Draconic Chronicle

ตอนที่ 29 : II-29: Inability to Exist

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 528
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




29



ในความฝัน ภาพจะไม่ชัด เสียงจะดับ ๆ หาย ๆ ใบหน้าของผู้คนจะพร่าเลือน สถานที่ตรงนั้นจะประกอบไปด้วยความพิลึกพิลั่นของแสงสีและรูปร่าง และความทรงจำก็จะไม่ประติดประต่อกัน บางครั้งอากาเบลก็สามารถบังคับให้ตัวเองทำตามเจตนารมย์ได้ แต่แล้วอำนาจในการควบคุมก็ถูกย้ายไปให้ความฝันในที่สุด ทุกอย่างผิดแผกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง แสงจ้าน้อยนิด ลมกระหน่ำพัด ราล์ฟสวดมนตร์อยู่ตลอดเวลา อ้อนวอนพระเจ้าไม่หยุดหย่อน ดีทริคที่ไม่ค่อยปรากฎตัว ทว่าตอนนี้เขากลับยืนอยู่ข้างหลังเธอไม่ห่าง เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ เธอระลึกได้แต่ความว่างเปล่า


แต่เธอรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ รู้ว่านี่คือฝันร้ายที่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ปลุกให้ตัวเองตื่นไม่ได้


            เพราะมาธิลด้าผู้งดงามจะยืนอยู่ที่พลับพลาไม้ในสภาพมอมแมมและถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดได้อย่างไร


            มันต้องเป็นความฝัน มันต้องเป็น—


            “นี่ไม่ใช่ความฝัน อากาเบล” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น


            ดีทริคสบตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะเบือนหน้าไปฟังดูซปัซเตรสซ์กล่าวเกริ่นนำคดี


            ท่ามกลางการแพร่กระจายของความหวาดวิตกถึงความไม่ปลอดภัย พระเจ้าชาร์ลส์ได้ประกาศรวบรวมนักบวชทั่วเมืองลูบลินามาทำพิธีกรรมขับไล่ความชั่วร้ายในพระราชวังเพื่อฟื้นคืนความไว้วางใจของบรรดาขุนนาง และให้มาธิลด้าผ่านวิถีจารีตนครบาลโดยการถือเหล็กร้อนจัดจนมือพองแดง เป็นการสื่อสารว่าแม้แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ยังไม่ปกป้องนาง ซึ่งหากเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง นางก็จะพ้นภัยจากความร้อนของเหล็ก


การไต่สวนเริ่มขึ้นในวันต่อมานับตั้งแต่เกิดการฆาตกรรม ความผิดข้อแรกของมาธิลด้าเกี่ยวข้องกับศีลธรรมในครอบครัว แม้จะเป็นคู่สมรสของเอิร์ลริชาร์ด เซลี่ ทว่านางกลับลักลอบเป็นชู้กับเบอร์นาร์ด ฟอร์เรสต์ และเลยเถิดมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างปฏิเสธไม่ได้ หลักฐานคือพยานบุคคลซึ่งเป็นบรรดาคนรับใช้ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง แม้จะไม่เห็นหน้าค่าตากันชัด ๆ แต่พวกเขาก็มั่นใจในสีชุด ส่วนสูง ลักษณะ หรือแม้กระทั่งเสียง


            ราวกับอากาเบลตื่นจากความฝันทันท่วงเมื่อสถานที่ของความผิดนั้นเกิดขึ้นในสวนมืด ๆ ใกล้ห้องโถงจัดงานเลี้ยง เธอหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วถอยหลังไปชนดีทริคซึ่งรีบใช้มือดันหลังเธอให้ทรงตัว ด้วยความเกรงกลัวว่าจะโดนเลือกออกไปเป็นพยาน เธอจึงหลุบตาต่ำ ไม่ยอมสบตาเหล่าขุนนางหรือนักบวชแม้แต่คนเดียว ในคืนนั้นอาจจะเป็นมาธิลด้ากับฟอร์เรสต์...


            ความประหลาดเกิดขึ้นเมื่อมาธิลด้าแย้มยิ้ม เป็นครั้งแรกในชั้นศาลที่ดวงตาสีฟ้าของนางส่องประกายด้วยความมั่นใจและเชื่อมั่น แตกต่างจากวันก่อนที่นางมีใบหน้าหมองคล้ำจากความเศร้าซึ่งกัดกินจิตใจมาตลอด


“เพราะข้าไม่สามารถสัมผัสถึงความสุขหรือความรักในชีวิตแต่งงานซึ่งถูกจัดสรรและลิขิตโดยผู้อื่นได้เจ้าค่ะ” นางเริ่มต้นพูดด้วยเสียงใสกังวาล “ในเมื่อข้าถูกกระทำประหนึ่งเป็นสิ่งของหรือสินค้า ส่งมอบให้ใครก็ตามที่มีทรัพย์สินในการครอบครอง ท่ามกลางห้วงกาลเวลานี้ซึ่งโรคภัยและสงครามครอบคลุมไปทั่วสารทิศ ข้าตระหนักถึงความตายเบื้องหน้า และเลือกที่จะตัดสินชะตากรรมของตนเองแทนเจ้าค่ะ


            เกิดเสียงฮือฮาท่ามกลางผู้เข้าร่วม และแม้ว่ามาธิลด้าจะยืนอยู่กลางวงล้อมของสายตาชิงชังของมวลชน นางกลับส่องประกายเจิดจ้าด้วยพลังลึกลับบางอย่าง การพูดของนางเชื่องช้าก็จริง ทว่าหนักแน่นและกังวาล ราวกับกำลังประกาศประสงค์จากปัจเจกบุคคลหนึ่งซึ่งมีศักดิ์ศรีเหนือกว่าใครไหน ๆ ในที่แห่งนี้ ไม่เหมือนนักโทษที่ใกล้จะถูกประหารเต็มทน


ข้าจะไม่อนุญาตให้ชีวิตอันแสนสั้นของข้า...” นางเชิดคางขึ้น “ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของใครก็ตามเจ้าค่ะ”


            เงียบงันไปครู่ใหญ่ แล้วดูซปัซเตรสซ์จากโบสถ์ใกล้เคียงก็เอ่ยขึ้น “แม้จะต้องแลกกับชีวิตของคนอื่นอย่างงั้นรึ”


            มาธิลด้าเม้มริมฝีปากสั่นสะท้าน พลางพยายามฝืนยิ้ม “แม้ว่าจะต้องแลกกับชีวิตของคนอื่นเจ้าค่ะ”


            “เจ้ากำลังสารภาพว่าเจ้าเป็นคนฆาตกรรมเบอร์นาร์ด ฟอร์เรสต์ใช่หรือไม่”


            “ไม่เจ้าค่ะ” นางปฏิเสธทันควัน “ข้าไม่มีวันทำร้ายหรือฆ่าเขา จะวินาทีนี้หรือตลอดไป”


            การไต่สวนหาฆาตกรที่แท้จริงเริ่มต้นอีกวัน ริชาร์ด เซลี่ตกเป็นจำเลย ระหว่างการต่อสู้ อากาเบลกลับมาเหม่อลอยสับสนอีกครั้ง ม่านหมอกของความฝันกลายเป็นความท้อแท้สิ้นหวังห่างไกลที่เธอหลงลืมไปแล้ว เธอเคยตกอยู่ในสภาพนี้มาก่อน มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งได้ยินคนเรียกชื่อตัวเอง เธอถึงผงกหัวขึ้นมาเห็นผู้คนกำลังจับจ้องไปที่เจ้าชายรัชทายาท


            “อีกสองวันให้หลัง เราจะกลับมาพิจารณาคดีอีกครั้ง” ดูซปัซเตรสซ์ประกาศ


            อากาเบลนึกว่าเธอหูฝาดที่ได้ยินคนเรียกชื่อโซโกลอฟ แต่เมื่อเดินออกมาจากห้องพิจารณาคดี และตรงกลับไปยังคฤหาสน์ปีกซ้ายเงียบ ๆ ราล์ฟกลับทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกใส่ เขาบีบไหล่เธอ พลางหันไปพยักหน้าให้ดีทริค ก่อนจะย่ำเท้าเดินหายเข้าไปในตัวคฤหาสน์ ผ้าคลุมเปื้อนหิมะตัวหนาสีน้ำตาลสะบัดไล่หลัง


            “เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อครู่” ดีทริคถามขึ้นมาในตอนที่เธอกำลังก้าวข้ามธรณีประตู


            เธอกระแทกเสียงห้วนใส่ทันที “ทำไม?”


