Draconic Chronicle

ตอนที่ 27 : II-27: Until I forget how Terrified I am

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 539
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    31 ม.ค. 60


27



            อากาเบลยืนกอดอกรอจนกระทั่งราล์ฟรับพรจากดูซปัซเตรสซ์เสร็จอย่างอดทน เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองต่างผงกศีรษะแสดงความเคารพให้กันและกัน เธอก็ถอนหายใจเสียงดัง แล้วรีบลากราล์ฟไปยังมุมที่ปลอดคนทันที


“อัศวินฝึกหัดคนที่ข้าสู้เมื่อกี้คือใคร มันชื่ออะไร”


            คิ้วของราล์ฟขมวดเป็นปมจนหน้าผากย่นเป็นชั้น ๆ “ไม่ต้องห่วงเจ้านั่นหรอก เดี๋ยวจะมีการสืบสวนและลงโทษเอง เจ้าเอาเวลาไปฝึกให้มั่นใจเถอะว่างานเลี้ยงเฉลิมฉลองพรุ่งนี้เจ้าจะไม่พลาดน่ะ นี่เป็นงานที่พระราชายื่นให้เชียวนะ!


            “พูดอย่างนี้แสดงว่าเจ้าไม่รู้ใช่ไหมว่าหมอนั่นเป็นใคร”


            “เอ้า ก็ข้าไม่ได้ตามสืบเกี่ยวกับอัศวินฝึกหัดทุกคนก่อนการแข่งขันนี่”


            เรื่องเดียวที่ราล์ฟอยากพูดถึงคือการแข่งขันประลองทวน เขาไม่พอใจที่ดีทริคไม่ยอมมาแสดงความยินดีให้กับอากาเบล (เขาจึงฉลองให้เธอเองเสียเลย) แต่ดีทริคคงรู้ว่าที่เธอมาไกลได้ขนาดนี้เป็นเพราะพละกำลังมังกรที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกายต่างหาก มันก็คือการโกงอย่างที่ใครก็ตามไม่สามารถจับได้ หลักฐานไม่มี เกล็ดสีเงินที่กระจัดกระจายในเกราะเหล็กยามเธอโดนโจมตีก็หายไปภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน


            “ปกติแล้ว งานเลี้ยงฉลองใหญ่ ๆ อย่างคืนพรุ่งนี้จะถูกจัดช่วงวันไร้ม่านหมอก มันเป็นวันที่พระเจ้าลงมาช่วยท่านแปรดิซกัสในวันที่หมอกลงจัด...” ราล์ฟเริ่มเล่าระหว่างเดินนำกลับเข้าไปในตัวคฤหาสน์


            “แปรดิซกัส? ใคร?”


เขาชะงัก ก่อนจะหันใบหน้าตกใจสุดขีดกลับมา “ใครคือท่านแปรดิซกัส? พระเจ้าช่วย! โซโกลอฟ เจ้าถามมาได้อย่างไร (“แล้วนี่เจ้าจะโมโหเพื่อ?” อากาเบลขัด) ทำไมข้าถึงโมโหน่ะหรือ ก็เพราะเด็กสมัยนี้มันไร้กาลเทศะ ไม่มีความดีในจิตใจเลยน่ะสิ! ท่านแปรดิซกัสเป็นเทวทูตที่นำคำสอนของพระผู้เป็นเจ้ามาให้พวกเราอย่างไงเล่า เจ้าไม่รู้จักท่านได้อย่างไร!


            “หา? ก็” อากาเบลคิดเหตุผลไม่ออก ก่อนจะไหล่ตกอย่างเหนื่อยใจ “เออ ก็ได้ จะบ่นก็บ่นมาเถอะ”


            ราล์ฟบ่นตลอดช่วงบ่ายและเย็นจริง ๆ มีเพียงตอนกลางคืนเท่านั้นที่เธอเว้นว่างจากการรับฟังเขาพูดเกี่ยวกับศาสนาอาซีมุส (ขอบคุณราชามังกร!) ทว่าช่วงเวลาอันสงบสุขกลับมีอยู่น้อยนิดเมื่อเธอต้องงัวเงียในชุดเดิม ตื่นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ระหว่างเสียงบ่นยาวเหยียดของราล์ฟ เธอกลั้นใจหยิบดาบของโธมัสมาสะพายไว้ข้างหลัง แผ่นเหล็กนั้นหนักอึ้ง รอยยิ้มละไมของโธมัสในความทรงจำของโคนอนก็ชัดเจนยามนึกถึงเขา แต่เธอกลับเสียวสันหลังขึ้นมาแทน


            เพื่อความสมบูรณ์แบบและรอบคอบ อากาเบลจึงต้องฝึกทหารยามตลอดทั้งช่วงเช้า ราล์ฟยิ่งเน้นย้ำว่านี่เป็นงานที่พระเจ้าชาร์ลส์อุตส่าห์ประทานมาให้เธอโดยเฉพาะ เน้นคำว่าโดยเฉพาะ ขนาดมาธิลด้ากับดีทริคพยายามปกปิดนัยน์ตาสีประหลาดของเธอแล้ว แต่เธอก็ยังโดนกลั่นแกล้งให้มาทำงานที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสบตาคน หากมีเลดี้ขี้ตกใจสักคนมาเห็นเข้า คราวนี้ก็คงเป็นเรื่องง่ายสำหรับราชาที่จะโยนเธอถ่วงน้ำเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นแม่มด


            คำถามคือ ทำไมเขาถึงยังไม่ลงมือเองสักทีล่ะ


            อาหารเช้ามีแค่ซุปผักกาดรสชาติแหยะ ๆ กับแอปเปิ้ล อาหารกลางวันก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่ากัน แค่ขนมปังแข็ง ๆ หน้าโง่หนึ่งก้อน โชคดีที่มันประทังความหิวของเธอได้ตั้งแต่งับคำแรก (อย่างกับกินก้อนหิน) แต่หลังจากนั้นท้องของเธอก็ร้องโครกคราก ขนาดที่กิลเบิร์ตซึ่งแอบหนีการประชุมมาหลบใกล้ ๆ ต้องบริจาคขนมปังขาวให้กิน สำหรับเธอที่เคยทิฐิปฏิเสธอาหารจากดีทริคจนโดนขังในคอกม้าหลายคืน แน่นอนว่าเธอรับมากินโดยไม่รอให้ถามซ้ำ


            “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าไม่อยากร่วมงานเฉลิมฉลอง” กิลเบิร์ตเอ่ยพูดเสียงเศร้า ๆ เหมือนลูกหมาหูตก


            อากาเบลแค่ยักไหล่ให้ เขาจึงไม่ได้พูดต่อ นอกจากยืนยึกยืออยู่กับที่สักพักก็เดินจากไป ถ้าไม่อยากโดนปฏิเสธก็อย่าชวนคุยสิ เธอนึกจะพูดไล่หลังเพื่อทำลายความรู้สึกผิดที่รุมเร้าในอกของตัวเอง ทว่าก็ไม่ได้เปิดปากบอก


            เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ กลายเป็นแสงสีส้มตัดกับสีเข้มที่ขอบฟ้า อากาเบลก็เห็นความวุ่นวายของบรรดาคนรับใช้ แต่ล่ะคนแม้จะสวมเสื้อผ้าปกติ (ผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงยาวซอมซ่อสีตุ่น ผู้ชายใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำตาลเข้ม มัดเชือกตรงเอว กางเกงขากว้างสีเดียวกัน) ทว่าใบหน้าสะอาดสะอ้านกว่าเดิม เรือนผมยาวของสาวใช้มีการรวบมัด ประดับด้วยดอกไม้ ต่างสวมผ้าคลุมบาง ๆ เป็นลวดลายสีฟ้าอ่อนสลับขาว และพวกผู้ชายก็สวมหมวกที่มีจี้ห้อยเหมือนม่านด้านหลังศีรษะ


