Draconic Chronicle

ตอนที่ 33 : III-33: Indifferent Girl, Once

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 559
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^


33


            ลิลี่ไม่ปฏิเสธว่าเธอไม่อยากเป็นแค่คนปกติทั่วไป ตั้งแต่เล็กแล้วที่เธอมีโอกาสเชยชมชีวิตของชนชั้นสูงในงานเลี้ยงหรูหรา ทั้งชุดและอาหารวิเศษวิโสนั่น เธอเฝ้าฝันมาตลอด เธออยากเป็นคนพิเศษ เธออยากเป็นคนสำคัญ เธออยากเป็นผู้ที่ถูกเลือก อย่างน้อยเธอก็อยากเดินเส้นทางที่ไม่มีใครทำแบบโซโกลอฟ อัศวินฝึกหัดผู้หญิง หรืออาชีพที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

            แต่สุดท้าย เธอก็เป็นได้แค่คนธรรมดา เหมือนผู้คนซึ่งคราคร่ำในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งเจ้าของชอบเล่าว่าเขาเป็นพยานเห็นรัชทายาทแห่งเฮเนวิงต่อสู้กับมังกรมีเกล็ด ทุกคนในที่นี้น่าจะเป็นคนทั่วไปเหมือนเธอ ไม่ได้สลักสำคัญ และการกระทำใด ๆ คงไม่ส่งผลต่ออาณาจักร พวกเขาแต่งตัวไม่ต่างไปจากชาวแอเธลวิน ผมสีเข้มเช่นเดียวกัน อาชีพก็คงวนเวียนอยู่กับชาวไร่ ชาวนา

            บางคนคงกำลังตามหาผู้หญิงไปเป็นคู่ครองของตนไม่ก็ให้ลูกชาย ทั้งจูเลียน่ากับลิลี่จึงถูกจ้องมองตาเป็นมันตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในโรงแรม ราล์ฟต้องทำหน้าที่เป็นพ่อที่หวงลูกสาวสุด ๆ อย่างช่วยไม่ได้ เขาจะนั่งที่โต๊ะด้วยเสมอ พอถึงเวลานอนก็จะนั่งเฝ้าหน้าประตูห้องอย่างต่ำเป็นชั่วโมง จนแน่ใจว่าไม่มีใครหน้าไหนกล้าเดินมาแวะเวียน

            อย่างไรก็ตาม ลิลี่ก็ไม่อาจรอดไปจากการถูกจ้องอย่างโจ่งแจ้ง เธอต้องก้มหน้างุดเสมอ และภาวนาว่าพวกเขาจะหยุดจ้องเธอสักที กลุ่มที่จ้องเธอให้ความรู้สึกเสียวสันหลังจนขนลุกเกรียวกราว มีสามคน สองในนั้นสวมเสื้อผ้าหนาเตอะไม่เห็นหน้า แต่ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มไม่ได้โพกผ้าหนาปิดหน้า นางมีเชื้อชาติประหลาด ผิวสีขาวเหลือง ดวงตาเล็กตี่สีน้ำตาล

            ใช่ นางคล้ายกับโซโกลอฟที่แม้จะมีดวงตาที่โต แต่เปลือกตาชั้นเดียว และผิวเข้มออกไปทางน้ำผึ้งมากกว่า

            กลุ่มนี้จ้องลิลี่มาหนึ่งวันเต็ม ๆ และวันนี้ก็เป็นวันที่สอง ช่วงค่ำ ราล์ฟกำลังสอนจูเลียน่าพูดภาษาเฮเนวิงอยู่

            “ถูกต้อง เหมือนภาษาแอเธลวินเลยล่ะ แต่มันจะเรียงประธานไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ อย่างเจ้าจะพูดว่า วันนี้-เรา-ไป-บ้านของเขา ก็เป็น วันนี้-ไป-บ้านของเขา-เรา ก็ได้ ประหลาดใช่ไหมล่ะ ข้าก็คิดเหมือนกัน”

            “ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?”

            “คงได้รับอิทธิพลมาจากจักรวรรดิคีเทียคฮ์กระมัง รู้ไหมว่าชาวกีดีเนียก็เป็นชนชาติที่อพยพมาจากจักรวรรดิคีเทียคฮ์นะ ภาษากีดีเนียก็เลยคล้ายกับภาษาที่นั่นมาก เปรียบเหมือนเราเป็นลูกหลานเขาอย่างไงล่ะ”

            ลิลี่เหลือบเห็นผู้หญิงคนเดิมกำลังมองตรงมาอีกแล้ว เส้นผมสีดำขลับคลอเคลียใบหน้าแหลมนั่น โซโกลอฟอาจจะสืบเชื้อสายมาจากที่เดียวกับนาง เธอคิดแล้วหลุบตาต่ำ พลางจิบซุปในชามดินเหนียวเงียบ ๆ เธอจับความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายไม่ได้เลย มันว่างเปล่า เงียบฉี่ นั่นยิ่งทำให้เธอกังวลหนัก คนจะไม่คิดได้อย่างไงกัน?

            พลันหญิงสาวคนที่จับจ้องอยู่ก็ลุกพรวด ทำเอาลิลี่สะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นแรงกับทุกฝีเท้าของนางที่ย่ำตรงมาหา ราล์ฟหยุดสอนจูเลียน่าทันทีเมื่อสังเกตเห็นท่าทางตื่นกลัวของลิลี่ เขาปิดปาก ตามองตรงไปยังภาพวาดติดผนังไม้ของโรงแรม ไม่กระโตกกระตาก พลางเลื่อนมือไปแตะอาวุธข้างเอว กำลังเฝ้ารอหญิงสาวผมดำที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

            แต่หญิงสาวคนนั้นกลับเดินเฉี่ยวไหล่ราล์ฟไปสั่งเครื่องดื่มกับเจ้าของโรงแรมแทน

            “เกิดอะไรขึ้น!” จูเลียน่าเบิกตาโพลงถาม

            “พระเจ้า! เจ้าไม่ต้องถามเสียงดังขนาดนั้นก็ได้!” ราล์ฟจุ๊ปาก แล้วหันมาหาลิลี่ “เจ้ากังวลอะไรอีกรึเปล่า”

            “มะ-ไม่เจ้าค่ะ ไม่มีอะไร”

            เมื่อทั้งสองคนหันกลับไปคุยเรื่องภาษาเฮเนวิงอีกครั้ง หญิงสาวผมดำก็เดินถือแก้วมีฟองเบียร์ไหลท่วมกลับมา แต่คราวนี้ นางเดินเข้ามาประชิดแผ่นหลังลิลี่ที่ตัวแข็งทื่อ มือเย็นเฉียบด้วยความกลัวทันใด ทว่านางไม่ได้ทำร้ายอย่างที่ลิลี่คิด นอกจากยัดกระดาษใส่ไว้ในแขนเสื้อของเธอ จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองดังเดิม

            ลิลี่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะแอบหยิบกระดาษออกมาเปิดอ่าน

            พวกเราจะตามไปช่วยท่าน อย่าตื่นตระหนกอิลยูชิน

            อิลยูชิน? เธอขมวดคิ้ว รีบแหงนหน้าขึ้นมามองโต๊ะเจ้าปัญหาดังกล่าวทันที ผู้หญิงผมดำนั่นแย้มยิ้มหวานให้ ส่วนผู้ชายอีกสองคนก็หันมามองด้วย คนหนึ่งมีนัยน์ตาสีเกือบทอง ตอกย้ำเธอโดยไม่มีสาเหตุว่าคน ๆ นี้แหละคืออิลยูชินที่ว่า

            วินาทีนั้น ประตูโรงแรมก็ถูกเปิดผางอย่างแรง ตามมาด้วยทหารติดสัญลักษณ์ราชวงศ์แอเธลวินที่กรูเข้ามาหาเธอ


***


หนึ่งในคณะอัศวินสามสิบกว่าคนนี้ต้องมีพ่อมดหลบซ่อนด้วยอย่างแน่นอน เจ้าของสาเหตุเขม่าควันที่โจรนั่นทรมานก่อนจะโดนยาโรเมียร์ฆ่า

ในตอนแรก อากาเบลคิดว่านั่นเป็นฝีมือของดีทริค แต่เมื่อเธอถามเขาไปว่าทำไมเขาถึงต้องลงทุนใช้เวทมนตร์จัดการโจรด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาก็กำลังใช้หน้าไม้อยู่แล้ว จะทางไหนคนปกติก็ตายในเสี้ยววินาทีอยู่ดี นั่นแหละที่เขาเลิกคิ้วใส่เธอ ท่าทางงุนงง

“นั่นไม่ใช่ฝีมือข้า” เขาพูด หลังจากนั้น เขาก็แอบมองอัศวินคนอื่นตลอดทางอย่างหวาดระแวงเป็นระยะ ๆ

หากนั่นไม่ใช่ฝีมือของดีทริคแล้ว การตัดสินใจของพระเจ้าชาร์ลส์ก็สร้างความสับสนที่สุดให้แก่อากาเบล คนที่เกลียดชังเวทมนตร์อย่างเขาน่ะหรือจะส่งพ่อมดในคราบอัศวินมาคอยควบคุม? แต่แล้วเธอก็นึกถึงโคนอน สตาญิสวัฟ ที่ปรึกษาของราชา นั่นก็เป็นพ่อมดไม่ใช่รึไงกัน อาจเป็นเพราะราชาเองก็เคลือบแคลงใจว่าเธอเป็นแม่มดที่น่าจะอันตรายไม่แพ้ดีทริค แน่ละ เธอเป็นมังกรนี่