            “เอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์เลือกเจ้าเป็นพยาน”


            “เป็นพยานว่ามันฆ่าฟอร์เรสต์รึไง”


            “เป็นพยานว่าเขาบริสุทธิ์ และฟอร์เรสต์ฆ่าตัวตาย”


            อากาเบลตะลึงจนพูดไม่ออก ก่อนริมฝีปากจะบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้ม “บอกมันให้ไปตายซะ หรือข้าจะฆ่ามันเอง”


            อีกฝ่ายยืนมองเธอนิ่ง ๆ เมื่อไม่มีการสานต่อบทสนทนา เธอจึงเตรียมจะเดินเข้าไปในคฤหาสน์


            “เจ้าอยากไปเยี่ยมเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์หรือไม่”


            คำถามนั้นสะกดเธอให้หยุดอยู่กับที่ ไฟโมโหที่กำลังท่วมท้นมอดไหม้ไปอย่างรวดเร็ว ดีทริคมองว่าความเงียบนั้นเป็นคำตอบว่าใช่ เขาจึงเพยิดหน้า แล้วเดินหันหลังไปอีกทาง อากาเบลมองตาม ก่อนจะยกมือแตะหน้าอกเบาโหวง ความรู้สึกเลวร้ายน่าสะพรึงกลัวจากคุกใต้ดินค่อย ๆ ขยายความมืดมิดออกมา แต่เธอก็ฝืนเชิดหน้าไม่แยแส แล้วรีบก้าวเท้าเดินตามไป


            ยิ่งเข้าใกล้คุกใต้ดินด้านหลังพระราชวัง อากาเบลก็จำได้ว่าที่นี่เป็นคุกเดียวกันกับที่ขังโธมัส


            ดีทริคคงไม่มีวันลืมสถานที่แห่งนี้ แต่เขาก็ไม่ได้พูดรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน ในทางกลับกัน เขานิ่งขรึม ไม่มีท่าทีว่าฝันร้ายตามมาหลอกหลอนแต่อย่างใด เขากล้าเดินตรงไปยังคุกใต้ดินเหมือนกำลังเดินอยู่ในสถานที่ปกติทั่วไป ไม่นานเส้นผมสีทองสว่างก็ถูกความมืดปกคลุม เมื่อนั้นเขาก็หยุดยืนตรงปลายบันไดซึ่งต่อกับทางเดินนำไปสู่พื้นที่ห้องขังเหม็นอับ


            เขาไม่ยอมก้าวเข้าไปในคุกมากกว่านี้อีก ใบหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง ทว่ากลับต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะหันไปพูดกับทหารเฝ้ายามที่ยืนรอคำสั่งอยู่ข้าง ๆ “พานางไปพบมาธิลด้า เซลี่”


            อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่กรงขังของมาธิลด้าเป็นกรงขังเดียวกันกับของโธมัส อากาเบลจำปริมาณแสงสว่างอันน้อยนิดกับเสียงน้ำหยดดังก้องสถานที่อันวังเวงได้ และมาธิลด้า... นางไม่ได้ตกอยู่ในสภาพถูกทรมานแบบเดียวกับโธมัสก็จริง แต่นางมีบาดแผลฟกช้ำตามตัว เสื้อผ้าที่ครั้งหนึ่งหรูหราเปื้อนฝุ่นโคลนและมอมแมม นางนั่งพิงกำแพงหินมองเพดานกรงขังอยู่


            “ข้ารู้ว่าเจ้าจะมา” นางเอ่ยทักเสียงแหบแห้ง


            ประหลาดใจ แต่อากาเบลก็รอจนทหารเฝ้ายามปิดประตูเพื่อออกไปยืนเฝ้าข้างนอกเสียก่อน จากนั้นเธอก็รีบรุดไปทรุดนั่งข้างหน้ากรงขังขึ้นสนิม เมื่อมีโอกาสสำรวจฝ่ามือพุพองของมาธิลด้าชัด ๆ เธอก็ทั้งรู้สึกเสียใจและโมโหจนจะเป็นบ้า แต่เพราะไม่อยากกรีดร้องออกมา ก็เลยกำลูกกรงแน่น ๆ แทน และกัดลิ้นเรียกความเจ็บปวดไม่ให้ตัวเองแสดงความโกรธแค้น


            “อย่ากังวลไปเลยจ้ะ” มาธิลด้ากระซิบ ปอยผมสีทองเปียกชื้นติดหน้าผาก “ดีเสียอีก ข้าจะได้ไม่ต้องทรมานอีกแล้ว”


            ไม่ช้าไม่นานความทรมานของลมหายใจติดขัดก็ทิ่มแทงอากาเบล “เจ้าโดนกล่าวหา ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เป็นแม่มด


            “ข้าคือแม่มดจ้ะ”


            “เจ้า-โดน-ใส่-ร้าย”


            มาธิลด้าส่งยิ้มเหนื่อยอ่อนให้


            “เหล่าหญิงชายที่โดนกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ แท้จริงแล้วแทบจะไม่มีใครเลยที่เป็นพ่อมดแม่มด นี่เป็นข้อหาที่หากเจ้าอยากให้ผู้ใดตาย เจ้าก็กล่าวหาคนผู้นั้นเสีย” นางไขความ “แต่เมื่อเจ้าเหวี่ยงแหไปทั่วบึงน้ำ เจ้าก็ย่อมจับปลาได้สักตัว เหมือนอย่างที่ข้ากำลังเผชิญ ไม่ว่าพวกเขาจะรู้หรือไม่ ในความเป็นจริง ข้าก็คือแม่มด”


            โกหก! อากาเบลอยากตวาดใส่อีกฝ่าย เหลวไหลทั้งเพ! แต่เธอกลับพูดไม่ออก


            “ข้ารู้จักเจ้าก่อนเราจะเจอกันเสียอีก อากาเบล โซโกลอฟ ขนมปังขาวที่ลิลี่ยื่นให้ในคืนที่เจ้าต่อสู้กับฟอร์เซเคน นั่นเป็นขนมปังที่ข้าเตรียมไว้ก่อนออกเดินทางมาจากเมืองมาโซว์แชย์” มาธิลด้าเฉลยเสียงแผ่ว “ห้องเก็บของที่เจ้าได้นอนพักในคฤหาสน์หลังแรกและคืนแรก ข้าเป็นคนสั่งให้ลิลี่ทำความสะอาดรอไว้เอง...”


            เหตุการณ์ตั้งแต่คืนแรกในดินแดนมนุษย์ย้อนกลับมาอย่างรวดเร็วและแจ่มแจ้ง อากาเบลเบิกตากว้างด้วยความงุนงง เหงื่อเม็ดโตไหลซึมจากหน้าผากลงมาโดนขนตาจนต้องกะพริบซ้ำ ๆ เธอจะหัวเราะ ทว่าสามารถแค่นได้แต่เสียงแหบ ๆ ในลำคอเท่านั้น เธอพยายามหาคำยืนยันจากมาธิลด้าว่าประโยคก่อนหน้านี้เป็นเรื่องล้อเล่น แต่ไม่มี นางไม่ได้ปฏิเสธ


“ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยใช่ไหมจ๊ะ” นางถาม พลางหลับตาลงชั่วคราว “แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวนึงของความสามารถข้าเท่านั้น เพราะข้าสามารถ... มองเห็นได้ไกลจนวันสุดท้ายของมนุษยชาติเลยล่ะจ้ะ”


            นั่นเป็นอีกคราที่อากาเบลนึกว่ากำลังฝันไป แต่ความร้อนชื้นของหยาดเหงื่อทั่วร่างกายกับข้อนิ้วที่เริ่มเจ็บปวดจากการกำกรงขังนานเกินไปตอกย้ำว่านี่คือความจริง เธอต้องหันไปมองทางอื่นเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง เพราะเธอกำลังปวดหัวจัดจนสิ่งเดียวที่เธออยากทำคือข่วนแขนตัวเองจนเลือดไหล ทำร้ายตัวเองจนความเจ็บครอบงำ


“ข้าจะพาเจ้าหนี” เธอพร่ำเพ้อออกมา “อย่าพูดอะไร พวกยามจะได้ไม่ผิดสังเกต”


โคนอน... อากาเบลชะงักด้วยความอัศจรรย์ใจ ราวกับช่องทางดังกล่าวรอคอยเวลาเผยตัวมาตลอด เวทมนตร์ล่องหน เธอยิ้มกว้างอย่างโล่งอกเป็นที่สุด แล้วครุ่นคิดเพื่อเค้นวิธีการจากความทรงจำของโคนอน ไม่มีคำตอบปรากฎ ยกเว้นแต่เสียงเบาของเจ้าตัวซึ่งกำลังกล่าวเชยชมเวทมนตร์ เธอหายใจลึก พลางพยายามล้วงเข้าไปในมุมซ่อนเร้นที่ยังไม่เคยถูกสำรวจ


            “เพื่ออะไรกัน? อากาเบล”


            มันอาจจะขึ้นอยู่กับความรู้สึก ณ เวลานั้น ๆ แต่ครั้งก่อน ๆ มันก็เกิดขึ้นปุปปัปและเร็วเกินกว่าเธอจะวิเคราะห์ได้


            “เจ้าจะพาข้าหนีไปเพราะอะไร?”


            เธอผงะจากภวังค์ขึ้นมาสบตามาธิลด้า มีไม่กี่เหตุผลที่ทำให้เธออยากฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่อช่วยมนุษย์ตรงหน้าให้หลุดพ้นจากคุกอันโสโครกนี้ คำตอบนั้นดังกระหน่ำแต่เงียบเชียบในใจ สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง แล้วหลุบตาต่ำไปทางอื่น ก่อนจะตอบส่ง ๆ เพื่อเลี่ยงประเด็นไป “จะรู้ไปทำไม


            “เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังรู้สึก มันไม่ใช่ความรัก”


            อากาเบลตวัดสายตากลับมาจ้องหน้าอีกฝ่ายทันที


            “ชื่อที่แท้จริงของเจ้า ร่างมังกร พลังธาตุน้ำแข็งไร้ขีดจำกัด ข้าไม่ปฏิเสธว่าข้าล่วงรู้คำตอบจากภาพของอนาคตซึ่งเผยหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงอดีตของเจ้า” มาธิลด้ากระซิบ พลางขยับร่างกายบอบช้ำเข้ามาใกล้ และใช้มือเย็นคล้ายศพกอบกุมมือของอากาเบล “ฉะนั้นข้าจึงกล้าพูดว่ามันไม่ใช่ความรัก และข้า... ไม่ใช่เอเมอร์รัลด์”


            เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังลั่นคุกใต้ดิน ทว่าไม่มีใครได้ยิน แม้แต่มาธิลด้า อากาเบลจึงตะเกียดตะกายปิดบังใบหน้าสั่นผวาของตัวเอง เธอตกใจเกินกว่าจะโต้เถียงกลับได้


“ข้าไม่ใช่แม่ของเจ้า และริชาร์ดก็ไม่ใช่เขา


            เธอพยายามกระตุกมือหนี แต่ไม่สำเร็จ


            “สถานะที่ข้ากำลังเผชิญ มันคล้ายกับสิ่งที่เจ้าเคยเห็นมาก่อน”


            เธอสั่นหัวปฏิเสธ “ไม่...”


