Draconic Chronicle

ตอนที่ 30 : III-30: Ethereal Felicity

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




[Part III: KING]



30



            ลิลี่จำวันแรกที่ได้พบกับเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ในงานเลี้ยงฉลอง ณ เมืองคาลีซช์ได้ ทั้งงดงามและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา แต่บัดนี้ เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเสียงไฟปะทุหรือกลิ่นเนื้อชวนเหียน ร่างไหม้เกรียมติดกับท่อนไม้ถูกโยนใส่เกวียนเบื้องหน้า ทุกคนในที่นี้ประจักษ์ความตายของเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ซึ่งดวงตาปิดสนิทราวกับหลับใหลมาตลอดการเดินทาง นางไม่มีตัวตนอีกแล้ว


            จูเลียน่าซึ่งยืนเกาะแขนข้าง ๆ ตัวสั่น มืออีกข้างปิดปากกลัดกลั้นอาเจียน ลิลี่เองก็รู้สึกคลื่นไส้วิงเวียนขึ้นมาทันใด จึงตัดสินใจพาเพื่อนเดินกลับไปพระราชวังพร้อมกับคนรับใช้คนอื่น แต่ก่อนจะเดินออกไปจากลานกว้าง เธอเหลือบมองใบหน้าวิตกกังวลของเจ้าชายกิลเบิร์ต เขาหลับตาและหันไปทางอื่น เคียงข้างคือเจ้าชายอัลฟองเซ่ที่มีองครักษ์หลายล้อม กลุ่มขุนนางยืนกอดอกเบื้องหลัง ในนั้นไม่มีเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์อยู่ด้วย


คืนนั้นลิลี่นอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงหอบหายใจคล้ายร้องไห้ดังแผ่วเบาแทรกซึมผ่านผนังห้องเข้ามา


            วันต่อมาเต็มไปด้วยความเงียบงัน ไม่มีใครพูดคุยกันอย่างออกรสเหมือนวันก่อน ๆ ลิลี่ซึ่งตื่นขึ้นมาปัดกวาดและช่วยแม่ครัวทำอาหารแต่เช้าตรู่จึงยังไม่ถามถึงเสียงคล้ายร้องไห้นั่น ถึงอย่างนั้นเธอก็กังวลและหวาดกลัวไม่แพ้คนอื่น เสียงนั้นอาจจะเป็นอิทธิฤทธิ์แม่มดหลังความตาย มันจะคอยหลอกหลอนและกดดันบรรยากาศให้น่าอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก


            อย่างไรก็ตาม ซึมกระทือกันได้ไม่กี่วัน บรรดาคนรับใช้ก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ในตอนแรก ทำไมเจ้าชายกิลเบิร์ตถึงไม่ออกเดินทางกลับไปยังปราสาทของตนสักทียังเป็นที่น่าสงสัยของทุกคน แต่เมื่อแมรี่หัวหน้าคนรับใช้คาบข่าวมาบอก พร้อมกับเร่งการจัดงานมงคลให้เสร็จภายในเร็ววัน คำตอบก็เป็นที่ชัดเจน


            “งานแต่งงาน?” จูเลียน่าร้องเสียงหลง “ของเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์?”


            “ก็ใช่น่ะสิ พวกเจ้ารีบไปช่วยประดับผ้าหน่อยซิ” แมรี่สั่ง แล้วทำจมูกฟุดฟิด “ใครแอบกินมันฝรั่งไปน่ะ?”


            การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของบรรยากาศทำให้ลิลี่รู้สึกประหลาดพิกล เพราะอยู่ ๆ ทุกคนก็กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสกันอีกครั้ง ถึงกระนั้น เธอก็ยินดีที่สามารถพูดคุยกับคนอื่นอย่างปกติสุขได้ดังเดิม ทว่าความพิศวงของการประหารกลางลานกว้างเมื่อไม่กี่คืนก่อนก็ยังเป็นที่พูดคุยกันอย่างลับ ๆ ในหมู่คนรับใช้ ทฤษฎีสมคบคิดมากมายถูกเสนอขึ้น


            “เคาน์เตสหลับมาตลอดทาง ต้องใช้แคร่แบก


            “นางอาจจะไม่ใช่แม่มดจริง ๆ ก็ได้


            “ก็ดูสิ ตายปุบ สามีก็แต่งงานใหม่เลย


            และท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมซึ่งหนาวกัดกระดูก ในแต่ล่ะซอกมุมของพระราชวัง ลิลี่ยังได้ยินเสียงปริศนาดังกล่าว คราวนี้เป็นเสียงกรีดร้องแหลมดังก้องว่า “หยุดเสียที” ซ้ำไปซ้ำมา เธอจะหยุดกึกกลางทาง แล้วรีบหันไปมองรอบ ๆ อย่างผวา แต่ไม่เคยพบที่มาของเสียงดังกล่าวเลยสักครั้ง พลันความกลัวถึงอิทธิฤทธิ์ของแม่มดก็ถาโถมเข้าใส่


            เสียงนั้นฟังดูคุ้นเคยแปลก ๆ ลิลี่คิด เธอกำลังออกแรงบดมันฝรั่งในชามอย่างใจลอยตอนที่จูเลียน่าตรงมาถองอย่างร้อนรน นางตบโต๊ะเสียงดัง แล้วรีบพูด “ข้าควรจะไปบอกคนอื่นให้หยุดกระพือข่าวลือ ถ้ามันไปถึงหูเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์นะ! แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ รู้ไหม นี่เขาลือกันถึงขั้นว่าเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์อาจจะตายตั้งแต่ในคุกด้วยซ้ำ! ถ้านางแกล้งหลับตาตอนโดนประหารละก็ ข้าไม่คิดว่าจะมีใครทนโดนไฟเผาโดยไม่บิดตัวหรือกรีดร้องได้หรอก” แล้วนางก็ตัวสั่นอย่างช่วยไม่ได้


            ลิลี่ใจหายวาบ ก่อนจะลดเสียงถาม “ทะ-ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?”


            บรรดาอัศวินวิ่งออกกำลังกายยามเช้าผ่านหน้าห้องครัวไป บูทดังกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนลมหายใจ จูเลียน่าสะดุ้งเฮือก แล้วรีบขยับมากระซิบด้วยความหวาดระแวง “ก็ข่าววงในจากพวกทหารที่นำตัวเคาน์เตสออกมาจากคุกน่ะสิ” นางเหลือบตามองหน้ามองหลัง “พวกเขาได้กลิ่นต้นเฮมล็อก!


            หัวหน้าคนรับใช้ตะโกนเรียกชื่อจูเลียน่าเสียก่อน นางจึงทำตาละห้อยอย่างเสียดาย แล้วรีบผละไปทำงานต่อ แต่ข่าวซุบซิบของนางกลับทำให้ลิลี่รู้สึกหวาดกลัวจนขนแขนลุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตนได้เห็นร่างไหม้เกรียมซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กสาวผมทองสง่างาม มันทำให้เธออยากอาเจียนจนตัวโก่ง แต่สามารถสะบัดกลิ่นเหม็นหืนในความทรงจำทิ้งไปได้ เธอจึงเม้มริมฝีปากแน่น พลางใช้มือขวานวดขมับ


            โชคดีที่วันแต่งงานของเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ช่วยดึงลิลี่ให้กลับไปวกวุ่นกับหน้าที่ของสาวใช้ต่อ


มันเป็นงานที่เรียกความสนุกสนานรื่นเริงกลับมาอีกครั้ง คนรับใช้ทุกคนได้ขัดถูร่างกายและสวมเสื้อผ้าอย่างดี ทุกส่วนในพระราชวังถูกประดับด้วยผืนผ้าหลากสีสัน ดูซปัซเตรสซ์อวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวในตอนเช้า (ภรรยาใหม่ของเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์เป็นลูกสาวของบารอนท่านหนึ่ง) และเมื่อยามค่ำมาถึง งานเต้นรำในห้องโถงซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่พิพากษาเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ก็ถูกจัดขึ้น มีทั้งพระราชากับเจ้าชายรัชทายาทร่วมแสดงความยินดี และเสียงเพลงแสนไพเราะก็คลอเคลียไปทุกบริเวณ


            ลิลี่มักจะเผลอมองหาเรือนผมสีทองท่ามกลางหมู่ขุนนาง เมื่อไม่เจอ ก็นึกว่าเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์อาจจะป่วย ต้องนอนพักที่ห้องอย่างน่าเสียดาย แต่แล้วเธอก็จะหน้าชาเหมือนถูกตบอย่างแรง นางถูกเผาทั้งเป็นจนไม่เหลือเค้ามนุษย์อีกแล้ว


