Draconic Chronicle

ตอนที่ 3 : I-3: Encounter in a Strange Land

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,473
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




3



เมื่อเทียบกับภาษามังกรที่อากาเบลต้องพูดต้องฟังทุกวัน ภาษามนุษย์เป็นภาษาที่มีจังหวะจะโคนลื่นไหล ไม่เหมือนกับภาษาของมังกรที่ออกจะเชื่องช้าจนยืดยาดด้วยซ้ำ เสียงของพวกมันแหลมเล็ก ต่างจากเสียงของมังกรที่จะก้อง ทุ้ม และหนาจัด แน่นอนว่าเมื่อได้ยินภาษามนุษย์ เธอจะรู้สึกระแคะระคายใจจนน่าหงุดหงิด


แต่ตอนนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น


            อัศวินที่ทำร้ายเจ้าสวมเกราะแค่บางส่วนใช่ไหม ไม่ใช่เจ้าคนที่สวมเต็มยศ นั่นมันอัศวินฝึกหัดด้วยซ้ำ!’


            มันเป็นเสียงของพ่อ ดังซ้ำไปซ้ำมาในห้วงความฝัน ยิ่งได้ยิน ความสุขอันน้อยนิดของเธอก็ยิ่งหายไป ทว่าอยู่ ๆ เสียงเข้มขรึมของพ่อก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยน มันเบาลง นิ่มนวลขึ้น ภาษามนุษย์เข้ามาแทนที่ และเสียงของพ่อก็ขาดหายไป จากตอนแรกที่เธอได้ยินเต็มประโยค มาบัดนี้ หลาย ๆ คำถูกภาษามนุษย์ทับซ้อน จนกระทั่งเธอฟังไม่ออกอีกต่อไป


            ยกเว้นคำว่าอัศวินฝึกหัด


            อากาเบลสะดุ้งตื่นทันทีที่กระรอกตัวหนึ่งใช้จมูกดมมือจนเธอรู้สึกจั๊กจี๋ พอมันเห็นเธอผงกหัวขึ้นมาก็ตกใจ รีบปีนต้นไม้หนีไปอย่างว่องไว เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะหลุดร้องโอดโอยออกมาระหว่างสะบัดหัวไล่อาการมึนงง นึกสงสัยว่าตัวเองมานอนแถวนี้ทำไม ในป่าตอนเช้าตรู่ พระอาทิตย์เพิ่งขึ้น ได้ยินแต่เสียงนกพูดคุยกันจนเป็นทำนอง เธอรู้สึกหนาวผิดปกติ จึงขยับกายเล็กน้อย มีเศษใบไม้แห้งติดแผ่นหลังกับศอกดังกร็อบแกร็บมาด้วย เธอปัดทิ้งพัลวน ทำให้สังเกตเห็นแขนทั้งสองก่อน ตามมาด้วยน้ำหนักที่เบาหวิว


            เธออยู่ในร่างมนุษย์


            อากาเบลเริ่มต้นกรีดร้องและทึ้งผมตัวเองอีกครั้ง


            ฟ้าสว่างไปเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าไฟโมโหจะบรรเทาลง เธอพยายามหาทางกลับไปเป็นมังกร แต่ไม่สำเร็จ จึงต้องล้มลุกคลุกคลานหลายรอบกว่าจะยืนขึ้นได้ ขามนุษย์บอบบางจนสั่นกระพือไม่หยุดยามทรงตัว เธอพยายามเก็บกลั้นความขยะแขยงที่มีต่อร่างกายมนุษย์จนผะอืดผะอม ปกติก็เดินด้วยขาสี่ขามาตลอด จู่ ๆ วันหนึ่งเหลือแค่สองขา ดีแค่ไหนแล้วที่รอบหลัง ๆ เธอสามารถยืนได้บ้างโดยไม่ล้มหน้าทิ่มดิน แต่บางครั้งเธอก็จะเผลอโค้งตัวลงเหมือนต้องใช้สี่ขาด้วยความเคยชิน


            ลำคอของเธอแห้งผาก ขอบตาก็ร้อนผ่าวด้วยความคับแค้นใจ สุดท้ายเธอก็ทรุดตัวลงเพื่อกรีดร้องแต่อากาศออกมาอีกรอบ เธอหายใจไม่ออก และสิ่งเดียวที่เธอต้องการเวลานี้คือปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดออกมา ตามแขนของเธอมีแต่รอยเล็บ มันไม่ช่วยเลยสักนิด รังแต่จะทวีมือทุบตีตามตัวมากขึ้น ต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินกว่าเธอจะบังคับให้ตัวเองลุกขึ้นแล้วก้าวเดินต่อไปได้ แวบหนึ่งเธออยากหันหลังวิ่งกลับไปสเนียเซนี่ แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดในตอนท้าย สิ่งเดียวที่ยังยึดเหนี่ยวความเป็นมังกรในตัวเธอก็คือเมื่อเวลาเที่ยงตรงมาถึง เธอสักการะราชามังกรอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อไม่มีปีกให้สยาย จึงกางแขนทั้งสองข้างออกแทน


ได้โปรด ท่านราชา... เธอจะเริ่มต้นภาวนาเช่นนั้นเสมอ


            เมื่อคืนเธอกล้าสุ่มสี่สุ่มห้าบินออกมาได้อย่างไรกัน ไม่มีทิศทาง ไม่มีจุดประสงค์และเป้าหมายจริง ๆ ด้วยซ้ำ มีแต่เสียงของตัวเองพร่ำบอกในหัวว่า ทางนี้ เส้นนี้ ข้ามแนวเขาไป นั่นคือสถานที่ที่เก็บซ่อนดวงตาข้างขวาของเธอเอาไว้ มันเหมือนกับเธอไม่รู้เนื้อรู้ตัวอย่างไงอย่างงั้น บินไปได้ไม่นาน ร่างกายก็ดันเหนื่อยอ่อนจนต้องค่อย ๆ ลดระดับลง เธอน่าจะผล็อยหลับกลางป่าไปตอนนั้น


