Draconic Chronicle

ตอนที่ 26 : II-26: Jousting Day

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 681
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




26



            เธอกินมันไป เธอกินโคนอน สตาญิสวัฟไป


เสียงกระดูกหักของมันยังดังก้องในความฝันของเธอ


            อากาเบลเหวี่ยงกำปั้นไปกระแทกกับผนังห้องเต็ม ๆ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้งทันที กลายเป็นเธอต้องงอตัว เอามือมาซุกไว้ที่หน้าท้องของตัวเองแทน หลายวันผ่านไปแล้วตั้งแต่คืนที่เธอรู้เบื้องหลังของการปะทะเมื่อสี่ปีก่อน ทว่าโคนอนก็ยังไม่เลิกหลอกหลอนเธอเสียที วินาทีแห่งความตายของเขายังถูกฝังลึกในความทรงจำ ทำให้เธออยากอาเจียนตลอดเวลา


            เพราะแต่ก่อนเธอเป็นมังกรที่ฆ่าสัตว์ป่า จึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความตายเหล่านั้น แต่ตอนนี้เธอใช้ชีวิตในร่างมนุษย์ การฆ่าคนจึงส่งผลกระทบอย่างงั้นหรือ


            ยังไม่เช้าเลยด้วยซ้ำ ฝันร้ายปลุกให้อากาเบลตื่นกลางดึก ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เธอทรมานกับฝันร้ายมาหลายคืน ลมพายุหิมะคืนนี้พัดรุนแรงเหมือนคืนก่อน ๆ ไม่ผิดเพี้ยน เด็กสาวจึงพลิกตัวไปหาเตาผิงไฟซึ่งเป็นแหล่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในห้องคับแคบนี้ พลางยกมือก่ายหน้าผาก เบียดศีรษะกับหมอน และจ้องไปที่ดาบของโธมัสซึ่งเธอวางทิ้งไว้ตรงข้ามกับเตียงนอน


            ดาบเล่มนี้คือดาบที่ถูกใช้ควักดวงตาของเธอ


            ความเกลียดชังที่มักจะลุกโพรงและไล่ลามเหมือนเพลิงไหม้ไม่ปรากฎอีก ทว่าเธอก็ยังรู้สึกเจ็บแค้นลึก ๆ จนต้องควบคุมลมหายใจไม่ให้รู้สึกโกรธจัดขึ้นมาอีก ด้วยความไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ดีทริคมอบดาบของโธมัสให้กับเธอ เหตุผลที่เธอคิดได้ก็คือ เขาให้ดาบเล่มนี้เพื่อเยาะเย้ยเธอ... หรือเพื่อใช้เธอเป็นตัวล่อความพิโรธของพระเจ้าชาร์ลส์


            อากาเบลพยายามข่มตาหลับ ความคิดสุดท้ายก่อนเธอจะดำดิ่งลงสู่นิทราคือความกังวลสำหรับวันข้างหน้าที่จะมาถึง เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวอย่างไรดีต่อหน้าดีทริค เธอหลีกเลี่ยงเขามาตลอด ถ้าต้องเจอหน้าก็จะทำเมินเหมือนอีกฝ่ายเป็นแค่อากาศธาตุ (และใครก็ตามที่พยายามชักชวนให้เธอคุยกับดีทริคก็จะโดนปฏิบัติใส่แบบเดียวกัน)


หากเป็นไปได้ เธออยากจะหยุดเวลาและขอจมลงสู่ความสุขอันน้อยนิดยามค่ำคืนเหลือเกิน เธอไม่อยากเจอหน้าเขา เธอไม่อยากทนกับความรู้สึกผิด มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เธอคุ้นเคย และคำว่าขอโทษก็ไม่ใช่หนึ่งในคำศัพท์ที่เธอเลือกใช้เป็นประจำ


            ยามเช้ามาถึงในที่สุด อากาเบลตื่นขึ้นมานั่งกอดเข่า หลังชิดกำแพง มือขยี้ผมจนไม่เป็นทรง ข้างนอกหน้าต่างไม่มีพายุหิมะรุนแรงอีก แต่อากาศก็ยังหนาวเหน็บ และให้ความรู้สึกหดหู่ประหลาด เธอจึงขยี้ตา จากนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นเพื่อเปลี่ยนชุดเป็นชุดกระโปรงตัวหนาตัวใหม่ ทับด้วยเสื้อคลุมหนัก ๆ เป็นเวลาพอดีกับที่ราล์ฟโผล่มาเคาะประตูเรียก


            “พระเจ้าช่วย! นี่เจ้าได้นอนพักบ้างรึเปล่า” เขาทักอย่างตกใจ “ดูซิ ขอบตาดำเชียว”


            “ก็เห็นเป็นอย่างนี้มาตลอด มีอะไรให้แปลกใจ” อากาเบลตอกกลับ


            “ที่ผ่านมาเจ้าไม่เหมือนอดนอนขนาดนี้นี่”


            เธอกลอกตา “สรุปว่าเจ้ามาเรียกข้าตั้งแต่เช้าทำไม”


            “ก็เรื่องงานประลองทวนนั่นแหละ ข้าจะพาเจ้าไปดูสนามแข่ง”


            ตัวคฤหาสน์ยังมีผ้าคลุมสีฟ้าขอบทองห้อยลงมาจากที่สูงตลอดทุกมุม และในพื้นที่ที่หน้าต่างถูกปิดไว้ อากาศจะอบอุ่นและออกจะแห้ง แต่เมื่อโผล่ไปเดินแถวทางเดินยาวมีหลังคา ก็จะพบหิมะปกคลุมไปทั่วทุกที่ ไร้สีสันสดใสของดอกไม้ ตัวต้นไม้เองก็เป็นแค่ลำต้นไร้ใบ ลานกว้างซึ่งเป็นสนามหญ้าเบื้องหน้าพระราชวังเป็นที่จัดการประลองทวน แต่บัดนี้มันเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำค้างน้ำแข็งและหิมะหนาถึงหัวเข่า บรรดาคนรับใช้ชายที่หายใจออกมาเป็นไอกำลังกวาดทิ้งอยู่


            “จะแข่งกันทั้ง ๆ ที่พายุหิมะเพิ่งเข้าเนี่ยนะ” อากาเบลถามอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง


            “กับแอเธลวินที่ทั้งปีมีฤดูหนาวยาวนานที่สุด หิมะแค่นี้ไม่เป็นปัญหาหรอก” ราล์ฟบอก “คนที่นี่ชินกับฤดูหนาวทั้งนั้น ก็เลยมีประโยคอย่างเกิดท่ามกลางหิมะ เติบโตท่ามกลางหิมะ และตายท่ามกลางหิมะอย่างไงล่ะ นี่แหละแอเธลวิน”


            “ข้าไม่ใช่คนแอเธลวิน และไม่ชินกับการออกแรงกลางฤดูหนาวด้วย” เธอโต้ “แถมข้าต้องลงแข่งด้วยไม่ใช่รึไง”


            “เจ้าจะเป็นอัศวินแท้ ๆ เจ้าต้องทนได้ซี่”


            อากาเบลรู้ตัวว่าพูดอะไรไปก็ไม่อาจเปลี่ยนใจราล์ฟหรือคนต้นคิดงานประลองทวนได้ วันพรุ่งนี้เป็นคืนงานเลี้ยงเฉลิมฉลองงานเต้นรำสำหรับเลดี้ แต่วันนี้เป็นวันสำหรับผู้ชายการแข่งขันประลองทวน จัดทุกปี และบางปีก็หลายครั้ง เพียงแต่ปีนี้หิมะรุนแรง และกติกาบางประการได้ถูกเปลี่ยนโดยที่ไม่มีใครตั้งตัวทัน เธอเองก็เพิ่งทราบข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง


            “เอาละ งานจะเริ่มตอนสาย เสร็จสิ้นภายในเที่ยงวัน ตอนนี้ข้าจะพาเจ้าไปยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วเดี๋ยวเจ้าค่อยไปใส่เกราะ โซโกลอฟ” ราล์ฟถองสีข้างอากาเบลที่ยืนกอดอกมองคนรับใช้ชายกวาดหิมะ “รู้ไหมว่านี่เป็นโอกาสอันดีงามสำหรับเจ้าเชียวนะ ข้าตื่นเต้นแทนซะจริง ไม่คิดว่าการแข่งขันปีนี้จะถูกเปลี่ยนจากอัศวินมาเป็นอัศวินฝึกหัด มา! ไปเตรียมตัวได้แล้ว”


            ช่วงเช้าเธอต้องสวดมนตร์และออกกำลังกายร่วมกับอัศวินฝึกหัดคนอื่น (ที่ทั้งตัวใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจนน่าทึ่ง) เรื่องโชคร้ายก็คือ เพราะพระเจ้าชาร์ลส์มีโอกาสมาเยี่ยมชมได้เสมอ เธอจึงโดนบังคับให้สวมกระโปรงต่อไป แม้ว่าจะต้องวิ่งหรือฟันดาบก็ตาม มันเลวร้ายจนเธอกลับมาหงุดหงิดกับทุกอย่างที่ขวางหน้าอีกครั้ง แต่อ้างอิงจากราล์ฟ ทรมานกับกระโปรงพันแข้งพันขาดีกว่าเสี่ยงพิโรธพระเจ้าแผ่นดิน