            เธอถอนหายใจ พลางเดินหลบแขกเหรื่อไปยืนฟังพระราชากล่าวคำอวยพรที่ประตูทางเข้าห้องโถงร่วมกับสาวใช้คนอื่น เอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ในชุดสีขาวสะอาดสะอ้านยิ้มกริ่ม ภรรยาเกาะแขนข้างซ้ายด้วยใบหน้ามีความสุข เขาก้าวโงนเงนเพราะฤทธิ์เหล้าไปยืนบนพื้นซึ่งต่ำกว่าพระราชาในชุดเหลื่อมทองส่องประกาย ทั้งสองแลกเปลี่ยนบทสนทนาขบขันครู่หนึ่ง


            “ในฐานะที่คืนนี้เป็นคืนที่พระผู้เป็นเจ้าลงมาแสดงความยินดีให้แก่พวกเรา” พระเจ้าชาร์ลส์ประกาศ พลางชูถ้วยทองราคาแพงเหนือศีรษะ “เป็นสัญญาณอันดีงามว่าท่านจะประทานชัยชนะเหนือพวกคนเถื่อนให้ ลอร์ดแห่งมาโซว์แชย์ ราชานักบวชส่งคำอวยพรมาให้เจ้าโดยเฉพาะ ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ลิขิตโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ให้แก่อาณาจักรแอเธลวิน และสำหรับเจ้าด้วย” พระองค์หันไปผายมือให้เจ้าชายรัชทายาทซึ่งค่อย ๆ ลุกจากบัลลังก์รอง


            เมื่อไม่มีเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์เป็นจุดรวมความสนใจอีก ดัชเชสเซเลสเทีย พระชายาของเจ้าชายอัลฟองเซ่ ซึ่งนั่งอยู่ในท่าสำรวมเคียงข้างพระสวามีก็ได้กลายเป็นที่จ้องมองถึงความงามแทน ลิลี่สังเกตจากสายตาของแขกเหรื่อทั้งหลาย


“จงจดจำไว้เถิด” ในห้องโถงเงียบกริบรอพระราชากล่าวต่อ “หนึ่งปีหลังจากนี้ แอเธลวินจะได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือพวกคนเถื่อน ณ ดินแดนทะเลทราย เป็นเวลาอันสมควรแล้วที่เราจะเผยแพร่ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าไปสู่ทวีปใหม่”


            ความรู้สึกเกลียดชังขมขื่นพัดโหมใส่ราวกับสายลมร้อนระอุที่สามารถเรียกเร้าให้เปลวไฟเผาไหม้ป่าทั้งผืน


            ลิลี่สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบหันไปรอบ ๆ เพื่อหาที่มา ทำไมเธอรู้สึกถึงอารมณ์รุนแรงได้กัน? ท้องไส้ของเธอปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นโซโกลอฟในคราบทหารเฝ้ายามที่วงนอกขุนนาง สีหน้าของนางดุดันน่ากลัว บรรยากาศทะมึนคุโชน


            “อีกไม่นาน ท่านทั้งหลาย อีกไม่นาน ชื่อเสียงของอาณาจักรแอเธลวินและพระผู้เป็นเจ้าจะขจัดขจร วันแห่งการพิพากษาใกล้เข้ามาแล้ว เราจะได้สังเวยเลือดของพวกนอกรีตและไร้ศรัทธาให้แก่พระศาสดา”


            หัวใจของลิลี่หดลีบทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องปริศนาดังก้องในหัวอีกครั้ง


            “เราจะเข้าร่วมสงครามศักดิ์สิทธิ์” พระเจ้าชาร์ลส์รับสั่งด้วยเสียงอันดัง “และชิงดินแดนของพระผู้เป็นเจ้าคืนมา!


            เสียงเฮระเบิดกึกก้องจากทุกอาคันตุกะ ทหาร และคนรับใช้ ยกเว้นเสียแต่โซโกลอฟซึ่งไม่ละดวงตาร้ายกาจสีน้ำตาลไปจากเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์เลยแม้แต่วินาทีเดียว นางค่อย ๆ อ้อมข้อมือไปแตะปลายฝักดาบบนแผ่นหลังตัวเอง ทว่าไม่ได้พุ่งไปกระชากทั้งเล่มออกมาแต่อย่างใด นางนิ่งงัน เหมือนกำลังชั่งใจถึงก้าวต่อไปอยู่


            ทหารคนอื่นเหล่มองนางอย่างสงสัย


แล้วโซโกลอฟที่ทำท่าจะก้มตัวลงก็หยุดชะงัก


นางแทบจะฉุดมือมาไว้ข้างกายดังเดิม ก่อนจะยืดตัวตรง แล้วเบือนสายตาไปยังเพดานแทน ลิลี่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอยกมือปิดปากเอาไว้ เธอจึงลดมันลงมากำกระโปรง พลางจ้องมองโซโกลอฟที่กลืนน้ำลาย รีบเดินถอยหลังหนีไปในมุมมืดอย่างงุ่มง่าม ใบหน้าของนางมีเหงื่อผุดพลาย มือทั้งสองข้างสั่นสะท้านจนต้องซ่อนไว้ข้างหลัง นางพักสูดลมหายใจลึก จากเปลือกตาที่ปิดลง แผ่นอกขยับอย่างเชื่องช้า เมื่อนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็รีบสับเท้าเดินหายออกไปจากห้องโถงทันที


            “โซโกลอฟ” ลิลี่พยายามส่งเสียงเรียก แต่ไม่ได้ผล เธอจึงไหล่ตกเล็กน้อย ก่อนจะเห็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายหนีไป


มุมห้องมืดสลัวที่โซโกลอฟยืนอยู่ก่อนหน้า ชาร์น็อคเซียซ์นิคเพิ่งจะโผล่ออกมาจากกลุ่มขุนนาง เขากวาดตาไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วเร่งเดินมาทางลิลี่ราวกับล่วงรู้ว่าโซโกลอฟหายไปทางไหน เธอตกใจ แล้วทำตัวลีบติดผนังเพื่อเปิดทางทันที อยู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความผิดหวังบางอย่างขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เธอไม่รู้สาเหตุด้วยซ้ำ จึงแอบเหลือบมองอีกฝ่าย เธอไม่เคยเห็นใบหน้าของเขาแบบชัด ๆ มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ได้เก็บตัวหรือมีฮู้ดคลุมผมสีทองตลอดเวลาอีกต่อไป เธอแค่ไม่คิดว่าดวงตาสีฟ้าของเขาจะสว่างจัดขนาดนี้ ทำให้เจ้าชายกิลเบิร์ตดูอายุเยอะกว่าโขเลยทีเดียว


            “นางต้องการเจ้า” ชาร์น็อคเซียซ์นิคเอ่ย


ลิลี่รู้ว่าเขาหมายถึงใคร จึงอ้ำอึ้งปฏิเสธ “มะ-ไม่หรอกเจ้าค่ะ ท่านควรจะไป ปลอบ เอ่อ


            เขาหันมามองเธอ แล้วดวงตาก็ฉายแววความเป็นศัตรูชัดเจนที่ทำให้เธอหน้าซีดเผือด รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา มันไม่ใช่สิ่งที่เธอเคยเห็นมาก่อน แม้จะพริบตาเดียวเท่านั้น แต่เธอก็มั่นใจว่าเขาแสดงความเป็นปรปักษ์ออกมา มุมปากของเขายกขึ้น ไม่ใช่รอยยิ้ม เหมือนจะเย้ยหยั่นเสียมากกว่า ก่อนวินาทีต่อมาเขาจะกลับมาคงสีหน้านิ่งเรียบดังเดิม แล้วเดินจากไป


            เมื่อแผ่นหลังของเขาหายไปในหมู่แขกเหรื่อ ความรู้สึกหวาดกลัวสุดขีดก็ถาโถมใส่ลิลี่เต็มแรง


แสงสีในห้องโถงคล้ายกับจางลง และความมืดก็โผล่พรวดตามพื้นขึ้นมามาครอบงำสถานที่ เธอหายใจอย่างยากลำบาก คลื่นไส้จัด ประหนึ่งเสียงกรีดร้องปริศนากำลังตะโกนอยู่ข้างหู มันเป็นเสียงของเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์หรือเปล่า เธอเดาเจ้าของเสียงที่แท้จริงไม่ออก สุดท้ายเธอต้องยกมือปิดหู ทว่ามันกลับเร่งเสียงให้ยิ่งดังขึ้น ใกล้ขึ้น และก้องขึ้น เธอมือสั่นหนักจนต้องรีบเดินเข้าไปพักในครัว แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อซึ่งไหลท่วมใบหน้า เสียงกรีดร้องยังคงดังอยู่ อิทธิฤทธิ์แม่มด?


