Draconic Chronicle

ตอนที่ 36 : III-36: Ignite the Iridescence

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 365
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^


36


ตอนนี้เมืองโรสวอร์นถูกแบ่งทั้งหมดออกเป็นห้าปราการด้วยกัน กำแพงม่านกลายเป็นตัวถ่วงชั่วคราว และเริ่มไล่เลียงปราการที่หนึ่งตั้งแต่ขั้นบันไดแรกขึ้นมาเป็นชั้น ๆ ท่อนไม้ เหล็ก และหินถูกขนมาก่อกำแพงที่สูงพอไม่ให้มนุษย์หนึ่งคนปีนเข้ามาอย่างง่ายดาย ทหารทวนหันหน้าถืออาวุธแหลมในมือไปทางศัตรู เบื้องหลังเป็นพลธนูผสมของสองอาณาจักร

อากาเบลปีนหน้าต่างเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง เธอทาบมือกับผนังทรายเพื่อทรงตัวตามหาห้องที่มีลิ้นชักใส่เสื้อผ้า เมื่อเจอเป้าหมายเธอก็พุ่งไปคุกเข่าตรงหน้า มือรื้อค้นเสื้อผ้าพัลวน เธอถอดเสื้อที่ชุ่มเลือดทิ้ง พลางไล่นิ้วไปตามรอยแผลบนผิวกายเปล่าเปลือย เธอเบ้หน้าขณะฉีกผ้าสีขาวมาพันแผลตรงไหล่ทั้งสองข้าง จากนั้นก็ใช้เช็ดร่องรอยขีดข่วนตามใบหน้าและลำตัวจากการที่เธอกลิ้งหลุน ๆ ลงมาตามหุบเขา แล้วหาเสื้อสีน้ำตาลเข้มหลวมโพรกมาใส่

            เธองับปลายผ้าที่เพิ่งฉีกเป็นแนวยาวขณะพันรอบมือ ทบกันจนมีสภาพเป็นถุงมือแล้วเก็บปลายผ้าไว้ด้านใน พลางฝืนใจพยุงตัวเองตรงไปปีนหน้าต่างห้องนอนออกไปข้างนอก เพียงเสี้ยววินาที เธอก็ได้ยินเสียงอึกทึกที่เขย่าพื้นจนสั่นสะเทือน เงามืดวาดทับพื้นที่เธอยืนอยู่ อะไรบางอย่างลอยละลิ่วหล่นทับบ้านที่เธอเพิ่งกระโจนออกมาจนไม่เหลือซาก

อัศวินเฮเนวิงกระโดดเหย็งถอยออกมาจากม่านฝุ่นตรงบันได พลางทำสัญลักษณ์ศาสนาอาซีมุสเพื่อขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยอวยพรให้รอดชีวิต ภาพดังกล่าวพร่ามัวเพราะเธอกำลังตัวสั่นและหายใจหนักหน่วงอยู่ อีกนิดเดียวเธอก็จะโดนทับไปด้วยแล้ว...

            “หลบเร็ว!” พวกเขาตะโกนเตือนกันเอง

            ซากหินมหึมาอีกก้อนลอยมาทับบ้านอีกหลัง ควันโขมงพุ่งพวย เศษหินกระเด็นกระดอนไปทุกแห่ง มันร้อนจัดเมื่อกระเด้งมาโดนแขนอากาเบล เธอสบถกับความกลัวของตัวเองขณะค่อย ๆ เดินหลบออกมาจากซอกอาคาร เลวร้ายที่สุด เธอหยุดจินตนาการถึงความเป็นไปได้ของสภาพศพของตัวเองไม่ได้สักที

            “ไสหัวไปทำงาน!” มีเสียงสั่งเป็นภาษาเฮเนวิงฟังยากดังที่ข้างหู

            อากาเบลกัดฟันกรอดระหว่างหันไปชี้บาดแผลตามตัวให้อัศวินเฮเนวิงคนหนึ่งดู เขาโบกมือไล่เธอทันที

            “มีคนเจ็บกันมากกว่าเด็กอย่างแกตั้งเยอะ!

            “ข้า-เพิ่ง-ตก-ภู-เขา--“

            “ไม่ต้องอ้างอะไรทั้งนั้น หรือจะรอโดนพวกมันแล่หัวก่อน!

            อากาเบลจำใจกึ่งวิ่งกึ่งกระเหย่งไปช่วยลากคนบาดเจ็บที่นอนนิ่งตรงนู้นตรงนี้ตามคำสั่งของอัศวินเฮเนวิง กำแพงม่านยังไม่ทลายทั้งหมดเสียทีเดียว พวกทะเลทรายอาจจะเข้ามาได้ก็วันพรุ่งนี้ ในเมื่อยังมีอีกปราการอันตรายขัดขวางอยู่ เพทราดีสีแดงเข้มสลับบินเกาะกำแพงกับหุบเขาไปมา ทั้งขู่กรรโชกและกวาดหางใส่ศัตรูเบื้องล่าง ยังไม่มีเนสเตอร์ตัวไหนกล้าบินลงมาประจัญหน้าด้วย พวกมันเอาแต่คำรามเสียงต่ำใส่จากบนท้องฟ้า

            เธอผงกหัวจากร่างคนเจ็บที่มีเลือดกลบปากและไหลท่วมมากองตรงแอ่งกระดูกไหปลาร้า พวกเฮเนวิงหลายคนกำลังปลุกระดมกำลังใจทหารของตัวเอง พวกนี้จะขี่ม้าวิ่งไปรอบ ๆ ใช้อาวุธตีกับโล่เสียงดัง พูดถึงอนาคตของอาณาจักรและความรุ่งเรืองที่จะมอบงานและเกียรติดี ๆ ให้หากเราชนะสงครามนี้ มีเสียงเฮไล่ตามหลังมา แต่ความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นไม่สามารถบอกได้ว่าเหล่าทหารมีกำลังใจจนทุ่มแรงกับการสร้างปราการมากกว่าเดิมรึเปล่า

            อีกกลุ่มทหารม้าวิ่งวนเข้ามาตะโกนพูด แต่คราวนี้เป็นการสั่งงาน และมีคนคุ้นเคยอยู่ในนั้น

            “ขนคนเจ็บขึ้นไป! อย่าปล่อยทิ้งไว้!” นอร์แมนขี่ม้าสั่งอย่างเร่งรีบ แวบเดียวก็หายไปในหมู่ทหาร

            อากาเบลจ้องแผ่นหลังในชุดเกราะสีเงินของอีกฝ่ายเขม็งจนมือสั่นไปหมด แล้วเธอก็ก้มหน้าเพื่อระงับความโกรธ

            อากาศร้อนขึ้นเป็นเท่าตัวระหว่างการขนย้ายคนบาดเจ็บกับศพ อะไรก็ตามรอบข้างให้ความวังเวงน่าหดหู่พิลึก สีทึมลงแม้เมืองโรสวอร์นจะอยู่กลางแสงแดดจัดจ้า นั่นอาจเป็นเพราะเธอลากศพมารวมตรงจัตุรัสมากซะจนมันกลายเป็นกองภูเขาย่อม ๆ กลิ่นสาบเลือดติดจมูกไม่หาย บางครั้งเสียงคำรามฟ้าผ่าของพวกทะเลทรายจะเงียบเชียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมากระหน่ำใส่กำแพงม่านต่ออย่างไม่หยุดหย่อน มันเงียบในเวลาต่อมา แล้วสงครามก็ดำเนินอีกครั้ง

ซ้ำซากไปมาจนความโล่งอกตอนแรกของบรรดาทหารกลายเป็นความเฉยชาในที่สุด

            อาหารเที่ยงที่แจกจ่ายต่อ ๆ กันมาคือแป้งบาง ๆ คนละสามแผ่น ไม่มีผลไม้เคียง รสชาติจืดเหมือนเคี้ยวหิน กินเพื่อประทังความหิวเท่านั้น หลายคนท้องร้องดังโครกคราก ริมฝีปากแห้งแตก ใครที่ได้เห็นเสบียงอันอุดมสมบูรณ์ของพวกทะเลทรายต่างคิดภารกิจลักลอบเสี่ยงตายไปกวาดกองผลไม้นั่นมา ทว่าไม่มีใครกล้าออกไป แม้แต่อากาเบลก็ตาม สิ่งที่เธอทำได้คือพยายามบอกดีทริคในใจ เผื่อเขาจะขนอาหารที่เหมาะสมกับแรงกายที่ใช้ไปลงมา

            เจ้าช่วยหาอะไรดี ๆ มาให้กินได้ไหม ข้าตายแน่ ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้—

ความคิดหยุดกึกเมื่อเธอเห็นรูปร่างสูงในชุดสีดำเดินมาหาอย่างเร่งรีบ เขาไม่ได้สวมชุดเกราะเหล็กแบบอัศวินส่วนใหญ่ ยังใส่ชุดเกราะหนังสีเข้มเหมือนครั้งที่รบในเมืองคาลีซช์ เขาฝ่ากลุ่มทหารที่เพิ่งจะวิ่งสวนไปข้างหลัง แต่ในมือไม่ได้พกอะไรมาด้วย ตัวเปล่า? เธอหงุดหงิดจนแทบคลั่ง เตรียมจะเปิดปากด่าตั้งแต่ไกลแม้จะเจ็บคออยู่

            “ขออนุญาต” ดีทริคชิงพูดเมื่อเดินมาถึงตัว

            “เฮ้!