            อากาเบลหยุดยืนพิงต้นสน ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อแผ่นหลังคันขึ้นมาเพราะโดนเปลือกไม้ทิ่ม เธอสบถคำหยาบ พลางปัดเส้นผมยาวให้พ้นไหล่อย่างรำคาญใจ อันดับแรก เธอจะตัดมันทิ้งซะเมื่อมีหลักมีแหล่งพักผ่อน อันดับสอง เธอจะต้องมีชุดสวมใส่กันลมเย็น ๆ กับอาการคันคะเยอ ผิวหนังของมนุษย์บอบบางชะมัด และอันดับสาม อาหาร เพื่อแก้ไอ้ท้องที่กำลังร้องโครกครากนี่


            พืชผลไม้ตามทางเป็นอย่างแรกที่เธอเลือกเมิน ช่วยไม่ได้ที่น้ำลายสอจนต้องกลืนลงคอบ่อย ๆ ยามนึกถึงเนื้อที่เคยได้กินอย่างผาสุขเมื่อวาน ถ้าเธออยู่ในร่างมังกรนะ เธอเดินต่อไปเพื่อหาวี่แววของสัตว์จนปวดเท้า ร่างกายเหนียดหนืดจากความชื้นในอากาศ เธอเจอกระต่ายตัวหนึ่งกำลังเคี้ยวเบอร์รี่ในปากตุ่ย ๆ หลังต้นไม้ มันดูตัวใหญ่กว่าที่เธอจำได้เสียอีก เธอโน้มตัวจนคางแทบจะติดดินขณะคลานเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ เส้นผมที่เดี๋ยวก็หลุดจากบนไหล่ลงมาแนบเหงื่อกับหน้าอกชวนให้เธอตบะแตกอยู่ตลอดเวลา เธอจึงกัดกระพุ้งแก้มตัวเอง และทุ่มเทสมาธิไปที่ร่างอวบ ๆ ของกระต่าย


            เมื่อได้ระยะ เธอก็กระโจนใส่ทันที


            “เฮ้!” เธอร้องตามก้นกระต่ายที่มุดหายไปในรู ก่อนจะไถลตัวไปพยายามล้วงแขนตามเข้าไปจนหัวไหล่ติดดิน


            อากาเบลเขม่นเขี้ยวหงุดหงิดขณะนั่งรอกระต่ายตัวดังกล่าวโผล่หัวออกมาใหม่ เธอเผลอหลับไปหลายรอบ ทั้งหิวและเหนื่อย พอมีเสียงนกร้องแหลมก็พาลทำให้ตระหนกตกใจตื่นขึ้นมาสับสนกับสถานที่ปัจจุบัน เธอพ่นลมหายใจหนักหน่วง ตาจับจ้องไปที่รูกระต่ายต่อ แต่รอแล้วรอเล่ามันก็ไม่โผล่มา จนกระทั่งท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มอย่างรวดเร็ว เธอต้องเริ่มเดินต่อแล้ว


            ช่วงเวลาย่ำค่ำจวบจนแสงอาทิตย์ลาลับฟ้าไปนั้นให้ความรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก เหมือนกับบรรดาต้นไม้ภายใต้ความมืดกำลังแสยะยิ้มชวนขนลุกให้ชอบกล อากาเบลหัวเราะขมขื่นกับความคิด พลางยกมือปาดเศษดินที่ติดหน้าผากทิ้ง เธอเจอที่พักผ่อนสำหรับค่ำคืนใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แฉะและเหนอะหนะ สุดท้ายเธอก็ต้องพยายามซุกตัวกับกองใบไม้ระหว่างที่อากาศหนาวเย็นขึ้น และเฝ้ามองหิ่งห้อยสีเขียวอ่อนเต้นระบำห่างไปหลายเอื้อมมือ—


            มีเสียงฝีเท้าหนักหลายคู่อยู่ทางขวามือ


อากาเบลลุกพรวดขึ้นมาทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตัว อารมณ์เศร้าสร้อยแตกกระจายหายไปราวกับฝุ่นผง สัญชาตญาณนักล่ากลับเข้ามาแทนที่ หลังหมู่ต้นไม้หลายแถว ข้างหน้าเธอ ไม่ไกลนัก มีแสงไฟสีส้มอ่อนทรงกลมปรากฎอยู่ รูม่านตาของเธอขยายกว้าง ภายในครู่เดียวเธอก็สังเกตเห็นกลุ่มมนุษย์สามคน กลิ่นเหม็นของอะไรบางอย่างลอยฟุ้งมาจากทิศทางนั้น พวกมันกำลังสนทนากันด้วยโทนเสียงต่ำ เหน็ดเหนื่อย แต่ก็ระมัดระวัง ทันทีที่เธอได้ยินภาษามนุษย์ จู่ ๆ สมองก็ทำงานหนักจนเธอรู้สึกวิงเวียน อย่างกับต้องการที่จะแปลทั้งประโยคให้ได้ พวกมันเลือกที่พักผ่อนเพื่อนั่งล้อมวงกัน คนนึงอยู่ ๆ ก็ตวาดขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบของผู้ร่วมเดินทางคนอื่น ไม่นานนักกองไฟก็ลุกโชติช่วงตรงกลาง


            อากาเบลค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ร่างหมอบต่ำจนอยู่ในระดับเดียวกันกับหญ้าซึ่งยาวถึงครึ่งท่อนขา เธอเห็นเสื้อผ้าที่กลุ่มมนุษย์สวมใส่ได้ถนัดตา เสื้อเก่า ๆ ตัวใหญ่เปื้อนโคลน กางเกงตัวโคร่ง เข็มขัดสีดำ รองเท้าหนังสัตว์สูงเลยข้อเท้าขึ้นไป ผ้าคลุมกับฮู้ดสีเขียวเข้มปิดทั้งไหล่และใบหน้าที่มีหนวดเฟิ้มเสื้อผ้าเหล่านี้น่าจะช่วยขจัดความไม่สบายตัวที่เกิดจากการนอนเปลือย ๆ ได้ นอกจากนั้น พวกมันยังมีอาวุธอีกด้วย หลายชิ้นที่เธอไม่รู้จัก แต่เธอกำลังพิจารณามันโดยไม่อาจหยุดยั้งความคิดได้


