Draconic Chronicle

ตอนที่ 31 : III-31: Trembling as We Continue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    1 ก.พ. 60




จำไม่ได้ว่ารีไรท์ไปหรือยังตอนนี้ เอาเป็นว่ายังไม่ได้รีไรท์แล้วกันค่ะ



31


            อากาเบลจ้องมองฝ่ามือข้างซ้ายของตัวเอง และหวังว่าภายในพริบตามันจะกลายเป็นมือโปร่งแสง

แต่เมื่อหลายนาทีผ่านไป ผิวกายสีบ่มแดดก็ยังอยู่ในการมองเห็นเช่นเดิม เธอจึงกำมือดับความคาดหวังนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมามองทางเข้าคุกใต้ดินซึ่งมีทหารหนึ่งนายยืนเฝ้าอยู่ เขาเป็นชายหนวดเฟิ้มซึ่งทำท่าสัปหงกอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เขาคอตกหลับใน เธอจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ทางเข้าเรื่อย ๆ จนกระทั่งสบโอกาส จึงรีบวิ่งเหยาะ ๆ พุ่งเข้าประตูไปทันที

            “หยุด!” ทหารอีกคนซึ่งนั่งกอดอกอยู่หลังประตูรีบลุกสั่ง “บอกธุระกงกางของเจ้ามาก่อน”

            เด็กสาวแสร้งเชิดหน้าและมองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน “ข้าได้รับอนุญาตจาก

            พลันเธอก็ตัวแข็งทื่อขณะจับจ้องไปยังบันไดแคบซึ่งลดหลั่นขั้นลงไปยังพื้นที่คุมขังนักโทษใต้ล่าง เปลวไฟของคบเพลิงตรงต้นบันไดสาดกำแพงคดโค้งให้เห็นเงาสีเข้มของใครบางคนในท่ายืนนิ่ง เส้นผมไม่กี่เส้นยุ่งเหยิงโดดเด่น ท่อนไม้แนบติดข้างหลัง ราวกับโดนมัดติดประหนึ่งพ่อมดแม่มดต้องโทษเผาทั้งเป็น

            “เจ้าได้รับอนุญาตจากใคร?” ทหารถามเสียงแข็งกร้าว “นังหนู? ว่าอย่างไงเล่า?”

            ทันใดนั้น เงาดังกล่าวก็เคลื่อนไหว

            ขาทั้งสองข้างของอากาเบลกระตุกสั่นฉับพลัน ก่อนเธอจะหันหลังกระโจนวิ่งหนีออกไปจากคุก แทบล้มลุกคลุกคลานผ่านหิมะไปอย่างไร้จุดหมาย กลิ่นเหม็นไหม้ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และเสียงหัวเราะแหลมแม่มดของมาธิลด้าก็ดังก้องในหัว ปอดของเธอแข็งเป็นหิน ใบหน้าลามไปถึงหูถูกลมตีจนแดง แต่นั่นไม่ทรมานเท่ากับความหวาดกลัวนี้

            เธอกรีดร้องแล้วพยายามสะบัดมาธิลด้าซึ่งมาถึงตัวให้หลุด

            “หยุดร้อง! หยุดร้องสิวะ นังนี่เป็นบ้ารึไงกัน จับนางไว้ซิ นางจะแอบเข้าไปในคุก!

            ทหารเฝ้าประตูคนหนึ่งไขว้แขนอากาเบลไว้ข้างหลัง และกดศีรษะของเธอให้แนบหิมะไว้ ส่วนอีกคนก็พยายามต่อสู้กับขาของเธอที่เตะอากาศอย่างไม่หยุดหย่อน เขาจึงโดนเตะหน้าท้องจนหงายหลัง ปากร้องโอดโอยกับความเจ็บปวดประหนึ่งโดนท่อนซุงกระแทก สลับกับออกคำสั่งให้ทหารคนอื่นที่เพิ่งวิ่งมาถึง “จัดการไปเลย เดี๋ยวจะแตกตื่นกันไปมากกว่านี้!

            อากาเบลกัดมือหนาท้วมของอีกฝ่ายที่พยายามปิดปากเธอเต็มแรง เขากรีดร้องลั่น แล้วเสียงหัวเราะของมาธิลด้าก็หายวับไปเมื่อซีกหน้าของเธอแสบระบมขึ้นมา เธอกะพริบตามองพื้นหิมะเจือดินด้วยความงุนงงถึงสถานการณ์ปัจจุบัน กระทั่งหนึ่งในทหารฟาดฝ่ามือมาที่ใบหน้าของเธออีกรอบ จึงรู้สึกตัวอีกครั้งว่ากำลังนอนคว่ำหน้า ขยับร่างกายไม่ได้แม้แต่กระดิกนิ้ว รอบข้างทหารหลายคนกำลังยืนล้อมเธออยู่

            “พวกเอ็งก็เบามือหน่อยซิ เวรไหมล่ะ นางเป็นเด็กของฟอร์เซเคนไม่ใช่รึ” ทหารคนหนึ่งเตือน “เผื่อมันเล่นมนตร์ดำใส่หรอก พวกลูกหลานพ่อมด” เขาสบถน้ำลายลงพื้น

            “งั้นก็ยิ่งต้องจัดการมันก่อนจะแผลงฤทธิ์อย่างไง ข้ายังไม่อยากตายนะโว้ย”

            ทหารอีกคนรีบวิ่งตรงมาหาจากที่ไกล ๆ หนวดเคราของเขามีหิมะและเศษอาหารติด “โชคดีของพวกแกเลย นี่แน่ะ ฟอร์เซเคนเดินมานู่นแล้ว อย่างกับหมาได้กลิ่นเนื้อ”

            “สวะอย่างมันจะทำอะไรได้? พวกเจ้ายังจำคำสั่งของพระราชาได้ไหม พานางไปขังไว้ในคุกเร็วเข้า!

            อากาเบลซึ่งยังคงมึนงงจากการโดนตบหน้าไม่หายถูกกระชากไหล่ให้ลุกขึ้น ถึงกระนั้นเธอก็ใช้โอกาสนั้นคิดหาวิธีตามหาลิลี่หากเธอจะถูกนำไปไว้ในคุกเดียวกันจริง ๆ ทว่าจู่ ๆ ทหารเฝ้ายามก็หยุดกึกเพื่อปรึกษากันอย่างลับ ๆ ถึงคำสั่ง ก่อนทั้งหมดจะหันมาปิดตาเธอด้วยผ้าหนาทึบสีดำ แล้วบังคับให้เดินตามก้าวยาวไปยังทิศทางอื่นที่ไม่ใช่คุกใต้ดิน

            กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ลอยมาปะทะจมูกเมื่ออากาเบลถูกพาหลบเข้ามาในร่มเงาของสิ่งก่อสร้างแห่งหนึ่ง อากาศของฤดูหนาวถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แทนที่ด้วยความอบอุ่นจนเกือบร้อน บทสนทนาของทหารหายไป แล้วหนึ่งในนั้นก็กดไหล่เธอให้นั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่เพื่อมัดข้อมือกับลำตัว เขากระชากผ้าปิดตาทิ้ง จากนั้นจึงหันไปโค้งทำความเคารพให้แก่ใครบางคน

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบหลังจากทหารก้าวถอยหลังออกไปจากห้องโทนสีน้ำตาลภายในเวลาอันรวดเร็ว

            ที่นี่ที่ไหน? อากาเบลกะพริบตาไล่ภาพมึนมัว ขมับเต้นตุบ ๆ จนดังก้องในใบหู

            “เจ้าไม่ปรากฏลักษณะใด ๆ ของชนชาติกีดีเนียเลยแม้แต่น้อย แต่เหตุใดเจ้าถึงมีชื่อว่าโซโกลอฟ?”

