Draconic Chronicle

ตอนที่ 32 : III-32: Remnants Vanish

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 477
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ ^^


32

            เป้าหมายแรกคือการเดินทางไปสมทบกับพันธมิตร ณ จุดนัดพบในป่ารกร้างไร้การจับจองของอาณาจักรใด ๆ ก่อน แล้วจึงร่วมเดินทางไปยังชายแดนของดินแดนทะเลทราย ที่นั่นฝั่งศาสนจักรเพิ่งยึดหัวเมืองสำคัญได้ และกำลังต้องการกองทัพเสริมมาควบคุมให้เกิดความสงบเรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้น ตามที่กิลเบิร์ตเล่าด้วยความตื่นเต้น แอเธลวินจะส่งกองทัพใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่สนามรบที่ใจกลางนครศักดิ์สิทธิ์

            แต่ตามที่อากาเบลเข้าใจ เธอยังจะต้องทนมีชีวิตอยู่ต่อกว่าอีกครึ่งปีทีเดียว กว่าจะได้เข้าสนามรบจริง ๆ

            ผ่านคืนแรกในเมืองหลวงลูบลินาไป คณะอัศวินต่างก็ถอดชุดเกราะหนักอึ้งออก ให้ม้ารับหน้าที่ขนสัมภาระที่หนักกว่าเดิม แล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดลำลองปกติทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาแทน หากคนนอกมองผ่านมา ความคิดแรกคงเป็นคาราวานพ่อค้า จนกระทั่งเห็นดาบที่อัศวินแต่ล่ะคนสะพายไว้ด้านหลัง หรือทวนยาวน่าเกรงขามซึ่งห้อยติดลำตัวม้า หรือกระโจมสีน้ำเงินหลังใหญ่ติดตราราชวงศ์เอลไลเวิร์ธ

            อากาเบลถอนหายใจวันละหลายครั้ง และยิ่งทวีคูณเมื่อเธอเห็นกิลเบิร์ตเดินอาด ๆ ไปทั่วค่ายยามค่ำคืนประหนึ่งกำลังเดินทางไปเที่ยว เธอซดต้มผักเละ ๆ สีเขียวอี๋ พลางจ้องมองราล์ฟซึ่งกำลังยืนคุยหน้าเคร่งเครียดกับดีทริคอีกฝั่งของค่าย ตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง เธอยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะสบตาดีทริคด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะทักทายหรือบอกเรื่องพระเจ้าชาร์ลส์เลย หากเธอต้องการความช่วยเหลือ ตอนนี้ก็มีราล์ฟที่รับหน้าที่แทนแล้ว

คณะอัศวินออกเดินทางต่อในยามเช้า สีส้มเหลืองของท้องฟ้ากลืนกินและยืดยาวเข้ากับเทือกเขาไกลโพ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อากาเบลนึกว่าเธออยู่คนเดียวในโลกอันเงียบสงัดไปชั่วขณะ หากไม่ได้ยินเสียงลมหายใจหนักหน่วงของม้า การเดินทางน่าหดหู่ยิ่งขึ้นจากการจากลาที่ประชิดใกล้เข้ามา ลิลี่หรือราล์ฟซึ่งอยู่ข้าง ๆ เริ่มกลายเป็นความเจ็บปวดที่จะมอง

สี่วันหลังจากนั้น พวกเขาก็ไปถึงชายแดนแอเธลวินซึ่งทิวทัศน์ยังเป็นต้นสนตั้งห่าง ๆ และพื้นก็ขาวโพลนด้วยหิมะ

            สิ่งที่กั้นเขตแดนระหว่างอาณาจักรแอเธลวินกับอาณาจักรเฮเนวิงเป็นแม่น้ำเส้นใหญ่ระหว่างทุ่งโล่งซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขาสีเทา ท่ามกลางพื้นที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่นี้ ต่างฝ่ายต่างสามารถมองเห็นอีกฝั่งได้อย่างชัดเจน มีเพียงพุ่มไม้เล็ก ๆ หรือต้นไม้เตี้ย ๆ เป็นที่กำบังเท่านั้น ที่นี่จึงไม่เหมาะสำหรับเคลื่อนย้ายกองทัพในสภาวะสงคราม เพราะมันทั้งห่างไกลจากเมืองหลวงของเฮเนวิง และง่ายดายต่อการถูกศัตรูโจมตี

            สำหรับอากาเบลแล้ว แม่น้ำเชี่ยวกราดที่พัดพาอะไรก็ตามในน้ำหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็วไม่ช่วยให้เธอหายเฉื่อยชาแต่อย่างใด ทุ่งหิมะกว้างขวางยิ่งก่อเกิดความว้าเหว่วังเวงที่เกาะกินเธอจากภายในเงียบ ๆ แต่ละก้าวเท้าที่จมลงในชั้นหิมะช่างลำบากยากเย็นยิ่งนัก จนเธอนึกอยากใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างให้เธอถูกทิ้งไว้กับราล์ฟ ลิลี่ และจูเลียน่า เพื่อที่เธอจะแอบหนีไปด้วยเลย

            “นั่นไง” ราล์ฟเรียก พลางชี้นิ้วไปที่เส้นทางพ่อค้าระหว่างอาณาจักร มันเป็นสะพานไม้ซึ่งประกอบไปด้วยท่อนไม้ใหญ่สามลำ มีกิ่งไม้เหนียวสิบ ๆ เส้นมัดเป็นจุด ๆ จนไปบรรจบที่ฐานสะพานซึ่งสร้างจากก้อนหินที่ทับถมกัน แม่น้ำใต้ล่างไหลผ่านไปอย่างว่องไว กระแทกโขดหินในน้ำจนคลื่นและละอองเล็กน้อยกระเซ็นขึ้นมาอาบสะพานจนชุ่มตลอดเวลา

            “ข้ามไปแล้วเราจะทำอะไรต่อหรือ” จูเลียน่าถาม กระโปรงมีรอยชุนหลายแห่งสะบัดพริ้วเล่นสายลม

            “มีหมู่บ้านอยู่หลังภูเขาตรงนั้น ไม่ต้องห่วง พวกเขาทำถนนเอาไว้ เราน่าจะไปถึงก่อนค่ำ” ราล์ฟตอบ พลางตีถุงสีน้ำตาลที่เขาใส่ไว้ในเป้จนได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งของเหรียญข้างใน “ชาร์น็อคเซียซ์นิคเตรียมเรื่องเงินไว้ให้ ขอบคุณพระเจ้า”

            อากาเบลเดินตามเขาเข้าไปใกล้สะพาน หัวใจบีบรัดอย่างน่าใจหายระหว่างความเงียบไร้การสนทนานี้ แต่ละคนได้แต่มองหน้ากัน ทำท่ากระอึกกระอัก ไม่รู้ว่าจะเปิดบทสนทนาสุดท้ายนี้อย่างไรดี เธอเองก็เลือกที่จะเงียบเหมือนอีกสองเด็กสาว พลางเหม่อลอยจ้องคลื่นน้ำที่ซัดเซาะดินตรงหน้าแทนการสบตา

ทันใดนั้นราล์ฟก็รี่มาบีบไหล่เธอ “โซโกลอฟ! ข้าไม่อยากเชื่อว่าจะมีวันที่ต้องจากลากันเช่นนี้ พระเจ้าช่วย เจ้าไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าข้าเฝ้ารอวันที่จะได้เห็นเจ้าเป็นอัศวินเต็มตัวมากขนาดไหน หรือวันที่เจ้าจะได้โตเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ ได้แต่งงาน มีครอบครัว มียศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นอัศวินหญิงที่มีชื่อเสียงขจัดขจร! วิเศษยิ่งนัก... แต่ข้าก็ไม่มีโอกาสจะได้เห็น”

            “มันจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว...”

“หยุดคิดแง่ลบขนาดนี้เสียที มันไม่ดีต่อเจ้าเลยนะ รู้รึเปล่า ดูซิ แค่นี้เจ้าก็ทำหน้าบูดบึ้งจนข้ากังวลแทบแย่แล้ว! หากเจ้ากังวลเรื่องเพื่อนของเจ้าละก็... ข้าให้คำมั่นสัญญาไว้เลยว่าข้าจะดูแลลิลี่กับจูเลียน่าให้ดีที่สุด ฉะนั้นก็เลิกปั้นหน้าตายแบบนั้นได้แล้ว โซโกลอฟ สิ่งที่เจ้าต้องกังวลคือ... เจ้าจะต้องกลับมา”

            “กลับมา?” เธอทำเสียงรำคาญใจ

            “ใช่แล้ว ข้าหมายถึง... รอดจากสงครามให้ได้”

อีกฝ่ายย้ำและเรียกหาคำสัญญา แต่อากาเบลไม่ตอบ ในเมื่อการเชื่อมั่นว่าตัวเองจะรอดชีวิตกลับมาจากสงครามนั้นหมายความว่าคน ๆ นั้นต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และข้างนอกสนามรบนองเลือดนั่นคือโลกที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะดิ้นรนออกไปให้ได้ โลกที่เธอสามารถบินได้อย่างอิสระ โลกที่เธอได้กลับไปเป็นที่หนึ่งอีกครั้ง ทว่าเธอไม่มีโลกที่ว่าให้ควานหา เธอไม่เหลืออะไรอีกแล้ว สเนียเซนี่ คำสอนของพ่อ ศรัทธาต่อราชามังกร แม่ มาธิลด้า

