Draconic Chronicle

ตอนที่ 34 : III-34: Carry out the Curse

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 418
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^


34


            อากาเบลนิ่งงันไปนานหลายอึดใจ เมื่อเริ่มได้ยินเสียงโวยวายของพวกอัศวิน เธอก็ก้มมองทหารเฮเนวิงที่โผล่หัวออกมาจากหน้าต่างและประตูโรงแรมและบาร์เพื่อสำรวจท้องฟ้า เส้นสีดำลอยนิ่งสงบข้างบน ไม่มีภัยพิบัติใด ๆ เกิดขึ้นตาม พวกเขาตกใจไม่แพ้ชาวบ้าน บางคนตะโกนคำว่าพ่อมดออกมาซะดัง แล้วทำสัญลักษณ์ศาสนาอาซีมุสอย่างเร่งรีบ เธอคลายมือที่กำขอบหน้าต่างจนเจ็บ แล้วหันไปพูดกับดีทริค

            “มันโคนอน โคนอน สตาญิสวัฟ เชื่อว่าบนนั้นคือทางเข้าดินแดนเวทมนตร์”

            ทางเข้าไปยังอาณาจักรเวทมนตร์ ในบันทึกบอกไว้ว่าให้สังเกตท้องฟ้า--

            เสียงของโคนอนในความทรงจำตอบรับโดยการกระหน่ำดังจนเธอต้องจิกเล็บกับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ ดีทริคมองการกระทำดังกล่าวนิ่ง ๆ แต่ด้วยสายตาต่อว่า เขาเอ่ยปากถามตอนที่เธอยอมหยุดกำมือ

“เจ้าเชื่อมัน?”

            “งั้นจะให้ข้าเชื่อใครล่ะหา?”

            “อย่างน้อยสตาญิสวัฟไม่ควรจะเป็นคนแรกที่--

            “ก็มันเป็นแหล่งข่าวอย่างเดียวเกี่ยวกับเวทมนตร์นี่! มันคลั่งไคล้เวทมนตร์จะตายชัก ถ้าไม่ให้ข้าเชื่อมัน งั้นเจ้าก็ต้องอธิบายสิ เอ้า เจ้าเป็นพ่อมดไม่ใช่หรือไง มาธิลด้าบอกว่าเจ้าเป็นหนึ่งในพ่อมดที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปนี้”

            ทั้งชื่อของมาธิลด้า และการชมสถานะของดีทริคทำให้อากาเบลรู้สึกแย่จนอยากซุกหน้ากับดิน

            เขาเดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไร “ข้าถูกเฉลยอนาคตของตัวเอง? เป็นเรื่องที่แปลกใช้ได้”

            “เฮ้ อย่านอกเรื่อง เจ้ารู้เกี่ยวกับไอ้เส้นสีดำข้างบนนั่นใช่ไหม แล้วไหนจะอาณาจักรเวทมนตร์อีก” อากาเบลท้วง

            “อาณาจักรเวทมนตร์คือตำนาน” ดีทริคตอบ “เป็นเรื่องเล่าปรัมปราที่ปรากฏในคัมภีร์ของศาสนาอาซีมุส มันมาพร้อมกับหายนะของโลก และลางบอกเหตุของมันคือแผ่นดินไหว พายุ และสัตว์ประหลาด ไม่ใช่ปรากฏการณ์ข้างนอกนั่น”

            อากาเบลขมวดคิ้ว พลางจ้องท่าเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สบาย ๆ ของอีกฝ่าย โคนอนผิดอย่างงั้นหรือ

            “แต่ถ้าพูดถึงบันทึกที่ถูกถ่ายทอดผ่านสังคมเวทมนตร์” ดีทริคพูดต่อ “ทางเข้าของอาณาจักรเวทมนตร์จะปรากฏก็ต่อเมื่อทายาทที่สูญหายหวนคืนกลับมาอีกครั้ง หรือมีการค้นพบทายาทดังกล่าว ข้างบนนั่นเรียกว่าการเฉลิมฉลอง”

            “ทายาทของอาณาจักรเวทมนตร์?”

            มาธิลด้า เซลี่คือคนแรกที่อากาเบลนึกถึง นางเหมาะสมกับตำแหน่งทายาทปริศนาดังกล่าวที่สุด แต่นางตายไปแล้ว ข้อสันนิษฐานจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีปาฏิหาริย์ว่ามาธิลด้ายังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น เมื่อเด็กสาวผมสีน้ำตาลอีกคนโผล่พรวดขึ้นมาในความคิดแทน เธอก็ต้องกัดกระพุ้งแก้มด้วยความเคลือบแคลงใจ เด็กสาวที่ธรรมดาที่สุดคนนั้นน่ะนะ?

            “ถ้าบันทึกที่เจ้าพูดมีน้ำหนัก งั้นเจ้าคิดว่าใครเป็นทายาทล่ะ?” เธอถาม

            “ข้าไม่รู้” ดีทริคตอบทันที พลางเมินท่าทางกระฟัดกระเฟียดของเธอ “ทำไมข้าถึงจะรู้?”

เขาเว้นเงียบไปเพื่อฟังคำสั่งของทหารเฮเนวิงข้างนอก พวกนั้นกำลังพูดถึงการประชุมที่ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นเพิ่งสั่ง เสียงฝีเท้าวุ่นวายดังตามมา เขาจึงลุกขึ้นพร้อมกับลากเก้าอี้ไปไว้ข้างเตียง เป็นเวลาพอดีกับที่มีอัศวินแอเธลวินคนหนึ่งมาเคาะประตูเรียก อากาเบลมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองทันที ด้วยวิธีอะไรสักอย่าง ดีทริคเหมือนกับรู้ล่วงหน้าเสมอ

            เธอไม่อยากเอ่ยชมอีกครั้ง แต่หากเขาคือหนึ่งในพ่อมดที่แข็งแกร่งที่สุดจริง ๆ ความสามารถนี้ก็สมเหตุสมผล

            “อยู่ข้างในใช่ไหม ฟอร์เซเคน” ข้างนอกถามเสียงแข็ง “ประชุม ที่โถงประชุมชั้นล่าง ภายในสิบห้านาที”

            “กำลังไป” ดีทริคตอบรับ แวบหนึ่งใบหน้าฉายแววเบื่อหน่าย

            “ดี การประชุมต้องการครอบคลุมอัศวินทุกคน เจ้าชายรับสั่งให้เจ้าพาชาโรว์นีซ่ามาด้วยได้”

            สิ้นคำสั่ง อัศวินก็กระทืบเท้าเดินจากไป อากาเบลเอื้อมมือไปดึงบานหน้าต่างเข้ามาปิดระหว่างนั้น พลางหันไปจ้องแผ่นหลังของดีทริคที่ยืนนิ่งหน้าประตู เธอได้ยินคำที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มันเป็นภาษาเก่า ภาษากีดีเนีย อย่างแน่นอน เธอชั่งใจสักพัก แล้วเอ่ยถามอย่างเก็บความสงสัยไม่มิด

“มันเรียกข้าว่าชาโรว์นีซ่า แปลว่าอะไร”

            คงไม่ใช่ความหมายที่ดี เพราะมันคล้องจองกับคำเรียกสถานะดีทริคของชาวบ้านที่เมืองคาลีซช์อย่างบอกไม่ถูก

            เขาหันมายิ้มยียวนที่มุมปากให้ “ดูเหมือนเราจะตกอยู่ในสถานะคู่

            “หา?” อากาเบลกระตุกคิ้วอย่างมีน้ำโห

            “ชาโรว์นีซ่าแปลว่าแม่มด”

            “อย่าบอกนะว่าไอ้คำบ้านี่เป็นรหัสลับระยำอะไรสักอย่าง”

“มันคือคำที่พวกนั้นใช้เรียกเจ้ามาตลอด มีสถานะเทียบเท่าชาร์น็อคเซียซ์นิค เสียใจด้วย”

            เวรเถอะ อากาเบลวีนในใจอย่างเหลือทน เธอขอแช่งไอ้คนกวนบาทานี่ด้วย!