            ปัจจุบันอากาเบลอยู่ในชุดทหารตัวหนาใต้ผ้าคลุมมีโซ่เงินห้อยตรงบ่า ดาบของโธมัสยิ่งทวีคูณน้ำหนัก ราวกับเธอกำลังแบกรับความคาดหวังสูงส่งอยู่ เธอจึงยืนนิ่งเหมือนหินในแถวทหารเฝ้ายาม และแหงนหน้ามองเพดานหลังคาทางเชื่อม ราล์ฟเดินป้วนเปี้ยนเพื่อย้ำหน้าที่ แล้วสักพักหัวหน้าทหารยามก็สั่งแถว ขบวนจึงขยับเดินผ่านทางเชื่อมเข้าไปในตัวพระราชวัง ตรงไปยังห้องกว้างขวางซึ่งมีโคมไฟเทียนระย้าสาดแสงสีทองเต็มเพดานสีดำมีลวดลายของเส้นตวัดโค้งหลากสี


            ผนังห้องหินสีเทามีผืนผ้าสีฟ้าติดตราราชวงศ์ห้อยลงมาทุกมุม ทางทิศเหนือมีช่องหน้าต่างทรงเรียวกับระเบียงสำหรับหนึ่งคนยืนมองความมืด พื้นไม้ไม่ได้ระนาบเท่ากัน แต่คล้ายขั้นบันไดเตี้ยซึ่งบรรจบเป็นพื้นยกสูงบริเวณที่เชื้อพระวงศ์นั่ง ตรงนั้นมีเชิงเทียนขนาบซ้ายขวา ไม้เลื้อยเกาะขาตั้งของเชิงเทียง จังหวะดนตรีแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของบรรดาแขกเหรื่อซึ่งค่อย ๆ ทยอยเดินเข้ามา ใครก็ตามที่อากาเบลรู้จักเข้ามาในงานหรือยัง เธอไม่มีทางรู้ เพราะกำลังระมัดระวังกับการเลื่อนนัยน์ตาสีประหลาดจากเพดานลงมามองผู้คนเป็นอย่างมาก


            ครู่หนึ่งการสนทนาของผู้คนก็เบาลงจนไม่หลงเหลือเสียงใด ๆ อีก อากาเบลซึ่งเชิดหน้าสูงมาตลอดเหลือบตาต่ำเพื่อสำรวจ พบว่าแขกเหรื่อกำลังจดจ้องไปยังแท่นยืนติดเชิงเทียน ผืนผ้าสีทองอร่ามหนึ่งเดียวในห้องโบกสะบัดน้อย ๆ เบื้องหลังกิลเบิร์ตที่ยืนยิ้มเจื่อนอยู่ เขาอยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้มอย่างดี ทรงผมปัดเรียบไปทางขวามือ ดาบประดับมุกห้อยข้างเอว ไม่ไกลนักอาจจะเป็นดีทริค (เธอมองเห็นไม่ชัด) ซึ่งกำมือหลวม ๆ ปิดปาก เธอนึกว่านั่นคือท่าทางพิรุธ แต่เขาแค่กลั้นหาวเฉย ๆ


            กิลเบิร์ตกระแอมไอ แล้วเริ่มต้นพูด “กลางฤดูหนาวเช่นนี้ ข้านึกว่าไม่มีใครอยากจะเต้นรำเสียแล้ว ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีคนมาร่วมงานเยอะกว่างานเลี้ยงงานอื่นที่จัดในฤดูร้อนไม่ก็ฤดูใบไม้ผลิเสียอีก พวกท่านชอบพายุหิมะกันหรือ”


เมื่อมีเสียงหัวเราะครืน อากาเบลก็กลอกตา ขำตรงไหน


“ข้าจะรีบพูดเร็ว ๆ เพราะพวกท่านบางคนคงอยากชิมเหล้าแทบแย่แล้ว” กิลเบิร์ตพูด ดูมีความมั่นใจมากขึ้น


            ใครบางคนสะกิดข้อศอกของเธอเบา ๆ เป็นฟอร์เรสต์นั่นเอง


“เลดี้มาธิลด้าอยากให้เจ้าไปรอนางที่ระเบียงหน้าต่างอีกฝั่งตอนงานเลี้ยงใกล้เลิกน่ะ” เขาบอก


เธอพยักหน้าตอบรับโดยไม่ละสายตาไปจากเพดาน เขาเลยกระอึกกระอักเล็กน้อย แล้วก้าวถอยหลังไปตั้งตัวครู่เดียวก็เดินเข้ามาบอกว่าบรรดาขุนนางจะไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้ เธอครางในลำคอ พลางนวดขมับทันทีเมื่อได้ยินคำเตือน ฟอร์เรสต์เข้าใจว่าเธอไม่ชอบ จึงรีบเดินหนีหายไปในฝูงชน


            “งานเฉลิมฉลองนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้นหากเราไม่มีชัยชนะเหนือกองทัพเฮเนวิงที่ชายแดนเมืองคาลีซช์” กิลเบิร์ตยังคงพูดต่อไป แต่น้ำเสียงกลับสั่นไปทีล่ะน้อย ราวกับเขาไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังพูดเสียเท่าไร “เป็นเพราะคำอวยพรและความกรุณาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพวกเฮเนวิงโชคร้ายที่พระเจ้าของพวกเราไม่เข้าข้างพวกมัน พระองค์เห็นว่าพวกมันมีแต่ความเลวร้าย ทั้งหยาบช้าและป่าเถื่อน เป็นพวกไร้ศรัทธาและความดี ข้าจึงสามารถนำกองกำลังน้อยนิด


            เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่


            “บุกไปปราบ


            เงียบไปครู่หนึ่ง


            “และสั่งสอนจนพวกเฮเนวิงต้องหนีกลับดินแดนของตัวเองกันจ้าล่ะหวั่น” กิลเบิร์ตยิ้มกว้างด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปหาหน่วยอัศวินองครักษ์ข้างหลังเพื่อบังคับให้ช่วยปรบมือ แขกเหรื่อเห็นดังนั้นก็ปรบมือตาม เป็นเสียงดังอื้ออึงชั่วขณะ “ใช่แล้ว ยังเหลืออีกประการนึงซึ่งหากมันไม่เกิดขึ้น ข้าก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ พวกเราติดหนี้เหล่าอัศวิน ทหาร และ


            “ดูเวลาซิ” พระเจ้าชาร์ลส์แทรกเสียงเข้ม พลางพยุงร่างผอมแห้งมายืนเคียงกิลเบิร์ตที่หน้าซีดลงถนัดตา “อา... ข้าคิดว่าถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับคืนนี้แล้ว เจ้าชายกิลเบิร์ตตรงนี้ก็คงอยากเต้นรำกับเลดี้พอสมควรแล้วใช่ไหม ลูกรัก?”


