Draconic Chronicle

ตอนที่ 28 : II-28: Demise Foreseen

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 483
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




28



หลังจากกลับมาเผชิญหน้ากับความวุ่นวายของบรรดากีออสที่ไม่คุ้นเคยกับอิสรภาพใหม่ในชีวิต ในทุก ๆ วัน เอเมอร์รัลด์เฝ้าถามตัวเองว่าเธอคิดดีแล้วหรือ ต่อให้ยาโรเมียร์ลงมือฆ่าอากาเบลไปเพราะอยู่ท่ามกลางสงครามก็ตาม มังกรตัวอื่นพยายามโน้มน้าวให้เธอเห็นแจ้งถึงความแค้นที่ตนควรมี แต่เธอเหนื่อยเหลือเกิน ไร้ความเคียดแค้น เธอแค่อยากเจออากาเบลอีกครั้ง ในรูปแบบใด ๆ ก็แล้วแต่ แม้ร่างกายและวิญญาณของนางจะไม่หลงเหลืออีกต่อไป


ทว่ายาโรเมียร์ซึ่งยังบาดเจ็บอยู่ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ เขาถือโอกาสพักผ่อนและตามมาอยู่สเนียเซนี่ด้วยชั่วคราว


            เพราะเรื่องของแลนจ์


            “มังกรกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทุกที่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะทราบว่าแลนจ์มาจากขุนเขาไหน ข้าเกิดในสเนียเซนี่ และวันหนึ่งพวกเราก็เจอแลนจ์ในป่าทางตอนเหนือ เหมือน ๆ ครั้งที่เจอมังกรตัวอื่น” เอเมอร์รัลด์ตอบ “เขาเคยบอกว่าเขาเดินทางมาจากทิศตะวันออก ที่เหลือเจ้าคงต้องไปค้นหาเอง ความสามารถพิเศษของเจ้ามิใช่หรือ”


            “เป็นที่รู้กันว่าราชวงศ์ราชามังกรเมื่อพันปีก่อนปกครองอยู่ในดินแดนตะวันออก” ยาโรเมียร์ขัด


            อีกแล้ว ทุกครั้งที่พูดถึงแลนจ์ เขาจะพยายามเชื่อมโยงกับราชวงศ์ราชามังกรที่ล่มสลายมายาวนานเกินกว่ามังกรตัวไหนจะสามารถจดจำได้อย่างถูกต้องเสมอ มันเป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปากที่ไม่มีการบันทึก แลนจ์สามารถคำรามอย่างที่มังกรตัวไหนทำไม่ได้ ยาโรเมียร์ก็จะพูดถึงตำนานซึ่งเล่าว่าราชามังกรก็สามารถคำรามจนแผ่นดินสะเทือนได้เช่นกัน อากาเบลมีพลังธาตุน้ำแข็ง ตำนานก็ยังเล่าอีกเช่นกันว่าราชามังกรไม่ได้มีแค่ลมหายใจเปลวเพลิง


ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทางพิสูจน์ให้แน่ชัด แต่ยาโรเมียร์ยังพยายามผลักดันเธอให้ยอมรับให้ได้ว่าแลนจ์ต้องมีเลือดราชามังกร เพราะตำนานเล่าว่าราชามังกรแข็งแกร่ง... เท่าใดไม่มีใครรู้ เพียงเพราะแลนจ์ไปได้ไกลกว่ามังกรตัวไหนจะเทียบได้


“เรื่องนี้มีประโยชน์อะไร” เอเมอร์รัลด์ตัดสินใจสวนกลับ “แลนจ์จะมีสายเลือดใด มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นอยู่ดี”


            ยาโรเมียร์หัวเราะในลำคอ “แลนจ์ทำให้ข้ารู้ว่าข้างนอกต้องมีบรรดาลูกหลานราชามังกรหลงเหลืออยู่ หากแลนจ์ยังครอบครองพลังระดับนี้ แล้วมังกรร่วมตระกูลตัวอื่นจะเป็นเช่นไร ท่านเอเมอร์รัลด์ ลองตรึกตรองดู ตอนที่ราชวงศ์ล่มสลาย ความรู้มหาศาลและความลับมากมายได้ถูกลบเลือนหายไป ท่านไม่ปวดร้าวหรือที่มันจะถูกกลบไปตลอดกาล...”


            “เจ้าแค่ต้องการพลังของราชามังกร” เธอเน้นคำ “ข้าเคยได้ยินเกี่ยวกับกลุ่มมังกรที่ออกตามหาเศษเสี้ยวของราชวงศ์”


            แลนจ์ไม่ได้ถูกฝังไว้ในป่าข้าง ๆ สเนียเซนี่เฉกเช่นมังกรเพทราดีทั่วไป ร่างไร้ชีวิตของเขาถูกโยนลงมหาสมุทรให้จมลงและเสื่อมสลาย เป็นคำขอของเจ้าตัวเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว และทันทีที่ยาโรเมียร์เดินทางมาถึงสเนียเซนี่ เขาก็หัวเสียเป็นที่สุดที่ทราบความจริงว่าแลนจ์ไม่ได้ถูกฝังตามพิธีกรรมของเพทราดี นั่นทำให้เอเมอร์รัลด์ชะงักกลางคัน ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา: แลนจ์ขอร้องเช่นนั้นเพื่อไม่ให้มังกรตัวใดเข้าถึงพลังของเขาหรือเปล่า หากเขามีสายเลือดราชันย์มังกรจริง ๆ


            “ท่านมีความฝันหรือไม่” ยาโรเมียร์เอ่ยถามเสียงต่ำ “ข้ามี และนั่นคือการได้ประลองกับสายเลือดราชามังกร”


            เอเมอร์รัลด์หันหน้าหนี “เจ้าต้องการพิสูจน์ว่าราชามังกรเก่งกล้าอย่างที่ตำนานเล่าลือหรือเปล่า”


“อา... ท่านก็มีความคิดเหมือนกัน” เขาค่อนแคะ พลางตวัดหางด้วยความไม่พอใจที่โดนแย่งเฉลย “ยามกล่าวถึงลูกหลานของราชันย์ ท่านคงนึกภาพออกว่าเลือดที่โดนน้ำเจือจางมาก ๆ เป็นอย่างไร สายเลือดรุ่นหลัง ๆ เหล่านี้ไม่ได้สืบทอดพลังที่แท้จริงมาด้วย เห็นได้ชัดจากลูกสาวของท่าน ทว่าแลนจ์แข็งแกร่ง ไม่ใช่ในฐานะลูกหลาน”


            “ข้าบอกเจ้าแล้ว...”