เพื่อบรรเทาความขุ่นเคือง เธอจึงหันไปแง้มหน้าต่างเพื่อสำรวจท้องฟ้าอีกครั้ง ปรากฏการณ์ปริศนายังไม่หายไป และชั้นล่างข้างหน้าโรงแรมก็ยังมีชาวบ้านยืนชี้มือชี้ไม้อยู่ เธอรู้สึกเสียดายขึ้นมาแวบหนึ่ง หากมาธิลด้ายังอยู่ เธอก็คงถามนางเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ แต่เมื่อกลิ่นเหม็นหืนของกองไฟในจินตนาการลอยมาแตะจมูก เธอก็สะบัดความคิดชวนสยองทิ้ง

            เธอขนลุกเกรียวเมื่อตัวเองเผลอสร้างเสียงของมาธิลด้าขึ้นมาในหัว เจ้าบอกว่าเจ้ารักข้า เจ้ารักข้าผู้เดียว นางพูด

            ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบน่าอึดอัด ความคิดวิ่งวุ่นเพื่อหยุดเสียงของมาธิลด้า ก่อนอากาเบลจะระลึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ มันช่วยขจัดปัญหาอยู่หมัด เธอเผลอยกมือขึ้นมาปิดปากทันที พอรู้ตัวเธอก็รีบซุกมือไว้ข้างตัว แก้มร้อนผ่าวจนน่าหงุดหงิด เหมือนหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น เธอสบถคำหยาบในใจไม่หยุด เริ่มตั้งปณิธานว่าต่อไปนี้เธอจะไม่แตะเหล้าอีก ไม่มีวันอีก ครั้งที่เธอเสียจูบแรกก็เพราะเหล้า และครั้งนี้อีกเช่นกัน ครั้งหน้าเธอจะไม่แปลกใจแล้วถ้าตัวเองเมาจนจับกิลเบิร์ตมาจูบ

อากาเบลเหลือบมองชายหนุ่มที่กำลังสำรวจย่ามของเขาที่เธอโยนของทุกอย่างใส่ไว้ เขาล้วงหนังสือปกสีน้ำเงินขึ้นมาพลิกดูหน้าแรก พลันใบหน้าก็ตึงเขม็งเหมือนอยู่ ๆ ความโกรธก็แล่นริ้ว เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเสือกหนังสือลงย่ามด้วยท่าทางโมโหที่เธอไม่เคยเห็น เธอจึงตัดสินใจใช้โอกาสนั้นเดินก้มหน้างุด ๆ ตรงไปจะออกจากห้อง แต่ไหล่เจ้ากรรมดันชนแขนของอีกฝ่ายเสียก่อน แม้จะแผ่วเบา แต่มันส่งกระแสตัวปัญหาที่ทำให้เธออยู่ไม่สุขเมื่อหลายชั่วโมงกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง มันคือความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่เคยเผชิญมาก่อน เหมือนกับว่าเธอกำลังต้องการอะไรสักอย่างอยู่

            “การประชุมยังไม่เริ่ม” ดีทริคพูด

            “ถอยไปเถอะน่า ข้าจะลงไปถามพวกข้างล่างเกี่ยวกับท้องฟ้า” อากาเบลพยายามเชิดหน้าเถียง

            “หัวข้อละเอียดอ่อน” เขาเตือน พลางลอบระบายลมหายใจเหนื่อยอ่อนใส่ “อย่าจะดีกว่า”

            “โอ้ย พวกมันจะชักตายรึไงถ้าได้ยินคำว่าเวทมนตร์หรือพ่อมดแม่มดน่ะ?”

            “เป็นไปได้ โดยเฉพาะจากชาโรว์นีซ่า”

            คงเหมือนกับมีแม่มดมาปรากฏกายต่อหน้าแล้วเปล่งคำสาปใส่ อากาเบลพอจะนึกภาพออก แต่เธอก็ยอมแลกที่จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแบบนั้นดีกว่าสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกตอนนี้ อย่างน้อยถ้าพวกอัศวินข้างล่างตัดสินใจจะตัดคอเธอ เธอก็มีโอกาสสู้แล้วไล่เตะพวกมัน กับดีทริค? ลืมไปได้เลย เธอส่งเสียงฮึในลำคอ แล้วเดินหลบอีกฝ่ายจะไปปลดกลอนประตู เขาขยับตัว พลางพาดแขนขวางตรงหน้า แล้วมองตรงไปทางอื่นขณะพูด

            “อย่าใจร้อน อากาเบล”

            “จะไม่ให้ข้าใจร้อนได้ไงวะ ข้าไม่ชอบบรรยากาศตอนนี้เลยสักนิด!

            “บรรยากาศมันทำไม?” น้ำเสียงของเขาเริ่มแฝงความหงุดหงิด

            อากาเบลหลุบตาต่ำ เธอควรจะกรีดร้องแล้วกระโดดเตะดีทริคให้ถอยด้วยซ้ำ ข่วนหน้าเขาเพิ่มด้วยถ้าเป็นไปได้ แต่ว่าให้มันได้อย่างนี้สิ มาธิลด้าเคยสร้างความยุ่งยากบางอย่างให้กับเธอ ทุกอย่างที่นางทำ เสียง ท่าทาง กลิ่น ส่งผลต่อประสาทสัมผัสของเธอ และตอนนี้ดีทริคก็เริ่มจะมีผลอย่างนั้น มันทำให้เธอไม่สามารถโต้ตอบเขาไปทันควัน

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่ายแจ่มแจ้งขึ้น ทำไมเธอถึงไม่เคยสังเกตกัน? ว่าแม้เขาจะมีสำเนียงแข็ง ๆ ออกต่างชาติผสมสำเนียงแอเธลวิน แต่น้ำเสียงของเขากลับทุ้มนุ่ม และแหบนิดหน่อย และมันบ้ามากที่เธอขนลุกกับเสียงของเขา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นไอ้ความรู้สึกใหม่นั่น พอเธอแอบมองอีกฝ่าย ลึก ๆ ในใจก็ท้วงเตือนให้เธอยอมรับว่า ที่จริงแล้ว เขาก็ดูหล่อเหลากว่าผู้ชายคนไหน--ไม่ หน้าตางั้น ๆ แหละ มนุษย์ผู้ชายทุกคนไม่มีอะไรน่าสนใจทั้งนั้น

            ความตื่นกลัว ความตื่นเต้นต่างหาก ไหลท่วมร่างกายจนเธอขยับขาไม่ออก เวร เวร เวร! ผีบ้าอะไรเข้าสิงให้เธอจูบเขากัน? มันหมายความว่าเธอชอบเขาหรือ ความชอบ? ไม่ เพราะเขาเป็นคนคุ้นหน้าหนึ่งในสองคน (รวมกิลเบิร์ต) ท่ามกลางคนแปลกหน้าในต่างถิ่นต่างหาก เธอไม่รู้จักใครไปมากกว่านี้แล้วนี่ อาจจะเป็นเหตุผลนี้ อาจจะใช่จริง ๆ หากสถานที่นี้คือแอเธลวินที่ยังมีราล์ฟและลิลี่อยู่ เธออาจจะทิ้งระยะห่างเหินกับดีทริคต่อไป เรื่องพรรคนี้จะไม่เกิดขึ้น

            นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้เธอ คิดว่าตัวเองรักมาธิลด้าไม่ใช่หรือ เพราะนางเหมือนแม่ แม่ที่เธอคุ้นเคย ที่พึงพาอย่างเดียวท่ามกลางอาณาจักรมนุษย์ที่เธอนอกคอกเพียงคนเดียว

            ความรู้สึกผิดไหลปรี่เข้ามา มันทำให้อากาเบลอยากพูดขอโทษ ราวกับว่านี่เป็นความผิดของเธอ เธอเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง พลางสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมสติ แล้วเริ่มต้นพูดอย่างเชื่องช้า

            “เกี่ยวกับ เรื่องเมื่อกี้”

            “เรื่องไหน?”

