจึงยกมืออ่อนเปลี้ยมาแตะใบหน้าตัวเอง สัมผัสถึงผืนผ้าตรงดวงตา เธอเลิกมันขึ้น ภาพยังพร่ามัว และเหมือนจะเอียงมาทางซ้ายพอสมควร เธอรอจนการมองเห็นเริ่มชัดเจน แต่ภาพก็ยังเอียงมาทางซ้าย เธอจึงดึงผ้าพันแผลมาปิดตรงดวงตาข้างขวาต่อ

            เธอเห็นแผ่นหลังของผู้ชายสองคนหน้ากรงขัง ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร อาจจะเป็นทหาร แล้วทำไมเธอถึงอยู่ในคุกกัน? เธอกัดริมฝีปากล่างอย่างแรงจนรับรู้ถึงรสเลือด แล้วเธอก็กลั้นหายใจ พลางพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น เธอเกือบหวิดหัวฟาดพื้น เรี่ยวแรงหายไปหมด แต่เธอก็ยังฝืนเดินออกจากห้องขังไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ค่อย ๆ ปีนบันไดวนกลับขึ้นไปยังชั้นบนซึ่งมีทหารสัปหงกบนเก้าอี้ แล้วเธอก็ผลักประตูเปิดออกไป

            แสงสว่างเจิดจ้าทำให้เธอต้องยกแขนบังทันที เธอแสบตาจนน้ำตาซึมขณะควานหาที่ร่มเข้าไปยืนหลบ เมื่อไม่ได้อยู่ในมุมที่คนสามารถมองเห็นได้ เธอก็หอบหายใจระหว่างลดแขนลง ดูเหมือนเธอจะกลับมาแอเธลวินแล้ว ที่นี่คือเส้นทางเชื่อมระหว่างปราสาทกับคุกใต้ดิน อากาศอบอุ่นปลอดโปล่ง แต่มันไม่ช่วยให้เธอหายอึดอัดเลย

อากาเบลอ้าปากคว้าอากาศหายใจอึกใหญ่ ก่อนจะกลั้นหายใจอีกครั้ง

            เจ้ายังไม่ตาย มาธิลด้ากระซิบข้างตัวด้วยความประหลาดใจ

            อากาเบลขบกรามขณะทบทวนแผนผังพระราชวังหลวง

            เขาอาจจะโดนเผาทั้งเป็นไปแล้วก็ได้

            “หยุดพูดสักที มาธิลด้า” เธอตัดบทเสียงขุ่น

            เจ้าไล่ข้าหรือ ไม่ได้หรอก ถ้าเจ้ายังปล่อยข้าไปไม่ได้น่ะ

            แล้วมาธิลด้าก็หายไป ทิ้งไว้เพียงความเย็นยะเยือกข้างกาย

อากาเบลสบถคำหยาบในใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหลับตาและนวดขมับ เธออยากตามหาดีทริค แต่เธอไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขากลับมาแอเธลวินด้วยรึเปล่า เธอพยายามสื่อสารหาเขาในใจ แต่เขาไม่ตอบ ไม่มีอะไรเลยที่ช่วยระบุสถานที่ของเขา เธอจึงเริ่มคลำทางไปมั่ว ๆ พลางมองซ้ายขวาเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มีทหารโผล่มา เธอจะกลั้นหายใจ แนบแผ่นหลังกับผนัง รอจนพวกทหารเดินจากไปไกล

            อยู่ ๆ ทางเดินในปราสาทก็เปลี่ยนสี

ร่างหนึ่งปรากฏตรงหน้า โคนอน เขาอยู่ในชุดคลุมหนาสีน้ำเงินเข้ม ทางซ้ายมือของเขาคือพระเจ้าชาร์ลส์กับทหารองครักษ์ โคนอนค้อมหัวให้ราชา แล้วก้าวถอยหลังไป รอจนกระทั่งราชาเดินหายไปอีกทาง เขาก็เดินไปทางขวามือ เมื่อร่างของเขาหายลับไปจากสายตา อากาเบลก็กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้ากลับมาเป็นสีเดิม เธอผ่อนลมหายใจ

            แน่นอนว่าเธอตามโคนอนไป พอตัดสินใจอย่างนั้น เธอก็จำเป็นต้องหยุดเดินเป็นช่วง ๆ อย่างช่วยไม่ได้ เพราะความทรงจำของโคนอนจะปรากฏขัดเรื่อย ๆ เพื่อให้เธอเห็นเส้นทางทั้งหมดของเขา ในพระราชวังหลวงเงียบผิดปกติ เหมือนกับคนส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอหวังว่าดีทริคไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย

            มันเป็นหอคอยสร้างจากอิฐสีเทาด้านข้างปราสาท โคนอนเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูไม้ แล้วเขาก็แตะมือกับแท่งอิฐบนผนัง อะไรบางอย่างเคลื่อนที่ เขาล้วงมือเข้าไปคว้ากุญแจมาไขประตู จากนั้นก็เก็บกุญแจไว้ทีเดิม อากาเบลรู้ตัวอีกทีเมื่อเขาหายไปหลังประตู เธอหันไปมองอุโมงค์ทางเดินสกปรกเต็มไปด้วยหยากไย่เบื้องหลัง แล้วรีบเดินไปแตะมือกับแท่งอิฐอย่างที่เธอเห็นโคนอนทำ มีเสียงดังกริ๊ก แล้วเธอก็ขยับแท่งอิฐออกมาเพื่อหยิบกุญแจ

            ประตูถูกไขและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกผลักเปิดเข้าไป อากาเบลเก็บกุญแจไว้ที่เดิม แล้วย่องเข้าไปในตัวหอคอยแสงน้อยนิด เธอปิดประตูแผ่วเบา พลางเอื้อมมือไปปัดฝุ่นที่กองตรงช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไรฝุ่นส่องประกายตรงนั้น แสงเจิดจ้าส่องผ่านเข้ามาพอเพียงให้เธอเห็นบันไดวนคับแคบขึ้นไปเหนือหัว เธอตัดสินใจปีนบันไดขึ้นไปอย่างเงียบเชียบ แม้เจ้าของหอคอยจะตายไปตั้งแต่สี่ปีก่อน แต่เธอยังรู้สึกหวาดระแวงไปกับทุกอย่าง