            “งานรางวัลอัศวิน


            มีแค่ไม่กี่คำเท่านั้นที่อากาเบลสามารถเข้าใจได้อย่างน่าตกตะลึง เธอหายใจเฮือกใหญด้วยความตกใจ ถึงแม้จะไม่ได้ส่งเสียงดังไปกว่าเสียงฝีเท้าปกติ แต่มันก็ไม่อาจหลุดรอดหูของเหล่ามนุษย์กลุ่มดังกล่าวไปได้ เพราะพวกมันหันมาทางเธอทันที ราวกับคุ้นเคยยามมีสัตว์ร้ายย่างกรายเข้ามาใกล้ เธอผงะถอยหลัง เห็นพวกมันลุกกันหมด ดูรูปร่างใหญ่เหมือนยักษ์ แต่ล่ะคนดึงอาวุธของตัวเองออกมาอย่างชำนุชำนาญ เธอจึงเกร็งขาหลัง ตาขวางจัดขณะส่งเสียงขู่สั้น ๆ ในลำคอ พลางใช้เล็บกดกับใบหญ้า


ภายในเสี้ยววินาทีที่มนุษย์ที่ใกล้เธอที่สุดขยับตัว กองไฟก็ดับไป


            อุณหภูมิหนาวเหน็บผิดปกติกระจายทั่ว พวกมันกำลังตะโกนอะไรบางอย่างอยู่ คนหนึ่งกุลีกุจรพยายามจุดไฟ อากาเบลเห็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเจิดจ้าเกาะกินฟืนไฟจนชื้น เธอจึงไม่รอช้า ปล่อยแรงที่ขาหลังทั้งสองข้าง แล้วกระโจนไปตะครุบมนุษย์ที่ใกล้ที่สุดทันที มันสะดุ้งโหยงเหมือนแตะน้ำเย็นจัด พร้อมร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อเธอจิกนิ้วบนศีรษะมัน อีกมือจับแขนมันแน่น


            ร่างของมันโน้มไปด้านหลังอย่างรุนแรงเมื่ออากาเบลใช้เข่ายันเอวมันไว้และกระชากท้ายทอยมาหา เธอเผลอกระโดดด้วยความเคยชิน แต่กลายเป็นเกือบถลาล้มไปแทน จึงสบถถ้อยคำสามานย์ใต้ลมหายใจอย่างหงุดหงิดเสียหน้า ปกติแล้วเมื่อเธอจับเหยื่อได้ เธอมักจะกางปีก ดีดร่างตัวเอง แล้วบินขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่เวลานี้ – หรืออาจจะตลอดไป – เธอไม่มีปีกอีกต่อไปแล้ว


            ดวงตาข้างขวาของเธอเจ็บแปล็บขึ้นมา


            เธอบินไม่ได้ แต่เธอยังมีเขี้ยวอยู่ ดังนั้นเธอจึงฝังเขี้ยวของมนุษย์เด็กสาวนี่กับลำคอเปื้อนเหงื่อเหม็นหึ่งของมนุษย์ทันที มันตะเบ็งเสียงร้องลั่น เลือดเหนียวข้นแทรกซึมเข้ามาในปากของเธอ รสชาติฝาดคอเสียจนต้องรีบผละออกมา มนุษย์พยายามเหวี่ยงแขนขาไปทั่วเพื่อตบเธอให้หลุด อาวุธในมือของมันตอนแรกโดนเธอดึงทิ้งไปแล้ว และตอนนี้มันก็ไม่สามารถขยับตัวได้อีกหลังจากเธอดึงแขนมันมาด้านหลังจนสุด ได้ยินเสียงกระดูกบิดแผ่วเบาใต้ผิวหนังนั้น เธอกัดฟันกรอด แล้วรีบลากมนุษย์ที่เริ่มอ่อนแรงจะร้องโวยวายถอยห่างจากกลุ่มของมันอย่างรวดเร็ว


เมื่อมันพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายสะบัดหนี เธอก็กระชากหัวมันไปโขกกับลำต้นไม้แข็งแรงทันที


            มีเสียงดังปึก ก่อนมันจะนิ่งสนิทไป อาจจะตายไปแล้ว อากาเบลหอบหายใจ แล้วรีบปล่อยมันนอนกับพื้นเมื่อคิดว่าหนีห่างจากมนุษย์คนอื่นเพียงพอแล้ว เลือดซึ่งสูบฉีดทั่วร่างค่อย ๆ สงบลง เธอสอดส่องสายตาไปในความมืดรอบกายที่เป็นภาพสีขาวดำชัดเจนสำหรับสายตามังกร ก่อนจะยกมือแตะดวงตาข้างขวาเพื่อสำรวจว่ามันยังอยู่ดีอยู่หรือเปล่า ไม่มีอะไรผิดปกติ เธอปาดเหงื่อบนหน้าผากทิ้ง แล้วย่อกายลงข้างเหยื่อ


            กินมันเลยจะดีกว่า


            อากาเบลเบ้หน้ากับความคิดชั่ววูบ ความหิวทรมานจนแสบไส้ แต่แค่ปรายตามองมนุษย์ที่ปลายเท้า โดนกลิ่นกายเน่าหนอนของมันกระแทกรูจมูกเต็ม ๆ แค่นั้นเธอก็อยากอ้วกจนตัวโกร่งแล้ว ไม่เอาด้วยหรอก