            เธออยากชกหน้าเขาซะจริง ให้ตายเถอะ

            “นี่เจ้าสมองเสื่อมรึไงวะ”

            ดีทริคโคลงหัว พลางเหลือบตามองเพดานเหมือนกำลังคิดอยู่ แต่มุมปากกระตุกยิ้มน้อย ๆ เรื่อย ๆ

            “ข้าจำไม่ได้” เขาพูด

            “ไอ้--

            “เจ้าแก้ปัญหานี้ได้ง่าย ๆ โดยการพูดออกมาเลย โดยไม่ต้องรอข้านึก” เขาถือโอกาสกัด

            มันตั้งใจแกล้งเธอชัด ๆ! อากาเบลแยกเขี้ยวใส่ พลางยกมือกอดอก

“เหอะ ไอ้ท่าทางหน้าแดงเหมือนเด็กหนุ่มที่ไม่เคยถูกสาวรุกก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้วล่ะ” เธอว่า

            “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่ชอบถูกทำให้ตกใจ”

            เธอกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ขณะหันหน้าหนีไปอีกทาง พลางเคาะเท้ากับพื้นเพื่อถ่วงเวลา อีกฝ่ายเงียบตาม ไม่คิดจะช่วยทำให้สถานการณ์ไหลลื่นแต่อย่างไร สุดท้ายเธอก็ต้องหลับตา สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมความกล้า ต้องรีบพูดก่อนที่จะต้องลงไปประชุม เพราะหลังจากนั้นทุกอย่างก็คงวุ่นวายจนไม่มีเวลาอย่างแน่นอน และเธอก็ไม่อยากจะติดแหง็กกับความกระอักกระอ่วนนี้ต่อไปอีกด้วย ตอนเป็นมังกรไม่เห็นจะต้องวุ่นวายกันเรื่องความรู้สึกเลย

            “เกี่ยวกับเมื่อกี้--ที่ข้า--เวรเอ๊ย” อากาเบลสบถ เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าดีทริคด้วยซ้ำ จึงเลือกใช้นิ้วชี้ที่ริมฝีปากของตัวเองเพื่อสื่อสารแทน

            “ที่เจ้าอะไร?”

            เธอแทบจะกระแทกปลายนิ้วกับปากของตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นชัด ๆ พลางโวยวาย “เข้าใจไหม!

            “ที่เจ้าลวนลามข้า?”

            “ข้าไม่ได้ลวนลามเจ้า!” เธอสวนทันที เริ่มอยู่ไม่สุขจนเท้าเต้นไปทั่ว “อย่าให้ข้าต้องพูดออกมาได้ไหม ถ้าเจ้ามีสมองบ้างก็น่าจะเข้าใจที่ข้าสื่อนะ ที่สำคัญ ไอ้ที่ข้าเออ นั่นแหละ มัน--มันเป็น--อุบัติเหตุ”

            เธอพูดออกไปแล้ว ประโยคถัดมาลื่นไหลและเร็วจี๋เสียจนเธอเองยังฟังไม่ทัน

            “ดูไม่เหมือนอุบัติเหตุเท่าไร” ดีทริคพูด

            “มันเป็นอุบัติเหตุ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ เพราะข้าเมา ใช่ ข้าเมา ข้าเพิ่งดื่มเหล้ามา ก็เลยไม่ทันได้คิด ข้าไม่ได้ตั้งใจ อยู่ ๆ มันก็เป็นไปเอง ข้าสาบานได้เลยว่าถ้าข้าไม่ได้กินเหล้าละก็ จะไม่มีเรื่องพรรคนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฉะนั้น--อย่าเข้าใจผิด เรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั่น ข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ และ--และ--และ--ข้าไม่ได้ชอบเจ้า”

            อากาเบลดันหันหน้ากลับมามองดีทริคหลังจบประโยคพอดี จึงได้เห็นอีกฝ่ายหุบยิ้ม ท่าทางคลายเครียดก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา ใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง ราวกับมีช่องว่างที่เต็มไปด้วยปราการหนาแน่นขวางกั้นระหว่างกันขึ้นมา เธออ้าปากค้าง พูดไม่ออก อดนึกขึ้นมาไม่ได้ว่าตอนที่มาธิลด้าปฏิเสธเธอ เธอมีท่าทีเย็นชาจนดูน่ากลัวแบบนี้ขึ้นมารึเปล่า

            “ก็นั่นแหละ” เธอพูดต่อ ใจลีบเล็กโดยไม่มีสาเหตุ “เจ้าน่าจะฉลาดพอเข้าใจความหมายมันนะ อย่างไงข้าก็เป็นมังกร ข้าไม่ได้สนใจมนุษย์อยู่แล้ว ข้าแยกหน้าพวกเจ้าไม่ออกด้วยซ้ำ เอ้อ ที่จริงตอนนี้ก็แยกออกบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ข้าเป็นคนละสายพันธุ์กับเจ้า ก็เหมือนกระต่ายกับสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ จะทำอะไรได้? ข้าแค่บอกเฉย ๆ เผื่อเจ้าจะเข้าใจผิด ก็เหมือนกรณี มาธิลด้า ใช่ เหมือนกรณีมาธิลด้า ข้าเป็นมังกร ข้าไม่เข้าใจไอ้ความรู้สึกพิลึกพิลั่นของมนุษย์สักนิด”

            ดีทริคเลิกคิ้ว นั่นทำให้อากาเบลรู้สึกโล่งอกขึ้นบ้าง เขาถามกลับ “มังกรก็เหมือนสัตว์ป่าทั่วไป?”

            “ไม่เหมือน--

            “แปลว่ามังกรมีสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ป่า มีกระทั่งศาสนา เหมือนมนุษย์ เหตุผลของเจ้าใช้ไม่ได้”

            “ข้าหมายถึงไอ้ความรู้สึกรักชอบ!

            อากาเบลกัดฟันกรอด ล้อกันเล่นใช่ไหม นี่เป็นครั้งแรกเลยหรือเปล่าที่ดีทริคพูดขัดเธอขนาดนี้ แม้เขาจะทำหน้าตาย และเสียงยังนิ่งเรียบก็ตามที เธอเถียงต่อไม่ออก ได้แต่ยกมือชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างหาเรื่อง แล้วตัดสินใจรวบมือกลับมากำข้างตัว เธอถลึงตาใส่เขาที่ทำหน้าเหมือนคนเพิ่งชนะการต่อสู้ใส่ เขาคล้ายจะแสยะยิ้มให้เธอด้วย นี่มันบ้าชัด ๆ

            “จะคิดอย่างไงก็ช่าง สุดท้ายข้าก็ไม่ได้คิดอะไรกับเจ้า ข้าไม่ได้คิดอะไรกับมนุษย์คนไหนทั้งนั้น” เธอตัดบท

            มีเสียงตะโกนสั่งชาวบ้านของพวกทหารเฮเนวิงดังแทรกบานหน้าต่างที่ปิดไว้เข้ามา: “กลับเข้าบ้านไปได้แล้ว!

