Draconic Chronicle

ตอนที่ 37 : III-37: Schadenfreude

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^


37


            พวกทะเลทรายหลุดเข้ามาในโรสวอร์นได้แล้ว ก่อนเวลาที่คาดคะเนไว้ถึงหนึ่งวัน

            กิลเบิร์ตยืนนิ่งให้อัศวินองครักษ์แต่งองค์ในชุดเกราะเหล็กหนักอึ้ง แม้ในความเป็นจริง เขาอยากจะเดินวนไปมา เพื่อบรรเทาความร้อนรนแทบแย่ เขาเหลือบมองวิลเลี่ยมซึ่งยืนมองหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข้างนอกนั่น กำแพงม่านและปราการชั้นแรกตั้งรับไม่ไหวอีกต่อไป และตอนนี้ศัตรูก็กำลังไล่ถล่มตั้งแต่ปราการชั้นสองขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน

            นี่แหละ จุดจบ กิลเบิร์ตคิดด้วยความหดหู่ กำลังใจที่ทำให้เขากล้าออกไปพร้อมกับหน่วยดรากูนหายไปไหนกัน?

            “เรียบร้อยแล้วใช่ไหม” วิลเลี่ยมถามอัศวินองครักษ์คนอื่นที่พยักหน้าตอบรับ

            เขาเคาะนิ้วกับหมวกเหล็กตัวเองเล่นครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายลมหายใจและเดินนำลงบันไดจากชั้นสอง กิลเบิร์ตอยู่ตรงกลางแถว รายล้อมด้วยอัศวินองครักษ์คนอื่น ต่างอยู่ในชุดเกราะแบบเดียวกันเตรียมพร้อมสำหรับการรบ เขากำหมวกเหล็กในมือเมื่อเห็นว่าชั้นล่างของโรงแรมอัดแน่นไปด้วยคนเจ็บมากกว่าตอนแรกที่เขาถูกแบกเข้ามาเสียอีก เสียงของความทรมานดังแสบแก้วหู ทะลุทะลวงเข้ามาถึงเบื้องลึกของจิตใจ มันซาลงไปบ้างเมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องประชุม

            “เราตั้งรับอย่างนี้ได้ไม่ถึงวันพรุ่งนี้แน่!

            ยาโรเมียร์เป็นเสียงแรกในห้องประชุมหลังจากบานประตูคู่ถูกปิดตามหลังกิลเบิร์ตกับอัศวินองครักษ์

            “ท่านนายพล--“ นอร์แมนพยายามห้าม

            “เจ้าไม่เห็นหรือว่าเราจะถูกพวกมันบดขยี้!

ยาโรเมียร์สางผมพร้อมกระทืบเท้าเดินไปมาด้วยความฉุนเฉียว เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอาคันตุกะอีกอาณาจักรจะมองการโต้เถียงนี้อย่างไร กิลเบิร์ตหน้าซีดระหว่างเดินเลี่ยงไปยืนอีกมุมห้องพร้อมกับอัศวินของตัวเอง เขาหันไปมองซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นซึ่งยืนกอดอกพิงโต๊ะกลางห้อง ไม่มีรอยยิ้มน่าหมั่นไส้บนใบหน้าอีกต่อไป เขากำลังเครียดจัด

            “ท่านเจ้าชาย ฟังนะ” ยาโรเมียร์ตรงมาทุบโต๊ะ “พวกยอร์มุนเรคจะมาช่วยเราไม่ทัน”

            ทุกคนจะถูกพวกทะเลทรายแล่หนังหัวทรมานจนตาย กิลเบิร์ตสะดุ้งกับความคิดของตัวเอง

            ซิกฮาร์ดเหมือนจะยิ้ม แต่ใบหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวแทน

“เฮเนวิงมีศักยภาพพอในการคุมเมืองนี้--

            “ท่านไม่ได้ยินรึไง! ข้าสู้มังกรห้าตัวพร้อม ๆ กับสู้กองทัพไม่ได้!

            “พวกมันได้เปรียบเพราะมังกรกับอาวุธใหม่เท่านั้น” ซิกฮาร์ดเริ่มขึ้นเสียงกลับ “มันมีแค่นั้น--“

            “เจ้าลืมนักเวทไป” กิลเบิร์ตเอ่ยขัดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ธนูไฟนั่นไง”

            “ก็แค่พ่อมดแม่มด” ซิกฮาร์ดปัดประโยคทิ้งอย่างไม่ใยดี

            “มังกร นักเวท อาวุธใหม่ ท่านคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือ!” ยาโรเมียร์ถามเสียงกร้าว “แค่นี้พวกมันก็จะฆ่าทหารของเราจนหมดแล้ว! เราต้องทิ้งเมืองนี้ ท่านเจ้าชาย ช่างคำสั่งของราชานักบวชไป เราเป็นแค่กับดักล่อพวกทะเลทราย! จักรวรรดิคงเคลือบแคลงใจมานานแล้วว่าพวกมันอาจจะมีเทคโนโลยีใหม่ แล้วพวกมันก็อยากทดลองอาวุธกับกองทัพกระจ้อยร่อยที่ไม่มีใครรอดชีวิตไปได้ เข้าใจไหม ท่านเจ้าชาย พวกเราเป็นเหยื่อล่อให้จักรวรรดิได้ข้อมูลไปเท่านั้น!

            ซิกฮาร์ดเลือกที่จะเงียบ แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง ไหล่ของเขาสั่นเทิ้มเล็กน้อย

            “ฉะนั้น ถ้าท่านยังอยากจงรักภักดีกับจักรวรรดิอยู่ วิธีที่ดีที่สุดของเราคือทิ้งเมืองตอนนี้แหละ หนีไป ข้อมูลใหม่ที่เรามีจะช่วยให้เรารอดพ้นจากการถูกประนามโดยศาสนจักรว่าไม่รักศาสนา! ไอ้เหตุผลว่าโรสวอร์นไม่ใช่เมืองของชนชาติเราก็ใช้ได้ เรามีเหตุผลมากมายในการขอความเมตตาจากศาสนาจักร ท่านต้องตัดสินใจ-เดี๋ยว-นี้!

            ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึง

            “มันจะสั่งตัดหัวข้าน่ะสิ!” ซิกฮาร์ดหันมาตะคอกใส่ “เจ้าลืมไปแล้วรึไงว่าเฮเนวิงมีปัญหากับไอ้แก่นั่นเพราะข่าวลือว่าเราอยากตั้งนิกายใหม่น่ะ! มันคงรอโอกาสสั่งประหารราชวงศ์ข้าเพื่อใส่พวกต่างชาติแบบเอลไลเวิร์ธเข้ามาอยู่!

            “นี่ไม่เกี่ยวกับราชวงศ์เอลไลเวิร์ธ” กิลเบิร์ตโมโหจนเผลอโพล่งไป “และเจ้าไม่ควรเรียกราชานักบวชอย่างนั้น”

            “หมาที่วัน ๆ เอาแต่เลียเท้าจักรวรรดิอย่างแอเธลวินมีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากล่าวหาอาณาจักรที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง!” ซิกฮาร์ดหันมาตวาดใส่เขาแทน ภาพลักษณ์รัชทายาทใจเย็นไม่หลงเหลืออีกแล้ว ราวกับความวิตกและความกดดันทำให้หน้ากากที่ใส่ไว้หลอกคนอื่นหลุดไป “และเจ้าชายน้อยอย่างเจ้ามีผลงานอะไรให้มาพูดขัดข้าได้ เอลไลเวิร์ธ?”

            “ฮอว์ธอร์น--

            “ข้าเป็นผู้พิชิตมังกรและวีรบุรุษสงคราม และอาณาจักรเจ้าก็มีแค่ลูกศิษย์อัศวินผู้พิชิตมังกรเท่านั้น!