เธอคลายหน้าผากที่ย่นไว้เมื่อรู้ตัว พลางก้มลงไปปัดป่ายมือทั่วใบหน้ามนุษย์ พอพบลมหายใจแผ่วเบา เธอก็รีบถอดเสื้อผ้ามันออกอย่างทุลักทุเล โดยทิ้งชิ้นที่บางและเหงื่อซกไว้ จากนั้นเธอก็เริ่มสวมใส่เสื้อผ้ามนุษย์ด้วยท่าทีงงงวย จนกระทั่งอยู่ในชุดสำเร็จ เธอจึงคาดเอวด้วยเข็มขัดที่ทำท่าจะหลุดมิหลุดแหล่ ต่อด้วยห้อยอาวุธยาวประมาณฝ่ามือไว้ข้างเอว มันน่าจะเรียกว่ากริช


            เสียงฝีเท้าของมนุษย์อีกสองคนกระชั้นชิดเข้ามา เรียกให้เธอตื่นตัวและตัดสินใจออกวิ่ง



***



          อากาเบลอยากบินได้เหลือเกิน


            แต่เธอก็ยังติดแหง็กอยู่ในร่างมนุษย์ หนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็ม ๆ ผ่านไปแล้ว แต่เธอก็ยังหาทางออกจากป่าไม่เจอ


            ต้องเดินตรงไปเรื่อย ๆ เลี้ยวหน่อย ลงเนินอีกนิด นั่นคือเส้นทางที่เธอรู้ ให้ตายเถอะ โทษร่างมนุษย์แสนบอบบางนี่ซะ เธอเมื่อยไปทั้งตัว โดยเฉพาะขาที่ยังสั่นพับ ๆ ไม่หาย การเดินแบบสี่ขาเหมือนเดิมก็พาลทำให้ปวดหลังเพิ่มอีก เร็วขึ้นไหม ก็ไม่ ส่วนใจก็ยังร้อนรนที่ยังไม่ได้กลับไปเป็นมังกรเสียที แถมเธอยังหิวมากอีก น้ำก็ไม่ได้แตะสักหยด (กระบอกผ้าใบเล็กของมนุษย์ที่เธอขโมยชุดก็เป็นน้ำรสขมชวนแหวะ ดื่มทีก็หน้าเบี้ยวที) เธอยังไม่ล้มเลิกความคิดจะจับสัตว์เล็ก แต่บอกได้เลยว่าเธอไม่มีแรง วิ่งก็ไม่ทัน ไม่สิ แค่จะออกตัววิ่งก็ล้มแล้ว จะกินปลาก็ต้องหาแหล่งน้ำให้ได้เสียก่อน แถมจะจับได้ภายในทันทีไหมก็คงไม่ง่ายดายขนาดนั้น


            เลวร้ายที่สุด


            ตาเธอลายจัด และพอพยายามจะปรับการมองเห็น เธอก็ฟุบไป


            ความหิวรุนแรงโจมตีอีกครั้งในตอนเช้าของวันใหม่ อากาเบลรู้สึกแสบท้องจนต้องกัดฟันแน่นระหว่างเงยหน้ามองสีทองที่แต่งแต้มบนท้องฟ้า พอเห็นฝูงนกบินผ่านไป เธอก็บอกกับตัวเองเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ว่าต้องรีบเดินทาง ไปจัดการไอ้อัศวินตาฟ้านั่นซะ แล้วกลับมาตบมังกรกบฏที่สเนียเซนี่ให้หมด ความคิดดังกล่าวช่วยให้เธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นบ้าง เธอจึงเริ่มขยับตัว นั่นเองที่เธอสังเกตเห็นน้ำหนักที่เพิ่มพรวดจากเมื่อวาน หัวใจของเธอเต้นแรงทันที


อากาเบลก้มมองตัวเอง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันทุกซี่ พลางยืดปีกคลายเมื่อย แล้วยืนด้วยขาทั้งสี่


            เธอกลับมาเป็นมังกรแล้ว!


            ฝูงนกแตกกระเจิงไปคนละทิศเมื่อเธอรีบพุ่งตัวบินเหนือยอดไม้ขึ้นไปสูดรับอากาศบริสุทธิ์ ท้องฟ้ายามเช้าตรู่แผ่ขยายล้อมรอบกาย หัวใจของเธอเต้นลิงโลดกับอิสระอันคุ้นเคย เธอเงี่ยหูฟังเสียงสัตว์ ก่อนจะโฉบบินลงไปในป่าเพื่อไล่คาบกวางมากินจนอิ่มแปร้ จากนั้นจึงมุ่งไปหาแม่น้ำใกล้ ๆ เพื่อแหวกว่ายเหมือนเป็นปลาเสียเอง เธออารมณ์ดีจนลืมเป้าหมายไปเสียสนิท เอาแต่ลอยตัวพักผ่อนอย่างสุขใจ กระทั่งพระอาทิตย์อยู่กลางหัว เธอเลยต้องขึ้นบกมาทำพิธีสักการะราชามังกร


            เป้าหมายของการเดินทางกลับมาย้ำเตือนอีกครั้งหลังจากอากาเบลลืมตาจากพิธีสักการะ เธอหุบปีกแนบกายเช่นเดิม หางซึ่งสะบัดไปมาตกลง ความสุขจางหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แต่ความวิตกว่าอีกไม่นานเธอคงได้กลับไปอยู่ในร่างมนุษย์อีกแน่


            ดวงตาข้างขวาของเธอปวดร้าวขึ้นมาทันทีที่ให้ความสนใจ ราวกับกำลังร้องเรียกให้ไปพามันกลับมาเสียที


            เลิกย้ำถี่ ๆ ขนาดนี้สักที เธอด่าในใจ


            อากาเบลมุ่งบินไปตามเสียงในหัวของตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านมหาสมุทรกว้างขวางและเทือกเขาแนวยาว ซึ่งปกติในสเนียเซนี่ เธอมักจะเห็นว่ามันอยู่ที่ขอบฟ้าไกลแสนไกล เป็นแค่เส้นยึกยือเล็ก ๆ แต่ตอนนี้มันนอนเหยียดเป็นสีขาวชัดเจนยิ่งขึ้น เธอไม่เคยบินออกมาไกลขนาดนี้หลังพ่อจากไป จึงอดแอบทึ่งในใจไม่ได้ อัศวินพวกนั้นลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพียงเพื่อจะล่ามังกรเชียวหรือ พวกมันต้องใช้เวลานานเท่าไรกันกว่าจะมาถึงสเนียเซนี่?


            หมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ตรงหน้า มนุษย์พากันวิ่งหนีกรีดร้องเมื่อเห็นร่างใหญ่โตของอากาเบลกำลังบินตรงมา เธอชอบใจที่เห็นปฏิกิริยาแบบนั้น มันทำให้เธอรู้สึกสนุกจนตัวสั่น ตื่นเต้นเกินกว่าจะบินอยู่นิ่ง ๆ ได้ ที่จริงแล้ว เธอจะผ่านไปเลยก็ได้ แต่เธอต้องการทดสอบเสียก่อนว่าพลังของเธอยังอยู่ให้ใช้ได้ยามต้องการหรือไม่ เมื่อบินไปถึงกลางหมู่บ้าน เธอก็ทิ้งตัวลงเหยียบพื้นดินต่อหน้ามนุษย์ พวกมันเปิดฉากสาดธนูและปาหอกแคร่ใส่ก่อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่แม้แต่จะระแคะระเคืองเกล็ดของเธอ เสียงกรีดร้องน่ารำคาญของผู้หญิงกับเด็กที่หลบอยู่ไกล ๆ ดังลั่น เธอขี้คร้านจะเสียเวลา จึงเกร็งร่าง รู้สึกถึงไอเย็นค่อย ๆ ไหลผ่านลำคอขึ้นมา


            “มังกร!…ฆ่า!…” พวกนักรบตะโกน


            อากาเบลชะงักการพ่นเกล็ดน้ำแข็งไปทันควัน แล้วเธอก็สะบัดหาง รับทุกการโจมตีไร้ค่าจากพวกมันเพื่อฟังภาษามนุษย์อีกรอบ เธอไม่สนใจทั้งธนูหรือหอกที่พุ่งมาหา หลายนาทีทีเดียวที่เธอต้องทรมานรอลุ้น แล้วความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ก็จางหายไป เพราะไม่ว่าพวกมันจะพูดเสียงอยู่ในลำคอ พูดตะกุกตะกัก หรือพูดไม่ชัด เธอฟังออก ไม่ทุกคำ แต่เธอฟังภาษามนุษย์ออกจริง ๆ


เธอกำลังเข้าใจภาษามนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ


            เป็นไปได้อย่างไง?


            อากาเบลขบเขี้ยว แค่กางปีกก็ผลักกองมนุษย์กระจัดกระจายไปคนล่ะด้าน เธอถีบตัวเองขึ้นจากพื้น แล้วบินหนีออกจากหมู่บ้านตรงไปหาเป้าหมายทันที เธอรอช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบไปเอาดวงตาข้างขวาคืนมา แม้จะไม่มีเสียงของตัวเองพูดในหัวว่าการที่เธอเริ่มเข้าใจภาษามนุษย์นั้นเป็นเพราะถูกช่วงชิงอวัยวะไปหรือเปล่า แต่เธอคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ ไม่สิ มันต้องใช่แน่ ๆ


            และคงจะดีกว่าหากเธอใช้ร่างมังกรนี้จัดการไอ้อัศวินตาฟ้านั่น


            ระยะทางไกลกว่าที่คิด เธอบินเข้าเขตป่าอีกรอบ ใจว้าวุ่นเมื่อเวลาเริ่มผ่านไป พระอาทิตย์คล้อยตกดิน เธอก็ยังไปไม่ถึงที่ที่มันอยู่ ผ่านทั้งหมู่บ้านมนุษย์เล็ก ๆ ที่ผู้คนได้แต่ชี้มือชี้ไม้ ทะเลสาบ และภูเขายอดสูงลิบ เธอไม่แม้แต่จะพักหาอาหาร เอาแต่คิดว่าต้องไปให้ถึงเสียที เธอต้องได้ฆ่ามันแล้ว มันต้องตายได้แล้ว


            อยู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็วูบไปเหมือนแสงสุดท้ายของยามเย็น


อากาเบลกะพริบตาอีกทีก็พบว่าทั้งร่างกำลังลดระดับตกลงไปในป่าอย่างรวดเร็ว เธอหลุดเสียงคำรามออกมา โชคดีที่ฝืนกระพือปีกทัน เธอจึงไม่หล่นไปกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่ต้นไม้บางต้นหักครึ่งล้มโครม ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ


            เธอจะบินกลับขึ้นไปบนฟ้าอีกรอบ แต่ปีกหายไปแล้ว – ร่างมนุษย์?


            อากาเบลร้องออกมาด้วยความโมโห พลางกำหมัดทุบพื้นหลายครั้งจนเจ็บมือ เธองอตัวและเอาหน้าผากแนบกับหญ้า ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามาจนเธออยากร้องไห้และกรีดร้องจนหมดแรง แต่เธอก็กัดริมฝีปากอดกลั้นไม่ให้อารมณ์เสียใจผิดหวังเข้าครอบงำ เธอพยายามปลอบโยนตัวเองให้พักผ่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าจะได้ออกเดินทางไปฆ่าไอ้อัศวินตาฟ้านั่นด้วยร่างมังกร


            ทว่าที่หางตา มีแสงไฟสีส้มกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ใกล้มาก แต่ทำไมเธอถึงไม่ได้ยินกัน? เธอต้องเพ่งดูถึงจะรู้ว่าเป็นแสงจากคบเพลิงในมือของมนุษย์... มนุษย์อีกแล้ว!