เหนือม่านหมอกและเทือกเขาที่ล้อมรอบอาณาจักรแอเธลวินนั่นมีอะไรที่รอคอยให้เธอตามหาอยู่รึเปล่า เธอรู้จากใจจริงว่าไม่มี ทุก ๆ ที่ที่เธอกวาดตามอง เธอจะเห็นร่างเรือนรางของแม่มดมาธิลด้า เมื่อเธอแหงนหน้ามองท้องฟ้า สีที่ปรากฏบนนั้นจะเป็นสีเข้มทะมึนของความโชคร้าย ท่ามกลางกลุ่มอัศวิน เธอคล้ายกับเห็นเงาของคนตายบนใบหน้าของแต่ละคน

ราล์ฟรั้งอากาเบลเข้าไปกอดจนเธอแทบจะละลายเข้าไปในอ้อมแขนของเขา “โธ่เอ๊ย เจ้าเหมือนเป็นลูกสาวของข้าอีกคนเชียว อย่าพยายามคิดในแง่ลบมากเกินไป ต่อให้ในสงครามจะให้ตายซี ข้าจะสวดมนตร์ทุกวันให้พระเจ้าคุ้มครองเจ้า เจ้าจะต้องกลับมาเยี่ยมข้าที่เฮเนวิง เข้าใจไหม โซโกลอฟ”

            อากาเบลเงียบ

            “เอ้า นี่” อีกฝ่ายล้วงขวดสีเขียวคล้ำในกระเป๋าออกมายัดใส่มือเธอ “เหล้าน้ำผึ้งที่ข้าเห็นเจ้าชอบดื่ม จะได้เก็บไว้นึกถึงที่แอเธลวิน ค่อย ๆ จิบไปทีละนิดจะดีที่สุด เก็บไว้ดี ๆ หน่อยล่ะ เดี๋ยวโดนพวกอัศวินคนอื่นแย่งหมด”

แล้วเขาก็ตบท้ายทอยเธอเบา ๆ ขณะรัดเธอจนตัวลอย เท้าไม่ติดพื้น “เป็นเด็กดีให้ชาร์น็อคเซียซ์นิคหน่อยเถอะ!” ก่อนเขาจะเปิดทางให้จูเลียน่าตรงมาบีบมือ นางอวยพรเสียงสั่นเครือให้ “ถ้าเจ้าหน้าดุน้อยลงกว่านี้ คนคงกล้าเข้ามาผูกมิตรด้วยแล้ว” จากนั้นทั้งสองก็ถอยไปยืนรอข้างหลัง ให้ลิลี่ที่ยังหน้าซีดตั้งแต่วันแรกที่เดินทางออกจากเมืองลูบลินาเข้ามา นางพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มของนางกลายเป็นท่าทางอึดอัดจากการเสแสร้งว่ามีกำลังใจ

เมื่อการยิ้มไม่ได้ผล นางก็โผกอดเต็มแขน แล้วซบศีรษะกับไหล่เพื่อกลบเสียงสะอึกสะอื้น “ขะ-ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าข้าเป็น” นางร้องไห้โฮ “ข้าคิดว่านี่อาจจะเป็นข้อผิดพลาด ข้าอาจจะไม่ใช่... ข้าอาจจะเป็นอย่างอื่นที่บังเอิญอ่าน ไม่ ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด ข้าจะบอกพ่ออย่างไรดี แล้วข้าควรจะทำอะไรกับการที่ข้า สามารถอ่านใจได้”

            ซ่อนมันไว้ อากาเบลล้าเกินกว่าจะพูด จึงเลือกที่จะคิด

            ลิลี่ชะงัก น้ำตายิ่งร่วงพรู “นั่นสินะ ข้าก็คิดว่าอย่างนั้น”

            ราล์ฟกระวีกระวาดเร่งเวลา

            “ขะ-ข้าต้องรีบไปแล้ว ดูแลตัวเองให้ดีนะ เจ้าทำได้อยู่แล้ว และกลับมา อย่างที่ราล์ฟบอก จะ-เจ้าไม่ต้องย้ำหรอก ข้าได้ยิน เจ้าไม่คิดว่าเจ้าจะรอด” นางละจากกอดออกมาสบตา นัยน์ตาสีเขียวของนางแดงก่ำ น้ำตาไหลรินไม่หยุด “ขะ-ข้าไม่รู้ว่าข้าควรจะพูดอย่างไรให้เจ้าเปลี่ยนความคิดดี แต่ได้โปรด อย่างน้อยก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ข้าเชื่อว่ามีคนรอเจ้าอยู่ข้างนอกนั่น ฉะนั้น...”

            “รีบออกเดินทางจะดีกว่า” อากาเบลตัดบท

            ลิลี่สะอื้น พลางละล่ำละลักผงกหัว แล้วค่อย ๆ หันหลังเดินไปหาราล์ฟซึ่งจูงม้าสองตัวไปยืนรอที่สะพานไม้แล้ว ทั้งสามคนค่อย ๆ ข้ามไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง จูเลียน่าไปถึงอีกฝั่งก่อนคนแรก ตามด้วยม้าอีกสองตัว จากนั้นจึงเป็นลิลี่และปิดท้ายด้วยราล์ฟที่จะคอยรับหากมีใครสะดุด เขายิ้มให้จูเลียน่าที่หัวเราะอย่างโล่งอกออกมา ก่อนจะอุ้มลิลี่ขึ้นขี่ม้าตัวเล็กซึ่งมีเชือกโยงกับม้าอีกตัวที่เขาเป็นคนขี่โดยมีจูเลียน่านั่งข้างหลัง

เขาหันมาโบกมือให้อากาเบลก่อนไป ไม่มีประโยคบอกลา เพราะพวกเขายังเชื่อว่าจะได้พบกับเธออีกครั้ง

            ม้าสองตัวค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไป ทีละก้าว ทีละคืบ ไกลขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนสามคนนั้นจะกลายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เข้าใกล้ภูเขาสุดขอบโลกทีละน้อย และในอีกไม่นานก็หายลับไปจากสายตาตลอดกาล เมื่อนั้นการหายใจก็ได้กลายเป็นความทรมานที่สุดสำหรับอากาเบลแทน ไม่ใช่เพราะอากาศเย็นจัดที่แช่แข็งปอดแต่อย่างใด เธอพยายามบังคับให้ตัวเองกล้ำกลืนความเศร้าลงคอ ใบหน้าต้องนิ่งเรียบ แต่ริมฝีปากกลับสั่นอย่างน่ากลัว

            “ลาก่อน” อากาเบลกระซิบกับสายลม

***

            คณะอัศวินออกเดินทางอีกครั้ง

            ทุ่งกว้างค่อย ๆ เลือนหายไปจากทิวทัศน์เมื่อยามค่ำใกล้เข้ามา ข้างหน้าซึ่งหลายชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นความว่างเปล่าของธรรมชาติปรากฏป่าสนต้นใหญ่หนาทึบ ยิ่งลึกเข้าไปก็จะเห็นว่าป่านั้นมีอาณาเขตกว้างจัด และบางส่วนไล่ลามไปตามเนินเขาที่เป็นอุปสรรคให้การเดินทางต้องผ่านป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝูงนกบินเหนือยอดแหลมของต้นสนไป แล้วกิลเบิร์ตที่หยุดแหงนมองท้องฟ้ามาสักพักก็ผงกหัว อัศวินข้างกายจึงเตะม้า นำคณะเดินทางเข้าไปข้างในความมืดทันที

            พวกเขาปักหลักตั้งแคมป์ไฟข้างต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณ และต้องมีธารน้ำสะอาดเล็ก ๆ ไหลผ่านไม่ไกลไปจากค่าย กระโจมสีน้ำเงินเข้มหลังใหญ่สำหรับกิลเบิร์ตตั้งโดดเด่นเป็นสง่า ล้อมรอบด้วยกระโจมสีน้ำตาลหลังเล็ก ๆ กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ กลุ่มม้าสะบัดหางยืนพักอยู่เคียงข้างอัศวินสองสามคนซึ่งกำลังเขี่ยฟางให้รวมกันอยู่ มีคนไหนที่เป็นคนของพระเจ้าชาร์ลส์รึเปล่า ส่วนอากาเบลก็ยืนหลบอยู่ห่าง ๆ คอยดูสถานการณ์

เธอไม่รู้ว่าควรจะช่วยอะไรดี ในเมื่อการกางกระโจม ทำกองไฟ หรือดูแลม้ามีคนทำหมดแล้ว หน้าที่ทำอาหารก็ไม่ว่าง เธอจึงนั่งกอดเข่ามองกระต่ายย่างกลางกองไฟแทน กระทั่งกลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ อัศวินก็เริ่มแจกจ่ายชิ้นส่วนไปให้แต่ละคน ยกเว้นเธอที่เป็นอัศวินฝึกหัด แน่ล่ะ เธออาจจะได้กินลูกสนแทน แค่คิดเท่านั้นท้องก็ส่งเสียงขลุก ๆ เงียบ ๆ

กิลเบิร์ตซึ่งนั่งบนลังไม้สูงกว่าคนอื่นทันสังเกตเห็นเธอ จึงถองไหล่อัศวินร่างหนาข้างกาย “ให้นางด้วยสิ คืนนี้กะเฝ้าเวรเป็นหน้าที่เจ้านายนางไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นข้านะ ข้าก็คงไม่ชอบใจนักหรอก”

            “เอ้า” อัศวินโยนอาหารให้

            อากาเบลจึงได้ขากระต่ายย่างมากินประทังความหิวไปได้อย่างเฉียวฉิว จากนั้นเธอก็ถอดผ้าคลุมผืนหนามาห่มตัวเองขณะเอนหลังพิงต้นสน พลางจิบเหล้าน้ำผึ้งที่ราล์ฟให้ อีกไม่นานฤดูหนาวก็จะจบลงแล้ว สายลมอุ่น ๆ เริ่มเข้ามาปกคลุม แต่ช่วงกลางค่ำกลางคืนที่ต้องนอนกลางแจ้งเช่นนี้ ความหนาวจะยิ่งหฤโหด ลมกัดใบหูจนแดงไปหมด น้ำมูกกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วกระดูกก็จะปวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเจอ เธอจึงยิ่งจิบเหล้าน้ำผึ้งจนกลายเป็นดื่มหลายอึกแทน