            ตามที่พ่อกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเล่าให้ฟัง อิทธิฤทธิ์แม่มดจะทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศแปรปรวน ปรากฏรูปร่างเงาปริศนาหลังต้นไม้และกระท่อม และบางครั้งก็เป็นเสียงอันน่าสยดสยอง อย่างเสียงกรีดร้องที่เธอกำลังได้ยินในตอนนี้


            มันเรียกร้องให้เธอตามหา?


ลิลี่กอดตัวเองแน่นเพื่อกันลมหนาวที่พัดผ่านประตูเข้ามาปะทะ จากนั้นเธอก็ออกเดินอย่างเชื่องช้าไปยังทิศทางของเสียงดังกล่าว ทันทีทันใดพื้นที่เหยียบอยู่ก็คล้ายกับขยับเขยื้อนตัวเป็นเนิน มันค่อย ๆ เลื่อนเข้าหาปลายเท้าอย่างน่าหวาดเสียว แล้วแสงสว่างอันน้อยนิดของโถงทางเดินก็หายไปจนหมด รอบกายกลายเป็นความเปล่า ลมหายใจของเธอสะดุดกึกทันที ตั้งแต่เมื่อไรกัน? เธอรีบหันไปข้างหลังเพื่อตามหาห้องครัว ทว่ากลับเห็นแต่สีดำสนิท


            อะไรบางอย่างพุ่งมาพาดที่ลำคอ ทำเอาเธอกรีดร้องตกใจ ก่อนจะหงายหลังล้มตุบ


“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?!” เสียงหอบ “ลิลี่?”


            “โซโกลอฟ?” แสงจันทร์ซึ่งก่อนหน้าถูกเมฆบดบังเผยตัว โถงทางเดินกลับมาสว่างอีกครั้ง “ขะ-ข้าได้ยินเสียง” ลิลี่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แล้วเอื้อมมือไปเกาะแขนใต้เสื้อหลุดลุ่ยของโซโกลอฟเพื่อลุกขึ้น “เจ้ากรีดร้อง ข้านึกว่าเจ้า


            นางขมวดคิ้ว พลางยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก “ข้าไม่ได้กรีดร้องอะไรทั้งนั้น”


            “ตะ-แต่” ลิลี่ชะงัก เผลอกำแขนของโซโกลอฟจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว เธอยังได้ยินอยู่ เสียงกรีดร้องปริศนา มันเป็นเสียงของโซโกลอฟ ทั้งดังและเจ็บปวดจนเธอต้องเบ้หน้า ทว่ามันไม่ได้มาจากปากของอีกฝ่าย มันไม่มีที่มาด้วยซ้ำ


            ฉับพลันร่างกายของเธอก็แข็งทื่อ ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป เธอเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนซึ่งมีควันโขมงลอยเอื่อย ๆ ขึ้นไป คืนประหารของเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ เธอพบว่าตัวเองขี่ม้าอยู่ และข้าง ๆ ก็คือราล์ฟ เขามองเธอด้วยนัยน์ตาเศร้าสร้อย ความตื่นตระหนกค่อย ๆ ปรากฏ แต่เธอกลับเรียนรู้เร็วเหลือเกิน ความเข้าใจพลั่งพลูเข้ามา


เธออยู่ในหัวของโซโกลอฟ


นางพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้แม้กระทั่งแสงหรือควันจากลานกว้างผ่านเข้ามาในกรอบของการมองเห็น เบ้าตาของนางแสบจัดจากการที่โดนลมปะทะ แล้วนางก็นึกถึงภาพสุดท้ายของมาธิลด้า เซลี่ที่นางเห็นในป่าบนเนินเขา แค่ภาพสวยงามไร้คราบการถูกจับกุมของเคาน์เตสตอนที่ยังไม่แปดเปื้อนจากมลทินของศาสนา


จนกระทั่งนางล้มตัวนอน จนกระทั่งความกลัวที่เก็บกดมาตลอดถูกปลดปล่อย


ลิลี่ได้ยินสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ มันเป็นเสียงของผู้ชายสองคนคุยกันก่อนเป็นอันดับแรก ถึงฝันร้ายของเขาที่ว่าใครบางคนโดนบางสิ่งบางอย่างสีเงินสว่างสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝันร้ายนั้นเกิดขึ้นหลังจากเขาไปร่วมงานเฉลิมฉลองของตระกูลลาเบลล์ ที่ซึ่งมาธิลด้า เซลี่จากมา เมื่อนั้นความฝันก็เปลี่ยนไป โซโกลอฟยืนอยู่กลางป่า มีแสงเหนือบนท้องฟ้า และหิ่งห้อยเหนือผืนหญ้า


            ข้าพยายามปกป้องเจ้าจากอันตราย จากเขา เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์กระซิบ


            จากใคร? โซโกลอฟถามกลับ ข้าฆ่าริชาร์ด เซลี่ได้ง่าย ๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องปกป้องข้าจากมัน


            ลิลี่ตกใจกับประโยคนั้น แต่คำตอบอ่อนโยนของเคาน์เตสช่วยปัดเป่ามันไป ไม่ใช่เขาจ้ะ


            ประกายไฟสีส้มส่องสว่างมาจากเบื้องหลังพร้อมกับความร้อนระอุของเปลวเพลิง ลิลี่หันขวับจากแมกไม้ซึ่งกำลังถูกแสงสีส้มขับไล่เงามืดไปทางด้านหลังพร้อมกับโซโกลอฟทันที ท่ามกลางฝูงหิ่งห้อยที่รีบบินหนีห่างจากรอบกาย เธอเห็นกลุ่มคนกำลังย่างก้าวอย่างหนักแน่นตรงมา ในมือของแต่ล่ะคนถือคบเพลิง ตรงกลางกลุ่มกำลังแบกท่อนไม้ยาวน่าเกรงกลัว พวกเขาตะโกนสนั่นด้วยเสียงบ้าคลั่ง จับมันมา! ฆ่านังแม่มด! เผามันให้เป็นจุณ!’


            เสียงขู่คำรามของสัตว์


            ลิลี่ใจหายวาบเมื่อหันไปมองโซโกลอฟ นางไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไป แต่เป็นมังกรสีเงินสว่างตัวนั้นที่เคยปรากฏในเมืองคาลีซช์ มันร่างใหญ่มหึมา เกล็ดตั้งชันเป็นแผงคอน้อย ๆ พร้อมกับหางแหลมที่สะบัดชูขึ้นเป็นสัญญาณขู่ กลายเป็นลิลี่เสียเองที่กลัวจนขาเกือบพันกัน ทว่ามังกรไม่ได้มองมาที่เธอ มันขยับไปขวางทางชาวบ้าน แล้วส่งเสียงคำรามดังสนั่น ทว่าพวกเขากลับไม่ชะงักตกใจเลยแม้แต่น้อย แต่ละคนยังกล้าเดินเข้ามา ใบหน้าแสดงความมุ่งมั่นและโหดเหี้ยม


            ข้าขอโทษ อากาเบล ข้าเสียใจเหลือเกิน เคาน์เตสเอ่ย หากข้าเลือกได้…’ นางไอค่อกแค่กกับควันไฟ ข้าก็ไม่อยากเกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตแสนเศร้านี้ ข้าไม่อยากเกิดมาเป็นแม่มด…’


            ไม่ทันที่มังกรจะตะปบกลุ่มชาวบ้านให้กระเด็นติดต้นไม้ ลิลี่ก็ได้ยินเสียงแหวกหญ้าดังแผ่วเบา เธอรีบหันหลังไป แต่มังกรเร็วกว่า มันเตรียมจะกางปีกปกป้องร่างอันบอบบางของเคาน์เตส ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจของลิลี่หล่นวูบ ชาวบ้านอีกกลุ่มยืนอยู่ตรงนั้น แล้วขาทั้งสี่ข้างของมังกรก็ถูกหญ้าพันมัดจนขยับตัวไม่ได้ บรรดาชาวบ้านกระชากเคาน์เตสซึ่งยังแย้มยิ้มอ่อนล้าตรึงกับท่อนไม้ จากนั้นพวกเขาก็โยนคบเพลิงใส่สุมฟืนโดยไม่ชักช้า ลิลี่ยกมือปิดปากทันที


ไฟเริ่มลุกเผาตั้งแต่ปลายเท้าของเคาน์เตสขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ส่งกลิ่นเหม็นกระจายของเนื้อไหม้ฟุ้งทั่ว โซโกลอฟพยายามหลับตาหนีภาพตรงหน้า แต่เมื่อนางกะพริบตา กลับพบว่าชาวบ้านใช้กิ่งไม้แยงลูกตาให้เบิกกว้างจนเบ้าตาเหือดแห้ง นางพยายามดีดดิ้น ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาฉับพลัน จึงถูกบังคับให้ดูร่างที่กำลังไหม้เกรียมไปทีล่ะนิดล่ะน้อย


ลิลี่มือสั่นเทา นี่มันความฝันอะไรกัน?


            ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป เธอมองผ่านดวงตาของโซโกลอฟอีกครั้ง นางสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายขึ้นมาพบโลกแห่งความเป็นจริง ห้องมืดสนิท และนางก็กลิ้งตกเตียงพร้อมกับลากผ้าห่มลงมาด้วย ก่อนจะกระเด้งตัวหนีพื้นเย็นเฉียบที่ทั้งร่างเปล่าเปลือยเพิ่งแนบไปเต็ม ๆ นางยกมือปาดเหงื่อบนใบหน้า พลางหอบหายใจอย่างแผ่วเบา


            บนพื้นห้องเบื้องหน้า นางเห็นท่อนไม้สำหรับตรึงนักโทษเปื้อนรอยไหม้ และเท้าดำเกรียมสองข้าง


            คนที่เกือบกรีดร้องเสียเองคือลิลี่ โชคดีที่โซโกลอฟกระตุกตัวชนกับเตียง แล้วภาพที่เห็นก็หายวับไป ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ทีเดียวกว่านางจะรู้ตัวว่ากำลังกัดลิ้นอุดกลั้นเสียงกรีดร้องไว้อยู่ พอคลายฟันออก รอยแผลสดในปากก็ส่งเสียงประท้วงระงม นางกลืนน้ำลายปนเลือดอย่างยากลำบาก แล้วค่อย ๆ ปีนกลับขึ้นไปบนเตียง ความคิดของนางดังก้อง แค่ตาฝาดไป แต่ลิลี่รับรู้ถึงความกลัวลึก ๆ ในใจของนาง มาธิลด้า เซลี่ยังไม่หายไปไหน


            ลิลี่กลืนน้ำลายเหนียวหนืด ทั้งหมดนี่คือต้นตอของเสียงกรีดร้องปริศนาที่เธอได้ยิน แต่นั่นไม่ช่วยให้เธอคลายกังวล


            เธอเห็นภาพพวกนี้ได้อย่างไรกัน



***



เสียงกระซิบแหบแห้งของมาธิลด้าถึงเขาที่เธอไม่สามารถลงมือทำอะไรได้ยังคงดังอยู่


            อากาเบลยกมือสั่นสะท้านขึ้นมาปาดเหงื่อบนใบหน้าทิ้งแม้อากาศรอบข้างจะเย็นจัดก็ตาม เธอค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ ขณะบังคับสายตาให้จดจ้องแผ่นอกของตัวเอง กระทั่งในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองไม่เหลือแขกเหรื่อ เธอก็ยังคงยืนพิงผนังห้องโถง ไม่อยากกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองคนเดียว


            ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากข้อศอกขึ้นมาเมื่อมีคนหยุดยืนข้าง ๆ


            “คืนนี้เจ้ามานอนรวมกับพวกสาวใช้ได้นะ” ลิลี่บอก “เจ้าไม่ได้รบกวนอะไร”


            “ก่อนหน้านี้เจ้าทำเหมือนข้าเป็นตัวสกปรกโสโครกด้วยซ้ำ” อากาเบลเผลอแดกดันโดยไม่ได้ตั้งใจ


            ลิลี่เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระอึกกระอัก “ข้านึกว่าเจ้า เป็นแม่มด” นางถ่ายน้ำหนักไปที่ขาข้างซ้าย พลางหลุบตาต่ำ “แล้วข้าก็โกรธเพราะเคาน์เตสมอบความดีความเด่นไปที่เจ้าหมด มันเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ข้าเป็นแค่บันไดช่วยเจ้าเท่านั้น


            ประโยคหลังของนางเบาเสียจนฟังไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อลิลี่ยิ้มจาง ๆ ให้ อากาเบลก็ยอมคลายหัวคิ้วที่ขมวดลง


            ปกติเธอจะไม่แลเหลียวงานเก็บกวาดทำความสะอาดของบรรดาคนรับใช้เลยด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้เธอตัดสินใจอยู่ช่วยงาน แน่นอนว่าเธอไม่ชอบงานประเภทนี้ และยิ่งรังเกียจเข้าไปใหญ่เมื่อได้ลองทำเอง อย่างกับเป็นพวกกีออสอย่างไงอย่างงั้น แต่เพราะการมีคนหลายคนอยู่ในสถานที่เดียวกันนั้นแตกต่างไปจากการอยู่คนเดียวโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยมาธิลด้ากับศพของนางในอิริยาบถต่าง ๆ และบางครั้งในสภาพบิดเบี้ยวของสัตว์ป่าที่มีร่องรอยสังหารโดยมังกร จะไม่ปรากฏให้เห็น


            ค่ำคืนนั้นผ่านไปด้วยดี และค่ำคืนต่อ ๆ ไปอีกเช่นกัน เสียงลมหายใจและเสียงกรนของสาวใช้บางคนช่วยปัดเป่าความวังเวงราวกับอยู่กลางป่าช้าไปได้ อากาเบลไม่ปฏิเสธว่าเธอหลงรักความอบอุ่นซึ่งอบอวลในห้องนอนขนาดใหญ่นี้ แม้การนอนบนเตียงแข็ง ๆ เตียงเดียวกันกับลิลี่จะคับแคบแสนอึดอัด และผ้าห่มที่มีรอยประจะขรุขระชวนคันคะเยอผิว


            สองวันต่อจากนั้น กิลเบิร์ตก็ยังต้องอาศัยอยู่ในพระราชวังต่อไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะต้องออกเดินทางไปอยู่อีกปราสาทที่ตนได้รับมอบหมาย “สงครามกำลังมาแล้ว” ราล์ฟช่วยไขข้อสงสัย “อีกไม่นานเราก็จะต้องยกทัพออกไปช่วยจักรวรรดิ พระราชาเลยให้เจ้าชายอยู่วังใหญ่ก่อน เพื่อดูท่าทีสงครามน่ะ” ดังนั้น อากาเบลจึงจำเป็นต้องเก็บกดความเกลียดชังยามเห็นหน้าริชาร์ด เซลี่กับภรรยาคนใหม่ต่อไป ทั้งสองโผล่มาเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของทหารทุกวัน


            การใส่ชุดกระโปรงซอมซ่อเหมือนสาวใช้ไม่ใช่ปัญหาของอากาเบลอีกต่อไป แต่ถึงแม้จะหนีริชาร์ด เซลี่ไปได้ ก็เกิดมีอีกกลุ่มคนที่มักแวะเวียนมาดูงานของคนรับใช้แทน โชคดีของเธอที่กลุ่มคนที่ว่ามีกิลเบิร์ตเป็นผู้นำ พระเจ้าชาร์ลส์โผล่มาแวบเดียว ก่อนจะไปหมกมุ่นกับการทำให้พระราชวังปลอดพิษภัยของเวทมนตร์ตามคำแนะนำของดูซปัซเตรสซ์ ส่วนเจ้าชายรัชทายาทนั้นหายไปพร้อมกับดีทริคและขุนนางยศสูงหลายคน


            กิลเบิร์ตเท้าคางมองอากาเบลอย่างสนใจเมื่อเขาแวะเข้ามาในครัวเพื่อถามไถ่ความเป็นอยู่พร้อมกับทหาร


            “อะไร?” เธองึมงำถามโดยเพ่งตาไปที่พื้น


            “โอ้” ไหล่ของเขาสะดุ้งโหยง “เจ้าสนิทกันเหรอ กับ ลิลี่น่ะ? ข้าเห็นเจ้าตัวติดกับนางตลอดเลยช่วงนี้”


            อากาเบลเหลียวมองบุคคลในบทสนทนาซึ่งกำลังย่นหน้าผากฟังจูเลียน่าพูด เธอยื่นปากเบื่อหน่าย แล้วกลับมาสนใจกับการหั่นขนมปังก้อนใหญ่ให้เป็นแผ่น ๆ ต่อ กิลเบิร์ตเท้าสะเอว พลางเขย่งปลายเท้าเรียกร้องความสนใจ แต่ไม่ใช่จากอากาเบล สักพักเขาก็หยุดเพื่อถามอย่างตกตะลึง “เฮ้! เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ”


            “ไม่เป็น”