            “แลนจ์เป็นราชามังกร เขาต้องเป็นราชามังกร” ยาโรเมียร์ขัดเสียงแข็ง เกล็ดสีแดงเข้มลุกฮือบนแผ่นหลัง “ท่านเอเมอร์รัลด์ หากคิดจะปฏิเสธความจริงต่อไป งั้นท่านก็ควรจะได้เห็นฝีมือลูกสาวท่าน ข้ายืนยันว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่มังกรทั่วไปทำได้”


            ภาพของอากาเบลโผล่พรวดขึ้นมาในมโนทัศน์ เอเมอร์รัลด์เจ็บแปล็บในอก แต่ก็ยังปั้นหน้านิ่งสู้ไฟพิโรธของยาโรเมียร์ ก่อนหน้านี้เธอเคยปรึกษาเวลช์ เขาขอร้องจากใจจริงว่าเธอควรจะไปอาณาจักรแอเธลวินเพื่อซึมซาบร่องรอยที่อากาเบลทิ้งไว้หรือสิ่งใด ๆ ก็ตาม และจบความเศร้าทั้งหมดนี้เสียที ยอมรับความจริง ให้การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย


            เธอถอนหายใจ แล้วสบตายาโรเมียร์ “งั้นก็พาข้าไปแอเธลวิน”



***



            เพื่อความปลอดภัยของจ้าวมังกรแห่งสเนียเซนี่ จารินกับโรวีน่าติดตามมาด้วย ทั้งสี่บินข้ามมหาสมุทรและผืนป่าไปอย่างว่องไว ในระหว่างนั้น ยาโรเมียร์พยายามชวนเอเมอร์รัลด์คุยถึงเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไป อย่างที่มาของชื่อเอเมอร์รัลด์ (เพราะตอนเธอเกิด ดวงตาเป็นสีเขียว ก่อนจะเลาะเปลือกกลายเป็นสีทอง มังกรเกิดมามีสีตาต่างสีกับตอนโต) เธอตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เพียงภาวนาว่าหลังจบการเดินทางนี้ เขาจะรู้เสียทีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะซักไซ้เรื่องแลนจ์กับเธออีก


            อาณาจักรแอเธลวินตั้งอยู่ในภูมิภาคหนาวเย็น เทือกเขาใหญ่สีเทาล้อมรอบ มีแค่ทิศตะวันตกที่เป็นผืนป่าขวางกั้นแทน อาณาจักรแห่งนี้เคยเป็นดินแดนรกร้างและแห้งแล้ง ชาวกีดีเนีย – มนุษย์ผมสีน้ำตาลจนเข้ม ตาสีประปราย – เข้ามาจับจองพื้นที่ก่อน กลายเป็นอาณาจักรกีดีเนียที่เคยเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรเฮเนวิงเพื่อนบ้าน กระทั่งพ่ายแพ้ให้กับจักรวรรดิแห่งตะวันออก ราชวงศ์ต่างชาติจึงถูกส่งมาปกครองแทน เป็นอาณาจักรแอเธลวินมายาวนานกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว


            มิตรภาพระหว่างอาณาจักรแอเธลวินกับอาณาจักรเฮเนวิงจึงถูกสะบั้นทิ้ง กษัตริย์แห่งแอเธลวินขึ้นตรงต่อศาสนจักร แต่กษัตริย์แห่งเฮเนวิงพยายามสร้างนิกายใหม่ที่จะไม่ขึ้นตรงต่อราชานักบวช


            “หากเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ มันคงน่าสนุกไม่ใช่น้อย เพราะทั้งสองอาณาจักรต่างมีทหารฝีมือดี อย่างฝั่งแอเธลวิน อัศวินตระกูลเบลนเฮล์มซึ่งลูกสาวท่านอยู่ภายใต้อาณัติอย่างไร” ยาโรเมียร์เหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์


            เอเมอร์รัลด์เงียบเป็นคำตอบ


            “ในเฮเนวิง มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่าอัศวินคนนี้หลงใหลในดวงตา” เขาพูดอย่างไม่ยี่หระ “เพราะเวลาเขาต่อสู้ เขาจะเล็งที่ดวงตา ไม่ว่าจะใช้ดาบ ธนู มีด หรืออะไรก็ตาม เขาจะหาโอกาสฆ่าคนที่ดวงตาเสมอ – ควักออกมา แทงทะลุเข้าไปถึงสมอง – เป็นเรื่องเล่าถึงอัศวินลึกลับต่าง ๆ ในหมู่ทหารน่ะ แย่หน่อยที่คนนี้โดนตามตัวง่าย ผมทอง ตาฟ้า”


            ดวงตา เธอเบิกตากว้าง อากาเบลเคยพูดถึงเรื่องนี้ อัศวิน... ดวงตา... ยาโรเมียร์เข้าใจว่าเธอขยะแขยงกับการบอกเล่าของเขา จึงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ตลอดการเดินทาง เขายังพยายามหาเรื่องแขวะเธอเสมอ โดยดึงแลนจ์กับอากาเบลเข้ามาเป็นระยะ เธออดทนอย่างสุดความสามารถ ปล่อยให้หน้าที่ต่อว่าตกเป็นของจารินที่ทนไม่ไหวแทน


            เมื่อชายหาดของอาณาจักรแอเธลวินที่เต็มไปด้วยหน้าผาหินปรากฏสู่สายตา เอเมอร์รัลด์พลันตื่นตระหนกจัดยามเห็นยอดสีขาวกลางแมกไม้ เธอรีบรุดบินไปสำรวจจนลมพัดโหม มันเป็นยอดน้ำแข็งแหลมคมขนาดใหญ่หลายยอดสลับซับซ้อนกัน มันกึ่งโปร่งใส และปล่อยไอเย็นยะเยือกออกมา โรวีน่าหายใจเฮือกใหญ่จากข้างหลัง แม้แต่จารินก็ยังอ้าปากค้าง ปีกตก


            “นี่อย่างไร ผลงานอันยิ่งใหญ่ของลูกสาวท่าน” ยาโรเมียร์เสียดสี


            เอเมอร์รัลด์หายใจไม่ออก รับรู้เพียงแต่ประติมากรรมตรงหน้าเป็นตัวแทนของอากาเบล


            “ท่านยังจะปฏิเสธความจริงอีกหรือไม่” อีกฝ่ายถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าคือหลักฐานของพลังที่เกิดขึ้น ดูบาดแผลตามตัวข้า และยอมรับเสียเถอะว่ามังกรที่สามารถระเบิดพลังเช่นนี้ออกมาได้ไม่ใช่มังกรที่มีสายเลือดธรรมดา”


            เธอเหม่อมองร่องรอยสุดท้ายของอากาเบลเงียบ ๆ พลางพยายามหายใจให้เบาที่สุด ด้วยความกลัวว่าลมหายใจร้อนและติดขัดของเธอจะหลอมน้ำแข็งตรงหน้าจนไม่เหลือเศษซาก ความปวดร้าวทวีคูณ บีบรัดหัวใจที่กระตุกเต้นรุนแรง ตาของเธอพร่าเลือนฉับพลัน จึงต้องแนบศีรษะอันใหญ่โตกับแท่งน้ำแข็ง