            “เจ้าไม่ได้รักข้า” มาธิลด้าบีบมือสั่นเทาของอากาเบล “เจ้ารักมาธิลด้า เซลี่ ในฐานะตัวแทนของนาง


            ไม่! ความหวาดกลัวครอบงำสติของอากาเบล ราวกับประโยคดังกล่าวจะหลุดไปเข้าหูพ่อหรือแม่ อดีตค่อย ๆ เปิดเผยตัว เสียงฟ้าร้อง ลมหนาวเย็น เมฆครึ้มฝน สีเงิน สีทอง สีเทา ทุกอย่างกำลังถูกรื้อฟื้นทีละนิดทีละน้อย มันกำลังเปิดเผยโพรงโหว่ที่เธอพยายามกลบลึกให้ถูกลืมไปชั่วนิรันดร์ นั่นเองที่ดวงตาของเธอวาวโรจน์ มือกางเล็บ พลางสะบัดจากกรงขัง


            แล้วตรงไปบีบคอมาธิลด้า


สิ่งที่นางพูดไม่มีทางเป็นจริง อากาเบลรู้ดี แต่ทำไมหัวใจของเธอถึงรวดร้าวไปตามแรงบีบรัดลำคอบอบบางของมาธิลด้ากัน? นางคงรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น เพราะบนใบหน้าบิดเบี้ยวขาดอากาศหายใจของนางยังมีรอยยิ้มน้อยนิดหลงเหลืออยู่ รอยยิ้มนั้นเสียดสีทุกสำนึก และท่าทางไร้การขัดขืนของนางก็ยิ่งทำให้อากาเบลอยากร้องไห้ แม้นางจะทรมาน ทว่ากลับสงบนิ่ง และรอคอยให้ความตายกลืนกินอย่างเรียบง่าย


            เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป อากาเบลเห็นสถานที่สีเทาเข้มและเจือสีทองตามขอบเสาคาน รูปร่างสูงคลุมเครือของคนสี่คนยืนหันหลังให้เธอ ผ้าคลุมนิ่งไม่ไหวติงทาบจากไหล่ลงมา ปักสัญลักษณ์รูปเรือกับมงกุฎ—


            ปลายนิ้วที่สัมผัสกับกระดูกดึงเธอให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง


            “เจ้าเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง” มาธิลด้าเค้นเสียงพูด พลางแหงนหน้ามองเพดานตะแกรงมีแสงน้อยนิดลอดเข้ามาขณะไขว่คว้าลมหายใจ ขาทั้งสองข้างเตะพื้นจนฝุ่นฟุ้ง พยายามหนีตามสัญชาตญาณ “ไม่ใช่ บาปของเจ้า


            “ภาพเมื่อกี้คืออะไร” อากาเบลถาม “มันคืออะไร!


            คำตอบที่ได้รับกลับมาคือเสียงสวดพึมพำซ้ำ ๆ


            เบ้าตาของเธอร้อนผ่าว ก่อนจะชะงักกับเสียงลมหายใจดังเฮือกของมาธิลด้า เธอรู้สึกหมดแรงเต็มทน จึงค่อย ๆ คลายแรงบีบลง จนในที่สุด เธอก็ทิ้งมือไว้ข้างกาย ศีรษะซบกับกรงขังอย่างสิ้นหวัง เธอได้ยินเสียงกระหืดกระหอบของมาธิลด้า ความปั่นป่วนภายในร่างกายคั้นอาการคลื่นไส้ เส้นชีวิตที่กระตุกใต้ผิวสีซีดนั้นยังทิ้งคราบล่องหนเอาไว้


เธอลองจินตนาการถึงเส้นชีวิตดังกล่าวค่อย ๆ ลดจังหวะลง นิ่งสนิท และดับหายไปตลอดกาล


            แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น มาธิลด้ายังมีชีวิตอยู่... เหมือนแม่


            ความรู้สึกที่เธอมีให้แม่ มันคือความเกลียดชัง แม่อ่อนแอเหมือนมาธิลด้า ทั้งไร้ค่าและโง่เง่าสิ้นดี เธอเคยยื่นความช่วยเหลือให้แล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีใครตอบรับข้อเสนอของเธอ ยังยอมจมปลักกับความเลวร้ายซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไปวัน ๆ แม่บอกว่าไม่มีทางเลือก ทำไมจะไม่มีกัน? แค่หนีไปที่อื่นที่ไม่ใช่สเนียเซนี่ พ่อไม่มีทางตามมาเจอได้หรอก หากแม่กล้าที่จะขัดขืน


            ...เราก็อาจจะรอดไปด้วยกันได้ เธอก็อาจจะไม่ต้องเป็นปิศาจเหมือนพ่อแบบนี้


            ความเกลียดชังเป็นความรู้สึกที่ไหลเวียนในสายเลือดตั้งแต่เยาว์วัย อากาเบลเกลียดแม่จนไม่รู้จะบรรยายความเลวร้ายที่เธออยากกระทำให้นางช้ำใจอย่างไร ความอบอุ่นและแววตาห่วงอาทรณ์ของนาง ทั้งหมดนั่น เธอเกลียดมันเหลือเกิน เพราะแม่ เธอถึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เพราะแม่ เธอจึงต้องยอมก้มหัวให้พ่อ เพื่อที่จะเป็นแบบพ่อ อย่างที่แม่ยอมเชื่อฟัง


            ทำไมเธอถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อที่นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปกัน?


            “ข้าจะพาเจ้าหนี” อากาเบลยังยืนยัน


            “ปล่อยข้าไปเถิด ได้โปรดอย่ารั้งข้าไว้เลย” มาธิลด้าปลอบโยน เสียงนั้นคลับคล้ายเสียงของแม่เหลือเกิน “ข้าไม่ใช่คนดีที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ ฟอร์เรสต์ตายเพราะข้า และหากข้าสามารถรอดชีวิตไปได้ ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตต่อไปอีกอยู่ดี”


            “หากเจ้ามองเห็นอนาคตได้จริง เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าไม่ฟัง”


นางลูบหลังมือของอากาเบลที่สะบัดหนี “ข้าสามารถมองเห็นได้ไกลยิ่งนัก แต่ความละเอียดของช่วงเวลากลับเป็นข้อด้อย ในบางครั้งจะขึ้นอยู่กับการตีความ ข้าจมอยู่กับเรื่องราวแปลกใหม่ที่ได้เห็น ทว่านั่นกลับเป็นแค่การสัมผัสอย่างผิวเผิน ทำได้เพียงเฝ้ามองความวิเศษนั้นผ่านกำแพงโปร่งใส และข้าก็ได้เรียนรู้ว่า ข้าจะไม่มีวันได้ศึกษาสิ่งเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดในยุคนี้


            “เมื่อตื่นจากอนาคตอันรุ่งโรจน์ ข้าต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันน่ารังเกียจ และชีวิตแสนจะสั้นในยุคมืดนี้ – ผู้คนจากวันข้างหน้าจะเรียกยุคของเราเช่นนั้น – ข้าคิดว่าข้าควรจะไล่ตามความสุขที่ข้าสามารถทำได้ นอกจากความรู้และโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเจ้าชายอัลฟองเซ่ นั่นก็คือสิ่งที่ข้าไม่เคยพบในชีวิตแต่งงานกับไมลอร์ด ในแวดวงตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ ผู้หญิงเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองเท่านั้น ข้าถูกจับคลุมถุงชนกับคนรุ่นพ่อ ทั้ง ๆ ที่หัวใจของข้ามีให้กับฟอร์เรสต์แต่ผู้เดียว


            “ลูกขุนนางกับลูกคนรับใช้ แค่นี้ก็เดาจุดจบได้แล้วใช่ไหมจ๊ะ ข้ายอมรับว่าข้าเห็นแก่ตัวที่เสี่ยงทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ ตอนที่เจ้าไปเจอข้าในการต่อสู้ใต้ดินเมื่อคราวนั้น นั่นไม่ใช่การตัดสินใจเลวร้ายเพื่อจะแอบไปเจอฟอร์เรสต์ครั้งเดียวของข้า และการตัดสินใจในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองก็เผยบทลงโทษของมันแล้ว ข้าเห็นความตายของฟอร์เรสต์ไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนั้น แต่ข้าไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน เวลาใด และที่ไหนกันแน่