            เขารีบหันไปบอกทหารข้างหลังซึ่งเริ่มประท้วงถึงความไร้มารยาททันที “ไม่เป็นไร นางเป็นคนสนิท” จากนั้นจึงกลับมาพูดด้วยอีกครั้ง “เจ้ารู้รึเปล่าว่าน็อคส์ทำอาหารเป็นน่ะ? แต่คงทำอร่อยไม่เท่าข้าที่เป็นคนหาตำรามาให้หรอกนะ”


อากาเบลพยักหน้าตอบรับส่ง ๆ พร้อมกับหัวเราะดูแคลนในลำคอ ไม่นานกิลเบิร์ตกับทหารก็เดินไปยังส่วนอื่นของพระราชวัง ส่วนเธอนั้นเลือกที่จะช่วยคนรับใช้ผู้ชายแบกเครื่องใช้ทำจากไม้อย่างดีของบรรดาขุนนางไปใส่เกวียนเทียมม้าหลังจากทำงานในครัวเสร็จ จนกระทั่งย่ำค่ำ ฟ้ามืดเกือบจะหมดแล้ว เธอก็บึ่งไปนอนบนเตียงลิลี่ทันทีโดยไม่กินมื้อเย็น


พอเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องดังจนถึงระดับเกินทน อากาเบลก็สะลึมสะลือตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อโอดครวญอย่างไม่พอใจ เธออยากลุกเอาหมอนไปอุดหน้าคนกรนยิ่งนัก แต่ก็กลัวว่าจะเผลอทำแรงไปจนกลายเป็นการฆาตกรรม เธอจึงตัดสินใจนอนขดตัวและยกมือปิดหูด้วยความไม่พอใจ พลางเหลือบมองซีกหน้าของลิลี่ใต้นิทราข้าง ๆ


            “ยังไม่หลับอีกรึไง”


ลิลี่ปรือตาขึ้นมามองเธอเล็กน้อย “ข้าเพิ่งจะหัวถึงหมอนเอง” นางกำมือปิดปากที่อ้าหาว แขนของทั้งสองกระทบกันเบา ๆ “เจ้าใกล้ชิดกับแม่มากขนาดนั้นเลยหรือ”


อากาเบลเชิดคางเพื่อปกปิดพิรุธของตัวเอง ในใจเบาโหวงเหวงยามระลึกได้ว่า เธออาจจะไม่มีวันได้กลับไปสเนียเซนี่ หรือกลับไปเจอแม่อีกต่อไป ตอนนี้แม่จะคิดถึงเธอรึเปล่า หรือนางจะมีความสุขที่ในที่สุดตัวปัญหาอย่างเธอถูกกำจัดไปแล้ว?


            “ข้าคิดว่าเจ้าติดแม่นะ” ลิลี่อมยิ้ม “เจ้าจะกอดข้าก็ได้นะ มันทำให้เจ้ารู้สึกเหมือนได้อยู่ในอ้อมกอดแม่นี่?” สายตาของนางเลื่อนลอย ทำให้อากาเบลรู้ว่านางกำลังเพ้อก่อนหลับ “เจ้าถึงรู้สึกสบายใจที่จะได้อยู่ใกล้เคาน์เตส


            อากาเบลรีบก้มหน้างุดเหมือนเป็นเด็กน้อย รู้สึกร้อนผ่าวที่แก้มอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่ปริปากตอบโต้ นอกจากเฝ้ารอลมหายใจของลิลี่ให้จังหวะคงที่และแผ่วเบา แต่นางก็ยังไม่หลับ หาววอดอีกสองสามครั้งก็ชวนคุยเสียงยานคาง


            “จะทำอย่างไรให้จูเลียน่าเลิกไปร่วมวงซุบซิบนินทาสักที ชักจะมีลางสังหรณ์ว่าจะมีคนโดนแขวนคอขึ้นมาแล้วสิ


            “ได้ยินนะยะ!” จูเลียน่าพูดขู่จากข้างหลัง


            “มีแต่เรื่องเดิม ๆ เจ้าไม่เบื่อบ้างหรือ” ลิลี่หัวเราะระหว่างถามกลับ “ต้นเฮมล็อกอย่างนี้


            “เรื่องซุบซิบอะไรกัน?” อากาเบลขัด


            จูเลียน่าโยนผ้าห่มทิ้ง แล้วตรงเข้ามาเบียดลิลี่เพื่อชะโงกหน้ามาคุยด้วย “โซโกลอฟยังสนใจเลย ดูซี่!


            “พรุ่งนี้มีทำความสะอาดพระราชวังครั้งใหญ่ตั้งแต่เช้านะ” ลิลี่ว่า แต่ก็ไม่ได้ผล


            “ตอนที่ทหารไปเอาตัวเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ออกมาประหารน่ะ (อากาเบลนิ่วหน้ากับชื่อของมาธิลด้าทันควัน) หนึ่งในนั้นได้กลิ่นต้นเฮมล็อกจากตัวของเคาน์เตสน่ะสิ ก็นะ ตานั่นบอกว่าตัวเองจมูกดี มีฉายาจากเพื่อนคนอื่นว่าเป็นหมา โธ่เอ๊ย ข้าว่านั่นเป็นฉายาเอาไว้หลอกด่าชัด ๆ! อ้อจริง ๆ อีกคนก็ได้กลิ่นนะ เขาบอกว่ากลิ่นเหม็นเหมือนฉี่หนูแน่ะ”


            “แล้วทำไม?” อากาเบลขมวดคิ้ว


            “เขาเชื่อกันว่าเคาน์เตสอาจจะ” จูเลียน่ายกไหล่และแลบลิ้นเลียนแบบท่าคนตาย “นั่นแหละ ตั้งแต่ในคุกใต้ดินเลย”


            “แล้วไอ้ต้นเฮมล็อกนั่นเกี่ยวอะไร?”


            “ก็น้ำยางของต้นเฮมล็อกเอามาทำยาพิษได้น่ะสิ เขาลือกันว่าเคาน์เตสตายเพราะโดนวางยาพิษอย่างไงล่ะ”


            อากาเบลหยุดหายใจไปชั่วขณะ และเมื่อกลับมารู้สึกถึงฝ่ามือที่ชาเป็นจุด ๆ ได้ เธอก็กำหมัดแน่น เหวี่ยงตัวลงจากเตียงเท้าเปล่าเพื่อวิ่งออกไปข้างนอกห้องนอนรวมทันที เธอไม่ฟังเสียงร้องห้ามใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะมัวแต่ปีนบันไดเสียงดังตึงตังขึ้นไปยังชั้นบน ตรงไปยังประตูห้องที่เธอเคยแวะเวียนมาบ่อย ๆ เธอไม่ทุบประตูด้วยซ้ำ แต่ใช้ไหล่พังมันเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง


ไม่ทันไรประตูก็ถูกเปิดผ่างออกมา ข้างในห้องมีแสงจากเตาผิงไฟน้อยนิดส่องสว่างให้เห็นพื้นไม้มืด ๆ เธอข่มเสียงคำรามโมโหในลำคอ ก่อนจะพุ่งไปกำคอเสื้อลินินหยาบอย่างรุนแรง แล้วกระแทกแผ่นหลังของดีทริคติดกับผนังห้องข้างประตู ใบหน้าเฉยชาตรงหน้าเหล่มองไปทางอื่นขณะยื่นมือไปปิดประตูด้วยท่าทางใจเย็นผิดแผกไปจากเธอ


            เขาไม่โต้ตอบกลับตามเคย อากาเบลปากสั่นระริกเมื่อความโกรธพวยพุ่งเต็มที่ เธอขยำคอเสื้อในมือจนรู้สึกถึงเล็บของตน แล้วผละจากดีทริคไประบายความโมโหกับข้าวของแทน เธอเตะแจกันล้มจนมันกลิ้งขลุก ๆ ไปอีกฝั่ง จากนั้นก็ตรงไปยืนเอาหน้าผากชนกับผนังห้องที่หน้าต่างตรงกันข้าม ปลายเล็บจิกผ่านเนื้อผ้าไปที่ต้นแขน


เมื่อความเจ็บปวดไม่ชัดเจนพอ เธอก็ยิ่งหงุดหงิดจนอยากกรีดร้อง จึงเปลี่ยนมืออีกข้างหนึ่งเป็นกำปั้นเพื่อทุบตีร่างกายของตัวเอง ทว่าความฉุนเฉียวที่เกาะกินอารมณ์อยู่ไม่ยอมหายไปเสียที เธอจึงเปลี่ยนไปทึ้งผม แล้วตะโกนอย่างอัดอั้นออกมา “เจ้าคิดจะทำบ้าอะไรกันแน่?! ทั้งจดหมาย ทั้งยาพิษ!


