Draconic Chronicle

ตอนที่ 35 : III-35: Here Be Dragons

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 367
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^


35


            หากอัลฟองเซ่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาจะทำอย่างไร

            กิลเบิร์ตย้ำคิดตั้งแต่เดินลากขาออกมาจากห้องโถงประชุมเป็นคนสุดท้าย เขาก้มมองเท้าตัวเองระหว่างปีนบันไดกลับขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากข้างหลังกวนประสาทจนเขาคิดว่าพวกเฮเนวิงอาจจะกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ แต่เขาก็ไม่กล้าพอที่จะหันไปดู หากพวกนั้นกำลังทำหน้าทำตาล้อเลียนเขาอยู่ล่ะ? เขาจะโต้ตอบอย่างไง

            หากเป็นอัลฟองเซ่ที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ล่ะ?

            ใกล้จะถึงขั้นสุดท้ายของบันไดแล้ว แต่กิลเบิร์ตใจลอยจนสะดุดขั้นบันไดแล้วหงายหลัง เขาพยายามคว้าราวไว้ แต่เพราะฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อ ราวบันไดจึงพาลลื่นจนจับไม่อยู่ไปด้วย ประโยคที่เขาคิดยังคงดังซ้ำไปซ้ำมาในหัวตอนนี้ กลบความนึกคิดอย่างอื่นในการหาทางพยุงตัวเองไปโดยสิ้นเชิง

            ใครบางคนรับเขาไว้

            กิลเบิร์ตตกใจจนพูดไม่ออกเมื่อหันไปปะทะกับนัยน์ตาสีน้ำตาลแซมเงินสว่างของโซโกลอฟ นางทำหน้านิ่งดุ กำลังอุ้มเขาในท่าเจ้าหญิงอยู่ (แม้เขาจะไม่อยากยอมรับก็ตาม) เขาหันซ้ายหันขวาเพื่อหาทางออก แต่กลับเจอะกับน็อคส์ที่ยืนอยู่ข้างหลังโซโกลอฟแทน กำลังหรี่ตามองด้วยใบหน้าเย็นชาจัด

            “ขะ-ขอบใจ โซโกลอฟ” กิลเบิร์ตกระอึกกระอักพูด ถ้าพวกเฮเนวิงมาเห็นเข้าล่ะ? ภาพลักษณ์ของเขา--

            โซโกลอฟยังไม่ปล่อย นางบีบไหล่เขาแน่น

            “เอ้อ” เขาเริ่มเหงื่อตก ในใจร้อนรนด้วยความกลัว “ปล่อย--เอ่อ--เดี๋ยวพวกเฮเนวิง--

            “ถ้าข้าไม่ปล่อย ก็ต่อยหน้าข้าซะสิ” โซโกลอฟพูดเสียงต่ำ ก่อนจะโยนกิลเบิร์ตลงพื้น เขาแทบทรงตัวไม่ทัน

            นางปรายตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงฮึเหมือนรำคาญใจใส่ จากนั้นนางก็กระทืบเดินหนีไปที่ห้องพักของตัวเอง แต่ก่อนที่นางจะผลักประตูเข้าไป นางหันมาชูนิ้วหยาบคายใส่เขาที่หน้าเสียทันควัน แต่ไม่ใช่ พอลองมองตามสายตานางไปก็พบว่านางกำลังด่าน็อคส์ที่ยังคงยืนบนขั้นได แล้วนางก็หายลับเข้าไปในห้องพัก

            “จะปีนึงแล้ว เจ้ายังสอนให้นางแสดงความเคารพเสียนิดไม่ได้อีกเหรอ” กิลเบิร์ตถามอย่างตื่นตระหนก “นี่เจ้าไปทำอะไรให้นางโกรธรึเปล่า ช่วงเดินทาง ข้าก็เห็นนางยิ้มแย้มกับเจ้ามาตลอด”

            เขามองประตูห้องพักที่โซโกลอฟหายเข้าไปสลับกับน็อคส์ที่เดินมายืนกอดอกพิงระเบียงข้าง ๆ มุมปากยกยิ้มดูไม่ทุกข์ร้อนกับการที่ตัวเองโดนเด็กทำกิริยาไร้มารยาทใส่ กิลเบิร์ตไม่อยากทักเท่าไร จึงก้มดูโถงนั่งเล่นชั้นล่างซึ่งแทบไม่เหลือคนแล้ว ยกเว้นเจ้าของโรงแรมที่กำลังปัดเช็ดม้านั่งรอบกองไฟ ไม่น่าจะมีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พลางพยายามหาเรื่องอื่นมาดึงความสนใจไปจากความน่าอับอายที่ตนเพิ่งประสบมาในการประชุมไป

            “ไหนว่าไม่สนใจนางไง?” กิลเบิร์ตแหว ในใจนึกอิจฉาคู่สนทนาเหลือเกินที่ยังคงความสุขุมและสติไว้ได้ในสภาวะที่ใกล้สงครามขนาดนี้ อาจเป็นเพราะน็อคส์ค่อนข้างเจนสงครามเหมือนอัศวินคนอื่น เขาร่วมรบมาหลายสมรภูมิ โซโกลอฟไม่เคยรบก็จริง แต่นางผ่านอันตรายอย่างหมาป่าหกตัวในคืนแห่งการกำเนิดมาแล้วไม่ใช่รึไง นั่นก็คือการเสี่ยงชีวิต

            ยกเว้นเขา ยกเว้นเขาคนเดียวในที่นี้

            ถ้าหากเป็นอัลฟองเซ่-- กิลเบิร์ตสะบัดหัวไล่ความคิดที่ตามหลอกหลอนทิ้ง

            “ข้าเคยพูดงั้นเหรอ?” น็อคส์หันมาถามด้วยน้ำเสียงของคนที่ไม่รู้เรื่องเลย

            “ก็เจ้าเคยพูดว่าโซโกลอฟเป็นคนสำคัญที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความรักความชอบนี่ เจ้าไม่ได้ชอบนาง--

            “ข้าไม่เคยปฏิเสธ”

            กิลเบิร์ตอึ้งที่ไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคดังกล่าว เขาย้อนนึกไปถึงช่วงที่เขาพยายามจี้น็อคส์ให้เผยออกมาให้ได้ว่าเขาสนใจโซโกลอฟหรือเปล่า ทั้งตอนที่เพิ่งเดินทางไปถึงเมืองลูบลินา และตอนที่มีการแข่งขันประลองทวนสำหรับอัศวินฝึกหัด ใช่ น็อคส์ไม่เคยปฏิเสธ เขาแค่เปลี่ยนเรื่องและพูดโยงไปถึงเรื่องอื่นตลอด เขามักตัดบทไม่ให้มีการสานต่อบทสนทนาเสมอ หากนี่คือความพยายามในการเก็บงำความลับของเขาละก็ มันก็คงเป็นวิธีที่แย่ที่สุด

            “ไม่แปลกใจว่าทำไมเจ้าถึงไม่ได้แต่งงานสักที” กิลเบิร์ตว่า

            อย่าว่าแต่ผู้หญิงคนไหนเลย โซโกลอฟจะชอบรึเปล่าก็ไม่รู้หากโดนพูดใส่ว่า ข้าใช้เจ้าเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของข้า ซึ่งแปลได้ว่า ที่จริงแล้ว ข้าชอบเจ้า ฟังดูเลวร้ายชะมัด

            น็อคส์ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ พลางพึมพำว่าดึกมากแล้ว แล้วเขาก็เดินนำไปที่ห้องพัก เขาผลักประตูเข้าไป แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลองผลักอีกครั้ง ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี เขาถอนหายใจ แล้วเคาะประตูสามครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับ เขาลองเรียกโซโกลอฟ (อากาเบล? ชื่อจริงของนางหรือ กิลเบิร์ตคิด) ครั้งแรกไม่มีคำตอบ ครั้งที่สองมีเสียงตะโกนหงุดหงิดออกมาว่าไปตายที่ไหนก็ไป ครั้งที่สามเป็นคำหยาบคาย