ดังนั้น อากาเบลจึงบอกดีทริคเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้าชาร์ลส์ไป หรืออันที่จริง เธอก็วางแผนจะบอกเขามาตั้งนานแล้ว ว่าเธอต้องฆ่าเขาแลกกับชีวิตของลิลี่ เพื่ออนาคตของอาณาจักรแอเธลวินที่เธอไม่ได้เกิดและเติบโตที่นี่ โดยที่ราชาไม่รู้ว่ามีพันธสัญญาชีวิตค้ำคออยู่

แน่นอนว่าใบหน้าเรียบตึงของเขาแทบไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากยกยิ้มยียวนที่มุมปาก แล้วขำในลำคอเบา ๆ

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนรอบตัวจะต้องฆ่าข้า” เขาบอก “ไม่แปลกที่มันจะเข้าหาเจ้าแทน”

ถึงจะเปิดเผยแผนการของพระเจ้าชาร์ลส์ไป อากาเบลกลับปิดเงียบเป้าหมายที่แท้จริงของเธอ ในเมื่อลิลี่ ราล์ฟ และจูเลียน่าปลอดภัยในต่างแดนแล้ว เธอก็เหนื่อยที่จะวุ่นวายกับความขัดแย้งรอบข้างอีก ถึงวันที่เธอหลุดพ้นจากพันธสัญญาชีวิตจริง ๆ เธอก็ไม่มีที่ให้ไปอีกแล้ว ฉะนั้นเธอก็อยากตะโกนบอกให้พวกมนุษย์จัดการปัญหาของตัวเองซะ แล้วปล่อยให้เธอรู้สึกยินดีลึก ๆ ที่ราชาส่งพ่อมดมา ความตายน่าจะมาถึงเธอได้ง่าย ๆ

            ช่วยไม่ได้ที่อากาเบลจะยังคงคร่ำครวญถึงเรื่องเลวร้ายซ้ำไปซ้ำมาในหัว ในเมื่อการได้มานั่งกับดีทริคทำให้เธอได้ยินคำครหาหยาบคายจากปากอัศวินคนอื่นทุกร่ำไป พวกเขาจะขมุบขมิบพูดว่า “ให้ข้าเดานะ พอเจ้าไปถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าคงลงโทษให้เจ้าถูกไฟเผาตายทันที ฟอร์เซเคน” ไม่ก็ “พระราชาอุตส่าห์ให้โอกาสนี้กับเจ้า แต่ข้าไม่คิดว่าเลือดต่ำช้าของพ่อมดจะถูกชำระล้างไปได้หรอก” หรือประโยคอื่น ๆ ที่จาบจ้วงโธมัส เบลนเฮล์ม และสายตาเหยียดหยาม เสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ การสั่งประหนึ่งเป็นคนรับใช้ หรือการรวมหัวชิงโภชนาการดี ๆ ไป แล้วทิ้งแต่ของย่ำแย่ไว้ให้

            อากาเบลไม่เคยเห็นเบื้องหลังพวกนี้มาก่อน หรือจริง ๆ คือเธอไม่ได้สนใจที่จะสังเกตชีวิตประจำวันของดีทริคเลย เธอยุยงให้เขาหันไปฟาดปากคนพูดหรือโต้เถียงไม่ได้ คนล่ะชนชั้น นั่นแหละ ที่นี่ห่างไกลจากพระราชวังหลวงซึ่งมีรัชทายาทอัลฟองเซ่ที่เต็มไปด้วยอำนาจพำนักอยู่ ข่าวสารกว่าจะไปถึงก็คงเป็นปี และกิลเบิร์ตที่มีตำแหน่งใหญ่สุดที่นี่ก็เฉื่อยชาไปกับเดินทางจนแทบจะหลับคาม้าในทุก ๆ วัน

ฉะนั้น สิ่งที่ดีทริคทำได้ก็คือตั้งหน้าตรงมองทางข้างหน้าอย่างเดียว หน้านิ่ง แต่หัวคิ้วมุ่นเล็กน้อย ตาดุร้ายขึ้นมา แล้วเขาก็ทำไอ้ท่าเหมือนเคี้ยวลิ้นไม่ก็กัดกระพุ้งแก้มอยู่ตลอดเวลา

            “เฮ้ย ฟอร์เซเคน ทำไมเอ็งไม่เอายายเด็กนั่นมาแบ่งปันบ้าง! จะเก็บไว้กินคนเดียวรึไงวะ พวกข้าไม่ได้กลิ่นสาว ๆ มาหลายเดือนแล้วนะโว้ย!” อัศวินข้างหลังเร่งม้ามาถองไหล่ดีทริค ตาวาววับมองเด็กสาวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

            ไม่ทันการเสียแล้ว อากาเบลเผลอร้อง “อี๋” ใส่คนพูดที่บังอาจยื่นมือมารวบคางเธอเต็ม ๆ

            “เกิดอะไรขึ้นน่ะ? หยุดเดี๋ยวนี้นะ ใครก็ได้” กิลเบิร์ตตื่นจากภวังค์เหม่อลอยมาห้ามปรามยกใหญ่ เมื่ออัศวินที่หน้าเสียยื่นมือมากระชากแขนอากาเบล ก่อนจะโดนเธอกัดเข้ากับต้นแขนอย่างแรงจนเขาร้องลั่น ด่าทอเธอว่าเป็นหมาบ้าน่ารังเกียจ เขาเกือบตบหน้าเธอซะแล้ว หากไม่มียาโรเมียร์เข้ามาดึงไหล่รั้งเอาไว้

            “คนอาณาจักรนี้มันป่าเถื่อนกันทุกคนเลยหรือ เจ้าชาย?” ยาโรเมียร์ถากถางอย่างใคร่รู้ “จะตบเด็กมันซะล่ะ”

            “คิดว่าข้าอยากยุ่งกับนังเด็กแม่มดที่ฆ่าหมาป่าได้หกตัวในคืนแห่งการกำเนิดจริง ๆ รึไง” อัศวินแก้ตัว

            ดีทริคที่นั่งหลังตรงทื่อคลายมือที่วางไว้บนด้ามดาบอย่างเชื่องช้า แล้วกลับไปคุมบังเหียนม้าดังเดิม

            ให้ตายเถอะ อากาเบลสบถในใจ ต้องพยายามคุมมือไม้ที่สั่นสะท้านให้นิ่ง เธอนึกถึงขุนนางที่เคยคิดจะลวนลามเธอตอนที่เธอยังอาศัยอยู่ในปราสาทหลังเก่าของกิลเบิร์ตที่เมืองคาลีชซ์ กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งในตอนนั้นยังติดจมูกเธอมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะเหงื่อมันลื่นของไอ้ขุนนางนั่น เธอหลับตาลง พลางพยายามลบเหตุการณ์ดังกล่าวทิ้งไป

            ความคิดย่ำแย่วนเวียนอยู่ไม่นาน กระทั่งหิมะตามพื้นบางลงเรื่อย ๆ จนหายไปโดยสิ้นเชิง เผยให้เห็นพื้นดินที่แห้งแล้งในตอนแรก และเริ่มมีต้นหญ้าสีเขียวเข้มเรี่ยดินขึ้นกระจายไปทั่ว ฝนที่ไม่เคยตกมายาวนานก็ตกในบัดดล เป็นหยดใหญ่ที่กระทบกับใบไม้เสียงดัง หนักหน่วงจนคณะอัศวินที่ไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ต้องหยุดเดินทางไปชั่วขณะ อากาศยังคงหนาวอยู่ แต่ไม่ได้หนาวแห้งจนผิวและริมฝีปากแตกระแหงเลือดซิบอีกต่อไป อัศวินหลายคนจึงใช้โอกาสนี้กรอมมือรับน้ำฝนมาชะล้างคราบสกปรกบนใบหน้า แล้วสางผมที่ปัจจุบันยาวจนเกือบแตะไหล่ไปข้างหลัง

วู้ดแลนด์ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ทำให้อากาเบลตื่นเต้น มันมีสีเขียวอมฟ้าประกอบเป็นส่วนใหญ่ใต้ม่านฝน เมื่อฝนหยุดตก เธอก็มั่นใจว่ามันจะต้องเป็นสีเขียวขจียิ่งกว่าที่เธอเคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เธอพยายามปั้นหน้านิ่งไร้อารมณ์และแยกเขี้ยวใส่ดีทริคที่ถอดเสื้อคลุมของเขามาคลุมหัวเธอเพื่อกันฝน แม้ในใจจะคึกคักจนเนื้อเต้นก็ตาม

หยาดฝนสุดท้ายร่วงลงสู่ผืนดิน พร้อมกับแสงอาทิตย์สีทองสาดส่องทะลุเพดานใบไม้ลงมา อากาเบลอดที่จะตาโตและอ้าปากค้างไปกับบรรดาต้นไม้เบื้องหน้าไม่ได้ เธอเห็นต้นโอ๊กใหญ่โต แตกกิ่งก้านสาขาแข็งแรงเหมือนก้อนเมฆเป็นครึ่งวงกลมคว่ำหน้า ต้นเมเปิ้ลข้าง ๆ ดูบอบบางกว่าหลายเท่า ใบเล็กจนสามารถเห็นกระรอกสีน้ำตาลที่ปีนป่ายไปตามกิ่งได้ มีต้นไม้อีกหลายสายพันธุ์กระจายไปทั่วป่าแห่งนี้ บางต้นมีใบไม้ย้อยลงมาจรดดิน บางต้นมีเปลือกไม้คล้ายจะหลุดลอกอยู่เร็ว ๆ แล้ว แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นเหมือนอุโมงค์ธรรมชาติ ใบไม้เขียวสดเอนเข้าหากัน ปกคลุมทางเดินที่ขนาบด้วยต้นหญ้าตลอดเส้น