            “มันเป็นความปรารถนาสุดท้ายของมาธิลด้า เซลี่ นางต้องการการจากไปอย่างสงบ”


            “หุบปาก! นี่ไม่ต่างไปจากการโดนเผา


            พลันเธอก็หยุดนิ่งในท่ายืนกะทันหัน ขัดแย้งกับความวุ่นวายในการทำร้ายตัวเองเมื่อครู่ทันใด ความเป็นจริงย้อนกลับมา แล้วร่องรอยถลอกช้ำตามร่างกายก็ประท้วงรุนแรง พันธสัญญาชีวิตอีกแล้ว! เธอกัดฟันกรอดอย่างบ้าคลั่ง และเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวตรงมาหาอย่างเชื่องช้าจากเบื้องหลัง ไอเย็นยะเยือกรุนแรงก็แพร่กระจายจนเธอสัมผัสได้ทันที


            เขาเข้ามาใกล้เธอไม่ได้ ในเมื่อมีเกล็ดน้ำแข็งกระจายตัวเป็นวงกว้างจากที่ที่เธอยืนซบศีรษะกับผนังห้องออกมา มันต่อยอดแหลมยาวไปขวางเขา เหมือนปลายเข็มที่จับจ้องจะทิ่มแทง งูที่พร้อมจะฉกทุกเมื่อหากถูกล้ำอาณาเขตเข้ามา


            “มาธิลด้า เซลี่ขอกระดาษกับปากกาไปเพื่อเขียนจดหมายนั่น” ดีทริคเอ่ยเสียงเรียบ “นางไม่ได้ถูกบังคับให้เขียน นอกจากให้เหตุผลกับข้าว่า นางรู้ว่าเจ้าจะไม่ยอมพูดช่วยเหลือเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ด้วยตัวเอง”


นั่นคือภาพแห่งอนาคตที่นางมองเห็น? อากาเบลไหล่สั่นเทิ้มจนพันธสัญญาชีวิตก็ควบคุมให้หยุดนิ่งไม่ได้ เธออยากยกมือปิดหูและตะเบ็งเสียงขับไล่ดีทริคไป ทว่าโชคร้ายที่พันธสัญญาชีวิตยังคงตรึงร่างกายส่วนใหญ่ของเธออยู่ เหมือนมีรากไม้ที่มองไม่เห็นยึดข้อเท้าลามมาถึงหัวเข่า


จากหางตา เธอสามารถเห็นสีสันขาวฟ้าของน้ำแข็งที่กำลังเพิ่มอาณาเขตลามไปยังจุดอื่นในห้องนอน


“เอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ ตระกูลเซลี่ เป็นหนึ่งในขุนนางที่มีอิทธิพลสูงสุดในแอเธลวิน เจ้าไม่รู้ แต่มาธิลด้า เซลี่เข้าใจดี เขาร่ำรวย เป็นพันธมิตรกับขุนนางเมืองข้างเคียง มีกำลังทหารมหาศาล เป็นคนโปรดของราชา ใครก็ตามต้องไม่มีมีปัญหากับเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ แม้แต่กษัตริย์ก็ตาม”


มันกำลังเต้นเร้าตามไฟโมโหของเธอ


            “เจ้าทราบดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากมีปัญหากับเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์


            “ขุนนางกับกองทหารโง่ ๆ ของพวกมันสู้มังกรเพทราดีไม่ได้!” อากาเบลเค้นเสียงตอบ “พวกมันสู้ข้าไม่ได้!


เกล็ดน้ำแข็งไล่ลามไปถึงเตียงนอน


            “เราจะโดนหมายหัว คนรอบข้างจะโดนฆ่า และไม่ใช่ทุกบาดแผลที่ข้าสามารถรักษาได้”


            “พวกมันสู้ข้าไม่ได้” เธอยังยืนยัน ด้วยเสียงอันสั่นเครือ


            แม้แต่พื้นก็ยังเต็มไปด้วยฝ้าสีขาว


            “แม้ข้าจะเป็นหนึ่งในกองทหารนั้น?”


            อากาเบลสะอึก แล้วหลับตาลง เธอไม่เคยเอาชนะดีทริคได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว


            ถึงทั้งห้องจะถูกเคลือบด้วยน้ำแข็ง แต่ในน้ำเสียงของดีทริคกลับไร้วี่แววของการถูกอุณหภูมิดังกล่าวรบกวน เขาถอนหายใจ “ราล์ฟ มัวร์กับมาธิลด้า เซลี่ สองคนนั้นพยายามปกป้องเจ้ามาตลอด แต่อำนาจของทั้งคู่มีจำกัด เป็นแค่ข้ารับใช้ของชาร์น็อคเซียซ์นิคกับอดีตเคาน์เตสต้องโทษประหาร การมีปัญหากับเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ หรือกับเจ้าชายรัชทายาท หมายถึงการฆ่าตัวตาย”


            อากาเบลเหลือบเห็นดีทริคใช้นิ้วแตะปลายแหลมของน้ำแข็งเล่นโดยไม่มีวี่แววตื่นตระหนกปรากฏบนใบหน้า ในทางกลับกัน เขาดูจะสนอกสนใจความอันตรายของแท่งน้ำแข็งที่สามารถพุ่งแทงทะลุเขาอย่างง่ายดายเหล่านั้น


            พลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง ในดินแดนที่พระเจ้าแทรกซึมอยู่ทุกอณู เขาไม่ควรจะมีชีวิตดีไปกว่าไพร่ ทาส หรือแม้กระทั่งอัศวินไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์คนอื่น เขาเป็นเพื่อนกับกิลเบิร์ตเจ้าชายซึ่งเป็นที่รักของราชาก็จริง แต่ไม่ช้าไม่นานราชาก็จะต้องหาทางกำจัดเขาไปให้พ้น ๆ และบังคับให้กิลเบิร์ตทำใจเสียเพื่อนให้ได้อยู่ดีไม่ใช่หรือ


            อากาเบลรับรู้ถึงจังหวะเต้นแรงของหัวใจชัดเจน “อัลฟองเซ่สนับสนุนเจ้า”


            และเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์


            “ยังจินตนาการเก่งเหมือนเดิม” ดีทริคยิ้มมีเล่ห์นัย “น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่เจ้าชายองค์ที่ราชารักที่สุด”


เธอขมวดคิ้วงุนงง “ถึงราชาจะรักไอ้ลูกหมานั่นที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ทอดทิ้งรัชทายาท”


            แปลว่ามันมีปัญหารากลึกระหว่างกลุ่มคนเหล่านี้ที่เธอยังไม่รู้?


            ใบหน้าของดีทริคกลับมานิ่งขรึมดังเดิม เขาเสมองไปทางอื่นระหว่างพูด “แอเธลวินเป็นอาณาจักรที่อ่อนแอ แต่อยู่ใต้ร่มเงาของจักรวรรดิแห่งตะวันออก ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าที่นี่จะล่มสลาย การเจรจากับเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์จึงใช้เวลาเป็นปี เพื่อให้เห็นว่าความจริงแล้ว ที่นี่มีสิทธิ์ล่มสลาย และมีเส้นทางอื่นที่ดีกว่าการก้มหัว เขาจึงยอมหยิบยื่นข้อเสนอที่สามารถสำเร็จได้อย่างง่ายดายมา เป็นสิ่งที่ราชามอบให้ไม่ได้ เพราะไม่ต้องการขัดข้อห้ามของศาสนาอาซีมุส”


            อากาเบลกัดริมฝีปากจนเจ็บ พันธสัญญาชีวิตคลายลงแล้ว เธอจึงหันไปเผชิญหน้า “เจ้าบอกเรื่องนี้กับข้าทำไม”


            “เพราะโชคดีที่เอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ไม่ใช่พวกขุนนางเจ้าเล่ห์ซ่อนแผน” เขาเน้นเสียง “เพราะข่าวลือว่ามาธิลด้า เซลี่ลักลอบมีชู้เป็นที่นินทาติฉินในแวดวงขุนนางมาสักพักใหญ่แล้ว เอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ไม่ต้องการให้ตัวเองแปดเปื้อนไปด้วย เขาจึงตัดสินใจจะแต่งงานใหม่ แต่ศาสนาอาซีมุสห้ามการหย่าร้าง ละเว้นเสียแต่คู่ครองคนใดคนหนึ่งสิ้นชีวิตไปเสียก่อน”


            เสียงแตกระแหงของน้ำแข็งดังชิดใบหูของเธอ


“เขาจะได้ฆ่าเบอร์นาร์ด ฟอร์เรสต์อย่างที่ตัวเองต้องการ โยนข้อหาแม่มดให้มาธิลด้า เซลี่โดนประหาร จากนั้น เจ้าชายรัชทายาทจะช่วยให้เขาหลุดจากข้อหาฆาตกรรม”


มาธิลด้าเป็นแค่เบี้ยหมาก?