            “นางล็อคประตู” น็อคส์พูดด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะหันมามองกิลเบิร์ต “อย่างไงเสียก็ไม่ใช่คืนที่ควรจะได้พักผ่อนอยู่แล้ว กิล เจ้าน่าจะใช้โอกาสที่พวกข้างนอกกำลังสร้างปราการตั้งรับเรียกคืนภาพลักษณ์กลับมา”


***


            ถึงกำลังใจจะร่อยหรอลงเรื่อย ๆ แต่กิลเบิร์ตก็ยังทำเป็นใจดีสู้เสือ ประโยคของซิกฮาร์ดในห้องประชุมช่วยฉุดให้เขาระลึกได้ว่าเขายังไม่เคยลองทำหน้าที่เป็นผู้นำจริง ๆ สักครั้ง หากเป็นเมื่อก่อนที่เขายังอยู่ในแอเธลวิน การจินตนาการเห็นตัวเองยืนผายอกและออกคำสั่งแก่ทหารคงเป็นความตื่นเต้นและภาคภูมิใจที่สุด ทว่าตอนนี้ เขากลับรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน และการที่ตัวเองอายุน้อยกว่าทหารทั้งหลายก็ยิ่งทำให้กดดันกว่าเดิม

            ไม่ อัลฟองเซ่คงไม่มีวันตัดสินใจแย่จนต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้หรอก

            เขาเดินถามไถ่ความเป็นอยู่ของอัศวินแอเธลวินไปทีละคน ด้วยคำถามเงอะ ๆ งะ ๆ อย่าง “เป็นอย่างไรบ้าง?” “ถนัดอะไรหรือ” และ “เล่าครอบครัวของเจ้าให้ฟังหน่อยสิ” บางคนก็ตอบอย่างกะตือรือร้น ส่วนใหญ่พวกนี้จะอายุไล่เลี่ยกับเขา แต่บางคนก็ออกอาการชัดเจนว่าไม่พอใจ อย่างอัศวินที่ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยบากของสงคราม เขาตอบห้วน ๆ อย่างไม่เคารพกลับ

            “ความถนัดของข้างั้นหรือ?” เขาพูด “คงเป็นการใช้ตาเปล่าตรวจหาผู้นำแย่ ๆ ที่จะพาไปตายกระมัง”

            “โอ้” กิลเบิร์ตอุทานแค่นั้นก็รีบสับเท้าเดินหนี

            นี่คงเป็นสาเหตุที่เขาจะไม่มีวันเทียบเท่าอัลฟองเซ่ กิลเบิร์ตเก็บความพรั่นพรึงไม่ได้ด้วยซ้ำ และยิ่งสงครามกระชั้นชิดเข้ามาเท่าไร เขาก็ยิ่งตื่นกลัวจนตัวสั่นไม่หยุด ต้องแยกตัวออกมาหามุมห้องเงียบ ๆ ตาล่องลอยมองบรรดาทหารซึ่งกำลังขนอาวุธไปประจำปราการต่าง ๆ ทั่วเมืองโรสวอร์น ท้องฟ้าช่างมืดมิดและหนาวเหน็บยิ่งนัก

พลธนูผสมของเฮเนวิงยืนเฝ้าบนกำแพงม่านที่เขาเองก็กำลังยืนอยู่ เบื้องหลังบานประตูหลักขนาดใหญ่ของเมืองจะเป็นความรับผิดชอบตั้งรับของอัศวินที่ถือทวน ลูกตุ้ม และกระบอง ซึ่งซิกฮาร์ดได้พูดโอ่ว่าพวกทะเลทรายมีโอกาสอยู่แค่สองทาง: หนึ่งคือต้องติดแหง็กกับหน้าด่านนี้ และสองคือไม่มีวันจะพังกำแพงม่านเข้ามาได้

พลทวนจำนวนหนึ่งร้อยคนตั้งแถวยืนต่อมา ตามด้วยกลุ่มทหารม้าในชุดเกราะทับด้วยผ้าสีดำขอบทองจำนวนราวสามสิบนาย ประจำการอยู่บนเนินถนนชั้นสอง พวกนี้ก็เป็นทหารของเฮเนวิง แต่ไม่ได้ใส่สีแดงเหมือนคนอื่น เดาว่าอาจจะเป็นหน่วยพิเศษในทางใดทางหนึ่งก็เป็นได้ เพราะยาโรเมียร์ซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบเดียวกันกำลังยืนชี้แจงอะไรบางอย่างอยู่ด้วย เมื่อสิ้นสุดคำสั่งทั้งหมดก็สวมหมวกเหล็กที่มีรูปร่างประหลาดที่สุดเท่าที่กิลเบิร์ตเคยเห็นมา มันเป็นหมวกเหล็กทรงกระบอกหน้าตัดราบบนยอดและมีเขากระทิงสีทองติดอยู่ขนาบขมับสองข้าง มีหน้ากากเหล็กเป็นตะแกรงซ้อนกันสองชั้นเว้นแค่ช่องว่างแคบ ๆ ที่บริเวณตา แต่ละคนมีดาบเล่มยักษ์สะพายแล่งไว้บนหลัง และทวนยาวสีขาวติดข้างอานม้า

            ทางอัศวินแอเธลวินกำลังทยอยไล่บรรดาประชาชนขึ้นไปตามขั้นบันไดภูเขา บนยอดสูงสุดที่มีรูปปั้นของผู้ก่อตั้งเมือง ตรงนั้นเป็นอาคารห้องโถงขนาดใหญ่ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมราบเรียบ หลังคามุมฉากปกติวางไว้บนตัวอาคารหินทรงยาว กิลเบิร์ตมองไปทิศนั้นเนิ่นนาน เขาเผลองีบหลับไปบ้าง และตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงขนอาวุธดังบาดหูจากข้างล่าง

เสาคบเพลิงที่ปรากฏลูกไฟขนาดเล็กซึ่งกระจัดกระจายไปทั่วเมืองสลัวลง และถูกบดบังไปเมื่อแสงแรกของอรุณกลับมาเยือน ตอนนั้นเองที่พลธนูบนกำแพงม่านเริ่มส่งเสียงพูดคุยจอแจ พลางชี้ไม้ชี้มือไปนอกเมือง

            เสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะแผ่วเบาสม่ำเสมอหยุดบทสนทนาของทหารเฮเนวิง ทุกคนจดจ้องไปยังยอดเนินดินด้านนอกกำแพงเมืองซึ่งปรากฏขีดหนาแนวนอนสีดำเข้ม มันตัดกับเส้นขอบฟ้า และกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทีละนิด เป็นขบวนมนุษย์และแถวม้า ในโลหะส่องประกายวาบวับ ร่างสูงต่ำของพวกมันย้อนแสงเพราะกำลังหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตก ลำแสงอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้าจากเบื้องหลัง ภาพตรงหน้าทำให้กิลเบิร์ตนึกถึงพระคัมภีร์ขึ้นมา

ช่วงเวลาสุดท้ายของโลก วันที่พระผู้เป็นเจ้าจะต้อนรับเหล่าผู้ศรัทธาเข้าสู่ดินแดนของพระองค์ ทิ้งผืนดินให้รกร้างเหลือเพียงพวกชั่วร้ายเศษเดนมนุษย์ และหนทางเดียวของพวกมันคือหยิบอาวุธและต่อสู้กับกองทัพของพระเจ้า นักรบศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะก้าวลงมาจากสวรรค์อันสว่างไสว พวกเขาจะส่องประกาย และทอดเงาบดบังฝ่ายตรงข้ามจนมิด