            “นะ-แน่นอน ท่านพ่อ”


            การเต้นรำเริ่มต้นขึ้น จังหวะดนตรีช้าเนิบนาบ และค่อย ๆ เร่งความเร็วจนเหมือนอยู่ท่ามกลางงานเทศกาล อากาเบลอดไม่ได้ที่จะจ้องมองภาพอันรื้นเริงตรงหน้าด้วยความสนใจ มังกรไม่มีการฉลองด้วยการเต้นท่ามกลางเสียงดนตรีเช่นนี้ และถึงมนุษย์จะแค่แตะข้อมือและหมุนไปรอบ ๆ ท่วงท่าเต้นรำดังกล่าวก็เป็นภาพที่แปลกใหม่พอสมควร เธอจึงกวาดตาไปรอบห้อง เห็นกิลเบิร์ตเต้นรำกับเลดี้สาวน้อยคนที่สี่ได้เมื่อเธอรู้สึกเมื่อยขาเต็มทน อาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ—


มาธิลด้ากำลังหมุนตัวแช่มช้อยและยิ้มหวานในลานเต้นรำ


หัวใจของอากาเบลเต้นแรงจัดทันที งดงามและโดดเด่นเป็นสองคำที่เธอนึกออก มาธิลด้าอยู่ในชุดราตรีเรียบยาวสีแดงกุหลาบ แขนเสื้อรัดตรงหัวไหล่ และกลายเป็นผ้าบานต่อจากนั้น ลำคอระหงส์ประดับด้วยสร้อยเงินติดจี้สัญลักษณ์ศาสนาทำจากมุกทอง เรือนผมทองของนางถูกรวบเป็นเปียใหญ่และพาดไว้บนบ่าข้างซ้าย หน้าผากคาดด้วยรัดเกล้าเงินส่องประกาย


ในโลกของมังกรไม่มีไอ้ความรู้สึกดีใจประหลาดนี่ยามได้เห็นหน้าคน ๆ หนึ่ง มันหมายความว่าอย่างไรกัน


พลันความสุขชั่วคราวก็มลายหายไป คู่เต้นรำของมาธิลด้าคือเอิร์ลริชาร์ดในชุดสีน้ำเงินเข้ม เขาวางฝ่ามือหนากับเอวของนาง และบางครั้งก็ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหู... อากาเบลกัดฟัน ก่อนจะเมินมองไปทางอื่นแทน ภาพดังกล่าวก่อให้เกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ไม่ว่าเธอจะหลบไปทางไหน คู่นี้ก็ตามมาเต้นรำให้เห็นประหนึ่งเป็นเงาตามติดอยู่เนื่อง ๆ


            เธออยากให้งานเลี้ยงจบไว ๆ เหลือเกิน จะได้ไม่ต้องทนยืนอยู่ตรงนี้อีก มาธิลด้าควรจะเต้นรำกับผู้ชายคนอื่น ไฟหงุดหงิดกำลังแผดเผาท่าทางสุขุมที่อุตส่าห์คงไว้ไปทีล่ะน้อย ไม่สิ... นางไม่ควรจะเต้นรำกับใครเลย


            “ดีมาก โซโกลอฟ ไม่อยากเชื่อว่าจะมีวันที่เจ้าอยู่นิ่ง ๆ ได้” ราล์ฟโผล่มายิ้มกว้างให้ “ไปพักสัก... สิบห้านาทีดีไหม”


            “กำลังเมื่อยขาพอดี” อากาเบลบอก แล้วตบแขนเขาด้วยความโล่งอก “ว่าแต่เจ้าพอจะมีเหล้าไหม”


            “แค่หนึ่งขวดเท่านั้น อย่าเมาตอนกลับมาทำงานต่อเชียวล่ะ” เขาเอี้ยวตัวไปคว้าเหล้าน้ำผึ้งขวดนึงมาให้


            ถึงจะเป็นเวลาพักผ่อนชั่วคราว แต่อากาเบลก็ยังต้องคงภาพลักษณ์ของทหารเฝ้ายามไว้ แม้ว่าระเบียงที่ราล์ฟชี้ให้ไปพักจะเป็นระเบียงอีกฝั่งที่แขกไม่โผล่มาเลยก็ตาม ที่นี่เงียบสงบ ไร้คนพลุกพล่าน ยกเว้นในสวนมืด ๆ ที่มีเงาผลุบ ๆ โผล่ ๆ ของหนุ่มสาวสองสามคู่ ตอนแรกเธอนึกว่าพวกนั้นคงอยากหาที่เงียบ ๆ พูดคุยกัน แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ปะติดปะต่อได้ว่านั่นคงไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริง


            “ไม่มีห้องทำกันรึไงวะ” เธองึมงำด่า พลางกระดกเหล้าน้ำผึ้งดื่มจนรู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเธอก็นั่งหันหลังบนเฉลียงไม้ เสียงของงานเลี้ยงดังจากอีกฟากมาถึงตรงนี้ คงจะสนุกกันสุดเหวี่ยง กลายเป็นว่าเธอหงุดหงิดอยากพาลจนเผลอนึกถึงภาพการเต้นรำของมาธิลด้ากับริชาร์ดแทน ให้ตายเถอะ เธอไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เลยสักนิด


            ทำไมมาธิลด้าถึงยังยิ้มแย้มให้กับริชาร์ดได้กัน อดทนไปเพื่ออะไรกับชีวิตเส็งเคร็งแบบนั้น เหมือนแม่ไม่ผิดเพี้ยนเลย...


            ยิ่งดื่มเหล้าก็ยิ่งแปรเปลี่ยนความหงุดหงิดให้กลายเป็นอารมณ์เศร้าว้าเหว่ ความอัดอั้นในอดีตเมื่อเนิ่นนานถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้อากาเบลเผลอบีบขวดเหล้าจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่คิดต่อต้านพ่อ แต่เลือกที่จะแสร้งยิ้มเหมือนมาธิลด้า ทำไมถึงไม่มีมังกรตัวไหนในสเนียเซนี่สู้พ่อได้ ทำไมพ่อถึงแข็งแกร่งจนแม่กับเธอได้แต่ก้มหัวให้กัน


            ราวกับพ่อเป็นราชามังกรที่เหนือกว่ามังกรตัวใด ๆ ก็ตามในโลกอย่างไงอย่างงั้น...


            อากาเบลสะดุ้ง ตัวสั่นสะท้านขึ้นมา เธอกลัวจนต้องหลับตาตั้งสมาธิ


            พ่อตายไปแล้ว เขาจะไม่โผล่มาทำร้ายหรอก


จังหวะดนตรีนุ่มนวลจากงานเลี้ยงครอบงำบริเวณไปชั่วขณะ และเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็ตระหนักถึงความอ้างว้างและโดดเดี่ยวที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูก มันทำให้ใจเบาโหวงเหวงขณะที่เธอค่อย ๆ กวาดตามองสวนมืดมิดและโถงทางเดินสว่างไสวไร้ผู้คน สเนียเซนี่ไม่เคยมีสภาวะครื้นเครงเหมือนที่นี่ ความเหงาหงอยจึงไม่สร้างปัญหาให้กับเธอ แต่ตอนนี้... เธอรู้สึกจริง ๆ ว่าเธออยู่คนเดียวมาตลอด มีแม่คอยเป็นห่วงก็จริง แต่ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครจะรับฟังความอัดอั้นทั้งนั้น


น่าขำนักที่เธอเศร้ากับของพรรคนี้ ในเมื่อเหตุผลที่แท้จริงชัดแจ้งมาตลอด ก็นิสัยเลวร้ายที่ผ่านมาอย่างไร อย่างที่ลิลี่เคยต่อว่า อย่างที่นางอดทนไม่ไหวอีก มาธิลด้าอาจจะรู้สึกแบบเดียวกันกับลิลี่ด้วยซ้ำ แค่นางไม่ได้พูดออกมา คนอื่นก็เช่นกัน พวกเขาไม่พูด เพราะรู้ว่าอย่างไรเธอก็จะไม่เปลี่ยน อย่างไรบทลงโทษที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเธอก็คือตาย ๆ ไปซะ