วันนี้ควรจะเป็นวันสุดท้ายที่เธอคร่ำครวญ วันสุดท้ายที่เธอจะปล่อยให้ความเศร้าโศกครอบงำ


            ไม่มีสวรรค์ในความเชื่อของมังกรยุคปัจจุบัน เมื่อมังกรตาย วิญญาณก็จะสลายหายไปตลอดกาล ไม่มีดินแดนอันสงบสุขห่างไกลรอคอยดวงวิญญาณอย่างที่แลนจ์เชื่อ ไม่มีทางที่ห้วงอาทรณ์จะส่งไปถึงผู้ที่จากไปแล้วได้ อากาเบลคงไม่มีอยู่อีก ทั้งในรูปธรรมและนามธรรม นางอาจจะทรมานก่อนตาย – ความตายในสงครามไม่เคยอ่อนโยน – แต่ตอนนี้ นางไม่ต้องทนอีกแล้ว


            ...หรือนางอาจจะไม่ต้องทนทรมานตั้งแต่ต้นเลยก็ได้ หากเอเมอร์รัลด์ยอมช่วยนางในอดีตยาวนานก่อนหน้า อนาคตคงไม่ได้เป็นอย่างปัจจุบัน หากเธอไม่อ่อนแอ การที่แลนจ์มอบความตายให้อาจจะเป็นหนทางที่ดีกว่า


            เสียงของเธอแหบแห้งยามเอ่ยพูด “แลนจ์เป็นราชามังกรหรือไม่ ข้ายืนยันไม่ได้ อย่าเสียเวลาไปเปล่า ๆ เลยเถอะ เพราะแลนจ์ไม่เคยไว้วางใจมังกรตัวใด... แม้แต่ข้า” เธอหันไปมองยาโรเมียร์ที่เริ่มมีน้ำโหขึ้นมา “ข้าจะปกครองสเนียเซนี่ นั่นคือหน้าที่เดียวที่ข้ารู้ เรื่องของราชามังกรเป็นของเจ้าที่จะต้องตามหาเบาะแสเอง”


            เขาเสาะหาวี่แววโกหกในน้ำเสียงของเธอ เมื่อไม่พบ ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวจากความโกรธจัด จารินกับโรวีน่าจึงกระโจนมายืนข้าง ๆ เป็นตัวดึงสติไม่ให้เขาพุ่งมาทำร้ายเธอ โชคดีที่เขายั้งตัวเองไว้ได้ พลางหัวเราะออกมาแทน สักพักหนึ่งเขาก็สะบัดร่างหันไปมองทิศทางของเทือกเขา หางตวัดรุนแรง กายสั่นสะท้าน เสียงหัวเราะเข้มแหลมน่ากลัว


            “งั้นก็ถึงเวลาจากลา” เขาพูด ดวงตาหรี่ลงเพื่อสำรวจท้องฟ้าสีครึ้ม “ดูแลสเนียเซนี่ให้ดี และอยู่ให้ห่างดินแดนมนุษย์ – ท่านควรจะจดจำสิ่งที่ข้าบอกนะ” เสียงหวือของลมสร้างความหวาดระแวงไม่แพ้ความเงียบงัน “เพราะสงครามกำลังมา ท่านเอเมอร์รัลด์ สงครามในนามของพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งกว่าชีวิตใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์... หรือมังกร”



***



อากาเบลใจหายวาบ “อะไรนะ?”


            สมองเจ้ากรรมเริ่มสร้างภาพน่าสยดสยองขึ้นมา เธอเห็นตัวเองนอนจมกองเลือด ดวงตาไร้แววชีวิต ตามตัวมีแผลเหวอะหวะจนเห็นกระดูกและอวัยวะภายใน รอบข้างคือซากศพของทหารมากมาย—


            “มะ-ไม่ใช่... เป็นคนอื่น...” มาธิลด้าแทรกกลางคัน นางสั่นหัว แล้วสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พาท่าทางสุขุมกลับมาอีกครั้ง ใบหน้ายังซีดเซียว แต่ไม่หลงเหลือความตื่นตระหนกอีกต่อไป “ข้าเห็นเลือดมหาศาล โดยเฉพาะตรงลำคอ เป็นผู้ชาย...”


            “เจ้าดื่มเหล้ามาไม่ใช่รึไง ไปจำอะไรมาหรือเปล่า” อากาเบลถาม ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง


            “สงสัยจะเป็นเพราะข้าฟังฟอร์เรสต์เล่าเรื่องน่ากลัวมาน่ะจ้ะ ต้องขออภัยด้วยนะจ๊ะที่ทำให้เจ้าตกใจ แย่จริงเชียว ไม่นึกว่าข้าจะเมาเสียจนเพ้อเจ้อออกมา” เสียงหัวเราะของมาธิลด้าเต็มไปด้วยความกังวล “กลับไปทำงานต่อเถอะจ้ะ”


            “เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ป่วย”


            “ข้าสบายดีจ้ะ ขอบคุณมากนะจ๊ะ”


นางปิดท้ายด้วยการขอโทษขอโพยยกใหญ่ ไม่นานใบหน้าขาวซีดก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แล้วนางก็เดินหายไปในห้องพัก อากาเบลยืนมองประตูไม้ปิดสนิทอยู่อย่างนั้น ก่อนจะใช้หลังมือปิดปากด้วยความสับสน เธอควรจะเขินอายที่ตัวเองเผลอจูบมาธิลด้าไป แต่ความหวาดหวั่นของนางกลับกลบความรู้สึกด้านดีไปจนหมด ความกลัวพลันเกาะกินจิตใจขึ้นมา


            หลังจากนั้นเธอกลับไปทำหน้าที่ทหารเฝ้ายามในงานเลี้ยงต่ออย่างเหม่อลอย ช่วงหนึ่งราล์ฟเข้ามาคุยด้วย แต่เธอจำรายละเอียดบทสนทนาไม่ได้ สักพักหนึ่งเธอเห็นกิลเบิร์ตยืนคุยกับอัลฟองเซ่ซึ่งทำท่าขึงขัง ผิดกับน้องชายที่ดูไม่ชอบใจเสียเท่าไร แวบต่อมาเธอเห็นลิลี่ที่รีบสับเท้าเดินหนีเธอไป ต่อจากนั้นเธอก็เห็นริชาร์ดยืนคุยกับขุนนางคนอื่น ในมือถือแก้วทอง


ไม่นานนักค่ำคืนราตรีก็จบลง อากาเบลกะพริบตา แล้วจ้องสภาพห้องโถงหลังงานเลี้ยงอันว่างเปล่า เสียงเฮฮาของผู้คนและเสียงเพลงไพเราะที่เคยเติมเต็มงานเลี้ยงหายไปแล้ว ในตอนนั้นเธอรู้สึกเบาโหวงเหวงขึ้นมา บทสนทนากับมาธิลด้าก่อนหน้าย้อนกลับมาในหัว เธอจึงหลับตาลงเพื่อผ่อนคลาย พลางทบทวนประโยคของมาธิลด้าไปทีล่ะนิด