            สถานการณ์เลวร้ายเพิ่ม ไม่ใช่เพราะเจอหน้าศัตรูคู่ฉกาจอย่างดีทริค หรือโดนราชาค้นพบว่าเธอใส่กางเกงและไม่ใส่สร้อยมีจี้สัญลักษณ์ศาสนา แต่เป็นการชะลอวิ่งผ่านหัวมุมไปเจอลิลี่ต่างหาก อากาเบลสาบานได้เลยว่าเธอโดนราล์ฟด่าหูชาที่อยู่ ๆ ก็หยุดวิ่งกลางทาง (เขาเกือบชนเธอ) เพราะครั้งที่ทะเลาะกับลิลี่เตือนความจำขึ้นมา นางยังมีสีหน้าหวาดหวั่นเหมือนเดิม


            อารมณ์โมโหสนับสนุนให้อากาเบลหาเรื่อง แต่เธอกัดลิ้นหักห้ามใจไว้ได้เสียก่อน ลิลี่ก็หลบตา พลางพยายามจะเดินสวนไป ทว่าอากาเบลก็ขยับจะเดินหนีไปทางเดียวกันพอดิบพอดี ทั้งสองจึงชะงัก ต้องเงอะ ๆ งะ ๆ หาทางหลบคนล่ะทิศแต่ดันตรงกันอยู่สักพัก จนกระทั่งอากาเบลอดทนไม่ไหวอีก เธอจึงกระแทกไหล่ลิลี่จนนางเกือบล้มเพื่อเดินไปหาราล์ฟที่วิ่งนำไปแล้ว


            น่าแปลกที่อากาเบลยิ่งรู้สึกโกรธเมื่อเห็นลิลี่มีท่าทางหวาดหวั่นมากกว่าเดิม ทำเหมือนกับกลัวติดเชื้อจากการสัมผัสอย่างไงอย่างงั้น ทั้ง ๆ ที่เธอชื่นชอบการได้เห็นความยำเกรงหวาดกลัวนั่นแท้ ๆ แต่ทำไมเธอถึงไม่พอใจกันยามเห็นลิลี่กลัวเธอ


            หลังจากนั้นเธออารมณ์เสียเกินกว่าจะปั้นหน้านิ่งไร้อารมณ์ได้ จบจากการออกกำลังกาย เธอก็กระทืบเท้าตึง ๆ ไปนั่งรอในห้องรับรองเดี่ยวเพื่อรอใส่เกราะแทน มันเป็นห้องขนาดเล็กคลับคล้ายกับห้องเก็บของ แสงทอผ่านช่องว่างมีซี่กรงเล็ก ๆ เข้ามา พื้นและผนังปูด้วยไม้ หยากไย่แมงมุมประดับเต็มเพดานห้อง รวมถึงซากแมงมุมกับซากแมลงตามมุมห้อง


เธอเตะประตูปิดดังโครม แล้วกระโจนไปนั่งกอดเข่าบนลังไม้ทันที หากราล์ฟมาเห็นเข้าก็คงด่าเธอที่นั่งไม่สุภาพเอาซะเลย กระโปรงเปิดจนเห็นต้นขาไปหมด แต่เธอไม่มีกะจิตกะใจจะจัดแต่งเสื้อผ้าให้ดูดีเรียบร้อยได้อีก ท่ามกลางความร้อนรนนี้ ไหล่ที่สั่นเทิ้มของลิลี่สะกิดใจเธอไม่เลิก มันขับเคลื่อนความหงุดหงิดจนเธอเผลอจิกเล็บกับต้นแขน กำลังจะอ้าปากกรีดร้อง—


            ประตูไม้ท่าทางจะพังมิพังแหล่ถูกผลักเข้ามาในห้อง มันครูดไปตามพื้น แสงอาทิตย์ซึ่งสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นประกายฝุ่นซึ่งลอยฟุ้งในอากาศ ข้างนอกมีเสียงเกราะกระทบกระทั่งราวกับอัศวินเต็มยศกำลังเดินสวนสนาม ครู่เดียวดีทริคในชุดสีดำเป็นกิจวัตรก็ลากเกราะสีเงิน กางเกงสีน้ำตาลขายาว เสื้อห่วงโซ่ และผ้าคลุมสีฟ้าเข้มติดตราสัญลักษณ์ราชวงศ์เข้ามา


            อากาเบลจ้องชายหนุ่มโดยไม่กะพริบตา ลำคอแห้งผากทันใด เธอไม่อยากจะเชื่อความซวยของตัวเอง ท่ามกลางความเงียบ เธอกำหมัดแน่น พลางค่อย ๆ ลดขาทั้งสองข้างที่ชิดหน้าอกลงมา กระโปรงซึ่งในตอนแรกถูกเลิกขึ้นอย่างไม่ใส่ใจหล่นกลับมาคลุมเข่า ดีทริคที่หันหน้าไปทางอื่นตั้งแต่เข้ามาในห้องถึงยอมหันกลับมามอง มือชี้นิ้วไปที่ชุดเกราะโดยไม่พูด


            เป็นช่วงเวลาน่าอึดอัดสิ้นดี ไม่มีใครเอ่ยปากพูดกับอีกคน นอกจากใช้สายตากับการชี้นิ้วไปมาให้เข้าใจถึงความหมาย ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าอากาเบลจะเลิกนั่งนิ่งเป็นหิน ยอมขยับตัวในที่สุด ภายนอกเธอมีใบหน้าเรียบสนิท หลุบตาต่ำตลอด แต่ภายในกลับรู้สึกเบาโหวงจะเป็นลม อยากวิ่งหนีออกไปจากห้องแทบแย่ แต่ละย่างก้าวแข็งทื่อประหนึ่งท่อนซุงเดินได้


ดีทริคยื่นกางเกงให้ เธอไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับ เขาจึงเดาะลิ้น เลยโดนเธอฉกกางเกงไปพร้อมกับบุ้ยหน้าไปทางประตู เขาผายมือขวาเป็นการสื่อว่าเชิญตามสบาย จากนั้นก็เดินออกไปยืนรอข้างนอกห้องทันที


            วันบ้าอะไรเนี่ย อากาเบลคิดอย่างหงุดหงิด พลางสวมกางเกงยาวเหนือข้อเท้าไว้ใต้ชุดกระโปรง เธอยืนรอสักพักก็นึกขึ้นมาได้ว่าดีทริคคงไม่มีทางแง้มประตูเปิดเข้ามาสำรวจด้วยตัวเองแน่ ๆ จึงจำเป็นต้องเคาะประตูส่งสัญญาณแทน


            การใส่เกราะนี่แหละหายนะโดยแท้ ยิ่งกว่าเจอลิลี่ตอนออกกำลังกายเสียอีก ถึงแม้จะยังไม่ต้องใส่เกราะเวลานี้ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ดีทริคจะสอนเธอให้เข้าใจตั้งแต่รอบแรกว่าแต่ล่ะส่วนของเกราะทำหน้าที่อะไร แทงทวนเข้าไปตรงไหนจึงจะได้ผล สารพัดความรู้ที่การใช้ภาษามือไม่ได้ผลอีกต่อไป ที่สำคัญ เขาสอนโดยไม่พูดได้แย่สิ้นดี หน้าตาย ท่าทางก็ตายซาก


สุดท้ายอากาเบลก็ยอมแพ้ แล้วเชิดหน้าไปอีกทาง “ไม่พูดมาดี ๆ แล้วใครมันจะไปเข้าใจล่ะหา?”


            แวบหนึ่งดีทริคมีสีหน้าโล่งอกภายใต้ความเย็นชา เขาจึงเริ่มสาธิตวิธีการถือด้ามทวนที่ถูกต้อง ซึ่งทวนนั้นจะสูงเทียบเท่าคน มีความยาวพอ ๆ กับธนูยาว เธอต้องจับด้ามทวนให้แน่น แนบติดกับลำตัว และพยายามพุ่งชนคู่ต่อสู้ให้ตกจากหลังม้าจะดีที่สุด ทว่าด้วยความที่ทวนค่อนข้างแหลมคม การที่จะเผลอแทงทำร้ายคู่ต่อสู้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เช่นกัน


“มีคนตายด้วยเหรอในงานแบบนี้” อากาเบลถามอย่างสนใจ


“เรื่องปกติ”


            เธอรู้ว่าอย่างไรเธอก็ไม่ตายจากการประลองทวน แต่เธอคงต้องออมแรงเพื่อที่จะได้ไม่เผลอฆ่าใครแทน


            “ไม่ใช่ว่าอัศวินต้องลงแข่งเหรอ” เธอถามต่อเมื่อเรียกความมั่นใจกลับมาได้ “ไหงครั้งนี้อัศวินฝึกหัดถึงลงแข่งแทน?”