อากาเบลทรุดลงไปนั่งกอดเข่าและเอาแผ่นหลังพิงเฉลียงไม้ ปลายนิ้วที่เกี่ยวขวดเหล้าอ่อนแรงลง แต่เธอก็ยังไม่ร้องไห้ ร่างกายกลับชาวาบเพราะอากาศหนาวเหน็บแทน เธอสับสนจัด ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี ควรจะแก้ไขนิสัยไหม หรือปล่อยมันต่อไปดี สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากอดทนกับเธอนี่ เพราะจวบจนปัจจุบันเธอก็ยังเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวอยู่ดี หากเธออยู่ที่สเนียเซนี่ แม่จะรีบปลอบประโลมและโอบกอด แล้วเป็นไงล่ะ เธอผลักแม่ทิ้ง สมควรแล้วที่ตอนนี้เธอต้องทนทรมานแทน


            ทรมานไปจนวันที่สิ้นลมหายใจ ทรมานโดยที่คนทั้งโลกหันหลังให้ เหมาะสมแล้วที่จะต้องเจ็บปวดแบบนี้—


เสียงฝีเท้ารัวเร็วดังสะท้อนกับพื้น


            อากาเบลรีบกระเด้งตัวขึ้นมายืนมองสวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราล์ฟคงส่งทหารยามคนอื่นมาเปลี่ยนเวร เธอจึงทำเป็นชมพระจันทร์ระหว่างรออีกฝ่ายไล่เธอกลับไปทำงาน แต่ยืนรอไปอึดใจนึงเต็ม ๆ ก็ยังไม่มีเสียงใด ๆ ดังขึ้น เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะตวัดใบหน้าไปมองทหารยามเพื่อที่จะแขวะ


            “จะสื่อสารกันด้วยความคิดรึไงวะ...”


กลายเป็นเธอที่ตะลึงจนพูดไม่ออก ขวดเหล้าลื่นหลุดจากมือฉับพลัน มันกลิ้งหลุน ๆ ไปหยุดที่ปลายรองเท้าบูท


คนที่เพิ่งวิ่งมาคือดีทริคต่างหาก ใบหน้าของเขาเปื้อนเหงื่อ แม้จะไม่มีเสียงหอบหายใจหนักหน่วง แต่แผ่นอกก็กระเพื่อมหนักอันเนื่องมาจากการออกแรงจัด เขาสอดส่องสายตาสำรวจเธอเหมือนกำลังตามหาหาร่องรอยบาดเจ็บอยู่


            “เกิดอะไรขึ้น” เขาถาม


            “หะ-หา?”


            “ความคิดของเจ้าส่งมาหาข้า”


            อากาเบลงงเป็นไก่ตาแตก “พันธสัญญาทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”


            “ดูท่าจะอย่างนั้น” ดีทริคตอบ ก่อนใบหน้าจะตึงเครียดขึ้น “เจ้าไม่ได้บาดเจ็บหรือโดนทำร้าย?”


            “เปล่า!” เธอเผลอปฏิเสธเสียงสูง “น่าจะเป็นเพราะ... ข้าคิดของแย่ ๆ อยู่นั่นแหละ”


            ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกละอายใจขึ้นมา ก็เลยก้มเก็บขวดเหล้าเพื่อตัดจบบทสนทนาแทน ดีทริคสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอีกครั้ง แล้วเขาก็ปิดปากเงียบ กลับไปทำหน้าตายชวนโดนต่อยดังเดิม ระหว่างนั้นเธอแอบเหลือบมองเสื้อผ้าของเขา เป็นชุดพิธีการ เสื้อสีน้ำเงินเข้มยาวถึงหัวเข่าเหมือนเสื้อคลุม ปกคอตั้ง กระดุมเยื้องมาทางซ้าย ห้อยโซ่สีทอง ถุงมือสีดำเช่นเคย ดูแปลกตาทั้งตัว และสร้างรูปลักษณ์กำยำชัดเจน ยกเว้นทรงผมที่ยังสะเปะสะปะไม่เปลี่ยนแปลง


            หลังจากปล่อยให้ความเงียบปกคลุมสักพัก อากาเบลก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา เพราะดีทริคไม่ได้ต่อว่าหรือกระทืบเท้าเดินหนีไป เธอก็เลยเชิดหน้ายะโสใส่ แต่จริง ๆ ในใจโลดแล่นด้วยความยินดีที่เขาโผล่มา “ไหน ๆ ก็มาคุยฆ่าเวลาหน่อยสิ”


            “คุยกับราล์ฟก็ไม่ต่าง”


            “ต่าง!


ถึงจะโดนเลิกคิ้วใส่ แต่เขาก็ยอมเดินมานั่งบนเฉลียงไม้ด้วย อากาเบลจึงกอดอก แล้วหันไปหา


“ข้าอยู่กับราล์ฟจนรู้หมดไส้หมดพุงแล้ว อย่างกับเป็นพ่อเป็นแม่อีกคน ชีวิตมีแต่คัมภีร์กับพระเจ้ารึไงก็ไม่รู้” เธอยกเหล้าดื่ม ก่อนจะทำหน้าเหยเกเพราะสำลัก “งั้นเจ้าชอบอะไร?”


            ดีทริคนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนถามกลับ “แล้วเจ้าล่ะชอบอะไร?”


            “นอน”


            เกิดความเงียบขึ้น


            “ตาเจ้าบ้างแล้ว” อากาเบลทวง


            “ข้าไม่มี”


            “โกหก จะไม่มีได้ไง หรือคำถามข้ามันกว้างไป? ก็ได้ เจ้าชอบหรืออยากทำอะไร” เพราะฤทธิ์เหล้าค่อย ๆ ลดสติสัมปชัญญะ เธอจึงพูดฉะฉานต่อ “ข้าอยากเป็นจ้าวมังกรที่สเนียเซนี่ ที่จริงข้าก็เป็นอยู่ แต่พวกผู้ใหญ่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป พวกมันก็เลยรวมหัวกันแย่งอำนาจข้าไปเลย ทุเรศชะมัด การเป็นจ้าวมังกรของขุนเขาหมายความว่าต้องเป็นมังกรที่ทั้งเก่งและแข็งแกร่ง นั่นก็คือข้าอย่างไง แต่พวกมันไม่ยอมรับ เฮอะ ตาเจ้าแล้ว อ้อ ไม่เอาเรื่องการเมืองด้วย”


            ดีทริคเดาะลิ้น “ข้าอยากอยู่ในชนบทเงียบ ๆ ห่างไกลจากสงคราม ขุนนาง และอัศวินคนอื่น (“อยู่คนเดียวเนี่ยนะ?” เธอแทรก) ข้าไม่มีปัญหากับการมีต้นไม้ที่ปลูกเองเป็นเพื่อนอย่างเดียว แค่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าข้าอยู่ที่ไหนก็พอ”


            เป็นพวกต่อต้านสังคมรึไงกัน...


“ปกติก็ไม่ค่อยพูดนี่ แค่นี้ก็เหมือนอยู่คนเดียวแล้วไม่ใช่เหรอ” เธอหรี่ตามองร่องรอยขีดข่วนจากสงครามจาง ๆ บนใบหน้าหล่อเหลา “อยากอยู่คนเดียวเพราะจะได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่หรือเปล่า มีความลับน่าอายรึไง?”