            หากความเครียดมหาศาลทำให้ซิกฮาร์ดกลายเป็นคนใจร้อนที่พร้อมจะพาลใส่ทุกอย่าง ความเครียดนั้นก็ทำให้กิลเบิร์ตยิ่งหวาดกลัวสลับกับกล้าเป็นครั้งคราวโดยไม่มีสาเหตุ บางครั้งเขาก็จะเผลอก้าวถอยหลังและมือสั่น บางครั้งเขาก็รู้สึกโกรธและฮึกเฮิมอยากต่อล้อโต้เถียงด้วย และตอนนี้มันก็เป็นอย่างหลังแทน

เขาก้าวไปข้างหน้า โมโหจนหน้ามืดตามัว

            “ถ้าเจ้าดีกว่านักละก็ งั้นก็ควรรู้ข้อเสียของตัวเองไว้ว่าเจ้า—ทั้งประมาท ใจร้อน และงี่เง่า!” เขาตะเบ็งเสียงใส่

            ไม่มีใครคาดคิดว่ารัชทายาทที่ปั้นหน้ายิ้มมาตลอดจะเดินตรงมาหากิลเบิร์ตเพียงเพื่อจะทำสัญลักษณ์มือหยาบคายใส่ และนี่คงเป็นข้อเสียของการส่งเจ้าชายอายุน้อยมาอยู่ในสถานการณ์ที่เดิมพันด้วยชีวิตของคนมากมาย ซึ่งในที่นี้ก็คือกิลเบิร์ตกับซิกฮาร์ด กิลเบิร์ตรับรู้ถึงข้อเสียดังกล่าว แต่เขาโกรธจัดจนตาลาย รู้ตัวอีกทีก็เผลอชกหน้าอีกฝ่ายจนล้มคะมำไปซะแล้ว

แล้วเขาก็ไม่หยุด เขาตามไปต่อยเพิ่ม ก่อนจะโดนซิกฮาร์ดคว้าลำคอเขาเพื่อชกกลับอย่างแรง

            “เพราะเจ้า! ทุกคนถึงต้องมาตายที่นี่!” กิลเบิร์ตระเบิดประโยคที่เก็บกดออกมา “ไอ้เจ้าชายสัปปะรังเค!

            เขาลุกไม่ไหวเพราะน้ำหนักของเสื้อเกราะ จึงโดนขยุ้มเสื้อลินินตรงคอและโดนต่อยซ้ำ แม้จะเจ็บ แต่เขาก็ถ่มเลือดปนน้ำลายใส่หน้าซิกฮาร์ดที่ยิ่งกลายเป็นสีแดงคล้ำจนแทบจะกลืนไปกับสีผม เขาไม่รู้ว่าตัวเองตะโกนด่าอะไรไปบ้าง แต่มันคงหยาบคายน่าดูเมื่อฟังจากเสียงฮือฮาของคนดู แล้วซิกฮาร์ดก็ตะคอกด่าเขากลับ พร้อมกับชกที่สันจมูกเขา

            “ฝ่าบาท!” วิลเลี่ยมตะโกน แล้ววิ่งเข้ามา

            เสื้อที่ถูกขยุ้มคลายแรงลงเมื่อยาโรเมียร์พุ่งมากระชากซิกฮาร์ดไปอีกทาง อีกมือลากกิลเบิร์ตโยนกลับไปให้วิลเลี่ยม กิลเบิร์ตโวยวายไม่พอใจ เตรียมจะพุ่งไปชกต่อยต่อเหมือนซิกฮาร์ดที่ต้องถูกอัศวินเฮเนวิงคนอื่นรั้งไว้ บนใบหน้าที่เคยหล่อเหลาฟกช้ำและมีเลือดไหลจากริมฝีปากแตก กิลเบิร์ตเองก็รับรู้ถึงเลือดที่ไหลตั้งแต่หัวคิ้วเขาลงมาเช่นกัน

            “พวกเด็กเวร!” ยาโรเมียร์ถูมือกับหน้าตัวเอง “ท่านเจ้าชาย ถ้าพระราชาได้ยินเรื่องนี้นะ--“

            ไม่ทันจะพูดจบ ซิกฮาร์ดก็คำรามออกมาราวกับอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป แล้วเขาก็หยุดนิ่ง หอบหายใจหนักหน่วงโดยมีอัศวินเฮเนวิงสองคนหิ้วปีกไว้ คำว่าพระราชาส่งผลอะไรบางอย่างกับเขา และน่าตลกที่มันส่งผลกับกิลเบิร์ตด้วยเช่นกัน กลายเป็นว่าเกิดความเงียบน่าอึดอัดขึ้นฉับพลัน อัศวินทั้งสองอาณาจักรต่างสบตากันเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไรดี

            “เจ้ามันไม่มีวุฒิภาวะทั้งคู่” ยาโรเมียร์พูดอย่างไม่ยี่หระ “มอบอำนาจการสั่งการไปให้คนอื่นที่มีสติปัญญาครบถ้วนกว่าซะเถอะ ถ้ายังอยากจะรอดชีวิตกลับไปโม้ที่บ้านเกิดอยู่--

            “เฮเนวิงคุมการตั้งรับและถ่วงเวลาพวกทะเลทราย” ซิกฮาร์ดขัดทันควัน เขาสั่งด้วยน้ำเสียงปกติซึ่งยังสั่นเล็กน้อย โดยไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตาใครเลยในห้องประชุม “แอเธลวินไปตรวจพลเมืองในภูเขา พวกมันอาจจะติดต่อกับศัตรูตั้งแต่แรก จัดการตัวอันตรายซะ เพราะเราจะหนีผ่านทางนั้น แล้วหาทางอ้อมกลับไปยังวู้ดแลนด์”

            ทุกคนยังเงียบต่อ

            “แต่ก่อนไป” เขาพึมพำ “เราจะเผาเมืองนี้ให้ราบ”


***


            กิลเบิร์ตลูบโหนกแก้มช้ำม่วงอย่างไม่สบอารมณ์ พลางกวาดตาสำรวจอัศวินแอเธลวินรอบกาย หลายสิบคนหายไปตั้งรับพวกทะเลทรายร่วมกับพวกเฮเนวิง รวมถึงน็อคส์กับอากาเบล ทุกอย่างเองก็วุ่นวายเกินกว่าจะติดต่อหลายสิบคนที่ว่าได้ เขาได้แต่ภาวนาว่าคณะอัศวินของเขาจะกลับไปแอเธลวินโดยไม่ต้องสูญเสียใคร

            “ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นอายุเท่าไร” เขาเอ่ยถาม

            วิลเลี่ยมซึ่งขี่ม้าข้าง ๆ หันมาพินิจเขา ก่อนจะตอบ “กระหม่อมคาดว่าน่าจะราว ๆ ยี่สิบห้าพรรษาพะย่ะค่ะ”

            อายุมากกว่าแค่สี่ปี แต่ทำเหมือนอาวุโสจัด กิลเบิร์ตต่อว่ารัชทายาทแห่งเฮเนวิงในใจอย่างเหลืออด เขาถามวิลเลี่ยมเพิ่มเติมว่าซิกฮาร์ดเป็นผู้พิชิตมังกรจริงหรือเปล่า น่าเสียดายที่คำตอบคือใช่ เป็นมังกรมีเกล็ดสีเงิน ลักษณะเดียวกันกับมังกรที่น็อคส์สังหารได้เมื่อสี่ปีก่อน เรื่องน่าประหลาดคือซิกฮาร์ดก็ฆ่ามังกรได้ในเวลาใกล้ ๆ กับน็อคส์เช่นกัน

            หนึ่งในสองมังกรนั่นคงไม่ใช่อากาเบลหรอกใช่ไหม

            รูปปั้นผู้ก่อตั้งเมืองโรสวอร์นแตกละเอียดเมื่อม้าพากิลเบิร์ตเลยขั้นบันไดสุดท้ายขึ้นมา บนนี้มีห้องโถงซึ่งฝังลึกกับภูเขา แต่ประตูของมันกลับถูกปิดตาย วิลเลี่ยมสั่งให้หนึ่งในอัศวินไปส่งสาร สักพักนึงทีเดียวกว่าประตูทางเข้าจะค่อย ๆ ถูกเลื่อนเปิด หลังคากับผนังมีรอยปริแตกตามแรงเคลื่อน น่ากลัวว่าทั้งเรือนจะพังโครมลงมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

            “พวกพลเมืองรวมกันอยู่ในภูเขานี่เองพะย่ะค่ะ” อัศวินรายงาน พลางถอยเดินนำเข้าไปในตัวโถงหลัก

            “เกิดอะไรขึ้นในนี้น่ะ?” กิลเบิร์ตถามเมื่อสังเกตเห็นร่างใต้ผ้าคลุมนอนเรียงอยู่ที่มุมห้องหลายร่าง

            “นั่นพวกกบฏพะย่ะค่ะ” อัศวินคนเดิมตอบอย่างอ่อนแรง “ก่อนหน้าก็มีเนสเตอร์มาป่วน มังกรน่ะพะย่ะค่ะ”

            เสียงของซิกฮาร์ดดังขึ้นในหัว หากเขารู้เรื่องนี้: ข้าบอกแล้วไง เจ้าชายน้อย พวกมันซาบซึ้งไหมล่ะ

            “ส่งใครลงไปสำรวจทางออกรึยัง” วิลเลี่ยมถามเสียงขึงขัง

            “สะ-ส่งไปสองคนแล้วขอรับ”

            “แล้ว?”

            “พวกเขายังไม่กลับมาเลย”

            “นานแค่ไหนแล้ว?”