            “ลองถามราชาดู”


            เธอคิ้วกระตุก ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย “ตลกตายล่ะ”


            “กติกางานที่ถูกเปลี่ยนเป็นความคิดของรัชทายาท”


            พี่ชายของกิลเบิร์ต? อากาเบลนิ่วหน้าทันที ก่อนจะนั่งแกว่งขาไปมาเงียบ ๆ ฟังดีทริคอธิบายบ้างไม่ฟังบ้าง ปกติแล้วอัศวินจะต้องใส่เกราะเต็มยศไม่ต่างไปจากตอนลงสนามรบยามประลองทวน แต่เมื่อกลายเป็นอัศวินฝึกหัดที่ต้องลงแข่ง ก็ต้องใส่เกราะหนังเป็นส่วนใหญ่แทน โดยจะติดเกราะเหล็กตามข้อต่อร่างกาย และต้องสวมหมวกเหล็กเพื่อป้องกันอีกด้วย ฟังคำอธิบายเสร็จเธอก็ลุกใส่เกราะหนังช่วงบนที่ดีทริคต้องผูกเชือกให้จากข้างหลังก่อน จากนั้นจึงหย่อนตัวนั่งบนลังไม้ดังเดิม แล้วยื่นขาข้างซ้ายให้เขาลองทาบแผ่นเหล็กจากใต้เข่าลงมาถึงตาตุ่มดู


            “ทำไมเจ้าถึงใส่ถุงมือตลอด” อากาเบลจับจ้องไปที่ถุงมือสีดำ “ไม่เห็นมาธิลด้ากับกิลเบิร์ตจะใส่ถุงมือบ้างเลย”


            ดีทริคทำหน้านิ่งกว่าเดิมเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตา “จะได้ไม่สกปรก”


            “เจ้าสำอางค์เหรอ”


            ไม่มีคำตอบ นอกจากช่วยใส่รองเท้าข้างซ้ายจนเสร็จ รองเท้าโลหะหนักอึ้ง ปิดมิดชิดตั้งแต่ปลายนิ้วเท้ามาจนถึงใต้เข่า บริเวณที่ต้องขยับเป็นนิจอย่างหัวเข่าหรือข้อเท้าจะไม่ใช่แผ่นเหล็กทื่อตรง แต่เป็นอีกชิ้นส่วนเล็ก ๆ ประสานทับกัน และต้องใช้เชือกรัดข้างหลัง เธอจึงลองขยับขาซ้ายดูด้วยความสนใจ พลางไล่สายตาไปตามลวดลายเส้นโค้งจาง ๆ บนแผ่นเหล็ก


            “ถ้าข้าไม่ใส่ถุงมือ ก็คงสกปรกไปด้วย” ดีทริคถากถางระหว่างใส่รองเท้าอีกข้างให้


            อากาเบลค้อนทันที “จะบ้ารึไง ข้าล้างเท้ามาแล้วเถอะ”


            “ไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไร”


            เธอขมวดคิ้วหงุดหงิดใส่ ก่อนจะรีบชักเท้ากลับทันทีที่อีกฝ่ายกลั่นแกล้งโดยการจั๊กจี้จนทั้งตัวสะดุ้งโหยง จึงใช้ขาข้างที่สวมรองเท้าโลหะผลักเขาให้ออกไปห่าง ๆ พอโดนทำหน้าไร้อารมณ์ใส่และเตือนว่าต้องรีบใส่เกราะให้เรียบร้อย เธอก็ยอมยื่นขาข้างขวาให้เขาเหมือนเดิม เนื้อผ้าของถุงมือยิ่งทำให้เธออยากชักเท้ากลับอีกรอบ แต่โดนยึดข้อเท้าไว้เสียก่อน


            “นี่สกปรกรึไง” อากาเบลว่า เมื่อดึงเท้ากลับมาไม่ได้ เธอก็ไถลร่างลงมาเล็กน้อย เพื่อยื่นปลายเท้าไปแหย่ใบหน้าของดีทริคเล่น “สะอาดกว่าเจ้าที่ดึกดื่นก็ยังไม่อาบน้ำด้วยซ้ำ หนาวก็หนาว ใครมันจะไปกล้าอาบตอนนั้นกัน อาบบ้างรึเปล่าเนี่ย”


            “ทำไมข้าจะไม่อาบ”


            “ฮึ ขนาดเจ้าอาบน้ำนะ ไม่เห็นจะสะอาดเท่าเท้าของข้าเลย” เธอรู้สึกเพลิดเพลินขึ้นมา จึงลืมความกังวลหลายคืนก่อนหน้าไปเสียสนิท “โอ้ย ไอ้เวร จะจั๊กจี้ไปทำไมวะ อย่างไงเจ้าก็สะอาดสู้เท้าของข้าไม่ได้อยู่แล้ว” เธอพยายามสะบัดเท้าหนี แต่ไม่สำเร็จ จึงต้องกลั้นหัวเราะขณะทำหน้าบึ้งไปด้วย “เฮอะ มันสะอาดจนเจ้าลองจูบได้เลยล่ะ”


            ดีทริคชะงัก อากาเบลจึงยักไหล่ด้วยความพอใจที่เขายอมรับว่าตัวเองไม่สะอาดเท่าเท้าของเธอ


            “ว่าไง กล้าจูบข้ารึเปล่าล่ะ”


            เธอรีบพูดเร็วเกินจนตกคำว่าเท้าไป ระหว่างนั้นเธอขำและขยับนิ้วเท้าเพื่อหาเรื่อง แต่สายตาของดีทริคกลับไม่ได้จับจ้องไปที่เท้าของเธออีกต่อไป เขากำลังมองเธออยู่ ตอนนั้นเองที่เธอเริ่มหุบยิ้ม รับรู้ถึงแรงบีบแผ่วเบาจากฝ่ามือของเขาได้ชัดเจน อยู่ ๆ สัมผัสของเนื้อผ้าถุงมือก็ให้ความรู้สึกที่ชัดเจนและแปลกไป มันอบอุ่นและนุ่มนวล ทำเอาขนแขนของเธอลุกชัน หายใจลำบากขึ้น ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในท่านั่งอย่างไร และในห้องที่ปิดประตูสนิท ไม่มีใครมองเข้ามาเห็น


นัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้าแฝงความหมายที่เธอไม่เข้าใจ


            “อย่าทำแบบนี้อีก” เขาพูดเสียงเบา


            “หา? ทำอะไร...”


            ไม่ทันจะได้ถามเพิ่ม ดีทริคก็ลุกไปเปิดประตูให้อ้ากว้างจนใครต่อใครที่เดินผ่านสามารถเห็นข้างในห้องชัดเจน จากนั้นเขาก็กลับมาใส่รองเท้าโลหะให้อากาเบลต่อโดยไม่พูดจาไม่จา ความผ่อนคลายที่มีมาทั้งหมดเมื่อครู่ถูกขจัดหายไปทันควัน เธอสับสน แต่สุดท้ายก็นั่งเงียบและเหม่อมองไปยังวิวนอกห้อง อยู่ ๆ ก็กลับมารู้สึกอับอายจากความเข้าใจผิดตั้งแต่สี่ปีก่อนอีกครั้ง


            หลังจากสวมผืนผ้าสีฟ้าเข้มยาวปิดหน้าอกลงมาถึงช่วงขาไว้ใต้เกราะหนัง เธอก็ใส่แผ่นเหล็กซ้อนทับกันบริเวณลำคอเพิ่ม เพราะความที่เธอตัวเล็กกว่าอัศวินฝึกหัดคนอื่น ดูแล้วน่าจะมีแววโดนทวนแทงคอบ่อย ๆ จากนั้นเธอก็สวมถุงมือเหล็กยาวตั้งแต่ใต้ข้อศอกลงมาทับถุงมือหนังสีน้ำตาลเข้ม เวลานี้เธอคล้ายจะไปรบแล้วจริง ๆ แต่ละย่างก้าวมีแต่เสียงเหล็กกระทบ


อากาเบลลุกขึ้น หยุดจ้องหน้ากับดีทริคครู่เดียว ต่างคนก็รีบเดินหนีไปยังลานกว้างสำหรับการประลองซึ่งราล์ฟรออยู่



***



กิลเบิร์ตยืนจ้องวิวของเทือกเขาสีเทาเบื้องหน้าพระราชวังและเมืองลูบลินา มือก็กำชับถ้วยน้ำชาร้อนซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความอบอุ่นอย่างเดียวข้างนอกตัวคฤหาสน์ เขาเลื่อนสายตาไปมองท้องฟ้าสีเข้มไร้เมฆ จากนั้นก็ขยับเสื้อคลุมที่ยาวถึงหัวเข่า แล้วหันไปรั้งให้คนรับใช้ซึ่งกำลังก้มหน้าเดินงก ๆ ผ่านไปข้างหลังหยุด


“พวกเจ้าหาน้ำหาท่าให้ดูซปัซ... ท่านนักบวชรึยัง” เขาถาม พลางชี้นิ้วไปที่ดูซปัซเตรสซ์ซึ่งกำลังพรมน้ำมนต์ใส่ทวนอยู่


            “พะ-พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


            “แล้วก็นะ...” เขาลดเสียงลง “เจ้าชายอัลฟองเซ่มาถึงรึยัง” เมื่อคนรับใช้ตอบว่าเจ้าชายรัชทายาทยังเดินทางมาไม่ถึงพระราชวัง เขาก็ยิ้มกว้าง รู้สึกโล่งอกเป็นที่สุด จึงกลับมาเสียงดังเหมือนเดิม “ขอบใจเจ้ามาก อ้อ ขอชาอีกแก้วด้วยนะ”


            ในกระโจมสีเลือดหมูขนาดใหญ่ซึ่งตั้งไว้ข้างสนามหญ้า (หรือปัจจุบัน สนามหิมะ) เพื่อรองรับขุนนางและอัศวินนั้นเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่เข้าออกไม่รู้จบ บางครั้งก็เป็นอัศวินฝึกหัดในชุดเตรียมแข่งขันเดินเข้าไปพร้อมกับอัศวินผู้เป็นเจ้านาย กิลเบิร์ตยืนรอรับถ้วยชาถ้วยใหม่จากคนรับใช้เสร็จก็ขยับคอเสื้อ แล้วเดินตรงไปแหวกม่านกระโจมเปิด ข้างในมืด มีแสงสว่างน้อยนิดจากกองไฟแนวนอนบนพื้นตรงกลาง ข้างในมีผู้คนนั่งอยู่เยอะ ต่างส่งเสียงเฮฮาลั่น กลิ่นเหล้าหึ่งตั้งแต่หัววัน


            เขาเห็นน็อคส์กับราล์ฟยืนคุยกันอยู่อีกมุมหนึ่งของกระโจม ข้าง ๆ คือโซโกลอฟที่ยังคงทำหน้าเย่อหยิ่งเป็นปกติ นางกำลังกอดอกและเชิดหน้ามองเพดานกระโจมเพื่อหลบสายตาผู้คน ชุดของนางเป็นชุดกระโปรงสีอ่อนจนเกือบขาว ขอบกระโปรงสีดำเลยตาตุ่มขึ้นมาไม่เท่าไร มีลายดอกไม้สีทองซึ่งเป็นลายพื้นเมืองของแอเธลวิน มันเข้ากับเส้นผมสีดำสนิทซึ่งมัดแบ่งเป็นแกะต่ำสองข้างตรงบ่า เกราะตรงแขนกับขาส่งเสียงทุกครั้งที่นางขยับตัว เรียกร้องความสนใจซึ่งเจ้าตัวไม่ต้องการ


            “เป็นอย่างไรบ้าง” กิลเบิร์ตเดินเบียดผู้คนไปหากลุ่มของน็อคส์ “โซโกลอฟเตรียมพร้อมแล้วสิ?”