            “ฉะนั้น อย่าพยายามโน้มน้าวข้าไปมากกว่านี้เลยนะจ๊ะ แม้เจ้าจะช่วยข้าแหกคุกออกไป ชีวิตของข้าก็จะว่างเปล่า ไร้จุดมุ่งหมาย รังแต่จะเป็นภาระและศูนย์รวมความทุกข์ของเจ้าเสียมากกว่า ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องรู้สึกเสียใจที่พบว่าวันหนึ่ง... ข้าตัดสินใจฆ่าตัวตาย ดังนั้นได้โปรดเถิด ปล่อยให้ข้ารับโทษจากความผิดของข้า ปล่อยให้ข้าจบชีวิตอันเลวร้ายนี้ และปล่อยให้ข้าได้เฝ้าฝันอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า ให้ท่านมอบโอกาสให้ข้าได้อาศัยในช่วงเวลาที่ข้าต้องการที”


            “ดีทริคก็อ้อนวอนเช่นกัน” อากาเบลขัด “แต่พระเจ้าของเจ้าก็ปล่อยให้พ่อของเขาตายในกองไฟต่อหน้าฝูงชน”


            มาธิลด้าระบายลมหายใจเหนื่อยล้า พลางลูบไล้ปลายนิ้วไปตามเนื้อผ้ากระโปรงสกปรก “ข้านับถือพระเจ้าในฐานะที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจ้ะ พระเจ้าในวันที่แผ่นดินนี้ไม่ได้ปกครองแบบเทวสิทธิ์อีกต่อไป”


นางแนบศีรษะยุ่งเหยิงและมันลื่นกับซี่กรงขัง ใบหน้าพลันหม่นหมองจากการระบายความในใจออกมา สักพักนางก็นิ่งไป แผ่นอกหยุดเขยื้อน ประหนึ่งสิ้นลมหายใจไปฉับพลัน แต่แล้วนางก็ขยับตัวเมื่อโดนเรียก พลางเหลือบตาขึ้นมามอง รอยยิ้มหวานอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฎที่มุมปาก ไม่รู้ทำไมนางถึงยังคงความสว่างเจิดจ้าได้อยู่ แม้มันจะเริ่มเลือนรางเต็มทนแล้วก็ตาม


            “อา... ดูเหมือนเราจะเหลือเวลาอีกไม่นาน” นางพึมพำ


            อยู่ ๆ ประตูก็ถูกทุบเตือนเวลา


            “เวทมนตร์ – สิ่งที่คนยุคนี้เหมารวมเรียก – จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากได้แตะต้องเป้าหมายหรือสัมผัสทางตรง จึงเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมฟอร์เซเคนถึงสวมถุงมือและอยู่ในชุดแขนขายาวเสมอ” นางเปลี่ยนเรื่อง “เขาเคยเตือนเจ้าใช่ไหมจ๊ะ เนื่องจากเขารู้ว่าข้าครอบครองเวทมนตร์มาตลอด เหตุผลคงเป็นเพราะเขาคือหนึ่งในพ่อมดที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปนี้”


            ทหารเฝ้ายามใช้อาวุธกระทุ้งประตูเตือนว่าใกล้หมดเวลาอีกครั้ง


            มาธิลด้าใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับลำคอของอากาเบลเนิ่นนานและอ่อนโยน พลางพิจารณาด้วยสายตาเศร้าสร้อย แล้วนางก็เลื่อนมือไปแตะที่ดวงตาข้างขวาเป็นที่สุดท้าย “ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” นางเขยิบถอยหลังเข้าไปในคุกขัง กลิ่นไอเวทมนตร์เจือจางในอากาศ “ได้โปรดดูแลตัวเอง และสัญญาว่าอย่าเสี่ยงชีวิตเพื่อข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”


            “ไม่”


ทหารเฝ้ายามเปิดประตูเข้ามาตะคอกกระโชกโฮกฮากว่าเวลาหมดแล้ว แต่อากาเบลยังนั่งนิ่ง เขาจึงต้องลงแรงลากเธอที่ไม่ยอมละสายตาจากมาธิลด้าออกไป ริมฝีปากของนางยังขยับพร่ำพูดอยู่ ทว่าเป็นประโยคที่ฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย มีเพียงคำว่าขอโทษเท่านั้นที่ดังชัด ในขณะที่ร่างของนางค่อย ๆ ถูกความมืดของคุกใต้ดินครอบงำ และหายไปจากสายตา



***



ตลอดทั้งวันที่เหลือ อากาเบลเลือกที่จะขังตัวเองไว้ในห้องนอน ไม่เหม่อมองเทือกเขาสีขาวโพลนนอกหน้าต่างก็นอนตัวงอหลับ ๆ ตื่น ๆ แม้ท้องจะว่าง แต่เธอกลับไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด มันเป็นอย่างนั้นทั้งคืน กระทั่งเช้าตรู่ของวันใหม่มาถึงวันที่เธอต้องทำหน้าที่เป็นพยานให้กับริชาร์ด เซลี่ ความสงบสุขของเธอจบลงอย่างรวดเร็วจากเสียงเคาะประตูห้องพัก ไม่ใช่ราล์ฟ เพราะเขาคงตะโกนโหวกเหวกเข้ามาแล้ว อาจจะเป็นคนรับใช้สักคน


หนึ่งนาทีเต็ม ๆ ที่เธอนอนฟังเสียงเคาะประตูซึ่งดังไม่เลิก เมื่อคนข้างนอกไม่ยอมแพ้ เธอจึงตัดสินใจลุกไปเปิดอย่างหน่าย ๆ ก่อนจะเผชิญหน้ากับดีทริคซึ่งยื่นแอปเปิ้ลกับควาสส์ให้ทันที ทำเอาเธองุนงงจนพูดไม่ออก


            “ราล์ฟบอกว่าไม่เห็นเจ้าตอนเย็นเมื่อวาน” เขาพูด


อารมณ์ขมุกขมัวหดหู่ยังไม่หายไปก็จริง แต่เธอก็รับอาหารมาอย่างว่าง่าย พลางเพยิดหน้าให้เขาเข้ามา


            แน่นอนว่าคนอย่างดีทริคทำได้มากที่สุดคือชำเลืองเข้ามาในห้อง ด้วยความรำคาญ อากาเบลตัดบทโดยการกระแทกประตูใส่หน้า แต่เขาก็ยื่นเท้ามาคั่นประตูไม่ให้ปิดสนิทเสียก่อน จากนั้นจึงยอมก้าวเข้ามายืนพิงผนังข้างใน ใบหน้ามองตรงมาที่เธอ บางครั้งก็เลื่อนไปที่ศีรษะสักพัก สายตาไม่วอกแวกไปทางอื่น จนเธอต้องสำทับว่าเธอไม่มีปัญหาหากเขาจะสำรวจห้อง และตอนนี้เธอก็สวมเสื้อผ้าครบทุกชิ้นด้วย


“ปฏิเสธออกไปว่าเจ้าไม่เห็นเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ เขาได้ยินเสียงร้องไห้ของเคาน์เตส จึงวิ่งมาเจอ” เขาเข้าเรื่อง


            เธอกัดแอปเปิ้ลและสบตาอย่างท้าทาย


            “ถ้าจะมาพูดถึงไอ้ระยำนั่นให้ฟัง คราวหน้าไม่ต้องเอาอาหารมาให้ก็ได้” เธอว่า


            ดีทริคเงียบ ก่อนจะผงกหัว “ข้าขอโทษ”


            คำง่าย ๆ แค่นั้นกลับทำให้อากาเบลสะอึก รู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอจึงหลบตา แล้วรีบจัดการอาหารกับเครื่องดื่มให้หมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กลายเป็นความเงียบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยพูดอะไรสักพักใหญ่ และเพราะบรรยากาศเริ่มอึดอัด เธอจึงยอมเงยหน้าขึ้นมา เป็นเวลาเดียวกันกับที่ดีทริคเบือนสายตาไปทางอื่น พลางขยับท่ายืนพิงผนังอย่างไม่สบายใจ


            “ข้าพร้อมแล้ว” เธอบอกเสียงแผ่ว


ข้างนอกมีพายุหิมะรุนแรง การเดินเท้าไปยังห้องพิจารณาคดีจึงยากลำบากพอสมควร ทว่าน่าแปลกที่มันกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว อากาเบลคิดวุ่นวายกับตัวเองได้ครู่หนึ่งก็พบว่ามาถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อย


เธอก้าวไปยืนบนพลับพลาไม้ต่อหน้าดูซปัซเตรสซ์ผู้พิจารณาคดี และบรรดาขุนนางกับประชาชนคนอื่น ก่อนจะจับจ้องทุกสายตาอย่างไม่เกรงกลัว โดยเฉพาะกับริชาร์ด เซลี่ในชุดสีเหลืองสดใส คงเป็นเครื่องรางให้โชคดี ห้องโถงแห่งนี้เพิ่งเป็นสถานที่บันเทิงใจของผู้คนเมื่อไม่นานมานี้เอง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะถูกดัดแปลงให้กลายเป็นที่ตัดสินชีวิตเสียแล้ว เธอคิดดังนั้นก็รู้สึกป่วยหนักขึ้นมา อาจเป็นเพราะนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ เมื่อคืน จนตอนนี้ใต้ตาของเธอดำคล้ำ และริมฝีปากก็แห้งแตก


            ไม่นานการไต่สวนก็เริ่มขึ้น


            “เอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์?” อากาเบลแสร้งทบทวนชื่อ ขณะที่ในใจร้อนระอุขึ้นมา “ข้าจำเหตุการณ์วันนั้นแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นเช้าที่แย่พอสมควร ข้าซ้อมต่อสู้มาอย่างหนัก แล้วข้าก็เผลอลื่นหัวโขกกับกำแพงตอนขากลับ”


            “หลักฐานล่ะ?”