            “ประมาณสองชั่วโมงขอรับ--

            “สองชั่วโมง!” วิลเลี่ยมตวาด ก่อนจะเค้นเสียงพูด “ทำงานได้ดีเยี่ยมจริง ๆ ถ้าวินาทีต่อมาพวกทะเลทรายจะแอบขึ้นมาปาดคอเจ้าชายได้คงไม่ใช่เรื่องน่าสงสัย” เขาลงจากม้าทันที “ข้าจะลงไปสำรวจเอง”

            กิลเบิร์ตฟังวิลเลี่ยมเลือกคนติดตามสามคนโดยไม่พูดขัด ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ราชวงศ์ที่มารับตำแหน่งผู้นำ แต่กิลเบิร์ตก็นับถือหัวหน้าอัศวินองครักษ์คนนี้ วิลเลี่ยมเป็นคนไม่กี่คนที่คอยพยุงความอ่อนด้อยไร้ประสบการณ์ของกิลเบิร์ต เมื่อฟังการคัดเลือกผู้ติดตามสำเร็จ ศพซึ่งนอนเรียงกันที่มุมห้องข้างหลังก็ทำให้เขารู้สึกสยองพองเกล้าจนไม่อยากอยู่ในห้องนี้อีก แต่การออกไปตากลมข้างนอกก็ไม่ใช่เรื่องดี เขาจึงตัดสินใจลงจากม้าอีกคน

            “เดี๋ยว ข้าจะไปด้วย” เขารีบบอกก่อนที่คณะสำรวจจะก้าวขา วิลเลี่ยมหันมามองด้วยสายตาเบื่อเต็มทน


***


            ชาวบ้านทุกเพศและทุกวัยนั่งอยู่ในห้องซึ่งถูกขุดจนมีขนาดกว้างในตัวภูเขา ในนั้นอากาศเย็น มีหยดน้ำไหลจากเพดานลงมารวมกันในแอ่งเรื่อย ๆ คบเพลิงสว่างพอประมาณติดผนังสี่ทิศ อัศวินยืนเฝ้าทุกทาง อาวุธถูกชักออกมาเตรียมพร้อม กิลเบิร์ตกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อสบตาเด็ก ๆ หน้ามอมแมม เขารีบสับเท้าเดินผ่านห้องตามคณะสำรวจไป

ทุกครั้งที่เหยียบขั้นบันไดซึ่งทอดลงไปในความมืดจะมีเสียงดังแฉะ เสียงชุดเกราะ และเสียงหินกลิ้งคลุกคลัก

            เขากระชับดาบในมือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ วิลเลี่ยมสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมต่อสู้ อัศวินสองคนที่ถูกส่งลงมาสำรวจล่วงหน้าคงหลงทางไม่ก็ถูกฆ่าไปแล้ว และในสถานการณ์แบบนี้ ความเป็นไปได้ในแง่ลบควรจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนยึดมั่น เพราะวิลเลี่ยมบอกให้จัดการอะไรก็ตามที่ขยับได้ที่ไม่ใช่คณะสำรวจ กิลเบิร์ตจึงกระโตกกระตากยกดาบทุกครั้งที่เห็นเงาเคลื่อนไหว

            ขั้นบันไดยาวจัดและคดโค้งเป็นวงกลมลงไป มันมืดจนมองอะไรไม่เห็น มีเพียงแสงจากคบเพลิงในมือของอัศวินท้ายแถวกับวิลเลี่ยมเท่านั้นที่ช่วยนำทาง เขาจะหยุดเป็นพัก ๆ เพื่อเงี่ยหูฟังเสียง ไม่มีการใช้คำพูด ใช้แต่สัญลักษณ์มือในการสั่ง กิลเบิร์ตซึ่งอยู่ตรงกลางมองเห็นไม่ชัด แต่ไม่ว่าวิลเลี่ยมจะทำสัญลักษณ์อะไร เขาก็จะหยุดกึกเสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน เขาเผลอกลั้นหายใจไปด้วยเมื่อวิลเลี่ยมยกมือ พลางคุกเข่าลงเพื่อกวาดตามองไปในความมืด

            กลิ่นเหม็นไหม้ลอยมาแตะจมูกคณะสำรวจที่พากันนิ่วหน้างุนงง

            ไฟไหม้? ในถ้ำภูเขาน่ะหรือ กิลเบิร์ตขมวดคิ้วขณะหันไปมองทุกคนที่น่าจะคิดเหมือนกัน

เขายืนนิ่ง มือกำด้ามดาบจนสั่นกึก ๆ เมื่อวิลเลี่ยมทำมือสั่งให้ทุกคนอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องเดินตามเขาที่ค่อย ๆ ย่างเท้าลงไปเหยียบพื้นเบื้องล่าง แสงไฟสีส้มสาดไปยังทุกทิศ เขาแนบตัวพิงกำแพงหินด้านซ้ายมือ แล้วหันมาบุ้ยหน้าให้อัศวินคนที่สองเดินไปพิงกำแพงขวามือ ทั้งสองหยุดอีกสักพัก ก่อนจะผลัดกันเดินนำออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

            แสงไฟจากคบเพลิงในมือวิลเลี่ยมสาดไปยังปลายเท้าสองคู่ทางขวามือ วิลเลี่ยมย่องไปตรงนั้น ก่อนเขาจะกำหมัดแน่นเมื่อเห็นร่างไร้ชีวิตของอัศวินสองคนที่ถูกส่งลงมา คนหนึ่งไม่มีหัว อยู่ในท่าบิดเบี้ยวเหมือนทรมานก่อนตาย ส่วนอีกคนมีขวานจามไว้ตรงช่วงเอวที่ถูกสับขาดออกจากกัน เครื่องในไหลทะลัก เลือดแห้งกรังเต็มพื้น

            “วิลเลี่ยม!” กิลเบิร์ตกระซิบเรียกเมื่อเขาเห็นเงาเคลื่อนไหวทางซ้ายมือ

            มีเสียงฝีเท้าและคำรามลั่นถ้ำ ก่อนร่างบึกบึนในชุดชาวบ้านจะพุ่งออกมาจากความมืด มันโถมใส่วิลเลี่ยมจนทั้งคู่หงายหลังดังตึง ทว่าภายในเสี้ยววินาที ดาบเล่มยาวชุ่มเลือดก็แทงทะลุแผ่นหลังศัตรู วิลเลี่ยมผลักร่างไร้ชีวิตทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะรับมืออัศวินอีกคนเพื่อดึงตัวเองขึ้น เขายันขากับศพเพื่อกระชากดาบออก ก่อนจะสบถอย่างอารมณ์เสีย

            เกาะกลุ่มกันไว้ตรงนั้น เขาทำมือสั่ง พอดีกับมีเสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งตรงมา

ศัตรูคลื่นใหม่ราว ๆ เจ็ดคนพุ่งออกมาจากทุกทิศ พวกมันชูอาวุธดาบและหอกสูง

            จำนวนขนาดนั้นทำให้กิลเบิร์ตกับอัศวินสองคนข้างหลังเตรียมจะเข้าไปช่วยโดยไม่รอคำสั่ง แต่นั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่กลิ่นเหม็นไหม้ทวีคูณขึ้น กิลเบิร์ตกะพริบตาและเห็นประกายสีส้มในความมืด ฉับพลันเปลวเพลิงก็ลุกโชติช่วง ส่องสว่างให้เห็นท่อนแขนสีเข้มแข็งแรง และเกวียนขนอะไรบางอย่างเบื้องหน้า

ใครบางคนจุดคบเพลิงอีกอัน

วิลเลี่ยมสังเกตเห็นเช่นกัน เขาเบิกตากว้าง ก่อนจะหันมาตะโกนใส่คณะสำรวจที่เหลือเท่าที่เสียงจะอำนวย

            “มันเป็นแผนลวง! อย่าลงมา!

            คำสั่งของวิลเลี่ยมหยุดกิลเบิร์ตกับอีกสองอัศวินราวกับต้องสาป แต่กิลเบิร์ตก้าวลงไปยืนข้างล่างครึ่งตัวแล้ว เขารู้สึกถึงอากาศที่เย็นลงจนหนาวจัดเมื่อคบเพลิงในมือศัตรูหลุดลอยไปในอากาศ ก่อนมันจะค่อย ๆ โค้งตกลงมาใส่เกวียนซึ่งขนสิ่งของสีดำเมี่ยม

ราวกับเวลาเดินช้าลงอย่างน่าใจหาย คบเพลิงตีลังกา และเมื่อเปลวไฟแตะกับเกวียน ควันและเพลิงสีส้มสว่างจ้าก็ก็ปรากฏตรงกลาง แล้วขยายตัวเป็นวงกลมออกมาจรดผนังและพื้นถ้ำ

            เกิดเสียงกัมปนาถพร้อมกับพื้นสั่นไหวรุนแรง

กิลเบิร์ตโดนแรงอัดบางอย่างผลักกระเด็นไปชนผนังอย่างแรง เขากระอักเสียงร้องออกมา กลิ่นเหม็นไหม้ฟุ้งกระจายไปทั่ว สะเก็ดร้อนระอุเผาผิวเขาเป็นจุด ๆ การได้ยินของเขามีแต่เสียงวี้ขณะที่อัศวินสองคนวิ่งมาช่วยพยุงให้ลุกขึ้น เขาหายใจไม่ออก ได้แต่กะพริบตาถี่ไล่ความมึนมัว ความมืดมิดตรงหน้าสว่างไสวด้วยเปลวไฟตามพื้น

เกิดอะไรขึ้น?