            ชั้นบนสุดเป็นทั้งห้องนอนและห้องทำงานของโคนอน สภาพของมันเหมือนกับห้องที่เธอเคยเห็นในความทรงจำมาก่อน มันเป็นห้องทรงกลมหรูหรา ผนังเป็นอิฐ แต่พื้นเป็นไม้สีน้ำตาลเข้มจืดชืดจากการถูกปล่อยทิ้งโดยไม่ได้ดูแลมาหลายปี ตู้หนังสือทำจากไม้มะฮอกกานีตั้งรายล้อมทุกทิศของห้อง หยากไย่ขึ้นเต็มบรรดาหนังสือทั้งหมด โต๊ะไม้สีเข้มตั้งทางทิศตะวันออก ข้างหลังเป็นบานหน้าต่างที่ถูกปิด ทางขวามือเป็นเตียงนอนสำหรับหนึ่งคนตั้งไว้

            อากาเบลเหยียบพื้นไม้ตรงไปยังตู้หนังสือข้างโต๊ะทำงาน เธอกวาดตามองปกสีน้ำตาล เขียวเข้ม และน้ำเงินเข้มมากมายเบื้องหน้า พลางไล่นิ้วไปตามสัน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สันสีมรกต หัวใจของเธอเต้นแรงเมื่อดึงเล่มหนังสือออกมาจนฝุ่นฟุ้งกระจาย

มันคือบันทึกของโคนอนที่มีแต่เขาคนเดียวที่รู้ บันทึกที่เธอเห็นในความทรงจำ

            เพราะมีเวลาไม่มาก เธอจึงจำใจยัดบันทึกใส่กระเป๋าสะพายข้างหลังไว้ก่อน แล้วรีบเดินลงบันไดกลับไปชั้นล่าง

            อากาเบลกัดลิ้นอย่างแรงจนเลือดซึม พร้อมกับกลั้นหายใจแล้วคุดคู้ร่างกับผนังเมื่อทหารกลุ่มหนึ่งย่ำเท้าผ่านหน้าไป หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยินคำว่าฟอร์เซเคน พวกเขาพูดคำว่าพ่อมดและการไต่สวน ทุกอย่างจะเริ่มต้นและจบลงภายในวันนี้ พระราชาต้องการกำลังทหาร อันตราย...

            ดีทริคโดนกล่าวหา?

เด็กสาวยกมือปาดเหงื่อเย็นจัดทิ้ง ก่อนจะตัดสินใจย่องตามกลุ่มทหารไปโดยทิ้งระยะห่างพอสมควร

            พวกเขานำเธอไปยังห้อง ๆ หนึ่งซึ่งมีประตูสูงชะลูด สลักลวดลายบนขอบโลหะที่ส่องประกายวาววับ ทหารกว่าสิบคนยืนประจำอยู่ข้างหน้า ต่างสวมเกราะเตรียมพร้อมคล้ายจะรบ อากาเบลได้แต่เฝ้ามองจากไกล ๆ เธอไม่สามารถวิ่งตามเข้าไปทัน บานประตูถูกเลื่อนปิดไปแล้ว เธอจึงมองหาทางเข้าอื่นแทน มีบันไดวนเลื่อมทองขนาบข้าง ประตูสองบานอยู่บนนั้น มันคืออีกทางเข้าหนึ่ง ทว่าก็มีทหารยืนเฝ้าอย่างหนาแน่นอยู่ดี

            อากาเบลขบกราม แล้วแหงนหน้ามองเพดานสีดำมีลายโค้งสีทอง เธอมองแสงอาทิตย์ที่ทอดยาวบนนั้นลงมาเรื่อย ๆ จนเจอหน้าต่าง ใช่ หน้าต่าง! ความอ่อนเพลียของร่างกายเริ่มประท้วงทันที แต่เธอไม่สนใจ เธอกลั้นหายใจ แล้วออกตัววิ่งโดยใช้ปลายเท้าลงพื้นตรงไปยังหน้าต่างที่ไกลจากทหารรักษาการณ์มากที่สุด

เธอเหวี่ยงตัวเองออกไป พลางกำมือกับขอบหน้าต่างไว้แน่น ข้างนอกลมเย็นพัดโหมจนเธอเกือบสะดุด แมกไม้จากสวนหลังพระราชวังอยู่ข้างล่างเธอ

            หากเธอพลาด หากเธอพลาด—

            อากาเบลเบือนหน้าหนีจากความสูงอันน่าหวาดเสียวเพื่อมองไปทางซ้ายมือ เธอเห็นบานหน้าต่างทรงยาวมีมุมโค้งเปิดกว้างไว้ เสียงฝีเท้ากับเสียงเกราะเหล็กของทหารดังออกมาจากตรงนั้น เธอคว้าก้อนอิฐที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนก้อนอื่น ๆ พลางวางเท้าตามเชิงหน้าต่าง หรือตามธงที่ปักติดบนตัวปราสาท ดาบบนหลังหนักอึ้ง ถ่วงให้เธอเกือบพลัดตก

            มือของเธอคว้ากรอบหน้าต่างเป้าหมายสำเร็จ แต่พอเธอจะดีดขาเพื่อกระโดดไปตรงนั้น เธอก็ลื่นพรืด ลำตัวกระแทกอิฐเต็ม ๆ มือเกือบหลุดจากกรอบหน้าต่าง เธอหายใจหนักหน่วงด้วยความกลัว พลางจิกเล็บกับไม้และอิฐข้างบน แล้วค่อย ๆ ยกขาที่สั่นสะท้านกลับมาเหยียบอิฐ เธอพยายามบอกกับตัวเองว่าถ้าเธอตกไปคงไม่เป็นไร เธอจะรอด แต่ให้ตายเถอะ ถ้าเธอตกลงไป มันก็ไม่ทันการณ์แล้ว ดีทริคอยู่ในนั้น