เธอเลิกผมที่ปรกหน้าผากให้เห็นรอยช้ำม่วง (เธอใช้เวลาทั้งคืนกระแทกสันดาบของโธมัสกับขมับ) “สาบานได้เลยว่าการมองเห็นของข้าเลวร้ายยิ่งกว่าวันที่หมอกลงเสียอีก ข้าต้องคลำทางไปตลอดจนเจอกับเคาน์เตสกลางคัน”


            อัลฟองเซ่ เอลไลเวิร์ธซึ่งทำท่าทางปั้นปึ่งเท้าคางฟังเธอจากบัลลังก์ตรงข้ามข้างหลังดูซปัซเตรสซ์


            “ข้าไม่มีประโยชน์ในการเป็นพยาน” อากาเบลประกาศ “ข้ารีบตามเคาน์เตสไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ประตูห้องปิดอยู่ พอไปถึง อยู่ ๆ ก็มีคนเดินออกมา ร่างสูงหนา ใส่เสื้อผ้าชนชั้นสูงอย่างดี เหมือนข้านึกไม่ออกแล้ว ข้าจำอะไรไม่ได้เลย”


            ดูซปัซเตรสซ์กระแอมไอ “เจ้ายืนยันว่าเจ้าจำไม่ได้ แต่มีรายละเอียดหลายอย่างที่เจ้าไม่แสดงความหลงลืม”


            “มันอาจจะไม่ตรงกับที่ข้าเห็น วันนั้นข้านึกว่าเคาน์เตสใส่ชุดสีเหลืองสดด้วย อ้อ ไม่สิ น่าจะเป็นสีชุดของ


            ก่อนที่ฝั่งริชาร์ดซึ่งทนไม่ไหวจะโต้เถียง อัลฟองเซ่ก็ฉีกยิ้มกว้าง แล้วลุกขึ้นผายมือมาทางอากาเบล และใช้มือข้างที่ว่างดึงม้วนกระดาษออกมาให้ดูซปัซเตรสซ์ ทุกคนต่างเงียบสนิท สับสนพอ ๆ กันถึงท่าทางปุบปับของเจ้าชายรัชทายาท ทว่าไม่นานนักความสงสัยก็หายไป เมื่อดูซปัซเตรสซ์เผลอยกมือปิดปากอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง แล้วรีบชี้นิ้วสั่งทหารให้คว้ากระดาษ


            “อะไร?” อากาเบลถามทหาร


            เขาเสือกกระดาษใส่ “เขียนชื่อของเจ้า”


            นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้จับปากกาก้านขนนกเขียน จึงเกิดอาการป้ำเป๋อขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าจะจรดปลายปากกาเขียนเป็นตัวอักษรออกมาอย่างไร แม้แต่วิธีจับก็ยังไม่ถูกต้องอย่างคนอื่น เธอแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างเป็นกังวล พลางเหลือบมองหนวดสีเข้มของทหารข้าง ๆ สลับกับกระดาษตรงหน้าเรื่อย ๆ ความสามารถในการอ่านพูดของโคนอนถูกถ่ายทอดให้เธอก็จริง แต่การเขียนสิ่งที่ต้องฝึกฝนโดยใช้อวัยวะภายนอกจริง ๆ เธอทำไม่ได้ เธอเห็นตัวอักษรที่จะเขียน แต่มือกลับไม่ขยับเขยื้อน


            “เป็นอะไรไป?” ดูซปัซเตรสซ์ถาม “แค่เขียนชื่อของเจ้าเท่านั้น”


            อากาเบลอ้าปาก แต่พูดไม่ออก


            “ใช่เรื่องหรือไม่ที่ข้าต้องเสียเวลาเพิ่มเติม?” อัลฟองเซ่ต่อว่าด้วยเสียงอันดัง แล้วหันไปทำหน้าทะมึนตึงใส่ทหาร “เจ้าไปตามฟอร์เซเคนมาเดี๋ยวนี้ อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าถ้า


            “เดี๋ยว” เธอโพล่งขึ้นมา ก่อนจะรีบเขียนชื่อตัวเองด้วยลายเส้นเหมือนเด็กเขี่ยตัวอักษร “เสร็จแล้ว”


            อัลฟองเซ่มองเธอผ่านหางตา แล้วสั่งทหารคนเดิมต่อ “ฟอร์เซเคนจะต้องรับโทษข้อหาบกพร่องในหน้าที่”


            “เจ้าจำได้รึเปล่าว่าเจ้าได้เขียนจดหมายเอาไว้?” ดูซปัซเตรสซ์ชิงถามก่อนที่เด็กสาวจะโต้แย้ง


            อากาเบลขมวดคิ้ว มองทหารหายลับไปเบื้องหลังประตูเสร็จก็เลื่อนสายตากลับมามองลายมือของตัวเอง เมื่อสั่นหัวปฏิเสธ อัลฟองเซ่ที่กลับมายิ้มได้ก็ดึงกระดาษจากมือของดูซปัซเตรสซ์มาชูให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งมีตัวอักษรหวัด ๆ ลายมือเดียวกับที่เธอเพิ่งเขียน เป็นลายเซ็นตรงส่วนท้าย จากนั้นเขาจึงหุบยิ้ม มีท่าทีขึงขังขึ้นมา


“นี่เป็นจดหมายที่โซโกลอฟเขียนทิ้งไว้ แจ้งว่า ณ เวลาที่นางเขียน นางมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน”


ตอนไหนกัน? อากาเบลสับสน “ข้าไม่ได้เขียน


            “นางให้ข้อมูลไว้เช่นกัน ว่านางรู้ตัวว่าจะมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ เป็นพัก ๆ ในชั้นศาล” อีกฝ่ายพูดต่ออย่างไม่ยี่หระ “และจะปฏิเสธถึงคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์วันฆาตกรรม นางไม่สามารถจดจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่างที่ได้ฟังกันไป แต่ในจดหมายฉบับนี้ นางเขียนไว้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง และเป็นลายลักษณ์อักษรว่า นางเดินมาที่ห้องเก็บของพร้อมกับเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ ประตูถูกปิดไว้ ไม่มีใครเดินออกมา เคาน์เตสเป็นคนเปิดประตูเข้าไปพบศพของเบอร์นาร์ด ฟอร์เรสต์เอง”


            ริชาร์ดยิ้มกริ่ม แล้วผู้คนก็ฮือฮา แต่เสียงนั้นคล้ายกับอยู่ห่างไกล อากาเบลมัวแต่จ้องมองลายเซ็นตรงท้ายกระดาษ มันเป็นลายเซ็นที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่เคยเขียน ทว่ากลับเป็นลายมือของเธอ และประทับชื่ออากาเบล โซโกลอฟ


            มีแค่สองคนในอาณาจักรแอเธลวินเท่านั้นที่รู้ชื่อจริงของเธอ



***



ลมหายใจของอากาเบลถี่กระชั้นทุกย่างก้าว


            ยิ่งเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ละลานตาเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนจนความหงุดหงิดจับต้องได้ มันฉายชัดผ่านดวงตาวาวโรจน์ ริมฝีปากบิดเบี้ยว และแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเหมือนเพิ่งวิ่งข้ามภูเขามาหมาด ๆ ราล์ฟส่งเสียงไล่ถามไม่หยุดจากข้างหลัง แต่เธอไม่สนใจที่จะตอบ นอกจากพยายามกวาดสายตาตามหาใครบางคน


            “โซโกลอฟ เจ้าจะไปขวางทางคนอื่นทำไม!” ราล์ฟตะโกนถาม ก่อนจะลดเสียงลงเป็นงึมงำกับตัวเองแทน “ถ้าเจ้าจะเป็นซะอย่างนี้ ข้าคงไม่บอกตั้งแต่แรกว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคเป็นคนสุดท้ายที่ได้เยี่ยมเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์!


            อากาเบลรู้ว่าเธอควรจะใจเย็น ควรจะตบแก้มแรง ๆ เรียกสติ แต่เธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลยสักนิด


            “เจ้าจะไปไหน!” ราล์ฟเรียก “พระเจ้าช่วย! ให้มันได้อย่างนี้สิพวกเด็ก ๆ น่ะ”


            แม้จะไม่อยากละไปจากฝูงชนด้วยความกลัวว่าจะคลาดสายตา แต่เมื่อเธอเห็นทหารแบกท่อนไม้ยาวผ่านไป เธอก็ต้องรีบเบือนหน้าหนีอย่างช่วยไม่ได้ หัวใจเต้นแรงขึ้นมา เพราะความรู้สึกอึดอัดคลื่นเหียน ในหัวจะจินตนาการถึงมาธิลด้าที่ถูกมัดมือให้เดินตามทหารไปยังลานกว้างกลางเมือง นางก้มหน้านิ่ง เท้าเปล่า มือพอง กำลังถูกนำไปเผาทั้งเป็น


            สีทองโดดเด่นปรากฎตรงมุมอาคาร


            ความคิดทุกอย่างหยุดฉับพลัน แล้วอากาเบลก็วิ่งชนบรรดาคนรับใช้จนหลายคนล้มกระเด็นกระดอนตรงไปยังเป้าหมาย เธอได้ยินเสียงต่อว่าของราล์ฟดังไล่หลัง และเสียงพูดคุยของผู้คนก็ค่อย ๆ เบาลงเมื่อสามารถฝ่าความวุ่นวายไปยังมุมอาคารอันเงียบสงบได้ ทว่าไม่ทันที่เธอจะได้กระชากคอเสื้อสีดำแล้วตะคอกใส่ เป็นคอเสื้อของเธอเสียเองที่ถูกดึงเข้าไป


            ดีทริคใช้มือรองศีรษะของเธอไว้ไม่ให้กระแทกกับกำแพง เขาถอนหายใจเสียงดัง พลางกระชับคอเสื้อของเธอไว้แน่น “มาธิลด้า เซลี่บอกว่าข้าจะเป็นคนแรกที่เจ้าเลือกมองในแง่ร้ายก่อนเสมอ”


“เจ้าปลอมจดหมายนั่นขึ้นมา!” อากาเบลแผดเสียงใส่ “เจ้าบังคับให้นางเขียนจดหมาย!