            ทุกอย่างในถ้ำ พื้น ผนัง และเพดาน เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด และเศษซากผิวหนังกับเครื่องใน กิลเบิร์ตกวาดตาสำรวจความเละเทะอย่างเชื่องช้า เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแขนขา กระดูก หรือศีรษะครึ่งซีกที่นอนนิ่งอยู่ตรงนู้นตรงนี้ทีเป็นของใคร มันผสมปนเปกันไปหมด แม้แต่ร่างท่อนบนที่ถูกฉีกจากร่างกายส่วนอื่นในชุดเกราะอัศวิน เขาก็แยกไม่ออกว่านั่นใคร

            แล้วเลือดของใครอยู่ในปากเขาน่ะ?

            “วิลเลี่ยมล่ะ?” กิลเบิร์ตถามเสียงเครือ “วิลเลี่ยมอยู่ไหน เขาต้องมาสั่งการต่อ...”

            อัศวินอีกสองคนพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กิลเบิร์ตไม่ได้ยิน เขาจึงใช้สายตาควานหาวิลเลี่ยมเอง เขาจำได้ว่าวิลเลี่ยมเป็นคนเดียวที่สวมเกราะที่สะอาดที่สุด ขอบทอง ฝักดาบสีน้ำเงิน โกร่งดาบเป็นโลหะโค้ง เขาเห็นแสงสีทองอ่อน ๆ ที่หางตาข้างซ้าย แล้วเขาก็ยิ้มด้วยความโล่งอกออกมาที่เห็นฝักดาบโดดเด่นดังกล่าว

            ไม่...

            มันเป็นแค่ฝักดาบติดกับร่างกายท่อนล่างซึ่งถูกตัดขาดจากท่อนบน

            หัวหน้าอัศวินองครักษ์ พ่อของครอบครัวที่เขาคุ้นหน้า ตายไปแล้ว

            กิลเบิร์ตอ้วกตรงนั้น น้ำตาไหลท่วมใบหน้าใต้หมวกเหล็ก เขาได้ยินอัศวินข้าง ๆ พูดว่าพวกกบฏจุดไฟกับอะไรบางอย่าง น่าจะเป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้กับอาวุธใหม่ล่าสุด พวกมันอาจจะแอบเก็บที่เหลือซุกซ่อนไว้ในภูเขานี้ ส่วนทางออกลับนี้ มันถูกหินก้อนใหญ่ปิดทับไว้ ออกไปไม่ได้อย่างแน่นอน อยู่ในถ้ำตรงนี้ก็ไม่ปลอดภัยอีก

เขาถูกลากกลับขึ้นไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว อัศวินกรอกประโยคใส่หูว่าเจอเกวียนสามเล่ม

            แสงอาทิตย์และอากาศข้างนอกแทรกซึมเข้ามาในห้วงความคิด กิลเบิร์ตถูกใครต่อใครรับไปจับนอนบนพื้น คนเหล่านั้นถอดหมวกเหล็กเขาออก แล้วเริ่มใช้ผ้าเช็ดเลือดกับอ้วกตามตัวเขา เสียงของพวกเขาอุดอู้ เหมือนอยากได้รับคำสั่งบางอย่าง แต่กิลเบิร์ตเห็นแต่ศพไม่เหลือสภาพมนุษย์ในมโนทัศน์ เขาส่ายหน้าเรื่อย ๆ เพื่อสะบัดภาพดังกล่าวทิ้ง

            “หัวหน้าวิลเลี่ยมเตือนพวกเราไม่ให้ลงไปติดกับทัน

            “เจอดินดำสามเกวียนในถ้ำเล็ก ๆ ก่อนชั้นล่างสุด

            “ส่งม้าเร็วไปแจ้งเจ้าชายซิกฮาร์ดเร็ว! ทางออกนี้ใช้ไม่ได้

            กิลเบิร์ตน้ำตาไหลไม่หยุด ในใจได้แต่ภาวนาถึงพระเจ้า ทำไมท่านถึงต้องโหดร้ายกับวิลเลี่ยมและอัศวินแอเธลวินคนอื่นด้วย พวกเขาสมควรต้องตายและตกอยู่ในสภาวะน่าเวทนาอย่างงั้นด้วยหรือ ครอบครัวของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อ? แล้วทำไมกัน ทำไมสงครามระหว่างสองศาสนาต้องปะทุขึ้นด้วย?

            มันเป็นคำสั่งโดยตรงของพระเจ้าหรือแค่ราชานักบวชที่ส่งคนมาตายกัน?

            ใครบางคนตบแก้มเขาเบา ๆ มันทำให้เขาพร่ำเพ้อออกไปทันที

            “พะ-เพราะข้าไว้ใจชาวบ้าน” เขาร้องไห้อย่างไม่อาย “วิลเลี่ยมไม่สมควรตาย ไม่-ไม่สมควร”

            “กิลเบิร์ต” เสียงนั้นเรียกแผ่วเบา ก่อนจะยกเขาขึ้นมา

            “ทำไม-ทำไม-ทำไม--

            “อดทนอีกหน่อย เราจะไม่ต้องรบแล้ว” อากาเบลกระซิบ “ทุกอย่างใกล้จะจบแล้ว”


***

(อีก 50% ค่ะ)


            อากาเบลตอบรับกิลเบิร์ตที่กอดเธอแน่นจนหายใจแทบไม่ออก พลางหันไปมองดีทริคซึ่งยืนฟังสถานการณ์จากอัศวินคนอื่นอยู่ เขายังอยู่ในสภาพเปื้อนเลือดทั้งตัว เหมือนกิลเบิร์ตในเวลานี้ แต่รอยแผลที่ถูกมีดจ้วงคอหายไปแล้ว และเนื่องจากวิลเลี่ยม หัวหน้าอัศวินไม่รอด จึงเหลือแต่เขาที่ยังสั่งการได้ กิลเบิร์ตไม่หลงเหลือสติพอจะทำอะไรได้อีกแล้ว

            ดีทริคสั่งให้อัศวินกลุ่มหนึ่งลงไปขนเกวียนดินดำที่ว่าขึ้นมา ก่อนเขาจะย่ำเท้าเดินไปยืนรอม้าเร็วที่ถูกส่งไปรายงานสถานการณ์กับพวกเฮเนวิง พลเมืองถูกลืมไป เพราะไม่ว่าอย่างไร เมืองนี้ก็จะถูกยึดคืน เปล่าประโยชน์ที่จะพาหนีไปด้วย อากาเบลเม้มริมฝีปากระหว่างจ้องเกวียนสามเล่มที่อัศวินช่วยกันดันขึ้นมาจากข้างในภูเขา

            “ได้โปรดฆ่าข้าทีเถอะ” กิลเบิร์ตพึมพำเพ้อเจ้อกับไหล่เธอ “ข้าทนไม่ไหวแล้ว”

            “ไม่”

นั่นคือคำตอบของเธอ

            นี่คงเป็นครั้งแรกที่กิลเบิร์ตเห็นคนตายต่อหน้าตา ไม่เหมือนครั้งอื่น ๆ ที่กลายเป็นศพไปแล้ว ตอนที่มีโจรป่าดักปล้น นั่นเขาก็ถูกวิลเลี่ยมกับอัศวินองครักษ์บังจนมิด แน่นอนว่าเธอรู้สึกสงสารเขา หากเป็นเธอก็คงไม่ระแคะระแคงใจนักหรอกที่เห็นคนถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ จัง ๆ แม้จะมีมาธิลด้าที่ตามหลอกหลอนเธอด้วยสภาพคนตายแบบนั้นก็ตาม เธอยังอดทนได้ แต่เจ้าชายที่ทั้งชีวิตอยู่กับงานเฉลิมฉลองและชีวิตหรูหรามาตลอดอย่างกิลเบิร์ตน่ะไม่

            ม้าเร็วกลับมาพร้อมกับซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นและอัศวินองครักษ์ มียาโรเมียร์ขี่ม้าปิดท้าย

            “ข้าถือว่าเจ้าเป็นผู้บังคับบัญชาการอัศวินแอเธลวินได้ใช่ไหม ฟอร์เซเคน?” ซิกฮาร์ดถามทันที

            ดีทริคพยักหน้านิ่ง ๆ

            “วิลเลี่ยม คลาร์ก หัวหน้าอัศวินองครักษ์ฝีมือดี” ยาโรเมียร์ผงกหัว “น่าเสียดาย”

            “พวกทะเลทรายมาถึงปราการที่สี่แล้วพะย่ะค่ะ” ดีทริคเริ่มต้นพูด “และเราค้นเจอเกวียนขนดินดำสามเล่ม”

            “เกวียนขนดินดำ?” ซิกฮาร์ดเลิกคิ้ว

            อัศวินที่ลงไปสำรวจทางออกลับกับกิลเบิร์ตก้าวเท้าออกมาอธิบาย “กระหม่อมคาดว่าวิธีใช้คือแค่จุดไฟพะย่ะค่ะ”

            “พลานุภาพแค่ไหน?”