            หากพลังน้ำแข็งของเธอไม่ได้ถูกแย่งชิงมาโดยบรรพบุรุษตระกูลโซโกลอฟอย่างที่ดีทริคบอก เธอจะมีภูมิคุ้มกันฤดูหนาวรึเปล่า เธอคิดระหว่างข่มตาหลับ มันช่วยให้เธอลืมกระดูกที่ประท้วงโอดโอยข้างในไปชั่วขณะ แต่พอเผลอหลับไป เธอก็จะสะดุ้งตื่นเพราะความเย็นเฉียบอยู่เนื่อง ๆ จึงดื่มเหล้าต่ออีกสองอึกแล้วเก็บไว้ในเป้ข้างกาย – เหล้าคงหมดภายในวันพรุ่งนี้แน่ – แล้วล้วงมีดสั้นที่เก็บไว้ตรงเอวออกมา เป็นของกองทัพหลวงที่แจกจ่ายให้คณะอัศวิน เธอควรจะบอกดีทริคเรื่องพระเจ้าชาร์ลส์ได้แล้ว แต่ก็ได้แค่คิดเพราะเธอหาเขาไม่เจอเลย

            เหล้าที่กำลังแผลงฤทธิ์ทำให้กองไฟพร่าเลือน และประกายไฟกลายเป็นแสงสีส้มทรงกลมทับซ้อนกัน

            อากาเบลนึกโกรธขึ้นมาเมื่อนึกถึงวันที่พระเจ้าชาร์ลส์เสนอให้เธอฆ่าดีทริค ช่วยไม่ได้ที่เธอจะนึกถึงตัวเองในวัยเด็กที่สเนียเซนี่ ตอนที่แม่กับเพทราดีอาวุโสตัวอื่นปลูกฝังให้เธอลุกขึ้นสู้พ่อ ทุกคนส่งเธอไปตายเพื่อเป้าหมายของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ก็น่าจะเห็นได้ชัดว่าเธอทำบ้าอะไรไม่ได้เลย เพียงแค่ตอนนั้นเธอมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงสเนียเซนี่ เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ ตัวแทน และผู้นำของการต่อต้านได้

แล้วพอเธอกลายเป็นตัวไร้ค่าเช่นนี้ พวกเขาก็รังเกียจเธอ พวกเขาไม่ต้องการเธอ

ไฟโทสะนั้นรุนแรงซะจนเธอลุกขึ้นจะออกวิ่ง แต่ก็หยุดไว้ได้ จึงหันไปปามีดใส่ต้นไม้ที่ตัวเองเพิ่งนั่งพิงเต็มแรง

“อ้าว” เธออุทานเสียงละห้อย ความโกรธซาไปทันทีที่เห็นว่ามีดไปปักไว้ซะสูงบนต้นสนเสียแล้ว เธอไถลตัวลงไปนอนบนพื้นโดยเอาหัวรองรากไม้ไว้ พลางจ้องมีดสั้นรอสติที่กำลังคลืบคลานกลับมา ให้ตายสิ เธอกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย ยังมึนหัวไม่สร่างเมาเช่นเคย แต่เธอต้องเอามีดสั้นลงมาให้ได้

            คนส่วนใหญ่ในค่ายนอนหลับกันไปแล้ว เสียงกรนดังสนั่น เหลือแค่พวกเฝ้าเวรสองสามคนยืนถือคบเพลิงอยู่ข้างนอก อากาเบลใช้แขนเสื้อเช็ดจมูกเป็นคราบน้ำแข็ง พลางจับต้นสนแน่น แล้ววางฝ่าเท้าไว้บนกิ่งไม้เพื่อดันตัวเองขึ้นไป กิ่งไม้มั่นคงแข็งแรงกว่าที่คิด แต่มันจะขยับหนีทุกครั้งที่เธอพยายามดันตัวเองขึ้นเหมือนจะแกล้งเธอให้ล้มอย่างไงอย่างงั้น...

            “เจ้าเหยียบไหล่ข้าอยู่” ดีทริคเตือนเสียงต่ำ

            อากาเบลเลิกคิ้วขณะก้มมอง เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าดีทริคนั่งกอดอกหน้ายับข้าง ๆ เธอมาตั้งนานแล้ว “กะเฝ้าเวรของข้าเสร็จไปสองชั่วโมงก่อน” เขาบอก โชคดีที่เธอสวมกางเกงข้างในกระโปรงอีกที ไม่งั้นทันทีที่เธอเหยียบไหล่อีกฝ่าย เขาคงโยนเธอทิ้งโดยไม่รีรออย่างแน่นอน เธอหน้าแดงเพราะฤทธิ์เหล้าอยู่แล้ว แต่ความอับอายนี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เธอจึงทำเป็นปัดหิมะที่ติดเต็มเส้นผมของเขาจนกลายเป็นทรงประหลาด ก่อนจะรีบฉกมือออก แล้วเชิดหน้าหยิ่ง ๆ ใส่

            “ข้าจะเก็บมีด อยู่เฉย ๆ ไปเถอะน่า” อากาเบลว่า

            “เอามีดของข้าไปแทน แล้วไปนอนซะ”

            “จะบ้ารึไง นี่ข้าจะเป็นที่ทิ้งขยะของมือสองของเจ้าอยู่แล้ว คราวหน้าไม่ให้ถุงเท้าใช้แล้วเลยล่ะ หรือชั้นใน

            ดีทริคนิ่วหน้ากับเสียงโวยวายของเธอ พลางเม้มปากเหมือนกำลังเคี้ยวลิ้นตัวเอง เขาระบายลมหายใจยาว ๆ ใส่โดยไม่มีการซุกซ่อน จากนั้นจึงขยับไปหันหลังย่อเข่าให้ ค้อมหลังไปข้างหน้าเล็กน้อย “ขึ้นมา”

            น่าประหลาดที่อากาเบลสามารถยิ้มกว้างออกมาได้ ทั้ง ๆ ที่เธอยกมุมปากแทบไม่ขึ้นมาสักพักใหญ่แล้ว ตอนนี้เธอกลับมารู้สึกสนุกสนานร่าเริงอีกครั้ง อาจเป็นเพราะเหล้าที่เพิ่งดื่มไป เธอคิดระหว่างกระโดดขี่คอดีทริคจนกระโปรงฟูฟ่อง แล้วหลุดขำออกมาเมื่ออีกฝ่ายจำเป็นต้องทรุดเข่าหนึ่งข้างเพื่อทรงตัวก่อนจะลุกขึ้นยืน เธอหัวเราะพร้อมเตะขาเล่นเมื่อเนื้อผ้าของถุงมือของเขาที่วางไว้บนเข่าเธอให้ความรู้สึกจั๊กจี้แปลก ๆ

“อากาเบล” ดีทริคเตือนอย่างอดทน

“เจ้าค่ะท่านอัศวิน” เด็กสาวประชดพร้อมอ้าปากหาวใส่ ก่อนจะตัดสินใจหยุดขยี้ผมเขาเล่น ตาเริ่มปรือเพราะหมดแรง เธอค่อย ๆ เอื้อมแขนสุดตัวไปดึงมีดสั้นซึ่งติดแน่นกับเปลือกต้นสนหลุดออกมาสำเร็จ

            “เจ้าควรจะหยุดดื่มได้แล้ว” ดีทริคว่า

            อากาเบลเก็บมีดสั้นไว้ในกระเป๋าเล็กข้างเอวอย่างทุลักทุเล แล้วตบฝ่ามือกับแก้มทั้งสองข้างของเขาที่กระตุกหนีทันที “หุบปากไปเถอะ แล้วนี่เจ้าหน้าแดงอยู่รึเปล่าน่ะ? น่ารำคาญซะจริง เอาข้าลงได้แล้ว จะนอน...”

            ประโยคของเธอถูกขัดด้วยฝูงนกที่แตกตื่นทั่วป่าฉับพลัน ยอดต้นสนสั่นไหวราวกับลมแรงจัดโถมใส่ เหนือบนนั้นคือเงาดำ ๆ ของจุดเล็ก ๆ มากมายที่กระจายไปทั่วทุกทิศ ตัดกับดาวสีขาวระยิบระยับจนสามารถสังเกตเห็นปีกนกที่กระพืออย่างว่องไวได้อย่างชัดเจน มันไม่ได้เสียงดังอึกทึกจนปลุกคนอื่นในค่าย แต่ก็ทำให้อัศวินที่เฝ้าเวรมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความตกใจ ต่างแหงนมองไปทุกทิศ พร้อมกับหยุดยืนอย่างระแวง

            แม้แต่อากาเบลก็ปิดปากเงียบกริบโดยที่ดีทริคไม่ต้องบอก เพราะอยู่ ๆ ความเงียบงันของป่าก็คล้ายกับหนักหน่วงขึ้น กลบเสียงกรนอย่างมีชีวิตชีวาของอัศวินไปจนหมด เธอตื่นทันใด แล้วค่อย ๆ ปีนหลังชายหนุ่มลงมายืนดังเดิม ฝูงนกเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่คนที่ยังตื่นยังไม่กล้าขยับตัว นอกจากสอดส่องสายตาไปยังความมืดรอบข้าง และสื่อสารกันด้วยภาษามือ

            “นอน” ดีทริคกระซิบ ก่อนที่อากาเบลจะอ้าปากขัด เขาก็ยกมือห้ามเธอ “การกระทำสะเพร่าใด ๆ ของใครสักคนในนี้อาจทำให้มีคนตายได้”

ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นข้างนอกค่าย เสียงกระพือปีกของนกหายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ดีทริคจึงตัดสินใจเอื้อมมือ อันที่จริง แค่ปลายนิ้ว – มากดไหล่อากาเบลให้นั่งลง พลางยื่นผ้าคลุมให้เธอกระชากไปห่มร่างพร้อมส่งเสียงจิ๊จ๊ะใส่ และต่อว่าออกไป “น่ารำคาญ ทำเหมือนข้าเป็นของมีค่าบอบบางอยู่นั่นแหละ เหมือนที่แม่ทำเลย ข้าไม่ใช่เด็กอีกแล้ว เข้าใจไหม”

            “ไม่ เจ้าไม่ใช่เด็กอีกแล้ว” เขาบอก แล้วนิ่งไปเพื่อครุ่นคิด แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะลูบหัวเธอ – ในแบบที่เขาไม่เคยกล้าสัมผัสเธออย่างตั้งใจมาก่อน – และนั่นทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะตกใจกลัวหรือรังเกียจ แต่เป็นความอบอุ่นบางประการที่ทำให้เธอหยุดความคิดที่จะอาละวาด ทำให้เธออยากลดกำแพงที่กักขังความอัดอั้นที่เธอเก็บไว้

            อากาเบลเหลือบเห็นหนึ่งในอัศวินซึ่งเฝ้ายามแอบจ้องมองสถานการณ์อยู่ เขาหันข้างมาให้ และแม้ใบหน้าจะตั้งตรงไปอีกทาง แต่ดวงตาเหลียวมองตรงมาทางนี้ ตอนนั้นเองที่ใบหน้าของพระเจ้าชาร์ลส์โผล่พรวดขึ้นมาในใจ เธอจึงชักสีหน้าหงุดหงิด ปัดมือดีทริคทิ้ง แล้วตะคอกใส่ “อะไรของเจ้า หา? น่าเบื่อ! จะสั่งให้มันหมดทุกอย่างไหม ข้าจะนอนแล้ว!

            แต่เมื่อเธอล้มตัวนอน หัวใจก็พลันเบาโหวงเมื่อดีทริครีบลุกหนีไป ก่อนที่เขาจะเดินไปทางอื่น เธอก็หลับตาปี๋ ตะโกนเสียงดังในใจเพื่อรั้งเขาไว้ อัศวินคนที่แอบมองอยู่อาจจะเป็นคนของราชา!

            ได้ผล เขาหยุดกึก และคงกำลังสับสนว่าพระเจ้าชาร์ลส์มาเกี่ยวข้องอะไรด้วย

            เมื่อกี้ข้าจำเป็นต้องทำตัวงี่เง่า เธออดแก้ตัวอย่างช่วยไม่ได้

            ดีทริคหัวเราะขบขันในลำคอเบา ๆ “เจ้าควรจะเรียนวิธีโกหกให้แนบเนียนถ้ามีโอกาส มังกรสีเงิน”

***

(อีก 50% ค่ะ)

            เมื่อหมอกเย็นฉ่ำที่ปกคลุมทั่วป่าเผยตัวให้เห็นผ่านแสงยามเช้า และเสียงเก็บของรอบค่ายกลายเป็นความน่ารำคาญที่สุด อากาเบลจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาหาววอดใหญ่ – ขมับเต้นตุบ ๆ ปวดหัวจัด – แล้วหันไปหาคนข้างตัวก่อนเป็นอันดับแรก แต่ดีทริคไม่ได้นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่อยู่ในกลุ่มอัศวินที่กำลังดับไฟด้วยการใช้เท้าขยี้หรือสาดดินใส่เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของค่ายก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเช่นกัน

            เขาโผล่มาให้เห็นอีกทีก็ตอนที่คณะอัศวินกำลังจะออกเดินทาง ในมือถือหน้าไม้ กระบอกใส่ลูกดอกทำจากหนังสัตว์ติดเข็มขัดสีดำข้างเอว ดูจากสีหน้าบึ้งตึงของอัศวินที่เขาตรงเข้าไปคุยด้วย ตัวเลือกอาวุธของเขาคงไม่เป็นที่ชอบใจนัก

            “เหตุการณ์ที่นกแตกตื่นเมื่อคืนอาจจะเป็นแค่หมีออกมาหากิน” อัศวินร่างหนาทบทวน แล้วหันไปพูดกับกิลเบิร์ต “ไม่มีอะไรน่ากังวลพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เราเริ่มออกเดินทางกันได้เลย”

            คณะอัศวินต่างมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า ผ่านสนามหิมะหนาลึกครึ่งแข้งม้า บางครั้งบางคราวก็จะเห็นฝูงหมาป่าซุกซ่อนตัวหลังม่านไม้คอยแอบมองอยู่รอบ ๆ แต่ไม่มีจ่าฝูงกลุ่มไหนกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ถึงกระนั้น การจับจ้องของพวกมันก็ยังชัดเจน อัศวินสองคนถูกส่งขึ้นไปตามเนินเขาชันเพื่อมองหาจุดที่แม่น้ำไหลมาบรรจบกันเป็นทะเลสาบ ที่นั่นคือสถานที่นัดพบกับพันธมิตร พวกเขาลุยหิมะลงมาตอนที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยดิน ทั้งตัวเลอะเทอะไปหมด

            “ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงนั้นมีหอคอยเก่ารกร้างตั้งอยู่ ป่าแถบนั้นก็เริ่มเป็นสีเขียวแล้ว”

            การเดินทางทรหดมากขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนชุดหรืออาบน้ำ และเสบียงดี ๆ ก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ แต่นั่นเป็นปัญหาสำหรับกิลเบิร์ตเพียงคนเดียว เขามักลูบท้องที่ร้องโครกครากอยู่เนื่อง ๆ พอหอคอยสูงตระหง่านโดดเดี่ยวปรากฏต่อสายตา คณะอัศวินก็มีโอกาสหยุดพักใต้หลังคาเสียที กิลเบิร์ตก็ยิ้มดีใจที่จะได้นอนในอาคารอบอุ่น แต่นี่เป็นหอคอยยามเมื่อนานมาแล้ว สภาพข้างในทั้งสกปรก เต็มไปด้วยไม้ระเกะระกะ หยากไย่ มีหนูคลุกเขม่าผลุบ ๆ โผล่ ๆ

            กิลเบิร์ตสำลักน้ำลายเมื่อได้รับรายงาน “มีศะ-ศพคนด้วยเหรอในนั้น?

            “ศพของพวกพ่อค้าไม่ก็นักแสวงบุญพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท แถวนี้คงเคยเป็นเขตของพวกโจรเถื่อน”

            “แล้วเรื่องโจรล่ะ พวกมันอาจจะยังอยู่แถวนี้ก็ได้!

            “งั้นกระหม่อมก็ขออนุญาตเสนอว่าฝ่าบาทควรจะเพิ่มการคุ้มกันรอบค่ายพะย่ะค่ะ”

            “อ-โอ้อย่างงั้นเหรอ”

            หุบเขาลึกทางตะวันตกของหอคอยมีแม่น้ำสายเล็กไหลเอื่อยอยู่ข้างล่าง อัศวินขี่ม้าเร็ววิ่งไปตามเส้นทางเพื่อสำรวจอุปสรรคเบื้องหน้า แล้วบึ่งม้ากลับมาอีกทีทันการแจกจ่ายอาหาร ซึ่งคราวนี้อากาเบลได้กินลูกสนจริง ๆ เขาประเมินระยะทางไว้ว่าภายในเวลาสามถึงสี่วัน คณะอัศวินก็น่าจะเดินทางไปถึงจุดนัดพบได้ โดยขี่ม้าขึ้นไปยังชะเงื้อมผา ลุยหิมะที่กำลังละลายใต้การแผดเผาของแสงแดดฤดูใบไม้ผลิลงไปยังทะเลสาบ

            ยามเช้ายังมาไม่ถึงดี คณะอัศวินก็ขี่ม้าผ่านก้อนหินเล็กน้อยที่กระจัดกระจายไปตามขั้นขึ้นเนินสูง ยิ่งใกล้ช่วงระยะสุดท้ายของฤดูหนาวเท่าไร ก็คล้ายกับอากาศหนาวจะรุนแรงมากขึ้น แต่อากาเบลสามารถเห็นท้องฟ้าสีสดใสไกลแสนไกลตรงสุดขอบโลกได้ เธอไม่ได้สวมกระโปรงอีกแล้ว แต่ใช้มีดกรีดมันให้กางกว้างได้ แล้วเอามาสวมเป็นผ้าคลุมตัวเพื่อกันหนาว ตอนนี้สภาพของเธอเหมือนเพิ่งลงไปนอนให้หิมะถมทับมา มันติดเต็มตัวและใบหน้าไปหมด

            ถึงแม้สงครามเป้าหมายที่กำลังไปนั้นคือการรบเพื่อศาสนาอาซีมุส แต่อากาเบลยังไม่เห็นอัศวินคนไหนสวดมนตร์หรือทำพิธีกรรมใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเลยสักครั้ง พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้ใหญ่เจนสงคราม วันเวลาของการเดินทางที่ผ่านมายิ่งเปลี่ยนให้ใบหน้าดุดันกว่าเก่า และหนวดเคราที่ยาวเฟิ้มก็ยิ่งทำให้พวกเขาน่ากลัวกว่าเดิม แต่ไม่กี่สิ่งที่เธอเห็นพวกเขาทำกันก็คือแลกเปลี่ยนเหล้า ไม่ก็ลับคมอาวุธ แล้วสะพายซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุมขนสัตว์

            “พวกนั้นไม่ได้นับถืออาซีมุสรึไง ข้าไม่เห็นมันทำพิธีกรรมอะไรเลย” อากาเบลตัดสินใจกระซิบถามดีทริคที่ทุก ๆ คืน หากเขาไม่ต้องเฝ้ายาม จะมานั่งข้าง ๆ เสมอ “เอาแต่คุยว่าพวกที่ทะเลทรายจะสู้อย่างไง”

            “ทำไม?”