ดอกไม้สีม่วงเป็นพุ่มทรงกลมเล็กกว่าฝ่ามือสะบัดไสวเมื่อคณะอัศวินเคลื่อนที่ผ่านไป กลิ่นของป่าฟุ้งด้วยดินชื้น ไม่แห้งและกรีดปอดเหมือนที่ที่จากมา อากาเบลแทบจะปีนป่ายดีทริคขณะสำรวจรอบข้างด้วยความสนใจ ถ้าเธอลองนอนบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่มนั่นด้วยร่างมังกร มันจะสบายขนาดไหนกันเชียว? แล้วเกล็ดสีเงินนี่คงไร้ประโยชน์ไปเลยในการพรางตัว

เธอเผลอยิ้มอย่างขบขันตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เมื่อเห็นว่าเหนือศีรษะเป็นกิ่งไม้ที่มีนกตัวอ้วนพองขนอยู่ ขนของมันแต่งแต้มด้วยสีโทนร้อน น้ำตาล ส้ม แดง ส่งเสียงกระจิบเป็นจังหวะเพลงผสานกับเพื่อนของมันจากทุกทิศ เธอจึงยืดตัวสุดจนต้องเหยียบอานม้าเป็นฐานเพื่อฉวยแอปเปิ้ลบนนั้นลงมา ดีทริครีบดันหลังเธอไว้ก่อนที่เธอจะหล่นทันที

            “หยิบซี้ซั้วอย่างนั้นไม่กลัวเจอผลพิษเข้าหรือไง” เขาถามดุ ๆ

            “เจ้ามีภูมิคุ้มกันพิษนี่ จะกลัวอะไรอีก?”

            ดีทริคเดาะลิ้นใส่ แล้วปล่อยให้อากาเบลกัดแอปเปิ้ลดังกร้วมโดยไม่ห้าม รสชาติหวานซาบซ่าจนเธออารมณ์ดีในทันใด เธอตะแคงหันไปยักคิ้วให้คู่สนทนา แล้วดันแอปเปิ้ลไปให้ “ลองชิมดู”

            กว่าดีทริคจะยอมชิมแอปเปิ้ลที่เธอถือก็ใช้เวลาสักพักใหญ่ เหมือนเหล้าที่เธอยื่นให้เขาในตอนเย็นหลังจากนั้น สุดท้ายเมื่อเขาไม่เห็นหนทางที่ดีไปกว่านี้ และอาหารก็น้อยนิดจนต้องแบ่งปันให้ทั่วถึง เขาก็ยอมที่จะดื่มเหล้าขวดเดียวกันกับเธอ ซดซุปจากชามเดียวกัน รวมถึงอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมปังที่แข็งจนกัดทีฟันแทบหัก หรือรากไม้ ลูกไม้ ปลาย่าง กระต่ายย่าง และอีกสารพัด

            “มังกรก็กินอาหารด้วยกันบ้าง พวกกวางมูส หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ ๆ” อากาเบลชวนดีทริคคุย แม้ว่าเธอจะระเบิดเรื่องราวที่เก็บกดมายาวนานให้เขาฟังแล้ว แต่เธอก็ยังแก้ความเย่อหยิ่งของตัวเองไม่ลงเสียเท่าไร “แน่นอนว่ายกเว้นข้า ไอ้บ้าตัวไหนกล้าเข้ามากินอาหารร่วมกับข้าก็ถือว่าโง่มากแล้ว หา? ข้าไม่ได้ว่าเจ้าสักหน่อย แต่จริง ๆ เจ้าก็ดูโง่นะ”

            เธอยิ้มบ่อยขึ้นก็ต่อเมื่อได้คุยกับดีทริค หากอยู่กับคนอื่น เธอจะเชิดหน้า กอดอก และมองทุกอย่างรอบข้างด้วยหางตาดังเดิม กิลเบิร์ตต้องมากระซิบบอกเธอลับ ๆ ว่าเธอไม่มีวิธีเปลี่ยนใบหน้าปกติของเธอให้ดูเป็นมิตรมากกว่านี้หรือ มันเหมือนกับเธอมองคนอื่นอย่างดูแคลนเสมอ และมันน่าหมั่นไส้สิ้นดี (เขาย้ำว่าคนอื่นพูด) อัศวินคนหนึ่งดื่มเหล้าและตะโกนสาบานว่าเธอควรจะโดนตบสักป้าบให้หน้าหงอ แต่คงเกรงใจเจ้าชายกับอาคันตุกะต่างถิ่นเกินกว่าจะลงไม้ลงมือ

            คนพวกนี้คือพวกป่าเถื่อนในคราบนักบุญชัด ๆ อากาเบลกลอกตาเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ เหมือนได้เห็นเบื้องหลังดำมืดอย่างไงชอบกล คณะอัศวินพบผู้แสวงบุญประปรายเป็นระยะ ๆ ในวู้ดแลนด์ ถึงแม้จะเกิดสงคราม แต่ศรัทธาของประชาชนเหล่านี้คงมากล้นจนยังไม่ทำให้แผนเดินทางข้ามดินแดนถูกล้มเลิก พวกเขาจะหยุดพักในค่ายพักแรมของคณะอัศวินหนึ่งคืน ชวนสวดมนตร์ถึงพระเจ้า และมอบอาหารดี ๆ ที่พกติดตัวให้ แล้วพวกอัศวินก็จะพูดไพเราะ ยิ้มแย้ม อ่อนน้อมเป็นที่สุดกลับคืนไป บอกว่าจะเอาชัยชนะจากพวกคนเถื่อนกลับมาให้ชาวอาซีมุสอย่างแน่นอน

            ลับหลัง พวกเขาก็จะคุยกันในวงว่า “ไปตายที่ต่างถิ่นให้ไอ้พวกยอร์มุนเรคกินเงินเปล่า ๆ กันทำไมวะ” หรือ “เออ จริง ๆ ข้าไปเข้าร่วมองค์กรแล้วกินเบี้ยเลี้ยงพวกที่มาฝากเงินฝากของน่าจะรายได้ดีนะ” ไม่ก็ “จะบ่นกันทำห่าเหวอะไรกัน พวกเอ็งน่ะ ไม่มีเงินบริจาคจากพวกนั้นแล้วจะหาอะไรกิน? อย่าให้ข้าได้ยินใครบ่นว่าไม่มีเงินตีอีตัวที่ทะเลทรายนะ”

            ยังไม่นับว่าพวกนี้ต่างมีภรรยากันหมดแล้ว และศาสนาอาซีมุสห้ามการหลับนอนกับคนนอกครอบครัว

            การที่ทุกคนพูดถึงดินแดนทะเลทรายนั้นทำให้อากาเบลค่อย ๆ หลุดจากความสำราญใจกลับมายังความเป็นจริง เธอกำลังจะไปตายไม่ใช่หรือไง ท่าทางซึมกะทือกลับมาอีกครั้ง ในใจเธอวาดภาพว่าเมืองเป้าหมายคงตั้งอยู่กลางดงทะเลทรายสีเหลือง แห้งแล้ง ว้าเหว่ เศร้าสร้อย แต่เมื่อคณะอัศวินเดินทางผ่านพ้นชายคาเขียวขจีของวู้ดแลนด์ออกมา ไอ้ดินแดนทะเลทรายที่ว่านั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักนิด

มันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่กึ่งกลางสองภูมิภาค ระหว่างทวีปตะวันออกและตะวันตก เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ ในเมื่อมันอยู่ใกล้เคียงวู้ดแลนด์ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรอาหาร ตัวเมืองตั้งบนพื้นดินแข็งแห้งสีน้ำตาลเทายากจะขุด อยู่ลึกในซอกลีบของหุบเขาที่ขนาบซ้าย ขวา และหลัง มีแค่ด้านหน้าเท่านั้นที่ผู้คนจะสัญจรได้ และเลยหุบเขาสูงที่เป็นรอยต่อไปก็เจอกับทะเลทรายสีส้ม ยึกยักเป็นเว้าโค้งกว้างไกลสุดสายตา

            หัวใจของอากาเบลกระหน่ำเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นอีกครา เมื่อกำแพงหินสูงสีเปลือกไข่ค่อย ๆ ปรากฏสู่สายตา หอคอยธนูตรงหัวมุมโผล่ให้เห็นก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนม่านกำแพงที่เหลือจะทยอยกางกว้างตรงหน้า มันเหมือนกับกำแพงม่านของปราสาทที่อาณาจักรแอเธลวิน แต่ตัดขอบและมุงหลังคาเป็นทรงกลม ประตูชักรอกไม่ใช่ทรงสี่เหลี่ยม แต่ตีฉาบเป็นรูปร่างโดมมียอดสีเขียวอ่อน ตรงตีนกำแพงม่านมีช่องขุดเจาะสำหรับธารน้ำเล็ก ๆ กระจายเข้ามาในวู้ดแลนด์

ด้วยความที่กำแพงนั้นสูงมาก เธอจึงเห็นอาคารเรือนของประชาชนเพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่เธอรู้ว่าข้างในนั้นจะต้องคับแคบและมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย มันเป็นอาคารชั้นเดียวเสียส่วนใหญ่ สีกลืนไปสีทรายอ่อน ก่อสร้างอยู่ในตัวภูเขา และสร้างถนนเป็นขั้นบันไดจากชั้นล่างสุดขึ้นไปยังยอดข้างบนที่มีรูปปั้นมนุษย์ที่เธอมองเห็นไม่ชัดส่องประกายเล่นกับแสงอาทิตย์ ธงสีแดงของอาณาจักรเฮเนวิงโบกสะบัดอย่างร่าเริงบนนั้น ประหนึ่งสัญลักษณ์พิชิตยอดเขา