            “ครึ่งห้องโถงนี้พะย่ะค่ะ”

            ทุกคนหันมองรอบข้างทันที อากาเบลกัดริมฝีปากล่างอย่างกังวล ห้องโถงนี้กว้างขวางระดับห้องโถงในพระราชวัง และครึ่งห้องโถงที่ว่าก็สามารถคร่าคนได้มากกว่าสามสิบคนในครั้งเดียว

            “มันมีชื่อเรียกไหม” ซิกฮาร์ดถามต่อ

            “อ้างอิงจากเอกสารของจักรวรรดิ สิ่งนี้น่าจะอธิบายดินระเบิดได้” ยาโรเมียร์ตอบ

            “แล้วทางออกลับก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว?”

            “อันตรายเกินไปพะย่ะค่ะ” ดีทริคตอบ “ส่งมังกรของฝ่าบาทไปสำรวจทางออกไม่คุ้มความเสี่ยงพะย่ะค่ะ พวกมันอาจใช้โอกาสนั้นซุ่มโจมตีมังกรของท่าน หรือโจมตีพวกเราตอนที่ขาดการป้องกัน”

            บรรดาผู้นำต่างนิ่งเพื่อตรึกตรองหาทางออก

            “ตอนนี้เราได้เปรียบพวกมันเพราะเราอยู่บนยอดสูงสุดของเมืองโรสวอร์น มีเชิงผาป้องกันธนูจากข้างล่าง และมีห้องโถงนี่ยับยั้งพวกมันได้บ้าง แต่ก็แค่ไม่กี่ชั่วโมง” ยาโรเมียร์พูด “พวกทะเลทรายใกล้จะมาถึงปราการสุดท้ายเต็มทน และเราก็เสียทหารไปเกินครึ่งแล้ว ท่านเจ้าชาย รอพวกมันเข้ามาจับก็ไม่ช่วยอะไร พวกมันจะฆ่าเราอย่างแน่นอน”

            “ฝ่าบาท หากจะหนีผ่านทางออกลับ เราก็ต้องเสียเวลาขุดหินที่ปิดตายเพิ่ม ออกไปก็ใช่ว่าจะไม่มีพวกทะเลทรายรออยู่ และเราก็อาจจะโดนเผาทั้งเป็นในอุโมงค์ภูเขาแทน เป็นทางออกที่อันตรายเกินไปพะย่ะค่ะ” อัศวินเฮเนวิงอีกคนพูด

            “มีทางออกเดียวตอนนี้” ยาโรเมียร์ผายมือไปยังทิศทางกำแพงม่าน

            อากาเบลนิ่วหน้ากับทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ บ้าไปแล้วแน่ ๆ

            “อย่างน้อยเราควรจะหนีผ่านทางออกลับในภูเขาหรือไม่” ซิกฮาร์ดกอดอกถามอย่างครุ่นคิด

            คำตอบเป็นมติฉันท์ อัศวินทุกคนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

            “งั้นเราก็ไม่มีทางเลือกนอกจากพุ่งชนพวกข้างนอกนั่นออกไป” ซิกฮาร์ดประกาศ “ทุกคนประจำบนม้า ใช้ทวนกับหอก เราจะวิ่งสวนพวกทะเลทรายจากข้างบนนี้ลงไป เป้าหมายคือกลับเข้าไปในวู้ดแลนด์ให้ได้ เราจะกวาดพวกมัน บดขยี้ให้เหมือนมีก้อนหินวิ่งผ่าน ยาโรเมียร์กับหน่วยดรากูนจะเป็นกลุ่มแรกที่ออกไป พวกเจ้าที่เหลือวิ่งตามทางที่ยาโรเมียร์เปิดให้ ห้ามแตกแถวนอกจากได้รับคำสั่งเด็ดขาด”

            “เรายังไม่รู้ว่าพวกทะเลทรายเก็บมังกรห้าตัวนั่นไปไว้ที่ไหน ท่านเจ้าชาย” ยาโรเมียร์เตือน

            “เดี๋ยวมันก็เอาออกมาตอนที่เราเริ่มหนี”

            “นั่นแหละ ข้าถึงขอเสนอความคิด ข้าต้องการผู้ช่วย”

            “บอกชื่อมา”

            “อากาเบล โซโกลอฟ”

            อากาเบลสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง เธอไม่กล้าหันไปมองหน้าใคร นอกจากจดจ้องไหล่ของกิลเบิร์ตที่หยุดสั่นสะท้าน เขาเพิ่งจะหยุดร้องไห้ไปได้สักครู่ แต่เขาก็ยังสะอึกสะอื้นจนต้องหายใจหืดหาดอยู่เรื่อย ๆ

            “ทำไมต้องเป็นนาง?” ซิกฮาร์ดถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ในวงการข้า พ่อของนาง แลนจ์ โซโกลอฟ ค่อนข้างขึ้นชื่อในการต่อสู้อยู่ และข้าก็ไม่คิดว่าบุตรีของเขาจะทำให้ผิดหวัง” ยาโรเมียร์ตอบ “ใช่ไหม โซโกลอฟ ข้าเชื่อว่าพ่อของเจ้าคงเฝ้าสอนไม่ให้หนีการต่อสู้ตั้งแต่เด็กนะ?”

            “ไม่จำเป็นที่ท่านต้องพูดจาข่มขู่อัศวินฝึกหัดของข้า ท่านนายพล” ดีทริคพูดเสียงต่ำ

            “หืมม์? โซโกลอฟ นี่เจ้าก็มีหมาเรอะ? พ่อของเจ้าก็ชอบให้มีคนคอยเข้าข้างตลอดเวลาเหมือนกัน--

            “พอได้แล้ว ยาโรเมียร์” ซิกฮาร์ดกัดฟันพูด

            อย่าเอาเธอไปเปรียบกับพ่อ อากาเบลได้แต่เถียงในใจลับ ๆ ขณะก้มมองแอ่งเลือดสีเข้มซึ่งไหลรินจากเกราะของกิลเบิร์ต คงไม่ใช่เลือดของเขาแน่ ๆ เธอถอนหายใจแล้วเอื้อมไปหยิบผ้ามาเช็ดเลือดตามเกราะเขาเพิ่ม ดูเหมือนกิลเบิร์ตจะค่อย ๆ กลับมามีสติแล้ว เขากำลังหันมองรอบ ๆ เพื่อประติดประต่อเหตุการณ์อยู่ โดยมีเธอกระซิบอธิบายเบา ๆ ที่ข้างหู

            “ข้าจะไม่ย้ำคำสั่งอีกรอบ ฟังให้ดี” ซิกฮาร์ดเดินมายืนตรงกลางกลุ่มอัศวิน “ฟอร์เซเคน เจ้าจัดการแบ่งดินระเบิดทั้งหมดนี่ไปไว้ตามที่ต่าง ๆ แล้วมารวมตัวที่นี่อีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า ตอนที่เริ่มเคลื่อนขบวน เจ้ารับหน้าที่จุดระเบิด”

            คนอื่นรับฟังคำสั่งต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เงียบสงัดแข่งกับเสียงรบราฆ่าฟันข้างนอก คืนนี้จะไม่มีใครได้พัก เหนื่อยแค่ไหนก็จะไม่หยุด จนกว่าจะเป็นที่แน่ชัดว่าพวกทะเลทรายตามมาไม่ทันอีก สิ้นคำสั่งของเขา อัศวินทั้งสองอาณาจักรก็กระจายตัวไปทำหน้าคนละทางทันที ดีทริคหันมามองอากาเบลแวบเดียว แล้วเขาก็รีบเดินไป