            ราล์ฟพุ่งมาหาเขาทันที มือกำสร้อยคอแน่น ปากก็ภาวนาถึงพระเจ้าให้ช่วยปัดเป่าปิศาจ “ฝ่าบาท กระหม่อมขออนุญาตออกไปรอข้างนอกได้ไหมพะย่ะค่ะ มีแต่อบายมุขในนี้ พระเจ้าช่วย! กระหม่อมไม่ถูกกับการพนันพะย่ะค่ะ”


            “เขากลัวตกนรก” น็อคส์เสริม โซโกลอฟจึงส่งเสียงดูแคลนในลำคอใส่


            “อ๋อ เอาสิ ออกไปรอก่อนเลยก็ได้”


            ราล์ฟเป็นหนึ่งในคนที่เคร่งศาสนาที่สุด การได้เป็นนักบวชอาจจะเป็นความฝันของเขา แต่กิลเบิร์ตก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยังจมปลักกับการเป็นผู้ติดตามของน็อคส์–ชาร์น็อคเซียซ์นิคผู้ถูกพระเจ้าปฏิเสธอยู่ อาจเป็นเพราะราล์ฟเป็นคนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยมาร์ควิสโธมัสยังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้น ตระกูลเบลนเฮล์มอาจจะเป็นตระกูลเดียวที่เขาไม่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์


            “ตั้งแต่ข้าโตเป็นหนุ่ม เข้าร่วมงานเลี้ยงโดยไม่ต้องตามพ่อต้อย ๆ และมีแต่สาว ๆ เข้าหา ข้าก็ไม่เคยเห็นการประลองทวนครั้งไหนจะไม่มีการพนันเลยนะ” กิลเบิร์ตพูดโอ้กับโซโกลอฟ ยังโดนนางเฉยเมยใส่ตามเคย “อะไรกัน ข้านึกว่าเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์จะสอนให้เจ้าเลิกเมินคนเสียอีก แสดงว่าสอนไม่สำเร็จ


            นางหันขวับมาเขม่งตาใส่ทันที “มาธิลด้าทำไม”


            “หือ?”


            “มาธิลด้าทำไม”


            “เอ่อ เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”


            กิลเบิร์ตไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆ โซโกลอฟก็โมโหขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เขาแค่พาดพิงถึงเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์เท่านั้นเอง เพื่อตัดบทก็เลยรีบพาเดินไปยังโต๊ะที่มีขุนนางยศสูงนั่งอยู่ พวกเขาลุกขึ้นทำความเคารพกิลเบิร์ตกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนบารอนคนหนึ่งจะเดินก้มหัวไปหาโต๊ะอื่นเพื่อให้เก้าอี้ว่างเพียงพอสำหรับเจ้าชายผู้มาใหม่ หลายคนในโต๊ะขยับตัวอย่างไม่สบายใจนักที่มีน็อคส์มาร่วมวงด้วย ส่วนโซโกลอฟก็ยืนกอดอกพิงเสาไม้อยู่ข้างหลัง


            เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย บทสนทนาเคล้าเหล้าก็เริ่มต้นขึ้น โดยมีสายตาเคลือบแคลงใจของบรรดาขุนนางในโต๊ะต่อโซโกลอฟซึ่งเหมาเหล้าที่กิลเบิร์ตกับน็อคส์ไม่ดื่มไปดื่มเสียเอง


            “เปลี่ยนจากอัศวินมาเป็นอัศวินฝึกหัดแข่งแทน พวกเจ้าคิดว่าอย่างไรบ้างหรือ” กิลเบิร์ตถาม


            “กระหม่อมเชื่อว่าอัศวินฝึกหัดยังไม่เก่งกาจพอจะทำให้การแข่งขันสนุกได้หรอกพะย่ะค่ะ”


            ขุนนางอีกคนแย้ง “แต่ก็น่าสนใจพอสมควรไม่ใช่รึ อัศวินฝึกหัดหลายคนเป็นที่จับตามองมาสักพักแล้วด้วย”


            “งั้นงานนี้ก็จะทำให้รู้ว่าอัศวินฝึกหัดของใครจะโดดเด่นสินะ?” กิลเบิร์ตเท้าคางถาม


            “ถูกต้องพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท และกระหม่อมคิดว่านี่คือสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนกติกา”


            “หลายคนไม่ค่อยจะพอใจนักพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเชื่อว่าเจ้าชายรัชทายาทกับพระราชาพิจารณาดีแล้ว”


กิลเบิร์ตรู้สึกแย่พิกลกับประโยคล่าสุด เขาก็เลยยิ้มแห้ง ๆ ให้ แล้วหันไปชวนน็อคส์คุย ขุนนางคนอื่นมองหน้ากันทันที แต่ไม่นานนักเมื่อเหล้าเข้าปากเยอะเข้า ท่าทางตีตัวออกห่างก็ค่อย ๆ หายไป แล้วบทสนทนาก็กลายเป็นการลงพนันแทน คราวนี้ขุนนางบางคนกล้าพูดกับน็อคส์ตรง ๆ แต่เป็นประโยคประมาณว่าจะลงพนันว่าโซโกลอฟเป็นคนแรกที่แพ้การประลองทวน


            “คนแรกที่แพ้?” น็อคส์ทบทวนหน้าตาย


            “เออสิ ยายเด็กแม่มดจะต้องแพ้ก่อนใครแหง ๆ...”


            ทว่าอยู่ ๆ ขุนนางรอบโต๊ะก็สะดุ้งตกใจ ก่อนจะลุกพรวด ยืนตัวตรงหันไปทางด้านหลังของกิลเบิร์ต (บางคนเผลอทำขวดเหล้ากลิ้งตก) เขาเองก็ตกใจตาม เข้าใจว่าพ่อคงแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนก่อนการประลองทวนจะเริ่มขึ้น แต่ไม่ใช่


            “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน กิล เจ้าดูโตขึ้นเยอะ”


            กิลเบิร์ตยิ้มเจื่อน จำเสียงทุ้มดังกล่าวได้ทันที เขาจึงรีบลุกขึ้นและหันไปหัวเราะร่า พลางตบไหล่ผู้ชายตัวสูงไล่เรี่ยน็อคส์ คนมาใหม่เป็นเจ้าของเส้นผมสีดำและดวงตาสีเขียว สวมเสื้อยาวสีน้ำเงินเข้ม ทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์มีโซ่ทองคล้องหลายเส้นตรงบ่า หิมะติดตามตัวเล็กน้อย กิลเบิร์ตยิ้ม แล้วหันไปแนะนำโซโกลอฟ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งเดียวในกระโจมนี้ที่ไม่รู้จัก นางขมวดคิ้ว ยอมลดขวดเหล้าในมือไปซ่อนไว้ข้างหลังแต่โดยดีเมื่อโดนเขาทำตาเลิ่กลั่กอ้อนวอน


            เพราะไม่ดีแน่ที่จะทำพฤติกรรมเช่นนั้นต่อหน้าเจ้าชายรัชทายาทแห่งแอเธลวิน



***



เอลไลเวิร์ธคนพี่เป็นตัวปัญหาพอ ๆ กับเบลนเฮล์ม โคนอนเคยบอกราชาเช่นนั้น อากาเบลยังจำได้ดี แต่เธอไม่ได้แสดงสีหน้าสงสัยออกไป นอกจากทำความเคารพอย่างง่ายดาย กิลเบิร์ตหน้าซีด เหงื่อแตกพลั่ก คงตึงเครียดนึกว่าเธอจะทำตัวแย่ ๆ ชวนโดนหัวกุดใส่รัชทายาท พอเห็นว่าเธอทำตัวดี เขาก็หัวเราะต่อ แล้วรีบผายมือไปยังหญิงสาวซึ่งยืนเคียงข้างอัลฟองเซ่


เซเลสเทีย เอลไลเวิร์ธ ดัชเชสแห่งเลสช์นอ เสียงของโคนอนดังขึ้นมา


            นางมีเรือนผมหยักศกสีน้ำตาล รวบด้วยเชือกลวดลายสีทองพื้นหลังสีดำไว้ข้างหลัง นัยน์ตาของนางเป็นสีเข้มจนเกือบดำ นางสวมเสื้อคลุมขนสัตว์แบบเดียวกับอัลฟองเซ่ และชุดแบบเดียวกันกับที่เลดี้คนอื่นสวมใส่ ชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าสีเขียวมรกต ปลายกระโปรงกับปลายแขนเสื้อเป็นขอบสีดำ เนื้อผ้าดูหนา ลื่น และส่องประกายยามต้องแสงเล็กน้อย ปกเสื้อเว้าลงมา เผยให้เห็นช่วงคอระหงส์ซึ่งมีสร้อยคอมีจี้สัญลักษณ์ศาสนาอาซีมุสห้อยอยู่