            “นั่นอะไรน่ะ?” กิลเบิร์ตอุทานออกมา

อากาเบลเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ

ตรงหุบเขาที่ขนาบเมือง มีเสาหินขนาดยักษ์สองเสาตั้งอยู่โดดเดี่ยว สูงใหญ่ยิ่งกว่ากำแพงม่านของเมืองเสียอีก ประหนึ่งเป็นร่องรอยของอารยธรรมประหลาดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เสาดังกล่าวมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมทับทั้งบนและร่าง ปรากฏรูปนูนของการแกะสลักเหมือนเป็นรูปวาดบนนั้น สภาพผุพังเหมือนซากปรักเก่าแก่ เศษสีขาวของมันร่วงหล่นนิ่งสนิทลงมาตามหุบเขา จวบถึงผืนดินข้างล่าง ลามไปถึงทะเลทรายเบื้องหลัง

            นั่นเองที่เธอพูดไม่ออกเหมือนเป็นใบ้ไปในทันที

            บนเสาหินนั่น มีรูปปั้นมังกรตัวใหญ่สีทรายเกาะอยู่

มันเบ่งอกราวกับราชสีห์ กางปีกผังผืดกว้าง อยู่ในท่าเหยียดสุดคล้ายท่าสักการะราชามังกร เกล็ดแข็งแรงไล่เรียงไปตามเชิงกระดูก ปลายปีกอันแหลมคมชี้ขึ้นไปบนฟ้า บางส่วนหักพังตามกาลเวลา อากาเบลเห็นการสลักนูนที่ทำให้เห็นรายละเอียดและร่องรอยของหินที่แตกกระจายเป็นเส้นเล็ก ๆ เหมือนเส้นชีวิตไปทั่วรูปปั้นมังกรซึ่งมีขนาดมโหฬารยิ่งกว่าภูเขาลูกนึงเสียอีก

มันคล้ายยักษ์ที่ถูกสาปและปล่อยให้ยืนนิ่งเดียวดายอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนาน และดวงตาเรียวดุนั่นก็จับจ้องเธอไม่ยอมปล่อย

            อากาเบลมือสั่นจนต้องซ่อนไว้ใต้เสื้อ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ตัวเล็กกระจิริด ไร้พละกำลังอย่างแท้จริง และมังกรตรงหน้าก็ตัวใหญ่น่าเกรงขามและน่ากลัวเหลือเกิน มันคล้ายกับติดตามเธอที่ยินดีปรีดาว่าหลุดพ้นจากอดีตมายังอีกฟากโลก เพียงเพื่อจะตอกย้ำว่าเธอได้ละทิ้งวิถีที่พ่อให้ไว้ไปมากมายแค่ไหน และบทลงโทษที่สาสมกำลังรอคอยอยู่

            “อา พวกท่านสนใจปีกนั่นหรือ” ยาโรเมียร์เอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบสงสัย “ขนาดเท่านั้นคงต้องใช้กำลังมนุษย์จำนวนมหาศาลทีเดียว ข้าคิดว่าเป็นร้อย ๆ ปีก็คงยังไม่เสร็จ”

            “พวกคนเถื่อนจากทะเลทรายคงไม่มีปัญหาสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้” หนึ่งในอัศวินพูด

“หืม? เปล่าเลย ข้ารวมถึงมนุษย์ทั่วไปด้วย”

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร อาคันตุกะ?”

ยาโรเมียร์เหยียดยิ้มเยาะไม่สนใจอัศวินที่คิ้วกระตุก พลางผายมือไปยังประติมากรรมดังกล่าว “ยินดีต้อนรับเข้าสู่อดีตจักรวรรดิวาราดาร์ซค์ซึ่งล่มสลายไปตั้งแต่ก่อนยุคสมัยของเรา ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นเศษเสี้ยวแผ่นดินใต้การปกครองของราชวงศ์มังกรทั้งสิบพระองค์”


(อีก 50% มาแล้วค่า)


            แผ่นดินของราชามังกร? อากาเบลหน้าซีดเผือด ทำไมพ่อถึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้เธอฟัง? แล้วราชามังกรจะว่าอย่างไรที่เธอเลิกสักการะพวกท่านไป? ถ้าเธอรู้ว่าที่นี่เคยเป็นแผ่นดินของราชามังกร เธอน่าจะรีบหนีไปตั้งแต่แรก

            “อย่างมังกรน่ะหรือจะเคยมีจักรวรรดิเป็นของตัวเอง? เรื่องตลกหรืออย่างไร” มีคนถามอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไร “หรือเจ้าหมายถึง อาณาจักรของพวกมันก็เหมือนอาณาจักรพวกผึ้งพวกมด? มังกรเป็นสัตว์ป่าไม่ใช่รึไง”

            “เมื่อไม่นานมานี้ จักรวรรดิแห่งตะวันออกค้นพบบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของวาราดาร์ซค์” ยาโรเมียร์พูด “จักรวรรดิสัตว์ป่าที่ว่าของท่านเคยมีกฏหมายตระกูลบ้านเมืองใช้ กฏแรกที่พวกเขาแกะได้คือ จงกำจัดผู้ที่อ่อนแอ และเชิดชูผู้ที่แข็งแกร่ง คุ้น ๆ เชียวล่ะ เหมือนถูกใช้ในขุนเขามังกรใกล้ ๆ อาณาจักรแอเธลวินพวกท่าน”

            “มีรังมังกรอยู่ใกล้ ๆ แอเธลวิน? รังมังกรน่ะนะ!

            ยาโรเมียร์รู้เกี่ยวกับสเนียเซนี่ เขาต้องรู้อย่างแน่นอน ได้อย่างไรกัน? อากาเบลกัดริมฝีปากล่างด้วยความกังวล กฏที่ว่าก็เคยออกมาจากปากของพ่อ แค่นั้นก็ทำให้ขาเธอสั่นพับ ๆ แล้ว ทว่าตอนนี้เธอกลัวมากกว่าว่ายาโรเมียร์จะบอกทางไปสเนียเซนี่ให้กับคณะอัศวิน ลองจินตนาการพวกมนุษย์นี่เหยียบย่ำเข้าไปในป่าอันเงียบสงบนั่นเธอกำหมัดแน่น หากเขาอ้าปากจะพูด เธอก็จะฆ่าเขา ไม่มีทางที่เธอจะให้ไอ้มนุษย์พวกนี้รู้หนทางบุกรุกสเนียเซนี่เด็ดขาด

ขณะที่ทุกคนเฝ้ารอคำตอบอย่างอดทนและตื่นเต้น ยาโรเมียร์ก็ระบายลมหายใจ ขมุบขมิบพูด “ล้าหลังกันซะจริง” ก่อนจะยกมือทาบเหนือคิ้วเพื่อบังแสงอาทิตย์ เงาหล่นบนใบหน้านั้น มองตรงไปยังทิศทางของเมืองหน้าด่าน “ข้ายังไม่ทันจะได้เห็นรังมังกรที่ว่า ก็ดันโดนมังกรที่งามที่สุดตะเพิดไล่กลับมาเสียก่อน”

คนที่บ่นว่าร้อนซะจนต้องหยุดพักดื่มน้ำแก้กระหายในบัดนั้นคือกิลเบิร์ต ทำลายความตึงเครียดไปเสียสิ้นซาก อัศวินองครักษ์รีบจัดการเอาผ้าผืนบางมาคลุมศีรษะของเจ้าชาย ปกปิดจนเหลือแต่ตา เสื้อผ้าที่หนาเตอะสำหรับดินแดนฤดูหนาวก็ถูกเปลี่ยน เป็นชุดแขนขายาวสีอ่อน ปลอดโปร่งแต่กันแสงแดดที่แผดเผาอย่างหนักได้ เมื่อนั้นกิลเบิร์ตก็หยุดบ่น

กลุ่มม้าวิ่งเหยาะ ๆ พาคณะอัศวินลงไปตามเนินหินแห้งแตกระแหง ผ่านต้นไม้เตี้ยเรี่ยข้อเท้าม้าสีแดงเข้มไป ลมร้อนจากทะเลทรายหลังหุบเขาพัดผ่านเข้ามาจนหลายคนต้องดึงคอเสื้อเพื่อสะบัดไล่เหงื่อให้แห้ง บางครั้งก็จะมีเศษทรายปลิวมาหา เม็ดเล็กร่วนแต่ร้อนจัด กระทั่งคณะอัศวินเคลื่อนเข้ามายืนอยู่หน้ากำแพงม่าน บนทางเดินสำหรับพลธนูข้างบนนั้นมีหลายคนยืนเฝ้าดูสถานการณ์อย่างสนใจ แต่ละคนสวมชุดที่มีขอบสีแดงโดดเด่น

            “แอ แอเธลวิน?” ทหารในชุดสีแดงที่ยืนเฝ้าหน้าประตูหลักตะโกนถามเสียงดัง “ยาโรเมียร์ วาซิลเยวิช?”