            อากาเบลถูกยกพาดบ่าชายหนุ่มเหมือนถุงกระสอบทันที เธอจะแหกปาก แต่เหนื่อยและแสบคอเกินกว่าจะตะเบ็งเสียงไหว เธอจึงประท้วงโดยการใช้กำปั้นทุบหลังคนอุ้มที่ยังมีเรี่ยวแรงพอปีนบันไดขึ้นที่สูงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เขาตรงไปยังโรงแรมที่พักซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นปราการอันหนาแน่นแล้ว ต้องข้ามกำแพงหินและลอดท่อนซุงไม้ที่ตอกปิดทุกด้าน

กลิ่นเหม็นของสมุนไพรและเลือดโชยมาแตะจมูกจัง ๆ ห้องโถงโรงแรมเป็นสีนวลอบอุ่นไม่เข้ากับความวุ่นวายข้างในเลยแม้แต่น้อย คนเจ็บนอนเรียงรายบนพื้น เศษผ้าเกลื่อนกลาด โต๊ะถูกเคลื่อนไปไว้ที่มุมห้องเพื่อวางของ ทหารแต่ละคนต่างอยู่ในสภาพเปื้อนฝุ่นสีเทาเหมือนลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับซากปรักหักพังข้างล่างมา อาหารอุบาทว์อย่างแป้งบาง ๆ กองไว้บนโต๊ะสะอาดโต๊ะหนึ่ง บรรดาคนรักษายังไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้พักกินอาหารเลยด้วยซ้ำ

            “ข้ารักษาแผลของตัวเองแล้วไง” อากาเบลโวย แค่นี้ก็เจ็บคอแทบแย่

            ไม่มีคำตอบระหว่างเธอมองราวบันไดขึ้นไปยังชั้นสองของโรงแรมที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

            ดีทริครอจนกว่าเธอจะคว้าราวบันไดเพื่อทรงตัวได้ เขาถึงจะปล่อยให้เธอยืนสองขาอย่างเบามือ จากนั้น เขาก็ใช้มีดแหวกขากางเกงของเธอดังแคว่ก เผยรอยถากสีแดงเข้มที่มีเศษหินทิ่มแทงอยู่ใต้นั้น ท่อนขาเหนียวไปด้วยเลือด

            “เจ้ารักษาตัวเองได้ห่วยแตก” เขาว่า

อากาเบลนิ่วหน้าทันทีที่อีกฝ่ายดึงเศษหินทิ้งโดยไม่พูดไม่จา เธอต้องเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับสะบัดหน้าไปทางอื่น มันชาวาบและเจ็บร้าวจนน้ำตาแทบไหล เธอยันขาข้างที่เจ็บกับพื้นไว้แน่นด้วยความที่ไม่กล้าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว แล้วใช้ขาอีกข้างเตะดีทริคให้ถอย เขาไม่สนใจ มัวแต่ทำความสะอาดและควานหาผ้ามาพันรอบบาดแผลอย่างใจเย็น

            “เจ้าต้องขึ้นไปเฝ้ากิลข้างบน” ดีทริคพูด “เก็บของที่จำเป็นให้เรียบร้อย พกไว้กับตัวเสมอ”

            “ทำไม?”

            “เจ้าก็เห็นว่าไม่มีทางที่พวกเฮเนวิงจะคุมเมืองนี้ทันกำลังเสริม”

            “ถ้าเป็นไปไม่ได้...” อากาเบลไอค่อกแค่กกับความแห้งกรังของลำคอ “พวกเฮเนวิงจะอยู่ตั้งรับต่อทำไม?”

            ดีทริคเดาะลิ้นใส่

            “ก็พวกมันคงส่งม้าเร็วไปบอกกำลังเสริมตั้งนานแล้ว ใช่ไหมล่ะ” เธอถาม

            “หวังว่าม้าเร็วคนนั้นจะไม่ถูกฆ่ากลางทาง”

            เธอพยายามมองหาวี่แววตกใจหรือเป็นห่วงของดีทริค แต่ให้ตายเถอะ เขาทำหน้านิ่งจนเดาอะไรไม่ออกเลย ไม่มีการมองค้อนเธอด้วย เหมือนกับในหัวของเขาตอนนี้มีแต่ “สงคราม คนตาย เรื่องปกติ” ไม่ก็ “นี่แค่คนเจ็บเบาะ ๆ ไม่น่าหดหู่” อะไรพรรคนั้น เมื่อไม่ได้ผล เธอจึงมุ่งความสนใจไปที่คำสั่งของเขาแทน แม้จะงุนงง แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี


***


บนชั้นสองที่เธอกำลังยืนอยู่ เสียงโอดครวญของกิลเบิร์ตดังสลับกับเสียงฝีเท้าตึงตัง เธอลากขาเดินเข้าไปในห้องตัวเองก่อนเพื่อคว้าย่ามของดีทริคมาสะพาย แล้วเอาดาบของโธมัสพาดไขว้ทับอีกที จากนั้นเธอก็เดินเข้าอีกห้องที่ประตูเปิดอ้ากว้างไว้ มันอาจจะเป็นห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดในโรงแรมนี้ เครื่องเรือนและพื้นทำจากไม้มะฮอกกานีอย่างดี แสงอาทิตย์ส่องจ้าเข้ามา เธอสวนกับทหารซึ่งสวมเสื้อเปื้อนเลือดเร่งรีบ ข้างในกลิ่นสมุนไพรตลบอบอวลจนเธอคลื่นไส้

กิลเบิร์ตนอนพังพาบบนเตียงที่ปูด้วยผ้าลวดลายสีเลือดหมู เขาไหล่หลุด มีแผลตรงหางคิ้ว ต้องพันผ้าสีขาวหลายแห่งทั่วกาย สภาพดูไม่จืดเลย โดยเฉพาะใบหน้าเหมือนกำลังหลงทางนั่น เขาลดมือที่วางพักไว้บนหน้าผากลง พลางใช้ศอกข้างที่ยังดีดันร่างขึ้นมาสำรวจแขก พอรู้ว่าเป็นอากาเบล เขาก็ทำหน้าเหวอน่าต่อยสิ้นดี

“ขะ-ข้าไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิงตัวเองให้ออกไปพร้อมกับหน่วยดรากูน--

            “อ้อ” เธอกัดฟันตอบ “สงสัยจะเป็นความโง่มั้งนะ”

            “ข้า-ข้า-ข้า--“ เขาเงียบไปเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “พวกมัน พวกทะเลทราย เข้ามาในกำแพงได้แล้วใช่ไหม”

            “ยัง แต่พรุ่งนี้น่าจะเข้ามาได้”

            “แต่กว่ากำลังเสริมจะมามันก็อีกหลายวันนี่”

            อย่าให้เธอพูดมากนักได้ไหม อากาเบลเลือกที่จะด่าอีกฝ่ายในใจ ลำคอแสบร้อนจนต้องนิ่วหน้า

            โชคดีที่หัวหน้าอัศวินองครักษ์เดินเข้ามาในห้องนี้เสียก่อน อากาเบลได้ยินกิลเบิร์ตอุทานชื่อวิลเลี่ยมออกมา เธอจึงกระเถิบถอยไปยืนพิงผนังห้องโดยพยายามคงสีหน้านิ่ง วิลเลี่ยมสบตาเธอและพึมพำใต้ลมหายใจว่าชาโรว์นีซ่าอย่างไม่พอใจ แล้วเขาก็เลิกสนใจเธอ รีบตรงรี่ไปยืนข้างเตียงของกิลเบิร์ต หมวกเหล็กหนีบไว้ตรงข้อศอก เขม่าควันเปื้อนเต็มตัว

            “ฝ่าบาท กระหม่อมขออนุญาตรายงานสถานการณ์ดังนี้พะย่ะค่ะ--”

            พลันโรงแรมก็สั่นสะเทือนเมื่อกำแพงม่านถูกระดมยิงจนเหมือนเกิดฟ้าผ่าตอนกลางวันแสก ๆ หูของอากาเบลเลิกอื้อไปสักพักแล้ว คราวนี้เสียงของมันจึงดังแจ่มแจ้ง เธอเผลอหลับตาปี๋เพื่อปลอบตัวเองว่านั่นไม่ใช่เสียงคำรามของมังกร ไม่มีทางที่มันจะเป็น ลมหายใจของเธอติดขัดเมื่อพื้นใต้เท้าเขย่าหนักคล้ายจะทลายลงไป โคมไฟระย้าและสิ่งของใด ๆ ก็ตามในห้องกระเด้งกระดอนไปมา มันดำเนินต่อไปอย่างนั้นอยู่หลายนาทีกว่าการระดมยิงจะพักช่วงไป