            “จะไปประชุมไหม” อากาเบลกระแทกเสียงถาม พลางดึงสลักประตูออก แต่ก่อนที่เธอจะผลักบานประตูออกไป ดีทริคยังใช้แขนขวางทางอยู่ เขาซบศีรษะกับผนังห้อง แล้วตะแคงใบหน้าเข้ามาใกล้โดยไม่หันมาสบตาตรง ๆ

            “ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหนเจ้าถึงจะสนใจ?” เขาถาม

            ด้วยความหงุดหงิด อากาเบลตอบส่ง ๆ แกมประชดประชันไป “ฟังดี ๆ ซะนะ ข้าเป็นถึงจ้าวมังกร เป็นทายาทของมังกรที่เก่งกาจที่สุดแถบนั้น และข้าก็เป็นทหารทรงเกียรติของราชามังกรด้วย ฉะนั้น แค่เจ้าชายอาณาจักรมนุษย์ก็เทียบบารมีข้าไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่อัศวินต่ำต้อยเลย” เธอปรายตามองดูแคลนอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า “เฮอะ เจ้าคงต้องเป็นเจ้าชายอาณาจักรเวทมนตร์ลึกลับเวรตะไลนั่นแท ข้าอาจจะชายตามองบ้าง อาจจะนะ”

            เธอไม่อยากจะยอมรับ แต่การได้ทำตัวโอหังและหยิ่งยะโสเหมือนสมัยก่อนทำให้เธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

            “นั่นคือคำตอบ?” ดีทริคถาม

            “เออ ใช่! พอใจรึยังหา? ถอยไปได้แล้ว ต้องไปประชุมไม่ใช่รึไงวะ ชักช้ายืดยาดอยู่ได้ น่ารำคาญ”

            คราวนี้เขาหันมาประสานตาตรง ๆ พลางกระซิบ “ฟังดูท้าทายดี”

            แล้วเขาก็ลดแขนลง เปิดทางให้อากาเบลผลักประตูห้องออกไป แสงไฟสีส้มจากกองไฟข้างล่างสาดส่องเข้ามา เสียงพูดคุยจอแจและเสียงร้องเพลงของนักดนตรีพเนจรดังคลอเคลียความเงียบงันในห้องนี้ ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงต้องอึ้งกับประโยคของอีกฝ่ายด้วย ฟังดูท้าทายอย่างงั้นหรือ สุดท้ายเมื่อไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ เธอก็ทำสัญลักษณ์มือหยาบคายใส่เขา แล้วเดินนำลงไปยังห้องโถงประชุมชั้นล่าง


***


(อีก 50% ข้างล่างค่ะ)


            หากกิลเบิร์ตกำลังถืออะไรอยู่ ป่านนี้ของที่ว่าก็คงปลิวไปนอนแอ้งแม้งบนพื้นแล้ว เขาถอนหายใจ พลางสำรวจห้องประชุมซึ่งผนังและพื้นปูด้วยหินสีทราย มีสามโคมไฟระย้าที่ต้องปีนขึ้นไปจุดเทียนทีละเล่มห้อยลงมาจากเพดาน และโต๊ะหินซึ่งมีแผนที่หนังสีน้ำตาลเก่าแก่กางไว้ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง นั่นช่วยให้มือของเขาหายสั่นบ้าง แต่เมื่อได้ยินคณะอัศวินโวยวายถึงพวกทะเลทรายที่ต้องเป็นฝ่ายใช้มนตร์ดำ เขาก็กลับมาหวั่นผวาอีกครั้ง

            ต้องเป็นฝีมือพวกมัน!...

            พิธีกรรมสาปแช่งแน่ ๆ

            ไอ้พวกระยำตำบอนเอ๊ย

            หน้าต่างอ้ากว้างบานเดียวเผยให้เห็นสามเส้นสีดำสนิทข้างบน ท้องฟ้ามืดสนิท แต่กิลเบิร์ตรู้ว่าความผิดปกตินั่นยังอยู่ เพราะมันจะเป็นพื้นที่เดียวที่มีประกายดาวระยิบระยับมากที่สุด หัวใจของเขาเต้นแรงเมื่อนึกถึงยามเย็นที่เส้นทั้งสามพุ่งข้ามศีรษะไปยังขอบโลกข้างหลัง มันเหมือนกับดาวตก ที่เขาคิดว่าเคยเห็นในงานเลี้ยงที่เมืองหลวง แต่เป็นดาวตกสีดำที่อยู่ยาวนาน และเขาไม่รู้ว่าจะมีวันที่มันจะหายไปหรือไม่

            เสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าดเรียกความสนใจของเขา โซโกลอฟผลุนผลันเข้ามาในห้องโถง ท่าทางหงุดหงิดจนดวงตาเรียวดุนั่นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ วันนี้นางรวบผมยาวเป็นหางม้าสูง เส้นผมแนบตรงลำคอเปื้อนเหงื่อ เขาขมวดคิ้วมองเส้นผมขาวที่ปะปนในกลุ่มผมสีดำจนเห็นได้ชัด แล้วเลื่อนสายตาไปมองน็อคส์ซึ่งเดินตามหลังมา ยังคงท่าทางเย็นชาและสวมเสื้อผ้าสีดำสนิทเหมือนเดิม ทั้งสองเดินตรงมาหากิลเบิร์ตโดยไม่พูดไม่จา

            ประตูทางเข้าหลักถูกผลักเปิดอีกครั้ง พาแสงไฟสีส้มอ่อนแรงของเสาคบเพลิงข้างนอกเข้ามาด้วย อัศวินเฮเนวิงกลุ่มหนึ่งเดินมาออตรงธรณีประตู พลางส่งเสียงพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด สักพักซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นก็แหวกกลุ่มนั้นเข้ามา ยังมีรอยยิ้มแต้มอยู่บนใบหน้า เขาตรงมายืนดูแผนที่บนโต๊ะกลางห้องชั่วครู่ ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมามองกิลเบิร์ตคล้ายจะสั่งกลาย ๆ ว่าต้องมายืนตรงนี้ด้วย

            กิลเบิร์ตยอมลุกอย่างอิดออด รู้สึกเหม็นขี้หน้าอีกฝ่ายมากกว่าเดิมอย่างบอกไม่ถูก

            “ฝ่าบาท เขากลับมาแล้ว” ยาโรเมียร์ซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในห้องโถงพูดภาษาเฮเนวิงที่กิลเบิร์ตพอฟังออก

            “เขาหมายถึงใคร?” กิลเบิร์ตถอยหลังไปกระซิบถามวิลเลี่ยม หัวหน้าองครักษ์ ซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง

วิลเลี่ยมเป็นอัศวินที่คอยตัดสินใจออกคำสั่งแทนเขาตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากแอเธลวิน เขาเป็นผู้ชายร่างหนาวัยเทียบเท่ายาโรเมียร์ จมูกตะคุ้ม ดวงตาหรี่เล็ก ร่องรอยแผลเป็นเต็มโครงหน้าหนวดเฟิ้มไปหมด เขาอาจจะเป็นอัศวินไม่กี่คนในที่นี้ที่รักที่จะใส่ชุดเกราะเหล็กเต็มตัวเดินโทงเทงไปมา เพื่อเตรียมพร้อมกับการรบ เขาเคยพูด

            “วาซิลเยวิชน่าจะหมายถึงทหารสอดแนมพะย่ะค่ะ” วิลเลี่ยมกระซิบตอบกลับ “ส่งไปสำรวจกองทัพศัตรู”