กองทัพทะเลทรายซึ่งกำลังดาทัพเข้ามาควรจะเป็นฝ่ายที่ถูกแสงของกองทัพพระเจ้าบดบังไม่ใช่รึไง

กิลเบิร์ตป้องมือเหนือหัวคิ้ว พลางเงี่ยฟังบทสนทนา ตอนแรกเริ่ม ทหารเฮเนวิงยังพึมพำถึงจำนวนที่น้อยกว่าที่คาดไว้ของฝั่งศัตรู สองร้อยคน มากสุดก็สามร้อยคน กระทั่งขบวนแนวนอนดังกล่าวยังโผล่พ้นเนินออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน และแสงเจิดจ้าซึ่งบดบังค่ายของพวกทะเลทรายเบื้องหลังกองทัพก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

ในตอนนั้น เสียงเดินทัพก็ดังกระหน่ำเป็นจังหวะกลองศึกแข่งหัวใจที่เต้นระทึกของกิลเบิร์ต กระโจมสีตุ่นจำนวนไพศาลที่ถูกเปิดเผยให้เห็นเบื้องหน้าตัดขาดบทสนทนาของเหล่าพลธนูเฮเนวิงไปโดยฉับพลัน มันยาวเหยียดกว้างขวาง แผ่หล้าไปทั้งสองทิศทาง เบื้องหลังคืออาวุธยุทธปราการที่มองจากที่ไกล ๆ ก็ยังมีขนาดสูงมหึมาจนเทียบเท่ากำแพงม่าน

            จำนวนศัตรูข้างล่างนั่นอาจจะมีจำนวนทะลุสองพันคน

กับการตั้งรับที่มีทหารไม่ถึงห้าร้อยคน

แต่ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นยังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเหมือนเดิม เขายืนกอดอกในชุดเกราะวาววับ แล้วเริ่มเดินตะโกนพูดปลุกใจทหารของตนด้วยเสียงอันทรงอำนาจ แต่ละย่างก้าวเต็มไปด้วยความเยือกเย็น หมู่ทหารเคาะโล่และชูอาวุธในมือตอบรับ เท้ากระทืบพื้นเพื่อแสดงความบ้าคลั่ง และเสียงเฮจากฝั่งตั้งรับก็ยิ่งดังสนั่นแข่งกับพวกทะเลทราย

กิลเบิร์ตหน้าเสียขณะเหลือบมองน็อคส์และวิลเลี่ยมซึ่งยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ มาตั้งแต่แรก เขาต้องพูดหรือทำอะไรสักเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับปลายนิ้วด้วยซ้ำ หัวตื้อไปหมด เขาจึงเม้มริมฝีปากแน่นระหว่างรอพวกทะเลทรายตั้งแถวในระยะยุทธปราการแทน

หากเป็นอัลฟองเซ่จะทำอย่างไร

            ฝ่ายศัตรูขนเกวียนใส่ผลไม้มาหลายเล่ม เกวียนเหล่านั้นถูกลากมายังแถวหน้าสุด เคียงข้างกองทัพในชุดตัวโปร่งสีน้ำตาล ติดอาวุธเป็นดาบโค้งและหอกแหลมคม กิลเบิร์ตกุมท้องเมื่อเห็นเสบียงที่เตรียมพร้อมของอีกฝ่าย ข้างในเมืองโรสวอร์นจะมีอาหารเพียงพอรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

เขาหันไปสำรวจพลธนูบนกำแพงม่านแต่ละคนซึ่งกำลังซ้อมง้างคันธนู พลธนูยาวซึ่งเป็นทหารพิเศษของแอเธลวินถูกสั่งให้ไปคุมพลเมืองข้างหลังสุด ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเพราะเขา... กิลเบิร์ตกัดฟันสะบัดความคิดนั้นทิ้ง แล้วจ้องแผ่นหลังของซิกฮาร์ดเขม็ง

            “เราควรจะไปรวมกับทหารคนอื่นที่ห้องโถงได้แล้ว ฝ่าบาท” วิลเลี่ยมเตือน “เราไม่ได้รับอนุญาตให้ป้วนเปี้ยนในแนวหน้า ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของระเบียบกองทัพเราย่ำแย่ไปมากกว่านี้ กระหม่อมขออนุญาตพาฝ่าบาทเสด็จไป--“

            “เดี๋ยว” กิลเบิร์ตรั้ง เขาต้องทำอะไรสักอย่าง

ถ้าหากเขาเป็นอัลฟองเซ่ละก็...

            “รอดูพวกมันก่อนว่าจะเจรจาไหม” ซิกฮาร์ดเอ่ยแทรกบทสนทนา พลางยกมือสั่งให้พลธนูตั้งท่า

อยู่ ๆ สนามรบก็เงียบสงัดวังเวงขึ้นมา เสียงกลองและเสียงเฮอึกทึกหายไปจากทั้งสองฝั่ง อากาศเริ่มร้อนระอุขึ้นอย่างเชื่องช้า กิลเบิร์ตหรี่ตาจ้องทหารฝ่ายทะเลทรายที่ค่อย ๆ บรรจงวางเกวียนทั้งหมดลง เกวียนนั้นมีถึงสามแถวด้วยกัน แล้วเสียงง้างคันธนูอย่างพร้อมเพรียงข้าง ๆ ก็เรียกความสนใจของเขาไป แต่ละคนหรี่ตาไปยังทหารทะเลทรายแถวหน้า และเริ่มผ่อนลมหายใจลมเพื่อตรึงให้มือนิ่งและมั่นคง

นั่นเองที่ศัตรูเริ่มกระทุ้งทวนกับพื้น

สามจังหวะ ห้าจังหวะ สองจังหวะ – สลับกัน

            วิลเลี่ยมกระตุกแขนกิลเบิร์ต “ฝ่าบาท รีบไปเถอะ--

            เสียงแตรควายต่ำดังสนั่นหวั่นไหวทั่วบริเวณ

            ฉับพลัน เกวียนขนผลไม้แถวแรกก็ถูกพลิกเทกระจาด อาวุธทรงกระบอกยาวขนาดใหญ่สีดำตั้งอยู่บนนั้น ประกายไฟขยับรี่อย่างรวดเร็วที่บั้นท้ายของอาวุธดังกล่าว และก่อนที่กิลเบิร์ตจะขยับตัวถอยห่างจากกำแพงม่านทัน เขาก็เห็นควันพวยพุ่งจากปากกระบอกพร้อมกับเสียงของฟ้าผ่า อะไรบางอย่างก็พุ่งมาชนหอคอยยามและกำแพงม่านเคียงข้างจนล้มครืน

ระเบียงหินไม่เหลือซากดี เหมือนกับร่างมนุษย์ที่กระจัดกระจายไปทั่ว

            น็อคส์ผลักกิลเบิร์ตให้นอนหมอบกับพื้นขณะที่กำแพงม่านถูกโจมตีอีกครั้ง ควันและกลิ่นเหม็นไหม้กระจายฟุ้ง หูอื้ออึงไปชั่วครู่ กิลเบิร์ตไอค่อกแค่ก ก่อนจะถูกวิลเลี่ยมกระชากถูหาทางหนี เท้าเหยียบย่ำเศษชิ้นส่วนมนุษย์และเลือดไปอย่างอลหม่าน เขาเห็นแขนเปื้อนเลือดที่มีสะเก็ดเหล็กทิ่มแทงจนกระดูกโผล่ก็อาเจียนออกมาเลอะเกราะของตัวเองไปหมด

            ซิกฮาร์ดคำรามอย่างเกรี้ยวกราด “ไม่มีอาวุธใหม่นั่นอยู่ในเอกสารของจักรวรรดิ!” เขาสั่งพลธนูยิง แล้วกระโจนวิ่งลงมา “ยาโรเมียร์! ทำลายอาวุธนั่นให้หมด! เปิดประตูให้หน่วยดรากูนออกไปเดี๋ยวนี้!