            เธอเผลอนึกถึงการสักการะราชามังกรที่เธอห่างเหินไปแล้ว “พิธีกรรมไว้แสดงศรัทธาอย่างไง”

            “การฆ่าในสงครามก็เป็นอีกวิธี” ดีทริคตอบ พลางขยับตัวให้นอนสะดวกขึ้น “สำหรับพวกนั้น”

            ในการเดินทางไปตามเส้นทางหุบเขาต่อจากนั้น อากาเบลทนที่จะนั่งนิ่ง ๆ บนหลังม้าต่อไปอีกหลายวันไม่ไหวแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงน้ำกระเซาะหินดูคึกคักไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง เธออยากกระโดดลงไปวิ่งเล่นให้มือไม้หยุดเขย่าแทบแย่ มันเป็นอาการที่ทำให้เธอแทบคลั่งและรำคาญใจ จนการกรีดร้องออกมาอาจเป็นหนทางเดียวที่ช่วยได้ แต่เธอทำได้แค่รวบและคลายนิ้วซ้ำ ๆ เพื่อระบายความหงุดหงิดนี้

ยังไม่นับความว้าวุ่นในใจอีก พอคณะอัศวินย่ำหิมะที่บางลงเรื่อย ๆ ลงมาถึงพื้นที่ที่หุบเขาบรรจบกันลึกเข้าไปในป่าสน ก็เหมือนกับในหัวนั้นว่างเกินไป หรือป่าที่มีแต่ต้นสนยืนต้นโดดเดี่ยวรอบข้างน่าเบื่อเหลือล้น จึงดึงเสียงเพลงหรือเสียงสนทนาในความทรงจำมายำเปกันเละเทะ และประโยคถึงธนู โจร ม้า ระวังตัว

            ไม่ใช่ เธอผงกหัวขึ้นมาสบตาดีทริคซึ่งหันมามองจากแถวหน้าสุดของคณะเดินทาง มันเป็นเสียงของเขา

            ทันใดนั้น อากาเบลก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศจากทางขวามือเพียงเสี้ยววินาที ตามมาด้วยของหนักที่พุ่งมากระทบกับหมวกเหล็กตรงขมับของเธอเต็มแรง

เธอไม่รู้สึกเจ็บ แต่ลำพังความรุนแรงแค่นั้นก็ส่งเธอให้หล่นจากหลังม้าไปอย่างง่ายดาย แล้วม้าของเธอก็ส่งเสียงลั่นด้วยความตกใจที่มีอีกลูกธนูพุ่งปราดหน้ามันไป จึงกระโจนหายไปจากสายตาพร้อมกับสัมภาระ

            ใครสักคนในคณะอัศวินออกคำสั่งเป็นเสียงตะโกนลั่น ก่อนกีบเท้าม้าจะควบกระจายไปทุกทิศ พร้อมกับดาบหลายเล่มถูกชักออกมาเตรียมพร้อมสู้

อากาเบลโอดครวญขณะนอนคว่ำหน้า พลางควานมือไปทั่วหมวกเหล็กจนพบลูกธนูหนึ่งดอก มันพุ่งทะลุหมวกเข้ามานิ่งสนิท ปลายดอกติดชะงักกับเกล็ดมังกรข้างใน เธอเม้มริมฝีปากแน่นระหว่างพยายามดึงลูกธนูทิ้ง หัวใจเต้นโครมครามกับความวุ่นวายรอบด้าน

มีเสียงควบม้าอย่างเร็วตรงมาจากเบื้องหลัง

            อากาเบลทันหันไปเห็นประกายแสงวาววับที่ระดับเดียวกับสายตา เธอหยุดดึงลูกธนูที่ติดกับหมวกเพื่อคิดแค่วินาทีเดียว แล้วตัดสินใจเอื้อมไปคว้าขวานไม้ในมือของผู้บุกรุกที่ตั้งใจจะฟันฉับมาที่ลำคอเธอ ก่อนจะดึงเจ้าของให้ตกพรวดจากหลังม้าลงมาด้วยพละกำลังมังกรทันที ม้าวิ่งสวนไปอีกทาง ทิ้งเจ้านายของมันไว้บนพื้น

ไม่ทันที่เธอจะได้ลุกขึ้นไปคว้าด้ามขวาน มือหยาบหนาก็พุ่งมากดรูจมูกเธอจนสิ่งเดียวที่เธอหายใจเข้าไปได้คือเศษดินโคลน เด็กสาวไอโขลก ๆ พลางดิ้นหนีสุดฤทธิ์ แต่ไหล่ของเธอถูกตรึงติดกับพื้น อยู่ ๆ แรงก็คล้ายถูกสูบไปพร้อมกับลมหายใจ แววตาของชายฉกรรจ์วาวโรจน์เป็นสีน้ำตาลเดียวกับสีคล้ำของผิว ส่องประกายสายตาโหดเหี้ยมของฆาตกร

            มันรีบเปลี่ยนไปใช้แขนกดจมูกเธอแทน พลางพยายามฉวยขวานที่กระเด็นไปตกอยู่ข้าง ๆ อากาเบลคำรามในลำคอ ฝังเขี้ยวเข้ากับแขนของอีกฝ่ายจัง ๆ แล้วกระชากมีดสั้นข้างเอวตัวเองออกมาแทงหัวไหล่มันจนมันร้องโหยหวนลั่น น้ำลายกระเด็นไปทั่วขณะมันกัดฟันกรอดเพื่ออดทนต่อความเจ็บปวด ยิ่งทิ้งน้ำหนักใส่เธอจนไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวอากาศหลุดเข้ามาในปอด

อาวุธของมนุษย์ที่ไม่ใช่อาวุธพิเศษทำอะไรมังกรเพทราดีไม่ได้ ต่อให้ฟาดฟันใส่เธอในร่างมนุษย์ก็ตาม แต่เธอไม่คาดคิดว่าจะมีอีกวิธีง่ายดายที่สามารถฆ่าเธอได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธออยู่ในร่างเด็กสาวแบบนี้

            มันเพียงแค่ต้องใช้มือบีบคอเธอจนตาย แค่นั้น

            แต่นี่ก็เป็นโอกาสดีแล้วไม่ใช่รึไง อากาเบลหยุดเตะขากับอากาศว่างเปล่าไปทีละนิด เกล็ดน้ำแข็งกำลังก่อสร้างตัวมันขึ้นเป็นแท่งแหลมรอบกายเธอ รอคอยให้เธอฉวยมันไปแทงคอหอยมนุษย์คนนี้ แต่เธอเลือกที่จะปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น เธอพยายามบอกกับตัวเองว่าให้นอนเฉย ๆ และโอบรับความตาย ทว่าอะไรบางอย่างข้างในเธอพยายามต่อต้านความคิดนี้สุดแรงเกิด

ทันใดนั้น เธอก็คว้าแท่งน้ำแข็งขึ้นมาเตรียมแทงศัตรูโดยไม่ทันคิด ก่อนที่เธอจะตาเหลือกและลิ้นจุกปากอยู่ ๆ มันก็คลายแรงที่กดจมูกเธอเสียก่อน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ มือไม้ปัดป่ายทั่วลำคอของมันเอง มันอ้าปากคล้ายกำลังไขว่คว้าอากาศบริสุทธิ์เข้ามา แต่เธอเห็นควันสีดำลอยออกมาแทน ดูคล้ายกับว่ามีกองไฟขนาดย่อมถูกสุมอยู่ข้างใน

พลันดาบเล่มหนึ่งก็แทงทะลุอกของศัตรูจากด้านหลัง พร้อมกับมีลูกดอกยาวพุ่งทะลวงเบ้าตาฝังลึกเข้าไปในหัว

            วี่แววของชีวิตหลุดหายไปจากดวงตาดุร้ายของศัตรูภายในชั่วพริบตา ก่อนร่างไร้ชีวิตจะล้มปวกเปียกทับอากาเบลอย่างกับตุ๊กตาผ้า บุรุษแข็งแรงคนหนึ่งดึงดาบเปื้อนเลือดออกจากร่างนั้น เกิดเสียงแฉะน่าสะอิดสะเอียน

เขาดูอายุราวสามสิบปีปลาย ๆ ได้ ใบหน้าเคร่งเครียด หนวดเคราเฟิ้มทั่วกรามแข็งแรง เป็นสีน้ำตาลเข้มเช่นเดียวกับผมยาวที่เขามัดรวบเป็นหางม้าต่ำไว้ข้างหลัง สีตาจางจนคล้ายสีเทา กำลังหรี่ตามองไปยังเบื้องหลังของอากาเบล

            เธอรีบผลักร่างของโจรออกไปจากตัวเพื่อหันไปมองข้างหลังทันที เห็นดีทริคยืนประทับหน้าไม้ไว้กับบ่า กำลังหยิบลูกดอกใหม่ออกมาจากกระบอกข้างเอว เขาสบตาเธอแวบเดียวก็ฟาดหน้าไม้ในมือทั้งคันใส่ศัตรูโดยไม่สนใจว่าหน้าไม้จะพังหรือไม่ เธอจึงหันกลับมามองหาชายแปลกหน้าแทน เขาเลือกกระโจนเข้าไปในวงตะลุมบอนที่หนาแน่นที่สุด เหวี่ยงดาบใส่คู่ต่อสู้เหมือนเหวี่ยงท่อนไม้หนาใส่ ไม่มีใครทนพละกำลังมหาศาลของเขาได้

กิลเบิร์ตยังปลอดภัยดีท่ามกลางวงล้อมของอัศวินองครักษ์ ฟังจากเสียงเอะอะโวยวายแข่งกับเสียงเหล็กเฉือนเนื้อ อากาเบลจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นมายืนหอบหายใจ พลางพยายามดึงลูกธนูที่ดันติดแน่นในหมวกทิ้ง ไม่ว่าใครคนไหนที่วิ่งเข้ามาประชิดก็จะโดนเธอต่อยเสยคางอย่างที่เธอเคยซัดดีทริคจนตัวเองโดนแรงสะท้อนของพันธสัญญาชีวิตสลบเมือดไปเอง

            “พวกมันหนีไปแล้ว!” กิลเบิร์ตตะโกนขึ้นเมื่อเห็นกลุ่มโจรป่าที่ยังเหลือรอดพากันควบม้าหนีไปอีกทิศ เขาถูกองครักษ์บังซะจนมองไม่เห็นสภาพเละเทะของการต่อสู้

            อัศวินหลายคนยังยิงธนูตามหลังโจร แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทันแรงม้าที่พาเป้าหมายเตลิดหนีหายไป จึงเกิดเสียงสบถเซ็งแซ่ด้วยความเบื่อหน่ายแทน “อะไรกันวะ พวกมันมากันแค่นี้เองหรือ” กับ “คราวหน้าพวกเอ็งช่วยซ่อนอาวุธกันให้หมดได้ไหม จะได้ล่อพวกมันมาเยอะ ๆ!