ชิ้นส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยค่อย ๆ ถูกประกอบจนกลายเป็นชิ้นส่วนที่สมบูรณ์


ความกลัวยิ่งใหญ่พุ่งชนอากาเบลเต็ม ๆ เธอลืมตาโพลง ก่อนจะตัดสินใจออกวิ่ง บรรดาคนรับใช้ซึ่งยังต้องทำความสะอาดสถานที่กลายเป็นภาพมัว ๆ เธอวิ่งย้อนกลับไปยังคฤหาสน์ปีกซ้าย ฝ่าหิมะยามดึกซึ่งกำลังโปรยปรายลงมาปกคลุมศีรษะและไหล่ เธอสร่างเมา วิ่งไม่คิดชีวิต หยุดเป็นครั้งคราวเพื่อสำรวจรอบทิศ ก่อนจะวิ่งอีกครั้ง เธอกระโจนเข้าไปในคฤหาสน์ แล้วกระทืบเท้าขึ้นบันไดไปยังชั้นสองที่มีแสงสว่างสลัว ๆ จากคบเพลิงตามผนัง


            หากความตายนั่นหมายถึงเขาล่ะ?


            เธอทุบประตูโครมใหญ่จนเจ็บมือและเห็นเกล็ดสีเงินหลุดกระจายออกมา มันตกกระทบพื้น แล้วสลายหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังร้อนรนไม่เลิก ความกลัวหนึ่งเดียวในตอนนี้คือการที่อยู่ ๆ ตัวเองจะหมดลมหายใจไปในทันท่วงที เธอกลัวขนาดเหงื่อผุดเต็มหน้า ตัวเบาหวิวคล้ายจะหมดสติขึ้นมา


            ไม่กี่อึดใจต่อมา หรืออาจจะนานเป็นชั่วโมง ประตูไม้ก็ถูกดึงเปิดเข้าไปในห้องอย่างรุนแรง ดูเหมือนการถูกเคาะประตูเรียกถี่ ๆ จะเป็นความน่ารำคาญที่สุด แต่ดีทริคก็ยั้งสีหน้าไม่สบอารมณ์ไว้ได้เมื่อเห็นอากาเบลยืนหอบหนักอยู่ตรงหน้า เธอแทบกระโดดด้วยความดีใจ แล้วรีบมุดใต้วงแขนเขาเข้าไปในห้องโดยไม่พูดไม่จา กลายเป็นว่าเธอต้องไล่สำรวจอีกฝ่ายทั้งร่างเพื่อหาวี่แววบาดเจ็บแทน


            “ก่อกวนยามวิกาล” ดีทริคต่อว่า “มีอะไร...”


เขาตัวแข็งทื่อเป็นหินทันทีที่เธอยื่นมือไปคว้าใบหน้า


            ไม่มี อากาเบลดึงแก้มชายหนุ่มให้เหมือนกำลังยิ้มอยู่ พลางระบายลมหายใจโล่งอกออกมา ปกติดี ความเหนื่อยล้าจากการตะลุยวิ่งเมื่อครู่ทำให้เธอต้องหาที่ยึดเหนี่ยวชั่วคราว จึงโน้มใบหน้าของเขาลงมาประชิดจนหน้าผากแนบ ปลายจมูกชนกัน ลมหายใจร้อนของเขาสะดุดอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย พลางหลับตาลงและฟังเสียงสะเก็ดไฟท่ามกลางความเงียบงัน ลึก ๆ ในความวุ่นวายของความคิด เธอเหมือนได้เจอสถานที่ปลอดภัย ณ ดินแดนต่างถิ่น


“ข้านึกว่า... ให้ตายเถอะ บ้าไปแล้ว!” อากาเบลลืมตา แล้วถอยออกมาเดินวนทึ้งหัวตัวเอง ครั้งหน้าเธอต้องดื่มเหล้าให้น้อยลงเสียแล้ว “จะเอาอะไรกับคนเมากัน ตกใจหมด คืออย่างนี้นะ มาธิลด้าพร่ำเพ้อขึ้นมาว่านางเห็นเลือด เห็นใครสักคนตาย แล้วข้าก็บ้าจี้ตาม ให้มันได้อย่างนี้สิ!


            ดีทริคคลายร่างกายที่เกร็งลง ก่อนจะเดาะลิ้น ชัดเจนว่าไม่เข้าใจที่มาที่ไปเลยสักนิด แต่เขาก็ไม่ได้พยายามคาดคั้นเพิ่ม นอกจากยืนรอเธอปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะปกติ พอเห็นเธอหายตื่นเต้นแล้ว เขาจึงเอ่ยถามกลับ “เห็นตอนไหน?”


            “ก็ตอนข้าพานางไปส่งที่ห้องไง”


            “แล้วเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านางจะพูดถึงเรื่องคนตาย”


            แวบหนึ่งที่อากาเบลยืนคิด ทันใดนั้นแก้มของเธอก็แดงจัด หากในห้องมีแสงสว่างเพียงพอ ดีทริคคงนึกว่าเธอกลายเป็นมะเขือเทศสุกปรั่ง แต่เพราะมันค่อนข้างมืด เธอเลยหลบหน้าไปมองเตาผิงไฟให้แสงหนึ่งเดียวในห้องกลบสีแก้มแทน เธอเกือบจะยกมือแตะริมฝีปากแล้ว แต่ห้ามใจไว้ได้เสียก่อน สัมผัสนุ่มนวลล่องหนกำลังทำให้เธอเป็นบ้าเอา


            สุดท้าย เธอก็ตอบเสียงอ้อมแอ้มไป “ข้า... เอ่อ ข้าจูบนาง”


            เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนดีทริคจะเลิกคิ้วเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง


            “ข้าจูบมาธิลด้า” อากาเบลย้ำอีกรอบอย่างรำคาญใจ พลางตีแขนกับอากาศ ทั้งเขินทั้งอับอาย “อะไรนักหนา อย่าให้ข้าต้องรื้อฟื้นได้ไหม นางสร่างเมาแล้วคงเกลียดข้าแหง แถมนั่นยังเป็นจูบแรกของข้าด้วย เลวร้ายสิ้นดี ข้าจูบไม่เป็นด้วยซ้ำ!


            ใบหน้าของดีทริคเย็นชากว่าเก่า ยิ่งตอกย้ำถึงความย่ำแย่ของสิ่งที่เธอกระทำลงไป


            “ข้าไม่สนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้” เขาประกาศ


            “ก็ได้ ๆ ต่อจากนั้นมาธิลด้าก็โวยวายขึ้นมา นางบอกว่าเลือดเต็มไปหมด บอกว่าเห็นความตาย” อากาเบลรีบพูดต่อ ความขุ่นเคืองของอีกฝ่ายจึงลดลงบ้าง “ข้านึกว่านางหมายถึงข้า แต่เปล่า นางบอกว่าเห็นผู้ชาย สักพักก็บอกว่าเพ้อเจ้อไปเอง เพราะเพิ่งฟังฟอร์เรสต์เล่าเรื่องน่ากลัวมา แต่นางดูกลัวมากจนข้ากังวลไปด้วย ผู้ชายที่นางพูดถึงอาจจะหมายถึงใครก็ได้ แต่ข้าคิดว่ามันอาจจะหมายถึง...”