            เซเลสเทียสบตาอากาเบล เธอจึงรีบหลุบตาต่ำมองปลายเท้าทันที รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องนัยน์ตาที่มีสีเงินแต่มแต้มประหลาดของตัวเองอยู่ พลันเธอก็รู้สึกขนลุกเมื่อแอบเงยหน้าขึ้นมาเห็นเซเลสเทียโน้มตัวไปกระซิบข้างหูอัลฟองเซ่ เจ้าชายรัชทายาทซึ่งตอนแรกไม่แม้แต่จะมองเลยก็ตวัดสายตามาหาทันควัน


            “โซโกลอฟเป็นชื่อพื้นเมืองไม่ใช่หรือ” เขาถาม แล้วหันไปทางกิลเบิร์ต “ต้องขอโทษด้วยที่ข้าจะทำให้วันพักผ่อนของเจ้ากร่อยไป แต่ข้าไม่ต้องการให้มีชื่อภาษากีดีเนียในเมืองหลวงของเรา ที่นี่คืออาณาจักรแอเธลวิน ไม่ใช่อาณาจักรกีดีเนียอีกต่อไป กิล เจ้ามีส่วนร่วมกับกฎหมายการตั้งชื่อมิใช่หรือ นางควรจะเลิกใช้ชื่อโซโกลอฟตั้งแต่เจ้าเจอหน้านางแล้ว”


            กิลเบิร์ตอ้ำอึ้ง ขุนนางรอบโต๊ะทุกคนต่างมองเขา “เจ้าก็รู้ว่าชื่อของผู้หญิงมีเยอะกว่าชื่อของผู้ชาย...”


            “แค่เลือกสักชื่อให้นางก็พอ เจ้าเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระอีกแล้ว กิล การเป็นเจ้าชายไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะว่างเสียจนมีเวลามาทิ้งเล่นเช่นนี้ได้ เจ้ารู้รึเปล่าว่าสงครามศักดิ์สิทธิ์กำลังใกล้เข้ามาแล้ว...”


            “ข้าทราบเรื่องนั้น อัล”


“...และเรายังตามหลังเฮเนวิงที่มีมังกรในครอบครองไม่ทัน?”


            “นะ-นั่นก็เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงในราชสำนัก”


            เสียงของกิลเบิร์ตแผ่วลง แก้มแดงด้วยความอับอาย ท่าทางอ่อนหัดไปเลยเมื่อยืนเทียบกับอัลฟองเซ่ ขุนนางรอบโต๊ะต่างพึมพำกันถึงเรื่องเฮเนวิงมีมังกรครอบครอง อากาเบลจึงกำขวดเหล้าซึ่งซ่อนไว้ข้างหลังแน่น ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นมา


“มาธิลด้าเจ้าค่ะ”


เมื่อทุกศีรษะรอบโต๊ะหันมามอง เธอก็อธิบายเพิ่ม โดยพยายามคุมน้ำเสียงให้อ่อนหวานแบบมาธิลด้า “ฝ่าบาท เจ้าชายกิลเบิร์ตเลือกชื่อให้หม่อมฉันแล้ว แต่เขาไม่อยากให้ชื่อซ้ำกับเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์เจ้าค่ะ”


            ดัชเชสเซเลสเทียขยับเข้าไปกระซิบข้างหูของอัลฟองเซ่อีกครั้ง เขาจึงขมวดคิ้ว


            “เจ้าหมายถึงมาธิลด้า เซลี่งั้นหรือ” เขาถาม


            “เจ้าค่ะ”


อัลฟองเซ่ถอนหายใจ และคลายท่าทางเคร่งเครียดลง “การใช้ชื่อซ้ำไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ อย่างไรก็ตาม กิล ช่วยจัดการให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ด้วย ฟอร์เซเคน เจ้าควรจะไปทำงานของเจ้าได้แล้ว อีกประการหนึ่ง ข้าต้องการให้มีประชุมหลังการแข่งขันประลองทวน” เขากวาดตารอบโต๊ะอันเงียบกริบ “หน้าที่ใคร? ข้าต้องทำเองหรือไม่ มาร์ควิส? ไปจัดการเสีย”


            รัชทายาทไม่ใช่คนชอบพูดซ้ำสอง โคนอนมักจะท่องกับตัวเองเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีปัญหากับอัลฟองเซ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทำงานสร้างภาพยามผู้เป็นเจ้าชายมาเจอ เพราะการพักผ่อนแทบจะถือว่าเป็นบาปในสายตาของเขา มิน่าล่ะในกระโจมถึงเงียบกริบ อากาเบลยักไหล่ แล้วกระดกเหล้าดื่มต่อเมื่อดยุคและดัชเชสแห่งเลสช์นอเดินออกไป


            ดื่มไม่ทันจะหมดขวด ราล์ฟก็วิ่งเข้ามาตามเธอในกระโจมที่กลับมาครื้นเครงอีกครั้ง การแข่งขันประลองทวนกำลังจะเริ่มแล้ว ข้างนอกกระโจมร้อนขึ้น ท้องฟ้าสว่างไสวยิ่งกว่าเดิม เธอเห็นเชือกสามเส้นแบ่งเขตสนามแข่งแยกกับพื้นที่ของคนดู ในเขตสนามซึ่งไร้หิมะเหมือนจุดอื่นมีสองเลนกว้าง เป็นทางยาวให้ผู้เข้าแข่งขันควบม้าเข้าไปปะทะกันตรงจุดกลาง


            “เจ้าจะได้ลงแข่งเป็นคู่แรก” ราล์ฟบอก พลางดันหลังอากาเบลให้เดินไปหากลุ่มม้า


            “คู่แรก?” เธอย้ำเสียงแหลม “นี่สุ่มเอาหรือมีคนเลือก?”


            “จะสุ่มหรือมีคนเลือกก็ไม่ใช่ปัญหา โซโกลอฟ ตั้งสมาธิได้แล้ว!


อากาเบลหันไปมองอัฒจันทร์สำหรับเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงสุดในเขตคนดูทันที พระเจ้าชาร์ลส์กำลังมองเธออยู่ แล้วสายตาก็เลื่อนหายไปทางอื่น เขาพยักหน้าอย่างเชื่องช้า โดยมีอัลฟองเซ่กระซิบกระซาบที่ข้างหู ส่วนกิลเบิร์ตนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ทางซ้ายมือ เขาส่งยิ้มหวานให้เลดี้ไปทั่ว สงสัยตารางแข่งจะไม่ใช่การสุ่ม เธอทำหน้าบูดไม่พอใจ ก่อนจะหันกลับมาสนใจม้าสีน้ำตาลเข้มซึ่งมีผืนผ้าสีฟ้าติดตราราชวงศ์ใต้อาน เธอพยายามปีน แต่ไม่สำเร็จ กระโปรงเทอะทะเกะกะเกินไป


 “เจ้ามีมีดไหม” เธอถามราล์ฟ


            “ไม่มีหรอก จะเอาไปทำอะไรล่ะ?”


“ก็ไอ้กระโปรงเวรนี่น่ะสิ!” เธอเริ่มหัวเสีย พลางแกว่งขาเตะกระโปรงประชด แต่ราวกับราชามังกรได้ยินคำขอ อยู่ ๆ ฟอร์เรสต์ซึ่งเป็นคนรู้จักของมาธิลด้าก็วิ่งเหยาะ ๆ มาหา เขายื่นกล่องไม้มาให้เปิด ปรากฎว่ามีมีดเล่มหนึ่งอยู่ในนั้น


“จากมาธิลด้า?” เขาพยักหน้า ทำเอาเธออ้าปากค้าง “ทำไมนางถึง...”


            “ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน อยู่ ๆ นางก็มาตามหาข้าเมื่อเช้า และบอกว่าเจ้าร้องขอใช้มีดก่อนการประลองทวนจะเริ่ม”


            เธอไม่เคยขอ อากาเบลกลืนประโยคลงคอไป แม้จะพิศวง แต่การแข่งขันใกล้จะเริ่มแล้ว เธอจึงคว้ามีดมาพร้อมกับก้มตัวลง จับปลายกระโปรงเอาไว้ แล้วใช้มีดผ่าด้านข้างยาวขึ้นมาถึงต้นขา จากนั้นก็ทำซ้ำอีกสองรอบ จนกระโปรงถูกกรีดด้านข้าง ด้านหน้า และด้านหลัง เมื่อเสร็จสรรพเธอก็เก็บมีดใส่กล้องไม้ แล้วยื่นคืนให้กับฟอร์เรสต์ที่เบิกตาโตอย่างตะลึง เขารับไปอย่างงง ๆ เธอจึงปีนม้าโดยเมินเสียงโวยลั่นของราล์ฟกับสายตาอึ้งทึ่งของบรรดาอัศวินฝึกหัดข้าง ๆ


            ระหว่างนั้นเธอมองเห็นดวงหน้าของมาธิลด้าท่ามกลางฝูงชน นางยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่ขจัดความสงสัยทั้งหมดทิ้งไปชั่วคราว บริเวณนั้นนางโดดเด่นเป็นที่สุด แม้แต่เซเลสเทียผู้เป็นถึงเจ้าหญิงยังสวยและเยาว์วัยสู้นางไม่ได้เลย อากาเบลได้กลิ่นหอมอันคุ้นเคยของนาง มันทำให้ใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ราวกับลอยล่องในอากาศ เธอจึงทำสิ่งที่ไม่คาดคิด