            “ข้าไม่ได้บังคับ”


            มันเป็นคำหยาบที่น่ารังเกียจที่สุดเท่าที่เธอเคยด่าดีทริค และเธอก็ทำให้มันแย่ขึ้นโดยการถ่มน้ำลายใส่


            เขาหายใจลึกอย่างเห็นได้ชัด “และนี่คือสาเหตุที่ข้าถูกย้ำถามเรื่อย ๆ ว่าทำไมถึงไม่ฆ่าเจ้าเสียที”


            “งั้นก็ฆ่าข้าเลย! ให้ข้าตายมันตรงนี้เลย!


            ในตอนแรก อากาเบลนึกว่าดีทริคจะใช้มือข้างที่รองศีรษะเธอกระชากผมเพื่อเรียกสติ แต่เปล่า เขาแค่ออกแรงกำมือเล็กน้อย เหมือนกับลูบผมอย่างเบามือ แล้วบังคับให้เธอที่กำลังพยายามทำลายกำแพงพันธสัญญาชีวิตมาบีบคอไม่ให้หันหน้าหนี การกระทำดังกล่าวไม่ช่วยให้เธอสงบอารมณ์ได้ภายในพริบตา แต่ก็เพียงพอให้เธอหยุดดิ้นอย่างกับต้องของร้อน


            “เจ้าจะได้ตายสมใจหากยังคงนิสัยแบบนี้” ดีทริคเตือน ก่อนจะหันไปมองราล์ฟที่วิ่งมาหยุดหอบแฮ่กข้าง ๆ


            “ขะ-ขออภัยขอรับข้าพยายามห้ามนางแล้ว


            “ไม่เป็นไร” เขาตอบ เหลือบมองอากาเบลครู่หนึ่งก็เดินจากไปอีกทาง


            ราล์ฟถลึงตาใส่เธอทันที “เจ้าเป็นบ้ารึเปล่า! โซโกลอฟ เจ้า ถ่มน้ำลาย พระเจ้าช่วย!” เขายกมือกุมหน้าอกระหว่างควบคุมจังหวะหายใจ เหงื่อผุดพลายเต็มใบหน้า “เขาชาร์น็อคเซียซ์นิคต้องโมโหมากเมื่อกี้นี้! เจ้าถูกฆ่า ได้ทันที เลยนะ พระเจ้า! พอกันที! เจ้าต้องโดน... บ่นหูชา... ได้แล้ว!


การเทศน์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในห้องครัวซึ่งราล์ฟใช้เป็นที่กักตัวอากาเบลจนกระทั่งท้องฟ้ากลายเป็นสีดำ เขายกพฤติกรรมแย่ ๆ ของเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้ามาสนับสนุน แล้วพร่ำสั่งสอนโดยไม่มีท่าทีจะอ่อนข้อ แม้ว่าจากตอนแรกที่เธอฉุนเฉียวจัดจนทะเลาะเสียงดังลั่นด้วยได้กลายเป็นนั่งก้มหน้านิ่ง ๆ ไม่โต้ตอบ (เพราะพูดตามไม่ทัน) แล้วก็ตาม


            “เข้าใจไหมว่าข้าควบคุมตัวเองไม่ได้น่ะ” อากาเบลพยายามให้เหตุผลอีกครั้ง


            ราล์ฟยกมือห้ามและสั่นหัว ท่าทางคล้ายนักบวช ก่อนจะสั่งสอนต่ออย่างไม่หยุดหย่อน มีบางครั้งที่ต้องพักจิบเครื่องดื่มแก้กระหายบ้าง แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น เขาบังคับให้อากาเบลสาบานต่อพระเจ้าว่าจะพยายามควบคุมพฤติกรรม ในทางกลับกัน เธออยากตวาดกลับไปว่า “ไม่มีทางเป็นจริงซะหรอก” แต่ก็เลือกที่จะขมุบขมิบปากยอมสาบานส่ง ๆ


            เขาถอนหายใจ แล้วแววตาก็อ่อนลง “อย่างน้อยก็ช่วยทำตัวดี ๆ ให้คืนนี้ผ่านพ้นไปก่อนได้ไหม”


            หัวใจของอากาเบลกระตุกวูบ


            “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ไปที่ลาน” ราล์ฟถามเสียงแผ่ว


            เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วพยายามกลบเกลื่อนเสียงสั่นเครือ “ทำไมข้าต้องไปด้วย?”


            “ข้าเห็นว่าเจ้ากับเคาน์เตสออกจะสนิทสนมกัน


            เธอปิดปากเงียบกริบ พลางหันไปนั่งเผชิญหน้าเตาผิงไฟแทน ความเจ็บปวดไร้ตัวตนกลับมาอีกแล้ว ทุกครั้งที่มันปรากฎขึ้น ร่างกายของเธอจะทรมานจนการระบายเป็นสิ่งเดียวที่เธอต้องการ จิกแขน ข่วนใบหน้า ทึ้งผม เธอไม่อยากเห็นมาธิลด้าแตกต่างไปจากที่เคยเห็น เธอไม่อยากเห็นร่างของนางถูกไฟแผดเผาจนไม่เหลือเสี้ยวของมนุษย์ เธอไม่ต้องการ


            นั่งฟังเสียงปะทุของฟืนไปได้สักพัก ราล์ฟก็ยืดตัว แล้วเดินมาตบไหล่ “ออกไปสูดอากาศข้างนอกกันหน่อยเถอะ”


            “ไม่จำเป็น”


            “โซโกลอฟ เจ้าจำเนินเขาใกล้ ๆ นี่ได้ไหม เราจะไปที่นั่นกัน ไม่ใช่ลานกว้าง...”


            เด็กสาวหรี่ตาลง ก่อนจะขมุบขมิบตอบ “อย่าโกหกแล้วกัน”


            กว่าเธอจะยอมโผล่ออกไปข้างนอกคฤหาสน์ ราล์ฟต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าบรรดาผู้คนกับทหารไปรวมตัวกันที่ลานกว้างกันหมดแล้ว รวมถึงมาธิลด้าเองที่ถูกพาตัวออกไปรอรับโทษเรียบร้อย เธอจึงสวมเสื้อคลุมขนสัตว์นิ่ง ๆ แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นขี่ม้าท่ามกลางความมืดมีหิมะโปรยปรายหน้าคฤหาสน์ จากนั้นก็เตะสีข้างม้าให้ออกเดินทางตามหลังราล์ฟไปอีกเส้นทาง


            ดีทริคคงให้อนุญาตกับราล์ฟไว้ก่อนแล้ว เธอคิด พลางพยายามให้หางตาไม่เห็นวี่แววของกองเพลิงหรือหูได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับมาธิลด้า ไม่งั้นพันธสัญญาชีวิตคงไม่ปล่อยให้เธอออกไปไกลได้


            “เจ้ากลัวแม่มดไหม” อากาเบลเอ่ยถาม


            “ดูซปัซเตรสซ์สอนเสมอว่าพ่อมดแม่มดเป็นสิ่งชั่วร้าย คำตอบคือใช่ ข้ากลัว โดยเฉพาะตอนที่เผาบ้านแม่มดแล้วอาจจะเจออิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ได้ แต่ข้าก็เห็นบ้านพวกนั้นถูกเผาเป็นจุณเป็นร้อย ๆ หลังแล้ว มันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น” ราล์ฟตอบ “ฉะนั้น ตอนนี้ข้าก็หายกลัวไปพอสมควร แต่ใครจะไปรู้ล่ะ พวกพ่อมดแม่มดจริง ๆ อาจจะไม่เคยถูกจับได้เลยก็เป็นได้”


            เธอย้อนนึกประโยคในคุกใต้ดินก่อนหน้า “มาธิลด้าเจ้าเชื่อว่านางเป็นแม่มดรึเปล่า”


            “เคาน์เตสน่ะหรือ นางดูไม่ใช่คนที่จะเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ได้เลย ดูซปัซเตรสซ์บอกว่าพ่อมดแม่มดเป็นพวกอัปลักษณ์ สกปรก และน่ารังเกียจ แต่เจ้าก็เห็นใช่ไหมว่าเคาน์เตสไม่ตรงสักข้อ นางคงถูกป้ายสี ข้าล่ะรู้สึกสงสารนางจับใจจริง ๆ อย่างน้อยก็ในเรื่องที่นางไม่ได้ทำผิด นางทำให้ข้านึกถึงลูกสาวของข้า”


            “เจ้ามีลูกด้วย?”