            “พวกนั้นเข้ามาได้ภายในคืนนี้แน่” กิลเบิร์ตพูดเสียงแหบแห้ง ใบหน้าซีดจนกลายเป็นสีขาว

            “ฝ่าบาท กำแพงม่านมีความเป็นไปได้ว่าจะยั้งพวกทะเลทรายถึงเย็นพรุ่งนี้--

            คราวนี้บทสนทนาถูกขัดโดยอากาเบลแทน เธอหลุดร้องด้วยความหวาดกลัวออกมากลางคัน เพราะยาโรเมียร์ซึ่งยังอยู่ในร่างมังกรตรงกำแพงม่านคำรามด้วยเสียงอันดังอึกทึกยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่เธอเคยได้ยิน มันทำให้เธอเข่าอ่อนจนแทบทรุด มือยกปิดใบหูและหลับตาปี๋ ตอนที่พ่อคำรามใส่ เธอก็ทำแบบนี้ หลับตาสนิท กางปีกปิดหัว เธอตัวสั่นไปหมด และมันยากลำบากเหลือเกินในการแสร้งทำเป็นปกติเมื่อถูกกิลเบิร์ตกับวิลเลี่ยมจ้องด้วยความสงสัย

            ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าเธอจะหยุดปลอบโยนตัวเองได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไร นั่นไม่ใช่พ่อ

            “เจ้าเป็นอะไรไหม โซโกลอฟ” กิลเบิร์ตถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

            อากาเบลสั่นหัว พลางยืดตัวตรงเหมือนเดิม หัวใจของเธอกระหน่ำเต้นจนเจ็บหน้าอก จนกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน

            “งั้นวิลเลี่ยม เจ้าจะรายงานอะไรหรือ”

            “ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นยืนยันในการประชุมเมื่อครู่ว่า จักรวรรดิแห่งตะวันออกไม่มีข้อมูลที่ทันสมัยของพวกทะเลทรายพะย่ะค่ะ เขาหมายถึงอาวุธยุทธปราการใหม่นั่น จักรวรรดิอาจจะยังไม่เคยเจอมันมาก่อนด้วยซ้ำ ฝ่าบาท”

            มีเสียงคำรามต่ำและเสียงกระพือปีกบินผ่านไกล ๆ เหนือหัวไป กิลเบิร์ตเหลือบมองเพดานทันที

            “ข้างบนนั่น...”

            “พะย่ะค่ะ มังกร และนั่นก็เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีการบันทึกเช่นกัน ก่อนหน้านี้มีการพูดต่อ ๆ กันมาว่าพวกทะเลทรายเก็บงำอะไรไว้อยู่ แต่พวกเรา ฝั่งอาซีมุสไม่สามารถล่วงรู้ได้ ไม่มีใครรอดกลับมาเล่าได้พะย่ะค่ะ”

            อากาเบลหรี่ตามองข้างนอกผ่านหน้าต่าง พวกเนสเตอร์กำลังถอยหนีจากการคุมน่านฟ้าไปหากองทัพพวกมัน

            “ไม่มีใครรอดกลับมา?” กิลเบิร์ตถาม พลางกำมือปิดปากตัวเองอย่างครุ่นคิด

            “หมายความว่าเรากำลังต่อสู้กับสิ่งที่เราไม่เคยสู้มาก่อนพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

            “ฮอว์ธอร์นมั่นใจมากไม่ใช่หรือไงว่าเราจะชนะ?”

            วิลเลี่ยมลดเสียงลง “เขาค่อนข้างเลืองชื่อในฐานะ... จ้าวแห่งความประมาทพะย่ะค่ะ”

            ไม่น่าแปลกใจ ตั้งแต่การรบที่เมืองคาลีซช์แล้ว นั่นก็ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นที่พากองทัพมาโดนยำเละ เขามั่นใจเพราะมียาโรเมียร์ แต่เขาพลาดเพราะไม่รู้ว่าฝั่งแอเธลวินจะมีมังกร ถึงอย่างนั้น อากาเบลยังรู้สึกสะกิดใจแปลก ๆ กับจุดประสงค์ของเขาในตอนนั้น เพราะอยากจับกิลเบิร์ตไปเรียกค่าไถในฐานะเจ้าชายลูกรักของพระเจ้าชาร์ลส์? ไม่ เธอไม่คิดว่าฮอว์ธอร์นจะทั้งประมาทและโง่มาก ๆ

หนอนบ่อนไส้ เขาเคยพูดกับกิลเบิร์ตไว้นี่ แล้วครั้งนี้ล่ะ?

            “อัศวินฝึกหัด” วิลเลี่ยมหันมาพูดกับอากาเบล “ลงไปช่วยเจ้านายของเจ้าข้างล่างซะ”

            เธอทำหน้าเหลอหลาใส่

            “เขาบอกให้ข้าอยู่กับเจ้าชาย”

            “แต่ข้าซึ่งมีตำแหน่งใหญ่กว่าฟอร์เซเคนบอกให้เจ้าลงไปข้างล่าง”

            เธอเถียงไม่ออก จึงหันไปสบตากิลเบิร์ตแทน “ตามแต่ประสงค์เจ้าชายจะดีกว่า”

            “เอ่อ...” ตัวกลางมองหัวหน้าอัศวินองครักษ์สลับกับเด็กสาวตาลีตาเหลือก “เอาอย่างนี้ดีไหม โซโกลอฟ เจ้าลงไปช่วยน็อคส์ แล้วสักพักเจ้าก็ขึ้นมาดูข้าเพื่อไปรายงาน--“

            “ดูข้างนอกนั่น!

            เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะการระดมยิงกำแพงม่านหรือเสียงคำรามของยาโรเมียร์ ทุกคนหันไปมองที่หน้าต่างเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกจากทหารนอกโรงแรม อากาเบลเองก็ค่อย ๆ ขยับเดินไปเกาะหน้าต่างดูเช่นกัน ข้างนอกนั่นสว่างจ้าตามเวลากลางวันปกติ ไอร้อนลามเลียเข้ามาถึงในที่ร่ม แต่เบื้องหน้ากำแพงม่าน เธอเห็นจุดเล็ก ๆ หลายร้อยจุดลอยนิ่งกลางอากาศ มันมีรูปร่างเรียวบางที่สังเกตได้หากมันลอยอยู่ใต้เส้นสีดำทั้งสามบนท้องฟ้า

            “ลูกธนู?” อากาเบลพึมพำพลางขมวดคิ้ว มันลอยนิ่ง ๆ อย่างงั้นได้อย่างไง?

            มีแสงสว่างวาบในหมู่ลูกธนู เมื่อเพ่งดูจะเห็นว่าเป็นสีส้ม... ไม่ใช่ ไฟ--

            วิลเลี่ยมตรงมากระชากเธอถอยเพื่อดึงบานหน้าต่างปิดทันทีที่ประกายไฟปรากฏจากด้านซ้ายสุดของกลุ่มลูกธนู เพียงเสี้ยววินาทีที่ลูกธนูทุกดอกติดไฟ เธอเหลือบเห็นยาโรเมียร์กางปีกเพื่อบดบังห่าฝนธนูนั่น แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อลูกธนูที่เหลือพุ่งหลบเกล็ดแข็งแกร่งตรงเข้ามาในเมืองประหนึ่งหอกแหลมได้ เกิดเสียงฉวัดเฉวียงในอากาศ อะไรสักอย่างทำให้มันดังแสบแก้วหู บางดอกพุ่งทะลุหน้าต่างในห้องเข้ามาปักหัวเตียงกิลเบิร์ตอย่างแรง

            ไฟที่ติดมากับหัวธนูเริ่มทวีเปลว อากาเบลลืมความเจ็บไปชั่วขณะระหว่างดันตัวเองขึ้นเพื่อวิ่งไปดึงคอเสื้อกิลเบิร์ต เขาหงายหลังหล่นจากเตียง มีเธอปีนขึ้นไปนั่งบนเตียงแทน ในห้องไม่มีน้ำดับไฟที่กำลังลามออกด้านข้างด้วยความเร็วที่เธอมั่นใจว่าไม่ใช่ไฟธรรมดาแน่ ๆ อีกครู่เดียวมันอาจจะไหม้ทั้งห้องและลามไปทั้งโรงแรม เธอกัดฟันแน่นระหว่างอังมือกับไฟ พลันรู้สึกถึงไอเย็นและเกล็ดน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ก่อสร้างขึ้น