            ไหล่ของเธอกระเด้งเฮือกจากสุ้มเสียงของพระเจ้าชาร์ลส์ซึ่งกำลังยืนมองทิวทัศน์ขาวโพลนข้างนอกหน้าต่างกรอบไม้ เขาสวมชุดคลุมยาวกรอมเท้าสีเขียวมรกต บนศีรษะเป็นหมวกทรงกรวยสีน้ำเงิน เตาผิงซึ่งประกบด้วยรูปวาดโบสถ์สาดแสงสีส้มไปยังแผ่นหลังของเขา ขัดกับใบหน้าชราภาพเต็มไปด้วยหนวดเคราซึ่งถูกล้อมด้วยสีขาวจืดชืดของฤดูหนาว

            “โซโกลอฟ ลูกของโซคอลคนเลี้ยงเหยี่ยว ทว่าไม่มีคนเลี้ยงเหยี่ยวคนไหนในแอเธลวินที่สืบตระกูลเดียวกับเจ้า” ราชาตรึกตรอง “ผมสีดำสนิท ดวงตาชั้นเดียว ผิวสีแทน หรือนี่คือลักษณะของชนชาติต้นกำเนิดของพวกแม่มดน่ารังเกียจ? เป็นพวกตัวเล็กอัปลักษณ์อัปมงคล”

            ช่วยไม่ได้ที่อากาเบลจะเผลอนึกถึงโธมัส เบลนเฮล์ม มาธิลด้า เซลี่ หรือแม้แต่ลิลี่เอง ทั้งสามต่างเป็นชาวแอเธลวิน และคนในดินแดนปลอดเวทมนตร์อย่างที่นี่ก็ยังโดนข้อหาพ่อมดแม่มดเป็นว่าเล่น

            “น่าเศร้ายิ่งนักที่ชาวแอเธลวินบางคนหลงผิดกับศาสตร์แห่งความมืด นั่นเพราะความขาดศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างไร” ราชาไอโขลก ๆ ก่อนจะคว้าไม้เท้ามาประคอง “หรือในความเป็นจริง เพราะพระเจ้าทรงปฏิเสธที่จะมอบความเมตตาให้แก่พวกมันซึ่งฝักใฝ่ในความชั่วตั้งแต่แรกเกิด พวกชั้นต่ำไร้ประโยชน์... เหมือนอย่างเจ้า นังแม่มด”

            เธอไม่ใช่พวกชั้นต่ำ! อากาเบลอยากโต้ตอบ แต่กลับชะงักกับเส้นขนานบางอย่างฉับพลัน ประโยคของพระเจ้าชาร์ลส์คลับคล้ายกับความคิดในอดีต มันทำให้เธอเย็นเฉียบไปทั้งตัว เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นมา: เพราะราชามังกรปฏิเสธที่จะมอบเกียรติยศและศักดิ์ศรีให้แก่กีออสมังกรสายพันธุ์อ่อนแอน่ารังเกียจ

อากาเบลสะดุ้งถอยเก้าอี้ไปข้างหลังเหมือนโดนมือที่มองไม่เห็นผลัก ไม่ เธอพยายามโน้มน้าวตัวเอง มันไม่เกี่ยวกับสเนียเซนี่ เธอไม่เหมือนพระเจ้าชาร์ลส์ ทว่าความทรงจำในวันวานเมื่อสมัยที่เธอยังเป็นมังกรกำลังซ้อนทับกับราชาตรงหน้ากับความเกลียดชังต่อเวทมนตร์ของเขา เธอเก็บกลั้นเสียงกรีดร้อง แล้วจำใจชกกำปั้นกับขาเก้าอี้ ให้ความเจ็บปวดดึงสติกลับมา

พระเจ้าชาร์ลส์แย้มยิ้มพึงพอใจที่เห็นเธอเขย่าขาและตอกส้นเท้าอย่างกระวนกระวาย อาการไอของเขาสงบลง แต่ดวงตาลึกโหลราวกับอดหลับอดนอนมาหลายคืนกลับฉายชัดแทน “นางเป็นเพื่อนสนิทของเจ้ารึเปล่า สาวใช้คนนั้น”

            ความเย็นเริ่มไล่จากปลายนิ้วของอากาเบลขึ้นมา

            “ข้าเองก็มิใช่ใครที่ไหนที่ต้องการพรากหนุ่มสาวออกจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกิลเบิร์ตถูกตาต้องใจแม่สาวใช้คนนั้นเป็นพิเศษ” ราชาระบายลมหายใจอ่อน “แต่เวลาและโอกาสไม่เคยหยุดนิ่ง กิลเบิร์ตบอกกับข้าว่าเจ้าสนิทสนมกับ

            “เจ้าจับลิลี่เป็นตัวประกัน” อากาเบลกัดฟันพูด

            ราชาก้มดมดอกไม้สีเหลืองในกระถางใบเล็กข้างหน้าต่าง พลางเขี่ยใบเล่นด้วยความเพลิดเพลิน เธอโกรธจนตัวสั่น แล้วรีบกลบลมหายใจฟึดฟัดให้เบาลง การตายของมาธิลด้าเกี่ยวข้องกับเจ้าชายรัชทายาท พลันเธอก็รู้สึกถึงความเย็นจัดในอุ้งมือ เมื่อลองกางมือ เธอก็สัมผัสถึงปลายแหลมคมของเกล็ดน้ำแข็งที่กระจายทั่ว ครั้งนี้ การตายของลิลี่จะเกี่ยวข้องกับราชา

            “จงดีใจเสียเถิดที่ข้ายังไม่ลงดาบเจ้าด้วยข้อหาแม่มด โซโกลอฟ เพราะไม่ว่าข้าจะอยากปฏิเสธมากมายเพียงใด” ราชาพูดเชื่องช้า ไหล่ค้อมราวกับยอมแพ้พริบตาหนึ่ง “เจ้าเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยอาณาจักรแอเธลวินได้”

ข้าเชื่อมั่นว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่สามารถล้มเขา ล้มแลนจ์ได้ เจ้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่ออนาคตของสเนียเซนี่

“ข้าไม่ใช่แม่มด!” อากาเบลลนลาน เสียงในอดีตของแม่เงียบไป “หรือผู้กอบกู้”

หรือแม้กระทั่งมนุษย์

            “เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับฟอร์เซเคนบ้าง โซโกลอฟ?” พระเจ้าชาร์ลส์เมินเธอ น้ำเสียงกระด้างขุ่นเคือง “นอกจากว่ามันเป็นคนต่างชาติ และชอบใส่เสื้อผ้าสีดำอย่างที่โธมัส เบลนเฮล์มชอบใส่ เพื่อไว้อาลัยครูของมันไปวัน ๆ? แม้ในความเป็นจริง มันใส่เพื่อตอกย้ำข้าถึงการแก้แค้น หรือเจ้าก็เห็นว่ามันเป็นคนดีปกติทั่วไป เหมือนคนอื่น?”