            อากาเบลนับเลขในใจ ก่อนจะกัดลิ้นและกลั้นหายใจ แขนทั้งสองข้างหายไปจากสายตา แล้วเธอก็ดันตัวเองขึ้นเพื่อปีนหน้าต่างเข้าไป เธอกลิ้งตัวลงไปนอนแนบกับพื้น ตรงนี้เป็นทางเดินชั้นสอง ติดกับประตูเสริมที่เธอเห็นข้างนอก มันปูด้วยผ้าสีแดงเลือดหมู ทอดบันไดลงไปยังชั้นล่างซึ่งเป็นห้องโถงกว้างขวางพอ ๆ กับห้องโถงที่เมืองโรสวอร์น บัลลังก์สีทองตั้งอยู่ที่ปลายห้องซึ่งถูกยกสูง ข้างหลังเป็นหน้าต่างแก้วขนาดใหญ่ – หน้าต่างสีดำ ลวดลายสีทอง

            พระเจ้าชาร์ลส์ในชุดยาวสีน้ำเงินเข้มจนคล้ายดำนั่งอยู่บนบัลลังก์ ขนาบข้างด้วยกิลเบิร์ต อัลฟองเซ่ และดัชเชสเซเลยเทีย บนพื้นพรมสีแดงเลือดหมู มีทหารประมาณสามสิบคนถืออาวุธครบไม้ครบมือตั้งแถวเป็นสามส่วน ด้านซ้าย ขวา และเบื้องหน้าพระเจ้าชาร์ลส์ ตรงหน้าราชา อากาเบลเห็นดีทริค เขาถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าก้มหัว แขนถูกไขว้มัดไว้ข้างหลัง ทหารถือหอกยืนคุมอยู่ข้าง ๆ ระยะทางห่างไกลกับราชาพอสมควร

            ไม่มีร่องรอยถูกซ้อม อากาเบลบอกตัวเอง ใจเย็น

            เธออ้าปากคว้าอากาศอึกใหญ่เข้าปอด ก่อนจะกลั้นหายใจอีกครั้ง แล้วรีบเดินลงบันไดไปอย่างว่องไวและแผ่วเบา ในห้องโถงนี้มีแสงสว่างไม่มาก พึ่งพาแสงจากเชิงเทียนตามผนังห้องเสียมากกว่า เธอจึงสามารถพาตัวเข้าไปหลบในมุมอับได้ ที่ ๆ คนจะมองไม่เห็นง่าย ๆ เธอก้มตัวต่ำในระดับเดียวกันกับเก้าอี้ยาว ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า เมื่อหาที่ประจำได้ เธอก็กลับมาหายใจเป็นปกติ พลางสังเกตสถานการณ์ลอดขาเก้าอี้เอา

            พวกเขากำลังทะเลาะกันอยู่

            “ไม่ ข้าเสียเวลามามากพอแล้ว” พระเจ้าชาร์ลส์เค้นเสียงลอดไรฟัน

            “แต่ท่านพ่อ ตามกฎหมายแล้ว มันต้องมีการไต่สวนต่อหน้าประชาชน“ กิลเบิร์ตพยายามพูด

            “ข้าบอกว่าไม่อย่างไง!

            “แต่

            “กิลเบิร์ต”

            ปกติแล้วกิลเบิร์ตจะหน้าเสียแล้วเงียบไปเลยเมื่อโดนราชาเรียกชื่อด้วยเสียงต่ำ ทว่าครั้งนี้ แม้เขาจะชะงักไป ไหล่สั่นเทิ้มเพราะความกลัว และราชาจะระบายลมหายใจโล่งอก แต่เขาไม่หยุด

            “ท่านเป็นราชา!” เขาเผลอตะโกน “ท่านควรจะทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าเรากำลังจะตัดสินประหารพ่อมดหรือแม่มด พวกเขา—พวกเขาสมควรได้รับสิ่งที่พวกเขาควรได้ นั่นคือโอกาสในการแก้ตัว ในการปฏิเสธว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ใช่พ่อมดแม่มด! ท่านจะสั่งประหารดีทริคทันทีไม่ได้ ได้โปรด ให้มีการไต่สวน—“

            “เจ้าเรียกชื่อจริงของมัน?”

            อากาเบลเห็นทหารรักษาการณ์แลกเปลี่ยนสายตากัน

            “ข้าจะเรียกอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องอยู่ดี ท่านพ่อ ได้โปรดเถอะ ท่านรู้ตัวไหมว่าท่านทำอะไรลงไปบ้าง!” กิลเบิร์ตเดินมาพูดซึ่ง ๆ หน้ากับพระเจ้าชาร์ลส์ “ลิลี่ ก็อดฟรี่ย์ สาวใช้คนนั้น ท่านให้อภัยโทษนางแล้ว แต่ท่านยังจับนางกลับมาเผาทั้งเป็นอยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ข้ากำลังจะไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำลายข้อครหาของนาง! แล้วตอนนี้... ท่านยังเอาอคติมาใช้ในการตัดสินดีทริคอีก เพียงเพราะเขา--เขา--เป็นศิษย์ของมาร์ควิสโธมัส เบลนเฮล์ม”

            ลิลี่... ถูกจับกลับมาเผา?

            โกหก

อากาเบลมือสั่นไม่หยุด ลำคอแห้งเหือด ใบหน้าค่อย ๆ บิดเบี้ยว ความโกรธพวยพุ่งขึ้นมา มันเกือบทำให้เธอวิ่งออกจากที่ซ่อนไปหาพระเจ้าชาร์ลส์ แต่เธอเลือกที่จะจิกเล็บกับฝ่ามือตัวเองเพื่อควบคุมโทสะ รวมถึงเก็บกลั้นเสียงร้องที่ใกล้จะหลุดออกมาเต็มทน เธอหลับตาสนิท แต่กลับจินตนาการเห็นลิลี่กำลังถูกไฟเผาแทน นางกรีดร้องด้วยความทรมาน

            เสียงของนางผสานกับเสียงของมาธิลด้า

            “อคติ? เจ้าคิดว่าข้าอคติเพียงเพราะโธมัส เบลนเฮล์มเป็นพวกพ่อมดที่ถูกจับได้?” พระเจ้าชาร์ลส์คำราม “กิลเบิร์ต เจ้าถูกฟอร์เซเคนล้างสมองมานานแค่ไหนแล้ว! เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือว่าเจ้า--อัลฟองเซ่--ทุกคน--ถูกมันควบคุมอยู่?”