            ม้าส่งเสียงหายใจฟืดฟาดประสานกับเสียงเกราะดังมาจากข้างนอก

            ใครคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องโถง ชุดยาวของเขาเปื้อนดินจนมอมแมมไปทั้งตัว แผ่นเหล็กตรงอกสั่นกระเพื่อมตามลมหายใจของเจ้าของ เขาวิ่งผ่านอัศวินเฮเนวิงซึ่งต่างเปิดทางให้ผ่านอย่างเงียบเชียบ เขาแตะฝักดาบเพื่อสำรวจความเรียบร้อย พลางชะลอวิ่งจนกลายเป็นเดิน และตรงไปหยุดทำความเคารพแก่ซิกฮาร์ดที่ยิ้มกริ่มพอใจ จากนั้นผู้มาใหม่ก็ดึงผ้าที่คลุมหน้าออก ใบหน้าของชายใกล้วัยกลางคนนั้นฉ่ำไปด้วยเหงื่อ

            “พระเจ้าทรงโปรด” วิลเลี่ยมพึมพำด้วยความตกใจ กิลเบิร์ตเองก็เบิกตากว้าง

            เกิดเสียงกระซิบกระซาบกันในวงอัศวินแอเธลวินว่าสายลับ คนทรยศ แต่คนที่โพล่งเสียงดังออกมาคือโซโกลอฟ

            “หายหัวมาอยู่นี่เองเหรอ ไอ้บัดซบ”

นางปรี่จะเข้าไปหานอร์แมน การ์ไซด์ อดีตผู้ติดตามของชาร์น็อคเซียซ์นิค และทหารเก่าของอาณาจักรแอเธลวิน ซึ่งยืนนิ่งไม่โต้ตอบคำหยาบคาย เขาดูชราและอ่อนล้าขึ้น แผ่นหลังคดงอลง จมูกมีรอยบาดของดาบอยู่ ด้วยความที่ไม่มีใครกล้าแทรกความอึดอัดเงียบฉี่ กิลเบิร์ตกับคนอื่นจึงร่วมส่งสายตาปรามโซโกลอฟ โชคดีที่นางฟัง แต่นางก็ยังยกนิ้วชี้หน้านอร์แมนอย่างเอาเรื่อง แล้วทำท่าปาดคอตัวเองเพื่อสื่อว่าจะคิดบัญชี จากนั้นนางก็ส่งเสียงฮึในลำคอพร้อมกับแยกตัวไปยืนที่มุมห้องคนเดียว

            นอร์แมนเป็นสายลับ กิลเบิร์ตทราบเรื่องนี้ดี แต่เขาไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะยังกล้ามาปรากฏตัวให้เห็นกันจะ ๆ แบบนี้ แม้คำสั่งของราชานักบวชคือการให้แอเธลวินกับเฮเนวิงเป็นพันธมิตรร่วมรบในสงครามศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม

            “ฝ่าบาท” นอร์แมนเริ่มต้น “กระหม่อมเคยประเมินไว้ว่าพวกทะเลทรายจะใช้เวลาสองวันในการเดินทางเข้าใกล้ระยะยุทธปราการ กระหม่อมต้องขออภัยเป็นอย่างสูงพะย่ะค่ะ คาดว่าพวกมันน่าจะมาถึงภายในเช้าตรู่พรุ่งนี้ ตอนนี้พวกมันก็ยังเดินทัพอยู่พะย่ะค่ะ มีการปลุกระดมและแจกจ่ายอาหารระหว่างเดินทางตลอดเวลา พวกมันขนเสบียงมาเพื่อล้อมเมืองเป็นเดือน เกวียนผลไม้มากกว่าสองร้อยเล่ม กระหม่อมมั่นใจว่าเป็นเพราะปรากฏการณ์เมื่อช่วงเย็นพะย่ะค่ะ”

            “สรุปว่าเส้นสีดำข้างนอกนั่นเป็นฝีมือของพวกมัน?” ยาโรเมียร์ถาม

            “ไม่ใช่ขอรับท่านนายพล” นอร์แมนส่ายหัว “พวกมันเองก็ตื่นตระหนกไปกับปรากฏการณ์เช่นเดียวกัน พากันทำพิธีกรรมไหว้พระเจ้าฟาว์ซียายกใหญ่ นั่นไม่ใช่พิธีกรรมแสดงความศรัทธาที่ต้องหันไปทางทิศตะวันออก ทิศที่เมืองหลวงของแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ แต่พวกมันหันไปทางทิศใต้แทน เป็นการอ้อนวอนฟาว์ซียาให้ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายขอรับ”

            “เจ้ามีข้อสันนิษฐานว่าอย่างไร ยาโรเมียร์” ซิกฮาร์ดถาม

            “เส้นสีดำสามเส้น บนท้องฟ้า” ยาโรเมียร์ทบทวนสถานการณ์ พลางยกมือนวดขมับระหว่างพิจารณาเงียบ ๆ “ไม่ปรากฏในคัมภีร์ศาสนาอาซีมุส ในคัมภีร์ของพวกฟาว์ซียากล่าวถึงเพียงแค่เส้นสีรุ้ง แต่ในตำนานปรัมปราแถบอาณาจักรชไวลานกับโอเบอร์รีส มีกล่าวถึงปรากฏการณ์คล้ายกัน เส้นสีดำ ไม่มีจำนวนที่แน่นอน โยงไปยังอาณาจักรตรงกลางที่ไม่มีใครรู้จักชื่อที่แท้จริง เลยบันทึกกันต่อ ๆ มาว่าอาณาจักรเวทมนตร์”

            อาณาจักรเวทมนตร์? กิลเบิร์ตแค่คิดก็ขนลุกเกรียว ไม่ต้องถามคนอื่นก็คงพากันนิ่วหน้าที่ต้องมาได้ยินคำอัปมงคลในช่วงเตรียมตัวก่อนสงครามจะมาแบบนี้ มันคือลางร้ายชัด ๆ

            “ตำนานปรัมปราของชาวบ้านไม่มีน้ำหนักเสียเท่าไร” ซิกฮาร์ดพูด “มันมีสาเหตุไหม”

            “ไม่มีบันทึกไว้ ข้าจึงคิดว่าปรากฏการณ์นี้น่าจะตรงกับที่ปรากฏในคัมภีร์ของอาซีมุสมากกว่า เพียงแค่ถูกบันทึกมาคนละแบบเท่านั้น อย่างที่ท่านถาม สาเหตุ ในคัมภีร์อาซีมุสให้เหตุผลไว้ ปรากฏการณ์นี่อาจจะเป็นลางบอกเหตุของวันสิ้นโลก ถ้าต่อไปมีสี่จตุรอาชาออกมา ก็มั่นใจได้เลยว่า” เกิดเสียงร้องโอดโอยในหมู่อัศวินเฮเนวิงขึ้นก่อน ยาโรเมียร์จึงกระตุกคิ้วอย่างมีน้ำโห “จะบอกว่าพวกเจ้ากลัววันสิ้นโลกที่ปรัมปรายิ่งกว่าอาณาจักรเวทมนตร์รึไงวะ!