            “นี่ก็อีกอย่างที่ไม่มีในเอกสารของจักรวรรดิใช่ไหม!” เธอตะเบ็งเสียงถามโดยไม่หันไปมอง

            วิลเลี่ยมได้สติพูด “มีกล่าวถึงบ้างในเอกสาร พวกเขาสงสัยว่าพวกทะเลทรายอาจจะมีพ่อมดแม่มด”

            “พวกมันมีพ่อมดแม่มดด้วย?” กิลเบิร์ตแทรกถามเสียงแหบ

            “ไม่ ฝ่าบาท...” วิลเลี่ยมเว้นเงียบไปอึดใจหนึ่ง “คราวนี้พวกเขาบันทึกไว้ว่านักเวท

            นักเวท? อากาเบลขมวดคิ้วกับไอเย็นตรงหน้า ไม่มีเสียงของโคนอนดังขึ้นมา เขาไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือ

            ไฟที่กำลังไหม้ดับไปหมดแล้ว ทิ้งไว้เพียงคราบเขม่าสีดำกับเกล็ดน้ำแข็งที่กระจายไปทั่ว เธอกะพริบตาไล่เหงื่อที่ไหลซึมลงมาจากหน้าผาก รู้สึกเวียนหัวหวิดจะสลบ มือของเธอชาค้างเหมือนถูกแช่ในน้ำแข็งมาหลายชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่นาที อากาศที่ตัดกันสุดขั้วเริ่มทำให้เธอปวดหัวและคัดจมูกทันควัน แต่นั่นไม่เท่าความกังวลอย่างหนักตอนนี้ ตอนที่เธอต้องหันไปเผชิญหน้ากับคนอื่นในห้อง

            วิลเลี่ยมมองเกล็ดน้ำแข็งด้วยสายตาที่เดาความหมายไม่ออก ก่อนเขาจะถามเสียงเบา “เจ้าเป็นตัวอะไร”

            นี่เป็นสถานการณ์ที่อากาเบลอยากให้เกิดตั้งแต่เธอมาอยู่ในดินแดนมนุษย์ เพื่อที่เธอจะได้ประกาศตัวตนให้คนอื่นหวาดกลัว ทว่าเวลานี้ เธอกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย มันทำให้ลำคอของเธอแหบแห้งยามตอบ

            มังกร “นักเวท”

            ทั้งห้องสั่นสะเทือนเพราะการโจมตีของศัตรูอีกครั้ง เรียกสติวิลเลี่ยมที่อึ้งทึ่งกลับมาทันควัน

            “นางต้องโทษประหารอย่างแน่นอน ฝ่าบาท” วิลเลี่ยมหันไปพูดกับกิลเบิร์ตที่เพิ่งลุกยืนพิงเสาเตียงได้

            ประโยคดังกล่าวกระตุกความกลัวในใจอากาเบล ทั้ง ๆ ที่เธออยากตายให้เรื่องจบไปตั้งนานแล้วแท้ ๆ

            พวกเขามองหน้ากันเงียบ ๆ เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี สายตาและท่าทางที่พุ่งตรงมาทางเธอเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดออกไปเลยดีไหมว่าเธอคือมังกรที่น่าจะเป็นที่ยอมรับกว่า แต่ข้างนอกนั่นก็มียาโรเมียร์ในร่างมังกรอยู่แล้วไง ยกเว้นนักเวท เธอคิดว่าพวกเขาต้องการกำลังใจอย่างหนึ่ง ว่าพวกมันมีมังกร เราก็มี ว่าพวกมันมีนักเวท เราก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักเวททะเลทรายเปิดตัวด้วยไฟ เธอก็ควรจะเป็นน้ำขั้วตรงข้าม

            “ข้าไม่รู้การสาปแช่งหรือร่ายมนตร์ดำแบบพ่อมดแม่มดหรอกนะ” อากาเบลพูด “ข้าทำได้แค่นี้”

            แม้จะเหนื่อยเต็มทน แต่เธอก็แบมือให้อีกสองคนเห็นเกล็ดน้ำแข็งที่ค่อย ๆ สร้างแฉกไปแต่ละทิศนิ้วมือ

            “ให้ข้าอยู่ต่อ ข้าสู้พวกมันได้” เธอยืนยันเสียงแหบพร่า “ข้าคือทางออกที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับนักเวทด้วยกัน”

            “ที่ปราสาทเมืองคาลีซช์” กิลเบิร์ตเอ่ยพูดได้ในที่สุด ตอนนี้เขากำลังเบิกตาตกตะลึง “แท่งน้ำแข็งนั่น ฝีมือเจ้า?”

            เมื่ออากาเบลพยักหน้ายอมรับโดยการสบตาเพียงแวบเดียวก็หลุบหนีไปอีกทาง กิลเบิร์ตก็หันไปกระซิบคุยกับวิลเลี่ยมลับ ๆ ทันที มีการโต้เถียงกันเล็กน้อย แต่ครู่เดียวทั้งสองก็หันมามองอีกครั้ง คราวนี้ บนใบหน้าที่เหนื่อยล้าและซีดเซียวเริ่มมีสีขึ้นบ้าง วิลเลี่ยมระบายลมหายใจ พลางสวมหมวกเหล็กที่หนีบไว้ข้างกายเพื่อถ่วงเวลาไม่พูดครู่หนึ่ง

            “เจ้าจะถูกประหารชีวิต” เขาพูด “หากเรายังอยู่ในแอเธลวิน” เสียงแข็งกร้าวของเขาอ่อนลง “ฉะนั้น ข้าจะให้ที่นี่เป็นพื้นที่พิเศษ เป็นโอกาสที่ข้าเองก็อยากรู้ว่าเวทมนตร์ชั่วร้ายอย่างที่สั่งสอนกันมาจริงรึเปล่า เจ้าจงออกไปต่อสู้ ล้างบาปเจ้าด้วยการเสียสละให้แก่ศาสนา และทางเลือกของเจ้าคือตายในสนามรบ หรือจบสงครามและหนีไปที่อื่น ข้าช่วยเจ้าไม่ได้หากเจ้ากลับไปแอเธลวิน เข้าใจไหม ชาโรว์นีซ่า?”

            ทางเลือกของอากาเบลคงเป็นสู้และตายในสงครามเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ต้องกลับไปแอเธลวินพร้อมกับดีทริคหากเธอยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นเสียแต่... พันธสัญญาบรรลุจุดประสงค์ เธอตรึกตรองระหว่างก้มหน้าสับเท้าจะเดินออกจากห้อง แต่กลับถูกรั้งโดยกิลเบิร์ตที่กระเผลกขาเดินตามมาจับต้นแขนเสียก่อน เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเธอหันไปขมวดคิ้วไม่เข้าใจใส่ วิลเลี่ยมเองก็เอ่ยร้องห้ามเสียงแผ่ว คงยังตกใจที่ไปจับต้องตัวแม่มดอยู่

            “มังกรสีเงินที่ทหารร่ำลือกันในเมืองคาลีซช์ไม่ได้ตาย ใช่ไหม” กิลเบิร์ตกระซิบ “เจ้าคือมังกรตัวนั้น”

            อากาเบลใจหล่นตุ้บไปที่ตาตุ่มทันที

“แล้วข้างนอกนั่น ตอนที่ข้าออกไปพร้อมกับหน่วยดรากูน มังกรสีเงินมาช่วยข้าไว้ ตัวเดียวกันกับที่เมืองคาลีซช์ หมายถึงเจ้า เจ้าเป็นคนช่วยข้าไว้ โซโกลอฟ... ไม่สิ ข้าได้ยินน็อคส์เรียกเจ้าว่าอากาเบล ชื่อจริง ๆ ของเจ้าหรือ”

            ความเงียบทำให้กิลเบิร์ตเริ่มย่ำเท้ากับที่ด้วยความอึดอัดกว่าเธอจะยอมตอบ

            “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ปากมากบอกเรื่องนี้กับทุกคนนะ กิลเบิร์ต”


***


            สิ่งแรกที่อากาเบลเห็นเมื่อวิ่งลืมเจ็บออกมานอกโรงแรมคือควันโขมงสีดำซึ่งลอยละล่องทุกทิศ มันบดบังความเจิดจ้าของท้องฟ้าที่ไร้กลุ่มเนสเตอร์ห้าตัวซะมิด บ้านบางหลังไฟลุกท่วม แม้จะก่อสร้างหินและทราย แต่ไฟของนักเวททะเลทรายก็ยังกัดกินประหนึ่งมันทำจากกิ่งไม้แห้ง

เธอเห็นยาโรเมียร์ในร่างมังกรยังคุมเชิงบนกำแพงม่านอยู่ – บนนั้นไม่มีพลธนูอีกแล้ว – และเขาก็ทำท่าคล้ายจะถอยร่นเข้ามาในเมืองเนื่อง ๆ เมื่อเสียงคำรามฟ้าผ่าดังกระทบกำแพงรัวเร็วรุนแรง