เธอยิ้มกลับ


            “มัวแต่ยิ้มอะไรอยู่เล่า โซโกลอฟ! ถึงเวลาแล้ว” ราล์ฟร้องเตือน ก่อนจะพึมพำบทสวดมนตร์ขึ้นมา


            คู่ต่อสู้ของอากาเบลเป็นผู้ชายร่างหนาบึ้ก ดูชำนุชำนาญการขี่ม้าเป็นพิเศษ เธอสวมหมวกเหล็กเสร็จก็เหลือบมองมาธิลด้าอีกครั้ง รู้สึกถึงกำลังใจที่เอ่อล้นขึ้นมา ก่อนจะรับทวนจากราล์ฟมาแนบใต้รักแร้ มือจับด้ามไว้มั่น หูของเธออื้ออึงไปชั่วขณะเมื่อเสียงของผู้คนดังจัด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรเป็นตัวบอกว่าการแข่งขันเริ่มแล้ว เธอแค่เตะม้าให้วิ่งเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ออกตัว


            ทวนยาวจนบังคับได้ยากกว่าที่คิด อากาเบลขบฟันแน่น เหงื่อไหลซึมเต็มถุงมือ การแข่งขันไม่ยืดยาด มันเกิดขึ้นทันทีทันใด เมื่อถึงจุดตรงกลางที่ทั้งสองต้องควบม้าสวนกัน ไม่ทันที่เธอจะได้โฉบทวนใส่ศัตรู เธอก็เห็นปลายแหลมของทวนพุ่งตรงมาหาที่ลำตัวเสียก่อน



***



            การประลองทวนเป็นกีฬาของผู้ชาย ฉะนั้นเด็กสาวอย่างโซโกลอฟคงจะโดนทวนแทงทะลุ ไม่ก็หล่นจากหลังม้าลงไปนอนจมกองเลือดอย่างแน่นอน ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกัน เพราะถึงแม้นางจะเป็นผู้หญิงที่สูงกว่าสาวคนอื่น แต่ร่างกายก็บอบบางยิ่งนักเมื่อเทียบกับอัศวินฝึกหัดแต่ละคน อย่างกับโยนกระต่ายลงไปกลางฝูงราชสีห์อย่างไงอย่างงั้น


ดัชเชสเซเลสเทียยกมือปิดปากด้วยความตกใจเมื่อเห็นโซโกลอฟโดนทวนกระแทกตรงเกราะช่วงตัวไปเต็ม ๆ เกิดเสียงดังลั่นสนามแข่งขัน ปลายแหลมของทวนจมลึกหายไป กิลเบิร์ตหลับตาสนิททันที หากนั่นเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของโซโกลอฟ เขาก็ไม่อยากเห็นสภาพของนางซึ่งมีเลือดสาดกระจายทั่ว—


“เกินคาด” อัลฟองเซ่เอ่ยขึ้น กิลเบิร์ตจึงกล้าลืมตาขึ้นมาดู


คนที่ร่วงจากหลังม้าไม่ใช่โซโกลอฟ แต่เป็นอัศวินฝึกหัดร่างบึ้กคู่ต่อสู้ต่างหาก เขาไม่ได้โดนทวนสวนกลับ แต่เหมือนกลิ้งตกหลังม้าไปเฉย ๆ โซโกลอฟเองก็ทำหน้างงไม่แพ้บรรดาคนดู แล้วนางก็ดึงทวนที่ทิ่มคาอกออกมาโดยไม่มีสีหน้าเจ็บปวด เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้น ด้วยความคาดหวังว่าจะมีเลือดหรือชิ้นเนื้อหลุดออกมาด้วย แต่ปลายทวนไม่มีแม้แต่สะเก็ดเลือดด้วยซ้ำ


            “อะไรกัน?” กิลเบิร์ตพึมพำ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อท่านพ่อซึ่งนั่งบนบัลลังก์สูงสุดข้าง ๆ โมโหขึ้นมา


            “เป็นไปได้อย่างไร!” เขาทุบกำปั้นกับพนักเก้าอี้อย่างแรง “นางไม่ตกจากหลังม้าได้อย่างไร!


            ขุนนางที่ยืนล้อมเบื้องหลังและด้านข้างต่างพึมพำ “มีข่าวลือว่ายายเด็กนั่นโกงในคืนแห่งการกำเนิด...”


            “ครั้งนี้จะโกงต่อหน้าพระราชาเชียวหรือ กล้าขนาดนั้นเชียว?!


            “นั่นออกจะเกินจริงไปหน่อย คงไม่ทำต่อหน้าคนขนาดนี้หรอก”


            การแข่งขันคู่อื่นดำเนินต่อไป กิลเบิร์ตนั่งไม่เป็นสุข สุดท้ายเขาก็ต้องขออนุญาตท่านพ่อไปที่อื่นแทน (จริง ๆ ไม่ต้องขอเลยก็ได้ เพราะท่านพ่อสนใจแต่จะคุยกับอัลฟองเซ่อย่างเดียว) ระหว่างทางเขาเสยผมเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองยังปกติ ไม่ได้มีสีหน้าปวดร้าวลึก ๆ แต่อย่างใด โต๊ะที่น็อคส์นั่งร่วมกับขุนนางเมาแอ๋คนอื่นตั้งอยู่ข้างหน้ากระโจม ฟังจากบทสนทนาแล้วดูท่าจะมีการพนันเกิดขึ้นพอสมควร อย่างน้อยก็ไม่มีใครลงพนันข้างเดียวกับน็อคส์แน่ ๆ


            “โชคเข้าข้างล่ะซี เด็กตัวแค่นั้นมันจะไปสู้ใครได้? รอบต่อไปข้าพนันเลยว่ามันแพ้แน่” บารอนซึ่งนั่งกอดขวดเหล้าสองขวดตบโต๊ะ “พระเจ้าเป็นพยานเลย!


            คงเมากันเกินกว่าจะรู้ตัวว่านั่งร่วมโต๊ะกับชาร์น็อคเซียซ์นิคอยู่ กิลเบิร์ตคิด แล้วหันไปมองน็อคส์ที่ไม่แตะเหล้าเลย


“เหลือเชื่อชะมัดที่นางชนะรอบแรกได้”


            อีกฝ่ายยกยิ้มที่มุมปาก “นางจะชนะทุกคน”


            “สามหาว!” ขุนนางอีกคนที่เขาจำชื่อไม่ได้ขัดเสียก่อน พลางกระดกเหล้าหลายอึกจนตัวสั่นไปครู่หนึ่ง


            น็อคส์มีท่าทางผ่อนคลายกว่าที่กิลเบิร์ตเคยเห็นเสียอีก จริง ๆ แล้วอาจจะผ่อนคลายเกินไปด้วยซ้ำ เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ และยกขาทั้งสองข้างขึ้นมาพาดโต๊ะอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะโดนใครด่าว่าหาเรื่อง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงใบหน้านิ่งขรึมอยู่ แต่ตาจ้องมองไปทิศทางอื่น กิลเบิร์ตจึงเลื่อนเก้าอี้ไปนั่งข้าง ๆ แล้วกระแอมไอ อีกฝ่ายแค่เลิกคิ้ว แต่ไม่ได้หันมามอง


พอกิลเบิร์ตลองมองตามสายตาไปอีกฟากดู ก็พบว่าน็อคส์กำลังมองโซโกลอฟ และเด็กสาวก็กำลังเกาะเชือกคุยกับเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์อีกที


            โอ๊ะโอ่... เขาเหงื่อตกขึ้นมาทันควัน พลางเหลือบมองชายหนุ่มสลับกับเด็กสาว


            พักได้ไม่นานโซโกลอฟก็ต้องลงแข่งต่อ นางโบกมือส่ง ๆ ให้ราล์ฟที่พูดอะไรสักอย่างอยู่นอกเชือก จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนั่งรอคู่ต่อสู้บนม้า เหล่าคนดูแสดงความสนใจเป็นพิเศษกับการแข่งขันรอบนี้ เพราะอยากรู้ว่าชัยชนะก่อนหน้าเป็นเพียงแค่ความโชคดีหรือเปล่า แต่โซโกลอฟก็แสดงให้เห็นว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร นางเตะม้าให้ออกตัววิ่ง แล้วแทงทวนใส่อัศวินฝึกหัดจนตกม้าไปอย่างรวดเร็ว เรียกเสียงตระหนกให้ดังลั่นกระโจมที่กำลังแทงข้างทันที


นางลงจากม้า พลางถอดหมวกเหล็กเพื่อเช็ดเหงื่อ แล้วกึ่งเดินกึ่งกระโดดไปคุยกับมาธิลด้าและราล์ฟ


            กิลเบิร์ตกระแอมไอเสียงดังจนน็อคส์หันมามอง รู้สึกแย่แทนอีกฝ่ายชอบกล “รู้ไหมว่านางไม่เคยหันมามองเจ้าเลย”


            “ไม่มีใครอยากยุ่งกับฟอร์เซเคนทั้งนั้นแหละ! เพราะพระเจ้าท่านจะลงโทษ มีแต่ความตาย...” ขุนนางซึ่งเมาจัดเสริม ก่อนจะฟุบหลับไป


            น็อคส์เอียงคอ “ใจความของเจ้าคืออะไร?”