            เกล็ดน้ำแข็งไล่ลามไปทั่วฝ่ามือของเธอ

            “ข้าต้องการให้เจ้ารับฟังข้า โซโกลอฟ เพราะเราทั้งคู่ต่างครอบครองความเหมือนบางประการ

            เธอพยายามหายใจให้ช้าลงเพื่อควบคุมอารมณ์

            “เพราะเราทั้งคู่ต่างสามารถต่อต้านเวทมนตร์ควบคุมจิตใจของฟอร์เซเคนได้”

            เพราะเจ้าสามารถต่อต้านความหวาดกลัวที่แลนจ์มอบให้กับมังกรตนอื่นได้

อากาเบลสั่นหน้ารุนแรง ไม่เอา พลางลิ้มรสเลือดฝาดในปากเมื่อเผลอกัดลิ้นเต็มแรง เธอไม่ใช่วีรสตรีผู้กอบกู้

            น้ำเสียงของพระเจ้าชาร์ลส์สั่นเครือ “โซโกลอฟ เจ้าไม่รู้ว่าฟอร์เซเคนควบคุมลูกชายของข้าอัลฟองเซ่ผู้ปราดเปรื่องและเก่งกาจยิ่งนัก มันแย่งชิงที่พึ่งพาลมหายใจของข้าไป ทำให้ข้าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง กำลังขุนนางส่วนใหญ่ในแอเธลวินตกอยู่ในมือของอัลฟองเซ่เป็นที่เรียบร้อย และข้าก็เป็นได้เพียงตาเฒ่าที่นั่งรอคอยวันถูกแย่งชิงบัลลังก์เท่านั้น ข้ารู้ข้ารู้ว่าฟอร์เซเคนกับพวกขุนนางต้องการอะไร พวกมันยึดติดกับประวัติศาสตร์เก่าแก่ของอาณาจักรแอเธลวินเกินไป สมัยก่อน เราเป็นมิตรกับอาณาจักรเฮเนวิง และเป็นก้างชิ้นโตต่อจักรวรรดิแห่งตะวันออก พวกมันต้องการยุคสมัยนั้นกลับมา ยุคที่เราเลิกก้มหัวให้จักรวรรดิกับศาสนจักรแห่งอาซีมุส ยุคที่เราจะขยายอาณาจักรและต่อกรกับชนชาติอื่น

            “น่าเศร้ายิ่งนักที่พวกมันเห็นว่าผลตอบแทนของสงครามคือยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ ซึ่งในความเป็นจริง สงครามอาจจะยิ่งนำเราไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมเร็วขึ้น การที่แอเธลวินอ่อนน้อมและรังแต่จะรับคำสั่งของจักรวรรดินั้นทำลายเกียรติยศไปมากเท่าไร ข้าทราบดียิ่งกว่าใคร ทว่าจักรวรรดิเวลานี้กับสมัยก่อนไม่เหมือนกันอีกแล้ว พวกเขาจะบดขยี้เราอย่างง่ายดาย ที่นี่จะกลายเป็นเพียงเศษซากให้ลูกหลานในวันหลังได้แต่ระลึกถึง เจ้าจะเฉยเมยได้หรือ โซโกลอฟ? ผืนดินนี้มีผู้คนบริสุทธิ์อาศัย เหล่าผู้หญิงและเด็กน้อยทั้งหลาย เจ้าจะปล่อยให้พวกเขาจมอยู่กับเปลวไฟซึ่งจะมอดไหม้ทั้งแผ่นดินอย่างงั้นหรือ”

เขาขยุ้มผ้าสีมรกตจนเกิดริ้วบนตัวชุด พลางเผยยิ้มที่เปลี่ยนความร้ายกาจบนใบหน้าให้กลายเป็นชายวัยชราภาพผู้อ่อนแอและไร้พละกำลังคนหนึ่ง ประโยคถัดไปของเขาไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง “การเสียสละจะต้องเกิดขึ้น โดยคนไม่กี่ร้อยคน เพื่อคนอีกหลายแสนคน” เขาระบายลมหายใจ “จงฆ่าฟอร์เซเคน จงเป็นวีรสตรี และจบต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดนี้เสีย”

            เราต้องโค่นบัลลังก์ของแลนจ์ และปลดปล่อยสเนียเซนี่จากความตกต่ำนี้

            สิ่งสุดท้ายที่อากาเบลต้องการในเวลานี้คือการระเบิดพลังน้ำแข็งที่อาจจบลงด้วยชีวิตของเธอ หรือโยนเธอใส่โทษประหารทันทีทันใด เธอพยายามควบคุมความเดือดดาลมากเสียจนเธอนึกสงสัยว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอจะเต็มไปด้วยร่องรอยปูดโปนของเส้นเลือดชวนสยดสยองหรือยัง หรือมันเป็นใบหน้าของคนที่กำลังหวาดกลัวที่สุดในโลกกันแน่?

“ฟอร์เซเคนจำเป็นต้องถูกกำจัด โซโกลอฟ เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าทุกอย่างที่มันทำเป็นประจำนั้นเป็นเพียงแค่ฉากหน้าหน้ากาก ข้างใต้นั้นเป็นที่ที่มันซุกซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ มันไม่ใช่อัศวินผู้ผดุงความยุติธรรม มันไม่ได้หวังดีกับแอเธลวิน ในทางกลับกัน มันจะนำพาผู้คนจำนวนมหาศาลไปตายในสงครามกับจักรวรรดิ!

            “มันชอบเล่นกับเหยื่อ โซโกลอฟ” เสียงของเขาผสานกับเสียงไอค่อกแค่กจากการพูดรัวเร็ว “มันไม่ใช่พวกขี้ระแวงที่จะคอยปกปิดแผนการให้มิดชิดอยู่เสมอ มันอยากให้คนอื่นรับรู้ ได้เห็นเสี้ยวแผนของมัน อย่างผ่านหนังสือปกสีน้ำเงินนั่น คงตัวสั่นระริกทีเดียวหากมีใครสังเกตเห็นสิ่งที่มันตั้งใจเปิดเผย เพราะมันต้องการให้คนอื่นรับรู้ว่ามันนำไปหนึ่งก้าวเสมอ!

            ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจพระเจ้าชาร์ลส์หรือแม้แต่ดีทริคได้ ความเคียดแค้นระหว่างทั้งสองฝังรากลึก และจะไม่มีวันหายไปหากทั้งคู่ยังมีลมหายใจ ทางเลือกของเธอจึงมีเพียงเข้าข้างใครสักคน ฆ่าฝ่ายตรงข้ามรอดูผลที่ตามมา

            แต่เธอไม่ได้อยากกระโดดลงไปร่วมความขัดแย้งนี้ด้วย เธอแค่อยากช่วยลิลี่คนที่เธอยังมีโอกาสช่วยให้นางรอดชีวิตจากข้อหาแบบเดียวกันกับมาธิลด้า เพราะนางไม่เกี่ยวข้องเลยสักนิด นางไม่ได้ทำผิด นางไม่สมควรตาย

            อากาเบลหลับตาลงอึดใจหนึ่ง มีสิ่งนึงที่ถึงแม้เธอจะห่วยแตก แต่มันก็ทำให้แม่กับเธอยังมีชีวิตอยู่

            ดูเหมือนว่าเธอจะโกหกได้เก่งเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์หมาจนตรอก

            เด็กสาวคลายกำปั้นที่เต็มไปด้วยเหงื่อ ไหล่ซึ่งแข็งเกร็งหย่อนลง แล้วตั้งใจสบตาคู่สนทนาอย่างแน่วแน่ และเนิ่นนานโดยไม่หลุกหลิกหนี “ข้าจะทำตามความต้องการของเจ้า แต่เจ้าต้องปล่อยลิลี่ เดี๋ยวนี้”

            ความโล่งอกปรากฏแทนที่สีหน้าเคร่งเครียดของพระเจ้าชาร์ลส์ เขาเดินผ่านเธอไปหยุดยืนหน้าประตูไม้สลักลวดลายเส้นโค้งสีทอง มือเหี่ยวย่นลูบไล้เส้นสลักอย่างเหม่อลอย

“อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ เจ้ากับฟอร์เซเคนจะต้องออกเดินทางไปร่วมรบในสงครามศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่น ข้าขอให้เจ้าพึงระลึกเสมอ หากมีโอกาสใด ๆ เผยตัว เจ้าจะต้องฆ่าฟอร์เซเคน แม้ว่าจะเป็นตอนที่มันหันหลังให้ หรือนอนหลับอยู่ก็ตาม

            “และข้าจะเป็นคนพาลิลี่ไปส่งที่ชายแดนอาณาจักร” มือของเธอสั่นไม่หยุด “นางจะไปอาศัยในอาณาจักรอื่นแทน”