เมื่อความเงียบสงัดหวนกลับมาอีกครา ทุกคนต่างก็ยืนหอบหนักอยู่กับที่ ให้เวลาพักกับตัวเองนาทีเดียวก็หันไปจัดการกับซากศพรอบข้าง บางคนก็ค้นของมีค่าของโจรกันพัลวัน อากาเบลยืนมองศพศัตรูที่โดนดาบฟันเฉียงบนใบหน้าจนแผลเปิดเหวอะได้ครู่เดียวก็เบือนหน้าหนีไปอีกทาง แต่ทางไหน ๆ ก็เต็มไปด้วยการตายที่เกิดจากดาบหรือขวาน หิมะใต้ล่างก็ดูดซึมเลือดซะจนแดงเถือกโดดเด่น

            เลือดที่เปื้อนเต็มตัวเธอนั้นเหม็นเกินทน ทำให้เธออยากอาเจียนแทบแย่ ความหวาดระแวงบังเกิดขึ้นมาทันใด เธอกลัวเหลือเกินว่าข้างหลังเหล่าต้นสนทุกด้านนี้ มาธิลด้าอาจจะซุกซ่อนอยู่ ในสภาพที่โดนแทงตรงอก ใบหน้าเหวอะหวะ ศีรษะขาดหาย แน่นอนว่านางต้องมา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหลม จะยืนอยู่ตรงทางที่พวกโจรหนีไป เลือดท่วมจากรอยแผลบนหน้าที่เปิดให้เนื้อสีแดงตั้งแต่สันจมูกลงมา

            “ข้าไม่ยักรู้ว่าแอเธลวินจะพกเด็กผู้หญิงตัวกระเปี้ยกมารบด้วย” เสียงทุ้มหนึ่งเรียกความสนใจไป

            ผู้ชายนิรนามก่อนหน้านั่นเอง เขาเพิ่งเก็บดาบเข้าฝัก และจำเป็นต้องเดินไปหากิลเบิร์ตซึ่งยังถูกบดบังโดยองครักษ์นับสิบ (จนกว่าศพทั้งหลายจะถูกเก็บไปให้พ้นสายตา) ทุกคนหันมามองชายแปลกหน้าผู้สวมชุดเกราะหนังซึ่งทับไว้ด้วยผ้าคลุมขนสัตว์หนาเตอะไม่ต่างไปจากใคร แต่โดดเด่นเนื่องจากสำเนียงแข็ง ๆ ออกเสียงตัว.ชัด ซึ่งบ่งบอกว่าเขามาจากต่างแดน

            เจ้าตัวเคาะเท้าหนึ่งจังหวะ พลางแสยะยิ้ม “ขออภัย ข้าลืมแนะนำตัวไป” เขาหันไปก้มหัวให้กิลเบิร์ตอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาท กระหม่อมเป็นผู้ส่งสารจากพันธมิตรของท่านพะย่ะค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา พวกเขาได้ตัดสินใจไปรอที่เมืองทะเลทรายหน้าด่านแทนแล้ว และวานให้กระหม่อมมาช่วยนำทางกองกำลังเสริมของแอเธลวินไป”

            “และเจ้าคือ

“กระหม่อมยาโรเมียร์ วาซิลเยวิช โปลีคาร์พอฟ ขอรับใช้เจ้าชายแห่งแอเธลวิน”

            อัศวินองครักษ์เปิดทางให้กิลเบิร์ตสำรวจยาโรเมียร์และสภาพของการต่อสู้หลังจากศพสุดท้ายถูกลากไปทิ้งที่อื่น เหลือเพียงร่อยรอยเลือดบนหิมะเท่านั้น เขาอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนจะพยักหน้างก ๆ ให้ ท่าทางสับสน ยกแขนขึ้นมาเหมือนจะใช้ประกอบคำพูด แต่เมื่อพูดไม่ออก เขาก็ทิ้งแขนไว้ข้างตัว แล้วหันไปบอกกับอัศวินองครักษ์ว่าต้องเดินทางต่อได้แล้ว

อากาเบลพยายามดึงลูกธนูอีกครั้ง พอไม่สำเร็จเธอก็สบถโมโหแล้วหักมันทิ้ง ปล่อยให้หัวธนูติดคาอยู่กับหมวกโด่เด่อย่างงั้น เธอแอบรู้สึกดีใจลึก ๆ ที่พบว่าม้าของตัวเองยังคงอยู่ในบริเวณ มันยืนหางสะบัดร่วมกับม้าตัวอื่นของคณะอัศวิน คงมีคนคุมมันไว้ได้ก่อนมันจะกระเจิงออกเส้นทางไป เธอจึงโยนหางธนูในมือทิ้ง เตรียมจะเดินไปขี่ม้าอีกครั้ง

            “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่มีม้าพะย่ะค่ะ” ยาโรเมียร์รั้ง “พวกโจรก็พาม้าที่ยังสภาพดีไปกันหมด ส่วนตัวอื่น ๆ ก็หนีหายไปในป่าแล้ว ไม่ก็โดนลูกหลงตาย กระหม่อมคงจะเดินเท้าเปล่านำทางพวกท่านไปไม่ได้”

            “ถ้าอย่างงั้น

            เขาตัดบทเจ้าชายโดยการชี้นิ้วมาที่อากาเบล แล้วกิลเบิร์ตที่หันตามมามองก็ไม่เอ่ยปากปฏิเสธ

เด็กสาวยืนขมวดคิ้วอยู่กับที่ สายตาไม่เป็นมิตรของคนรอบข้างคล้ายจะกดดันให้เธอมอบม้าให้แก่อาคันตุกะเสีย “ม้าของข้า?” เธอถาม มือเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะแสร้งยิ้มให้ แล้วเร่งเดินตึง ๆ ไปกระชากสัมภาระของตัวเองออกจากหลังม้าที่หายใจฟึดฟัดไม่พอใจใส่ ต่อจากนั้นก็แบกมันไปยังม้าของดีทริคแทน เธอเอาเชือดมัดสัมภาระอย่างหงุดหงิด เผลอขบฟันจนปวดกรามไปหมด

            ดีทริคกลับมาจากการจัดการศพตอนที่คณะอัศวินกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง เขาเลิกคิ้วที่เห็นเธอนั่งรอบนม้า

            “จะไล่ให้ข้าเดินเท้าแทนเลยไหมล่ะ!” อากาเบลแหวใส่ทันที

“ใจเย็น” เขายกมือยอมแพ้อย่างช่วยไม่ได้ แล้วปีนม้าขึ้นมานั่งข้างหลัง “ข้ายังไม่ได้ว่าอะไร”

***

            การตั้งค่ายคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายในดินแดนภูมิอากาศหนาวเหน็บ พื้นที่ถัดจากนี้จะเริ่มกลายเป็นเขตอบอุ่น มีต้นไม้รูปร่างอ้วนขึ้นแทนที่จะเป็นต้นสนผอมเพรียว หิมะจะละลายหายไปจนหมดภายในไม่กี่วัน และอากาศจะร้อนขึ้นสมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ

เชื่อเถอะว่าทุกคนในคณะอัศวินต่างยินดีปรีดาที่จะได้หลุดพ้นจากความหนาวเหน็บอ้างว่างนี่เสียที คืนนี้จึงเกิดการฉลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้างกองไฟ ต่างดื่มเหล้ากันสนุกสนาน แล้วแลกเปลี่ยนของติดไม้ติดมือที่ฉกมาจากพวกโจร

            ถึงกระนั้น อากาเบลกลับรู้สึกฉุนเฉียวไปกับทุกอย่าง มากซะจนเธอต้องแอบจิกเล็บกับข้อมือตัวเอง เธอมีโอกาสจะจบความทรมานนี้ได้แล้วเชียว! ในใจพร่ำบอกว่าเธอต้องใจเย็นลง แต่โทสะไม่ยอมทำตามแม้แต่นิดเดียว อะไรบางอย่างในตัวเธอผิดปกติ เธอมั่นใจ แต่เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร และการที่ต้องเห็นความคึกคักของค่ายก็ยิ่งกระตุกความเดือดดาลในตัวเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินยาโรเมียร์สนทนากับกิลเบิร์ตว่า “พกเด็กผู้หญิงมาให้เปลืองเสบียงทำไม”