            “ท่านกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ!

            มันเหมือนกับตอนที่โธมัสโดนสั่งเผาหลังจากดีทริคออกเดินทางไปจากเมืองลูบลินา ทั้ง ๆ ที่ครั้งนี้อากาเบลอุตส่าห์ไปส่งลิลี่ที่เฮเนวิงกับมือแล้วแท้ ๆ นางมีราล์ฟคอยดูแล นางเดินทางเข้าไปในเฮเนวิง อากาเบลเป็นพยานต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เธอเชื่อว่าพระเจ้าชาร์ลส์คงยื่นมือเข้ามาวุ่นวายกับลิลี่ไม่ได้อีก โดยเฉพาะในอาณาจักรศัตรูแบบนั้น มันคงเทียบเท่ากับการประกาศสงคราม

            “มันใช้เวทมนตร์ควบคุมเจ้ากับอัลฟองเซ่ และหากมันไม่ถูกประหารภายในเร็ววัน...” ราชาพูด

            “เสด็จพ่อ ฟอร์เซเคนมีเวทมนตร์ที่ว่าจริงหรือไม่ เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ เรามีทหารล้อมรอบเขาทุกทาง ฉะนั้น ข้าก็อยากให้ท่านทำตามที่กิลเสนอ มันสำคัญต่อภาพลักษณ์ท่าน และความมั่นคงของแอเธลวิน พวกข้างนอกจะพูดลับหลังว่าเราอ่อนแอถึงขนาดรีบประหารพ่อมดเพราะความกลัวจัด

            “เจ้าเองก็ไม่เคยรู้ตัวว่าถูกมันควบคุม อัลฟองเซ่!

นั่นหมายความว่า ลิลี่ไม่ถูกทหารเฮเนวิงจับส่งตัวกลับมา นางก็ถูกทหารแอเธลวินที่ข้ามไปจับถึงเขตแดนอื่น

            “ไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีเวลาสำหรับการไต่สวนหรืออะไรทั้งนั้น” พระเจ้าชาร์ลส์พึมพำ

            ถ้าเป็นอย่างหลัง เฮเนวิงจะปล่อยให้แอเธลวินเข้ามายุ่มย่ามในแผ่นดินตัวเองได้อย่างไง?

            “จับมันไปประหาร – เดี๋ยวนี้!

            ทหารขยับตัว อากาเบลลุกพรวด แต่ไม่ทันดีทริคที่เงยหน้าขึ้นในวินาทีนั้น

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดีทริคกวาดขาทหารด้านซ้ายมือจนล้ม แล้วเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของทหารอีกคน ลูกเตะเขาแรงพอให้ทหารที่โดนฟาดหน้าไปพร้อมกับหมวกเหล็กเซลงไปนอนกับพื้น ทหารอีกสี่คนที่เหลือจำเป็นต้องชักอาวุธออกมา แต่เพราะเป็นวงแคบ จึงต้องผลัดเข้ามาทีละคนเพื่อไม่ให้ฟันโดนกันเอง ดีทริคงอศอกกระแทกขมับหนึ่งคน จากนั้นก็หมุนตัวรับคมดาบอย่างตั้งใจ เชือกที่มัดมือไพล่หลังเขาไว้หลุดไป แล้วเขาก็เก็บดาบบนพื้นมาฟาดโก่งดาบกับหัวทหารที่เหลือ

            ทหารวงนอกที่เหลือเตรียมจะวิ่งเข้ามา แต่ดีทริคไม่ยืนนิ่งอยู่กับที่อีกต่อไป เขาหมุนดาบในมือ เปลี่ยนจากท่าจับคมดาบมาเป็นท่าจับด้ามดาบอย่างมั่นคง ท่ามกลางเสียงโวยวายเสียขวัญของพระเจ้าชาร์ลส์ ดีทริคบิดปลายเท้า งอเข่าลง ก่อนจะพุ่งตรงไปหาราชาด้วยความเร็วที่ไม่มีทหารคนไหนจะกระโจนมาขวางกั้นทัน

ไม่! อากาเบลร้องเรียกเขาในใจ แต่เขาไม่ได้ยิน ไม่ว่าเธอจะตะโกนจนปวดหัว เขาก็ไม่ได้ยิน เธอจึงกัดฟัน ทาบมือกับพื้นเพื่อดันตัวเองให้ลุกวิ่งตามทันที อย่า

            ดีทริคหยุดครึ่งทาง

            อากาเบลเบิกตากว้าง เหมือนกับกิลเบิร์ตที่หน้าซีด ผงะถอยหลังแล้วสะดุดล้ม ทหารทุกคนนิ่งค้างในท่าต่อสู้ ทุกดวงตามองไปยังปลายดาบชุ่มเลือดที่เปรอะเปื้อนชุดเป็นวงกว้าง – ชุดของพระเจ้าชาร์ลส์ – เขาเบิ่งตามองแผ่นอกตัวเองด้วยความตกใจและงุนงงไม่แพ้คนอื่น พลางยกมือขึ้นมาจับเล่มดาบเพื่อจะดึงออก แต่ดาบนั่นกลับขยับ แทงลึกเข้ามาอีก

เขากระอักลมหายใจขาดห้วงออกมา เข่าทรุดลง แล้วดาบก็ถูกดึงออกไป

            อัลฟองเซ่ เอลไลเวิร์ธวางดาบพิงไว้กับบัลลังก์อย่างใจเย็น เสียงเหล็กกระทบบัลลังก์ดังก้องท่ามกลางความเงียบ

            “ท่านคงคิดว่าข้าถูกฟอร์เซเคนควบคุมสินะ?” เขาถามขณะมองข้อมือตัวเอง

            พระเจ้าชาร์ลส์ล้มลงไปนอนกระหืดกระหอบบนพื้นที่นองไปด้วยเลือดข้น

            “มันควบคุม... เจ้า...” เขาพยายามโต้ตอบอย่างยากลำบาก “ฟอร์เซเคน... ควบคุม... เจ้า...”