ไม่ต้องคิดซ้ำก็รู้ว่าต้องหนี อากาเบลกระเด้งตัวขึ้นมาทันที ทำเอาเซเล็กน้อย แล้วเธอก็ออกตัววิ่งโดยไม่สนขาที่กำลังปวดร้าว เธอได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของมนุษย์กลุ่มดังกล่าว พวกมันคงได้ยินเสียงเธอตกลงมากระแทกพื้น ใช่ และเสียงคำรามดังลั่นของเธอ คงไม่ดีแน่หากพวกมันมาเจอเด็กสาวร่างมนุษย์แทน


            “เสียงดัง...อะไร...”


            “...ทางนั้น...แน่


            “ไป...เร็ว...”


            อากาเบลสะดุดรากไม้ล้มหลายรอบ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับขายาว ๆ หลังจากอยู่ในร่างมังกรมา แม้ว่าเธอจะสามารถมองเห็นในความมืดได้ ทว่าวินาทีนี้ เธอคิดได้แต่ว่าต้องหนีพวกมันให้พ้น จากนั้นก็ค่อยหาที่สงบห่างไกลจากมนุษย์เพื่อพักผ่อน กระทั่งเสียงสนทนานั่นหายไป เธอก็ยังวิ่งสะเปะสะปะจนล้มคะมำอยู่ แขนขาชาไปหมดจากที่อยู่ ๆ ก็ออกตัววิ่งโดยไม่ได้ตระเตรียม พอลุกจากก้อนโคลนเหนอะหนะขึ้นมา เธอก็พบว่าตัวเองได้หลุดเข้ามาในเขตหมู่บ้านแทนเสียแล้ว


            ที่นี่มันที่ไหน—


            มีเสียงอุทานตกใจดังขึ้น


            อากาเบลหันขวับไปทางซ้ายมือทันที เธอเจอมนุษย์เด็กสาวคนหนึ่ง ดูตัวสูงไม่มาก สภาพมอมแมม ตะเกียงไฟในมือของมันเผยให้เห็นเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสะท้อนประกายไฟสีส้ม แต่มีร่องรอยสีเขียวซึ่งน่าจะเป็นสีจริงของนัยน์ตา มันสวมชุดสีครีมอ่อน เป็นเสื้อตัวหลวม และกระโปรงยาวถึงตาตุ่ม


            มันสำรวจอากาเบลตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความงุนงง “ใคร


            อากาเบลค่อย ๆ ก้าวถอยหลังไปอย่างระมัดระวัง มือขวาแตะกริชที่ห้อยข้างเอว ตาจ้องเขม็งไปที่มนุษย์ตรงหน้า


            “เจ้า” เด็กสาวขมวดคิ้ว “แปลกถิ่น


            ถ้าไม่ติดว่าแถวนี้มีมนุษย์อยู่เยอะ (แหงล่ะ เป็นหมู่บ้านนี่นา) อากาเบลคงจัดการเจ้าเด็กนี่ไม่ให้มีปัญญาพูดแน่ ๆ แต่ก่อนมันจะตาย ก็คงกรีดร้องจนทั้งหมู่บ้านวิ่งกรูกันมา ให้ตายเถอะ เธอปวดหัวลามไปจนถึงปวดลูกตาแล้ว หนทางสุดท้ายคือ พยายามตั้งสมาธิ ฝืนระลึกถึงเส้นทางที่ต้องไป น่าแปลกที่คราวนี้เธอคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งทั่วกายลง ความเครียดจากการเดินทางไม่หยุดหย่อนมาตลอดทั้งวันหายไป แทนที่ด้วยความสุขล้นจนอยากออกวิ่งเสียตอนนี้ แม้จะต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ทีเดียวกว่าจะไปถึงที่หมายหากเดินด้วยเท้า


            เพราะมันอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้นี่เอง


            หากเริ่มเดินตอนนี้ ไม่เกินชั่วโมง เธอก็น่าจะเจอกับมันอย่างแน่นอน


            “เป็น...อะไร” เด็กสาวขัดขึ้นมา พร้อมทำท่าจะเดินเข้ามาหา


            “อย่า” อากาเบลกัดฟันพูดภาษามนุษย์ อีกฝ่ายจึงหยุดชะงักไปเพราะน้ำเสียงแข็งกระด้างของเธอ “ถอยไป”


            เธอชะเง้อมองผ่านเด็กสาวไปข้างหลังเพื่อดูเส้นทาง คงต้องค่อย ๆ ลัดเลาะกระต๊อบแต่ล่ะหลังไปทีละคืบ จะวิ่งกลับเข้าป่าไปเหมือนเดิมก็ไม่ดีนัก ที่สำคัญคือ เธอไม่อยากพลาดโอกาส ถึงตอนนี้จะอยู่ในร่างมนุษย์ก็ตาม และบางที มนุษย์ที่ครอบครองดวงตาเธออยู่ตอนนี้อาจจะไม่ใช่ไอ้อัศวินตาฟ้านั่น มันอาจจะเป็นแค่มนุษย์หน้าโง่ที่ถูกฆ่าตายได้ทันที


            เด็กสาวมนุษย์ก้าวถอยหลังไปไม่กี่ก้าว ก่อนจะทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกเรื่องที่ลืมไปนานแล้วออก มันจึงเอี้ยวตัวหยิบขนมปังจากตะกร้าที่สะพายอยู่ออกมา “เอ...” มันพึมพำ ดูจะประหลาดใจกับอะไรบางอย่างขณะจ้องไปที่ขนมปังในมือของตัวเอง ปากก็ขมุบขมิบพูดอีกประโยคที่อากาเบลแปลไม่ออก