            “เฮ้ คืนนี้ข้าขอเฝ้าเวรตรงทะเลสาบ” อากาเบลเดินดุ่ม ๆ ไปพูดกับกิลเบิร์ตทันที

            “ปฏิบัติตัวสามหาวแบบนี้กับเจ้าชายเนี่ยนะ?” ยาโรเมียร์คิ้วกระตุก

            “ไม่เป็นไร ๆ นางเป็นคนสนิท”

            นั่นแหละ กิลเบิร์ตหลุดพูดประโยคที่ช่วยให้เธอมีสิทธิพิเศษเพียงพอให้ยาโรเมียร์ปิดปากเงียบได้ออกมาแล้ว

            อากาเบลส่งเสียงฮึในลำคอใส่ ก่อนจะเดินหลบออกจากค่ายเข้าไปในแมกไม้ ไม่กี่นาทีในความมืดซึ่งมีแสงจันทร์เลือนรางอยู่ข้างบน เธอก็พบพื้นกรวดหินกว้างขวาง มีหญ้าต้นเล็กเรี่ยดินขึ้นเป็นหย่อม ๆ กรวดหินนั้นกระจายลงไปในทะเลสาบใส น้ำเจิ่งฝั่งเป็นทรงเว้ายาวไปทางขวามือ ผิวทะเลสาบนิ่งสนิท ขยับเขยื้อนเป็นริ้วเล็กน้อยยามโดนสายลมแตะ และสะท้อนแสงจันทร์สีนวลกับกระจาดดาวอย่างกับแฝดไม่มีผิด

จมน้ำตายอาจจะเป็นวิธีที่ดี

            เสียงอึกทึกในค่ายทำให้เธอโกรธ แต่ความเงียบตรงนี้จะทำให้เธอเป็นบ้าเอา อากาเบลทรุดตัวนั่งกับพื้นอย่างแรง ระหว่างทางเธอข่วนเล็บกับแขนจนปวดแสบมาตลอด เธอชมแนวภูเขาที่บดบังเทือกเขาซึ่งเธอเคยเห็นได้ชัดยามอยู่เมืองลูบลินาไปจนหมด เสียงเฮฮาจากในค่ายแว่วกับสายลมมาบ้างเป็นระยะ ๆ อัศวินเฝ้ายามหลายคนกระจัดกระจายกันตามวงนอก เธอเห็นเงาตะคุ้ม ๆ และคบเพลิงในมือพวกเขา แต่ไม่มีใครอยู่ใกล้เธอแถว ๆ ทะเลสาบสักคนเดียว

            ยกเว้นคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงมา

            ให้มันได้อย่างนี้สิ อากาเบลคิดอย่างเหลืออด ก่อนจะหันไปตวาดใส่ดีทริคทันที “ไปตายซะที่ไหนก็ไป! เจ้าจะสะเออะมาช่วยข้าทำไม ปล่อยให้ข้าถูกฆ่าก็จบแล้ว!

            “ตอนนั้นเจ้าก็กำลังจะแทงโจรไม่ใช่หรือไง” เขาเดาะลิ้น แล้วเอียงคอถามกลับ

            แน่นอนว่าที่ดีทริคพูดนั้นถูกต้อง แต่อากาเบลไม่อยากยอมรับว่าเธอเองก็ดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่รอดในตอนนั้น จึงสบถคำหยาบคายที่สุดใส่อีกฝ่ายที่หยุดยืนตรงหน้าทันใด

            “อยากทรมานข้ามากใช่ไหม หา!? ถึงขัดขวางข้าเรื่อย ๆ เจ้าเกลียดชังข้ามากใช่ไหม พวกมนุษย์ชั้นต่ำอย่างเจ้า!

            “อากาเบล เจ้ากำลังพาลใส่ทุกอย่างอยู่”

            “พาลห่าเหวอะไรล่ะ ข้ารู้ว่าข้ากำลังพูดอะไรอยู่! ทำไม? มันเป็นความจริงไม่ใช่รึไงกัน”

            “มันไม่ใช่ความจริง”

            ฟางเส้นสุดท้ายของเธอขาดง่ายเหลือเกิน ให้ตายเถอะ อากาเบลทึ้งผมตัวเองทันทีที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พลางกลัดกลั้นเสียงกรีดร้องไว้ในลำคอ จนเธอนึกกลัวว่าเสียงของเธอจะหายไปเพราะการกระทำนี้ ดีทริคขยับเข้ามายืนใกล้ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เขาพยายามไล่รวบข้อมือเธอให้หยุดการทำร้ายร่างกายตัวเอง แต่เธอขัดขืนไม่ยอมเลิก ตาวาวโรจน์

            “ทำไมมันจะไม่จริง? เจ้าเกลียดข้า แม่เกลียดข้า สเนียเซนี่เกลียดข้า ทุกคนเกลียดข้า! ถ้าไม่ได้เกลียดข้า แล้วทำไมชีวิตข้าถึงเป็นอย่างนี้? ทำไมข้าถึงต้องเจอแต่เรื่องระยำพรรคนี้ทุกวัน? มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ข้าเกิดมา! แล้วจะให้ข้าคิดอย่างไงกัน จะให้ข้าเชื่อรึไงว่าไอ้โลกเวรนี่ไม่ได้เกลียดชังข้าน่ะ! เจ้าจะไปเข้าใจอะไร!” อากาเบลตวาด

เธอจิกเล็บกับฝ่ามือตัวเอง แล้วเขาก็แกะนิ้วเธอออก

            “ทำไมเจ้าถึงไม่ปล่อยให้ข้าตาย ๆ ไปตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน? ทำไมข้าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเจอเรื่องพวกนี้ด้วย? ข้าไม่อยากรู้ว่าสเนียเซนี่ไม่เคยเป็นของข้า ข้าไม่อยากรู้ว่าข้าแค่คิดไปเองว่าข้าเก่งเทียบเท่าพ่อ ข้าไม่อยากรู้ว่าความจริงแล้วข้าเกลียดพ่อแค่ไหน ว่าไอ้ความทรงจำสนุกสนานที่ข้าจำได้นั่นจริง ๆ แล้วข้าแค่สร้างมันขึ้นเพื่อปกปิดความเลวของพ่อ!

เธอทุบกำปั้นกับใบหน้าตัวเอง เขาดึงข้อมือเธอทิ้ง

            “ข้าไม่อยากรู้ว่าสิ่งที่พ่อสอนมันผิด ข้าไม่อยากรู้ว่าความเชื่อของข้าผิด ข้าไม่อยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วข้าเป็นมังกรเพทราดีที่โง่ระยำที่สุด! ข้าอยากตายไปพร้อมกับความเชื่อโง่ ๆ นี่เมื่อสี่ปีก่อน ให้แม่กับไอ้พวกเวรที่สเนียเซนี่รู้ว่ามันทำบาปที่ใหญ่ที่สุดโดยการส่งข้าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปสู้กับพ่อ จนข้าต้องกลายเป็นแบบนี้ แล้วพวกมันก็เขี่ยข้าทิ้ง! มันไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องเกี่ยวข้องด้วยเลยด้วยซ้ำ ทำไมพวกมันไม่จัดการปัญหาของผู้ใหญ่เองล่ะ? ทำไมต้องโยนมาให้ข้าแบกรับด้วย!

เธอกัดลิ้นตัวเอง เขาจำเป็นต้องบีบขากรรไกรเธอให้อ้าปากชั่วขณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            “ทุกคนทำให้ข้ากลายเป็นสวะไร้ค่าแบบนี้ สวะที่ไม่สามารถคิดอะไรได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว มาธิลด้ากับลิลี่เล่าว่าพวกนางมีความฝัน แล้วข้ามีอะไร? มีแต่อดีตที่คอยหลอกหลอนข้ามันทุกวันนี่ไง! ข้าจัดการตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ! แล้วทำไมถึงมีคนคิดว่าข้าจะจัดการภาระอย่างอื่นได้? ข้าไม่ได้อยากกลายเป็นแบบพ่อ แต่นั่นเป็นวิธีเดียวที่พ่อจะไว้ชีวิตข้ากับแม่ เข้าใจไหม? ข้าไม่อยากสนุกไปกับการเห็นเลือดและการไล่ฆ่า ถ้าพ่อไม่ได้ปลูกฝังข้าให้เป็นสวะกากเดนแบบนี้!

เธอกรีดร้องจนตัวงอ แต่เสียงที่ออกมาไม่ได้ดังลั่นอย่างที่คาดหวัง มันทั้งแหบแห้ง ขาดหาย สั่นเครือ อ่อนแอ ราวกับเธอกำลังหมดแรงไปทีละนิด และอาจจะหายใจไม่ทันจนหงายหลังสลบไปเลย แต่เธอก็ยังยืนอยู่ ไหล่สั่นเทิ้ม ริมฝีปากบิดเบี้ยว ดวงตาร้อนผ่าวด้วยความโกรธแค้น แต่ไม่มีน้ำตาสักหยดไหลริน

            “ถ้าโลกแห่งความเป็นจริงมันจะเป็นแบบนี้ ข้าก็อยากกลับไปตายในฐานะมังกรที่ไม่รู้บ้าอะไรเกี่ยวกับโลกภายนอก” อากาเบลกระซิบ แล้วบีบมือดีทริคแน่น “อย่างไงมันก็เป็นความผิดของข้าที่โง่ตั้งแต่เด็กเองนี่? ใช่ไหมล่ะ”

            เป็นเวลาหลายสิบปีที่เธออดทนอยู่ใต้การควบคุมของพ่อ ชีวิตที่เต็มไปด้วยเลือดและความตายของสัตว์ป่ากับมังกรในสเนียเซนี่ ทั้งกีออสและเพทราดี ในตอนนั้นเธอยิ้ม จำเป็นต้องยิ้ม ขณะมองศพของมังกรที่กล้าขัดขืนพ่อถูกลากมาเรียงกันตรงลานกว้างล่างขุนเขา ความไร้เดียงสาของเธอในตอนนั้นทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงตัวเองจนถึงบัดนี้ อาจเป็นเพราะเธอยังเด็ก เธอจึงยังยิ้มและตลกกับความตาย