            กองทหารม้าประมวลคำสั่งของรัชทายาทแวบเดียวก็ดาหน้าจากจุดตั้งทัพทันที ยกเว้นยาโรเมียร์ซึ่งยังยืนอยู่ที่เดิม ตาจ้องมองผืนผ้าคลุมสีเข้มของหน่วยดรากูนที่โบกสะบัดไปตามขั้นบันได กิลเบิร์ตหวิดจะหมดสติระหว่างลงบันได ฝุ่นฟุ้งจากข้างบนพวยพุ่งตามลงมา เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็วเมื่อแตะพื้น ก่อนจะเห็นม้าไร้คนขี่อยู่ไม่ไกล

            “ฝ่าบาท เร็วเข้า!” วิลเลี่ยมตะโกน “กำแพงต้านไม่ไหวแน่ เราต้องขนทหารของเราออกมาช่วย!

            กิลเบิร์ตแหงนหน้าจากเท้าขึ้นมาอย่างแน่วแน่ เลือดซึ่งสูบฉีดอย่างเข้มข้นกำลังสร้างความกล้าหาญบางอย่างให้กับเขา และประโยคที่เขาเฝ้าตอกย้ำตัวเองมาหลายชั่วโมงก็ดังกระหน่ำในหัว ถ้าหากเป็นอัลฟองเซ่ที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ไม่ใช่ หากเป็นเขาละก็-- เขาที่หวาดกลัวจนไม่กล้าทำอะไรมาตลอด

            ไม่ใช่

อะไรบางอย่างกำลังควบคุมความรู้สึกของเขา เพราะเขายังมือสั่นและกลัวอยู่ แต่เขากลับรู้สึกกล้า เหมือนไม่ใช่ตัวของเขาเอง เขาได้ยินเสียงของตัวเองตะโกนบอกในหัวให้เขาออกตัววิ่งซะ มันไม่ใช่เพราะเขาเต็มใจ แต่อะไรบางอย่างกำลังมัดมืดมัดเท้าเขาให้ทำตามความต้องการของมัน มันซึ่งเป็นเงามืดร่างสูงของใครบางคน

            “เจ้าสองคนรับหน้าที่สั่งการต่อจากข้า” กิลเบิร์ตหันไปออกคำสั่งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

            “ฝ่าบาท!” วิลเลี่ยมร้อง “ไม่ได้เด็ดขาด ท่านออกไปก็กลายเป็นเศษเนื้อแบบพวกข้างบน!

            แต่กิลเบิร์ตออกตัววิ่งไปแล้ว วิ่งโดยที่น้ำหนักของชุดเกราะซึ่งเคยรบกวนไม่สร้างความลำบากให้แม้แต่น้อย เขาได้ยินตัวเองหอบขณะเหวี่ยงร่างขึ้นขี่ม้าซึ่งยกขาหน้าขึ้นอย่างตกใจ เศษหินจากกำแพงม่านทั้งใหญ่และเล็กกระเด็นร่วงลงมาปักบนพื้น ทำให้เขาต้องบังคับม้าหลบหลีกไปอย่างอุตลุตเพื่อไล่ตามหน่วยดรากูน

ประตูทางเข้าหลักถูกชักรอกขึ้นไปจนสุดแล้ว แสงเจิดจ้าส่องผ่านเข้ามา พลันเกิดเสียงหวีดแหลมอีกครั้ง แล้วเงามืดสนิทก็ทาบทับลงมา

            กิลเบิร์ตแหงนหน้ามองผืนฟ้า ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด


***


            ผู้หญิงที่อากาเบลกำลังบังคับให้นางเดินลงบันไดไปกำลังโวยวายอย่างหนัก การต่อสู้ข้างนอกคงเริ่มต้นแล้ว เพราะอุโมงค์ในภูเขากำลังสั่นอย่างรุนแรง เศษหินร่วงโปรยปราย มีเสียงกรีดร้องหวาดกลัวเป็นระยะ ๆ แล้วแม่นี่ก็ดันขาแข็งไม่ยอมก้าวพอดี ทำให้การเคลื่อนพลเมืองติดขัดไปโดยปริยาย อากาเบลโมโหจนเผลอออกแรงผลัก จึงโดนอีกฝ่ายหันมาข่วนหน้าด้วยความตกใจทันที

            “นังนี่--” อากาเบลร้องลั่น ก่อนอุโมงค์แสนคับแคบจะสั่นสะเทือนอีกรอบ พื้นเขย่าจนทรงตัวแทบไม่ไหว หลายคนต้องทรุดตัวลงและเกาะโขดหิน คบเพลิงซึ่งไม่ค่อยจะสว่างอยู่แล้วก็ทำท่าจะดับมิดับแหล่ และดูเหมือนกลุ่มแรกซึ่งลงไปลึกสุดจะโชคร้ายต้องทนอยู่ในความมืดไปชั่วขณะ

            “พามันกลับขึ้นมา!” อัศวินคนหนึ่งออกคำสั่ง “ไม่ต้องหนีมันกันแล้ว จับพวกมันมารวมในถ้ำตรงนี้ก็พอ!

            คำสั่งดังกล่าวถูกถ่ายทอดลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่แสดงว่าได้ผลคือการที่ชาวบ้านค่อย ๆ ทยอยเดินกลับขึ้นมาเพื่อเข้าไปรวมกันในถ้ำทางขวามือแทน อากาเบลถ่มน้ำลายที่มีรสปะแหล่ม ๆ จากฝุ่นทิ้ง แล้วปีนบันไดขึ้นไปยังห้องโถงอีกครั้ง เธอเห็นอัศวินกำลังแจกจ่ายธนูยาวอยู่ จึงรีบวิ่งไปเกาะหน้าต่างเพื่อสำรวจกำแพงม่านทันที

เธอใจหายวาบที่ได้ยินเสียงของหนักกระทบกับปราการจนก้อนหินกระเด็นไปทั่ว ข้างล่างในเมืองมีแต่ทหารเฮเนวิงวิ่งวุ่น ต่างแบกไม้และหินเพื่อสร้างกับดักและชั้นป้องกันไปทีละส่วน กำแพงม่านต้านไม่ไหวอย่างงั้นหรือ

            ชาวบ้านที่ยังติดค้างในห้องโถงกอดกันตัวกลม มีผู้ชายคนหนึ่งกระโจนจะไปคว้าอาวุธ จึงโดนแทงที่คอหอยจนล้มตายในเสี้ยววินาที อากาเบลก่นด่าพวกอัศวิน “ไม่ฆ่าต่อหน้าพวกผู้หญิงกับเด็กไม่ได้รึไง!” แล้วเธอก็บังคับให้ตัวเองวิ่งไปลากศพดังกล่าวไปอีกมุมห้อง ก่อนจะโยนผ้าสกปรกคลุมร่างนั้นไว้ ในใจภาวนาว่ามาธิลด้าจะไม่มาปรากฏตัวที่นี่

            เสียงหวีดแหลมหนึ่งทำให้เธอผงกหัวออกไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง

            มังกรสีแดง เพทราดีสีแดงเข้ม บินโฉบผ่านกำแพงม่านออกไป


(อีก 50% ค่ะ)