            “ต่อจากนั้น” พระเจ้าชาร์ลส์กระทุ้งไม้เท้าเรียกความสนใจ “เจ้าอย่าแม้แต่จะคิดหนีเด็ดขาด โซโกลอฟ แม้ว่าเจ้าจะระหกระเหินไปไกลถึงอีกทวีปหรือสุดขอบโลก ก็ใช่ว่าเจ้าจะรอดพ้นไปจากสายตาของข้าได้”

เธอโกหกต่อไปอย่างขมุกขมัว “นั่นจะเป็นหนทางสุดท้ายที่ข้าคิด”

            ทหารในชุดสีฟ้าขอบน้ำเงินเข้มติดตราสัญลักษณ์ราชวงศ์เดินเข้ามาในห้องเพื่อปลดเชือก อากาเบลแสร้งสะบัดข้อมือไล่อาการเมื่อยล้าเหมือนไม่รู้สึกรู้สากับข้อเสนอ แล้วเธอก็โดนทหารสองนายจับปิดตาแน่นหนาอีกครั้ง พระเจ้าชาร์ลส์แจ้งว่าเขาไม่ไว้ใจให้คนนอกรู้เส้นทางมายังห้องทรงงาน เธอจึงยอมโดนลากกลับไปยังคฤหาสน์หลังรองอย่างว่านอนสอนง่าย

กลิ่นอบอวลชวนวิงเวียนของดอกไม้หายไปกับสายลม เหลือเพียงกลิ่นเหม็นของเกราะหนังของทหารข้างกาย

            อากาเบลยิ้มน้อยที่มุมปาก เธอไม่ได้เผลอพูดถึงพันธสัญญาชีวิตออกไป พระเจ้าชาร์ลส์ไม่รู้เกี่ยวกับปัญหาใหญ่หลวงที่เธอยังหาทางกำจัดภายในเร็ววันไม่ได้นี้ มิฉะนั้นเขาก็คงไม่ยอมรับข้อเสนอของเธออย่างแน่นอน ดีแล้ว เธอหลับตาลงเพื่อผ่อนคลาย ระหว่างนั้นก็ปล่อยให้ทหารลากเธอไปประหนึ่งเป็นนักโทษที่โดนซักซ้อมมาอย่างหนักจนหมดแรงที่จะขยับขา

            ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ไม่มีทางฆ่าดีทริคได้ และจะไม่มีวันหาช่องว่างลงมือ เพราะเธอทำบ้าอะไรไม่ได้เลย

            ในสงครามศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่นจะมีแต่ศัตรูซึ่งครอบครองอาวุธพิเศษแบบเดียวกันกับดาบของโธมัส อาวุธที่สามารถทำร้ายมังกรสายพันธุ์เพทราดีได้ หลังจากเธอแน่ใจว่าลิลี่ รวมถึงคนสำคัญของนางกับราล์ฟปลอดภัยแล้ว เธอควรจะยิ้มกว้างและเตรียมพร้อมกับการพักผ่อนเสียที ปัญหาของมนุษย์ก็คือปัญหาของพวกมันเอง เธอไม่เกี่ยวข้องและไม่มีบทบาทอะไรทั้งนั้น

            อาณาจักรแอเธลวินที่มอบโทษประหารให้กับมาธิลด้า หรือสเนียเซนี่ซึ่งไม่ต้องการอากาเบลอีกจะเป็นอย่างไรต่อ เธอไม่สนใจ และทะเลทรายก็คงไม่ใช่ที่ที่แย่เกินไปสำหรับฝังศพเธอ

แล้วเดี๋ยวมันก็หายไป เสียงในใจของเธอที่ยังพร่ำบอกว่าเธอจะพังกรงขังนี้ออกไปสู่อิสรภาพที่ไม่มีอีกแล้ว


***


            ในคุกใต้ดินทั้งมืดและชื้น ลำพังแค่เปลวไฟระริกน้อย ๆ ของคบเพลิงหน้าห้องขังก็เลวร้ายพอทำให้ลิลี่แทบเป็นบ้า จากตอนแรกที่เธอใช้มือเช็ดเศษขี้ดินบนใบหน้าให้สะอาด บัดนี้ทั้งใบหน้าทั้งมือเต็มไปด้วยความสกปรกจากความพยายามทำความสะอาดตั้งแต่เมื่อคืน ไม่นานนักเธอก็ยอมแพ้ แล้วกระเถิบไปนั่งพิงผนังอิฐ กระโปรงตรงบั้นท้ายเปื้อนโคลนแฉะซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าผสมของเสียของนักโทษคนก่อนไว้เท่าไรจนดินจับตัวเป็นก้อน

ลิลี่เหม่อมองแอ่งน้ำตรงปลายเท้าซึ่งสะท้อนแสงของคบเพลิง กระทั่งเธอรู้สึกถึงรอยร้อนผ่าวบนพวงแก้ม จึงยกมือเงอะงะขึ้นมาปาดน้ำตา ราวกับชีวิตของเธอแตกสลายไม่เป็นชิ้นดี น้ำตาพลั่งพรูออกมาจนต้องก้มกอดเข่าไม่ให้เสียงร้องไห้ดังเกินไป เธอตัวสั่นเทาจากความหนาวเหน็บและช่องว่างเบาโหวงเหวงในใจยามนึกถึงพ่อที่บ้าน

แม่มดเธอน่ะหรือ เธอจะเป็นแม่มดไปได้อย่างไร

            ใครบางคนกำลังเรียกชื่อเธออย่างแผ่วเบา

ลิลี่รีบเงยหน้าขึ้นมาหาต้นตอทันที พลันลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเส้นผมสีทองออกน้ำตาลของผู้ที่เรียกชื่อ ดวงตาสีฟ้านั้นยังเจิดจรัส ทั้ง ๆ ที่หลายวันก่อนหน้า เจ้าของไม่หลงเหลือสภาพมนุษย์อีกต่อไป

            หน้าประตูห้องขัง แสงไฟเผยให้เห็นใบหน้านวลสีส้ม ลามลงมาจนถึงลำตัวที่เป็นรูปร่างของกลุ่มควัน เหมือนกับเงามืดมิดที่คอยเดินตามโซโกลอฟ ทำให้นางต้องกรีดร้องขับไล่ไม่หยุดหย่อนในหัว ทว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ความน่ากลัวประหนึ่งฝันร้ายอีกต่อไป – เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์มองดูเหมือนภาพวาดของหญิงสาวผู้งดงามและเศร้าสร้อย

            นางแย้มรอยยิ้มหวานให้ลิลี่ ก่อนคุกใต้ดินเหม็นอับจะถูกแทนที่ด้วยสถานที่ใหม่

            ลิลี่ตกใจกับอากาศอันสดชื่นที่อยู่ ๆ ก็ไหลท่วมปอดกะทันหัน เธอกะพริบตาซ้ำ ๆ ด้วยความเชื่อว่านี่เป็นภาพลวงตา แต่เมื่อเธอหยิกแขนแรง ๆ ก็ยังพบว่าตัวเองยืนอยู่ที่เดิม หรือนี่คือความฝัน ความเป็นจริง?