            กิลเบิร์ตแอบสะดุ้งกับเสียงตวาดของยาโรเมียร์ เพราะเขาเองก็กลัวเหมือนกัน นั่นรวมถึงอัศวินแอเธลวินคนอื่นด้วย ก็มันคือวันสิ้นโลกที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไม่ใช่หรือ ซิกฮาร์ดไม่มีวี่แววของความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าเลย เป็นเขาที่ตบมือเรียกความสนใจของทุกคนกลับมารวมที่ตัวเอง พลางยิ้มกว้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวล แน่ละ ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลไปมากกว่าสงครามที่ใกล้เข้ามา ซึ่งหลายคนคงได้ตายที่นี่ก่อนที่จะได้ลิ้มรสวันสิ้นโลก

เสียงพึมพำถึงปรากฏการณ์จางไปเมื่อซิกฮาร์ดเริ่มอธิบายถึงภูมิศาสตร์ให้กับอัศวินที่ถูกห้ามเข้าประชุมเมื่อตอนกลางวัน เมืองโรสวอร์นมีทางออกแค่สองทาง หนึ่งในนั้นคือทางลับในภูเขาที่ชาวโรสวอร์นขุดเจาะมาตั้งแต่เริ่มตั้งเมือง ที่จริงแล้วก็คือฝีมือของแรงงานทาสจากอาณาจักรอื่นซิกฮาร์ดเสนอแบ่งสองหน้าที่ กลุ่มหนึ่งจะประจำการบนกำแพงม่าน คอยรับมือกับกองทัพพวกทะเลทรายที่ไม่เหลือแรงบ่านัก (ใช่ เขาพูดอย่างนี้เลย) และอีกกลุ่มจะจัดการฝั่งพลเมืองแทน รวมถึงคอยตั้งรับการโจมตีทีเผลอหากพวกทะเลทรายรู้ทางออกลับเช่นกัน

ต้องคุมเมืองโรสวอร์นไว้ให้ได้ นั่นคือเป้าหมายหลัก จนกว่าคณะอัศวินของศาสนจักร ยอร์มุนเรค และทหารของมาร์ควิสข้างเคียงจำนวนสามพันกว่านายจะมาถึง ซึ่งก็คืออีกห้าถึงหกวัน หรือช้าสุดก็คือหนึ่งสัปดาห์

            นี่เขาจะต้องรบจริง ๆ งั้นหรือ กิลเบิร์ตคิด หัวใจลีบเล็กโดยไม่มีสาเหตุขึ้นมา

            “ตั้งรับในเมืองเกือบหนึ่งสัปดาห์ ฟังดูเป็นงานหนัก” ซิกฮาร์ดพูด พลางไล้ปลายนิ้วไปตามเส้นบนแผนที่ “แต่ทว่ามันไม่จริงเลย อัศวินทั้งหลาย นี่จะเป็นหนึ่งในงานที่ง่ายและทรงเกียรติที่สุดของชีวิตพวกเจ้า ข้าไม่สามารถสัมผัสแม้กระทั่งความตื่นสู้ยามจะออกศึกด้วยซ้ำ และข้าก็มั่นใจว่าพวกเจ้าก็กำลังตกอยู่ในสภาพอันน่าเศร้านี้เช่นกัน สถานะอันไร้ซึ่งความตื่นเต้นคึกคะนองใด ๆ ในการต่อสู้อันจืดชืดปราศจากความท้าทายนี่”

            ทุกคนเงียบกริบ

            “ข้าเข้าใจว่าพวกเจ้าล้วนมีความชำนาญและประสบการณ์มากล้นสมกับนักรบแห่งศาสนาอาซีมุสเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น ข้าจะเน้นย้ำเพียงแค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น”

            กิลเบิร์ตกวาดตามองอัศวินเฮเนวิงแต่ละคน พวกเขากำด้ามหอกในมือแน่น แต่ละคนมีศาตราวุธต่าง ๆ แขวนห้อยบนตัวไม่น้อยไปกว่าสองสามชิ้น ต่างสวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศ และบางคนก็ถือหมวกโลหะไว้ข้างกายแทนที่จะวางเอาไว้ แลดูพร้อมจะออกไปรบกันจนรอแทบไม่ไหวแล้ว

“พวกป่าเถื่อนตั้งใจเล็งตีช่วงที่เมืองกำลังอ่อนแอ ประชากรต้องถูกควบคุมไม่ให้ก่อกวน เป็นการฉวยโอกาสความวุ่นวายนี้ ดังนั้น ข้าขอให้พวกเจ้ามั่นใจได้เลยว่า พวกกบฏขี้ขลาดที่ซุกซ่อนอยู่ในคราบพลเมืองจะริกล้าป่วนเมืองก็คงเป็นช่วงเวลานี้” เสียงของซิกฮาร์ดเต็มไปด้วยอำนาจ ผิดแผกจากรอยยิ้มสบาย ๆ “พวกเจ้ามีสิทธิ์ที่จะกำจัดใครก็ตามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะก่อกบฏ เราจะใช้มาตรการรเด็ดขาดกับพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือคนชราก็ตาม ถ้ามันยังมีสองมือสองขาและลมหายใจ ก็ถือว่ามันสามารถคว้าอะไรก็ตามมาฆ่าเพื่อนพี่น้องของเราได้ เข้าใจหรือไม่”

            “รับทราบพะย่ะค่ะ”

            กิลเบิร์ตใจหายวาบ ภาพของศพห้าคนที่ถูกแขวนคอหน้าเมืองผุดขึ้นมาในหัวทันที และครั้งนี้เขาต้องยกมือปิดปากเพื่อกลั้นอาเจียน พลางโต้เถียงเสียงอู้อี้

“เพราะวิธีรับมือของพวกเจ้ามันโหดร้ายเกินไปต่างหาก! มันถึงมีการต่อต้านเกิดขึ้น!

            ทุกคนหันขวับมาจ้องเขาที่เผลอผงะตกใจ

            “ข้ารอฟังข้อเสนออยู่” ซิกฮาร์ดพูด

            ใจเย็น กิลเบิร์ตปลอบตัวเอง แล้วพูดอย่างไม่มั่นใจต่อ

“ทำไมเจ้าไม่ลองคุยกับพลเมืองก่อน อย่างไงเราก็จะช่วยเหลือโดยการพาหนีไม่ใช่หรือ ตอนที่เกิดสงครามขึ้น เรามีบุญคุณต่อพวกนั้นนะ

            “พาหนี? นั่นไม่ใช่ประชาชนของเราเสียหน่อย”

            “แต่พวกเขาก็คือชาวบ้านธรรมดา!

ซิกฮาร์ดชะงักงันครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะเสียงเบาออกมา ทำเหมือนเขาเพิ่งได้ฟังเรื่องตลกดี ๆ เรื่องหนึ่ง อัศวินเฮเนวิงบางคนหัวเราะตาม เขายิ้ม พลางเดินอ้อมมุมโต๊ะมาโอบบ่ากิลเบิร์ตอย่างเป็นมิตร แต่บรรยากาศกลับกดดันหนักหน่วงขึ้นทันใด กิลเบิร์ตเหงื่อตกเพราะความอับอายและวิตก เขารู้ทันทีว่าเขากำลังเอาคอตัวเองขึ้นเขียง

“เจ้าชายน้อย” ซิกฮาร์ดเอ่ย “ข้าขอแนะนำให้แอเธลวินเอาหน้าที่คุมพลเมืองไป”

            “กระหม่อมขอคัดค้าน” วิลเลี่ยมขัด

            กิลเบิร์ตรีบหันไปยกมือห้ามพร้อมแสร้งยิ้ม ทั้ง ๆ ที่กำลังใจของเขาลดลงจนแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม

“เจ้าควรจะได้พิสูจน์ด้วยตาตัวเอง เจ้าชายน้อย” ซิกฮาร์ดพูด “ว่าพวกนั้นจะซาบซึ้งในความช่วยเหลือของเจ้ารึเปล่า เพราะอย่างไรเสีย พวกเราทั้งเฮเนวิงและแอเธลวินต่างก็เป็นคนต่างชาติที่มาบุกรุกแผ่นดินของพวกมัน จะหวังให้มิตรภาพและความเชื่อใจเบิกบานภายในทันทีหรือ ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ”

            “นั่นไม่ใช่เพราะเจ้ามัวแต่มองในแง่ร้ายหรือ นั่นคือประชาชนตาดำ ๆ นะ จะมีทางสู้รบราฆ่าฟันกับอัศวินได้อย่างไง พวกเรามีชุดเกราะ มีอาวุธ แต่พวกชาวบ้านไม่มีอะไรทั้งนั้นนอกจากความกลัว!” กิลเบิร์ตโต้

ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทำไมเขาถึงมาที่นี่กัน?