            อากาเบลตกตะลึง เพทราดีตัวนั้นอยู่ในเมืองโรสวอร์นมาตลอดโดยที่เธอไม่รู้อย่างงั้นหรือ เธอใช้หลังมือปิดปาก พลางไถลแผ่นหลังกับผนังลงมานั่งชันเข่า อัศวินหลายคนกำลังเกาะหน้าต่างดูมังกรด้วยความสนใจ ต่างส่งเสียงฮือฮาย้อนหลังไปถึงการต่อสู้ที่เมืองคาลีซช์ บางคนก็ทักว่าอาจจะมีมังกรสีเงินโผล่มาด้วยอย่างแน่นอน

            พลันพวกเขาก็เงียบกริบเมื่อได้ยินเสียงเป่าแตรควายดังมาจากที่ไกล ๆ ก่อนหน้านี้มันเป็นเสียงต่ำยาว

แต่คราวนี้ มันเป็นเสียงสูงสั้น ซ้ำถี่

            “เนสเตอร์” ชาวบ้านพึมพำเสียงสั่นครือ “เนสเตอร์”

            พวกเขาชี้นิ้วไปยังหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเปิดให้เห็นหุบเขาที่ขนาบเมืองโรสวอร์น อะไรบางอย่าง ขนาดมหึมา บนนั้นกำลังขยับตัวอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับผาหินสีเทาซึ่งหลับไหลมาเนิ่นนานขยับได้เสียเอง มันช้าเสียจนทั้งอัศวินและชาวบ้านต่างจ้องมองโดยไม่ละสายตา แต่สำหรับอากาเบล เธอรู้สึกถึงความกลัวสุดขีดขึ้นมา

            เสียงเป่าแตรควายดังแหลมที่สุดเท่าที่เคยมี

ฉับพลันสีน้ำตาลไหม้ก็ปรากฏเป็นรูปทรงเรียวลงมาจากยอดหุบเขา ไม่ใช่ อากาเบลสั่นหัวปฏิเสธกับตัวเอง มันคือเกล็ดต่างหาก เกล็ดวาบวับดังกล่าวไล่พลิกทรง เปลี่ยนลักษณะหินที่ใช้ปลอมตัวมาเป็นสีดั้งเดิม ปีกผังผืดขนาดใหญ่ซึ่งมีตะขอเกาะหินกางออก ไร้ขาหน้าทั้งสองข้าง ศีรษะที่ก้มงุดกับแผ่นอกแหงนขึ้นมา เขาสองเล่มติดชะงักบนขมับซึ่งเป็นผิวไร้เกล็ดแบบพวกกีออส

            มันคือมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่อากาเบลไม่เคยเห็นมาก่อน

            เด็กสาวกระโจนหลบแรงกระแทกของมังกรเนสเตอร์ที่พุ่งบินมาหาทันที เสียงคำรามต่ำกังวาลของมันดังลั่นและสะท้อนเข้ามาจนชาวบ้านยิ่งกรีดร้อง แล้วเนสเตอร์ก็หายไปจากสายตา มีเวลาพักหายใจครู่เดียวเพดานห้องโถงก็เขย่าอย่างรุนแรง เหมือนกับถูกเหยียบย่ำอย่างหนักซ้ำไปซ้ำมาบนนั้น มุมห้องทั้งสี่ทิศเริ่มมีรอยปริแตกระแหงลงมา

อัศวินตะโกนสั่งกันเองให้ปิดหน้าต่าง แต่พออากาเบลจะเอื้อมมือไปดึงบานไม้ ผนังก็ถูกชนอีกครั้ง ตะขอแหลมคมพุ่งทะลุเข้ามาจะเกี่ยวสิ่งมีชีวิตข้างในออกไป เธอเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ หายใจสั้นและหนักหน่วงจนตาลาย เธอรีบตะกุยตะกายไปหลบใต้หน้าต่างบานข้าง ๆ แทน ทุกด้านของอาคารกำลังถูกทำลาย

“สองตัว! มันมีสองตัว!

ตามยาโรเมียร์กลับมา

อากาเบลเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงดีทริคในหัว

ปกป้องกิลเบิร์ตกับหน่วยดรากูน อย่าเพิ่งเผยพลังของตัวเองให้พวกมันเห็น

เธอกระชากบานหน้าต่างปิดเข้ามา เห็นอัศวินชักดาบออกมาฟาดฟันตะขอของเนสเตอร์ ทว่าคมดาบกลับทำอะไรมังกรไม่ได้ เธอไม่มีเวลาที่จะต่อล้อโต้เถียงกับคู่พันธสัญญา อีกฝ่ายจึงย้ำคำสั่งเสียงแข็ง

ออกไป อากาเบล!

            ขาของเธอขยับวิ่งทันที พุ่งผ่านบานหน้าต่างที่กำลังทลายไปทีละบาน อากาศคลุกฝุ่นกรีดปอดจนเจ็บแสบ อัศวินสี่คนช่วยกันขยับประตูมโหฬารของห้องโถงปิดอยู่ เธอร้องห้าม ก่อนจะย่อเข่าและดีดตัวผ่านช่องว่างอันน้อยนิดออกไปอย่างว่องไว ประตูถูกปิดตามหลังและเสียงกรีดร้องของชาวบ้านหายไป

มีเสียงกระพือปีกรุนแรงสองคู่ดังตามหลังมา แล้วหางหนามก็ปัดมาชนรูปปั้นผู้ก่อตั้งตรงหน้าจนกระจาย อากาเบลกัดฟันเหยียบเศษรูปปั้นก้อนใหญ่ที่ลอยคว้างในอากาศไปทีละขั้น ก่อนจะพุ่งตัวไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า

            ผังเมืองโรสวอร์นรายเรียงลดหลั่นไปยังกำแพงใต้ล่าง ป่าวู้ดแลนด์เคียงข้างเมืองกลายเป็นผืนสีเขียวขจีกว้างขวาง ภูเขาซึ่งมีเมฆบดบังยอดเหมือนม่านหมอกเป็นฉากหลัง และกระโจมที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยปรากฏก็ตั้งคู่กับกองทัพที่มีเงามืดฉาบลักษณะที่แท้จริง

จำนวนมหาศาลดังกล่าวทำให้อากาเบลตื่นตระหนกจนลืมว่าตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศไปเสียสนิท

            ล่อพวกมันออกไปจากเมือง อากาเบล ดีทริคพูด

            เธอตกลงไปหาพื้นข้างล่างอย่างรวดเร็วเมื่อน้ำหนักพุ่งพรวด ต้องกัดกรามแน่นขณะกางปีกรั้งไม่ให้ร่างกายลงไปกระแทกกับบ้านเรือนของชาวบ้าน แต่หางและขาของเธอก็ฟาดหลังคาจนความเร็วแทบหยุด เธอจึงใช้หลังคานั่นเป็นฐานดันตัวเองให้บินขึ้นฟ้ากลับไปดังเดิม เสียงคำรามของเนสเตอร์ทำให้เธอหันไปมองข้างหลัง ตัวหนึ่งบินตามเธอมาอยู่ เมื่อมันเข้ามาใกล้ เธอจึงวัดได้ทันทีว่าสายพันธุ์มังกรนี้ตัวเล็กกว่าเพทราดีเป็นเท่าตัว เหมือนเนสเตอร์จะรู้ข้อเสียนั่น เพราะอีกตัวที่พยายามทำลายห้องโถงบนยอดเมืองกระโจนบินไล่ตามมาช่วยเพื่อนมันทันที

เพทราดีสีแดงเข้ม ยาโรเมียร์? บินว่อนฟ้าอยู่เหนือกองทัพศัตรูที่กระจายเป็นวงกลม ฝนธนูทำอะไรไม่ได้ เขาจึงดิ่งลงไปทำลายอาวุธของพวกทะเลทราย ใช้ขาหลังและหางกวาดเป็นแถบ หน่วยดรากูนวิ่งตามมาไล่แทงพวกทะเลทรายที่ยังหลงเหลือในพื้นที่ จากนั้นก็ตีโค้งออกมารอยาโรเมียร์วนมาทำลายอาวุธแถวต่อไป