เขาพยายามถ่วงเวลาให้อยู่ พวกทะเลทรายกำลังเข้ามา

            ความตื่นกลัวทำให้เลือดสูบฉีดทั่วร่างและเพิ่มพละกำลังให้แก่อากาเบล เธอลืมความเจ็บปวดไปสิ้น คล้ายกับมันด้านชาไปชั่วขณะ เธอออกตัววิ่งไปยังบ้านไฟลุกที่ใกล้ที่สุดหลังแรกซึ่งไม่มีท่าทีจะดับลงด้วยการถูกสาดน้ำใส่เลย พอรู้สึกถึงความร้อนระอุของไฟ เธอก็ยืนนิ่งและกางมืออังไว้ ครู่เดียวเธอก็รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่กระจายตัวจากใต้ฝ่าเท้าออกมา

            ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรดลใจให้เธอออกมาช่วยพวกมนุษย์ ทำไมเธอไม่ยอมปล่อยให้พวกมันประหารเธอไปเลย

            อากาเบลหรี่ตามองปฏิกิริยาของไฟกับน้ำแข็ง เธอใช้วิธีสร้างหลังคาน้ำแข็งให้ไฟละลาย แล้วหยดน้ำก็ร่วงหล่นลงเหมือนสายฝน น่าประหลาดที่น้ำแค่นี้สามารถดับไฟซึ่งมีประกายสีม่วงที่กำลังปะทุสะเก็ดรุนแรงได้ เธอไม่เคยเจอมังกรหรือมนุษย์คนไหนที่มีพลังธาตุ (หากไม่นับพ่อมดใช้พลังไฟลึกลับที่พระเจ้าชาร์ลส์ส่งมา) จึงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ยามธาตุต่างธาตุปะทะกันเอง ในแบบฉบับที่ไม่ใช่ดิน น้ำ ไฟ ลมตามธรรมชาติ

            เพลิงไฟบ้านสองหลังทยอยดับ อากาเบลข้ามหลังที่กลายเป็นซากปรักหักพังเรียบร้อยไปอีกหลังที่ยังคงสภาพดี ความวุ่นวายอึกทึกรอบข้างทำให้เธอลืมสังเกตคนอื่นไปเสียสนิท เธอไม่รู้ว่าพวกนั้นมีท่าทางอย่างไรยามเห็นเธอใช้พลังน้ำแข็ง แต่พวกเขาก็เปิดทางให้เมื่อเธอต้องเร่งรีบเดินแหวกฝูงคนไปยังบ้านอีกหลังที่กำลังไฟลุกเป็นประกายสีม่วง

เธอหอบหายใจหลังจากจัดการดับไฟหลังนี้สำเร็จ ก่อนจะหันไปสำรวจปราการชั้นแรกตรงเนินข้างล่าง ห่าธนูโถมใส่บริเวณนี้เป็นพิเศษ ปราการแรกกำลังพังก่อนที่พวกทะเลทรายจะเข้ามาได้เสียอีก เพลิงไฟทั้งใหญ่และเล็กกระจัดกระจายไปทั่วอาคารเคียงบันไดหลักของเมือง ในกลุ่มทหารเฮเนวิงซึ่งกำลังวิ่งวุ่นดับไฟมีดีทริคอยู่ด้วย

            จู่ ๆ ยาโรเมียร์ก็คำรามเสียงดังสนั่น เขากระโดดผลุนจากการเกาะกำแพงม่าน ก่อนจะบินโฉบถอยเข้ามาในเมือง

เงาร่มมหึมาซึ่งพาดทับคนบนพื้นยามเขาบินผ่านหายวับไปและลดลงกลายเป็นเงาของร่างมนุษย์ นั่นเป็นครั้งแรกที่อากาเบลเห็นขั้นตอนการจำแลง มันรวดเร็วภายในกะพริบตาเดียว เส้นหลากสีสันผุดจากอากาศและรายล้อมยาโรเมียร์ในร่างมังกรสีแดง มันหมุนเกลียวและลดหลั่นตั้งแต่ศีรษะลงมา เผยลำตัวของยาโรเมียร์ในร่างมนุษย์ กระทั่งเส้นนั้นครอบคลุมส่วนล่างและลบเลือนหางมังกรไป ยาโรเมียร์ในฐานะมนุษย์ก็ร่วงผลุนหายไปในตรอกซอกอาคาร

            เกิดเสียงโครมใหญ่ และควันก็พุ่งพวยจากตรงนั้นประหนึ่งมีมังกรทั้งตัวลงแตะดิน

            คราวนี้มีอีกเสียงระเบิดดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนก้องฟังไม่ได้สรรพจากที่ไกล ๆ

            กำแพงม่านที่ควรจะยับยั้งการบุกรุกของศัตรูควรจะคงอยู่จนถึงวันพรุ่งนี้ แต่บัดนี้ รูโหว่ขนาดใหญ่เผยกองทัพสีเข้มทะมึนข้างนอกชัดเจน และร่างมนุษย์มากมายก็กำลังวิ่งกรูกันเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย

            “พวกมันเข้ามาแล้ว! พวกทะเลทรายเข้ามาแล้ว!

ดีทริคกับหัวหน้าอัศวินเฮเนวิงตะโกนสั่งให้ทหารละทิ้งปราการแรก เพราะไฟกำลังลุกโหมเผาการป้องกันใด ๆ ตรงนั้นไปจนหมด อากาเบลหันหลังวิ่งกลับขึ้นไปข้างบนโดยไม่ต้องรอสั่งซ้ำทันที ทหารเฮเนวิงวิ่งฉลุยผ่านเธอไป แต่หลายคนก็ต้องยืนตั้งรับเพื่อให้คนอื่นขึ้นไปยังอีกปราการได้ก่อน

            พวกทะเลทรายวิ่งกรูกันมาเต็มลานเมืองข้างล่างแล้ว ต่างถือโล่เป็นเกราะป้องกันรับห่าธนูที่ถูกยิงลงมาจากพวกเฮเนวิงและแอเธลวินข้างบน อากาเบลคิดว่าลานข้างล่างน่าจะกลายเป็นทะเลเพลิงได้ง่าย ๆ แต่ในเมืองที่ยังต้องถูกควบคุมอยู่เนิ่น ๆ เธอเชื่อว่ามันไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับสงครามครั้งใหม่ด้วยซ้ำ จักรวรรดิแห่งตะวันออกต้องบ้ามาก ๆ ที่ส่งทหารไม่กี่ร้อยคนมาคุมเมืองก่อน ทั้ง ๆ ที่เมืองนี้เป็นหน้าด่านกันหลังพวกเขาแท้ ๆ

            ราวกับถูกส่งมาตายอย่างไงอย่างงั้น

            อากาเบลถูกทหารเฮเนวิงที่เร่งรีบกระแทกจนล้มเข้ามาในซอกเล็กไร้คนสัญจร แล้วคลื่นมนุษย์ที่แยกไม่ออกว่าเป็นฝั่งไหนบ้างก็บังเต็มตรงทางออก เธอสำรวจซอกเล็ก มันทั้งอับและแสงน้อย เป็นซอกแนวลึกและแนวนอนที่ผ่านได้ทีละคนเท่านั้น เธอตามเสียงเหล็กกระทบกันไป บางครั้งจะยอมกัดฟันย่อตัวลงเมื่อมีเงาทหารทะเลทรายวิ่งผ่านปากซอก

            มีเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง อากาเบลหันขวับไปเห็นทหารศัตรูผิวสีน้ำตาลเข้มถือดาบเหนือหัว เธอยกแขนข้างที่ไม่มีแผลรับคมดาบโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความโล่งอกที่มันไม่ได้ถืออาวุธพิเศษ เกล็ดสีเงินเด้งกระจายไปรอบด้าน เธอใช้โอกาสนั้นชกท้องศัตรูจนมันตัวงอ ทรุดลงนอนโอดครวญเหมือนเพิ่งถูกท่อนซุงกระแทกลำตัวอย่างแรง

            “ดีทริค!” เธอตะเบ็งเรียกเมื่อโผล่พ้นจากซอกออกมาได้ ทว่าการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่เสียงดังเกินไป

            ข้าต้องทำอะไรบ้าง! อากาเบลตะโกนถามในใจ เธอไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องว่าเธอควรจะลงแรงกับพลังน้ำแข็งอย่างไงให้เพียงพอหากจะต้องใช้ในอนาคต และเธอก็ไม่อยากทุ่มซะจนสลบเหมือดไป เธอพยายามฝ่าพวกทะเลทราย มือชกโหนกแก้ม ขาถีบยอดอก – ก่อนจะสังเกตเห็นฝุ่นควันโขมงตรงบ้านหลังหนึ่ง