            จู่ ๆ ดีทริคก็ผลักด้ามดาบมุ่งมาหา ก่อนจะดีดกระทบแก้มของอากาเบลอย่างแรงจนใบหน้าหันไปอีกฝั่ง ขาข้างซ้ายของเธออ่อนแรงเกือบจะเซล้มหากเสื้อไม่เกี่ยวเกล็ดน้ำแข็งข้างหลังเสียก่อน เขาตบหน้าเธออย่างงั้นหรือ! เธอยกมือกุมแก้มตัวเองด้วยความฉุนเฉียวเป็นที่สุด ตาลุกวาว เตรียมจะหันไปโต้ตอบแบบเดียวกัน แต่เธอกลับต้องหายใจเฮือกเสียก่อน


            ตรงที่ที่เธอยืนพิงผนังห้องเมื่อครู่ บริเวณที่ท้ายทอยแนบชิด ยอดน้ำแข็งโปร่งใสมีประกายของเพชรนิลประปรายปรากฏแทนที่ ปลายแหลมเฉียบเฉียดดวงตาของดีทริคไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น เฉือนหางตาเป็นรอยเลือดยาวบาง ๆ เขามีสีหน้าตกตะลึงด้วยความคาดไม่ถึง ทว่าไม่เท่าเธอที่เห็นว่ามือทั้งสองข้างของเขาซึ่งกำลังจับส่วนคมของตัวดาบเต็มไปด้วยเลือด สีแดงเถือกนั้นไหลเป็นเส้นย้อนผ่านข้อมือกลับเข้าไปในแขนเสื้อของเขา


            เส้นสีแดงอ่อนเจือจางระหว่างเขากับเธอซึ่งลอยละมุนในอากาศปรากฏให้เห็นต่อสายตาเพียงเสี้ยววินาที


            เขาตวัดสายตามามองรอยบนแก้มของเธอ ก่อนจะพึมพำขอโทษ แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้นที่เขาเผยให้เห็นด้านอ่อนแอบางอย่าง เพราะต่อมา เขาก็กลับไปทำหน้าตาย แล้วเตือนเสียงต่ำ “อย่าพยายามใช้พลังนี้อีก” เขาเช็ดเลือดบนคมดาบด้วยแขนเสื้ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เจ้าควบคุมมันไม่ได้ อันตรายเกินไป”


            รอยแผลตรงหางตาของเขากำลังฟื้นฟู พร้อม ๆ กับร่องรอยเจ็บแสบตรงฝ่ามือที่อากาเบลก็รู้สึกถึงเช่นกัน


            “ข้าควบคุมไม่ได้?” เธอทบทวนประโยค “เพราะสิ่งที่พวกเจ้าทำกับมาธิลด้าต่างหาก! ข้าเกลียด


            “เจ้าเกือบจะถูกพลังของตัวเองฆ่า อากาเบล” ดีทริคย้ำ ใบหน้าทะมึนน่ากลัว “เจ้าเกือบตายต่อหน้าข้า”


            แล้วเขาก็เงียบเสียเอง ก่อนจะขบกราม พลางหลุบมองไปทางอื่น


อากาเบลเสียวสันหลังวาบ แล้วรีบวางมือประทับท้ายทอยทันที เธอยังจำเหตุการณ์ครั้งที่ได้ต่อสู้กับมังกรเพทราดีสีแดงเข้มที่เมืองคาลีซช์ได้อยู่ เหยื่อของเธอในตอนนั้นเป็นมังกรตัวใหญ่ พลังน้ำแข็งจึงยังไม่ส่งผลร้ายแรงเท่าที่ควร แต่ตอนนี้ เธออยู่ในร่างมนุษย์ตัวเล็ก เธอสามารถตายได้ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ? “ข้าไม่เข้าใจ ทำไมข้าจะถูกพลังของตัวเองฆ่าได้?”


            ดีทริคเดาะลิ้น มีวี่แววไม่พอใจลึก ๆ เขาเก็บดาบเข้าฝัก แล้วแบมือ ซึ่งโชคร้ายที่คืนนี้เขาไม่ได้สวมถุงมือ เพื่อสำรวจรอยแผลที่กำลังสมานตัวอย่างรวดเร็ว “เมื่อก่อน ตอนที่เจ้าใช้พลังนี้ เจ้าสามารถสัมผัสถึงความเย็นได้หรือเปล่า ที่ขุนเขาของเจ้า มีมังกรตัวไหนอีกที่มีพลังธาตุ? ไม่จำเป็นต้องเหมือนเจ้า”


            “ที่สเนียเซนี่ มีแค่ข้า


            “เจ้าไม่เคยเจอมังกรหรือมนุษย์ที่ครอบครองพลังธาตุ” เขาสรุปขัด “เจ้าถึงไม่รู้ว่าเจ้าของของพลังธาตุนั้น ๆ รวมถึงมนุษย์จะไม่มีวันได้รับอันตรายจากพลังแท้ ๆ ของตัวเอง แม้กระทั่งถูกไอร้อนจากเปลวไฟ หรือไอเย็นจากน้ำแข็งทำอันตราย”


            “หา?”


            “เจ้าไม่ใช่เจ้าของพลังน้ำแข็ง ตระกูลของเจ้าไม่เคยสืบทอดพลังนี้ มันจึงมีสิทธิ์ที่จะต่อต้านและทำร้ายเจ้า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เจ้าอ่อนแอลงขณะต่อสู้” เขาเริ่มมีทีท่าหงุดหงิดขึ้นมา แล้วปลดสายสะพายดาบออกมาวางไว้บนตู้ไม้สูงเท่าเอว “บรรพบุรุษมังกรของตระกูลเจ้าแย่งชิงพลังธาตุนี้มาจากมังกรธาตุน้ำแข็งตัวอื่น”


            เป็นไปไม่ได้ อากาเบลประท้วงในใจ แย่งชิงขโมยพลัง? แต่เมื่อลองย้อนนึกไปยังวันที่ฝนตกกระหน่ำเมื่อสี่ปีก่อน วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง การที่เธอหมดเรี่ยวแรงอย่างว่องไวนั้นไม่ใช่เพราะค่อย ๆ ถูกดาบของโธมัสในมือของดีทริคฟาดฟันไปทีล่ะนิดล่ะน้อย มันอาจเป็นเพราะน้ำแข็งทั่วบริเวณป่าสนที่เธอพ่นอย่างไม่บันยะบันยัง


            เธอมีชีวิตอยู่รอดมาตลอดโดยไม่รู้ว่าจะโดนพลังของตัวเองฆ่าตายวันไหนก็ได้


            ดีทริคหันขวับไปมองประตูก่อนที่อากาเบลจะได้ยินเสียงเรียกของราล์ฟซึ่งกำลังเดินขึ้นบันไดตรงมา เขาถอนหายใจพร้อมยกมือเสยผมลวก ๆ แล้วเดินไปคว้าถุงมือสีดำบนตู้ไม้ข้างเตียงมาสวมโดยไม่สนใจเกล็ดน้ำแข็งที่ระเกะระกะไปทั่วตู้ จากนั้นเขาก็สวมเสื้อหนังสีดำทับเข็มขัด แล้วสะบัดเสื้อคลุมขนสัตว์ข้ามไหล่ ก่อนจะผูกเชือกคล้องเป็นทรงสวยอย่างชำนาญ


            “เจ้าอยู่ที่นี่ได้ทั้งคืน ข้าอาจจะไม่กลับมาคืนนี้” เขาบอก แล้วดึงผ้าห่มที่ถูกเกล็ดน้ำแข็งละเอียดอ่อนปกคลุมขึ้นมากระพือไล่ อยู่ ๆ เขาก็นิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจัดเตียงให้ จึงโยนผ้าห่มทิ้งราวกับต้องไฟทันที “พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ถ้าเจ้าโกรธจัดจนขาดสติ เจ้าจะสูญเสียการควบคุมพลังไปทั้งหมด”


            เขาเดินไปเขี่ยฟืนในเตาผิงเสร็จก็เปิดประตูออกจากห้องไปเจอกับราล์ฟที่กำลังถูมือหนาสู้อากาศหนาว ทิ้งอากาเบลไว้กับเศษซากของน้ำแข็งกับความเย็นยะเยือกข้างในห้อง เธอจ้องมองประตูด้วยความสับสน ดึก ๆ ดื่น ๆ ขนาดนี้เนี่ยนะ? แล้วไถลแผ่นหลังกับผนังห้องลงมานั่งอย่างหมดแรง เธอปีนขึ้นไปนอนคว่ำบนเตียง แล้วพริบตาเดียวก็ผล็อยหลับไป