            ม้าพาทั้งสองออกห่างจากความวุ่นวายของตัวเมืองมายังเนินเขาซึ่งครั้งหนึ่งราล์ฟเคยพามาชมวิวและเคารพรูปปั้นพระแม่เยเรน่า คบเพลิงบอกทางในมือของอากาเบลโบกเปลวไฟตามสายลมซึ่งโหมแรงราวกับเมฆฝนครั้งใหญ่กำลังมา กิ่งไม้เหนือหัวกระทบพุ่มใบ และสะท้อนแสงจากตัวเมืองเล็กน้อย เธอยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ความว้าเหว่นั้นทวีคูณยามทอดสายตามองเงามืดของเทือกเขาที่ขอบฟ้า


            “ฮันยาอายุพอ ๆ กับเจ้า ที่จริงแล้วนางไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของข้าหรอก เพราะโดเซียเมียของข้าร่างกายอ่อนแอเหลือเกิน เราจึงไม่เคยมีลูกเสียที แต่วันหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้าก็ประทานฮันยามาให้ นางยังเป็นแค่ทารกตอนที่ข้าไปเจอนางในสงครามเฮเนวิงครั้งหนึ่ง พ่อของนาง” ราล์ฟเงียบไป “เขาเป็นอัศวินที่ถูกเซอร์โธมัสสังหาร และแม่ของนางก็ตายในการปล้นหมู่บ้าน”


“ชื่อภาษาเก่า? ตอนนั้นกฎหมายตั้งชื่อยังไม่ถูกใช้หรือไง” อากาเบลถาม


            “กฎหมายครอบคลุมในแอเธลวินเท่านั้น แต่โดเซียกับฮันยาอาศัยอยู่ในชนบทของอาณาจักรเฮเนวิงน่ะ”


            ราล์ฟหยุดม้าหน้ารูปปั้นพระแม่เยเรน่าที่มีหิมะปกคลุม พลางหันไปมองผังเมืองลูบลินาซึ่งรายล้อมพระราชวังเบื้องล่าง ป่าสน ขุนเขา และเทือกเขาเป็นปราการปกป้องอาณาเขต ทุกอย่างเป็นสีน้ำเงินเข้มจนถึงสีดำ ตามหน้าต่างและหน้าบ้านแต่ล่ะหลังมีแสงไฟสีส้มเป็นจุดกลม ๆ กระจายทั่ว ส่องแสงเป็นเงาสะท้อนบนแม่น้ำอันนิ่งสงบ คลื่นบนผิวน้ำขยับตัวอย่างอ้อยอิ่ง อากาเบลกำคบเพลิงในมือแน่น ขณะไล่สายตาจากหิมะตามหลังคาไปยังลานกว้างที่มีแสงสว่างมากที่สุด


            เธอรีบหันหน้าหนีทันทีที่เห็นควันไฟค่อย ๆ ลอยเด่นขึ้นสู่ท้องฟ้า


            “ขอเวลาสักหน่อยได้ไหม” อากาเบลพูด พลางปีนม้าลงมาซบหัวกับบังเหียน “ข้าต้อง อยู่กับตัวเองครู่นึงน่ะ”


            “จะปลอดภัยแน่นะ?”


            “ไม่ต้องเป็นห่วง” เธอยืนยัน แล้วยื่นคบเพลิงให้ราล์ฟ เขาจึงลงจากหลังม้ามายืนเคียงข้าง พลางตบหลังเธอเบา ๆ แล้วบอกว่าเขาจะยืนรอตรงนี้ ให้เธอใช้เวลาให้เต็มที่ นี่เป็นหนึ่งในคำสั่งที่ดีทริคสั่งเขาไว้ล่วงหน้า


            “เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา” อากาเบลบอกและปฏิเสธที่จะนำคบเพลิงติดตัวไปด้วย ก่อนจะออกตัววิ่งเข้าไปในป่า


            ราล์ฟคงยืนรออย่างไม่เป็นสุขเท่าไร ถ้าเธอหายตัวไปคงเป็นเรื่อง แต่เมื่อหันไปมองข้างหลังแล้วไม่พบเขาพยายามตามมา เธอก็ถอนหายใจโล่งอกที่ในที่สุดก็มีช่วงเวลาเงียบ ๆ คนเดียวเสียที วิ่งไปไม่นานเธอก็หยุดยืนกลางดงไม้ เกือบสะดุดรากไม้เพราะปลายกระโปรงเต็ม ๆ ด้วยความหงุดหงิด เธอจึงฉีกกระโปรงถึงเข่า แล้วเขวี้ยงเศษกระโปรงไปที่อื่นสุดแรงเกิด


            จากนั้นเธอก็ทรุดตัวลงเมื่อความเจ็บปวดล่องหนผุดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำร้ายตัวเองจนบาดเจ็บ แต่มันกลับเหมือนเธอโดนมังกรด้วยกันกัดที่ลำตัวและแผ่นอก เธอจึงพยายามหันเหความสนใจด้วยการนึกถึงท้องฟ้าสีครามที่เคยบินใต้ล่าง นึกถึงร่างกายของมังกรที่เธอชื่นชมทุกส่วน แล้วพริบตาต่อมา เธอก็พบว่าต้นสนมีขนาดเล็กลงอย่างน่าใจหาย และร่างกายของเธอก็หนักอึ้งผิดปกติ เมื่อหายใจก็นำไอเย็นมหาศาลผ่านรูจมูกออกมาด้วย


เธอไล้หางแหลมไปตามลำต้นไม้อย่างใจลอย เธอกลับมาอยู่ในร่างมังกร? แม้จะรู้สึกอึดอัดพิกลเมื่อทั้งร่างต้องเบียดกับต้นไม้ แต่เธอก็ยังไม่ขยับตัวหนีไปไหน


            เหนือศีรษะบนท้องฟ้ากระจ่างดาวปรากฎแสงสีสดซึ่งในตอนแรกยังอ่อนแรง แต่ในเวลาต่อมาก็ชัดเจนจนสามารถมองเห็นลักษณะได้ มันคล้ายกับผืนผ้าที่ค่อย ๆ ขยับ แต่งแต้มด้วยสีม่วงและลดหลั่นลงมาเป็นสีเขียวสว่างตรงปลาย มันกินพื้นที่ยาวเหยียดไปอีกฝั่ง สวยงามจนอากาเบลหยุดจ้องมองไม่ได้ เธอเคยเห็นแสงนี้มาก่อนในสเนียเซนี่ แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่มันจะส่งผลกระทบกับความรู้สึกของเธอเท่าครั้งนี้ ทั้งน่าพิศวงและเศร้าสร้อยจนเจ็บปวด


ประตูสู่ดินแดนของพระเจ้าในศาสนาอาซีมุสหรือเปล่า


            หากอากาเบลอยู่ในร่างมนุษย์ เธอก็คงพยายามกลั้นน้ำตาอยู่ เพราะแสงบนท้องฟ้าอาจจะเป็นการต้อนรับมาธิลด้าสู่สวรรค์กระมัง แต่เธอไม่ได้อยู่ในร่างนั้น สิ่งที่ทำได้จึงเป็นการครางต่ำในลำคอ พลางกดศีรษะใหญ่โตกับขาหน้า เมื่อนั้นพงหญ้ารอบตัวเธอก็คล้ายกับเรืองแสงได้ หิ่งห้อย? เป็นแสงสีเหลืองอมเขียวทรงกลมค่อย ๆ ลอยขึ้นมาอยู่ในระดับเอวของร่างมนุษย์—


            “แสงเหนือ สวยดีไหมจ๊ะ”


            อากาเบลหยุดหายใจไปชั่วขณะกับสัมผัสแผ่วเบาบนเกล็ดของตัวเอง เธอหันไปจ้องเด็กสาวผมทองซึ่งไม่ได้อยู่ในสภาพนักโทษอีกต่อไป นางงดงามสมกับยศเคาน์เตส สง่าเหมือนกับเจ้าหญิง และเหมือนนางจะได้ยินความคิด มาธิลด้าจึงหันมายิ้มหวานให้ แล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าไปยืนเบื้องหน้า ทำลายความสามารถในการตอบโต้ของอากาเบลไปจนหมด


            “ข้าขอโทษนะจ๊ะที่ปกป้องเจ้าไม่ได้อีกต่อไปอีก” นางกระซิบ


            ปกป้องเพื่ออะไร? อากาเบลได้แต่คิดในใจ เพราะเธอทุ่มทุกอย่างไปกับการบันทึกภาพของมาธิลด้าไว้ในความทรงจำ


            “ข้ายังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะขอโทษเจ้า”


            ปกป้องจากใครกัน? ทุกย่างก้าวของมาธิลด้าส่งเสียงซวบซาบกับพงหญ้า เธอฝันอยู่รึเปล่า


            “ข้าพยายามปกป้องเจ้าจากอันตราย จากเขา” นางตอบคำถามขณะจ้องมองแสงเหนือ “ช่างเป็นค่ำคืนที่สวยงามเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อได้เฝ้ามองกับเจ้า...”