            ความเจ็บปวดแล่นแปล็บขึ้นมา แต่ไม่รุนแรงขนาดที่ทำให้เธอตกใจว่าคู่พันธสัญญาอาจจะเจ็บสาหัสหรือถึงขั้นใกล้ตาย เธอกำไหล่ศัตรูคนหนึ่งและเหวี่ยงมันไปทางซ้ายมือ พลางไล่เหยียบเนินคนตายและคนเจ็บตรงไปยังบ้านสองชั้นหลังนั้นซึ่งน่าจะเป็นที่ที่ดีทริคอยู่ ทว่าไม่ทันที่เธอจะก้าวไปได้ใกล้กว่านั้น เธอก็ได้กลิ่นไอเวทมนตร์ปลอดโปร่ง

ใครบางคนกระโจนเข้าด้านข้างเธอ เป็นผู้ชายผิวสีน้ำตาลออกทองเข้ม ไม่สวมเสื้อท่อนบน แต่เป็นแผ่นเหล็กและโซ่สีทองที่ห้อยคล้องตั้งแต่ลำคอลงมา มันสักสัญลักษณ์แปลก ๆ สีแดงเลือดหมูบนหน้าผากวาววับ ดวงตาวาวโรจน์ มันคล้ายกำลังจะแยกเขี้ยวให้เธอ ก่อนจะใช้อะไรบางอย่างฟาดใส่ลำตัวจนเธอลอยละลิ่วไปกับกระแทกกับผนังบ้านทันที

            อากาเบลชนกับอีกผนังที่ปลายสุดของบ้านอย่างแรงจนกระอักอากาศเปล่าออกมา โต๊ะไม้โอ๊กใต้ล่างเธอหักครึ่ง มีแต่เศษหินกองเต็มไปหมด เธอสบถคำหยาบอย่างเหลืออดขณะปัดฝุ่นที่เปื้อนทั้งตัวทิ้ง สีข้างเจ็บจี๊ดจนนึกว่ามันยุบหายเข้ามา ม่านควันจางหายไปตรงหน้า เผยรูปร่างที่ทำให้เธอใจหายวาบ มีอีกสองคนอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย

ทหารทะเลทรายยืนอยู่ทางซ้ายมือเธอ มันพันหน้าผากด้วยผ้าลวดลายสีทอง และสวมเสื้อคลุมอย่างดีแตกต่างจากทหารทะเลทรายปกติทั่วไป และทางขวามือเธอคือดีทริคที่เส้นผมเปื้อนเหงื่อแนบกรอบหน้า

            ดูเหมือนเธอจะพุ่งทะลุผนังบ้านอีกด้านมาขวางการต่อสู้ของทั้งสองพอดี

            อากาเบลพยายามลุก แต่ตอนนี้เธอแทบจะจมลงไปกับพื้นแล้ว แถมยังไม่มีอะไรใกล้ ๆ ให้เธอยึดเพื่อดันตัวเองขึ้นมาด้วย ทหารทะเลทรายสังเกตเห็นเธอกำลังดิ้นรน มันช่วยโดยการชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาปาใส่ทันที เกล็ดสีเงินตรงลำคอกระจายหล่นใส่หน้าอกเธอ และมีดสั้นก็กระเด้งกระดอนลงไปนอนนิ่งบนตักเธอ

ศัตรูไม่มีเวลายืนยันว่าเธอตายรึเปล่า เพราะดีทริคที่มีสมาธิกับการต่อสู้จัดพุ่งเข้าไปฟาดโก่งดาบกับศีรษะมัน

            การต่อสู้ดำเนินต่อโดยไม่สนใจคนที่สามในห้อง สถานการณ์ตอนนี้คลับคล้ายกับครั้งที่ดีทริคต่อสู้กับซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นอย่างบอกไม่ถูก อากาเบลเหวี่ยงขากับอากาศพร้อมกับภาวนาในใจขอให้ครั้งนี้ดีทริคไม่ทำตัวบ้า ๆ แบบคราวนั้น แต่แล้วเธอก็ต้องเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นความเจ็บปวด ต้องหยุดเหวี่ยงขาแล้ววางไว้บนพื้นดี ๆ อย่างทะนุถนอม เธอทาบมือกับพื้น พลางดันตัวขึ้นทีละนิดโดยพยายามไม่ให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่าเดิม แต่คงใช้ไม่ได้กับเธอที่แผลทั้งตัว

            ดาบเล่มหนึ่งกระเด็นมาชนผนังห้องข้างใบหูอากาเบล ดีทริคเหลือแต่มือเปล่า แต่เขาก็ดึงมีดสั้นข้างเอวออกมาตั้งท่า ดวงตาสีฟ้าแน่นิ่งจดจ้องไปยังศัตรูที่มีรูปร่างใหญ่กว่าเยอะ ศัตรูฟาดดาบโค้งในมือเข้าหา ทว่าถูกปัดด้วยมีดจนเกิดประกายสีส้ม เสี้ยววินาทีที่ดาบโค้งลอยลิ่วในอากาศไปอีกทิศ ศัตรูก็ชักมีดออกมารับการโจมตีอย่างว่องไว มันลงน้ำหนักกับขาที่เป็นฐาน แล้วตั้งฉากศอกกระแทกจมูกดีทริค มันทุบสันมือกับขมับต่อ ดีทริคเซ ความมึนมัวส่งมาที่อากาเบลด้วย

            ท่วงท่าของศัตรูมีความพริ้วไหวอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และการที่ดีทริคเริ่มถอยร่นและเสียเวลาไปกับการหลบทำให้เธอมั่นใจว่าทักษะการต่อสู้แบบนี้ไม่มีสอนในแอเธลวิน

ทหารทะเลทรายปล่อยหมัดมาที่ใบหน้า แต่พอดีทริคยกมือจะปัด อีกฝ่ายก็ใช้แขนยึดข้อต่อเขาไว้ แล้วก้มกวาดขาอย่างว่องไว ดีทริคพยายามแก้เกมโดยการพลิกตัวข้ามแผ่นหลัง แต่ศัตรูก็รู้ทาง มันยึดตัวเองไว้กับเครื่องเรือนในบ้าน แล้วจับดีทริคกระแทกกับพื้นโครมใหญ่จนอากาเบลต้องกัดฟันกลั้นเสียงร้อง แผ่นหลังของเธอระบมอย่างน่าใจหาย

            ดีทริคแข็งแรงพอที่เขาจะใช้ขาแค่สองข้างเป็นตัวยึดเปล่า ๆ ในการลุกขึ้นมา จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ร้องสักแอะ แต่ใบหน้านิ่งตึง ดวงตาดุร้าย เขาพ่นเลือดในปากลงพื้น กำปั้นทั้งสองข้างสั่นน้อย ๆ ราวกับกำลังโกรธสถานการณ์ที่ตัวเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ศัตรูเองก็เหมือนกัน ไม่มีสีหน้าเย้ยหยันเลยสักนิด มันตั้งท่าพร้อมกับกำมีดสั้นในมือขวาไว้แน่น ปลายเท้าบิดเปลี่ยนทิศทางนิดเดียวก็พาทั้งร่างพุ่งไปหาดีทริคซึ่งป้องกันการโจมตีได้ราวกับรู้ล่วงหน้า

มีดสั้นถูกปัดหลุดจากมือศัตรู ทว่ากลับลอยไปหล่นในมืออีกข้างเสียแทน

เลือดในกายอากาเบลเย็นเฉียบทันควัน และคล้ายจะหยุดการไหลเวียนไปชั่วขณะ

            “ไม่!” เธอกรีดร้อง

มันคือหนึ่งในความเจ็บปวดที่ทรมานที่สุดเท่าที่เธอเคยประสบ เธอแอ่นแผ่นหลังราวกับทั้งร่างกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นบิดชิ้นส่วน เพียงเพราะบริเวณหน้าอกเธอร้อนวาบและรวดร้าว – ราวกับโดนบดด้วยก้อนหินจนร่างค่อย ๆ เละ – จุดเดียวกันกับที่ที่ดีทริคโดนศัตรูแทงมีดสั้นใส่โดยไม่ทันตั้งตัว

            ดีทริคขบกรามขณะบิดข้อมือของศัตรูให้ถอยห่างไป ทว่าเขาสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้เมื่อคมมีดค่อย ๆ ฝังเข้ามาในผิวหนังเรื่อย ๆ เลือดสีแดงไหลซึมเปื้อนด้ามแวววาวและชุดสีดำ เขาหอบหายใจหนักหน่วง ขาทั้งสองข้างเหยียบพื้นไว้แน่นเพื่อดันศัตรูกลับ มีดสั้นแทงลึกเข้าไปในอวัยวะข้างในเขาเรียบร้อยแล้ว และตรงริมฝีปากเขาก็มีเลือดไหลออกมา แต่เป็นเพราะเขากัดลิ้นตัวเองต่างหาก อากาเบลก็รู้สึกถึงแผลที่ลิ้นของเธอเช่นกัน