ท่ามกลางผืนหญ้ายาวถึงเข่าซึ่งกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เงาสีเทาของภูเขาเหมือนรอยน้ำจาง ๆ ที่เส้นขอบฟ้าที่ปรากฏแสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่เจิดจ้า ทว่าท้องฟ้าส่วนใหญ่ยังถูกความมืดปกคลุมอยู่ และมันมีเส้นสีดำประหลาดสามเส้นพุ่งผ่านไปยังเบื้องหลัง จุดดวงดาวนับล้านกระจัดกระจายไปทั่ว มันรวมตัวส่องประกายเหมือนเม็ดเกลือบนยอดหอคอยแหลมที่ถูกกลุ่มเมฆบดบังไกลแสนไกล ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนเธออยู่ในอาณาจักรต่างถิ่นที่ไม่มีจริงด้วยซ้ำ

            เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ยืนหันหลังและจ้องมองท้องฟ้าข้างหน้า เรือนผมสีทองของนางพัดไหวล้อสายลมเบา ๆ และราวกับความสงสัยของลิลี่รุนแรงจนอีกฝ่ายสามารถสัมผัสได้ เคาน์เตสจึงหันมามอง ใบหน้ายังแต้มยิ้มเป็นเอกลักษณ์ของนางดังเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผิวกายละเอียดละอ่อนของนางที่คล้ายกับส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงได้

            แล้วเบื้องหลังของนางบนท้องฟ้าที่กำลังถูกแสงอาทิตย์กลืนกินจากข้างล่างไปอย่างเชื่องช้า ฝนดาวตกมหาศาลก็พวยพุ่งลงมาเหมือนน้ำฝนเม็ดยาวสุกสว่าง ลิลี่หันมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ พลางอุทานความตะลึงงันออกมา ไม่มีตรงไหนของท้องฟ้าที่ปราศจากฝนดาวตกสวยงามจนแทบหยุดหายใจนี่ ราวกับเทพเจ้ากำลังโปรยปฏิหาริย์ลงมาให้เห็นกับตา

            เมื่อฝนดาวตกชุดใหม่มาถึง ความผิดปกติบางอย่างก็ค่อย ๆ เผยตัว ท้องฟ้าจากตรงกลางกระหม่อมเปลี่ยนไป เหมือนสายฝนได้ชำละล้างคราบฝุ่นสกปรกตามแผ่นไม้และหิน เธอเห็นกลุ่มควันสีดำทะมึนลอยละล่องอยู่ตรงนั้นตั้งแต่จุดตรงกลางของท้องฟ้าลงมา และเมื่อฝนดาวตกอีกชุดเคลื่อนลงมาถึงขอบฟ้า เธอก็เห็นภาพที่แท้จริงซึ่งถูกซุกซ่อนไว้

            ควันสีดำดังกล่าวมาจากบ้านเรือนมากมายที่กำลังถูกไฟแผดเผา แม่น้ำเส้นยาวซึ่งไหลเคียงคู่เมืองเต็มไปด้วยเศษซากไม้ เงาของหอคอยยอดแหลมสั่นไหวบนนั้น เพลิงสีแดงโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม เสียงโห่ร้องและกรีดแหลมของผู้คนผสมผสานกัน ดังกระหน่ำจนลิลี่ต้องยกมือปิดหู เบ้าตาร้อนผ่าวขณะมองฝูงธนูและก้อนหินขนาดใหญ่ถูกยิงเข้ามาทำลายเมืองอันบอบบาง ก่อนกลุ่มคนขี่ม้าในชุดสีเข้มจะพุ่งกระจายไปตามตรอกซอยเพื่อฟาดฟันอาวุธในมือ

            “รู้ไหมจ๊ะ ลิลี่” เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์เอ่ย “ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการมองเห็นอนาคตคืออะไร”

            ลมแรงพัดกรรโชกจนแม้แต่ต้นไม้ยังโอนเอนแทบล้ม ทว่าอากาศกลับร้อนระอุราวกับไฟเยื้องเข้ามาใกล้

            “มันคือการรู้ดีว่าเจ้าหยุดยั้งอนาคตนั้นไม่ได้”

ลิลี่หายใจเฮือกใหญ่ วินาทีที่เธอกะพริบตา ตัวเองก็ได้กลับมาอยู่ในห้องขังคนเดียวดังเดิมอีกครั้ง

ภาพของอนาคต? เธองุนงง พลางเร่งคลานไปจับซี่กรงตรงที่ที่เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ปรากฏเมื่อครู่ ทว่ามันกลับไม่มีร่องรอยใด ๆ เป็นหลักฐานว่าเมื่อครู่นี้เธอไม่ได้เพ้อเจ้อไป ตรงพื้นดินไม่มีรอยรองเท้า และตรงซี่กรงสูงเหนือหัวขึ้นไปก็ไม่มีผงควันติด ไม่มีอะไรเลย ความผิดหวังว่าเธอได้รับอิสรภาพถาโถมเข้ามาจนเธอต้องกลั้นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง

เธอยังอยู่ในคุกเพื่อรอความตายอยู่ดี

ลิลี่ซบศีรษะกับซี่กรงอย่างนั้นเป็นชั่วโมง ร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือดไปเองในที่สุด “ข้าไม่ใช่แม่มด ได้โปรด” เธออ้อนวอนกับความว่างเปล่าจนสำลักน้ำลาย หายใจติด ๆ ขัด ๆ แต่การกระทำทั้งหมดทั้งปวงก็หยุดฉับพลันเมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าดังสะท้อน เงายืดยาวเคลื่อนตัวลงมาจากขั้นบันได มันเข้ามาใกล้ห้องขังเรื่อย ๆ แล้วทหารสองนายก็โผล่ออกมาจากความมืด

พวกเขาไม่พูดไม่จา เอาแต่ไขกุญแจประตู เสียงกริ๊กดังขึ้น แล้วหนึ่งในนั้นก็เอื้อมมือหนาเข้ามาจับแขนของเธอทั้งสองข้างเพื่อลากออกไปจากห้องขัง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาพาเธอตรงขึ้นไปยังบันไดซึ่งเชื่อมต่อกับโลกภายนอก แสงอาทิตย์เจิดจ้าทำให้เธอต้องรีบหลับตาหลบ แต่อากาศบริสุทธิ์และความอบอุ่นของธรรมชาติกลับหลอมหัวใจของเธอ

ถูกปล่อยตัว? ลิลี่คิดหนัก หรือถึงเวลาไต่สวนแล้ว?

ในเวลาอันแสนสั้น เธอกลับถูกพามายังห้องนอนรวมของคนรับใช้ แล้วทหารทั้งสองนายก็เดินจากไป

            “อะ-เอ่อ...” เธอละล่ำละลักร้องเรียกตาม “เดี๋ยวเจ้าค่ะ” แต่ไม่ทันฝีเท้ารวดเร็วของอีกฝ่าย

            ความเงียบปกคลุมสถานที่แทน

ลิลี่ยืนทำหน้าสับสน ก่อนจะเหลือบมองรอบ ๆ ด้วยความระแวดระแวง เธอไม่มีใครให้ถาม นอกจากคิดหาข้อสรุปเองว่าเธออาจจะถูกปล่อยตัวจริง ๆ หรือแย่ที่สุด เธอได้รับโอกาสใช้ชีวิตหนึ่งวันก่อนจะถูกประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม เธอก็ตัดสินใจก้าวถอยหลังไปเปิดประตูห้องนอน เป็นช่วงเวลาทำงาน ไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงรีบเดินไปค้นเสื้อผ้าในกล่องตรงปลายเตียงของตัวเอง คว้าชุดกระโปรงตัวใหม่มาแล้วมุ่งไปอาบน้ำ รู้สึกสดชื่นและสะอาดสะอ้านที่สุดในชีวิต

            ความหวาดกลัวทำให้ลิลี่เลือกที่จะขังตัวเองอยู่ในห้องนอนรวมแทนที่จะออกไปเจอหน้าคนอื่น เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ทำท่าจะไหลรินอีกครั้ง แล้วซุกตัวใต้ผ้าห่มที่อบอุ่นและนุ่มสบายอย่างที่เธอไม่เคยคิดมาก่อน ชุดสาวใช้ซอมซ่อก็เบาและลื่นผิวผิดปกติ เหมือนใส่ชุดนุ่มและโปร่งสบายของชนชั้นสูง ความเหน็ดเหนื่อยสุดกู่ทำให้เธอหลับไปทันทีที่หัวแตะหมอน

            ไม่ทันไรเธอก็สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเจอะดวงตากลมโตสีน้ำตาลแต้มสีเงิน