            เธอปิดปากเงียบทันใด เมื่ออยู่ ๆ ดีทริคก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างขบขัน ท่าทางคลายเครียดจากเมื่อครู่


            “ขำอะไร?” อากาเบลกระแทกเสียงใส่


“เป็นห่วงข้า?”


            “ตลกล่ะ เจ้าเป็นอะไรขึ้นมา ข้าก็โดนลูกหลงไปด้วย จำไม่ได้รึไง?”


            เขาเดินไปหยุดที่หน้าต่าง เส้นผมสีทองสะท้อนสีส้มจากเปลวไฟของเตาผิง “ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องกังวล” เขาเข้าเรื่อง “เหมือนฝันร้าย ไม่ใช่เรื่องจริง”


            อากาเบลพยักหน้าตาม ความกังวลทั้งหลายไม่มีอยู่อีก เธอสามารถกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง จึงเริ่มถอยหลังจะเดินออกจากห้องไป แต่แล้วดีทริคก็พูดรั้งขึ้นมาเสียก่อน


            “พยายามอย่าใกล้เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์มากนัก”


            เธอคิ้วกระตุก “ทำไมข้าจะใกล้ไม่ได้...”


            “เจ้าเคยถามข้าว่าทำไมข้าถึงใส่ถุงมือตลอด” เขาขัด ก่อนจะหันมามองเธอ แล้วชูถุงมือสีดำข้างขวา ท่าทางจริงจังจนเธอต้องยอมยืนฟังเงียบ ๆ แต่โดยดี “ไม่ใช่ทุกคนที่เจ้าเจอเป็นคนธรรมดา บางคนในนั้นสามารถทำอันตรายให้กับเจ้าได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาวุธ” เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง แล้วจึงกล่าวต่อ “หากเจ้าเปิดโอกาสให้สัมผัสกับผิวกายของเจ้า”


            “นี่เจ้าคิดว่าข้าจะโดนคนที่ตัวเล็กกว่าขนาดนั้นตบจนสลบเมือดรึไง”


            ดีทริคครุ่นคิดขณะมองพื้นห้อง “เจ้าควรจะพักผ่อน”


            ถึงจะโต้ประโยคของอีกฝ่ายไปอย่างไร้มารยาท ทว่าอากาเบลกลับรู้สึกตงิดใจขึ้นมา เธอจึงรั้งเขาที่เดินมาเปิดประตูห้องพักให้ ก่อนจะกระอึกกระอักไปกับความรู้สึกประหลาด ๆ ในท้องเมื่อสบตาตรง ๆ ในระยะเผาขน อาจเป็นเพราะความหมั่นไส้อยากต่อยหน้ากระมัง แต่เธอก็หันหน้าหนีอยู่ดี


“มาธิลด้ามีความเกี่ยวข้องกับตระกูลลาเบลล์ไหม”


            “นางมาจากตระกูลลาเบลล์” ดีทริคตอบ “ทำไม?”


            “แค่สงสัย ไปล่ะ”


            ทันทีที่ออกมาจากห้องพักของดีทริค นิมิตหนึ่งซึ่งอากาเบลเคยเห็นก็ปรากฎขึ้นมา ฉากสนทนาระหว่างโธมัสกับโคนอน ภายหลังที่พวกเขาเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองที่มาธิลด้า ลาเบลล์หมั้นหมายกับเอิร์ลริชาร์ด เซลี่ โธมัสฝันร้าย เป็นความฝันที่ทำให้เขาอยู่ไม่เป็นสุขไปช่วงหนึ่ง ด้วยความกลัวว่าดีทริคจะโดนอะไรบางอย่างสังหารซ้ำไปซ้ำมา


            ฝันร้ายของโธมัสไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่นั่นไม่ใช่ฝันร้ายเดียวที่เขามี



***



            ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ดำมืด เหมือนฝนกำลังจะตก


            อากาเบลขยับร่างเปลือยเปล่าไปเกาะหน้าต่างดู สงสัยจะเป็นลางร้าย เธอสามารถสัมผัสกับลมหนาวยะเยือกจากข้างนอกได้จนตัวสั่น หลังจากแนบแก้มกับตัวอิฐให้ความเย็นปัดเป่าความง่วงจนหายเป็นปลิดทิ้ง เธอก็กลิ้งตัวไปมาบนเตียง พลางเอื้อมแขนไปคว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายทั่วพื้นมาสวม กระดูกลั่นเสียงดังขณะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ


            กิจวัตรยามเช้าของอัศวินยังมีอยู่ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะยังนอนหลับไม่ตื่นยันสายก็ตาม (ยกเว้นราล์ฟซึ่งขมีขมันประหนึ่งเป็นอัศวินฝึกหัดอายุน้อย) เธอหาววอดตลอดการเดินทางไปยังห้องสวดมนตร์ ระหว่างสวดก็หาวต่อจนอัศวินตัวใหญ่ข้าง ๆ หันมาถลึงตาไม่พอใจใส่ แน่นอนว่าเธอรีบสำรวมกิริยาทันที เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องไร้สาระขึ้นมา ต่อจากนั้นเธอก็ฝึกฟันดาบกับหุ่นฟางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก โดยมีราล์ฟคอยกระตุ้นอยู่ข้าง ๆ


            เหล่าอัศวินคนอื่นต่างสนทนาถึงเรื่องต่าง ๆ ที่อากาเบลฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ราล์ฟเห็นเธอพยายามกลั้นใจไม่จ้องคู่สนทนาบ่อย ๆ เขาจึงช่วยอธิบายเพิ่มเติม มีคำสั่งโดยตรงจากศาสนจักร แต่ตัวคำสั่งยังเดินทางมาไม่ถึงอาณาจักรแอเธลวิน น่าจะภายในอีกสองสามวันทุกคนก็จะทราบว่าคำสั่งดังกล่าวคือคำสั่งอะไร ที่แน่ ๆ คือคงไม่ใช่คำสั่งทั่วไปอย่างแน่นอน


            “มันเป็นคำสั่งจากราชานักบวช ตัวแทนรับวจนะของพระผู้เป็นเจ้าน่ะ” เขาบอก “ใคร ๆ ก็รอคอยคำสั่งนั้นกัน”