กิลเบิร์ตอยู่ในกลุ่มนั้น ที่ปลายขบวน เป็นคนเดียวในชุดเกราะเหล็กแตกต่างจากชุดสีดำ อากาเบลด่าเขาในใจ ไอ้ลูกหมางี่เง่า! แล้วบินผ่านกำแพงม่านออกไปฉวัดเฉวียนหลบลูกธนูของศัตรูอย่างชุลมุน

            “พวกมันมีมังกร!” เธอตะเบ็งเสียงบอกยาโรเมียร์ “กับดัก

เสียงแตรควายสูงถี่ดังขึ้นอีกครั้ง

พื้นทรายซึ่งอยู่ติดกับชายแดนพื้นดินโก่งตัว เม็ดทรายสาดกระจายเหมือนผิวน้ำยามโลมากระโดดใส่ แล้วร่างเพรียวมหึมาทั้งสี่ร่างก็พุ่งพรวดขึ้นมา สองในนั้นตรงไปชนยาโรเมียร์จนกระเด็นไปทางขวามือ และอีกสองตัวโฉบลงมาป่วนหน่วยดรากูนที่แตกกระเจิงไปคนละทิศทาง

            หกตัว พวกทะเลทรายมีมังกรหกตัว

            ยาโรเมียร์สะบัดเนสเตอร์หลุดก็บินต่ำเพื่อใช้หางกวาดทหารและอาวุธแถวหน้า มังกรศัตรูซึ่งไล่หลังมาเร็วจัดจนแทบแซงบินห่างขึ้นไปบนฟ้าเป็นเส้นตรง ก่อนจะลอยคว้างพริบตาเดียวก็พลิกตัวบินโฉบลงมาชนยาโรเมียร์ซึ่งใช้กรงเล็บตะปบเนสเตอร์ตัวนั้นลงมาเกลือกกลิ้งกับพื้นด้วย เนสเตอร์อีกสองตัวจึงละจากหน่วยดรากูนไปรุมทึ้งยาโรเมียร์

อากาเบลใจกระตุกวาบกับภาพตรงหน้า รีบบินต่ำลงเพื่อเร่งความเร็วอย่างที่เธอเห็นมังกรตัวอื่นทำ

            แค่ยาโรเมียร์ตัวเดียวก็พังแถวแรกของพวกทะเลทรายได้ภายในไม่ถึงนาที โดยมังกรตัวเดียว จะเสียเขาไปไม่ได้เด็ดขาด หากนั่นคือจุดประสงค์ที่ดีทริคให้เธอออกมา

อากาเบลกางปีกเพื่อชะลอ แล้วกดกรงเล็บกับเนสเตอร์ตัวข้างบนกลุ่มเพื่อเหวี่ยงมันไปอีกทาง ทั้ง ๆ ที่มันตัวเล็กกว่าเพทราดีเหมือนพวกกีออสแท้ ๆ แต่มันกลับหนักเสียจนข้อกระดูกของเธอเจ็บ แต่เธอก็ขบกรามกระชากมันออกสำเร็จ

ทันใดนั้นเนสเตอร์อีกสองตัวก็กางปีกบินถอยออกมา พลางส่งเสียงขู่เข็ญกึ่งหวาดกลัวในลำคอ มันกระโดดหนีไปให้ไกลระยะของยาโรเมียร์ อากาเบลถึงเห็นว่ามีเนสเตอร์ตัวข้างในสุดกำลังดีดดิ้นกับพื้นเพื่อพยายามหนี ทว่ามันไม่สามารถหลุดไปจากเงื้อมเขี้ยวของยาโรเมียร์ได้

มันส่งเสียงคำรามร้องก่อนจะนิ่งเงียบเมื่อลำคอของมันหักดังกร็อบ จนเธอนึกว่าเป็นตัวเองที่กระดูกหักเสียเอง เลือดสีแดงเข้มพุ่งทะลักจากร่องที่ถูกเขี้ยวฝังออกมาท่วมปีกที่กางทุรนทุราย

            ยาโรเมียร์เขวี้ยงเนสเตอร์ไร้ชีวิตไปยังกองทัพของพวกทะเลทราย ร่างอ่อนปวกเปียกนั่นไถลทับทหารที่หลบไม่ทันจนมีรอยแดงแปดเปื้อนบนกายเพิ่ม เศษซากเละเทะไปหมด – เขาหันมองทุกทิศอย่างรวดเร็ว แล้วตะโกนเป็นภาษาเฮเนวิงสั่งให้หน่วยดรากูนของตัวเองถอยกลับเข้าเมือง

ทหารม้าซึ่งแตกกระจายในตอนแรกจึงวิ่งฟาดฟันอุปสรรคออกห่างจากกองทัพ เนสเตอร์ที่ก่อกวนอยู่บินฉวัดเฉวียนหลบไปอีกทางเมื่อยาโรเมียร์กระโจนเข้าหา เหมือนฝูงนกที่แตกฮือเมื่อโดนไล่ที่ แต่กิลเบิร์ตดันตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเพราะถูกทหารศัตรูล้อมไว้อยู่ อากาเบลจึงหักเลี้ยวไปตรงนั้น แล้วตะโกนกร้าวด้วยภาษาแอเธลวิน

            “ไอ้โง่! กลับไปเดี๋ยวนี้!

            ทหารทะเลทรายซึ่งล้อมกิลเบิร์ตอยู่ผงะ ก่อนคนหนึ่งจะโดนฟาดหน้าด้วยบั้นท้ายดาบ ลงไปนอนกุมหัวคิ้วแล้วขยับหลบให้เพื่อน กิลเบิร์ตหอบตัวโยนด้วยความตกใจ เขาเกือบจะพลัดทำดาบตกแล้วระหว่างที่กระชากบังเหียนให้ม้าพุ่งทะยานผ่านช่องว่างนั้นกลับไปหาหน่วยดรากูนที่เหลือ

อากาเบลส่งเสียงคำรามไล่หลังด้วยความโมโห ไอ้โง่! ไอ้โง่! ไอ้โง่! ไอ้หมาโง่!

“ระวังหลังไว้!” ยาโรเมียร์ตะโกนบอกเธอ “อย่าโดนพวกมันรุม!

เขากำลังบินวนปกป้องหน่วยดรากูนจากข้างบนอยู่ ไม่มีทหารหรือเนสเตอร์กล้าตามไป อากาเบลเร่งบินตามพร้อมกับหัวใจที่เต้นระทึก เธอกวาดตาทั่วสนามรบอย่างระแวง ทว่าภาพตรงหน้ากลับถูกฉุดกระชากกลายเป็นเส้นหลากสีโดยไม่ทันตั้งตัว อะไรบางอย่างหนักอึ้งกระแทกกายจากด้านบนลงมาอย่างแรง

            ห่าธนูของพวกทะเลทรายสาดใส่เธอ แต่ไม่มีลูกไหนพุ่งทะลุเกล็ดไปได้ เนสเตอร์จึงจิกตะขอของมันกับกระดูกตรงไหล่ของเธอ พลางพยายามใช้ขาหลังตรึงให้เธออยู่กับพื้น ความปวดร้าวร้อนเผาจนเธอต้องสวนด้วยกรงเล็บทันที ตวัดเฉือนใบหน้ามันจนเนื้อสีแดงโผล่ มันกรีดร้อง กระโดดผลุนออกไป เธอจึงถีบพื้นเพื่อดันตัวเองกลับไปในอากาศอีกครา

เนสเตอร์อีกตัวไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย สัญชาตญาณเรียกให้เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ยังมีเส้นสีดำปริศนาพาดผ่าน เงามืดของเนสเตอร์อีกตัวกำลังพุ่งลงมาจากที่สูงเป็นทรงสามเหลี่ยม ปีกลู่ไปข้างหลังตามแรงลมของความเร็วนั่น