            “บอกให้มันเลิกสำออยได้แล้ว” ซิกฮาร์ดพูดขึ้นมา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปพร้อมกับอัศวินองครักษ์

            อากาเบลรู้ว่าเขาหมายถึงกิลเบิร์ต เธอจ้องเกวียนขนดินระเบิดที่ถูกเคลื่อนผ่านไป แล้วการแจกจ่ายอาวุธอันวุ่นวายก็เริ่มขึ้น เธอลากกิลเบิร์ตมานั่งข้างหน้าต่าง พลางตบแก้มเขาเรื่อย ๆ สักพักนึงทีเดียวกว่าเขาจะส่งเสียง ข้างนอกพระอาทิตย์ใกล้ตกดินพอดี เธออธิบายภารกิจต่อไปให้เขาฟัง ต้องตะโกนเป็นพิเศษเพราะเขายังหูอื้อจากแรงระเบิดอยู่

            “วิลเลี่ยมไปกับน็อคส์หรือ” เขาถาม

            เธอเลี่ยงหัวข้อดังกล่าว

อากาเบลช่วยพยุงกิลเบิร์ตให้ลุก แล้วสวมหมวกเหล็กใหม่ให้ จากนั้นก็พาเขาเขย่งเดินไปขี่ม้ารอ ข้างเอวเขามีแต่ฝักดาบเปล่า ๆ ตัวดาบจริง ๆ คงตกหล่นข้างล่างสุดในถ้ำ เธอกระวีกระวาดหาทวนมายัดใส่มือเขา พลางวิ่งหาน้ำมาลูบหน้าเขาให้รู้สึกตัวและเลิกพร่ำเพ้อเสียที สุดท้ายเธอก็ต้องสาดน้ำทั้งกระบอกใส่หน้าเขา ได้ผลทันตา

            “ข้าไว้ใจให้เจ้าขี่ม้าโดยไม่หล่นกลางทางได้ใช่ไหม” อากาเบลถาม กิลเบิร์ตผงกหัวตอบงง ๆ

            เมื่อสีแดงบนท้องฟ้าเริ่มเข้มขึ้น กลุ่มของยาโรเมียร์ก็กลับมาพอดี เขาตรงมารายงานกับซิกฮาร์ดว่าเตรียมการเรียบร้อยแล้ว จากนั้นอัศวินหลายคนก็จูงม้ามาขึ้นขี่พร้อมถือทวนและหอกในมือ เส้นสีดำสามเส้นบนท้องฟ้าชัดเจนขึ้น กลุ่มของดีทริคก็โผล่พ้นชะเงื้อมผา พวกเขาถือคันธนูในมือ พลางพูดคุยปรึกษากัน ทหารม้าหน่วยดรากูนก็มาถึงแล้วเช่นกัน จำนวนร่อยหรอ มีม้าว่างไร้คนขี่หลายตัว เสื้อผ้าของพวกเขาฉีกขาด เขาบนหมวกของบางคนหักครึ่ง เลือดและเศษโคลนดินเต็มตัว แต่พวกเขาก็ดูเหมือนไม่เหนื่อยเลย ถอดหมวกเหล็กออกมามีแต่แผลเต็มหน้า แต่ริมฝีปากก็ยังยกยิ้มขำกับเพื่อนขณะเปลี่ยนเกราะใหม่ให้ม้า บางคนเดินเลือกอาวุธอย่างมุ่งมั่น บ้างก็กรอกเหล้าใส่ปากประหนึ่งกำลังพักผ่อน

อากาเบลตัดสินใจฝากฝังกิลเบิร์ตกับอัศวินแอเธลวินคนอื่น จากนั้นก็เดินเลี่ยงออกมาสูดอากาศคนเดียว ยาโรเมียร์เดินมายืนข้างเธอ พลางจ้องมองความมืดที่กำลังร่วงโรย เบื้องล่างมีแสงไฟสีส้มเป็นจุด ๆ กระจายทั่ว

            “ข้าจะล่อมังกรพวกมันไปอีกทาง เจ้าจัดการเปิดทาง เราสลับหน้าที่กันบางครั้ง เข้าใจไหม” เขาสั่ง

            อากาเบลพยักหน้า

            “ไม่ต้องยั้งมือกับพวกมัน ฆ่าได้ก็ฆ่า ถ้าเจ้าไม่อยากโดนฝูงแร้งรุมทึ้ง”

            “ข้าจะพยายาม”

            ยาโรเมียร์หันขวับมาจ้องด้วยสายตาเดือดดาล

            “พยายาม? แลนจ์เป็นราชามังกร และเจ้าก็มีเลือดนั่นอยู่ในตัว เจ้าควรจะฆ่ามังกรพวกนั้นได้ง่าย ๆ ด้วยซ้ำ!

            เขาตะคอกเสร็จก็เดินหนีไปอีกทาง ทิ้งให้อากาเบลตัวแข็งทื่อ เธออ้าปากจะพูด แต่กลับพูดไม่ออก พ่อน่ะหรือราชามังกร? แต่เขาเคยพูดกับเธอว่าเขาอยากรับใช้ราชามังกรนี่... เธอหันไปมองแผ่นหลังของยาโรเมียร์ด้วยความสับสน บัดนี้เขายืนอยู่หน้าหน่วยดรากูน ลมแรงพัดโหมให้เส้นผมและเสื้อผ้าเขาปลิวไสว แสงสุดท้ายของวันกำลังจากไปแล้ว

            “ศาสนาระยำ” เขาพูดเป็นภาษามังกร พลางฉีกยิ้มกว้างเพื่อกลบเกลื่อนโทนเสียง

            แล้วเขาก็ก้าวถอยหลังหล่นจากชะเงื้อมผาไป

            อัศวินเฮเนวิงเป่าแตรควายเสียงดังสนั่น ก่อนหน่วยดรากูนจะกระชากบังเหียน พาม้ากระโจนลงขั้นบันไดไปก่อนกลุ่มแรก ซิกฮาร์ดชูดาบขึ้น แล้วขบวนอัศวินที่เหลือก็เริ่มเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เสียงเกือกม้าดังกระหน่ำราวกับกลองศึก อากาเบลจ้องมองม้าแต่ละแถวที่หายลับไปจากสายตาเรื่อย ๆ เธอกลับมาขยับตัวได้ก็ตอนที่โดนดีทริคขยี้ผมจนยุ่งจากหลัง เธอหันไปปัดมือทิ้งอย่างหงุดหงิด เขายิ้มที่มุมปาก ก่อนจะควบม้าตามกลุ่มอัศวินแอเธลวินไป

อากาเบลสูดลมหายใจลึก แล้วเธอก็ตัดสินใจออกตัววิ่งตรงไปยังชะเงื้อมผา

            น้ำหนักท่วมท้นกลับมาอีกครั้ง เธอกางปีกกว้างเพื่อยั้งความเร็ว จากนั้นเธอก็บินตามยาโรเมียร์ในร่างมังกรสีแดงเข้มไป กองทัพมหึมาจำนวนมหาศาลกลืนกินทุกเส้นทางของเมืองโรสวอร์นเบื้องล่าง เธอกลืนอากาศเย็นฉ่ำไปหลายอึกขณะชะลอความเร็วลงไปใช้ขาหลังกวาดใครก็ตามที่ขวางทางหน่วยดรากูน มีไม่มากนักเพราะยาโรเมียร์กวาดไปก่อนแต่แรก หน่วยดรากูนตามมาจัดการเปิดเส้นทางด้วยการใช้ทวนไล่แทงคนไม่กี่คนที่รอดไปจากเงื้อมเล็บมังกร

            เสียงเป่าแตรควายสูงจนแสบแก้วหูของศัตรูดังขึ้นอีกครั้ง

            อากาเบลใจหายวาบเมื่อเห็นยาโรเมียร์ถูกอะไรบางพุ่งชนจากด้านข้าง เธอบินโฉบไปทำหน้าที่แทนเขาทันที พลางใช้หางตวัดฝูงคนข้างล่างจนกระเด็นไปอีกทาง ยังมีกองทัพศัตรูอีกหลายร้อยคนยืนขวางตรงทางออกซึ่งเป็นช่องว่างในกำแพงม่าน แต่มันแคบและประชิดเกินไป เธอจำเป็นต้องผลักตัวเองขึ้นเพื่อข้ามขอบกำแพงม่านไปข้างนอก

พวกข้างล่างไล่แทงกันอุตลุต มีอัศวินบางคนร่วงหล่นไปพร้อมกับม้าแล้ว

            ข้างนอกยังมีกองทัพจำนวนมหาศาลของพวกทะเลทรายอยู่ อากาเบลโล่งอกบ้างที่ยาโรเมียร์บินกลับมาอีกครั้ง แต่มันกลับเป็นเธอเองที่พวกเนสเตอร์ตัดสินใจโจมตี ใช้วิธีชนด้านข้างเช่นกัน เธอคำรามขณะกางกรงเล็บตะปบตัวที่ใกล้ที่สุดลงพื้นไป ทว่ามันกลับหนักกว่าตอนเช้าเสียอีก เสียงโซ่และเกราะที่ชนพื้นดังก้องในหู มันไม่ใช่ของเธอ

เนสเตอร์ที่กำลังบินรอบเธอต่างหากที่สวมเหล็กและโซ่ ตั้งแต่ลำคอลงมา ตรงอกมีแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ติดไว้

            สวมเกราะให้มังกร? อากาเบลคิดพร้อมบินโฉบหลบการโจมตี เป็นไปได้ด้วยเหรอ

เหยื่อของยาโรเมียร์ตัวใหม่นอนคอขาดตรงกำแพงม่าน เนสเตอร์เหลือแค่สี่ตัวแล้ว อากาเบลสงสัยในพละกำลังของยาโรเมียร์เหลือเกิน ถ้าเขาทำได้ถึงขนาดนี้ แล้วพ่อล่ะ? พ่อในสงครามจะทำได้ขนาดไหนกัน?