            ไม่ใช่เธอคนนึงล่ะ อากาเบลเบะปาก แล้วฟันดาบใส่หุ่นฟางงก ๆ ตามที่ราล์ฟสอน และตามท่าทางของดีทริค (คนที่ควรจะสอนเธอ แต่ดันไม่เคยมาปรากฎตัวยามเช้าเลยด้วยซ้ำ) ที่เธอจดจำมาตลอดทั้งชั่วโมง


            ระหว่างนั้น ราล์ฟพินิจพิเคราะห์ท้องฟ้าของวัน “มรสุมกลางฤดูหนาวรึยังไง”


            หลังจากกินขนมปังเสร็จและหมดกิจวัตรยามเช้า อากาเบลก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ถึงเวลาไปหามาธิลด้าแล้ว ทว่าเหตุการณ์เมื่อคืนกลับผุดขึ้นมาเตือนความจำเสียก่อน จากที่เธอก้าวขายาว ๆ อย่างร่าเริงข้ามไปยังคฤหาสน์อีกฝั่ง มันกลายเป็นก้าวเล็ก ๆ เพื่อพยายามถ่วงเวลาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในหัวจินตนาการคำต่อว่าของมาธิลด้าต่าง ๆ นานาจนรู้สึกสิ้นหวัง อยากหันหลังวิ่งไปหาที่ทำใจที่อื่นแทน


            เธอไม่ควรจะจูบนาง ไม่ควรเลย—


            “อากาเบล?”


            เธอหยุดกึกกลางทาง ก่อนจะแหงนหน้ามองเด็กสาวผมทองในชุดสีเขียวมรกตด้วยความตกใจ นี่เธออุตส่าห์เดินช้า ๆ แล้วนะ! เธอแก้มแดงจัดจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอสังเกตเห็นพุ่มไม้จมหิมะข้างทางเดิน เธอก็พบว่าตัวเองยังเดินไปไม่ถึงห้องของมาธิลด้าด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ทั้งสองเจอกันโดยบังเอิญตรงทางเชื่อมระหว่างคฤหาสน์ต่างหาก


            สถานการณ์ที่อากาเบลจินตนาการไว้คือความอึดอัดเกินกว่าจะบรรยายได้ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น มาธิลด้าตาแดงคล้ายจะร้องไห้ นางปรี่มาหา พลางกล้ำกลืนน้ำตาขณะขอร้องเสียงสั่นเครือ


“ช่วยข้าตามหาห้อง ๆ นึงที ได้โปรด”


            อากาเบลสับสนจัด “ดะ-ได้...”


            ห้องที่ว่าเป็นห้องเก็บของอับ ๆ อยู่ในคฤหาสน์หลังไหนสักหลัง ไม่มีข้อมูลมากไปกว่านี้ สิ่งที่เธอทำได้คือถามคนรับใช้ แล้วไล่ดูห้องเก็บของไปทีละห้อง จากคฤหาสน์ที่มาธิลด้าอาศัยก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อไม่เจอก็ขยับมาคฤหาสน์ปีกซ้าย ยิ่งใช้เวลานานเข้า มาธิลด้าก็เริ่มตัวสั่นหนัก น้ำตารื้นกรอบหน้าอ่อนเยาว์ สุดท้ายอากาเบลก็พามาค้นหาในคฤหาสน์หลังหลักแทน แม้เธอจะมืดแปดด้านเลยก็ตาม


            “เกิดอะไรขึ้น?” เธอพยายามถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมา


            ลมพัดโหมจนกระโปรงปลิวไหวรุนแรง ทั้ง ๆ ที่เป็นตอนสายแท้ ๆ แต่ฟ้ากลับมืดยิ่งกว่าช่วงที่อากาเบลตื่นนอนเสียอีก เธอรู้สึกกระวนกระวายใจลึก ๆ เหมือนกับมีอะไรบางอย่างคอยกวนใจเรื่อย ๆ แต่เธอไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร จึงเหลือบมองมาธิลด้าเป็นระยะ ๆ แทน นางเครียดขนาดกัดเล็บตัวเอง น้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่เหลือเค้าเคาน์เตสผู้สง่างามอีกต่อไป บางครั้งนางจะพึมพำออกมาว่า “ไม่เอา” และ “ต้องไปให้ทัน” ก่อนจะหันมากระตุกแขนเสื้ออากาเบลเป็นการสื่อความ บางครั้งนางก็จะหยุดอยู่กับที่ เหม่อลอยครู่เดียวก็หันมาบอกรายละเอียดของห้องเก็บของที่ว่าเพิ่มเติม


            “ข้าคิดว่าข้ารู้จักห้องนั้น” อากาเบลบอก “อาจจะเป็นห้องที่ข้าแต่งตัวก่อนงานประลองทวนเริ่ม”


            เธอรีบพามาธิลด้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังห้องเก็บของดังกล่าว แต่แล้วหัวใจก็เต้นแรงจนกระแทกกับหน้าอกเสียงดังขึ้นหู ที่นั่นมีเงาดำมืดรอคอยอยู่ จมูกของเธอรับกลิ่นที่ไม่เข้าพวกได้ มันคาว เหม็น และมีจำนวนมหาศาล กลิ่นนั้นสะกดให้เธอเป็นใบ้ไปชั่วขณะ ไม่ยอมตอบคำถามของมาธิลด้าที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงหยุดเดินกะทันหัน ราวกับนางล่วงรู้เหตุผลที่แท้จริง ใบหน้าพลันซีดเซียว แล้วนางก็สะบัดข้อมือทิ้งเพื่อพุ่งไปเปิดประตูห้องเก็บของ


            แต่ประตูกลับถูกเหวี่ยงเปิดออกมาเสียก่อน เอิร์ลริชาร์ด เซลี่ในสภาพเหงื่อซกเบิกตาค้าง เหมือนไม่นึกไม่ฝันว่าจะเจอะกับคนอื่นในเวลาแบบนี้ เขารีบขยับตัวขวางประตูทันที ก่อนจะตวัดสายตามาเห็นอากาเบล นั่นเองที่เขาขบริมฝีปากด้วยความกังวลหนัก แล้วเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกเมื่อมาธิลด้าแผดเสียงใส่ให้เขาหลบไป เขาพยายามคว้าร่างบอบบางของนางไว้ แต่มันก็ไม่ทันแล้ว เพราะนางมองเห็นสิ่งที่อยู่ในความมืดของห้องเก็บของเรียบร้อย


            ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแทบขาดใจตายของมาธิลด้า อากาเบลค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนเธอจะตัวเย็นเฉียบเมื่อเห็นสภาพด้านใน ลังไม้หลายลังถูกตั้งไว้กลางห้อง มันเปื้อนเลือดสีเข้มจากเจ้าของร่างที่นั่งอยู่บนนั้น และเลือดนั้นก็เปรอะเปื้อนไปทั่วเสื้อสีน้ำตาลอ่อน กลายเป็นสีแดงฉานตัดกับแสงสลัว ๆ มีดเล่มหนึ่งปักไว้ที่ลำคอซึ่งไม่เหลือสีผิวเก่าอีกต่อไป ใบหน้าที่เคยมีชีวิตของฟอร์เรสต์บิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดก่อนตาย


            อากาเบลยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานจนกระทั่งเสียงกรีดร้องของมาธิลด้ากลายเป็นเสียงร่ำไห้ เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ก็พบว่ามีคนมายืนล้อมบริเวณเต็มไปหมด ราล์ฟอยู่ข้างกายเธอตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เขากำสร้อยคอในมือแน่น พลางกระซิบท่องบทสวดส่งผู้เสียชีวิตด้วยเสียงแหบแห้ง เธอเหม่อมองผ่านเขาไปในหมู่ผู้คน ก่อนจะสังเกตเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของดีทริค นั่นทำให้เธอรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง แต่เขากำลังขมวดคิ้วเคร่งเครียดจัด มองหน้าเธอครู่หนึ่งก็หันไปทางห้องเก็บของ


            “ท่านทั้งหลาย กรุณาหลบและให้ความร่วมมือด้วยขอรับ” มีเสียงประกาศดังขึ้น


            ทหารประจำพระราชวังคู่หนึ่งเบียดวงผู้คนเข้ามา ก่อนพวกเขาจะตรงไปรวบแขนทั้งสองข้างของมาธิลด้าที่นั่งก้มหน้าอยู่บนพื้น ราวกับไม่มีชีวิตไปอีกคนเสียแทน นางไม่ขัดขืน แทบจะให้ฉุดกระชากจนเท้าลากดินไปด้วยซ้ำ เอิร์ลริชาร์ดปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางก้าวถอยและพยักหน้าให้ทหาร อากาเบลเห็นดังนั้นก็พลันโกรธจัด จึงเตรียมจะพุ่งไปหามาธิลด้าโดยมีราล์ฟดึงแขนไว้ข้างหลัง เธอดิ้นขัดขืน แล้วอ้าปากจะตะโกนว่าคนที่ฆ่าฟอร์เรสต์คือ—


            “ให้ข้าจัดการต่อเอง” ดีทริคเอ่ยขึ้น


            ราล์ฟปล่อยแขนอากาเบลทันที และกลายเป็นดีทริคที่ระมัดระวังในการตรึงคอเสื้อเธอไว้กับที่เป็นอย่างสูงแทน


            “มาธิลด้าไม่ได้ทำ” เธอหันไปพูดกับเขา “นางไม่ได้ทำอย่างไงเล่า!


            “เจ้าต้องใจเย็น...”


            เธอไม่ได้ยินอีก เพราะอยู่ ๆ หูก็อื้ออึงกับเสียงซุบซิบของผู้คนรอบด้าน ด้วยความหงุดหงิด เธอจึงพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการจับกุม เมื่อไม่สำเร็จ ก็ขาดสติเหวี่ยงศอกไปหาใบหน้าของดีทริค นั่นเองที่แขนขาหยุดทำงานฉับพลัน เธอตัวแข็งทื่อ สิ่งเดียวที่ขยับได้คือดวงตาที่กลอกไปมา ประสาทรับรู้ว่าคนข้างหลังถอนหายใจเหนื่อยอ่อนใส่


เขาใช้พันธสัญญาชีวิตควบคุมเธอ!


            “เจ้าช่วยนางไม่ได้” ดีทริคกระซิบบอก ราวกับรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงพูดย้ำอีกครั้ง “เจ้าทำอะไรไม่ได้”


            ความโกรธพวยพุ่ง พาลให้อากาเบลแทบคลั่ง


            “เราจะหาทางช่วยนางทีหลัง แค่ยังไม่ใช่ตอนนี้”


            เขาปล่อยคอเสื้อเธอ และการควบคุมของพันธสัญญาชีวิตก็หายไป น่าแปลกที่เธอหมดแรงจะอาละวาดทันควัน


หนึ่งในทหารหยุดเดินเพื่อประกาศเสียงดังกลบกระแสสนทนา “เคาน์เตสมาธิลด้า เซลี่ ท่านมีความผิดอันใหญ่หลวงสองประการ หนึ่ง ข้อหาผิดศีลธรรมในครอบครัว และสอง ข้อหาเกี่ยวพันกับเวทมนตร์ และหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริง ซึ่งก็คือแม่มด ในนามของพระผู้เป็นเจ้าและกษัตริย์แห่งแอเธลวิน ท่านต้องถูกนำตัวไปไต่สวน หากไต่สวนและมีความผิดจริง ท่านต้องโทษประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็น”