            อากาเบลคำนวณระยะทางที่หน่วยดรากูนจะหลบเข้าไปในปราสาท ก่อนจะพุ่งบินหลบเนสเตอร์ที่ดิ่งลงมาไปข้างหน้า พอบินขึ้นมาเทียบเท่ากำแพงม่าน เธอก็โฉบบินเป็นแนวเฉียงขึ้นฟ้าหลบอีกตัวที่ตัดหน้าไป มันข่วนแผ่นอกของเธอจนเลือดซึม แต่เธออดกลั้นต่อความเจ็บแสบระหว่างไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ

เมืองโรสวอร์นและกองทัพของทั้งสองฝ่ายกลายเป็นจุดเล็ก ๆ แบนราบเบื้องล่าง ท้องฟ้าหมุนควงสว่านเมื่อเธอพยายามลวงเนสเตอร์ที่เหลือให้ออกห่างจากกลุ่มของยาโรเมียร์ พวกมันหยุดตามเมื่อเห็นหน่วยดรากูนวิ่งไปถึงประตูหลักแล้ว ก่อนจะหันมาบินประกบเธอแทน สองตัวบินโฉบออกด้านข้าง พลางค่อย ๆ พลิกร่างเพื่อลดระดับลงมา

            ตัวที่อยู่ด้านขวาตั้งใจบินลงมาหาช้ากว่าเพื่อนของมันอีกหลายเท่าตัว พวกมันรู้วิธีรบและการประสานงาน อากาเบลเข้าใจว่าตอนนี้พวกมันคงกำลังดูเชิงเธออยู่ การที่มันรีบลงไปรุมยาโรเมียร์จนต้องเสียเนสเตอร์ไปหนึ่งตัวเป็นความผิดพลาด เธอจึงเลือกที่จะเก็บไอเย็นเฉียบไว้ในลำคอ พลางแยกเขี้ยวขู่และกางกรงเล็บให้คล้ายยาโรเมียร์ พอตัวหนึ่งพุ่งมาหา เธอก็เบี่ยงหลบและชนมันกลับ แสดงความบ้าพลังให้ได้มากที่สุด

            ฝนธนูของพลธนูเฮเนวิงสาดเป็นกำแพงออกมาอีกครั้ง อากาเบลสบถอย่างโมโหที่พวกมันกะยิงโดนเธอด้วย จึงเร่งบินต่ำให้เร็วกว่าลูกธนูที่กำลังจะพุ่งทะลุเนสเตอร์กับทหารทะเลทรายข้างล่าง แต่เนสเตอร์ก็ยังตามมาได้อยู่ ไม่มีลูกธนูปักตามร่างกายแม้แต่ดอกเดียว เธอสบถอย่างเสียดาย เกล็ดของมันบางกว่าเกล็ดของเพทราดีขนาดนั้นแท้ ๆ

มีเสียงออกคำสั่งเป็นภาษาต่างถิ่น แล้วเกวียนผลไม้แถวสองก็ถูกเทกระจาดเละเทะ กระบอกสีดำขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่เป็นตับ ล้อขนาดใหญ่สำหรับขนย้ายติดกับตัวอาวุธ ก่อนเสียงฟ้าผ่าพร้อมเพรียงจะดังกระหน่ำ พังแผ่นไม้สำหรับตบตาว่าเป็นเกวียนกระจุย อะไรบางอย่างจากปากกระบอกกระเด็นไปทำลายกำแพงม่านจนหลายแห่งเริ่มทรุด

            อากาเบลเขวไปชั่วขณะ ต้องรีบรวบรวมสติเพื่อบอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่เสียงคำรามของพ่อ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่

            อยู่ ๆ เนสเตอร์ทั้งห้าตัวก็บินหนีไปคนละทาง ทิ้งให้เธอเป็นมังกรตัวเดียวกลางสนามรบ สับสนในทีแรก แล้วเธอก็เบิกตาโพลงเมื่อก้มลงมาเห็นปากกระบอกอาวุธปริศนาถูกหันมาทางเธอ ทหารกำลังขนย้ายลูกสีดำนิลทรงกลมที่ต้องใช้สองคนยกใส่ปากกระบอก อีกคนก้มจุดไฟที่เชือกตรงบั้นท้าย ประกายสีส้มแลบเลียอากาศตรงนั้น

หากมันมีพลานุภาพเพียงพอในการทำลายกำแพงม่านอย่างง่ายดาย และเธอที่เป็นมังกรมีเนื้อหนังมังสาล่ะ?

หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุทันทีที่เธอจินตนาการถึงร่างของตัวเองซึ่งแหลกเหลวและกลายเป็นฝุ่นสีแดงกลางอากาศ

            อากาเบลรีบบินตรงไปยังกำแพงม่านซึ่งชักประตูทางเข้าหลักลงมาปิดแล้วหลังจากหน่วยดรากูนกลับเข้าไป เธอได้ยินเสียงดังกัมปนาทของอาวุธพวกทะเลทรายอีกครั้ง มันซ้อนทับกับเสียงคำรามดุร้ายของพ่อ อะไรบางอย่างแหวกอากาศตามมาอย่างรวดเร็ว ก่อนเธอจะสบถด่าตัวเองที่เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรงเกินไปจนพวกมันกะระยะทางได้

เธอตัดสินใจหันไปมองสีดำทะมึนเลือนลางข้างหลัง สลับกับนึกถึงพื้นของกำแพงม่านที่ยังพอเหยียบได้ ความกลัวทำให้เธอเผลอกลั้นหายใจ เสียงจังหวะของหัวใจเต้นแรงก้องในหูขึ้นมา เธอรู้แค่ว่าเธอต้องหนีมันให้พ้น

            หางและปลายปีกในสายตาค่อย ๆ กลืนกินไปกับทัศนียภาพ จากนั้น เธอก็ไม่รู้ถึงความคล่องตัวในการบินอีก

ในวินาทีที่ทั้งยาวนานและเร็วจี๋นั่น ควันสีดำเป็นทรงกลมเล็กใหญ่ก็ปรากฏล้อมรอบ เสียงระเบิดดังกึกก้อง ผลักเธอกระเด็นเข้าหาหุบเขาเคียงเมืองด้วยความเร็วอันน่าหวาดเสียว เธอกวาดแขนไปทุกทิศเพื่อเกาะเชิงหิน แต่เธอมองไม่เห็นแขนด้วยซ้ำ ภาพสั่นมัวไปหมด ศีรษะกระแทกผาหิน เศษคมขูดตามกายเป็นแผลสดยาว

            หากไม่ตายจากระเบิด อากาเบลก็คิดว่าเธออาจจะตายเพราะช้ำในแทน ความตกใจทำให้เธอพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ พลางพยายามเก็บเกี่ยวอากาศเข้ามาในปอดให้ได้มากที่สุด แล้วแขนของเธอก็กลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง ค่อย ๆ ปรากฏจากความโปร่งใสล่องหน เธอจึงคว้าเงื้อมผาพร้อมกับจิกปลายเท้ากับหลังคาบ้านซึ่งติดกับตัวเขาทันที

            ชิ้นส่วนความรู้ของโคนอนต่อกันเป็นภาพใหญ่ทันที

เธอรู้วิธีการของมันแล้ว หากนี่เป็นวิธีที่ถูกต้องจริง ๆ

            การใช้เวทมนตร์หายตัวของโคนอนขึ้นอยู่กับความเจ็บปวดและทรมาน ใช้เลือดและการกลั้นหายใจ