            อากาเบลแหงนหน้ามองจุดเล็ก ๆ ของดาวนับล้านบนท้องฟ้า พลันหัวใจของเธอก็พองโตอย่างมีความสุข ปีกของเธอกำลังจะสยายกว้าง ขาทั้งสี่กำลังจะดันร่างตัวเองขึ้น และเธอกำลังจะเอ่ยถามมาธิลด้าว่านางอยากลองขี่มังกรพร้อมมองดูเมืองลูบลินาจากข้างบนหรือไม่ นางอยากสัมผัสดวงดาวอย่างใกล้ชิดประหนึ่งสามารถเอื้อมมือไปหยิบได้หรือเปล่า


แต่ทั้งหมดนั่นก็ต้องหยุดลงเมื่อเธอก้มหน้าลงมามองมาธิลด้าอีกครั้ง


            บนผืนหญ้าที่ส่องสว่างไปด้วยแสงของหิ่งห้อย ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #928 maple_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:31
    อ่านจบแล้ว ได้โปรดเอายัยมาทิลด้าเป็นนางเอกที ส่วนดีทริค นายตกกระป๋องซะแล้ว จากใจคนอ่านเริ่มจะชิปอากามาทิลมากกว่าคู่หลัก
    /ไนึกว่า ดีทริคจะให้แปลงเป็นมังกรไปช่วย แต่ที่ไหนได้
    //เราขอชื่นชมว่าไรท์ผูกปมเรื่องได้ดีจริงๆค่ะ
    #928
    0
  2. #880 tingerbel (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 03:45
    เศร้ามาก ตอนนี้บีบหัวใจมากเลย มาธิลด้าน่าจะรู้ตั้งแต่ต้นว่าตัวเองจะจบแบบนี้ มองเห็นอนาคตยิ่งใหญ่ของยุคปัจจุบันแต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันมันจะเศร้าแค่ไหน
    #880
    0
  3. #787 minggg- (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 05:35
    ฮือ ตอนนี้เศร้ามากค่ะ 
    ปมในใจอากาเบลเยอะมาก
    โดยเฉพาะปมจากพ่อกับแม่นะเนี่ยย
    #787
    0
  4. #273 meduzabencz (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:34
    ดีทรีคพึมพำ"มาธิลด้า เซลี่ บอกว่าข้าจะเป็นคนแรกที่เจ้าเลือกมองในแง่ร้ายก่อนเสมอ" อร๊ายยย เหมือนประโยคตัดพ้อหน่อยๆ #มโน ชอบดีทรีคจัง ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ นิยายสนุกดีค่ะ ชอบมากเลยเวลาอากาเบลอยู่กับดีทรีคแล้วทั้งๆที่มันก็ไม่มีอะไรซะหน่อยแต่ความรู้สึกมันดูเหมือนกำลังมีอะไรงอกเงยอยู่เงียบๆอยู่ ฮุๆ
    #273
    1
    • #273-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      10 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:33
      ทางนี้ก็ต้องขอฝากเนื้อฝากตัวเช่นกันค่า XD ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่เข้ามาอ่าน
      #273-1
  5. #272 tingerbel (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 / 05:05
    ตกลงมาธิลด้าไม่รอดสินะ เราน้ำตาไหลจริงๆอ่ะตอนท่อนสุดท้าย เฮ้อ เนื้อเรื่องยังอีกยาวไกล ตอนนี้สงสารมาธิบด้าที่สุด ถึงจะแอบกรี้ดตอนดีทริค-อากาเบลก็เถอะ
    #272
    1
    • #272-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      10 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:32
      อีก 13 ตอน... (เลขงามเลย [?]) ทางนี้ก็สงสารมาธิลด้าเช่นกันค่ะ ;w;
      #272-1
  6. #271 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:27
    อบากจะบอกว่า ข้ารักดีทริค มาก ถึงจะมาแค่แว้บๆ แต่รุวึกรักนางมากกกก ชอบที่สุดเวลายุกะเบล นางดูอ่อนโยนในการปฏิบัติต่อเบล และต้องจินตนาการรวมถึง ทำจริงตามที่ไรท์เขียนเลย เวลาที่สองคนนี้มีฉาก ที่ต้องแตะเนื้อต้องตัวกัน 5555 อยากรุสึกเหมือนเบลบ้างอ่ะ....รีบมาต่อน่ะค่ะ





    ปล. ถ้าหนูเบลไม่สนเจ้า อกของข้ายังว่างน่ะดีทริค ยินดีให้เจ้าซบเต็มที่
    #271
    1
    • #271-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      10 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:32
      อา... อ่านคอมเมนท์ของท่านแล้วเขินเลยค่ะ >////<
      #271-1
  7. #270 disastrechalala (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:28
    มาธิลด้าโดนอะไรต่อมีอะไรเยอะเหลือเกิน ถ้าไม่ใช่แม่มดที่รู้อนาคตคงทนยิ้มหย่างนี้ไม่ได้ อากาเบลสุดท้ายแล้วก็ทำเพื่อแม่ที่โดนแลนจ์กดขี่ นิสัยเน่า ๆ แบบนี้พอรู้ว่าก็แค่มาจากเด็กที่ไม่มีทางเลือกก็แอบสงสาร ตอนนี้สงสารทั้งเรื่องแล้ว 555 มาธิลด้านี่ก็ดูทิ้งปริศนาไว้ให้เยอะจริง เฉลยเรื่องหนึ่งเพิ่มปริศนาอีกสิบเรื่อง =..= รู้สึกไม่พอใจที่ริชาร์ดจะพ้นจากความผิด จดหมายใครเนี่ย!! มาต่อไว ๆ นะครับ ทีละนิดละนิดก็ยังดี :^)
    #270
    1
    • #270-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      4 กุมภาพันธ์ 2559 / 17:41
      มาต่อแล้วค่ะ :P
      #270-1
  8. #269 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 / 07:19
    คัยเขียน ดีทริค หรือมรทิลด้า
    #269
    1
    • #269-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      4 กุมภาพันธ์ 2559 / 17:41
      มาลุ้นกันเนอะ(?)
      #269-1
  9. #268 tingerbel (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 / 14:42
    มาธิลด้าสินะ คนที่เขียนจดหมายนั่นน่ะ ดีทริคไม่ทำอะไรแบบนี้แน่ //คนเขียนกลับมาแล้ววววว จุดพลุฉลอง ดีใจ รออีกสามสิบเปอร์เซ็นทร่เหลือนะคะ
    #268
    1
    • #268-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      4 กุมภาพันธ์ 2559 / 17:40
      มาต่อที่เหลือแล้วค่า XD
      #268-1
  10. #267 bennett13 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 / 12:55
    รู้สึกค้างมากมาย อยากอ่านต่ออออ อากาเบลจะทำไงต่อเนี่ย
    #267
    1
    • #267-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      4 กุมภาพันธ์ 2559 / 17:40
      มาต่อแล้วค่า XD
      #267-1
  11. #266 disastrechalala (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 00:57
    จารีตนครบาลการถือเหล็กร้อนเพื่อพิสูจน์คดีโดยพระเจ้าเป็นพยาน =..= เห็นงี้แล้วก็อดสงสารมาธิลด้าไม่ได้ คำพูดของเขาก็ดีจริง อ่านแล้วนึกถึง cloud atlas ถ้าให้อากาเบลต้องมาเป็นพยานเข้าข้างริชาร์ดเดี๋ยวได้มีอาละวาดในศาล ดีทริคดูจะอึดอัดกับที่แห่งนี้ถึงจะไม่แสดงออก ศาสนจักรได้พรากอะไรหลาย ๆ อย่างของทุกคนไปทีละอย่างสองอย่าง มาธิลด้าก็อาจน่าหงุดหงิดตรงที่ปล่อยให้ใครต่อใครมาเหยียบย่ำเนี่ยแหละ ชอบตรงที่เบื้องลึกของจิตใจอากาเบลถูกสาวออกมาหมด เพราะรักแม่จึงเกลียดแม่ งงสิ 555 กดดันและซับซ้อนได้ใจ แต่อย่าเพิ่งฆ่ากันเองสิครับ == จะรอตอนต่อไปนะครับ ดองเค็มเกินก็ไม่อร่อยนะ ( ͡° ͜ʖ ͡°)
    #266
    1
    • #266-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:42
      ขออนุญาตดองนิยายค่ะ
      #266-1
  12. #265 namine-38 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 มกราคม 2559 / 19:39
    สรุป...อากาเบลเห็นมาธิลด้ากับริชาร์ดเป็นแบบพ่อกับแม่ของตัวเอง... เอิ่ม ไม่ใช่ควมรักจริงๆนั่นแหละ//จุดพลุเล็กๆ นายยังมีหวังดีทริค!! นายยังมีหวัง!! ดีใจแทนแล้วววว
    #265
    1
    • #265-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:42
      /ช่วยจุดพลุ ฮา
      #265-1
  13. #264 tingerbel (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 มกราคม 2559 / 15:28
    อากาเบล ใจเย็น ใจเย็นนน อย่าเพิ่งฆ่ามาธิลด้าสิ นางน่าจะเป็นตัวเฉลยอะไรหลายๆอย่างได้นะ รออ่านต่อ เรารอได้ค่ะคนเขียนไม่ต้องห่วง
    #264
    1
    • #264-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:42
      ขอบคุณมากค่า จะพยายามบุกดงการบ้านมาอัพเร็ว ๆ นะคะ /กลิ้ง
      #264-1
  14. #263 Mam (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 มกราคม 2559 / 09:53
    แม่เจ้า! ได้โปรดกลับมาอย่าให้ค้างเลยค่าาา TT
    #263
    1
    • #263-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:40
      มาต่อแล้วน้า <3
      #263-1
  15. #262 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 มกราคม 2559 / 07:00
    เอิ่มมมม ไรท์ค่ะ ถ้ารอบหน้าจะดองเป็นสับดา ก้ได้โปรด อย่าปล่อยใก้มานค้างคาาาา โอยยย ใจจะขาดรอนๆๆ
    #262
    1
    • #262-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:40
      มาต่อแล้วค่า <3
      #262-1
  16. #261 aruna (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 มกราคม 2559 / 23:40
    สติแตกแล้ว
    #261
    1
    • #261-1 kachelya(จากตอนที่ 29)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:39
      อากาเบลจอมสติแตก Xp
      #261-1