            ฉับพลัน ศัตรูก็กระชากมีดที่ชุ่มไปด้วยเลือดออกมา แล้วก่อนที่อากาเบลจะกรีดร้องห้าม มันก็แทงดีทริคซ้ำตรงช่องท้อง เธอตัวงอแทน ไม่สามารถเก็บกลั้นเสียงได้อีกต่อไป มันเจ็บจนเธอน้ำตาไหล ทั้งความกลัวและความโกรธปนเปจนเธอคิดอะไรไม่ออก เธอจิกเล็บกับพื้นเพื่อดันตัวเองลุก ขาของเธอแข็งเกร็งระหว่างที่ทั้งร่างเริ่มหลุดจากช่องโหว่ในพื้น

เธอได้ยินคำเตือนในอดีตของดีทริค ไม่ใช่ทุกบาดแผลที่ข้าสามารถรักษาได้

            เสียงมีดกระทบกับผิวหนังเป็นเสียงต่ำ แต่กลับก้องกังวาลในหูของอากาเบล

ปลายมีดสุดท้ายถูกแทงเข้ากับลำคอของดีทริคจนเลือดพุ่งออกมาเปื้อนมือศัตรู เขาหน้าซีดเซียวจัด ดวงตายังเบิกกว้าง และมือที่พยายามต่อต้านก็ค่อย ๆ หมดแรงลง จากนั้น เขาก็ไถลแผ่นหลังกับผนังห้องลงไปนั่งแน่นิ่ง มีดสั้นยังปักอยู่ตรงลำคอ ภาพตรงนั้นพร่ามัว พื้นที่สีแดงที่ท่วมร่างสีดำแจ่มแจ้งในสายตาเธอเหลือเกิน

            ไม่จริง มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง

อากาเบลไม่รู้อีกว่าอะไรเป็นอะไร ขอบสีดำกำลังกลืนกินทัศนียภาพเข้ามาเรื่อย ๆ เธอคิดว่าตัวเองโดนอะไรบางอย่างคว้าลำคอไว้ และยกขึ้นกระแทกของแข็งบางอย่าง ไม่มีความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามา เป็นความชาที่เริ่มสาปให้เธอกลายเป็นหินไปทีละนิด เธอหอบหายใจพลางหันหน้าหนี แต่ปลายแหลมคมบางอย่างตรงมาประชิดคอหอย มันเย็นเฉียบ ไม่ใช่มีดที่ใช้แทงดีทริค เธอพยายามก้มกัดมือของศัตรู แต่มันยัดนิ้วโป้งเปื้อนดินเข้ามาง้างปากเธอให้อ้าไว้

เจ้าไม่อยากจะฉลองหน่อยหรือ มาธิลด้ากระซิบถาม ดีทริค เบลนเฮล์มตายอย่างที่เจ้าต้องการตั้งแต่ต้นแล้ว

            นางเดินมายืนตรงหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด และดวงตากลายเป็นช่องว่างสีดำสนิท

            เจ้า... ไม่อยากฉลอง?

            “เขาจะไม่ตาย...”

            นางยื่นมือไหม้เกรียมกลิ่นรุนแรงมาประคองใบหน้าของอากาเบล พลางกระซิบคล้ายกำลังโมโห

            ทำไมเจ้าถึงถูกทำให้เชื่องง่ายไม่ต่างไปจากสัตว์ป่าตัวอื่นเลย อากาเบล?

ภาพที่พร่าเลือนกลับมาชัดเจนอีกครั้งเมื่อมาธิลด้าหายวับไป พร้อมกับเสียงการต่อสู้ข้างนอก กลิ่นเลือดคาวโชยไปทั่ว อากาเบลกะพริบตางุนงง พลางสบตาเลือดเย็นของศัตรูตรงหน้าที่กำลังยกมีดจะจ้วงคอหอยเธอ เธอได้สติก็เตรียมจะกัดนิ้วในปาก แต่มันรู้ทัน สอดนิ้วเพิ่มเข้ามาจนเธอกดกรามไม่ลง เธอส่งเสียงอู้อี้พร้อมดีดดิ้น เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ เหงื่อแตกทั่วตัว แล้วเธอก็ยกขาขึ้นมายันลำตัวอีกฝ่ายไว้เพื่อถีบยอดอก

            เลือดอุ่นจัดพุ่งใส่หน้าเธอเต็ม ๆ

อากาเบลสบถคำหยาบเมื่อหล่นตุ้บลงไปนั่งกองกับพื้น เลือดรสคาวจัดในปาก เธอได้ยินเสียงต่อสู้อีกฟากห้อง แล้วมันก็เงียบไปเมื่อมีเสียงมีดแทงผิวเนื้อ ร่างอ่อนปวกเปียกของทหารทะเลทรายล้มลงนอนหงาย เลือดข้นไหลซึมจากแผลฉกรรจ์ตรงลำคอลงมาท่วมพื้นข้างศีรษะ ดวงตาของมันเบิ่งมองผนังห้อง เบ้าตาอีกข้างถูกมีดเสียบทิ้งไว้มิดด้าม

            “คนพวกนี้คือคนที่ควรจะมีชีวิตอยู่ต่อ” ดีทริคพูด “เขาไม่สมควรตาย”

เขายกมือเช็ดเลือดบนใบหน้าตัวเองอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วเลื่อนมือลงมาสัมผัสรอยแผลเหวอะหวะตรงลำคอ

            อากาเบลนั่งหอบด้วยความสับสน “เจ้ายังรอด--“

เธอชะงักไปเมื่ออีกฝ่ายเดินข้ามห้องมานั่งคุกเข่าตรงหน้า เขาคว้าดาบของตัวเองมาเก็บ แล้วยื่นมือมาพลิกใบหน้าเธอไปมาเพื่อสำรวจรอยฟกช้ำ นัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้าว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก ราวกับทุกอย่างไม่มีความหมาย

            “ข้าไม่เคยชอบเส้นทางอัศวิน ข้าไม่มีพรสวรรค์ในการใช้ดาบเหมือนโธมัส” ดีทริคพูด “ข้าควรจะตายไปตั้งแต่สงครามครั้งก่อน แต่ข้าก็ยังอยู่จนถึงวินาทีนี้” เขาระบายลมหายใจอย่างเชื่องช้า เหมือนกับต้องการซึมซับช่วงเวลาเพียงน้อยนิดก่อนการต่อสู้ครั้งใหม่จะมา “สี่ปีที่ข้านับจำนวนคนที่ข้าฆ่าทุกคน – คนที่ควรจะมีชีวิตอยู่แทนที่จะเป็นข้า”

            อากาเบลพูดไม่ออกเมื่อตัวเลขในหนังสือปกน้ำเงินของดีทริคฉายในมโนภาพขึ้นมา

            “คนพวกนั้นสมควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่ว่าจะเก่งกาจหรืออ่อนแอ อย่างน้อยคนพวกนั้นก็สมควรตายด้วยน้ำมือของคนอื่น คนที่ซื่อสัตย์ในวิชาเรียนและเส้นทาง คนที่ไม่มีตัวช่วย ไม่ใช่ข้า” เขาพึมพำ

            เกิดความเงียบขึ้น

“ถ้าเป็นคนอื่น หากพลาดหรือแพ้ก็คือตาย แต่ข้าไม่ใช่”

            “ทำไม--

“เพราะไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่มีวันตาย เพราะไม่ว่าอย่างไรร่างกายของข้าก็จะถูกฟื้นฟู – ใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม – ข้าจะลุกขึ้นมาฆ่าพวกนั้นด้วยทักษะของพวกเขาเอง”

            “เจ้าเป็นอมตะ...” อากาเบลแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองพูด

            “อมตะ? ข้ายังยืนยันข้อนั้นไม่ได้” ดีทริคคล้ายจะยกยิ้มที่มุมปากให้ แต่เหมือนว่าเขาเหนื่อยเกิน จึงตัดสินใจคงหน้าเยือกเย็นต่อ “เพราะข้ายังไม่เคยลองถูกตัดหัว ตอนนั้นข้าถึงยอมแพ้ให้แก่ฮอว์ธอร์น เพราะข้าอยากรู้ว่าข้าจะยังกลับมามีชีวิตได้อีกหรือไม่หากถูกตัดหัว แต่ข้าก็ไม่ปฏิเสธว่านั่นเป็นโอกาสที่ข้าพยายามไขว่คว้าไว้ ถ้าข้าตายจริง ฝันร้ายทั้งหมดที่ข้ามีจะหายไป...”