            “เปล่า” ทหารคนหนึ่งพูดขึ้น

            อัลฟองเซ่ถอนหายใจแผ่วเบาระหว่างหันมาสบตาพระเจ้าชาร์ลส์ เขายกมือขึ้น แล้วชี้นิ้วไปยังกลุ่มทหารทางซ้ายมือทีละคน ทหารที่กำลังหันซ้ายขวาเพราะทำอะไรไม่ถูกยืนนิ่งแข็งเป็นเสาหินฉับพลัน ใบหน้าเชิดขึ้นพร้อมเพรียง แล้วพวกเขาก็พูดต่อกันด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไร้ชีวิตชีวา เชื่องช้า ราวกับถูกดูดวิญญาณออกไปจนหมด

            “ข้า – คือ – คน – ที่ – ควบ – คุม – ต่าง – หาก”

            เขาคือเจ้าของเวทมนตร์ควบคุมจิตใจ ไม่ใช่ดีทริค

            “เป็นงานที่ใช้พลังงานหนัก แต่สุดท้ายก็สำเร็จ” อัลฟองเซ่พูด “ข้าควบคุมท่านมาตลอด เสด็จพ่อ แม้จะมีบางเวลาที่ท่านตื่นจากภวังค์ก็ตามที โชคดีที่ท่านคิดไปเองว่ามันเป็นฝีมือของฟอร์เซเคน จนถึงขั้นไปต่อรองกับเด็กคนนั้น อคติบังตา อย่างที่กิลเบิร์ตพูด ท่านช่วยต่อชีวิตแผนการของข้าได้ดีทีเดียว”

            พระเจ้าชาร์ลส์จ้องมองรัชทายาทอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

            “เจ้า...“ เขาเค้นเสียง “มีเวทมนตร์...“

            อัลฟองเซ่เดินมานั่งบนบัลลังก์ พลางเอนหลังในท่าคลายเครียด ตาก้มมองราชาซึ่งนอนเสียเลือดที่ปลายเท้า

“ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นเป็นพันธมิตรที่คุยยากใช้ได้ แต่ก็ไม่ยากเกินจนเจรจาไม่ไหว” เขาพูดยิ้ม ๆ “การรบที่เมืองคาลีซช์ควรจะเป็นอีกเหตุผลที่ฉุดความน่าเชื่อถือในการควบคุมอาณาจักรของท่านไป ข้าตั้งใจให้ฝ่ายเราแพ้พวกเฮเนวิง ตั้งใจควบคุมท่านให้ออกคำสั่งให้ฟอร์เซเคนคุมปราสาทนั้น ตามที่ฮอว์ธอร์นต้องการด้วย การประลองกับศิษย์อัศวินผู้พิชิตมังกร แม้จะต้องเสียทหารฝั่งตัวเองไปมากมายก็ตาม”

            “ไม่...“

            “ประลองทวนของอัศวินฝึกหัด? ฮอว์ธอร์นคงเข้ามาไม่ถึงใจกลางพระราชวังหากไม่ใช่ข้า และชื่อเสียงของท่านที่ป่นปี้เพราะดูแลความวุ่นวายไม่ได้ก็เป็นเพราะข้า ปล่อยให้กิลเบิร์ตไปรบทั้ง ๆ ที่ท่านทั้งรักทั้งหวงไอ้ตัวไร้ประโยชน์ขนาดนั้น? ข้าเป็นคนบังคับให้ท่านปล่อยไปเอง จับสาวใช้คนนั้นกลับมาเผา? ทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ราชาผู้มีเมตตาของท่านไปจนหมด ใช่ ข้าเป็นคนสั่งจับนางกลับมาเอง เพียงแค่ใช้เสียงและตัวตนท่านในการสั่งการเท่านั้น”

            อากาเบลชาวาบไปทั้งตัว

            “อย่า... สู้... กับ... จักรวรรดิ—“ ใบหน้าของพระเจ้าชาร์ลส์สีจางจนแทบไม่เหลืออีก

            “จักรวรรดิแห่งตะวันออก?” อัลฟองเซ่ค้อมตัวลงมาพูดกับผู้เป็นพ่อ “ไม่มีอะไรที่ท่านต้องเป็นห่วงอีก เสด็จพ่อ วิธีการที่ผ่านมาของท่านก็ถูกต้อง และท่านก็เป็นราชาที่ดี” เขายิ้ม “เสียแต่นี่ไม่ใช่ยุคของความคิดเก่าแก่อีกต่อไป”

            “ไม่!

กิลเบิร์ตตะเบ็งเสียงห้ามเมื่อเห็นอัลฟองเซ่คว้าดาบอีกครั้ง แต่เขาไปไม่ถึงตัวพระเจ้าชาร์ลส์ ทหารกรูมาจับตัวเขาไว้ก่อน พระเจ้าชาร์ลส์ถูกแทงซ้ำบนแผ่นหลัง ร่างชราภาพของเขากระตุกเฮือก มือเกร็ง ก่อนเขาจะนิ่งไป – ตลอดกาล – เลือดเข้มไหลเจิ่งนองออกมาเป็นวงกว้าง ต่อหน้าต่อตากิลเบิร์ตที่กำลังสะบัดหัวเหมือนพยายามปัดภาพตรงหน้าทิ้ง

            “เจ้าทำ... เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร!” กิลเบิร์ตตะโกน น้ำตาไหลท่วมแก้ม “เจ้าฆ่าเขา!