            โซโกลอฟยังมีใบหน้าหยิ่งยะโสเป็นกิจวัตร แต่นางกลับพุ่งเข้ามากอดลิลี่เต็มอก พลางซบหัวกับไหล่จนเหงื่อบนหน้าผากซึมกับเสื้อ ทั้งสองกอดกันอย่างแนบแน่น หัวใจเต้นแรงประสานกันให้กันและกัน

            “ขะ-ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ลิลี่กระซิบ “พวกเขาปล่อยข้า อย่างงั้นหรือ”

            เสียงขานรับในลำคอ “เจ้าพ้นจากข้อหาแม่มดแล้ว ลิลี่”

            เมื่อเพื่อนร่วมห้องทยอยกลับมาตอนหัวค่ำ จูเลียน่าเป็นคนแรกที่กรีดร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นหน้า นางน้ำตาไหลท่วมแก้ม สาวใช้คนอื่นต่างก็ประหลาดใจ พวกนางเข้ามารุมกอดลิลี่ ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น ลิลี่ร้องไห้ไปพลางยิ้มไป แม้แมรี่หัวหน้าคนรับใช้จะปฏิเสธอ้อมแอ้มไม่ให้เธอกลับไปทำงานทันที เธอก็ไม่รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ณ เวลานี้เธอรู้สึกเป็นบุญคุณต่อพระเจ้าต่อทุกอย่างในโลกใบนี้ ที่ช่วยโปรดให้เธอรอดพ้นจากข้อหาแม่มด ให้เธอยังมีชีวิตอยู่

            โซโกลอฟเฝ้ามองงานฉลองเล็ก ๆ จากวงนอก และเมื่อสาวใช้คนอื่นละไปจัดการธุระของตัวเอง นางก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาหา พลางหลุบตาไปทางอื่น ชั่วขณะหนึ่งนางเหมือนเขินอายและตื้นตัน แต่วินาทีต่อมา สีหน้าของนางก็ทะมึนขึ้น

            “ข้าจะต้องออกเดินทางไปรบ” นางพึมพำ “พรุ่งนี้”

            ลิลี่หุบยิ้มทันควัน แล้วเสียงก็แหบแห้งไปทันใด

            “ไปรบ?”

            “สงครามศักดิ์สิทธิ์”

เธอยกมือปิดปากตัวเองโดยไม่มีสาเหตุ ความสุขทั้งหลายถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว แล้วข่าวคราวเกี่ยวกับสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่เธอเคยได้ยินก็ผุดขึ้นมา เธอรู้ว่าสงครามนี้มีเค้าของการปะทุมาตั้งแต่ตอนเธอยังอาศัยอยู่ที่เมืองคาลีซช์กับพ่อ แต่เธอไม่คิดว่าคนที่จะต้องไปรบคือเด็กสาวอายุเท่ากันข้าง ๆ นี้ แค่สิบเจ็ดปี ต่อให้นางจะเป็นอัศวินฝึกหัดก็ตาม

“ออกเดินทางตั้งแต่พรุ่งนี้เช้าเลยหรือ” เธอถาม เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า เธอก็หรี่ตาลง “งั้นก็ไม่เหลือเวลามากแล้วสินะ?”

            มันเป็นค่ำคืนที่มืดจัด และอากาศก็เย็นเฉียบ ลิลี่นอนบนเตียงเดียวกันกับโซโกลอฟ ใต้ผ้าห่มผืนเล็ก เธอฟังเสียงลมหายใจของคนข้าง ๆ นางยังไม่หลับ เพราะฝันร้ายฝันร้ายเดียวที่ตามหลอกหลอนไม่หยุดหย่อน ลิลี่จึงเอื้อมไปกุมมือของโซโกลอฟ หากนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกัน แล้วตัดสินใจเอ่ยพูดสิ่งที่ค้างคามาตลอด

            “ข้าขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ข้าทำ ตอนที่ข้าชวนเจ้าทะเลาะ ตอนที่ข้าต่อว่าเจ้า” เธอตะแคงหันไปอีกด้านด้วยความละอายใจ แต่ตรงกลางเตียง เธอยังไม่ปล่อยมือของโซโกลอฟ “เราต่างนิสัยแย่เหมือนกันในตอนแรกเริ่ม ใช่ไหม” เธอยิ้ม แล้วการมองเห็นก็เริ่มมัวจากหยาดน้ำตา “ข้าขอโทษจริง ๆ นะ ข้า ข้าอยากให้เจ้า ยกโทษ

            โซโกลอฟบีบมือของเธอกลับ “ข้าขอโทษ และช่วยใช้ชีวิตที่เหลือแทนข้าที”


***


            เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง มันเหมือนกับว่าท้องฟ้าไม่เคยหลุดไปจากสภาพขมุกขมัวเลย

            ราล์ฟแวะมาเคาะประตูห้องนอนรวมโครม ๆ เพื่อบอกลิลี่กับจูเลียน่าให้จัดข้าวของเท่าที่จำเป็นตั้งแต่เช้าตรู่ ลิลี่พบว่าเตียงฝั่งโซโกลอฟเย็นจัด หมายความว่านางลุกไปนานแล้ว เธอขมวดคิ้วไม่เข้าใจตลอดการยัดเสื้อผ้ากับขนมปังและผลไม้ใส่ย่ามสีหม่น หลังจากจัดการอาหารมื้อเช้าเสร็จสิ้น ราล์ฟก็พาพวกเธอไปยังลานกว้างหน้าพระราชวัง ตรงนั้นเต็มไปด้วยบรรดาคนรับใช้และขุนนางที่ยังหลงเหลือ ทั้งสามเดินผ่านสายตาสงสัยของผู้คนตรงไปผูกข้าวของกับอานม้าสองตัวที่ไม่มีคนขี่

            กองทัพอาณาจักรแอเธลวินที่จะออกเดินทางไปยังดินแดนทะเลทรายตั้งขบวนอยู่เบื้องหน้าพระราชวัง ลิลี่ตกใจที่พบว่ากองทัพดังกล่าวมีขนาดเล็กจนเหมือนไม่ใช่กองทัพจริง ๆ หากไม่นับเกวียนขนกระโจมและของสำคัญสองเกวียน กองทัพนี้มีอัศวินในชุดเกราะสีเงินวาววับแค่สามสิบคนเท่านั้น รวมโซโกลอฟที่เป็นอัศวินฝึกหัดไปด้วย นางสวมเกราะหนังทับเสื้อกับกางเกงสีน้ำเงินเข้ม ผ้าคลุมมีฮู้ดห้อยทาบแผ่นหลังที่สะพายดาบเล่มใหญ่

            “นี่เป็นกำลังเสริม” ราล์ฟบอก “ยังไม่ใช่กองทัพหลัก”

            จูเลียน่าเลิ่กลั่ก “ทำไมเราต้องจัดของด้วย? นี่เราจะเดินทางไปรบกับพวกเขาหรือ”

            “ไม่ใช่ ๆ พระเจ้าทรงอวยพรให้พวกเจ้าได้มีโอกาสไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอาณาจักรอื่นแทนต่างหาก”

            ลิลี่งงงวยจัด คำถามทั้งหลายติดอยู่ที่ปลายลิ้น

            “ไม่ต้องห่วงเรื่องพ่อของเจ้า ข้าจะไปรับเขามาอยู่ด้วยทีหลัง” ราล์ฟปลอบตามความเข้าใจ “เราจะออกเดินทางไปพร้อมกับคณะอัศวิน แล้วแยกไปคนล่ะเส้นเมื่อถึงชายแดนแอเธลวิน ข้าจะพาเจ้าไปอาศัยที่บ้านของข้าก่อน ที่เฮเนวิง ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงา ฮันยาลูกสาวของข้าคงดีใจที่ได้เจอเพื่อนใหม่ ที่นั่นเป็นชนบท เราทำไร่ทำนาเหมือนที่เมืองคาลีซช์นั่นแหละ”

            จูเลียน่าปีนม้าขึ้นไปนั่งข้างหลังราล์ฟอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ นางไม่เคยขี่ม้ามาก่อน ส่วนลิลี่ก็ยกมือกำผ้าคลุมด้วยความประหม่า เธอเดินไปที่ม้าของโซโกลอฟซึ่งไร้การตกแต่งด้วยแผ่นเหล็กเฉกเช่นม้าของอัศวินคนอื่น โซโกลอฟทำหน้านิ่งขณะยื่นมือมารับ เธอจึงอมยิ้มแห้งให้ พลางเหลืองมองธงทรงสามเหลี่ยมสีน้ำเงินขอบทองกลางคณะอัศวิน

ไม่ทันจะดันตัวเองปีนม้าโดยไม่กระชากผ้าคลุมปักตราราชวงศ์ของม้าหลุด ก็เกิดเสียงประท้วงวุ่นวายขึ้นเสียก่อน

            “ท่านพ่อ ได้โปรด เลิกขังข้าไว้ได้แล้ว ข้าไม่ใช่เด็กอีกแล้ว!