            อากาเบลหัวเราะตัวงอโดยไม่มีสาเหตุ เธอพยายามกลั้นขำกับการจินตนาการภาพน่าตลกของคู่สนทนาจนน้ำลายกระเซ็นออกมา เหล้าไหลซึมที่มุมปากคล้ายน้ำลายไหลตอนนอน เธอแก้มแดงจัด แล้วรีบเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อของดีทริคมาเช็ดเพื่อกลั่นแกล้งไปด้วย เขาไม่ได้ดึงกลับ นอกจากถอนหายใจใส่


            เธอถามถึงสิ่งที่เขาไม่ชอบต่อ เขาบอกว่าอย่าหาเรื่องทำให้ตกใจหรือประหลาดใจ เธอจึงย้อนกลับมายังของที่ชอบอีกครั้ง คำตอบคือความเป็นระเบียบแบบแผน วางอย่างไรต้องได้อย่างนั้น เรื่องอื่น ๆ ก็ได้คำตอบบ้างไม่ได้บ้าง อย่างเช่น เขาชอบสีเขียว อาหารโปรดคือฮาลุชกี้ (มันฝรั่งต้มราดด้วยชีสนมแกะ) ศาสนาที่นับถือคือศาสนาอะไรก็ตามที่คนแถบนั้นนับถือ เรื่องตลกล่าสุดที่ทำให้เขาขำได้คือ ในสงครามเมื่อปีสองปีที่แล้วมีทหารเมาผลัดตกกำแพงม่านลงไปตาย สัตว์ที่ชอบคงเป็นมังกร (เขาตอบได้ไม่เต็มเสียงนัก) เขาเกลียดความสกปรก และเบื่อความหัวรั้นของเธอ


“หึ พูดไปเถอะ” อากาเบลประชดทีเล่นทีจริง เพราะหลังจากนั้น เธอกลับเอียงคอ และแย้มยิ้มแรกจากใจจริงให้


มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างทั้งคู่ ดีทริคจึงตกตะลึงในลักษณะที่เบิกตาเล็กน้อย และนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาจ้องรอยยิ้มของเธอสักพักก็หันไปมองข้างหลัง คงนึกว่าความจริงแล้วเธอยิ้มให้กับคนอื่น เมื่อไม่เจอใคร เขาก็ค่อย ๆ หันกลับมา และไม่กล้าสบตาด้วย เด็กสาวจึงสังเกตุเห็นว่าอากาศหนาวสร้างรอยสีแดงอ่อน ๆ ตรงแก้มของเขา


            “อะไร? อยู่ ๆ ก็ไม่สบายขึ้นมา?” อากาเบลจงใจกระเซ้า


            “เจ้าไม่กลับไปทำงานหรือไง”


            เธอชะงัก ก่อนจะยกมือตีหน้าผากตัวเองทันที “อ้าว เวรล่ะ ลืมนับเวลาไปเลย”


เมื่อนึกถึงงานอันน่าเบื่อ ฤทธิ์เหล้าก็คล้ายจะทำให้เธอมึนมัวกว่าเก่า ถึงอย่างนั้นเธอก็เตรียมจะออกวิ่งแล้ว ทว่ากลับสังเกตเห็นดีทริคยกมือสางผมเสียก่อน เธอจึงหยุดและหันมองรอบ ๆ เพื่อสำรวจสภาพอากาศ ไม่ใช่เพราะลมแรงจนต้องปัดผมไม่ให้ปิดหน้าปิดตา แต่เป็นความตั้งใจจะจัดผมต่างหาก มันคือพฤติกรรมของใครคนหนึ่ง


“เจ้าไม่เคยทำอย่างนี้” อากาเบลกระซิบ เธอสร่างเมาไปทันใด แล้วหัวใจก็เต้นแรงขึ้นมา


ดีทริคค่อย ๆ ลดมือลง


            เธอกำขวดเหล้าจนรู้สึกเจ็บมือ ก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ “เจ้าไม่เคยทำ แต่คนก่อนเคยทำ”


            เขาเงียบ


            อาจจะเรียกได้ว่าเธอบ้าที่รีบสรุป แต่ฤทธิ์เหล้าก็เพียงพอทำให้เธอขาดสติจนกล้าก้าวขาเข้าไปประชิดอีกฝ่ายซึ่งเกร็งร่างกายฉับพลัน เธอสบตาเขา พลางระลึกถึงความทรงจำของโคนอน “หรือการสลับตัว... ไม่ได้เกิดขึ้น?”


            ลมหายใจของดีทริคเป็นกลิ่นปลอดโปล่ง กลิ่นบริสุทธิ์ กลิ่นที่อากาเบลจำได้แม่น กลิ่นไอเวทมนตร์


            “นี่เจ้าใช้...” เธอตัวชาวาบ “เวทมนตร์สร้างภาพลวงตา?”



***



กิลเบิร์ตคิดว่าเขาเห็นดาวตก


            ไม่ทันแล้ว เขาถอนหายใจ พลางหย่อนตัวนั่งเก้าอี้ในสวนดอกไม้ใต้ระเบียงแห่งเดียวซึ่งมีหลังคาป้องกันหิมะ แสงไฟสว่างไสวจากข้างในห้องโถงลอดผ่านช่องหน้าต่างกับประตูออกมาอาบสวนสลัว ๆ ให้กลายเป็นสีส้มอ่อน จังหวะเพลงเร็วเข้ากับเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปมาทั่วลานเต้น ทั้ง ๆ ที่งานเลี้ยงออกจะครึกครื้นแท้ ๆ แต่เขากลับรู้สึกเศร้าเป็นที่สุด มันเริ่มต้นจากเบื้องลึกของหัวใจ และค่อย ๆ ขยายกว้างออกมาจนเขาไม่อาจยิ้มได้โดยไม่ฝืนอีก


            ขณะที่อัลฟองเซ่มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับงานการต่าง ๆ เขายังชวนท่านพ่อกับขุนนางคนอื่นคุยถึงอนาคตของอาณาจักรและศาสนจักรอย่างฉะฉาน เมื่อไรวัฒนธรรมกีดีเนียเก่าแก่จะถูกลบล้างไป อาณาจักรเฮเนวิงล้ำหน้าไปบ้างหรือยัง สงครามศักดิ์สิทธิ์ใกล้จะมาถึงแล้ว และอาณาจักรแอเธลวินควรจะส่งใครไปเพื่อให้ได้ชัยชนะ กิลเบิร์ตกลับยิ้มเจื่อน ตอบไม่ถูกยามโดนถามว่าเขาได้ทำประโยชน์อะไรให้กับแอเธลวินบ้าง ในเมื่อผลงานเดียวของเขาคือการลงภาคสนามในชนบทเพื่อพัฒนากฎหมายตั้งชื่อ ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงในศึกกับกองทัพเฮเนวิงที่เมืองคาลีซช์นั่น


            เจ้าควรจะสนใจบ้านเมืองให้มากกว่านี้ กิล เจ้าเป็นเจ้าชาย ลืมไปแล้วหรือไร เพราะอัลฟองเซ่เอ่ยปากต่อว่าต่อหน้าบรรดาขุนนาง กิลเบิร์ตที่รู้สึกอ่อนด้อยอยู่แล้วจึงฉุนจัดจนต้องรีบขอตัวออกมานั่งในสวนคนเดียว


            เขาซบศีรษะกับพุ่มไม้ ท่ามกลางความสนุกสนานของงานเลี้ยง มีความรู้สึกหนึ่งเกาะติดจิตใจเขาไม่ปล่อย เป็นความว่างเปล่าน่าประหลาด ราวกับคำเตือนซึ่งซุกซ่อนตัวอยู่ในอากาศที่หายใจเข้าไป และไม่รู้ทำไมเขาถึงติดใจกับท้องฟ้ามากที่สุด มันคือสีดำสนิทของค่ำคืนตามปกติ แต่เขากลับรู้สึกว่า อีกไม่นาน เขาก็จะได้เห็นมันอีก ตลอดเวลา


            “ท่านเจ้าชาย...”