            “ข้าน่ะเป็นเจ้าชายที่ผ่านการทอดสะพานของผู้หญิงมาเยอะมาก ฉะนั้นข้าจึงรู้ดีว่าเวลาผู้หญิงสนใจหรือชอบน่ะ พวกนางจะปฏิบัติอย่างไร ก็ข้าเจอบ่อยจนชินแล้วน่ะ เอาล่ะ การสังเกตว่าพวกนางแอบมองบ่อย ๆ หรือไม่นั้นก็เป็นวิธีสังเกตที่ใช้ได้ เป็นขั้นแรก ๆ เลยล่ะ แต่ว่า...” กิลเบิร์ตกระอักกระอ่วนขึ้นมา “โซโกลอฟไม่เคยมองเจ้าเลยน่ะสิ”


            “แล้ว?”


            “ก็หมายความว่านางไม่ได้ชอบเจ้า... เอ้อ ต้องเรียกว่า นางไม่ได้สนใจเจ้าเลยน่ะสิ!


            “ข้าควรจะรู้สึกเศร้า?”


            “เอ๋? ก็ใช่น่ะสิ! ก็เจ้าแห้วที่สาวไม่สนใจไม่ใช่เหรอ”


            น็อคส์ไม่ได้ตอบ แค่เดาะลิ้นให้ จากนั้นเขาก็หันไปชมการแข่งขันประลองทวนต่อ จนกระทั่งมีเสียงประกาศและเสียงแตรยาวถึงการแข่งขันรอบต่อไปที่โซโกลอฟจะต้องลงแข่ง กิลเบิร์ตก็หันไปสำรวจอัฒจันทร์ในหมู่คนดูก่อน เห็นท่านพ่อเอนศีรษะคุยกับขุนนางคนหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สักพักเขาก็ยิ้มออกมาราวกับสุขใจเหลือล้น มือเคาะพนักเก้าอี้ไม้อย่างใจเย็น


            การแข่งขันรอบนี้เป็นรอบสุดท้าย โซโกลอฟจะเผชิญหน้ากับอัศวินฝึกหัดรุ่นราวคราวเดียวกัน แม้คู่ต่อสู้คนนี้จะไม่ได้ตัวใหญ่แบบคนก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่กิลเบิร์ตคิดว่าอัศวินฝึกหัดคนนี้คงซ่อนรูป มิฉะนั้นก็ไม่สามารถฝ่าฟันมาจนถึงรอบลึก ๆ ได้หรอก ระหว่างที่ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองรับทวนมาถือ และตั้งศีรษะตรงไปข้างหน้า เขาก็เหลือบเห็นเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์


            นางไม่ได้ยิ้มแย้มอีก แต่กำลังกังวลหนัก


            “กิล” น็อคส์เรียก แล้วดึงขาที่พาดโต๊ะไว้ลงมา ตอนนี้เขาอยู่ในท่าเอามือประสานไว้ตรงคาง “การที่ข้าคอยมองโซโกลอฟไม่ได้หมายความว่าข้าชอบนาง” เขากดเสียงต่ำและเบาลง แต่กิลเบิร์ตไม่คิดว่าขุนนางที่นอนฟุบไม่ก็ดื่มเหล้าอยู่รอบโต๊ะจะได้ยิน “โซโกลอฟเป็นคนสำคัญสำหรับข้า เป็นคนที่ข้าลงทุนและยอมเสี่ยงทุกอย่างให้นางยังอยู่ตรงนี้”


            “นั่นหมายความว่าเจ้าไม่ได้ชอบนางอย่างไง” กิลเบิร์ตกระซิบถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ


            “ข้าคิดว่าเจ้าควรจะมองอีกมุม”


            เสียงแตรสั้น ๆ ดังขึ้น แล้วม้าทั้งสองตัวก็ควบเข้าหากัน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เข้าแข่งขันค้อมตัวต่ำสู้กับแรงลม ระหว่างการสวนทาง ทั้งคู่ต่างแทงทวนตรงไปยังข้อต่อของอีกฝ่ายสุดแรง กิลเบิร์ตกลั้นหายใจยามเห็นอัศวินฝึกหัดคู่ต่อสู้ทำท่าจะหล่นจากหลังม้าเป็นคนแรก แต่แล้วบรรดาคนดูก็กรีดร้องขึ้นมาเมื่อเขาใช้เท้าถีบม้าของโซโกลอฟ พร้อมกับเหวี่ยงทวนไปฟาดหมวกเหล็กของนางด้วยความแรงประหนึ่งกำลังต่อสู้เอาชีวิตกันอยู่


            ทั้งสองพากันหล่นลงไปนอนกับพื้นหิมะบาง ก่อนจะรีบลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากัน การแข่งขันควรจะจบลงแล้ว แต่ท่านพ่อกลับนั่งเท้าคางดูต่อไปด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ขณะที่เกิดความเงียบงันขึ้น คู่ต่อสู้ของโซโกลอฟก็ข้ามเชือกปรี่ตรงไปหา ทุกคนต่างนึกว่าเขาจะขอจับมือหลังจบการแข่งขัน ทว่าเขากลับฟาดทวนเข้าหาแทน นางผงะถอย รีบยกทวนรับการโจมตีทันที


การต่อสู้เกิดขึ้นท่ามกลางความอลหม่าน


            “ทำไมพ่อไม่ห้ามล่ะ?” กิลเบิร์ตตกใจจัด จมูกเริ่มรับกลิ่นเหม็นไหม้บางอย่าง “อัล! ทำอะไรสักอย่างหน่อย”


            อัลฟองเซ่สลับมองท่านพ่อกับสนามต่อสู้อย่างชั่งใจ แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากคัดค้านเดี๋ยวนั้น เหมือนกับขุนนางคนอื่น ๆ ในที่นี้ หากพระราชายังสนุกสนานกับเรื่องใด ๆ อยู่ก็ตาม ก็ไม่ควรจะมีใครอาจหาญไปขัดขวางความรื่นเริงนั้นโดยเด็ดขาด กิลเบิร์ตร้อนรนเมื่อหันไปมองการต่อสู้ที่เริ่มเลยเถิดไปกันใหญ่ ยิ่งเลวร้ายเพราะเขาเองก็ไม่กล้าที่จะโวยวายท่านพ่อเช่นกัน


            คู่ต่อสู้ของโซโกลอฟโจมตีต่อเนื่องโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กสาวหยุดพักเลยแม้แต่น้อย ในตอนแรก นางหันซ้ายขวาเพื่อขอความคิดเห็นจากคนอื่นว่าตัวเองควรจะหยุดหรือไม่ แต่เมื่อฝูงชนต่างฮือฮาและส่งเสียงเชียร์เป็นคำตอบ (แม้ราล์ฟจะกำลังวิ่งวุ่นขอให้ทหารกระโดดเข้าไปห้ามอยู่ก็ตาม) นางจึงกระทืบเท้า แผ่นเกราะบนหน้าอกกระเพื่อมหนักจากความเหนื่อยล้า นางจำเป็นต้องตั้งสมาธิกับการต่อสู้ตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้แทน


หากแต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าโซโกลอฟกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ เพราะคู่ต่อสู้ของนางมีฝีมือคนล่ะขั้น


            “บ้าไปกันใหญ่แล้ว” กิลเบิร์ตกำหมัดแน่นเพราะความอัดอั้นใจที่ทำอะไรไม่ได้ “ใครสักคนต้อง...”


พลันกลิ่นเหม็นไหม้ก็รุนแรงขึ้น เขาชะงัก ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ เพื่อหาต้นตอ เขาเห็นขุนนางในบริเวณเดียวกันทำจมูกฟุดฟิด เป็นเครื่องยืนยันว่ามีกลิ่นไหม้จริง ๆ ไฟไหม้? เขารีบรุดไปแจ้งทหารยามให้ช่วยตามหาแหล่งที่มาทันที


            “พอได้แล้ว”


            อัลฟองเซ่ตัดสินใจลุกขึ้นยืนประกาศด้วยเสียงอันทรงพลังในที่สุด การต่อสู้จบลงฉับพลัน โซโกลอฟหยุดการเหวี่ยงทวนใส่คู่ต่อสู้ซึ่งเพิ่งหลบไปอย่างง่ายดาย นางยืนหอบหายใจหนักอยู่สักพัก ก่อนจะถอดหมวกเหล็กโยนทิ้งพื้น ใบหน้าสับสนของเด็กสาวนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ ราล์ฟรีบวิ่งเข้ามาดูแลนางอย่างว่องไว ก่อนอัศวินฝึกหัดทั้งสองจะถูกลากออกไปคนล่ะทิศ


            “ฝ่าบาท” ทหารยามคนหนึ่งเดินมาบอก “กระหม่อมค้นพบรอยไหม้เป็นวงใหญ่ที่ฐานกระโจมพะย่ะค่ะ”


“ไฟดับไปแล้วอย่างงั้นหรือ”


            “พะย่ะค่ะ ตะ-แต่ยังหาต้นตอไม่เจอ...”


            กิลเบิร์ตขมวดคิ้ว ไฟดับไปตอนที่การต่อสู้จบลง?


            คราวนี้เกิดความวุ่นวายอีกด้านแทน เพราะท่าทางใจเย็นของท่านพ่อค่อย ๆ สลายหายไป ก่อนเขาจะกำพนักเก้าอี้จนเส้นเลือดปูด สายตาซึ่งเคยเหม่อลอยไปยังสนามแข่งอันว่างเปล่าวาวโรจน์ขึ้นมา เขากัดฟันกรอด ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัว พลันเขาก็ลุกขึ้นยืนชี้หน้าอัลฟองเซ่เพื่อต่อว่าเสียงดังสนั่นต่อหน้ามวลประชาชน


“เจ้ากล้าดีอย่างไร!