            ประตูทางเข้าหลักสู่เมืองค่อย ๆ ถูกชักรอกหายไปในหลังคากำแพงม่าน สายโซ่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้าง ๆ ด้านในเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังแหวกทางให้ทหารม้าสิบกว่าคน ทหารเหล่านี้ต่างอยู่ในชุดตัวโปร่งเข้ากับอากาศ แต่ยังมีเสื้อคลุมสีแดงติดตราราชวงศ์ปลิวสะบัดอยู่เบื้องหลัง ธงสีแดงเข้มของเฮเนวิงสะบัดเด่นตรงกลางกลุ่ม ทหารกลุ่มนั้นขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียงลมหายใจฟึดฟัดของม้าดังแข่งกับเสียงของม้าฝั่งแอเธลวิน

            “อัลฟองเซ่ เอลไลเวิร์ธนำคณะเดินทางมาใช่รึเปล่า” บุรุษตัวสูงข้างหน้าสุดของขบวนเฮเนวิงถาม เป็นสำเนียงต่างชาติที่อากาเบลเคยได้ยิน แต่เขาพันผ้าปิดหน้ากันเศษทรายและอากาศร้อนจนเธอมองไม่เห็นลักษณะที่แท้จริง

            กิลเบิร์ตเหมือนจะถูกกระตุกต่อมโมโหด้วยชื่อของอัลฟองเซ่ทันที “ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สองแห่งแอเธลวิน กิลเบิร์ต

            “แอเธลวินส่งเจ้าชายน้อยมารบอย่างงั้นหรือ”

            “เจ้า ชายน้อย?” กิลเบิร์ตอ้าปากพะงาบ ๆ

            คู่สนทนาหัวเราะเริงร่า ก่อนจะดึงผ้าคลุมที่ปิดหน้าลงมา เผยผิวขาวของคนที่เกิดในดินแดนหนาวเหน็บตรงช่วงจมูกที่ถูกแดดเผาจนคล้ำเป็นอันดับแรก นัยน์ตาสีเขียวเจือน้ำตาลกำลังหรี่มองกิลเบิร์ตอย่างพิจารณา ปลายเส้นผมสีแดงแนบติดหน้าผากชุ่มเหงื่อ ที่เหลือยาวระต้นคอ แล้วเขาก็ก้มหัวเล็กน้อย และยิ้มอ่อนน้อมอย่างเป็นมิตรให้

“ข้าคือซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์น มาร์ควิสแห่งเบิร์ต ดยุคแห่งเออร์เตส รัชทายาทแห่งเฮเนวิง และที่นี่คือเมืองโรสวอร์น อดีตเมืองการค้าที่เคยรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิแห่งตะวันออก พวกท่านคงเดินทางกันมาเหนื่อย เราอย่าได้เสียเวลาไปมากกว่านี้จะดีกว่า”

            เมื่อเข้ามาข้างในกำแพงม่านตามคำเชื้อเชิญ อยู่ ๆ กิลเบิร์ตก็ตกใจส่งเสียงคล้ายหายใจไม่ออกออกมา

ภาพแรกที่ปรากฏโดดเด่นต่อสายตาของคณะอัศวินจากแอเธลวินคือผู้ชายวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ห้าคน ผิวสีน้ำตาล ผมสีดำเข้ม ถูกแขวนคอกับเครื่อไม้ที่ดูเหมือนเพิ่งถูกสร้างอย่างเร่งด่วนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เชือกเส้นใหญ่รัดจนลำคอซีด ดวงตาไร้ชีวิตเบิกถลน ลิ้นจุกสีม่วงคล้ำ มีแมลงวันส่งเสียงตอมหึ่ง ๆ รอบร่างที่ขยับเล็กน้อยส่งเสียงเอี๊ยดกับขื่อ

            บนเครื่อติดป้ายไม้ถูกละเลงอักษรภาษาเฮเนวิงด้วยเลือดว่า: โอกาสเข้าเฝ้าฟาว์ซียา ในนรก

            “พวกนี้เป็นกบฏ” รัชทายาทแห่งเฮเนวิงอธิบาย “ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟันกับพวกมันอยู่แล้ว”

            “ขะ-ข้าเชื่อว่าเมืองแบบนี้ต้องมีคุกไว้ขังโจร ใช่ไหม? ทำแบบนี้มันโหดร้ายเกินไปแล้ว พ่อพระเจ้าชาร์ลส์ก็เคยบอกไว้ว่าการไต่สวนประชาชนทั่วไปอย่างโหดร้ายน่ะจะยิ่งสร้างความเกลียดชังกว่าเดิม ของเลวร้ายแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นที่แอเธลวินเด็ดขาด!” กิลเบิร์ตละล่ำละลักเถียงผ่านม่านป้องกันของอัศวินองครักษ์ที่พยายามบังเขาจากศพโดนแขวนคอ

            “เจ้าชายน้อย” อีกฝ่ายเรียกเสียงนุ่ม อากาเบลมั่นใจว่ากิลเบิร์ตคงไม่ชอบแน่ ๆ ที่ซิกฮาร์ดพูดภาษาแอเธลวินชัดที่สุดก็ตอนพูดฉายานั่น “อาณาจักรแอเธลวินของท่านค่อนข้างจะขึ้นชื่อว่าฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นว่าเล่นนะ กลัวเวทมนตร์กันซะจนคิดว่าที่เผาพ่อมดแม่มดทั้งเป็นไม่โหดร้ายเท่านี่” ซิกฮาร์ดชี้ไปที่เครื่อไม้ดังกล่าว

            “พวกนับถือนิกายต่างด้าวอย่างเฮเนวิงคงไม่เคยได้รับความเมตตาจากพระเจ้า ถึงหลงผิดคิดว่าพวกพ่อมดแม่มดเป็นคนบริสุทธิ์” อัศวินที่มีเรื่องกับอากาเบลก่อนหน้าพ่นเสียงแข็งกระด้างออกมา “ท่านราชานักบวชคงต้องการให้แอเธลวินมาเจอกับพันธมิตรต่ำตมพรรคนี้เพื่อสั่งสอน”

            “โว้ ใจเย็นซี่ ดูท่าอัศวินอันดับหนึ่งของแอเธลวินจะออกโรงแล้ว ที่นั่นคงสอนให้จะตบตีเด็กผู้หญิงด้วยสินะ?” ยาโรเมียร์ผสมโรงกลั้วหัวเราะ อัศวินคนอื่นจากเฮเนวิงก็หัวเราะอย่างขบขันตาม เป็นภาพที่ยียวนสิ้นดี

            “พวกท่านก็ไล่ฆ่าชนเผ่าน้อยที่เคยเป็นเจ้าของจับจองพื้นที่ของเฮเนวิง นั่นก็เลวบัดซบใช่เล่น” อีกอัศวินจากแอเธลวินขัด พลันเกิดเสียงซุบซิบเห็นด้วยในวงคณะอัศวินขึ้น “พวกนั้นไม่มีอาวุธ แต่พวกท่านก็ไล่เผาหมู่บ้าน ข่มขืนผู้หญิงและคนท้อง เอาศพพวกนักรบมากองแล้วปักธงบนยอด สนุกสนานกันมากนี่?”

            ซิกฮาร์ดยังยิ้มอยู่ ดูไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “ข้าไม่สงสัยเลยว่าทำไมอัศวินของเจ้าชายน้อยถึงไร้มารยาทขนาดนี้ กล้าพูดกับรัชทายาทแห่งเฮเนวิงด้วยคำหยาบคาย จะว่าไป ครั้งที่เราเคยรบกันที่เมืองคาลีซช์ ข้าเกือบจะฆ่าศิษย์ของเบลนเฮล์มที่ยอมแพ้ได้อยู่แล้วนี่นา แต่อัศวินที่นี่คงไม่เคยสอนอัศวินฝึกหัดว่าเกียรติยศของอัศวินคืออะไร”

            ทุกคนหันขวับมามองอากาเบลทันที

            เธอหยุดเช็ดเหงื่อบนหน้าผากด้วยแขนเสื้อ แอบตกใจที่อยู่ ๆ ก็ตกเป็นเป้าหมายเสียแทน เธอจึงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงฮึกลับอย่างเย่อหยิ่ง “กำลังจะฆ่าศิษย์ของเบลนเฮล์มได้?” ดีทริคแหงนหน้าถอนหายใจขณะพยายามรั้งคอเสื้อเธอไว้ แต่เธอถองเขากลับเป็นสัญญาณให้การต่อล้อต่อเถียงต้องดำเนินต่อ “ดูเหมือนเจ้าถูกหลอกว่าจะได้รับชัยชนะหวานหมูมากกว่ามั้ง ไม่คิดว่าเจ้าจะหลงกลง่าย ๆ พรรคนั้นด้วย”

            ซิกฮาร์ดคิ้วกระตุก และมือที่กำบังเหียนม้าก็สั่นน้อย ๆ แต่เขาก็ยังคงยิ้มแย้มได้อยู่ “เจ้าพูดราวกับว่าเจ้าเหนือกว่าข้าทั้งในด้านมันสมองและฝีมือ แต่ข้าจำได้ว่าเจ้าไม่รู้เรื่องอาวุธหรือการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย เห็นชัดเจนจากโอกาสที่ข้าได้ประลองกับเจ้าในงานประลองทวน”

            งานประลองทวน? อากาเบลเผลอเบิกตากว้าง

            “เจ้า” กิลเบิร์ตหายใจหนักด้วยความสับสน “เจ้าคืออัศวินฝึกหัดคนที่แข่งรอบสุดท้าย!” เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “เจ้าจะเข้าไปอยู่ในงานนั้นได้อย่างไง! กลางเมืองหลวงแบบนั้นน่ะ ไม่มีทาง!

            “หนอนบ่อนไส้กระมังนะ” ซิกฮาร์ดกลับมายิ้มกระหยิ่มอย่างเหนือกว่าอีกครั้ง “อาณาจักรที่ระส่ำระส่ายไร้ความมั่นคงย่อมง่ายดายต่อการลักลอบเข้าไป และน่าเศร้ายิ่งนักที่อาณาจักรของท่านมีลักษณะเช่นนั้น ใช่ไหม เจ้าชายน้อย?”