มีเสียงหนึ่งเรียกแผ่วเบา กิลเบิร์ตสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปพบเด็กสาวผมสีน้ำตาล–นางน่าจะชื่อว่าลิลี่ “ขะ-ขออภัยที่ทำให้ตกใจเจ้าค่ะ คือว่าเจ้าชายอัลฟองเซ่ต้องการให้ฝ่าบาท...”


            เขาเบ้หน้ากับชื่อของพี่ชายอย่างช่วยไม่ได้ “ขอบคุณมากนะ เดี๋ยวข้ากลับเข้าไปในงานเอง”


            พลันความเงียบก็เกิดขึ้น ลิลี่ยังไม่เดินหนีไป นางกลับมีท่าทางเลิ่กลั่กแทน “ฝ่าบาท เจ้าชายอัลฟองเซ่จะไม่ยอมเห็นหน้าคนรับใช้คนไหนหากยังทำคำสั่งไม่สำเร็จเจ้าค่ะ...”


            กิลเบิร์ตเข้าใจแววหวาด ๆ ของอีกฝ่ายทันที ที่ผ่านมาอัลฟองเซ่ไม่เคยเป็นคนที่พูดขู่แล้วปล่อยผ่าน และถึงแม้เขาจะอยากอยู่คนเดียวเพื่อนั่งทบทวนความอับอายก่อนหน้านี้ แต่เขาก็ไม่อยากให้บรรดาคนรับใช้ต้องมามีปัญหาเพียงเพราะเขาคนเดียว ปัญหาคือขาแข้งของเขาอ่อนเปลี้ยเหลือเกิน รู้สึกไม่พร้อมแม้แต่น้อยที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับอัลฟองเซ่อีกครั้ง เขาจึงฝืนยิ้มกว้าง แล้วพูดเสริมลิลี่ไป “งั้นกลับเข้าไปในงานกันเลยก็ได้”


            “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”


            เขาขยับตัวลุก


            “ฝ่าบาท...”


“หืมม์?”


ลิลี่ประหม่าจัดระหว่างเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่ว่าอย่างไรพระราชาก็รักฝ่าบาท... ต่อให้ฝ่าบาทจะถูกทำให้หม่นหมองหรือรู้สึกย่ำแย่อย่างไร... และฝ่าบาทก็ไม่ได้อ่อนด้อยอย่างที่ฝ่าบาทคิด ฝ่าบาทเป็นคนดีเจ้าค่ะ หม่อมฉันสามารถรู้สึก... อ่าน...”


            ต่างฝ่ายต่างนิ่งงัน ก่อนกิลเบิร์ตจะเผยยิ้ม “เจ้าแอบฟังท่านพ่อมาหรือ”


            “ขะ-ขออภัยจริง ๆ เจ้าค่ะ! หม่อมฉัน...”


            “ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ”


            นางกระวนกระวายจัดราวกับกลัวว่าจะโดนลงโทษรุนแรง จึงรีบก้มหัวทำความเคารพเร็ว ๆ แล้วเดินหนีหายเข้าไปในงานเฉลิมฉลอง กิลเบิร์ตมองตามเรือนผมสีน้ำตาลไปด้วยความพิศวง คำพูดของลิลี่แทรกซึมเข้ามา ให้ความอบอุ่นประหลาดที่เขาหาต้นตอไม่ได้ มันทำให้เขาสูดลมหายใจลึก และกล้าเดินกลับเข้าไปเผชิญหน้ากับอัลฟองเซ่และท่านพ่ออีกครั้ง



***



            อากาเบลค่อย ๆ เลื่อนมือไปยังใบหน้าของดีทริค หัวใจของเธอเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยความตื่นเต้นกับการค้นพบ ยังไม่มีคำยืนยันจากปากอีกฝ่ายว่าข้อสรุปของเธอถูกต้องหรือไม่ แต่เธอมีโอกาสพิสูจน์ตรงนี้และวินาทีนี้ หากมีเวทมนตร์เคลือบใบหน้าที่แท้จริงของเขา เธอก็อาจจะได้เห็นใต้นั้น ได้รู้ว่าเขาคือใครกันแน่


            อย่าขยับ เธอเผลอพูดในใจ และเขาก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว คงท่าทางนิ่งราวกับรูปปั้นชวนข่มขวัญ เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พริบตาเดียวปลายนิ้วก็สัมผัสกับแก้มของเขาซึ่งเย็นเฉียบจากอากาศของฤดูหนาว เธอค้างเติ่งอยู่กับที่ เพิ่งจะรู้ตัวว่ากลั้นลมหายใจเอาไว้ เพราะกระวนกระวายจัดว่าพริบตาใดพริบตาหนึ่ง ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนรูปร่าง—


            “อ้าว...” อากาเบลอ้าปากค้าง


            ไม่มีเวทมนตร์หรืออะไรก็ตามที่เคลือบใบหน้าของดีทริค มันคือผิวกายของเขาจริง ๆ เธอลองกดเล็บกับแก้มเบา ๆ เห็นชัดว่านั่นคือผิวหนังที่ยืดหยุ่นเป็นปกติ ยิ่งลองทำเพิ่ม ก็ยิ่งโดนสายตาไม่พอใจมองใส่ เธอขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจเลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่เธอยังได้กลิ่นไอของเวทมนตร์อยู่แท้ ๆ แต่เขาใช้เวทมนตร์ตรงไหนล่ะ? ไม่ใช่ใบหน้าหรอกหรือที่เขากำลังปิดบังอยู่?


            อากาเบลหงุดหงิดจนแอบหยิกแก้มดีทริคเต็ม ๆ ทว่าเขากลับถอยกรูดออกห่าง แล้วรีบหันไปสำรวจทางเดินมายังระเบียงนี้ เธอตกใจกับท่าทางที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน จึงหันไปมองทิศทางเดียวกันบ้าง ต้นตอคลายความกังวล แต่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาแทน เธอยืดตัวตรงเมื่อเห็นมาธิลด้าเพิ่งจะเดินผ่านหัวมุมมา นางส่งยิ้มหวานให้ แล้วก้าวยาวอย่างแช่มช้า


            “ตายแล้ว เจ้ามารอนานหรือยังจ๊ะ” นางถาม พลางมองดีทริค “อา... ฟอร์เซเคนก็อยู่ที่นี่ด้วย”


อยู่ ๆ ทั้งสองก็ประสานตากันประหนึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นชั่วขณะ แต่ยาวนานจนสร้างความสงสัยน่าอึดอัด อากาเบลมองภาพตรงหน้าด้วยความสับสน พลันมาธิลด้าก็โคลงหัวอย่างขบขัน แล้วพูดประโยคที่ไม่มีใครเข้าใจความหมาย “แหม ข้าไม่มีผลเท่าไรหรอกจ้ะ อิลยูชินต่างหากล่ะ”