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #927 maple_ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:10
    โอย ใครทำ ทำไปทำไม มาทิลด้าทำอะไรผิด ส่วนเรื่อฃมังกรพาร์ทแรกของบทนี้ ดิทริคตังจริงมาจากเฮเนวิง ส่วนตัวปลอมค่อยปลอมตัวตอนอยู่แอเธลวินใช่มั้ยเนี่บ
    นิยายเรื่องนี้ยิ่งอ่านยิ่งหักมุม เดี๋ยวเฉลยปมเดี๋ยวสร้างปมใหม่ ยิ่งไม่ได้ตามมานานมีแต่จะลืม TT
    #927
    0
  2. #879 tingerbel (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 03:29
    มันเป็นอีกหนทางในการวางแผนกำจัดมาธิลด้าใช่มั้ย...
    #879
    0
  3. #786 minggg- (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 05:26
    โอยย สถานการณ์ยุ่งเหยิง
    แต่ขำที่พอรู้ว่าไปทำอะไรมาแล้ว คุณพี่หน้าบึ้งใส่ค่ะ 
    555 แอบหึงสินะ
    #786
    0
  4. #260 namine-38 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 มกราคม 2559 / 08:13
    อึ้ง....ค้าง... ก็พอจะเดาๆได้ว่ามาธิลด้าเป็นแม่มดแล้วภาพในนิมิตนั่นคือฟอเรสต์ แต่ว่า...ครฆ่าฟอเรสต์กันเนี่ย!?! อากาเบลจะช่วยมาธิลด้าได้มั้ยเนี่ย ลุ้นกันต่อไป ดีทริคหึงอากาเบลกับมาธิลด้าด้วยล่ะ อิอิ ไม่พอใจที่อากาเบลจูบมาธิลด้าใช่ป่าวววว น่ารักกกก ยิ่งตอนหน้าแดงเพราะอากาเบลดึงหน้าไปชิดนี่แบบ พวกนายจูบกันเลยซี้~
    #260
    1
    • #260-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:38
      อายุ 23 แต่ก็ยังเรียกได้ว่าเด็กหนุ่ม (?)
      #260-1
  5. #259 tingerbel (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 มกราคม 2559 / 00:10
    เราติดเรื่องนี้ได้ไงดนี่ย ตอนเริ่มอ่านแรกๆเฉยมาก เลิกอ่านไปพักนึงกลับมาอ่านใหม่ ติดค่า ชอบภาษาและเนื้อเรื่องมาก **ชอบดีทริคมากด้วย** เเต่งได้ดี บางทีก็อ่านละอิน โมโห อะไรๆก็ศาสนา นักบวชแทบจะกลายเป็นพระเจ้าซะแทน หงุดหงิด ยิ่งเรื่องการเผาแม่มด ใครผิดปกติออกมาโดนกล่าวหาหมดว่าแม่มดๆ ที่กล่าวหาก็เพราะว่ากลัว เลยต้องอาศัยพวกมากกับชาวบ้านไร้สติปัญญาไปฆ่าเค้า โดยเฉพาะวิธีพิสูจน์โดยการจับถ่วงน้ำเนี่ย จะบ้ารึเปล่า คนคิดก็ความคิดแจ่มเจ้าเล่ห์เหลือเกิน ทุกคนพอจมน้ำก็ต้องพยายามตะเกียดตะกายเอาชีวิตรอดอยู่แล้ว พอโผล่พ้นน้ำมาก็โดนว่าว่าเป็นแม่มด โดนเผาอีก ไม่โผล่ก็จม ตายทั้งสองทาง คือโดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มดเมื่อไหร่คือตายเท่านั้น มันคือหนึ่งในวิธีกดอำนาจผู้หญิงรึเปล่า ไม่ให้ผู้หญิงที่เก่งๆขึ้นมามีอำนาจได้ แต่เมื่อก่อนมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ช่วงที่การเผาแม่มดรุ่งเรือง
    #259
    1
    • #259-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:38
      สมัยนั้นศาสนามีอำนาจเยอะจนน่ากลัวเลยล่ะค่ะ
      #259-1
  6. #258 tingerbel (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 มกราคม 2559 / 00:04
    ว๊อททททท สรุปมาธิลด้าเป็นแม่มด เรื่องจูบนี่ยังไง ตอนนี้มีดีทริคกับอากาเบลให้พอได้ฟินกันบ้าง ตกลงคืออะไร ใครฆ่าฟอร์เรสต์กันแน่? ไม่ใช่สามีมาธิลด้าเหรอ ทำไมคนถึงรู้ว่ามาธิลด้าเป็นแม่มด
    #258
    1
    • #258-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:37
      ยังไม่ยืนยันอะไรทั้งนั้น และยังไม่ปฏิเสธอะไรทั้งนั้นค่ะ (?)
      #258-1
  7. #257 venelin (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 23 มกราคม 2559 / 23:03
    ทำไปเพื่ออะไรกัน แล้วคนอื่นรู้ได้ไงว่ามาทิลด้าเป็นแม่มด
    #257
    1
    • #257-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:35
      ส่วนใหญ่ยุคนั้นใคร ๆ ก็โดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มด XD
      #257-1
  8. #256 peridot (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 23 มกราคม 2559 / 21:07
    ไม่ชอบอยู่อย่างคืออะไรๆก็โยนความผิดให้แม่มด  เชื่อศาสนจักรซะทุกอย่าง แค่นึกถึงประวัติศาสตร์สมัยก่อนของโลกเราที่เป็นแบบนี้จริงๆก็รู้สึกอึดอัด น่ารังเกียจ  อินไปนิด55555 
    สงสารเอเมอรัลด์มากเลย นางน่าสงสารที่สุดในเรื่องแล้วเราว่า
    #256
    1
    • #256-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:35
      จริงค่ะ ยุคกลางเป็นยุคที่เลวร้ายมาก ;w;
      #256-1
  9. #255 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 23 มกราคม 2559 / 17:40
    ปรบมือรัวๆๆๆๆ

    เรื่องแรก ฉากฟิน หน้าเบลกะดีทริค ยุติดกัน!! พระเจ้า ไม่จูบให้รู้แล้วรูรอดไปเลย ....

    เรื่องสอง ดีทริคหึงครับพี่น้องงงงง หึงเบล ที่ไปจูบกะมาทิลด้า...แอรั้ยบยยยย ชอบเขสก้บอกไปสิ ดีทริค

    เรื่องสาม สงสารฟลอเรสต์ ตายซะงั้น

    เรื่องสี่ เจ้าคนที่ฆ่าคือ ท่านเอริล์ ริชาร์ด แล้วทะมาย มาทิลด้า โดนจับแทน แต่ก้ ดีแล้ว ฮึๆๆๆๆๆ .



    ปล.หวังว่าเบลจะไม่ทำอะรัยเพี้ยนๆ ในการช่วยมาทิลด้า จนพลอยทำให้ ดีทริค ซวยไปด้วย
    #255
    1
    • #255-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:35
      นาน ๆ ทีดีทริคจะหึง -v- หุหุ
      #255-1
  10. #254 disastrechalala (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 22 มกราคม 2559 / 01:15
    สงสารแม่เอเมอร์รัลด์มากเลย อากาเบลอยู่ก็ทำตัวไม่ดีใส่ พอไม่อยู่ก็ทั้งเป็นห่วงทั้งคิดถึงตลอด ยาโรเมียร์นี่ก็ค่อย ๆ น่าตบขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ จิกได้จิกเอา =..= มาธิลด้าแอบน่ากลัว น่าคิดดีนะว่า อากาเบลยังห่วงชีวิตของดีทริคเพราะพันธสัญญา (ห่วงตัวเอง 55) หรือก็ห่วงดีทริคแล้วกันแน่ :^)
    #254
    1
    • #254-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      23 มกราคม 2559 / 16:55
      เป็นซิงเกิ้ลมัมก็ต้องสตรองค่ะ
      #254-1
  11. #253 namine-38 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 มกราคม 2559 / 16:31
    รอต่อไปค่ะ ดีทริคหาย.....
    #253
    1
    • #253-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      23 มกราคม 2559 / 16:55
      เดี๋ยวฮีก็กลับมาค่ะ ฮา
      #253-1
  12. #252 tingerbel (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 มกราคม 2559 / 04:26
    ถูกแล้ว มันต้องงี้สิ อากาเบลไปหาดีทริคใช่มั้ย ดีมาก เราลุ้นคู่นี้มาทั้งเรื่อง อยู่ๆจะมาดอกลิลลี่บานสะพรั่งเป็นอากาเบลxมาธิลด้าไม่ได้ รออีกห้าสิบเปอร์เซ้นอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ว่าอย่างไรเอเมอรัลล์ก็น่าสงสารที่สุดในเรื่องละ
    #252
    1
    • #252-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      23 มกราคม 2559 / 16:55
      สงสารเอเมอร์รัลด์ ;w;
      #252-1
  13. #251 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 มกราคม 2559 / 21:26
    ดีทริคต้องไม่ตายยยยยยยย ไม่ๆๆๆๆๆๆๆ
    #251
    1
    • #251-1 kachelya(จากตอนที่ 28)
      23 มกราคม 2559 / 16:55
      เดี๋ยวมาต่อเฉลยอีก 50% ค่า :D
      #251-1