อากาเบลพยายามสะกดกลั้นไอเย็นในลำคอขณะเบียดชนเนสเตอร์ตัวหนึ่ง มันชะเง้อคอมากัดไหล่เธอ เจ็บจนเธอทุ่มแรงทุกอย่างในการสะบัดมันทิ้ง แต่ถึงอย่างนั้น เนสเตอร์อีกสามตัวก็ยังไล่ล่าเธออย่างไม่จบสิ้น

            ขบวนอัศวินใต้ล่างหนีพ้นกำแพงม่านมาใกล้หมดแล้ว ที่ท้ายขบวน อากาเบลเห็นดีทริคกับอัศวินคนอื่นหยุดม้าเพื่อง้างคันธนูโดยยังนั่งอยู่บนหลังม้า พวกเขาจุดไฟธนูตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ข้างในเมืองนั้น ปราการสุดท้ายพังทลายไปแล้ว พวกทะเลทรายวิ่งกรูกันเกือบจะถึงยอดบนสุด และในภายพริบตา ห่าธนูจากขบวนอัศวินก็พุ่งเข้าไปในเมือง

            หัวใจของอากาเบลหดลีบเมื่ออยู่ ๆ เพลิงสีส้มที่ควรจะลุกท่วมเมืองโรสวอร์นและจุดระเบิดดินดำไม่ได้เกิดขึ้น มันเป็นไฟสีฟ้าสว่างจ้าและรุนแรงที่ปรากฏแทน ร้อนระอุจนอากาเบลที่บินอยู่ไกล ๆ ยังสัมผัสได้ มันไม่ได้เกิดจากในตัวเมือง มันจุดระเบิดด้วยตัวเองจากกลางอากาศเหนือจุดที่รูปปั้นผู้ก่อตั้งเคยอยู่ สีสันงดงามเหมือนสายฟ้าเสียเอง ก่อนไฟมหาศาลจะลามไปยังแต่ละตรอกซอกด้วยความเร็วผิดธรรมชาติ

            ไฟของนักเวทของดีทริค?

            ไม่ใช่ ดีทริคเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขานิ่งชะงักไป ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ คล้ายกับกำลังตามหาต้นตอของไฟสีฟ้าดังกล่าว พอไม่พบตัว เขาก็ทุบกำปั้นกับต้นขาตัวเอง แล้วสะพายธนูพร้อมกับเตะสีข้างม้าให้ควบวิ่งตามขบวนอัศวินให้ทัน

            พ่อมดที่พระเจ้าชาร์ลส์ส่งมา?

            เสียงคำรามสนั่นของเนสเตอร์พังห้วงความคิดของอากาเบลไปฉับพลัน เธอขบกรามและเร่งความเร็ว แต่เธอมันอืดอาดสิ้นดี พวกมันเข้ามาใกล้แล้ว เธอหันไปมอง ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเนสเตอร์ตัวหนึ่งบินโฉบขึ้นไปบนท้องฟ้าตัวเดียว มันอาจจะเล่นมุกดิ่งตัวใส่เหมือนเดิม แต่เปล่า เธอเห็นมันอ้าปาก เผยเขี้ยวซี่แหลมยาวเถือก ร่างกายของมันสั่นสะเทือนราวกับกำลังขย้อนอะไรบางอย่างออกมา

            ขบวนอัศวินอยู่ข้างใต้มันพอดี

            อากาเบลหักเลี้ยวตรงไปเผชิญหน้ากับเนสเตอร์ตัวนั้นจากข้างใต้ทันที ก่อนเธอจะเกร็งร่างและยอมให้ลำคอถูกเกล็ดน้ำแข็งขูดจนเจ็บเพื่อพ่นคลื่นมหาศาลออกมา มันเป็นโล่น้ำแข็งซึ่งมีปลายแหลมกระจายไปทุกทิศ ไอร้อนแผ่เป็นกลุ่มออกมาจากอีกด้านโล่ที่หันหน้าเข้าเนสเตอร์ เมือกสีเขียวเข้มร้อนฉ่าค่อย ๆ ละลายโล่น้ำแข็งลงทีละนิด จนละลายไปจนหมด พิษที่เมื่อร่วงใส่พื้นดินและมีฤทธิ์กัดซึมรุนแรงก็ไล่ตามขบวนอัศวินไม่ทันแล้ว

            มังกรที่พ่นพิษได้งั้นหรือ

            ขบวนอัศวินวิ่งหายเข้าไปในป่าวู้ดแลนด์จนเกือบหมดแล้ว และยาโรเมียร์เหนือหัวก็แปลงกายเป็นมนุษย์หล่นหายไปในม่านไม้เช่นกัน อากาเบลจึงตีโค้งบินตามไปทันที หลังจากกะระยะทางสำเร็จ เธอก็รวบรวมความกล้าเพื่อแปลงกายกลับไปเป็นมนุษย์ ตามองตรงไปที่พื้นดินไกลลิบข้างล่าง กลุ่มอัศวินของดีทริคกำลังควบม้าเข้ามาใกล้บริเวณนั้น เธอแตะพื้นเสร็จก็น่าจะกระโดดขึ้นม้าได้ทันท่วง

            นี่เป็นความคิดที่บ้าระห่ำชัด ๆ!

ระยะทางระหว่างพื้นกับเธอลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์เด็กสาวอีกครั้ง ลมรุนแรงตีปะทะไปทั้งตัว เธออยากหลับตาปี๋ตอนที่เท้าใกล้แตะพื้น เผื่อว่าแผนจะไม่สำเร็จ และเธอนี่แหละจะขาหักและตัวก็แหลกเหลวไปด้วย ทว่าเธอก็ยังฝืนเบิ่งตาอยู่

ระยะทางย่นลงเรื่อย ๆ อีกนิดเดียวเท่านั้น

            ของหนักบางอย่างกระแทกแผ่นหลังอากาเบล มันผลักให้เธอทรงตัวกลางอากาศไม่อยู่และเอาแขนลงดินแทน

ควันโขมงพุ่งพวยครอบตัวเธอทันที เกล็ดสีเงินแตกกระจายโดนใบหน้าและลำตัว เธอไถลไปกับพื้น แขนแสบแปล็บแต่ยังขยับได้ อัศวินต่างบังคับม้าหลบเธอกันจ้าล่ะหวั่น เธอเองก็พยายามเอื้อมมือไปคว้าอานม้าของตัวไหนสักตัวเพื่อเหวี่ยงร่างขึ้นไป แต่มีฝ่ามือแข็งแกร่งหนึ่งมาคว้ากระจุกผมเธอกระชากไปด้านหลังเสียก่อน

            ผู้ชายในเกราะเหล็กเปล่า ๆ มีโซ่คล้องบนลำตัวท่อนบน – คนที่ฟาดเธอกระเด็นเข้าบ้าน – เหวี่ยงเธอทิ้ง อากาเบลเห็นเกราะของเนสเตอร์ซ้อนกับเกราะของศัตรู เธอกลิ้งหลบฝ่าเท้าอีกฝ่าย แต่มันคว้าเธอไว้ได้เสียก่อน มือหยาบกร้านบีบลำคอเธอเพื่อตรึงไว้กับพื้น เมือกพิษสีเขียวย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง

พิษของมังกรด้วยกัน ถ้ามันพ่นใส่เธอจัง ๆ ล่ะ?