เธอจึงยิ่งเกลียดชังตัวเองเมื่อต้องมาอยู่ในดินแดนมนุษย์ ไม่ใช่เพราะเธอเกลียดมนุษย์ หรือเกลียดสภาพชีวิตที่ต้องเผชิญ แต่เป็นเพราะเธอเกลียดตัวเองที่ดีใจว่า ในที่สุด เธอก็จะหลุดพ้นจากบ่วงทั้งหมดเสียที ที่นี่ ข้างนอกสเนียเซนี่ เธอโยนทุกอย่างที่พ่อสอนไปได้หมด โยนความเป็นมังกรไป เป็นมนุษย์ เป็นคนใหม่ ลืมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เธอเคยทำและประสบไปเสีย หายไปจากโลกเก่าของเธอโดยสิ้นเชิง

            แต่เธอทิ้งตัวตนที่ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเธอไปไม่ได้ และเธอก็กลัวเหลือเกินว่าพ่อกำลังเฝ้ามองเธออยู่ตลอดเวลา กลัวเหลือเกินว่าราชามังกรซึ่งเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายจะลงโทษเธอ สุดท้ายเธอก็หนีไม่พ้นความเลวร้ายน่ารังเกียจซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่เป็นตัวเธอซึ่งก็คือเศษเดนสังคมเช่นนี้ กระทั่งตอนนี้ วินาทีนี้ จังหวะลมหายใจนี้

            “เจ้าทำร้ายตัวเองแบบนี้ทุกครั้งที่โกรธหรือเปล่า” ดีทริคถาม

            มีสองทางเลือกในความคิดของอากาเบลในการขจัดความโกรธ หนึ่งคือทำร้ายคนอื่น สองคือทำร้ายตัวเอง

            “ไม่เคยมีทางเลือกอื่นอยู่แล้วนี่ ใช่ไหมล่ะ” เธอตอบขณะสั่นหัว “ข้าแปลงเป็นมังกรแล้วไล่ฆ่าสัตว์ทุกครั้งที่โมโหไม่ได้อีกแล้ว แล้วมันก็ยิ่งแย่เพราะตอนนี้ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้เลยสักนิด

            จู่ ๆ ดีทริคก็เลื่อนมือขึ้นมาหยิกแก้มเธอเบา ๆ แบบที่เธอเคยแกล้งเขา ทำเอาเธอตกใจจนเผลอผงะถอยหลังโดยไม่ทันตั้งตัว เขาเงียบกริบ เหมือนกำลังคิดถึงอะไรบางอย่างอย่างหนักหน่วงในหัว เขาถอดหมวกเหล็กของเธอออกเพื่อดึงเศษลูกธนูที่ยังค้างไปโยนทิ้งใส่ทะเลสาบ จากนั้นก็สวมหมวกให้เธอเหมือนเดิม แล้วเขาก็เงียบต่อ พลางยกแขนของเธอขึ้นมาเปิดดูรอยขีดข่วนบนนั้น มันมีรอยฟกช้ำและจุดแดง ๆ เต็มไปหมด

            “ไม่ต้องสะเออะคิดจะใช้เวทมนตร์รักษาอะไรของเจ้าเลย

            “เจ้าห้ามข้าไม่ได้” ดีทริคตัดบท แล้วเผยิดหน้าไปทางทะเลสาบ “ไปล้างเลือดบนชุดก่อนจะดีกว่า”























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #930 maple_ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 14:36
    รู้สึกตอนนี้ไม่สัมพันธ์กะตอนก่อนๆ หรือเพราะยังไมไ่ด้รีไรท์ หรือเพราะ... เราลืม จำไมไ่ด้ว่าอากาเบลมีปมอะไรกับพ่ออะค่ะ ถ้าเราอ่านต่อจะรู้เรื่องไหมคะ (อย่างไรก็ตาม อยากอ่านให้จบ)
    #930
    1
    • #930-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      20 เมษายน 2563 / 02:54
      เดี๋ยวรอเราเอาเรื่องนี้มาเกลาอีกทีก็ได้นะคะ 5555 สักช่วงหลังกลางปีไปค่า น่าจะอ่านได้ลื่นไหลกว่า ><
      #930-1
  2. #790 minggg- (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 06:07
    จริง ๆ ชอบปมในใจอากาเบลมากว่าปมการเมือง/ อำนาจีกนะ
    มันดูเล็กน้อย แต่จริง ๆ มันก็ยิ่งใหญ่ในแง่นึง
    มังกรตัวร้ายมาแล้วสินะเนี่ยยย
    #790
    0
  3. #311 disastrechalala (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 04:22
    เห็นราล์ฟเป็นห่วงอากาเบลขนาดนี้ก็รู้สึกเศร้าไปด้วยเลย หวังว่าจะกลับมาได้นะ พอฉากจะหวานทีก็หวานซะ..
    ฉากสู้โจรป่ามันส์ใช้ได้เลยครับ แต่ยาโรเมียร์นี่มันมังกรแดงไม่ใช่หรอ =..=
    สงสารอากาเบลที่อดกลั้นทุกอย่างมานานขนาดนี้ สุดท้ายก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่แบกรับภาระมหาศาลไว้ ในขณะเดียวกันก็ถูกเข้าใจผิดจนตัวเองก็ต้องเปลี่ยนไป
    ก็ยังดีที่มีไอหัวทองนี่มาคอยดูแลใส่ใจ อ่านแล้วก็ท้อไปด้วย ;___;
    #311
    1
    • #311-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      28 เมษายน 2559 / 19:21
      น้องเขาเพิ่งอายุ 17 เองค่ะ ให้น้องเขาเตรียมตัวสอบแกทแพทก่อน /ไม่
      #311-1
  4. #298 tingerbel (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 03:15
    สงสารอากาเบลแฮะ แอบคิ้วกระตุกตรงท่อน 'เจ้าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว' ของดีทริค พูดอย่างกับว่าเคยเห็นอากาเบลตอนเด็กๆ... รออ่านต่อกำลังเข้มข้นเลย
    #298
    1
    • #298-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      1 เมษายน 2559 / 22:18
      อ่านแล้วเหมือนโคแก่กินหญ้าอ่อนแปลก ๆ โอย 555
      #298-1
  5. #296 parties-pkw (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 01:06
    อากาเบลถูกหล่อหลอมมาด้วยความเชื่อผิดๆ คล้ายเด็กที่ใครบอกว่าอะไรดีก็ว่าดีตามเพียงเพื่อไม่ให้ตนต้องถูกสังคมเขี่ยออก คล้ายๆกับวงจรชีวิตคนเราทั่วๆไป ชอบเวลาเธอบ่นระบายทุกสิ่งที่ประสบในมุมมองของตน มันยิ่งทำให้เรารักตัวละคนนี่ไปอีก โดยเฉพาะฉากที่คล้ายจะสวีท (ฮา) ดีทริคเริ่มใจดีหน่อยๆแล้ว ต่างจากช่วงแรกเยอะ หลงนางทั้งสองมากตอนนี้
    #296
    1
    • #296-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      1 เมษายน 2559 / 22:16
      เย่ ดีใจที่ท่านเข้าใจตัวละครนี้นะคะ TwT วันเวลาผ่านไป ไม่ได้อยู่ในสังคมเดิมนาน ๆ หนูเบลก็จะต้องเติบโตขึ้นเนอะ
      #296-1
  6. #295 venelin (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 19:12
    น่าสงสารอากาเบล นี่ละความเห็นแก่ตัวของพวกผู้ใหญ่ที่ผลักภาระทั้งหมดมาให้เด็ก แค่เข้าใจตัวเองก็ยากพอดูอยู่แล้วภาระที่ถูกสาดเข้ามาก็มากพอให้เข่าทรุดได้ละ
    #295
    1
    • #295-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      1 เมษายน 2559 / 22:16
      ใช่ค่ะ แถมยังมีเด็กหลายคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาอย่างนี้เยอะมากเลยทีเดียวค่ะ ;w;
      #295-1
  7. #294 nquark (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 16:00
    ครึ่งหลังนี่เป็นมนุษย์เต็มๆเลย ชอบการเขียนฉากระบายความในใจของอากาเบลมากเลยครับ สะเทือนใจดีมั่กๆ
    #294
    1
    • #294-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      1 เมษายน 2559 / 22:15
      สะเทือนใจยันคนเขียน เพราะกลัวว่าเขียนแล้วจะดูตลกค่ะ ฮา XD
      #294-1
  8. #292 >< (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 22:06
    รีบมาอัพต่อด้วยนะคะไรท์ มันค้างมากกกกกกกTT
    #292
    1
    • #292-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      26 มีนาคม 2559 / 15:37
      มาอัพต่อแล้วค่า XD
      #292-1
  9. #291 nquark (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 20:50
    รู้สึกได้ถึงความเป็นมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้นผิดหูผิดตา 5555
    ขอบคุณมากครับ
    #291
    1
    • #291-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      26 มีนาคม 2559 / 15:37
      อยู่ในร่างมนุษย์มาก็หลายเดือนแล้วนะคะ ฮา ><
      #291-1
  10. #290 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 20:22
    กรี้ดดดดด มาแล้วๆๆๆ ฉากหวานๆ ให้ได้จิ้นของพระ นาง เรา อ๊ายยยยยย เขิลๆๆๆๆๆๆๆๆ รออีก 50อย่าง ตั้งอกตั้งใจ
    #290
    1
    • #290-1 kachelya(จากตอนที่ 32)
      26 มีนาคม 2559 / 15:37
      มาแล้วค่าาาา
      #290-1