            เสียงของเขาแผ่วลง อากาเบลรีบขยับไปพยุงเขาไว้ด้วยความกลัวว่าเขาจะหมดลมหายใจไปทันทีทันใด

            “ข้าหวังว่าสี่ปีที่ผ่านมาจะไม่สูญเปล่า”

            เธอกระชับเสื้อของอีกฝ่ายโดยไม่เกรงกลัวเลือดที่เปรอะเปื้อนมาที่เธอด้วย

            “โธมัสจะต้องไม่ตายเปล่า”

            เธอรู้แล้วว่าเขาจะกลับไปฆ่าพระเจ้าชาร์ลส์ และหลังจากนั้น เขาจะฆ่าตัวตาย ง่าย ๆ อย่างนั้น

            “เนโรจะต้องไม่ตายเปล่า”

            อากาเบลสะอึกความร้อนผ่าวในลำคอ เธอหันไปมองรอบ ๆ เพื่อหาอะไรก็ได้มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ในห้องนี้มีเพียงแค่ตู้เสื้อผ้ากับเตียงพัง ๆ และร่างไร้ชีวิตของทหารทะเลทรายข้าง ๆ ทุกอย่างตอกย้ำกับเธอว่า ตาย ตาย ตาย รอดชีวิตไปก็จะมีแต่ ตาย ตาย และตาย เธอกลืนน้ำลายเหนียวหนืด สับสนและงุนงงกับความรู้สึกและจุดประสงค์ไปหมด

            “ข้าจะพาเจ้ากลับไปทำแผลที่โรงแรม” อากาเบลพูด พลางชันเข่าขึ้นเพื่อจะลุก

            ดีทริคพิงหน้าผากกับไหล่เธอเป็นคำตอบ

            “ได้ยินไหม ข้าจะพาเจ้ากลับ--

            “อย่า”

            “ถ้าพวกทะเลทรายเข้ามาในนี้

            “ขอเวลาให้ข้า” เขาลดเสียงลง “ครู่เดียว”

อากาเบลอยากกรีดร้องด้วยความสับสนออกมา แต่สุดท้าย เธอก็เลือกที่จะดึงดีทริคเข้ามากอดจนเสื้อซึมชื้นไปด้วยเลือดเหมือนกัน เขาเลื่อนมือขึ้นมากุมท้ายทอยเธอไว้ พลางระบายลมหายใจอ่อนล้า แล้วเขาก็กอดเธอกลับ เธอบีบไหล่เขาแน่น พลางสางผมเขาแผ่วเบา มันเต็มไปด้วยฝุ่นสกปรก แต่เธอไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด เธอไม่ผลักเขาทิ้ง เพราะนี่เป็นอ้อมกอดที่แนบแน่นและอบอุ่นจนเธอไม่อยากปล่อย และเธอก็ไม่ปล่อยจริง ๆ เธอไม่อยากปล่อยมันไป

มันทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ว่าชีวิตของเธอจะเละเทะ และคนรอบข้างจะค่อย ๆ ล้มตายไปอีกมากเท่าไร เธอก็ยังอยากที่จะหายใจ เธอยังอยากกลับไปสเนียเซนี่ เธอยังอยากกลับไปหาแม่

เธอยังอยากกลับไปเผชิญกับชีวิตของเธอโดยไม่หลบหนีอีกต่อไป



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #883 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 17:05
    ใจหายแวบเลย ให้เป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตเป็นกันและกันได้ไหมพวกนาย อย่าพยายามทดลองอะไรบ้าๆเลย
    #883
    0
  2. #347 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 20:14
    ว่าแต่ "เนโรจะต้องไม่ตายเปล่า" เนโรคือคัย ปริศนามาอีกหนึ่ง
    #347
    1
    • #347-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:33
      อิ_อิ รอลุ้นเนโรกันเคอะ
      #347-1
  3. #346 meduzabencz (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 11:47
    กอดกันแล้วๆ รู้สึกว่าสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้น เมื่อไร ยูแอลชิน จะมาอ่า รออยู่นะคนที่ได้ชื่อวาามีอิทธิพลต่อเบลพอๆกับธิลด้า จะมาเป็นอุปสรรคให้ดีทริคกับเบลไหมนะ อิอิ
    #346
    1
    • #346-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:33
      พ่อหนุ่มคนนั้นต้องรออีกสักพักเลยล่ะค่ะกว่าจะมาปรากฏตัว แหะ ๆ
      #346-1
  4. #345 MissAtherMiris (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 11:17
    โอ้ย หัวใจจะวาย นึกว่าดีทริคจะตายซะแล้ว อ่านไปลุ้นไป โอ้ยยยย อากาเบลยอมดีทริคมากๆอ่ะ ใครก็ได้เอามาธิลด้าไปเก็บที---- ฉากนี้แบบรู้สึกถึงความเข้าใจและแอบเชื่อใจกันของอากาเบลกับดีทริคนะ อ่านไปแบบ...ตัวแทบแตก ดีทริค ชอบอากาเบลก็บอกมาเถอะ!! อากาเบลไม่ค่อยทันในเรื่องแบบนี้แต่ก็ตอบสนอง อ้ากกกกกก รอตอนต่อไปนะคะ
    #345
    1
    • #345-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:32
      มาธิลด้ายังไม่หายไปหนายยยย (ฮา)
      #345-1
  5. #344 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 06:27
    กรี้ดค่ะไรท์ขอบคุนมากที่แต่งแบบเร้วรี่ ลุ้นกับฉากตอนต่อสู้มากกกก โดยเฉพาะดีทริค เกือบตาย แต่ในฉากหฤโหด เราก้ยังมีฉากให้ได้จิ้น รุสึกถคงความอบอุ่น โดดเดี่ยว และความเข้าใขกันและกันของคนทั้งคู่😄😄😄😄
    #344
    1
    • #344-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:32
      ท่ามกลางสงครามและคนแปลกหน้า เกาะติดกันไว้เนอะ ^q^
      #344-1
  6. #343 Qualia (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 05:32
    ขอบคุณมากครับ ไม่รู้จะเม้นอะไรเพิ่มแล้ว เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้นเลยช่วงนี้
    #343
    1
    • #343-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:31
      อ่า ไม่เป็นไรค่า ดีใจที่ท่านยังตามอ่านค่า XD
      #343-1
  7. #342 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 00:07
    นี่คือฉากที่โครตอบอุ่นที่สุดตั้งแต่อ่านมา เรานึกว่าดีทริคจะตายซะแล้ว นึกว่าโดนแบบตัดเส้นเลือดที่คอ เตรียมตัวดราม่า แต่ดีทริคฟื้น คือแบบขอบคุณพระเจ้า จะให้เบลช่วยก็ไม่ได้เพราะดีทริคโดนเบลก็โดนด้วย มันน่าจะมีแบบแบ่งกันรับความเจ็บปวดคนละครึ่งนะ 55555 ชอบฉากกอดที่สุด
    #342
    1
    • #342-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:31
      แบ่งรับความเจ็บปวดคนละครึ่งนี่มัน..!! O_O
      #342-1
  8. #341 >< (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 06:52
    อ๊ากกกกก ค้างงง >0<
    #341
    1
    • #341-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:29
      มาต่อแล้วค่า
      #341-1
  9. #340 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 04:27
    ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย เรายังจำตอนแรกที่หมั่นไส้อากาเบลมาก จนมาตอนนี้ที่รักนางมากๆ คือนางมีความคิดเป็นห่วงคนอื่นทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลยอ่ะ เช่นบอกว่าตัวเองเป็นนักเวททั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าพวกแอลเธวินกลัวพ่อมดแม่มดพวกมีเวทมนต์นี่มากแค่ไหน เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ ชอบมาก รออ่านต่อนะคะ
    #340
    1
    • #340-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:29
      ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ดีใจที่สามารถเขียนให้อากาเบลดูเติบโตขึ้นได้ ;w;
      #340-1
  10. #339 tinkerbell1820 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 06:39
    ฟิน~~~~~~~
    #339
    1
    • #339-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:28
      ทำไมทุกคนดูฟินจัง (ฮา)
      #339-1
  11. #338 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 22:24
    มาเร็วมาก รออ่านต่อเน้อ กำลังลุ้น้ลย
    #338
    2
    • #338-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:28
      อยากเขียนให้จบเร็ว ๆ เลยรีบปั่นค่ะ XD
      #338-1
    • #338-2 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:28
      อยากเขียนให้จบเร็ว ๆ เลยรีบปั่นค่ะ XD
      #338-2
  12. #337 greenworm (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 20:50


    ฟิน~

    #337
    1
    • #337-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:27
      ฟินจนคอมเมนท์ดับเบิ้ล (?)
      #337-1
  13. #336 greenworm (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 20:50


    ฟิน~

    #336
    0
  14. #335 >< (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 19:03
    ไรท์สู้ๆ ><
    #335
    1
    • #335-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:27
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า ^^
      #335-1
  15. #334 meduzabencz (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 17:48
    เป็นห่วง ถึงกับต้องวิ่งมาทำแผลให้เลยทีเดียว ><
    #334
    1
    • #334-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 36)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:27
      อากาเบลทำแผลไม่ดีต่างหากค่ะ ฮา
      #334-1