เจ้าชายกิลเบิร์ตในชุดเกราะงดงามตัดกับเส้นผมสีดำอย่างชัดเจนตะโกนลั่น พระองค์กระทืบเท้าเดินลงขั้นบันไดมาหาคณะอัศวิน มีคนรับใช้ถือสัมมาระมากมายตามมาต้อย ๆ เบื้องหลังเป็นพระเจ้าชาร์ลส์ซึ่งใบหน้ากลายเป็นสีเขียวแดงด้วยความพิโรธ แต่เจ้าชายไม่สนใจ กลับประกาศต่อ “ข้าเองก็เป็นเจ้าชายของแอเธลวินที่เรียนการรบมาเช่นกัน!

            “กิลเบิร์ต!” พระเจ้าชาร์ลส์คำราม

รัชทายาทอัลฟองเซ่ถอนหายใจ แล้วผายมือไปยังคณะอัศวิน “กิล เจ้าไม่เห็นหรือว่าพวกเขาไปรบ มันคือสงคราม ที่นั่นไม่มีงานเลี้ยงหรืออาหารดี ๆ ให้เจ้าสนุกสนาน หรือมีหญิงสาวที่เจ้าสามารถเดินเข้าไปโปรยเสน่ห์ได้อีก เจ้าจะต้องถือดาบคร่าชีวิต และข้ากับเสด็จพ่อจะไม่ปล่อยให้เจ้าคิดว่านั่นเป็นสนามรบเด็ก ๆ ที่เจ้าแค่คิดอยากไปชมคนตายก็ไป”

            เจ้าชายกิลเบิร์ตกำฝักดาบไว้แน่นจนสังเกตเห็นมือที่สั่นระริกได้ “ข้ามีจุดประสงค์ของข้า!

โดยที่ไม่มีใครตั้งตัว พระองค์ก็ฝ่าคณะอัศวินเพื่อมุ่งตรงมาหาลิลี่ เส้นผมสีดำสะบัดเหมือนผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มติดตราราชวงศ์ข้างหลัง ลิลี่อ้าปากพะงาบ ๆ ตกใจกับการที่อยู่ ๆ ตัวเองก็กลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้คน เธอกำลังจะก้าวถอยหลังหนี แต่ไม่ทันเจ้าชายกิลเบิร์ตที่ยื่นมือมาประคองใบหน้าของเธอ แล้วแนบริมฝีปากลงมา

เกิดเสียงฮือฮาท่ามกลางผู้คน

            “เจ้าทำบ้าอะไรน่ะ?!” โซโกลอฟกระซิบขู่ลอดไรฟัน “กิลเบิร์ต!

            ลิลี่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน เมื่อเจ้าชายกิลเบิร์ตละไปอย่างเชื่องช้า พระองค์ก็สบตาเธอด้วยความงุนงง ไม่ใช่เพราะผิดหวังที่เธอไม่ได้จูบพระองค์กลับ ในทางกลับกัน ความรู้สึกนึกคิดของพระองค์ตรงกับสิ่งที่ลิลี่กำลังคิด ตกใจ ประหลาดใจ สับสน ราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งสองไม่ควรจะจูบกันตั้งแต่ต้น

            แต่พระองค์ถอยหลังกลับไปไม่ได้แล้ว

            “นางเป็นคนรักของข้า!” เจ้าชายกิลเบิร์ตรวบลิลี่ไปยืนเคียงข้าง แล้วประกาศด้วยเสียงอันหนักแน่น “ข้าจะไปรบเพื่อพิสูจน์ว่านางไม่มีความโสโครกใด ๆ ของแม่มดปะปนอยู่ในกาย ข้าจะไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของศาสดาเพื่อสวดมนตร์ให้พระผู้เป็นเจ้ารับรู้และอวยพร และข้าจะนำชัยชนะของแอเธลวินกลับมาให้พวกท่าน!

            ประชาชนกำลังซุบซิบ โซโกลอฟกระซิบต่อว่า และพระเจ้าชาร์ลส์ก็ยิ่งโกรธเคือง

            “ข้าจะไปรบเพื่อแผ่นดินของข้า” เจ้าชายกิลเบิร์ตชูกำปั้น ในน้ำเสียงมีวี่แววสั่นเครือ “ข้าจะไม่ยอมเป็นเจ้าชายที่วัน ๆ เอาแต่ร่วมงานเลี้ยงฉลอง และปล่อยให้อัลฟองเซ่ได้ออกไปรบหรือทำงานหนักอยู่คนเดียวอีกต่อไป ให้ข้าไปเถิดท่านพ่อ”

            ลิลี่ได้ยินเสียงของพระองค์กระซิบดังก้อง: ข้าขอโทษ ลิลี่ ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ

            เธอมองซีกหน้าของเจ้าชายกิลเบิร์ตด้วยความสับสน แต่แล้วเธอก็หยุดกึกเมื่อรับรู้ถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดของพระเจ้าชาร์ลส์กำลังละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของพระองค์อ่อนลง จางลง แล้วในที่สุดก็นิ่งสงบ ประหนึ่งพายุฝนรุนแรงที่ซาลงฉับพลัน กลายเป็นความเยือกเย็นและพินิจพิเคราะห์

พระองค์แย้มรอยยิ้มยินดี พลางพยักหน้าเป็นการตอบตกลง

            “เสด็จพ่อ ท่านจะปล่อยให้กิล” เจ้าชายรัชทายาทประท้วง ก่อนจะเงียบไปอย่างหมดหวัง

            หลังจากตะลึงมาตลอดเหตุการณ์เมื่อครู่ ประชาชนก็ร่วมส่งเสียงเฮเอิกเกริก บรรยากาศตึงเครียดหายวับไปกับตา ราวกับทุกคนถูกปลุกใจโดยไม่คาดคิด ต่างกระทืบเท้าและยกมือโบกให้คณะอัศวิน ธงในหมู่คณะก็สะบัดไหวยินดีเช่นกัน แล้วเจ้าชายกิลเบิร์ตก็ก้มหัวให้ลิลี่เหมือนเธอเป็นลูกสาวขุนนางยศสูงส่ง เขาเร่งเดินจากไปขี่ม้า เธอมองตาม พลางยกมือแตะริมฝีปากของตัวเองขณะปีนม้าขึ้นไปนั่งกอดเอวโซโกลอฟ แล้วมุ่งความสนใจไปยังใบหน้าสงบเย็นของพระราชาแทน

            เมื่อครู่พระองค์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงใจเย็นลงได้กัน?