            อากาเบลสะดุ้งตื่นเมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาแผดเผาศีรษะของเธอจนร้อนไปหมด ห้องนอนของดีทริคยังมีน้ำแข็งหลงเหลือตามพื้นและผนัง ไม่มีเจ้าของห้องอยู่ในนี้ด้วย เขาไม่ได้กลับมาอย่างที่บอก เธอสูดดมกลิ่นหอมของผ้าห่มอย่างเหม่อลอย เตียงนี้ทั้งนุ่มและกว้างระดับที่ถ้าเธอมานอนด้วย ก็คงไม่มีปัญหาเรื่องที่ไม่พอ แล้วหันไปมองแท่งน้ำแข็งยักษ์ที่เกือบจะคร่าชีวิตตนเอง มันให้ความรู้สึกอึดอัดพิลึก ไร้ความภาคภูมิใจอีกต่อไป


            ทั้ง ๆ ที่เธอเข้าออกห้องของดีทริคเป็นว่าเล่น แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอเกิดความกลัวขึ้นมาว่าจะมีคนเห็นแล้วเอาไปนินทาเสีย ๆ หาย ๆ แม้ในความจริงแล้ว กิจกรรมที่รุนแรงที่สุดที่เธอเคยเข้ามาทำในห้องของดีทริคคือเอาหัวโขกคางเขาจนช้ำ อย่างไรก็ตาม เธอก็เปิดประตูห้องนอนออกไปสำรวจทางเดินว่างเปล่าข้างนอกอย่างระมัดระวัง แล้วรีบย่องลงบันไดไป


            หน้าห้องนอนรวมของสาวใช้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย


            อากาเบลขมวดคิ้วไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า เธอกวาดตามองสีหน้ากระวนกระวายของแต่ล่ะคนระหว่างค่อย ๆ ย่างก้าวไปหน้าห้องนอนรวม ยังไม่เห็นใบหน้าที่ตนคุ้นเคยในนั้น จนกระทั่งจูเลียน่าที่กำลังพยักหน้ารัวเร็วให้กับสาวใช้คนอื่นหันมาสบตา ขอบตาของนางแดงผ่าว แล้วนางก็รีบวิ่งมากำไหล่ทั้งสองข้างของอากาเบลทันที


            “ลิลี่ นางนาง


            “เกิดอะไรขึ้น?” อากาเบลถาม พลางพยายามบังคับให้อีกฝ่ายหยุดสะอึกสะอื้น “เฮ้ ใจเย็นหน่อยสิ”


            “มีคำสั่งมาเมื่อคืน” จูเลียน่าปาดหยาดน้ำตา “พวกเขาบอกว่าลิลี่เป็นแม่มด”

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #901 อัศวินน้อย (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 02:57

    ยังไม่ทันทำใจเรื่องมาทิลด้า ลิลี่ก็โดนเรื่องแม่มดเหรอ! เกลียดพวกศาสนจักรจริง ๆ

    #901
    0
  2. #788 minggg- (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 05:46
    เฮ้ยยยย แม่มดอีกแล้วเหรอออ
    ฮือฮือออ
    #788
    0
  3. #282 disastrechalala (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 / 03:18
    น่าหดหู่ดีที่ความตายของคนคนหนึ่งจะสามารถถูกสังคมรอบข้างลืมไปได้อย่างง่ายดาย อากาเบลจิตสังหารรุนแรงจนสัมผัสได้เลยสินะ แต่ก็เข้าใจได้เพราะว่าถ้าเป็นเราก็คงอยากฟาดกบาลริชาร์ดแรง ๆ สักทีเหมือนกัน ดีทริคยังไงก็ดูเข้าใจยากเหมือนเดิม 55 ภาพนิมิตแต่ละครั้งของทั้งลิลี่ทั้งอากาเบลชักจะกลายเป็นหนังผีแล้ว บรื๋อ (อ่านตอนราว ๆ ตี 3) =..=" ดีทริคเข้าครัว ( ͡° ͜ʖ ͡°) ดู ๆ แล้วอากาเบลจะไปตามใครก็ได้ที่ทำตัวเหมือนแม่ต้อย ๆ เลยสินะ ถึงจะไม่อยากใช้ภาษาเช่นนี้แต่มันก็ คิ้วท์มากกก~ <3 ซึนซึนหลาย ดีทริคดูจะออกตามล่าฆ่าล้างแค้นอีกรอบแล้ว แล้วยังมาพร้อม ๆ กับที่ลิลี่โดนกล่าวหาอีก เชื่อว่านี่ก็เป็นความซุยของศาสนจักรอีกแล้วสินะ แต่ทำไมต้องเป็นสาวใช้จืด ๆ อย่างลิลี่นี่สิ ติดตามครับ ตอนนี้เครียดน่าดูเลย ได้โปรดดองแค่ผักผลไม้อย่าดองนิยายเลย ( ͡° ͜ʖ ͡°)
    #282
    1
    • #282-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      7 มีนาคม 2559 / 21:20
      ไม่ใช่หนังผีนะคะ
      #282-1
  4. #281 tingerbel (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 / 01:20
    กรี้ดดดดดดด มาเร็วก่อนเวลา ตอนเห็นว่าอัพเดตนี่ดีใจมาก เนื้อเรื่องก็ดีมาก เจ้มข้นมากๆ คืออะไร ลิลี่เป็นแม่มด? จะบ้ารึเปล่า ทำไมใครๆที่ทำดีกับอากาเบลต้องโดนกล่าวหา?! ต่อไปก็ราล์ฟสินะ ต่อไปก็ดีทริค จะบ้าตาย เอะอะก็แม่มดๆ นี่ไงคือเหตุผลที่ไม่มีแม่มดเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ ต้องเผาสักกี่ทีกันกว่าจะโดนแม่มดตัวจริง ประสาทมาก แต่ข้ามประเด็นนั้นไป มาประเด็นดีทริคดีกว่า จะไม่ปฏิเสธเลยว่าอ่านไปลุ้นฉากจูบไป แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น(//ทรุดลงกับพื้น) แต่ไม่เป็นไร นี่ก็หวานสุดเท่าที่จะหวานได้แล้ว ถ้ามีจูบกันคนอ่านคงจะหัวใจวายแน่ๆ
    #281
    1
    • #281-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      7 มีนาคม 2559 / 21:20
      หรืออากาเบลจะเป็น... ตัวซวยแบบโคนัน!? /ไม่
      #281-1
  5. #280 csamana555 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 / 13:39
    ม่ายน้าาาาาา.......ค้างแทบขาดใจ
    #280
    1
    • #280-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      7 มีนาคม 2559 / 21:19
      ไม่ค้างแล้วค่าาาา
      #280-1
  6. #279 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 / 09:18
    ลิลี่เป้นแม่มด เอ้า ไรเนี่ย......... หลังต้นเดือนมีนา ใจจะขสดรอนๆๆๆ
    #279
    1
    • #279-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      7 มีนาคม 2559 / 21:19
      มาแล้ววววว
      #279-1
  7. #278 tingerbel (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 / 04:53
    เนื้อเรื่องจะน่าติดตามไปแล้ว ถ้าหลังมีนานี่เราต้องลงแดงแน่ๆ แต่จะรอนะ สู้ๆกับการสอบนะคะ
    #278
    1
    • #278-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      15 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:51
      ตอนต่อไปหลังมีนาค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ;w;
      #278-1
  8. #276 tingerbel (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 / 04:08
    เฮือก นานมากกกกหลังต้นเดือนมีนา แต่เรารอได้ ไม่ต้องห่วง รอติดตามเรื่องราวต่อ เรื่องราวชักเข้มข้นขึ้นทุกที ติดตามนะ สู้ไ
    #276
    1
    • #276-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      15 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:50
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า โชคดีที่หัวแล่นพอดีวันนี้
      #276-1
  9. #275 aruna (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:17
    ยังไงกันแน่ปม
    #275
    1
    • #275-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      15 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:49
      เขียนเองก็งงเองค่ะ (?)
      #275-1
  10. #274 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:02
    เอาแล้ว ทะม่ยปันหาเยอะแยะ จนชักสงสัย แล้วสิ ทะมายลิลี่ถึงได้ยินเสียง ดีทริคเองก้มีท่าทีแปลก แต่เสียงกรีดร้อง มั่รใจว่า ของเบลชัว
    #274
    1
    • #274-1 kachelya(จากตอนที่ 30)
      15 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:49
      อีก 50% มาแล้วนะคะ XD
      #274-1