***


            คณะอัศวินบ่นยาวเหยียดตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในบาร์ที่ดีที่สุดของเมืองโรสวอร์นซึ่งตั้งอยู่สูงบนภูเขา ในย่านของชนชั้นสูงที่ปัจจุบันหลบหนีไปยังเมืองอื่นเป็นจำนวนมากหลังสงครามปะทุขึ้น ที่นี่จึงเหลือแต่ประชาชนชั้นล่างที่ไม่มีปัญญาไปอาศัยที่อื่น ไม่มีญาติอยู่เมืองไหน พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกใด ๆ ไปนอกจากทนอยู่ในเมืองหน้าด่านแห่งนี้

            อากาเบลนั่งโต๊ะตรงมุมบาร์และเคี้ยวขนมปังอย่างเฉื่อย ๆ มาสักพักแล้ว เธอสำรวจรูปวาดดาวสีเขียวขอบทองบนผนังและเพดานจนเข้าใจว่าศิลปะของพวกทะเลทรายจะวาดวงกลมใหญ่สุดหนึ่งวง มีดาวเรียงกันในวงอย่างละหนึ่งร้อยดวง แล้วแต่งแต้มด้วยสีขาวเหมือนสะบัดพู่กันใส่ หญ้าทรงสามเหลี่ยม กิ่งก้าน และดอกไม้สีแดงถูกวาดต่ำติดกับพื้นหิน

            เธอตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ แล้วเบือนหน้าหนีศิลปะไปมองสภาพบาร์ที่ไม่มีหน้าต่างสักบาน โต๊ะกับเก้าอี้ก็สลักจากหิน เธอจึงต้องนั่งโก่งหลังเพราะขยับเก้าอี้เข้าหาโต๊ะไม่ได้ ดูเหมือนเด็กตัวเล็กที่ถูกพ่อแม่เอามาปล่อยทิ้งในที่อโคจรอย่างไงอย่างงั้น โชคดีที่โรงแรมที่พักข้างเคียงไม่ได้ขุดเจาะเข้าไปในหิน แต่สร้างจากหินและมีหน้าต่างเปิดรับลม

แน่นอนว่าเธอได้นอนห้องเดียวกันกับดีทริค ประหลาดที่เธอกลับรู้สึกแปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่เธอก็เคยอยู่ในห้องกับมาธิลด้าสองต่อสองบ่อย ๆ คืนหลัง ๆ ก่อนจะออกเดินทางมายังเมืองโรสวอร์น เธอก็เคยนอนเตียงเดียวกันกับลิลี่ ที่จริงแล้วเธอก็รู้สึกแปลก ๆ กับสองคนนั้นบ้างแหละ แต่ครั้งนี้มันน่ารำคาญกว่าเดิม น่าอึดอัดพิกล ดีทริคคงสังเกตเห็น เพราะเขาก็คงอึดอัดไม่แพ้กัน พอขนสัมภาระเข้าไปวางในห้องเสร็จสรรพ ต่างคนก็ต่างเร่งออกไปทำธุระของตัวเองข้างนอกทันที

อากาเบลออกไปอาบน้ำแล้วหาอาหารแก้ท้องไส้ที่เบาโหวงและปั่นป่วน ส่วนดีทริคก็ออกไปประชุมกับกิลเบิร์ตตามที่เขาได้รับคำขอร้อง ตอนนี้เธอจึงจำเป็นต้องกล้ำกลืนขนมปังอย่างเบื่อหน่ายมาประมาณสองชั่วโมงแล้ว ที่จริง เธอไม่ได้หิวด้วยซ้ำตอนที่ลงมาหาอาหาร แต่เธอก็ไม่รู้ว่าไอ้อาการท้องว่างนี่คืออะไร เยี่ยมไปเลย เธอตอกส้นเท้ากับพื้นแก้หงุดหงิดระหว่างเสือกถ้วยเหล้าไปกลางโต๊ะ สบถด่าเสียงจอแจในบาร์กับตัวเองแล้วลุกพรวดไป

            “เจ้านามสกุลโซโกลอฟอย่างงั้นหรือ” ยาโรเมียร์เอ่ยถามขึ้นเมื่อเธอเดินผ่าน ที่โต๊ะของเขามีกลุ่มอัศวินเฮเนวิงกำลังดื่มเหล้าจนเมาจัด แก้มแดงมันลื่น ส่งเสียงเฮฮาเป็นภาษาเฮเนวิงฟังยาก ๆ น่าหนวกหูสิ้นดี โต๊ะอีกฝากห้องเป็นกลุ่มแอเธลวิน พวกนั้นก็เมาและกำลังโวยวายอึกทึกอยู่เช่นกัน บางครั้งก็จะหันมาถลึงตาใส่กันเป็นช่วง ๆ

            อากาเบลเท้าสะเอวมองดูแคลนสองกลุ่มนี้ที่กำลังด่าอีกฝ่ายด้วยภาษาของตัวเอง จากนั้นเธอก็หันกลับมาสนใจยาโรเมียร์ที่ยังคงมีสติครบถ้วนอยู่ เบียร์ของเขายังไม่พร่อง “มันฟังดูเหมือนชื่อจริงรึไง?

            “เอาละ อัศวินฝึกหัด” ยาโรเมียร์ขยับจากท่าเอนหลังมาเป็นท่านั่งศอกกับโต๊ะ “ข้าเพียงแค่สงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่เจ้าจะต้องตั้งป้อมเป็นศัตรูกับข้า เราแค่รับใช้กันคนละอาณาจักร เข้าใจใช่ไหม แต่ตอนนี้เราต้องร่วมรบในฐานะพันธมิตรตามคำสั่งของราชานักบวช เป็นมิตรกันจะดีกว่า” อยู่ ๆ เขาก็จิบเบียร์ ใบหน้าเหยเกกับรสชาติทันที “คืออย่างนี้ข้าแค่อยากรู้ว่าเจ้าอาจจะชื่ออากาเบล โซโกลอฟรึเปล่า”

            อากาเบลตัวแข็งทื่อ ในหัววิ่งเต้นให้เธอรีบโกหก แต่ท่าทางตื่น ๆ ของเธอคงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าอะไรก็ตามที่เธอพูดออกไปคือความพยายามในการปกปิด เธอจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบแทน พลางสบตาอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย

            “ก็น่าจะชัดตั้งแต่น้ำแข็งนั่น” ยาโรเมียร์พึมพำ ก่อนจะตัดบทโดยการโบกมือไล่

เด็กสาวกวาดตามองบาร์อันคึกครื้นอีกครั้งก็เร่งกระทืบเท้าเดินหนีออกจากบาร์ไปยังโรงแรมอย่างว่องไว เธอแทบจะปีนบันไดไม้ขึ้นไปยังชั้นสอง ก่อนจะหยุดยืนพิงประตูห้องเพื่อพักหอบหายใจ รอจนความตื่นกลัวที่ทำให้หัวใจเต้นรุนแรงค่อย ๆ ซาลง เธอเกลียดความรู้สึกที่ตัวเองต้องตกเป็นเหยื่อชะมัด คนอื่นปั่นหัวเธอได้ แต่เธอไม่รู้วิธีเอาคืน มันบ้าที่สุด

            อารมณ์หงุดหงิดต่อเสียงพูดคุยจากชั้นล่างกลับมาอีกครั้ง อากาเบลจึงเดินไปเกาะระเบียงไม้เพื่อสำรวจกองไฟขนาดใหญ่ตรงกลางข้างล่าง เงาของเปลวเต้นระริกขึ้นมาถึงมุ้งหลังคาทรงสามเหลี่ยมเหนือศีรษะ ผู้คนกำลังนั่งสังสรรค์บนม้านั่งไม่ก็บนพื้นทราย และนักดนตรีพเนจรก็กำลังตะเบ็งเสียงร้องเพลงเป็นภาษาท้องถิ่นหาเงินบริจาคจากเหล่าทหารต่างด้าวอยู่ เธอสูดลมหายใจลึก พลางจิกเล็บเข้ากับฝ่ามือเพื่อด่าตัวเองที่หวาดกลัวไปเอง แล้วหันหลังเดินตึง ๆ ไปเปิดประตูห้องพัก

แหล่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในห้องมาจากเทียนบนโต๊ะข้างหัวเตียง หน้าต่างทุกบานปิดสนิท อากาเบลปิดประตูอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินไปหาสัมมาระข้างเตียง นั่นเองที่เธอสังเกตเห็นดีทริคในชุดหลวม ๆ ตัวใหม่ คงจะอาบน้ำเหมือนกันแล้ว เขาอยู่ในท่านอนคว่ำดันพื้น มือขวารวบเป็นกำปั้นไขว่ไว้ข้างหลัง อีกมือใช้เป็นฐานเพื่อทรงตัว เสื้อลินินเปียกเหงื่อแนบกาย ดูมีสมาธิกับการออกกำลังกายเสียจนไม่ได้ยินเสียงประตูเปิด

            ดังนั้นอากาเบลจึงนั่งจัดสัมภาระเงียบ ๆ เธอเอามีดทำมือกับสร้อยคอมีจี้สัญลักษณ์ศาสนาอาซีมุสมาใส่ไว้ในผ้าแล้วม้วน จากนั้นก็ยัดใส่กระเป๋าหนังของดีทริคที่มีหนังสือปกสีน้ำเงินอยู่ด้วย ส่วนกระเป๋าผ้าที่ว่างเปล่าของเธอก็ถูกนำมาพันรอบฝักดาบของโธมัสแล้วมัดด้วยเชือก ไม่ให้แผ่นหลังที่ชื้นเหงื่อของเธอซึมเปื้อนกับปอกหนังนั่นจนเกิดรอยด่างขาว เธอขะมักขะเม้นจัดของจนลืมความอึดอัดที่ก่อตัวอยู่ก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น

พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นดีทริคยังอยู่ในท่าเดิม ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา เธอจึงดันกระเป๋าหนังกับฝักดาบไปชิดผนัง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปนั่งแปะบนหลังของดีทริคทันที เขาที่กำลังจ้องดาบของตัวเองซึ่งตั้งไว้ตรงหน้าทรุดลงกะทันหัน จากตอนแรกที่ใช้นิ้วเดียวเป็นฐานดันร่างก็กลายเป็นกำปั้น พลางกัดฟันกรอดต่อว่า “เจ้าเกือบทำให้ข้ากระดูกหัก”

            อากาเบลก้มลงไปมองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะยัดกายขึ้นมายืน “โกนหนวดกับตัดผมได้แล้ว”

            “ข้าไม่มีเวลา”

            “แต่ข้ามี” เธอว่า พลางไล่เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมไปทีละบาน แสงอาทิตย์สีแดงยามเย็นค่อย ๆ กระจายเข้ามาในห้อง พร้อมกับอากาศหนาวย่ำค่ำที่แตกต่างจากอากาศยามกลางวันโดยสิ้นเชิง เธอชะเง้อมองขั้นบันไดซึ่งเต็มไปด้วยชาวบ้านในชุดสีอ่อนตัวโปร่งยาวกำลังเดินเอื่อย จากชั้นล่างสุดของภูเขากำลังมีคนไล่จุดเสาคบเพลิงทีละเสาอยู่

            อากาเบลคว้ามีดสั้นจากบนตู้เสื้อผ้าตัวเล็กข้าง ๆ พร้อมกับลากเก้าอี้ถูพื้นเสียงดังมาวางไว้ตรงหน้า จากนั้นเธอก็ดันตัวเองขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง แผ่นหลังปะทะกับลมเย็นฉ่ำจนเสื้อโป่งขึ้น ถึงเวลากลางคืนจริงคงหนาวจนฟันกระทบแน่ เธอเคาะเท้ากับเก้าอี้ขณะจ้องตาดีทริคอย่างคาดโทษ กว่าเขาจะยอมเดินมานั่งก็ต้องรอเธอเริ่มขู่กรรโชกนั่นแหละ พอเขามานั่งตรงหน้าก็เดาะลิ้นก่อกวนใส่ พลางมองมีดสั้นในมือเธออย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก

            “หุบปาก” อากาเบลจิกตาใส่ แล้วแกล้งวางฝ่าเท้าหนัก ๆ กับต้นขาของดีทริคจนเขานิ่วหน้า จากนั้นเธอก็ค้อมตัวลงไปตัดผมที่ยาวระต้นคอของเขาอย่างทุลักทุเล จนบางครั้งเธอก็เผลอกำผมตรงท้ายทอยเขาแน่นเพื่อเลื่อยมีดไปมา เสร็จจากตรงนั้น เธอก็ย้ายกลับมาจัดการข้างหน้าต่อ ค่อย ๆ ใช้มีดเฉือนปรกผมตรงหน้าผากที่หล่นปิดตาของเขาไปทีละนิด

            หลังจากเงียบกันมาสักพัก ดีทริคก็เอ่ยขึ้น “กองทัพจากดินแดนทะเลทรายกำลังเดินทางมาที่นี่ รัชทายาทแห่งเฮเนวิงส่งม้าเร็วไปสำรวจมาแล้ว อีกไม่กี่วันพวกนั้นก็จะมาตั้งค่ายหน้าเมือง”

            ผลงานตัดผมของอากาเบลใกล้เคียงกับทรงผมเดิมของดีทริคที่สุดแล้ว สะเปะสะปะเหมือนเพิ่งตื่นนอน หรืออีกนัยนึงก็คือ เหมือนโดนหนูแทะผมตอนนอนหลับ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่มันก็ทำให้เธอสงสัยว่าเขาคงใช้มีดตัดผมลวก ๆ แบบนี้มาตลอดเลยหรือเปล่า อย่างไรเสีย เธอก็ยิ้มพอใจกับภาพที่ได้เห็น พลางสางผมอีกฝ่ายเล่นให้เป็นทรงเรียบร้อย

เขาไล่มองข้อมือเธอมาประสานตา ก่อนจะหลุบมองไปทางอื่น หัวคิ้วขมวดและคลายเป็นพัก ๆ

            “สงครามชิงเมืองโรสวอร์นกำลังจะเกิดขึ้น” การพูดต่อยุ่งยากขึ้นเมื่ออากาเบลย้ายมาโกนหนวดของดีทริค “หากฝั่งอาซีมุสยังสามารถครอบครองเมืองนี้ต่อได้ การยึดเมืองถัดจากนี้จะง่ายขึ้น ในเมื่อมีจุดพักทหารและเสบียง แต่ถ้าพวกนั้นชิงเมืองโรสวอร์นคืนไปได้ กองทัพใหญ่ที่นำหน้าไปจะถูกตลบหลัง อาจจะไม่ได้ถูกล้อมโดยสิ้นเชิง แต่เส้นทางขนส่งเสบียงเส้นนี้จะถูกตัดขาด หน้าข้ามีรอยบาดแล้วใช่ไหม”

            “เปล่านี่”

            “อากาเบล

เด็กสาวหัวเราะใส่ พลางจับคู่สนทนาหันซ้ายทีขวาทีอย่างเพลิดเพลิน แน่นอนว่าเมื่อกี้เธอเผลอลงมือหนักไปหน่อยจนมีดบาดกรามอีกฝ่าย เลือดไหลซิบเล็กน้อย ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักหรอก “แล้วยังไงอีก?”

            “ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นมั่นใจว่าพวกมันจะตีเมืองนี้ไม่แตก อีกทั้งราชานักบวชก็กำลังส่งคณะอัศวินแห่งศาสนจักรตรงมาช่วยอยู่ พวกยอร์มุนเรค หน่วยพิเศษ ฮอว์ธอร์นเคยรบกับพวกทะเลทราย หลังจากที่เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้พิชิตมังกร (“มันน่ะนะ?” อากาเบลขัดเสียงแหลม) เขารู้ว่าพวกทะเลทรายรบอย่างไง ใช้อาวุธแบบไหน และพวกมันสู้เราไม่ได้”

            “ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรให้กังวลนี่”

            ดีทริคนิ่งไปครู่หนึ่ง ทำหน้ายุ่งเหยิงเหมือนในหัวกำลังมีหลายความคิดตีกันอยู่ “งั้นพวกทะเลทรายก็คงมีกำลังใจมากเสียจนกล้าที่จะเสี่ยงยึดเมืองนี้คืน” เขาวุ่นวายกับตรงนั้นเกินกว่าจะสังเกตเห็นอากาเบลกำลังจ้องหน้าอย่างสนใจ

            “เฮอะ มีพระเจ้าอยู่ในใจก็คงพร้อมจะพลีชีพกันทั้งนั้นแหละ” เธอพูดอย่างตรงไปตรงมา

            “คงจะเป็นอย่างนั้น”

            ใบหน้าของเขาเกลี้ยงเกลาแล้ว หากไม่นับตอหนวดที่มีดไม่สามารถกำจัดได้จนหมด อากาเบลยิ้มแป้นขณะปัดเศษผมบนเสื้อของอีกฝ่ายทิ้ง แล้วโยนมีดสั้นทิ้งไว้บนตู้เสื้อผ้าดังเดิม เธอยังไม่ขยับลุกไปจากขอบหน้าต่าง แต่ยกขาออกมาไขว่ห้าง และกอดอกซบศีรษะกับบานหน้าต่างเพื่อสำรวจดูความเรียบร้อยของชายหนุ่ม เขากำลังทุ่มความสนใจไปกับเรื่องของสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูจากท่านั่งประสานมือเหม่อลอย

            “เฮ้ ดีทริค”

            เขาผงกหัวขึ้นมามองเธอ

            อากาเบลวางมือกับขอบหน้าต่างเพื่อดันตัวเองไปข้างหน้าอย่างลื่นไหล เธอหล่นปุลงบนตักของดีทริคที่รีบคว้าเอวเธอไว้ และใช้อีกมือจับตู้เสื้อผ้าเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้เก้าอี้ที่นั่งอยู่หงายหลัง แต่เพราะมันโยกไปข้างหลังเล็กน้อย เธอจึงไถลไปชิดร่างของอีกฝ่ายจนไม่เหลือช่องว่าง ใบหน้าแทบจะติดกัน แล้วหัวเราะตัวงอเหมือนกำลังเมาอยู่ เธอไขว้ขาไว้หลังเก้าอี้ พลางสูดดมกลิ่นหอมเจือจาง ฝังนิ้วกับเส้นผมสีทอง แล้วเลื่อนมือข้างที่ว่างไปทาบนิ้วโป้งบนริมฝีปากของดีทริค

            นั่นคงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับเขา เพราะเขาทำท่าเหมือนจะพูด แต่ก็ติดอยู่กับการกระอึกกระอักแทน “ทำอะไรของเจ้า” เขาหน้าแดง คงจะตกใจจนสมองหยุดทำงานไปชั่วครู่ ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปมากกว่าที่พูดเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็ดีเหมือนกัน เพราะเธอรู้สึกสนุกที่ได้เห็นสีหน้าเหลอหลาของอีกคน

            แม้จะถูกจ้องดุ ๆ ใส่ แต่อากาเบลก็ยังไม่ยอมลุก แถมยังยื่นจมูกเข้ามาคลอเคลียแก้มและไล่ลามไปถึงใบหู เสียงหัวเราะของเธอคงกังวาลมาก เพราะดีทริคเผลอกระเถิบถอยและนิ่งสนิทไปเลย เขาอาจจะเป็นลมได้ นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกสนุกที่ได้แกล้งจนต้องขำอีกรอบ ก่อนจะเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะและทำเป็นหน้านิ่ง แล้วถอยห่างออกมาแกล้งเอียงมองไม่เข้าใจ คราวนี้เขาแทบจะถลึงตาใส่เธอที่จิ้มปลายจมูกของเขาเล่น