            อัลฟองเซ่ยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองน้องชายตัวเอง พลันใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง ทุกย่างก้าวตรงไปหากิลเบิร์ตเชื่องช้า

“เจ้าน่าจะตายไปในสงครามศักดิ์สิทธิ์” เขาพ่นประโยคใส่ “ข้าเชื่อว่าข้าบังคับให้เจ้าบ้าระห่ำออกไปรบได้ ใช่ไหม คนไร้ฝีมือและสมองกลวงอย่างเจ้าน่าจะตายตั้งแต่ออกไปปะทะกับศัตรูแล้ว แต่เจ้าก็ยังรอดกลับมา...”

            “เจ้าไม่ได้เจ้าไม่ได้

            “น้องชาย” อัลฟองเซ่สั่นหัว สีหน้าเกลียดชังจางลงทันควัน “เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร สังหารพ่อของตัวเองเพื่อที่จะขึ้นครองราชย์ และเจ้าก็จะฆ่าข้ากับเซเลสเทียต่อเพราะต้องการปิดปาก ข้าที่ไร้อาวุธ...” เขาโยนดาบในมือไปไว้ที่เท้าของกิลเบิร์ต “หากข้าไม่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ข้าคงโดนเจ้าฆ่าไปแล้ว... ทรราช”

            “อัล ได้โปรด” กิลเบิร์ตอ้อนวอน

            “ประชาชนจะไม่ให้อภัยเจ้า กิล รวมถึงพระเจ้า เพราะเจ้าฆ่าสายเลือดโดยตรงของราชานักบวช เจ้าฆ่าพ่อตัวเอง และเจ้าก็จะฆ่าพี่ชายของตัวเองเหมือนกัน”

            “ไม่... ได้โปรด...”

            “พวกเขา—ประชาชน—จะอยากเห็นเจ้าถูกแขวนคอ พวกเขาจะเกลียดชังเจ้าที่พรากราชาผู้มีเมตตาของพวกเขาไป และข้าก็จะเกลียดชังเจ้าเช่นกัน กิล เจ้ามันก็แค่เจ้าชายไม่เอาไหนที่ริอยากได้บัลลังก์—“

            ไอเย็นมหาศาลซึ่งพุ่งพวยไปยังทุกซอกทุกมุมของห้องโถงหยุดอัลฟองเซ่ฉับพลัน

เขาขมวดคิ้ว ยืนนิ่งอยู่สักพักหนึ่งเพื่อยืนยันว่ามีไอเย็นที่ไม่ควรอยู่ปรากฏในห้องนี้ ทันใดนั้นเขาก็ก้าวถอยไปหาดัชเชสเซเลสเทียข้างหลัง ทหารที่เหลือวิ่งมาล้อมป้องกันเขาไว้โดยไม่ต้องสั่ง ส่วนกิลเบิร์ตนั้นหน้าซีดเผือด ตามองเลิ่กลั่กไปทุกทิศ ปากพึมพำอะไรบางอย่างอยู่

ในวินาทีแห่งการรอคอยนั้น อากาเบลกระชากแท่งน้ำแข็งที่ก่อสร้างข้างกายจนหลุด ประกายแหลมคมชี้ไปข้างหน้า พายุโทสะพัดกระหน่ำ เธอรู้สึกเดือดดาลจนจะกลายเป็นมังกรได้เลยในตอนนี้ และเมื่อเธอออกตัววิ่ง เธอก็รู้สึกจริง ๆ ว่าร่างกายกำลังเปลี่ยน เธอกำลังกลายเป็นมังกรดังเดิม น้ำหนักของเธอเพิ่มขึ้น

            แววตาตื่นตระหนกสุดกู่ของอัลฟองเซ่ยิ่งทวีความบ้าคลั่งของเธอ

            อากาเบลเห็นร่างในชุดสีดำอยู่ที่หางตาขวา แต่เธอตัดสินใจวิ่งผ่านไป มือกำแท่งน้ำแข็งจนเจ็บ ก่อนจะยกขึ้นเหมือนถือดาบ เธอมองลอดช่องว่างของทหารที่ยืนป้องกัน และจับจ้องไปที่หัวใจของอัลฟองเซ่ ก่อนจะกระโจน—

            เพลิงสีฟ้าผลักเธอให้กระเด็นไปอีกทางเสียแทน

            อากาเบลทุ่มเรี่ยวแรงทุกอย่างในการคว้าพนักเก้าอี้ยาวที่ใกล้มือที่สุด ก่อนเธอจะพลิกตัวกลับมายืนสองขาดังเดิม แท่งน้ำแข็งกลุ่มใหม่ประกอบจากฐานขึ้นมาให้เธอกระชากหยิบไป เธอเตรียมจะวิ่งเข้าหาอัลฟองเซ่อีกครั้ง แต่เมื่อหันไปมองทิศทางนั้น เธอกลับชะงักงัน หัวใจแทบหยุดเต้น ต้องยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความตื่นกลัวสุดขีดแทน

ความร้อนระอุของไฟแผ่ขยายไปทุกทาง เหมือนปีกที่กำลังสยายกว้าง ประกายไฟสีม่วง ฟ้า และส้มปะทุเหมือนฟืนที่กำลังร้อนจัด และสีดำ สีดำตรงกลางม่านไฟอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามนั่น

            มันคือมังกรร่างมหึมากว่ามังกรตัวไหน ๆ ที่อากาเบลเคยเห็น เป็นสีดำนิลซึ่งลอยฟุ้งเหมือนหมอกควันหนาแน่น นัยน์ตาสีแดงโลหิตส่องประกาย เขาสีดำเมี่ยมติดตรงขมับ เป็นเขาที่ใหญ่โตและโค้งงอลงมา แตกต่างไปจากเขาของพวกเนสเตอร์ กระดูกเรียงร้อยตรงลำตัวของมัน ตรงกลางคือก้อนแสงสีแดงอมส้ม มันกระตุกเต้น เหมือนหัวใจ ปีกหนามกางยาวเหยียดจรดปลายห้องโถงทั้งสองด้าน แล้วมันก็ค่อย ๆ พับปีกลงมา