            อากาเบลลืมดีทริคไปเสียสนิทตอนที่กระตือรือร้นจะพามาธิลด้ากลับไปส่งที่ห้อง แต่นางกระตุกแขนเสื้อให้หยุดเดิน และค่อย ๆ เบนใบหน้างามไปทางชายหนุ่มที่ยืนพิงเฉลียงไม้ด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ อากาเบลกะพริบตาปริบ ๆ สู้ความมึนเมา ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร ยังดีที่มาธิลด้าหัวเราะคิกคักออกมา บอกว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ยังไม่ต้องบอกลาฝันดีหรอก


            ค่ำคืนนี้แตกต่างไปจากคืนอื่นโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยอากาเบลก็รู้สึกไม่สบายใจเท่าที่ควร เป็นความกังวลผสานกับความตื่นเต้นที่เธอไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เหตุผลหลัก ๆ คงเป็นเพราะเหล้า แต่ครั้งนี้ความรู้สึกของเธอเป็นของแปลกใหม่ มันเปลี่ยนมุมมองให้เห็นแสงสีเป็นภาพพร่าเลือน และเห็นว่ามาธิลด้าซึ่งแก้มแดงแจ๋ดูสวยจนเธอไม่อยากละสายตา นางพูดถึงฟอร์เรสต์เป็นระยะ ๆ เหมือนเพิ่งกินเหล้ามา เพราะเดินซวนเซและดวงตาก็หยาดเยิ้ม นางต้องเกาะแขนอากาเบลตลอด


            ประตูทางเข้าห้องพักตระกูลเซลี่อยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ชื่อของฟอร์เรสต์ก็ยังอยู่ในประโยคของมาธิลด้าอยู่ดี นางกระเหย่งเท้าเต้นรำไปมาราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน ครู่หนึ่งก็หมุนตัวมาหาอากาเบลซึ่งอ้าแขนรับอย่างเต็มใจ นางหัวเราะคิกคัก พลางบีบต้นแขนเป็นการสื่อสารว่าขอโทษแทนพฤติกรรมเหล่านี้ อากาเบลไม่ได้ตอบ มัวแต่จดจ้องสีฟ้าเฉิดฉาย แล้วค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมายังริมฝีปากเรื่อชมพูตรงหน้า


            เธอพบว่าตัวเองโน้มลงไปประชิดใบหน้าของมาธิลด้าจนสัมผัสลมหายใจอุ่นของนางได้ แล้วจากนั้น เธอก็จูบนาง


            แม้จะงุ่มง่าม แต่จูบกลับนุ่มนวลและอ่อนโยน ไม่มีสิ่งอื่นใดกวนใจอากาเบลอีก ทุกอย่างถูกขจัดหายไป เธอก้าวเข้าไปเบียดมาธิลด้าจนแผ่นหลังของนางติดประตูห้อง พลางสางนิ้วตามเส้นผมสีทองลื่นมือ ปลายเท้าของเธอเหมือนกับลอยล่องไปในอากาศและสรวงสวรรค์ ความอบอุ่นแทรกซึมเข้ามา แม้จะไม่เต็มเปี่ยม แม้จะยังหลงเหลือความคิดที่ต่อต้านการกระทำนี้


            เธออยากกระซิบบอกรักมาธิลด้า อยากขอร้องให้นางหนีไปจากที่นี่กับเธอ ไม่ว่าจะที่ไหน เธอจะคอยดูแลนางเอง ให้พ้นจากริชาร์ด ให้พ้นจากอาณาจักรแอเธลวิน จากนั้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้น จะไม่มีใครตามมาเจอ ไม่มีใครตามมาทำลายทุกอย่าง ริชาร์ดจะไม่มาทำร้ายอีก ริชาร์ดจะหายไปจากชีวิต—


            พ่อจะไม่มีทางตามหาเจอ แค่แม่ฟังเธอ แค่แม่ช่วยเธอ


            แค่แม่ไม่หักหลังเธอ


            “เลือด... เลือดเต็มไปหมด...”


            มีอะไรบางอย่างกำลังปัดป่ายทั่วลำคอ


            “ช่วยด้วย ใครก็ได้ เลือด...”


            เสียงสั่นสะท้านของมาธิลด้า


“ไม่... ไม่มีแล้ว ไม่มีเลือด...”


            อากาเบลได้สติกลับมาทันที เธอผงะถอยออกมามองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง


            “ข้าไม่ได้เป็นอะไร” เธอรีบบอก “เกิดอะไรขึ้น?”


ฉับพลันมาธิลด้าก็หยุดโวยวาย นางเบิกตาโพลง นัยน์ตาสีฟ้าฉายความหวาดระแวงชัดเจน เงียบกันไปพักหนึ่งทีเดียว เพราะนางพยายามควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติอยู่ กระทั่งไหล่ซึ่งสั่นเทิ้มหยุดเขย่า นางก็พยักหน้าทื่อ ๆ พร้อมกับยกมือเช็ดเหงื่อซึ่งไหลย้อยตามหน้าผากลงมาถึงคาง


“เจ้าควรจะพักผ่อน” อากาเบลกระซิบบอก ยังงงงวยไม่หาย “ข้าจะไปทำงานต่อ...”


“เดี๋ยวก่อน ข้า...” มาธิลด้ายื้อ พลางกำข้อมือของอากาเบลไว้แน่น ดวงหน้าซีดเผือด “ข้าเห็น... ความตาย