เวลาผ่านไปหลายอึดใจทีเดียวกว่าดีทริคจะกลับมาบ่นอุบอิบได้อีกครั้ง “เจ้ามันลูกแกะในคราบหมาป่าชัด ๆ” และเป็นฝ่ายที่รั้งท้ายทอยของเธอให้โน้มลงไปเอง แต่ก่อนที่เธอจะจูบนิ้วโป้งของตัวเอง เธอรีบรวบมือข้างนั้นลงมากำคอเสื้อดีทริคอย่างรวดเร็ว แล้วดึงเขาเข้ามาทาบริมฝีปากโดยไม่มีอะไรขวางกั้นทันที

หูของเธออื้ออึงไปชั่วขณะด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง มีแต่เสียงลมหายใจ ร้อน และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจนเธอรู้สึกว่าตัวเองจะเป็นไข้ แล้วเสียงฮือฮาจากข้างนอกก็ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในห้วงความคิด กระทั่งดังกระหน่ำในห้อง

ทั้งสองชะงักงันขณะเงี่ยหูฟังเสียง ในตอนแรก อากาเบลนึกว่าชาวบ้านเห็นเข้าให้ เธอกำลังจะสติแตกและถีบตัวเองหงายคว่ำแล้ว แต่ไม่ใช่ มันคือเสียงกรีดร้องของความหวาดกลัว นั่นเองที่เธอเบิกตาโต พร้อมกับดีทริคที่ขมวดคิ้วเป็นปม ต่างเหลือบมองไปที่แสงอาทิตย์ยามเย็นในห้องซึ่งกำลังค่อย ๆ มืดมิดลงราวกับถูกอะไรบางอย่างเคลื่อนมาบัง

            “ข้างนอก” ดีทริคกระซิบกับริมฝีปากของเธอ พลางช่วยยกเอวเธอให้ลุกจากตักอย่างง่ายดาย ถึงเด็กสาวจะงุนงง แต่ก็กระวีกระวาดไปเกาะหน้าต่างเพื่อมองหาสาเหตุของเสียงหวาดกลัวของชาวบ้าน

            บนท้องฟ้าสีส้มนวล จากผืนป่าวู้ดแลนด์ข้างเคียง อากาเบลเห็นเส้นสีดำสามเส้นพุ่งออกมาจากจุดขอบฟ้าตรงกลาง ดูเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดเมฆออกมา เพียงแต่มันเป็นสีดำสนิท มันหยุดค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ภายในพริบตา มันจะกระจายตัวออกห่างกันเอง และพุ่งผ่านศีรษะของผู้คนไปยังด้านหลังเหมือนมีนกตัวใหญ่บินโฉบผ่านไป ผืนฟ้าบางส่วนถูกปกคลุมด้วยกรอบสีดำที่เต็มไปด้วยประกายดาวระยิบระยับ ประหนึ่งเป็นถนนสำหรับเดินบนท้องฟ้า

            ผู้คนกรีดร้อง และชี้นิ้วขึ้นไปข้างบน แล้วเสียงของโคนอนก็ดังขึ้นมาในหัว สาบอากาเบลให้ตัวเย็นเฉียบ

            ทางเข้าไปยังอาณาจักรเวทมนตร์ ในบันทึกบอกไว้ว่าให้สังเกตท้องฟ้าสังเกตสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากบรรดาสัตว์ปีก มองหาสัญลักษณ์หรือความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน




เราใกล้จะต้องอ่านหนังสือสอบแล้วค่ะ แหะ ๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #902 อัศวินน้อย (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 09:02

    ฮือ ตอนนี้ฟินมากก

    #902
    0
  2. #881 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 04:55
    อา...ฉากโกนหนวดในตำนาน
    #881
    0
  3. #313 >< (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 06:04
    ไรท์เตอร์~ อย่าทิ้งความฟินไว้ให้เค้าแล้วหายไปสิ กลับมาต่อหน่อยน๊าาา เรารอติดตามอยู่



    --รักไรท์เตอร์ที่สุดดดดด--
    #313
    1
    • #313-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:22
      กลับมาแล้วค่า ขออภัยนะคะที่ทำให้ต้องรอนาน ;w; รักนักอ่านเช่นกันค่า
      #313-1
  4. #312 ชอบอ่านนิยายจร๊ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 00:54
    สนุก รอนะ
    #312
    1
    • #312-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:21
      ขอบคุณมากค่า XD
      #312-1
  5. #310 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 เมษายน 2559 / 21:33
    เราใช้เวลาในการอ่านตอนนี้นานมาก โดยเฉพาะฉากโกนหนวด คืออ่านไปลุ้นไป ลุ้นๆๆๆๆๆๆ ในที่สุด ในที่สุด มาสักทีฉากที่รอมานานแสนนาน แต่แบบขีดใจนิดหน่อย โดนขัดจังหวะซะงั้น รออ่านต่อน้า แต่งดีมากๆเลย
    #310
    1
    • #310-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:21
      ทางนี้นึกว่าลุ้นว่าอากาเบลจะทำดีทริคเลือดอาบหน้าไหมค่ะ XD
      #310-1
  6. #309 >< (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 15:21
    จูบแล้วววววว อากาเบลร้ายอ่า

    ติดตามอยู่น๊าาา ไรท์สู้ๆ
    #309
    1
    • #309-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:20
      ถ้าจะร้ายก็ต้องร้ายให้ครบทุกด้าน (?) - อากาเบลไม่ได้กล่าวไว้ ฮา
      #309-1
  7. #307 Qualia (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 11:24
    -ยาโรเมียร์รู้อะไรอีกนะ
    -ส่วนท้ายของตอนดีงามมาก อาา

    *จะมีเล่าประวัติเมือง+มังกร มากกว่านี้ไหมครับ
    #307
    1
    • #307-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:19
      เรื่องของมังกรจะมีเพิ่มอีกค่า ยังเหลืออีกประมาณสิบตอน มีอีกแน่นอน ><
      #307-1
  8. #306 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 22:00
    อ้ากกกกกกก พระเจ้าาาาาา จูบ เขาจูบกันแล้วววว ในที่สุด เบลก็หลอม เตาน้ำแข็งสำเร็จ บราโว่ เย่าๆๆๆ หวังว่างมีอีกเรื่อยๆๆๆๆๆ
    #306
    1
    • #306-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:18
      รอกันมาตั้ง 33 ตอน (?) XD
      #306-1
  9. #305 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 21:18
    รอตอนต่อไป!! อยากจะบอกว่ามุ้งมิ้งมากกก อากาเบลนางไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงเล่นขนาดนั้น... อย่ายั่ว(?)เสือให้ตื่นสิลูก! 5555+
    #305
    1
    • #305-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:18
      เกิดมายั่ว (/ไม่) ฮาาา
      #305-1
  10. #304 -' THYM3S '- (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 21:15
    สัมผัสได้ถึงUSTอันรุนแรงจากกิลเบิร์ตและซิกฮาร์ทค่ะ 5555555
    กรี๊ดด จูบล้าวววว หวานกันยังไม่ทันจะเกินหนึ่งบรรทัด โฮ
    สู้ๆกับการสอบค่าา
    #304
    1
    • #304-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      28 เมษายน 2559 / 19:17
      สำหรับกิลเบิร์ตกับซิกฮาร์ดนั้นยังต้องรอดูกันต่อไปค่ะ (?) ฮาาา
      ขอบคุณมากค่า ><
      #304-1
  11. #303 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 21:06
    เป็นเรื่องที่เดาทางไม่ถูกจริงๆ ของก่อนรีไรท์หมั่นไส้อากาเบลมาก พอรีแล้วรู้สึกอากาเบลน่ารักขึ้นเป็นกอง
    #303
    2
    • #303-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      5 เมษายน 2559 / 19:19
      แต่ฉบับแก้ไขนี้ อากาเบลก็ยังคงสโลแกนน่าตบอยู่ดีนะคะ ฮา
      #303-1
  12. #302 Qualia (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 11:35
    โหว เมืองของมังกร
    ขอบคุณครับ
    #302
    1
    • #302-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      5 เมษายน 2559 / 19:18
      นี่ยังเป็นแค่เศษเสี้ยวของเมืองมังกรนะคะ -v-
      #302-1
  13. #301 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 09:33
    ลุ้นต่อเรื่อยๆๆๆ รีบมาอัพน่ะ รออค่ะ
    #301
    1
    • #301-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      5 เมษายน 2559 / 19:18
      มาต่อแล้วนะคะ เย่ๆๆ
      #301-1
  14. #300 meduzabencz (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 00:53
    อ๊าย ตัวละครที่เคยโผล่มาแต่ชื่อ อย่าง"อิลยูชิน" โผล่มาแล้ว จะมีอิทธิพลกับอากาเบลขนาดไหนนะ เห็นมาโซแซย์บอกว่ามีอิทธิพลมากกว่านางซะอีก อยากเห็นหนุ่มผมทองหน้านิ่งอย่างดีทรีคหึงอีกจังเลย555 ชอบบบบ
    #300
    1
    • #300-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      5 เมษายน 2559 / 19:18
      กรี๊ด ดีใจที่ท่านจำชื่ออิลยูชินได้ ทีนี้ก็ต้องลุ้นต่อเนอะ ฮาาา
      #300-1
  15. #299 Elfea (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 เมษายน 2559 / 22:42
    เลิศ คือมียุคสมัยที่มังกรปกครองมนุษย์ด้วยเหรอ
    #299
    1
    • #299-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 33)
      5 เมษายน 2559 / 19:18
      ตอนนี้ยังโผล่มาแค่ชื่อจักรวรรดิกับรูปปั้นค่ะ รอติดตามต่อ -v-
      #299-1