            “ทั้ง ๆ ที่คนของพวกมันก็กำลังรุกมาปลดปล่อยเมืองน่ะหรือ เจ้าควรจะเตรียมนับศพอัศวินของตัวเองได้เลย”

            เขามารบเพื่อสตรีอันเป็นที่รัก ไม่ใช่หรือไง

กิลเบิร์ตไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะต้องเจอแรงกดดันเช่นนี้ พันธมิตรควรจะพูดคุยตกลงกันอย่างราบรื่นไม่ใช่หรือ อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่เขาเชื่อมาตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากแอเธลวิน ในบทสนทนาของอัลฟองเซ่กับพ่อ ทำไมถึงไม่มีปัญหากับพันธมิตรอย่างที่เขากำลังเผชิญบ้าง?

“ข้าไม่คิดว่ารัชทายาทแห่งเฮเนวิงจะครอบครองความคิดน่ารังเกียจแบบนี้ ฮอว์ธอร์น เจ้าต้องการให้โรสวอร์นเป็นเมืองร้างอย่างงั้นหรือไง ถึงออกคำสั่งให้ฆ่าประชาชนอย่างง่ายดายขนาดนี้น่ะ!” เขาโต้เถียงอย่างสับสน

            “ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องจำนวนประชากรหรอก เจ้าชายน้อย” อีกฝ่ายตอบกลั้วหัวเราะ “หลังจากสงครามจบ ข้าจะย้ายคนของเฮเนวิงมาอาศัยที่นี่แทน ไม่กี่ปี เดี๋ยวคนก็กลับมาครึกครื้นเต็มเมือง จริงไหม”

            “งั้นประชาชนของเจ้าก็คงต้องใจอำมหิตพอที่จะเข้ามาอาศัยในเมืองเพื่อทดแทนการฆาตกรรมหมู่ของเจ้า”

ซิกฮาร์ดก้มมองแผนที่บนโต๊ะ พลางระบายลมหายใจเหนื่อยอ่อน จากนั้นเขาก็โน้มตัวมากระซิบเสียงต่ำที่ข้างหู “ชนชั้นสูงที่กินอยู่กับความลำบากของชนชั้นล่างมาตลอดอย่างเจ้าน่ะเคยคิดถึงความเป็นอยู่ของพวกมันด้วยหรือ”

กิลเบิร์ตหน้าชาไปในทันที มันเหมือนกับเขาโดนตบหน้าอย่างแรง

            “เจ้าแค่สนใจชีวิตของพวกมันก็เพราะต้องการขัดคำสั่งของข้าเท่านั้น” เสียงของซิกฮาร์ดเยือกเย็นพิกล

สงครามที่กำลังจะปะทุภายในเช้าของวันใหม่เริ่มแจ่มแจ้งในห้วงความคิดของกิลเบิร์ต และมันเต็มไปด้วยเลือด เศษซากอวัยวะมนุษย์ และศพคนตาย ภาพของเขาซึ่งเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามกลางแสงอาทิตย์เรือนรองค่อย ๆ ถูกลบเลือนไป วีรบุรุษที่ทุกคนสรรเสริญ ภาพลวงตา ไม่มีจริง ทว่าอีกสิ่งที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกลับเป็นความหวาดกลัวที่เขาพยายามเก็บงำไว้ในเบื้องลึกสุดของจิตใจ มันคลี่คลายและคืบคลานออกมา

นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาเฝ้าฝันไว้ เขาไม่ควรจะมาที่นี่ตั้งแรก

เขาไม่น่ามาที่นี่เลย

รบเพื่อลิลี่และทำลายคำครหาของนาง? ไม่ นางแค่อยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น และเขาก็เลือกใช้นางเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับพ่อ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ชอบหรือรักนางเลยสักนิด และเขาก็มั่นใจว่านางไม่มีความรู้สึกรักใคร่ตอบกลับมาให้เขา มันคือมิตรภาพที่เขาเข้าใจผิดไปเอง มิตรภาพที่เขาฉกฉวยมาใช้เปิดทางเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง

            ในห้องเงียบเสียจนการถอนหายใจของซิกฮาร์ดเสียงดังจัด เขาบีบไหล่คล้ายจะปลอบ แต่มือหนักพอให้กิลเบิร์ตเบ้หน้า เขาเอ่ยถาม “เจ้าชายน้อย หากเจ้าต้องการช่วยรบที่แนวหน้าแทน ข้าคงต้องขอความช่วยเหลือเจ้าในด้านกลยุทธ์พอสมควร อย่างเช่น พลธนูยาวกับพลธนูผสมควรจะยืนอยู่ตรงไหนดี เราควรจะวางกับดับในเมืองอย่างไรดี”

            หยุดเดี๋ยวนี้

            “เจ้ารู้จักอัศวินของตัวเองพอรึเปล่า ใครเก่งหรือถนัดอะไร และหากเจ้าเป็นอะไรไปขึ้นมา อย่างเป็นลมกลางสนามรบกะทันหัน ใครจะขึ้นมารับหน้าที่ต่อ? เจ้าทราบหรือไม่ว่าคนของเราจะกลับมามีกำลังใจได้ด้วยวิธีไหน และพวกข้างนอกนั่นจะหมดกำลังใจได้ด้วยอะไร?”

            เหมือนกับเด็กไร้สมองที่จับผลัดจับผลูมาอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่เจนสงคราม นั่นคือความจริง

นั่นคือเขา

            “อันที่จริง เจ้าเคยได้ยินเรื่องเล่าลือหรือเปล่าว่าพวกทะเลทรายนิยมการทรมานศัตรูอย่างไร” ซิกฮาร์ดยื่นมืออีกข้างมาแตะขมับกิลเบิร์ต “มันจะแล่หนังหัวเปิดออกช้า ๆ--

            “แอเธลวินจะคุมพลเมือง!” กิลเบิร์ตตัดสินใจ พร้อมผลักซิกฮาร์ดออกอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซเล็กน้อย “พวกข้าจะคุมพลเมืองเอง! ชัดเจนหรือยัง!

            ไม่มีใครในคณะอัศวินแอเธลวินเอ่ยเถียงการตัดสินใจ มันควรจะทำให้กิลเบิร์ตโล่งอกที่ทุกคนอยู่ข้างเขา แต่เปล่าเลย เมื่อเขาลองหันไปมองใบหน้าของแต่ละคนอีกครั้ง นั่นเองที่เขาสะอึกกับการถูกจ้องด้วยสายตาอันว่างเปล่า ราวกับว่าแต่ละคนกำลังรอให้คำสั่งฝังลึกเข้าไปในสมอง หลังจากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจเงียบ ๆ มองหน้ากันและส่ายหัว ทั้งปลงและอับอายกับความอ่อนแอเหลือเชื่อของแม่ทัพฝ่ายตน

พวกเฮเนวิงกลั้นหัวเราะ พลางกระซิบกระซาบเหน็บแนมกันภายในหมู่คณะ “สมกับเป็นเจ้าชายน้อยเสียจริง”



ตอนไม่มีสอบไม่มีงาน หัวไม่แล่น แต่พอจะต้องอ่านนี่ไอเดียมาเชียว โอย ก็นั่นแหละค่ะ ยังสอบไม่เสร็จ เหลืออีกสองตัว แต่ไอเดียมาก็ต้องเขียน ไม่งั้นจะคันยิก ๆ มีความรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจนักเรียนนักศึกษายามสอบมากขึ้นค่ะ งานอ่าน One Night Genius ต้องมา /เดี๋ยว