            แล้วอยู่ ๆ มันก็ยื่นขนมปังให้


            อากาเบลกระเด้งตัวหนีทันใด พลางมองขนมปังสลับกับสีหน้าผวาน้อย ๆ ของเด็กสาว มันยิ้มน้อยและบุ้ยหน้าไปข้างหลัง แต่ก็ไม่ได้อธิบายเพิ่มว่าหมายความว่าอย่างไร มันเม้มริมฝีปาก แล้วคะยั้นคะยอให้รับขนมปังไป ตอนนั้นเองที่อากาเบลรู้สึกถึงความหิวโหยอีกครั้ง เธอเจ็บแสบท้องไส้จนน้ำตาซึม สุดท้ายก็เลยยื่นมือไปคว้าขนมปังมาดมกลิ่นหอมเรียกน้ำลาย


            “ลองกิน” เด็กสาวพูด


            ไม่ใช่ตรงนี้แน่ล่ะ อากาเบลเถียงในใจ ก่อนจะถอยห่างเข้าไปในป่าโดยไม่ละสายตาไปจากเด็กสาวที่มองซ้ายมองขวาด้วยความสับสน อย่างน้อยมนุษย์คนนี้ก็ฉลาดพอที่จะไม่ตามตื้อเข้ามาในพื้นที่มืดสนิท มันกระชับตะเกียงไฟในมือแน่น ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่านกว่านี้ทันที


            กลิ่นหอมของขนมปังยั่วยวนยิ่งนัก อากาเบลแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองไม่เลิกระหว่างย่อตัวเดินหามุมมืด ค่อย ๆ คืบคลานหลบหลีกคบเพลิงกับมนุษย์คนอื่นไปตามชายแดนหมู่บ้าน เดินต่อไปได้อีกครู่หนึ่งก็หยุดนั่งพัก แล้วเริ่มกินขนมปังทีล่ะนิด มันเป็นความสุขชั่วคราวอันน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะตอนที่ขนมปังแทบจะละลายในปาก แม้จะเป็นแค่ก้อนขนมปังแข็ง ๆ ก็ตาม


            ทำไมอยู่ ๆ มนุษย์นั่นก็ให้อาหารกับเธอ?


อากาเบลย่นจมูก “มันคงโง่” เธอสรุปกับตัวเอง แล้วยัดขนมปังที่เหลือลงท้องไป ก่อนจะออกเดินทางต่อ


ผ่านกระท่อมพื้นที่น้อยนิดมีไฟสลัว ๆ จากข้างในสองสามหลังไปก็พบกับทุ่งยาวเหยียด มีแม่น้ำสายเล็กไหลกั้นทางซ้ายมือ ลมพัดพากลิ่นชวนคลื่นไส้จากแม่น้ำมาแตะจมูก อีกฝั่งของแม่น้ำมีกระต๊อบตั้งโดดเดี่ยวกลางทุ่งห่างกันหลายหลัง ดูเงียบเหงาและวังเวงยิ่งนัก แต่พอมองเลยไปอีกจึงเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีไฟส่องผ่านหน้าต่างหลายชั้นบนเนินสูง อากาเบลจึงยืนนิ่งไปอึดใจหนึ่งเพื่อตั้งสมาธิ ระหว่างนั้นก็เงี่ยหูฟังเพื่อระวังไม่ให้มนุษย์คนไหนมาเจอกะทันหัน


อากาเบลสูดลมหายใจลึกระหว่างก้าวไปข้างหน้า หัวใจเริ่มเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าอีกไม่นานก็จะได้เจอมันแล้ว


            เหมือนตอนล่าสัตว์กับพ่อครั้งแรกในชีวิตไม่มีผิด สายลมและอิสรภาพล่อหลอมความทรงจำชั่วชีวิตเอาไว้ เธอตื่นเต้นตั้งแต่ได้บินออกนอกถ้ำ มีแม่ตะโกนตามหลังให้ระวังตัว ผ่านขุนเขาสเนียเซนี่ออกมาเจอท้องฟ้ากว้างขวาง และบรรดาต้นไม้ละลานตาเบื้องล่าง เธอจำได้แม่นว่าตัวเองบินลงไปในป่าได้ไม่ค่อยดีเท่าไร เธอกลิ้งหลุน ๆ จนเกือบชนต้นไม้หักกลางลำ แล้วพ่อก็หัวเราะอย่างมีความสุข พอเธอเห็นเหยื่อ เธอก็จ้องตาเป็นมัน คิดไม่หยุดว่าจะจับอาหารนั่นอย่างไรดี กระโดดตะครุบ? พุ่งไปงับ? บินขึ้นไปบนฟ้าแล้วดิ่งลงมา? พ่นลมหายใจน้ำแข็งใส่? เธอจำไม่ค่อยได้เสียด้วยว่าล่าสัตว์ตัวแรกมาด้วยวิธีไหน เธอรู้แค่ว่ามันสนุกมาก เป็นวัยเด็กที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสและแสงสว่าง


            แต่ตอนนี้ เลือดทั้งกายสูบฉีดรุนแรง แขนขาเกร็งแข็ง ทั้งหนาวและร้อน ทั้งตื่นเต้นและกังวลไปพร้อม ๆ กัน อากาเบลไม่รู้ว่าเธอควรจะทำอย่างไรในร่างมนุษย์นี้ หากอยู่ในร่างมังกร เธอคงบินไปหามันทันทีแล้ว คงแค่อ้าปากขย้ำร่างของมันจนตายโดยไม่ต้องคิด ดังนั้น เธอจึงพยายามเดินให้ช้าที่สุด เพื่อที่จะคิดให้รอบคอบว่าควรจะจัดการมันอย่างไรดี


            ผ่านกระท่อมอีกหลังไป อากาเบลต้องหยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงวัวร้องสลับกับเสียงมนุษย์พูดคุยกันจากด้านใน พวกมันกำลังบ่นเรื่องการตรากตรำทำงานจนหลังคดหลังแข็ง เธอหงุดหงิดกับอาการปวดหัวที่จู่ ๆ ก็หนักข้อเข้า จึงพ่นลมหายใจเบื่อหน่าย แล้วเดินผ่านทุ่งข้าวไปโดยไม่สนใจว่าจะเหยียบพืชพันธุ์เสียหายอย่างใจเย็น ยิ่งระยะทางลดหย่อนไปมากเท่าไร ความรู้สึกก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น


เธอใกล้มันแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะการที่เธอเดินไปหา


            มันก็กำลังมาทางนี้เช่นกัน


            อากาเบลเบิกตากว้าง มันรู้ว่าเธออยู่ที่นี่?