เศษหินร่วงกราวใส่จนต้องกะพริบถี่ ๆ ภาพน่าคลื่นไส้หายไปแล้ว และทั้งตัวก็มันลื่นไปด้วยเหงื่อ ทว่ามือของอากาเบลกลับสั่นสะท้านแล้วหลุดร่วงจากที่ยึดเหนี่ยว พาทั้งร่างตกลงมากระแทกหลังคาเต็มแรง

            เจ็บซะจนต้องอุทานคำหยาบออกมาเสียงดัง

            อากาเบลกำเกล็ดสีเงินที่หล่นเต็มหลังคา พลางโอดครวญกับความระบมที่ร้องประท้วงไปทั่วกาย และแลบลิ้นเลียเลือดจากศีรษะที่ไหลมากองตรงแอ่งริมฝีปาก เธอยังหายใจเป็นปกติไม่ได้ มันสั้นถี่และใกล้จะทำให้เธอหมดสติเต็มทน เสื้อก็ชุ่มไปด้วยเลือดจากบาดแผลที่เนสเตอร์ฝากไว้ กระดูกของเธอคงไม่ได้หักทิ่มทะลุผิวหนังออกมาหรอกใช่ไหม

            ใครบางคนนอนอยู่ข้างเธอ มือเย็นเฉียบแตะไว้ตรงแก้มของเธอ พลางขยับเข้ามากระซิบที่ข้างหู

            เจ้ายังไม่ตายได้อย่างไง เสียงของมาธิลด้าแหบจนฟังดูไม่เหมือนนาง เจ้าไม่เป็นบ้าเพราะของพวกนี้ได้อย่างไง

            ลมหายใจของนางเป่ารดไรผมของอากาเบล

          หรือ... ที่จริงเจ้าอาจจะเป็นบ้าแล้วก็ได้

            เสียงกัมปนาถจากพวกทะเลทรายดังกระหน่ำอีกครั้ง อากาเบลสะดุ้งเฮือก แล้วงอตัวยกมือปิดหูด้วยความกลัว พลางพยายามปลอบตัวเองซ้ำไปมา เสียงนั่นมีจุดที่แตกต่างไปจากเสียงคำรามของมังกร มาธิลด้าหายไปแล้ว

จู่ ๆ ความทรมานของบาดแผลก็ค่อย ๆ บรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ เธอหลับตาสนิท พลางพยายามบังคับให้ตัวเองผ่อนคลาย กระทั่งความปวดรวดร้าวคงเหลือน้อยนิด และขมับที่เต้นตุบ ๆ หยุดดังก้อง เธอก็สามารถหยัดกายลุกขึ้นได้อีกครั้ง แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนเจ้าของเวทมนตร์ที่กำลังรักษาแผลของเธอเต็มทนก็ตาม

            กำแพงม่านแทบไม่เหลือซากดี แต่ก็ยังเป็นปราการสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ศัตรูกรูกันเข้ามา พวกทะเลทรายกำลังทลายช่องว่างเข้าอย่างแข็งขันจนน่าใจหาย ลำแสงอาทิตย์ส่องผ่านซากปรักหักพัง ทำให้การมองเห็นพร่าเลือนไปชั่วคราว และเสียงฟ้าผ่าน่ากลัวจากข้างนอกยังคงดังอยู่เรื่อย ๆ ควันสีดำลอยโขมงไปทั่ว

อีกไม่กี่ชั่วโมง พวกมันคงได้วิ่งเล่นในเมืองโรสวอร์นอย่างแน่นอน

อากาเบลแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ยังมีเนสเตอร์ทั้งห้าตัวบินวนเฝ้าระวัง พลางกัดฟันกรอดด้วยความหดหู่ เธอกลิ้งลงจากหลังคาอย่างทุลักทุเล แล้วเขย่งเดินหลบตามซอกมุมไป



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #882 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 16:29
    อลังการมากๆ
    #882
    0
  2. #348 Melani Fulano (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 15:06
    ยาโรเมียร์ออกมาแล้น มังกรสู้มังกรสู้ปืนใหญ่ อลังการมาก ๆ เลย มันส์มาก ดรากูนเท่ดี :^)))
    #348
    1
    • #348-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      28 พฤษภาคม 2559 / 15:34
      อยากเป็นดรากูนเลยค่ะ (?)
      #348-1
  3. #333 Qualia (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 15:42
    เป็นฉากที่วุ่นวายดีจริงๆครับ
    #333
    1
    • #333-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:22
      คนเขียนก็หัวหมุนด้วยค่ะ ฉากรบ 555555
      #333-1
  4. #331 tinkerbell1820 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 14:01
    ใช้มนตร์ให้แม้ห่างไกลกัน น่ารักเนาะ 5555555555555 ฟินอะ
    #331
    1
    • #331-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:21
      เป็นสไตล์ที่ passive มากค่ะ 555
      #331-1
  5. #330 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 12:17
    ดูแลแบบห่างๆปนห่วงๆ =.,=
    รอตอนต่ออยู่น้าาา
    #330
    1
    • #330-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:21
      ห่างไกลแค่ไหนก็จะดูแล (?) 5555
      #330-1
  6. #329 SN.Fox'Z (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 09:06
    ดูท่าดีทริคคงไม่ยอมให้อากาเบลเป็นอะไรไปแน่ๆ คอยให้คำสั่ง คอยใช้มนต์รักษาตลอด #นิดเดียวก็ฟินได้
    #329
    1
    • #329-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:20
      พูดน้อยต่อยหนักที่แท้จริง (?) ฮา แอบดูแลห่าง ๆ เสมอ ><
      #329-1
  7. #328 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 05:37
    บรรยายดีมากๆ อึ้งมากๆตอนนี้ สรุปอากาเบลก็รู้วิธีใช้เวทย์มนต์ใช่มั้ย แล้วตอนนี้ทุกคนรู้แล้วยังว่าอากาเบลเป็นมังกร
    #328
    1
    • #328-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:20
      ถือว่ารู้วิธีใช้เวทมนตร์ของโคนอนแล้วค่ะ ส่วนเรื่องมังกรนี่ยังรู้แค่ดีทริคกับยาโรเมียร์ค่ะ
      #328-1
  8. #327 meduzabencz (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 22:35
    เจ้าเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของข้า แปลว่า ข้าชอบเจ้ายังไงอ่ะ ขอไรเตอร์ช่วยขยายความได้ไหมค่ะ พอดีเราหัวค่อนข้างทึบอ่ะ แปลภาษาวรรณกรรมยากๆไม่ออก ฮี่ๆ เบลสู้ๆนะลูก จงหนังหนายิ่งๆขึ้นไป เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์ค่ะ
    #327
    1
    • #327-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:19
      อ่า ตรงนี้เป็นความผิดของเราเองค่ะที่เขียนไม่เคลียร์ ;w; จริง ๆ จะหมายความประมาณว่า ข้าเกลียดเจ้า = ข้าชอบเจ้า (ความหมายที่แท้จริง) อะไรประมาณนี้ค่ะ
      #327-1
  9. #326 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 / 12:39
    กำลังอลม่าน ตื่ยเต้นแทนกิล ข้าเป้นกำลังใจให้อน่ะกิล สู้ๆๆ
    #326
    1
    • #326-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:16
      เป็นกำลังใจให้กิลเหมือนกันค่ะ XD
      #326-1
  10. #325 tinkerbell1820 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 16:37
    ข้าใช้เจ้าเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของข้า = ที่จริงแล้ว ข้าชอบเจ้า
    ชอบอะ555555555 เขินนน ข้าไม่เคยปฏิเสธ 5566555555 น่ารักจุงเงยยยยยยย
    #325
    1
    • #325-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 35)
      23 พฤษภาคม 2559 / 17:16
      ทุกอย่างของดีทริคต้องการใช้แกะรหัสหมดค่ะ ฮา
      #325-1