อากาเบลยกขาขึ้นมากดลำคอศัตรูไว้ ก่อนจะควานมือไปด้านข้างเพื่อรอหยิบแท่งน้ำแข็ง แต่ศัตรูก็ไม่รอช้า มันคำรามใส่ แล้วยกแขนข้างซ้ายขึ้น สีเงินของมีดส่องประกาย

            มันแทงมีดลงมาที่ดวงตาข้างขวาเธอ

            อากาเบลกรีดร้อง มือปัดสะเปะสะปะทั่วใบหน้าศัตรูเพื่อจิกเล็บ มันจึงทวีคูณแรงที่มือซ้าย ปลายมีดขยับอยู่ในเบ้าตาเธอ มันถูกดันขึ้น คล้ายจะควักอะไรบางอย่างในนั้นออกมา เธอเหงื่อแตกพลั่ก ลำคอแหบและเจ็บร้าว เธอกรีดร้องไม่หยุด กรีดร้องจนในที่สุดเสียงก็หายไปเอง เธอเตะขากับพื้นโดยไม่สนแผลที่ยังปวดตุ้บ ๆ

ของเหลวหนืดกลิ่นคาวจัดไหลจากซีกหน้าลงมาเปื้อนสันจมูกและริมฝีปาก มันแตกเส้นมาหาดวงตาอีกข้าง

            มันกำลังควักดวงตาเธอ มันกำลังควักดวงตาเธอ มันกำลังควักดวงตาเธอ มันกำลังควักดวงตาเธอ

            การมองเห็นพร่ามัว และบางครั้งมันก็กลายเป็นสีดำสลับกับสีขาวสว่างจ้า อากาเบลพยายามหันหน้าหนี จนในที่สุดความอึดอัดที่ฉีกเฉือนในเบ้าตาเธอก็หายไปเมื่อมีเสียงคำรามร้องของศัตรูดังขึ้น ทว่าเธอกลับทรมานกว่าเดิม เธอปวดร้อนจนหายใจไม่ออก อากาศที่แตะตรงดวงตาข้างขวาสร้างความเจ็บปวดเกินจะพรรณาได้ เธอยกมือปิดดวงตาข้างนั้นไว้ แต่ลมก็ยังลอดเข้ามาสัมผัสได้อยู่ดี เธอมองไปรอบข้างเพียงเพื่อจะหาวิธีมาดับอากาศนี่ให้หายไป

            ลมรุนแรงกระชากโหมใส่ อากาเบลพบว่าเธอสามารถกรีดร้องได้อีกครั้ง แต่คราวนี้เธอกลับสำลักเลือด

            มังกรเนสเตอร์มีแท่งน้ำแข็งทิ่มแทงกระพือปีกเหนือร่างเธอ มันกำลังบินหนีไป อากาเบลคำราม พลางจ้องร่างใหญ่โตนั่นเขม็ง น้ำตากับเลือดไหลปนทั่วใบหน้าเต็มไปหมด เธอสูดเลือดจนสำลัก กลืนเลือดตัวเองเข้าไป แต่เธอก็ยังไม่ยอมหยุดดิ้น เธอกัดลิ้นตัวเองจนผิวตรงนั้นแยกกัน แต่ทุกอย่างมีแต่เลือด เธอแยกไม่ออกว่าเลือดนี้มาจากแผลไหน เธอรู้แค่เธอกำลังสาปแช่งเนสเตอร์ สาปแช่งอากาศ สาปแช่งลม สาปแช่งทุกอย่างที่ทำให้เธอยิ่งทรมาน

            มันต้องหยุดบิน มันต้องหยุดบิน มันต้องหยุดบิน มันต้องหยุดบิน

            อากาเบลรู้สึกถึงไอเย็นมหาศาลรอบกาย แท่งสีขาวปรากฏที่ขอบกรอบตาเธอ มันกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไล่ตามเนสเตอร์บนท้องฟ้า เธอพยายามลุก แม้ขาจะชาและสั่นเทิ้มแค่ไหน เธอล้ม แต่เธอก็ยังคลานไปกับพื้นอยู่ ตามองตามเนสเตอร์ตัวนั้น มันกำลังห่างไกลไปเรื่อย ๆ เธอคำรามร้องพร้อมกับน้ำตาที่ไหลท่วมแก้ม

            มันเจ็บเหลือเกิน มันเจ็บ มันทรมาน มันเจ็บ มันทรมาน มันเจ็บ มันทรมาน มันเจ็บ มันทรมาน มันเจ็บ มันทรมาน

เธอต้องรีบกลับไปเป็นมังกร ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเธอจะทำให้มันหยุดบินไม่ได้ มันต้องหยุดสร้างแรงลม...

            แท่งสีขาวกลืนกินการมองเห็นของเธอ มันสว่างจ้า เหมือนเธอกำลังจ้องดวงอาทิตย์จัง ๆ

            ก่อนมันจะกลายเป็นสีดำสนิท



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #370 ysmiiy01 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 21:16
    เจ็บแทนนนนนนนน
    #370
    1
    • #370-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      2 มิถุนายน 2559 / 14:36
      ไม่อยากจะคิดว่าจะเจ็บขนาดไหน นี่แค่นิ้วก้อยเตะโต๊ะก็จะตายแล้ว ฮาาา
      #370-1
  2. #361 ตาหยีหยีตา (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 21:25
    มีอะไรกับดวงตาจังเลยเบลๆ
    #361
    1
    • #361-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:57
      เจ็บตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วค่ะอากาเบล ฮาาา
      #361-1
  3. #360 treetaporn prechanuwat (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 15:01
    ดีทริค ยำมัน!!!
    #360
    1
    • #360-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:57
      /ยืนเชียร์ ฮาาา ขอบคุณมากค่า
      #360-1
  4. #359 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 09:54
    ค้างโคตร... หวังว่าอากาเบลตาไม่บอด และ-เนสเตอร์ตัวนั้นจะศพไม่สวย หุหุ
    #359
    1
    • #359-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:56
      จะรีบมาอัพต่อนะคะ ^^
      #359-1
  5. #358 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 07:33
    อากาเบล ตาบอดเหรอ ไม่จริงหน้า กลัวเป้นบาดแผลที่ดีทริครักษาไม่ได้
    #358
    1
    • #358-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:56
      ตรงนี้รอดูตอนต่อไปกันดีกว่า แหะ ๆ
      #358-1
  6. #357 C.ya (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 07:21
    ....โคตรค้างเลย พึ่งอัพสะด้วย มาต่อเร็วๆนะครับ
    #357
    1
    • #357-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:55
      ได้ค่า จะรีบมาอัพนะคะ ^q^
      #357-1
  7. #356 C.ya (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 07:20
    ....โคตรค้างเลย พึ่งอัพสะด้วย มาต่อเร็วๆนะครับ
    #356
    0
  8. #355 tinkerbell1820 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 06:34
    โอ้... ไม่นะT0T
    #355
    1
    • #355-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:55
      T-T คนเขียนเขียนเองก็เจ็บเอง โอย 555
      #355-1
  9. #354 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 06:27
    สงสารเบลมากกกกกกกก คือแบบการที่นางอ่อนโยนลงมันก็ทำให้แรงแค้น พลังตอนต่อสู้ลดลงด้วยอ่ะ โอ๊ย สงสารมากอ่ะ
    #354
    1
    • #354-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:55
      ตอนเขียนก็รู้สึกสงสารอากาเบลมาก ๆ เช่นกันค่ะ ;w;
      #354-1
  10. #353 SN.Fox'Z (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 09:01
    'เสียงนั้นเรียกแผ่วเบา ก่อนจะยกเขาขึ้นมา' อากาเบลหนูแมนมากลูก
    #353
    1
    • #353-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:55
      แรงมังกรขนาดนี้ ต้องแมนแล้วค่ะ ฮาาา
      #353-1
  11. #352 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 23:10
    นึกว่าอากาเบลบทหมด ยังมาตอนท้าย *^*
    #352
    1
    • #352-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:54
      บทหมดเป็นบางช่วงเท่านั้นค่ะ ฮาาา
      #352-1
  12. #351 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 20:35
    น้ำตาจะไหล สงสารวิลเลี่ยม
    #351
    1
    • #351-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:54
      สงสารเหมือนกันค่ะ ;___;
      #351-1
  13. #350 Qualia (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 18:02
    กดดันทางอารมณ์ม้ากมาก ชอบจริงๆ
    #350
    1
    • #350-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:54
      เย่ ๆ ดีใจที่ชอบนะคะ XD
      #350-1
  14. #349 meduzabencz (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 17:57
    อ๊าย อากาเบล หนูนี่มันแมนจริงๆ เอ้า ปลอบใจสาวน้อยกิลบี้หน่อยเร็ว
    #349
    1
    • #349-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 37)
      31 พฤษภาคม 2559 / 12:54
      แมนทุกอย่างเลยอากาเบล (ฮา)
      #349-1