หลังจากสอบเสร็จ เราก็จะกลับมาอัดกระทิงแดง (?) เพื่อปั่นเรื่องนี้ให้จบอย่างว่องไว อีกแค่ไม่กี่ตอนเท่านั้น อยากเขียนให้เสร็จก่อนเปิดเทอมค่ะ ประมาณเดือนสิงหาคม เพราะดูแล้วเรียนน่าจะหนักกว่าเดิม แง ๆ อย่าเพิ่งไปไหนกันนะคะ มารอบทสรุปด้วยกัน ;w;


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #396 bell1820 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 11:02
    ฟังดูท้าทายดี สรุปทั้งสองคนก็เป็นมังกรเหมือนกัน กรี้ดๆ กลับมาอ่านตอนนี้แล้วเขินกว่าเดิมอีกกกกกก
    #396
    1
    • #396-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:15
      จุ๊ ๆ สปอยล์นะ 555
      #396-1
  2. #324 tingerbel (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 / 06:39
    เขียนดีมากๆเลย เรารออ่านต่อตลอดนะ ตอนนี้กิลเยิร์ตน่าสงสารนะ ถ้าคิดตามวิธีคิดของนางที่เติบโตมาอย่างดีก็เป็นอย่างนี้แหละ คือมันก็ไม่ผิดนะ แต่พอคิดตามมุมคนเจนสนาม เห็นจริงเจอจริงมาก่อนมันเลยดูเป็นเด็กน้อย มันคือภาพในอุดมคติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง รอต่อนะ
    #324
    1
    • #324-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      18 พฤษภาคม 2559 / 10:48
      เหมือนกิลเบิร์ตจะโดนไล่ตบเกรียน (?) ตามอากาเบลที่โดนตบไม่หยุดมาตั้งแต่ตอนหนึ่ง ;w;
      #324-1
  3. #323 kaewly (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 20:45
    ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดันตัวเองหรอกค่ะไรท์
    เอาให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า
    ไม่ได้หาไปไหนนะคะ รีดยังคงอ่านกันอยู่เหมือนเดิมแหละ
    ขอให้ผลสอบออกมาAนะคะ
    อัจฉริยะข้ามคืนเราก็ทำบ่อย555
    #323
    1
    • #323-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      18 พฤษภาคม 2559 / 10:47
      ขอบคุณมากนะคะ ;w;
      #323-1
  4. #322 bell1820 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 20:32
    ทำไมอ่านแล้วดีทริคหล่อ ยิ่งอ่านยิ่งหล่อ 555555555555555555555
    #322
    1
    • #322-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      18 พฤษภาคม 2559 / 10:47
      อาจเพราะเลิกนิสัยแย่แล้วรึเปล่าคะ XD
      #322-1
  5. #321 venelin (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 20:18
    เอิ่ม ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่อ่านไปทำไมแอบจิ้นมีบีบไหล่ โอบคอ กระซิบดั้วะ
    #321
    1
    • #321-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      18 พฤษภาคม 2559 / 10:46
      ขอโทษค่ะ อ่านคอมเมนต์นี้แล้วหลุดขำ แหะๆ
      #321-1
  6. #320 disastrechalala (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 15:45
    เขาโดนจับเป็นคู่หูพ่อมดแม่มดกันมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย 555 อากาเบลเลิกเหล้าได้แล้วมั้ง สงสารกิลเบิร์ต แค่คิดก็เศร้าแทนลูกหมาน้อยแล้ว แบบนี้ก็แก้ตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว ตื่นเต้นกับความสัมพันธ์นี้ ตื่นเต้นกับการต่อสู้ครั้งใหญ่กับอาณาจักรทะเลทราย ตื่นเต้นกับบทสรุปในอีก 10 ตอนข้างหน้า ตื่นเต้นน :D
    #320
    1
    • #320-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:04
      ตื่นเต้นที่จะเขียนจบเช่นกันค่ะ ฮา
      #320-1
  7. #319 nooknickky (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 เมษายน 2559 / 07:37
    ไรรรรรรรรท์!!!
    เราอ่านรวดเดียวจบหลังจากfavไว้มานาน
    ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
    แต่ แต่ แต่ ... ทำไมไรท์ใจร้ายปล่อยให้ค้างคาอย่างนี่เล่าาาา!!
    #319
    1
    • #319-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:03
      ขอบคุณมากนะคะ ;v;) และขอโทษด้วยค่าที่ทำให้ค้าง แงๆๆๆ
      #319-1
  8. #318 tingerbel (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 เมษายน 2559 / 15:05
    ตอนนี้ เขียนมาเพื่อเอาใจคนอ่านใช่มั้ย นี่แทบกรี้ด คือ ความหวานของสองคนนี้ที่นานนนนนนนนนนนนนนนนานนนนนนนนนนนนนมาที บิดจนไม่รู้จะบิดยังไง อากาเบลค่อนข้างก่งก๊งกับตัวเอง ส่วนดีทริคนี่น่าจะชอบ
    #318
    2
    • #318-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:03
      ความผิดดีทริคคนเดียวค่ะที่ทำให้ฉากหวานแทบไม่มี XD /ไม่ใช่แล้ว!
      #318-1
    • #318-2 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:03
      ความผิดดีทริคคนเดียวค่ะที่ทำให้ฉากหวานแทบไม่มี XD /ไม่ใช่แล้ว!
      #318-2
  9. #317 venelin (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 เมษายน 2559 / 08:01
    กรี๊ด ความท้าทายนี้คืออะไร 555
    #317
    1
    • #317-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:02
      นี่คงเป็นคำถามที่อยู่ในหัวอากาเบลเช่นกันค่ะ 5555
      #317-1
  10. #316 parties-pkw (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 23:42
    ฟังดูน่าสนใจ.. เจอรุกหนักแน่คราวนี้ หึๆ
    #316
    2
    • #316-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:02
      ปล่อยให้สาวเจ้าเขารุกมาคนเดียวตั้งนาน (?) /เดี๋ยวๆๆ
      #316-1
    • #316-2 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:02
      ปล่อยให้สาวเจ้าเขารุกมาคนเดียวตั้งนาน (?) /เดี๋ยวๆๆ
      #316-2
  11. #315 bennett13 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 23:29
    ความฟินมาเยือน หุหุหุ =.,=
    #315
    1
    • #315-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:01
      ไม่เหมือนฉากหวานให้ฟินเลย ฮา แต่กับดีทริคคงต้องเป็นฉากประเภทนี้ XD
      #315-1
  12. #314 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 21:43
    อ๊ายยบยย ในที่สุด ไรท์ก้มาาาาา คิดถึงค่ะ

    ชอบจัง ดีทริค ประฌยคที่บอกว่า "ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหน เจ้าถึงจะสนใจ" กับ "ฟังดูท้าทายดี" อร้ายยยย ในที่สุดก้ยอมรับ ว่าสนใจอไอหนูเบลแล้วเหรอ ดีทริค ดีๆๆ ไปสอยมาให้ได้ สู้ๆๆๆ



    ฝากถึงหนูเบล อะไรที่พูดไปแล้ว จะมากลับคำตอนหลังไม่ได้น้าาาาาาา



    ไรท์ค่ะ ขอให้สอบได้คะแนนนเอๆๆ น่ะค่ะ
    #314
    1
    • #314-1 kachelya(จากตอนที่ 34)
      14 พฤษภาคม 2559 / 19:00
      ขอให้ได้คะแนนเอทุกตัว *สาธุ* /ผิด

      ให้รอกันมากันกี่ตอนกว่าจะยอมรับว่าสนใจอากาเบล ถามใจตัวเองดูค่ะดีทริค
      #314-1