            เกล็ดสีดำนิล ลมหายใจเป็นไฟสีฟ้า

            อึดใจนั้น ภาพตรงหน้าก็กระจายหายไปเหมือนถูกลมพายุแรงพัดใส่ ทิ้งไว้แต่ดีทริคที่ยืนนิ่งในชุดสีดำ

            อากาเบลผงะตกใจ เลือดในกายเย็นเฉียบ พ่อมดจะทำอย่างนั้นได้อย่างไง

            แน่นอนว่าดีทริคต้องได้ยินสิ่งที่เธอคิดตอนนี้ เพราะเขาเหยียดยิ้ม และพูด:

            “ข้าไม่เคยบอกว่าข้าคือพ่อมด”

            ในภาษามังกร




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #403 bennett13 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 17:08
    ทำไมอ่านตอนนี้นึกถึงเพลงเพลง Undertail ของฟริส&ชาร่า
    #403
    1
    • #403-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:20
      จริง ๆ เป็นเพลง dogsong ค่ะ /ผิด
      #403-1
  2. #400 kaewly (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 15:31
    กลับไปอ่านตอนแรกๆอีกรอบ จากตอนที่สอง
    อาจจะสปอย
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    ราชามังกรผู้เป็นเจ้าของเกล็ดสีนิลดั่งท้องฟ้าคืนไร้ดาว ดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือด เสียงคำรามกึกก้องจากขุมนรก และลมหายใจเปลวเพลิง – กษัตริย์อย่างท่านน่ะหรือจะยอมให้ดินแดนของท่านแปดเปื้อนไปด้วยพวกสวะกีออส?

    ลักษณะอย่างนี้คุ้นๆไหม กลับไปดูด้านบนกับร่างมังกรดีทริคค่ะ
    บอกเลยว่าขนลุก! ราชามังกรที่อากาเบลเคารพอย่างมาก กับอัศวินที่นางเกรียนแตกใส่มาตลอด คือคนเดียวกัน