            คณะอัศวินเริ่มเคลื่อนขบวนผ่านประชาชนที่ส่งเสียงอวยพรและแสดงความยินดีไปตามเส้นทาง ลิลี่หลุบตาต่ำ รู้สึกเขินอายที่ตัวเองตกอยู่ในสถานะที่คนอื่นต้องก้มหัวให้ เธอเหลือบมองประชาชนบางคนที่พยายามยื่นพรมหลากสีสันซึ่งเป็นเครื่องรางแห่งความโชคดีให้ทหารแต่ล่ะคน แล้วอัศวินท่าทางขึงขังผู้หนึ่งจากหน้าขบวนก็ตะโกน “เก็บของพื้นเมืองของกีดีเนียไป! ไม่เห็นรึว่าเจ้าชายรัชทายาทกำลังมองอยู่?”

            “เรื่องเมื่อกี้” โซโกลอฟเอ่ยขึ้น

            ลิลี่กระซิบกลับ “ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดมากเลย ข้าไม่นึกตะขิดตะขวงเจ้าชายนักหรอก”

            “เหอะ ไอ้ลูกหมานั่นเอาแต่ใจตัวเองตลอด”

เธออ้าปากค้าง ได้แต่อุทาน “โอ้” ออกมา คาดไม่ถึงว่าโซโกลอฟจะกล้าพูดจาบจ้วงเจ้าชายกิลเบิร์ตอย่างง่ายดายขนาดนี้ เธอจ้องมองท้ายทอยของโซโกลอฟ นางยังมัดผมแกะต่ำดังเดิม ก่อนจะสังเกตเห็นเส้นผมสีขาวประปรายซุกซ่อนอยู่ใต้กลุ่มผมสีดำ “เอ เจ้าเครียดมากขนาดนั้นเลยหรือ ดูสิ มีผมขาวเต็มไปหมดเลย”

            “ผมขาว?” โซโกลอฟทบทวน “งั้นวันที่ต้องไปเป็นพยานให้ริชาร์ด ดีทริคจ้องผมข้าก็เพราะเรื่องนี้เอง?”

            “ดีทริค? เจ้าหมายถึง... ชาร์น็อคเซียซ์นิคหรือ”

            นางหันมาเลิกคิ้วใส่ “เจ้ารู้จักชื่อจริงของมันด้วย?”

            “ก็เจ้าเพิ่งพูด

            “หา? ตอนไหน?”

นางไม่ได้พูด? ใบหน้าของลิลี่ซีดเผือดลงเหมือนจู่ ๆ ก็ป่วยหนักกลางคัน เธอโงนเงนจะหล่นจากหลังม้าหากไม่รีบเกี่ยวเอวของโซโกลอฟไว้เสียก่อน ราวกับทุกสายตาจับจ้องเธอจนแทบจะทะลุทะลวงไปถึงกระดูกข้างใน ไม่ นางไม่ได้พูด

            โซโกลอฟคิด



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #929 คุณลิลหรี่ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 10:20
    โอย พระเจ้า หรือพลังของมาทิลด้ทจะถ่ายทอดมาในตัวลิลี่แล้ว สงสารนางจัง เป็นหมากให้เจ้าชายเดิน แถมเคยเป็นตัวประกันของพระราชาอีก
    #929
    0
  2. #789 minggg- (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 05:53
    หยุดอ่านไม่ได้เลยกรี๊ดดด
    มันล้ำมาก ๆ ไปเรื่อย ๆ 
    #789
    0
  3. #297 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 02:55
    วอทท!!?? คือลิลี่มองเห็นอนาคตเหรอ แล้วที่กิลเบิร์ตทำเพราะโดนอำนาจอะไรสักอย่างสั่งให้ทำรึเปล่า
    #297
    1
    • #297-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      1 เมษายน 2559 / 22:17
      ลิลี่จะออกเชิงอ่านใจ Mind Reading ค่ะ ส่วนกิลเบิร์ตนั้น... ต้องรอดูกันต่อไป แฮ่
      #297-1
  4. #289 ririririsa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 มีนาคม 2559 / 13:37
    ฉากไหนนะที่ดีทริคจ้องผมอากาเบล?? หรือเราอ่านข้าม...
    #289
    1
    • #289-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      21 มีนาคม 2559 / 00:22
      อ่า ตรงนี้เป็นความผิดพลาดของเราเองค่ะ ;w; หมายถึงตอนที่ 29 ค่ะ แต่เราเขียนไว้ได้จืดจางมาก แง
      #289-1
  5. #288 Qualia (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 มีนาคม 2559 / 07:08
    ลิลี่อ่านใจ? หรืออะไรหว่า

    ไม่แข่งต่อก็แต่งได้เรื่อยๆแล้ว ขอบคุณมากครับ
    #288
    1
    • #288-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      21 มีนาคม 2559 / 00:21
      ตอน 32 น่าจะเฉลยเรื่องลิลี่ชัดเจนแล้ว อย่างไงก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากนะคะ
      #288-1
  6. #287 Melani Fulano (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 11:05
    "เด็กของฟอร์เซเคน" :^)

    มาธิลด้าชักจะหลอนขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ยิ่งอ่านยิ่งกลัว จะผีหรือเบลหลอนไปเองก็กลัว ;___:
    เหมือนจะเฉลยถึงอดีตของอากาเบลในสเนียสเซนี่แล้วหรือเปล่า สรุปแลนจ์กับอากาเบลอยู่ฝ่ายเดียวกันจริงหรือเปล่านี่
    ทำไมนามสกุลของราชวงศ์มังกรแปลได้ว่าคนเลี้ยงเหยี่ยว ทำไมราชาถึงคิดว่าอัลฟองเซ่โดนสะกดจิต
    ปริศนาระลอกใหม่มาแล้ววว เฮ รอติดตามตอนต่อไปนะครับ :)
    #287
    2
    • #287-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      14 มีนาคม 2559 / 22:24
      ไม่ได้หมายความว่าดีทริคเป็น Sugar Daddy สักหน่อยนะคะ
      #287-1
    • #287-2 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      14 มีนาคม 2559 / 22:26
      ไม่ได้หมายความว่าดีทริคเป็น Sugar Daddy สักหน่อยนะคะ
      #287-2
  7. #286 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 20:43
    เย้ ไรท์กลับมาแล้ว ดีใจด่วยน่ะะค่ะ ที่ผ่านเข้ารอบ สอบเป้นงัยม้างค่ะ สบายดีน่ะ คิดถึงงงงง
    #286
    1
    • #286-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      14 มีนาคม 2559 / 22:24
      ขอบคุณมากค่า สอบก็... ไม่รู้จะพูดอย่างไงดี แต่อ่านจนมึนเลยจริง ๆ ค่ะ ;3; คิดถึงเช่นกันค่า
      #286-1
  8. #285 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 05:44
    อากาเบลไม่มีทางฆ่าดีทริคได้หรอก พันธสัญญาชีวิต ตอนนี้มาแบบงง ทิ้งช่วงนานมากๆ แต่เราก็รอนะ ต้องกลับย้อนอ่สนตอนเก่านิดนึงถึงมาต่อได้ ดีใจด้วยนะเรื่องสำนักพิมพ์ ไปโหวตให้ก่อน
    #285
    1
    • #285-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      14 มีนาคม 2559 / 22:23
      ทิ้งช่วงนานจนเราเองก็ยังต่อไม่ติดไปสักพักนึงเลยล่ะค่ะ แหะ ๆ
      #285-1
  9. #284 Qualia (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 00:16
    ขอบคุณครับ หวังว่าจะได้รางวัลนะครับ
    #284
    1
    • #284-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      14 มีนาคม 2559 / 22:23
      ทางนี้ก็ขอบคุณเช่นกันค่า ><
      #284-1
  10. #283 ตาหยีหยีตา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 มีนาคม 2559 / 22:50
    รู้สึกอากาเบลไม่เคยใช้สมองเลยนะ เป็นมังกรซะป่าวไม่ใช้ให้เกิดประโยชเลย
    #283
    1
    • #283-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 31)
      14 มีนาคม 2559 / 22:23
      คอนเฟิร์มว่านางโง่ค่ะ (ฮา)
      #283-1