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #926 คุณลิลหรี่ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:09
    ทำไมเรามองว่า.... ฮอต ฮอตเว่อ สาวๆจูบกันนี่มันเร่าร้อนจริงๆ เชียร์อากาเบลให้ควบสองไปเลย ไม่ก็หนีไปกับมาทิลด้าซะเลย ดีทริคช่างหัวมันแล้ว!
    #926
    0
  2. #785 minggg- (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 05:18
    กี๊ดดด โมเมนต์ที่กลัวมาแล้วววว
    #785
    0
  3. #382 oDeeo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 23:25
    เราจะรออากาเบลเล่นดนตรีไทยกับสาวนะ เรารอได้. เลิกเล่นแล้วกลับไปหาดีทริกด้วยนะ. กระซิกๆๆ
    #382
    1
    • #382-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      6 มิถุนายน 2559 / 22:07
      คอมเมนท์ตอนเก่ามากค่ะ ฮาาา
      #382-1
  4. #250 Miris de. Gwynzivior (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 มกราคม 2559 / 08:23
    ช็อค...อากาเบล อย่าเพิ่งเบี้ยนกับมาธิลด้า!!//กรีดร้อง เมื่อกี้ยังเขินดีทริคอยู่เลย อะไรคือมาจูบสาวห๊ะ!?! เชียร์ดีทริคสุดใจ ดีทริคเวอร์นี้น่ารัก เขินด้วย เขินตรงอากาเบลจับหน้าของดีทริค น่ารักกกก ช่วยทำให้มั่นใจที่ว่าอากาเบลยังคู่กับดีทริค ขอความมั่นใจ!!
    #250
    1
    • #250-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      23 มกราคม 2559 / 16:54
      ไม่รู้จะให้ความมั่นใจอย่างไรดีว่า ยังเหลืออีกตั้งหลายตอน อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะ! ;w;
      #250-1
  5. #249 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 23:21
    เรื่องนี้ดีทริคคู่กับอากาเบลใช่มั้ย ให้ความมั่นใจที เราเริ่มกลัวฝั่งยูริ อากาเบลมาทิลด้า ไม่นะ ดีทริคต้องเป็นพระเอกสิ
    #249
    1
    • #249-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      23 มกราคม 2559 / 16:54
      คิดว่าทั้งนอร์มอลทั้งยูริมาแรงทั้งคู่นะคะตอนนี้ ฮา
      #249-1
  6. #248 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 23:19
    โอ้วววววว ก๊อดดดดด ก๊อดดดดด พระเจ้า พระเจ้า!!!!!! คิดเอาไว้แล้วว่าต้องมีอะไรอย่างนี้เกิดขึ้น หวังว่าอากาเบลคงไม่ได้'รัก'มาธิลด้าจริงๆหรอกนะ เรานี่เชียร์ดีทริคเต็มที่มาก ดีทริคน่ารักมากๆตอนนี้ มารอเรื่องนี้ทุกวันเลยนะ ทีแรกอ่านละเฉยๆ ไม่ค่อยชอบอากาเบล ทำไปทำมา ติด!! อยากอ่านต่อทุกตอน อย่างรู้จะจบยังไง อะไรคือความลับมากมายของดีทริค เนื้อเรื่องเเต่งได้ดีมาก เราชอบมาก สมัครเป็นแฟนคลับเลย เกาะหน้านิยายรอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เรารักดีทริค โอ้ววววววว //เก็บสติที่หลุดร่วง
    #248
    1
    • #248-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      23 มกราคม 2559 / 16:53
      อา ช่วยเก็บนะคะ /ผิด เหลืออีกตั้งหลายตอน อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะ ฮา
      #248-1
  7. #247 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 22:38
    เอิ่มมมม เบล ผมนี่เครียดแทนดีทริคเลย จูบมาทิลด้าเนี่ยน่ะ!! .....เมื่อห้านาทีก่อน เจ้ายังเขิลกะดีทริคอยู่เลย จูบแรก ควรจะเป็นของดีทริคสิ เอ่อออ สรุปเรื่องนี่ ดีทริค กะเบล คู่กันแน่น่ะค่ะ ช่วยบอกให้ผม เชื่อมั่นที
    #247
    1
    • #247-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      23 มกราคม 2559 / 16:52
      แค่จูบแรกเองค่ะ อิอิ -v-
      #247-1
  8. #246 Praewtsuko (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 20:03
    ชอบตอนหนูเบลหยิกแก้มดีทริค งุ้งงิ้งมาก ตอนแรกคิดว่าดีทริคจะขรึมจนเย็นชามากๆซะอีก กลายเป็นว่ายอมโดนหนูเบลทำนู้นทำนี่ใส่เสมอเลยแฮะ  

    นึกว่าจะมีเป็นภาคๆ อยากอ่านนานๆ แต่คงได้กระอักตายกับปริศนาซะก่อน 
    งงว่าทำไมตอนจูบกับมาธิลด้า ถึงไปนึกถึงแม่กับพ่อได้ละเนี่ย
    #246
    1
    • #246-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      23 มกราคม 2559 / 16:47
      แต่ดีทริคคงอยากจะเขกกะโหลกเพราะเจ็บแก้ม (ฮา)
      #246-1
  9. #245 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 12:19
    แอร๊ยยย ฉากนี้มีเขินม้วนอะ

    แต่้ขินได้ไม่นาน มีเค้าลางความน่าสงสัยอีกแล้ว
    หรือลักษณะทางกายภาพของดิทริคเป็นแค่มนต์ลวงตา
    #245
    1
    • #245-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:39
      ต้องมาดูกันว่าดีทริคคนปัจจุบันคือใครกันแน่ ดีทริคหรือคนอื่น -v-
      #245-1
  10. #244 Miris de. Gwynzivior (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 08:12
    ทำไมคู่นี้มันหวานกันจัง อากาเบลสาวแตกแล้ว!? รู้สึกมีโมเม้นหวานๆเยอะขึ้นนะคะ ชอบๆๆ
    #244
    1
    • #244-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:38
      ที่วางไว้ก็ยังมีเพิ่มอีกนะคะ แต่ค่อยเป็นค่อยไปเนอะ
      #244-1
  11. #243 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 04:47
    อากาเบลยิ้มให้ดีทริค โอ้ว ครั้งแรกที่อากาเบลยิ้มเลยใช่มั้ย พระเจ้า ดีทริคแก้มแดงด้วย โอ้ว โอ้วววววววว ตกลงดีทริคก็คือดีทริค?
    #243
    1
    • #243-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:40
      ครั้งแรกให้ดีทริค (แต่ยิ้มแบบครั้งแรกสุดจริง ๆ คือยิ้มให้มาธิลด้า)
      #243-1
  12. #238 Praewtsuko (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 02:58
    ทำไมดูกุ๊กกิ๊กล่ะ  อย่าเพิ่งมีอะไรมาขัดเลย 

    อ่านรวดเดียวจบเลยค่ะ สนุกมาก ชอบการบรรยาย แต่ที่ชอบที่สุดคือเวลาบรรยายเวลาที่นางเอกทรมาน หรืออยากจะกรีดร้องกับอะไรซักอย่าง รู้สึกอึดอัดตามไปด้วยเลย ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ดีม้ากก และสัมผัสได้ว่าหนูเบลเราเป็นมังกรที่เป็นสัตว์จริงๆ
    ถึงหลังๆจะเริ่มเป็นมนุษย์แล้วก็ตามที5555555

    ชอบความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ความรักระหว่างพระเอกกับนางเอกนะ มันใหม่ดีในอนาคตต้องลึกซึ้งและกลายเป็นครึ่งหนึ่งกันของอีกฝ่ายๆแน่ ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ แต่ถ้าได้คู่กันจริงๆจะดีมาก แต่ดูท่าคงยาก 
    #238
    1
    • #238-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:37
      ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ดีใจที่ชอบค่ะ ;w;) ความสัมพันธ์ของดีทริคอากาเบลก็ต้องรอลุ้นอีก 16 ตอนที่เหลือค่ะ แต่มีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน
      #238-1
  13. #233 ตาหยีหยีตา (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มกราคม 2559 / 22:34
    เหมือนจะกุ๊กกิ๊ก

    #233
    1
    • #233-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:34
      เหมือนจะกุ๊กกิ๊กจริงจังค่ะ ฮาาา เราเขียนหวานไม่ค่อยเป็นนน
      #233-1
  14. #232 Nyxneizer (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มกราคม 2559 / 20:28
    สปาร์คกันโล้ดดดดดๆ 5555555555555
    #232
    1
    • #232-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:34
      สปาร์คแบบไหนเอ่ย -.,-
      #232-1
  15. #231 nonaigami (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มกราคม 2559 / 20:18
    ฉากโรแมนติกอยู่ต่อจิอย่าพึ่งตัดเข้าปริศนาอ่ะ -^-

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 มกราคม 2559 / 20:20
    #231
    1
    • #231-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:34
      เรื่องนี้ปมปริศนาเป็นจุดเด่นค่ะ แฮ่ ๆ
      #231-1
  16. #230 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มกราคม 2559 / 18:29
    ชอบจังเลยค่ะ ฉากพวกนี้ รุสึดได้ถึงความผ่อนคลายของคนทั้งคู่ บ่งบอกว่าลางดีเริ่มปรากด แต่..ดีทริค ก้คือดีทริค ยังเป้นปริศนาเหมือนเดิม
    #230
    1
    • #230-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 27)
      16 มกราคม 2559 / 18:33
      มาทุกลางค่ะ อิ___อิ ดีใจที่ชอบฉากนี้นะคะ
      #230-1