    //รออ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
    #400
    2
    • #400-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:19
      ไม่ใช่อาจจะค่ะ สปอยล์แท้จริงเลย ฮาาาา
      #400-1
    • #400-2 kaewly(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:44
      ไรท์เค้าไม่ได้ทวงนิยายนะ
      เค้ารีเฟรชรออ่านเลยละ555
      กำลังพีคเลย
      #400-2
  3. #399 treetaporn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 15:29
    ช็อกค่ะ!
    #399
    1
    • #399-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:19
      ให้อีโมติคอนค่ะ O_o
      #399-1
  4. #398 parties-pkw (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 15:22
    หักมุมมากกก ดีทริคเป็นมังกร ทำไมเราไม่เคยนึกเล๊ยๆๆๆ
    #398
    1
    • #398-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:18
      ส่วนตัวนึกว่าเป็นหุ่นไล่กามาตลอดค่ะ นิ่งจัง (???)
      #398-1
  5. #397 bennett13 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 15:18
    หักมุมมาก... คอดว่าเป็นพ่อมดมาตลอดกลับเป็นมังกร แล้วทำสัญญากันได้ไง?
    อยู่คนละฝ่ายแบบนี้...มาม่าแน่
    #397
    1
    • #397-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:15
      ตรงพันธสัญญาก็ใกล้เฉลยแล้วค่า ^q^
      #397-1
  6. #394 patjan (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 09:12
    ดีทริคเป็นมังกร...งั้นที่อมตะนั่นก็น่าจะเป็นราชามังกร?แต่ดีทริค นายจะขัดขวางเบลทำไมมมมม อยู่คนละฝ่ายหรอ?โอเค เราพร้อมรับมาม่าแล้ว(._.)
    #394
    1
    • #394-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:14
      มาม่ารสต้มยำค่ะ อร่อยแน่นอน (??)
      #394-1
  7. #393 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 08:44
    เอิ่มมม ดีทริคเป็นมังกร มังกร ตอนแรกรุสึกดีจัย ดีจัยมากกกกกกกกก เพราะ มังกรดำ มังกรเงิน ว้าวววว ความแตกต่างที่ลงตัว เพราะเราเกิดมาคู่กันจิงๆๆๆ แต่.....รุสึกถึงกลิ่นแปลก ดีทริค ยุฝ่ายอัลฟองเซ่ เหรอ ถ้าแบบนั้น ทริค จะไม่ทำลายเบลใช่มั้ย อย่าทำน่ะ เบลกะแกต้องคู่กานนนนนนนน
    #393
    1
    • #393-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:14
      โอ้ยน่ารักค่ะ เกิดมาคู่กัน ฮาาา
      #393-1
  8. #392 namine-38 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 07:45
    ดีทริคเป็นมังกร!!! เป็นราชามังกรด้วยใช่มั้ย มันจะเฉลยเรื่องความเป็นอมตะ ฆ่าไม่ตาย แถมฟื้นฟูตัวเองเร็วของดีทริคด้วย โอ้ยยยยยย มังกรด้วยกันแล้วเนี่ย หลงคิดมาตั้งนานว่าเป็นพ่อมด แต่ก็จริง ดีทริคไม่เคยบอกว่าเป็นพ่อมดเองนี่นา พอดห็นใช้ไฟได้ ฟื้นฟูตัวเองได้ก็นึกว่าใช้เวทย์มนตร์ ที่ไหนได้ คุณสมบัติของมังกร รอตอนต่อไปเลยค่ะ อากาเบลอึ้งแล้ว
    #392
    1
    • #392-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:13
      คนหล่อมีปริศนาเยอะก็อย่างนี้แหละค่ะ (???)
      #392-1
  9. #391 namine-38 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 07:39
    เดี๋ยวนะดีทริค อย่าบอกว่านายคือราชามังกรนะ!!(?) มันจะอึ้งมาก
    #391
    0
  10. #389 meduzabencz (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 06:35
    เย่ ทีนี้ก็ไม่มีช่องว่างทางสายพันธ์แล้วเพระเป็นมังกรเหมือนกัน ว่าแต่ตอนนี้พีคมากแต่ ยูแอลชิน เขาก็ยัง ยังไม่ปรากฏตัวเลย 555 ดีทริคห้ามทำร้ายเบลนะ ไม่งั้นยัดเงินใต้โต๊ะบอกให้คุณนักเขียนเอาคืนให้มากๆ ได้ข่าวว่านายจะเสียใจไปตลอดชีวิตนี่ นี่กลัวจัง กลัวว่าจะจบแบบ unhappy ending
    #389
    1
    • #389-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:11
      พ่อหนุ่มคนนั้นค่าตัวแพงเกินไปค่ะ (?)
      #389-1
  11. #388 tingerbel (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 05:01
    ดีทริคเป็นมังกร!!!!!!!! พระเจ้า พระเจ้า ไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อนเลย คิดมาตลอดว่าเวทย์ไฟน่าจะเป็นเวทย์พื้นฐานของพ่อมดแม่มดอยู่แล้ว ไม่เคยคิดในอง่ที่เบลใช้น้ำแข็งได้ ดีทริคใช้ไฟได้ ไม่เคยคิดเลยว่าดีทริคก็เป็นมังกร ดีทริคต้องเป็นราชามังกรแน่ๆ โครตดีเลย แต่งดีมากค่ะ ชอบมาก อัพเร็วจนกลัวใจ 555555555 รออ่านทุกวันเลย ถึงจบเรื่องนี้ไปเราก็ยังจะตามผลงานต่อน้า
    #388
    0
  12. #387 tingerbel (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 04:56
    กรี๊ดดดดด กรี๊ดได้มั้ย ดีทริคหล่อมาก ไม่ตายด้วย โอ๊ยยยยย คิดมาตลอดว่าดีทริคคือพ่อมด แต่ดันไม่ใช่ ดีทริคคือราชามังกรใช่รึเปล่า คือมันเหมือนเฉลยเลย เหตุผลที่ดีทริคโดนแทงไม่ตาย เราเชื่อว่าระดับดีทริคต้องแกร่งกว่าเบลแน่ เบลโดนอาวุธธรรมดาไม่เป็นอะไร ดีทริคก็น่าจะคล้ายๆกัน แถมตอนใช่ไฟจัดการทหารอีก ไม่เคยคิดในแง่ว่าเบลก็เรียกน้ำแข็งได้เหมือนกันเลย ดีทริคเป็นมังกร ให้ตายเถอะ สายพันธุ์เดียวกันเเล้ว นี่เคลียร์เรื่องแล้วใช่มั้ย แต่งโครตเก่งอ่ะ พลิกได้หงายเงิบเลย รออ่านต่อนะ ช่วงนี้มาอัพทึกวันจนเรากลัวจะจบเร็วเลย 555555 ไม่อยากให้จบ ใช่ป่ะ ดีทริคหล่อมากกกก อัลฟองเซ่คือคนเลวตัวจริงสินะ
    #387
    1
    • #387-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:11
      ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่เคลียร์ค่ะ แหะ ๆ รอเฉลยต่อไป
      #387-1
  13. #386 nquark (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 03:51
    ตะลึงพรึงเพริด ขนลุกเลยขรั่บ โอว นี่มันอะไรกัน ยังมีหักอีกกี่มุมก็มาเลยครับ เตรียมใจรอไว้ละ
    #386
    2
    • #386-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:10
      /ตัดภาพมาที่คนเขียน ตัวสั่นกึก ๆ กลัวแป้กมากค่ะ ;w;
      #386-1
  14. #384 venelin (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 07:19
    ลุ้นมาก โฮ รู้สึกเหมือนอะไรก็เกิดขึ้นได้
    #384
    1
    • #384-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:09
      Que sera, sera ค่ะ ;0;
      #384-1
  15. #383 tingerbel (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 01:53
    ไม่ไม่ไม่ ถ้าดีทริคตายตอนจบเราร้องนะ เราร้องจริงนะ อย่าคิดเชียวนะ ไม่นะ ฮื่อออออ ทำไมมีลางสังหรณ์ว่ามันอาจจะจบไม่ดี หรือไม่ก็จบหน่วง ไม่เอาดิ ไม่เอา ไรต์ เรายังไม่ได้เห็นความหวานของสองคนนี้เท่าไหร่เลย ไม่เอานะ //เบะปากเตรียมร้อง (แต่เอาจริงๆเขียนตามที่ไรต์วางพล็อตไว้เถอะค่ะ จบแบบไหนเราก็รับได้ทั้งนั้น อาจจะเสียใจหน่อย แต่ถ้ามันมีเหตุผลเราก็เข้าใจนะ ไม่ต้องคิดมากกับการพร่ำเพ้อของเรา)
    #383
    1
    • #383-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:08
      อีกไม่กี่ตอนก็จะรู้แล้วค่ะ ^q^
      #383-1
  16. #381 meduzabencz (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 22:50
    มาม่าถ้วยนี้นี่มัน... ดีทริคแกกำลังทำอะไร! อย่านะดีทริค ถ้าแกตายใครจะเป็นพระเอกฟระ
    #381
    1
    • #381-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:07
      /ร่วมด้วยช่วยรั้งดีทริคไว้
      #381-1
  17. #380 nquark (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 22:44
    อ่านแล้วเหมือนจับอะไรได้ แต่ก็อึมครึม เดาไม่ออก ลุ้นๆ
    #380
    1
    • #380-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:07
      อีกไม่กี่ตอน คิดว่าหลาย ๆ อย่างน่าจะชัดแล้วนะคะ 5555
      #380-1
  18. #379 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 20:48
    ทะมายรุสึก ตอนมานสั้นลง พอใกล้จบ ยิ่งสั้น? คิดไปเองแน่ๆๆๆ555
    #379
    1
    • #379-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:06
      รู้สึกเหมือนกันค่ะว่าตอนมันสั้นลง ;w;
      #379-1
  19. #378 treetaporn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 20:46
    รู้สึกถึงความดราม่า TT ม่ายน๊าาาาา~
    #378
    1
    • #378-1 kachelya(จากตอนที่ 39)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:06
      เหมือนจะดราม่ามาครึ่งเรื่องแล้วค่ะ (?) ฮาา
      #378-1