            อาจจะไม่ แต่ลึก ๆ ในใจ เธอกังวลจนมือสั่น ถ้าอัศวินตาฟ้ารู้ตัวว่าเธอกำลังมาจริง ๆ ล่ะ? แต่ว่า... ในเมื่อที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดก็คือบ้านหลังใหญ่ไกลหลายไร่ซึ่งน่าจะมีมนุษย์อยู่เยอะบนเนินนั่น แล้วทำไมมันถึงมาอยู่แถวนี้ล่ะ? มันเห็นเธอหรือเปล่า หรือเด็กสาวชาวมนุษย์นั่นบอกชาวบ้านคนอื่นไปแล้ว? เลวร้ายที่สุด เธอน่าจะฆ่ายายนั่นไปเลย


            อากาเบลเดินไปอีกหลายสิบก้าวก็พบแม่น้ำเล็ก ๆ อีกสาย มีสะพานไม้สำหรับสองคนข้ามวางไว้ เธอหยุดสำรวจผิวน้ำที่ส่องประกายแสงจันทร์ แม้จะสวยงามชวนพักผ่อนหย่อนใจ แต่ความตึงเครียดจากความไม่คุ้นเคยดินแดนต่างถิ่นนั้นทำให้เธอยืนไม่สุข ต้องขยับซ้ายขวาที ไม่ก็ใช้ปลายเท้าเคาะกับพื้นแทน


ทันใดนั้นทั้งร่างพลันแข็งทื่อเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากอีกฝั่ง


            อากาเบลค่อย ๆ เลื่อนสายตาจากแม่น้ำขึ้นมา ที่ปลายสะพาน มีร่างของมนุษย์คนหนึ่งกำลังยืนมองมาอยู่ เธอไม่สามารถเห็นใบหน้าและการแต่งกายของอีกฝ่ายได้ชัดเจน นอกจากส่วนสูงที่มากกว่า ลักษณะร่างกายกำยำซึ่งเป็นเพศชาย ข้างตัวไม่มีคบเพลิงหรือตะเกียงไฟติดมาด้วย มันอยู่ในความมืดพอ ๆ กับเธอ


ทุกความรู้สึกที่เธอเก็บกลั้นเอาไว้ระเบิดออกมาจนหมด เธอพ่นลมหายใจเย็นเฉียบผ่านริมฝีปากและจมูก ดวงตาเบิกโพลงเล็กน้อย ต่อให้ไม่เห็นว่ามนุษย์ตรงหน้าจริง ๆ แล้วคือใคร แต่ดวงตาข้างขวาที่ยิ่งเรียกร้องให้เธอเอื้อมมือไปหาแทบแย่อยู่กับมัน ไอ้อัศวินตาฟ้านั่น ต้องเป็นมันอย่างแน่นอน


            มันต้องรู้ว่าเธอกำลังมาแน่ ๆ แต่เพราะอะไรกัน? อากาเบลคิดหนัก ทว่าเมื่อเธอเชิดคางสูงและเปิดปากพูด กลับเป็นอีกประโยคที่ตั้งใจแขวะมันแทนที่จะเป็นคำถามถึงความสงสัยนี้


            “ว่าไง? สี่ปีที่ผ่านมา เจ้าคิดถึงข้าไหม”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #857 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 13:00
    ผูกเรื่องและวางโครงเรื่องเก่งจังเลยไรต์ ชอบการบรรยายมาก ยิ่งอ่านยิ่งคิดถึง
    #857
    0
  2. #760 minggg- (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 02:30
    ตอนนี้ก็แปลงร่างคนสลับกับมังกรไปเรื่อย ๆ น่ะสิคะ
    เด็กผู้หญิงที่ให้ขนมปังมาน่ารักจริงค่ะ
    #760
    0
  3. #52 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 13:23
    อุ๊ต่ะ อยู่กลางป่าในสภาพเปลือยเปล่า
    จะมีชายหนุ่มที่ไหนหลงมาฉุด เอ้ย ช่วยเหลือบ้างน้าาา 555
    ว่าแล้วก็คลิกอ่านต่อดีกว่า
    #52
    0
  4. #43 Melani Fulano (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 / 02:54
    ยิ่งโกหกเรื่องยิ่งบานปลาย ร่วงที่ไหนไม่ร่วงมาร่วงซะกลางป่าเลย ปัญหาอุปสรรคความลำบากยากเย็นมารอเต็มไปหมด เรื่องราวค่อย ๆ เกิดรูปร่างแล้ว ติดตามแน่ ๆ คร้าบ :3
    #43
    1
    • #43-1 Parewine(จากตอนที่ 3)
      20 พฤษภาคม 2558 / 12:03
      ขอบคุณที่ติดตามค่า :>
      #43-1
  5. #8 ยอนจัง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 19:46
    จะมีใครมาเจอมั้ย? สภาพน่าเลือดพุ่ง(?)ขนาดนั้นของอากาเบล=.,=//หื่น!
    เอร๊ยย อยากอ่านต่อค่ะ><
    ปล.ว่าแต่ท่านไรท์คะ อากาเบลคัพไหนเหรอ???//โดนโบก
    #8
    3
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #8-3 ยอนจัง(จากตอนที่ 3)
      9 พฤษภาคม 2558 / 17:22
      //ปิดตา(ข้างเดียว)
      ว้าย บึ้ม!
      ปล.มีอัพเลเวลด้วยก็ดีนะคะ เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ใหญ่ขึ้น...//วิ่งหนี
      #8-3