            อัลฟองเซ่กำลังอ้าปากอธิบาย แต่ก็ถูกขัดขวางโดยการผลักอกจนเซไปข้างหลัง โชคดีที่ดัชเชสเซเลสเทียอ้าแขนโอบรับไว้อย่างเหมาะเจาะเสียก่อน เขาจึงไม่ล้มไป ท่านพ่อเห็นดังนั้นก็ยิ่งโมโหอย่างที่กิลเบิร์ตต้องหน้าซีด เกรงว่าตัวเองจะโดนทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะเป็นคนต่อไป เขาทำให้ทุกคนเงียบกริบ ไม่กล้าปริปากพูด เอาแต่มองท่าทางโมโหร้ายนั้น ท่านพ่อกวาดตาไปรอบ ๆ อย่างกราดเกรี้ยว ก่อนจะกระทืบเท้ากระฟัดกระเฟียดเดินจากไป มีบรรดาขุนนางตามไปเป็นขบวน


            ความสงบสุขกลับมาอีกครั้ง ทว่าทุกคนสงสัยเกินกว่าจะฉลองเฮฮาได้ มีแต่บทสนทนาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ กิลเบิร์ตเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขากลั้นลมหายใจเอาไว้ จึงหลับตาลงครู่หนึ่ง พลางพยายามหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อบรรเทาความวิตกกังวลให้หายไป น็อคส์นั่งท่าเดิม ความตกใจไม่ปรากฎบนใบหน้า นอกจากมุมปากจะยกยิ้มพอใจขึ้น


            “นี่ข้าต้องมองมุมไหนกันแน่?” กิลเบิร์ตถามสิ่งที่ค้างคา


            น็อคส์หันมามอง แล้วเงียบไปชั่วอึดใจ


“มองว่าการเป็นคนสำคัญไม่ได้หมายความว่าจะเกี่ยวข้องกับความรักความชอบตลอดเวลา”


            “ทำไมยิ่งเจ้าพูด ข้าก็ยิ่งงงกัน สรุปว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่”


            เขาเอนมาข้างหน้า พลางตอบเสียงเบา “เพราะสำหรับข้า โซโกลอฟเป็นคนสำคัญ เป็นคนที่ข้าจะทุ่มทุกอย่างให้นางไปได้ไกลที่สุด และถ้าเจ้าเป็นข้า เจ้าจะไม่อยากคลาดสายตาไปจากนาง” สายตาของเขาจับจ้องไปทางอื่น กิลเบิร์ตมองตามก็พบว่าน็อคส์กำลังจดจ้องแผ่นหลังของโซโกลอฟอยู่ “ถ้าเจ้าเป็นข้า เจ้าจะไม่ยอมเสียนางไป เพราะนางคือคนเดียวที่จะกู้คืนทุกอย่างที่เจ้าสูญเสียไปกลับมา”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #925 คุณลิลหรี่ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:47
    ปมเก่าคลาย ปมใหม่มาอีกแล้ว (เราต้องทวนความจำเรื่อยๆว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละchapterจะได้ไม่ลืมตอนเฉลยฮ่า)
    #925
    0
  2. #784 minggg- (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 05:07
    Subtle Romance?
    แต่เร่มสงสัยว่าระหว่างใครกับใครค่ะ
    55555
    #784
    0
  3. #555 -' THYM3S '- (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 20:33
    ย้อนกลับมาอ่านแล้วรู้สึกถึงความนกเบา ๆ งื้อ 
    #555
    2
    • #555-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 26)
      4 ตุลาคม 2559 / 21:06
      ใครมาปิ๊งนางเอกเราก็ดูจะโดนคำสาปนกหมดนะคะ /เดี๋ยว
      #555-1
    • #555-2 -' THYM3S '-(จากตอนที่ 26)
      4 ตุลาคม 2559 / 22:15
      เดี๋ยวนะคะไรท์..................หืออออ รู้สึกมีนัย
      #555-2
  4. #242 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 04:36
    เรื่องนี้ความโรแมนซ์คือสิ่งที่หายากมาก
    #242
    1
    • #242-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 26)
      16 มกราคม 2559 / 18:39
      Subtle Romance ค่อยเป็นค่อยไป -v-
      #242-1
  5. #229 >< (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 14:24
    ไรท์กลับมาอัพต่อไวๆนะคะ รอติดตามค่าาา สู้ๆ!
    #229
    1
    • #229-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 26)
      16 มกราคม 2559 / 18:33
      มาอัพแล้วนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #229-1
  6. #228 Melani Fulano (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 มกราคม 2559 / 05:45
    รัชทายาทดูน่ากลัวใช่เล่นเลยนะนี่ ถ้าโคนอนยังจะระแวงขนาดนี้ มาธิลด้ากำลังค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมังกรให้เป็นนาง 555+ จงอย่าหยุด ไม่งั้นดีทริคคงเป็นได้แค่คู่ซ้อมมวยของอากาเบล ชอบวิธีการเขียนที่สลับไปมาระหว่างมุมมองของกิลเบิร์ตกับอากาเบลมากเลย นอกจากจะบอกถึงความคิดของหลายตัวละครต่อเหตุการณ์เดียวกันแล้วยังทำให้ดูแปลกใหม่มีลูกเล่นน่าสนใจดีด้วย สรุปว่าอากาเบลสู้ด้วยการนั่งเฉย ๆ 555+ อีกครั้งหนึ่งที่ความเป็นมังกรช่วยเอาไว้ ในตอนนี้มีอะไรที่น่าสงสัยหลายอย่างมากเลย ทั้งร่องรอยของไฟไหม้ ท่าทางแปลก ๆ ของราล์ฟกับราชา อัศวินฝึกหัดเกรี้ยวกราด (เขาดูเก็บกดนะครับ บรึ๋ย) สุดท้ายนี้ ดีทริคอย่าซึนให้ยาก เพิ่ง 50% ที่แล้วนี่เองนะที่ใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ฮิ ;^) จะเชียร์ต่อไป มาต่อให้ไว ๆ นะครับ
    #228
    1
    • #228-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 26)
      16 มกราคม 2559 / 18:33
      ใคร ๆ ก็ระแวงคนหล่อค่ะ /ผิด
      #228-1
  7. #227 numza (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 มกราคม 2559 / 21:20
    ครึ่งเเรกกำลังหวานๆ มาครึ่งหลังนี่กะใช้เป็นเครื่องมือเเก้เเค้นเท่านั้นสินะ
    #227
    1
    • #227-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 26)
      16 มกราคม 2559 / 18:33
      ต้องรอดูจุดประสงค์ที่แท้จริงเนอะ
      #227-1
  8. #224 Melani Fulano (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 มกราคม 2559 / 03:42
    ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง เบล-ลิลี่ หรือ เบล-มาธิลด้า ก็สร้างปัญหาให้ดีทริคเสียหมดเลยนะนี่ครับ ต่างกันแค่ตรงอันแรกทำให้เครียด แต่อันสองทำให้ตื่นเต้นลึก ๆ ไม่หยุดหย่อน ดูเท้าจะเป็นจุดเด่นในฉากนั้นนะครับ ;^) ได้เห็นมุมมองของกิลเบิร์ตแล้วแอบสงสารนิด ๆ ปกติจะรำคาญเจ้าหมาน้อย 555 รู้สึกว่าเป็นบทที่มีสีสันมีสิ่งแปลกใหม่เยอะเลย ติดตามเช่นเคยครับ
    #224
    1
    • #224-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      6 มกราคม 2559 / 10:49
      ทำไมถึงตื่นเต้นลึก ๆ คะ
      #224-1
  9. #223 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 19:59
    เอิ่ม ในที่สุด ตอนที่หวาบหวิว ชวนให้คิดลึก เอ้ย!ไม่ใช่ๆ ตอนที่หวาน ชวนให้จิ้นของดีทริคกะเบล ก้มา 😗😗😗😗 เบลหลอม เข้าไป น้ำแข็งน่ะ ระวังน่ะ เดวจะเจอ คลื่นซึนามิ 5555ข้าล่ะชอบบบ จูบ เลย รอบหน้า ไม่ต้องถามแล้ว ... ไรท์ รีบมาต่อน่ะค่ะ ค้างอย่างแรง แค่เห้นชื่อตอน ที่แท้จิง แม่เจ้า อกอีแป้นจะแตก
    #223
    1
    • #223-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      6 มกราคม 2559 / 10:48
      เป็นตอนที่ชวนคิดลึกจริงค่ะ ฮาาา
      #223-1
  10. #215 TongSW (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 01:27
    มันมุ้งมิ้งเกิน นี้คบเป็นอากาเบลก่อนการอบรมของแลนจ์
    #215
    1
    • #215-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      28 ธันวาคม 2558 / 19:08
      ตอนพิเศษนี้เลยเป็น AU อีกจักรวาลแทนค่ะ ฮาาา
      #215-1
  11. #210 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2558 / 18:17
    หวานมากกกก ดีทริคหน้าแดง ฟินนน
    #210
    1
    • #210-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      11 ธันวาคม 2558 / 00:01
      ดีใจที่ชอบนะคะ //// v ////
      #210-1
  12. #207 Melani Fulano (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 10:48
    รู้สึกบรรยากาศเปลี่ยนไปเยอะจนตกกะใจ มุ้งมิ้งเหลือเกิน ความโหดร้ายในเรื่องหลักหายไปในพริบตา มันก็น่ารักดีอยู่หรอกนะ ชอบตรงที่เจ้าหญิงเป็นนักสู้ชีวิตมาก 55 แล้วพนักงานร้านเวทย์มนตร์ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นราล์ฟจากอีกมิติ
    #207
    1
    • #207-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      2 ธันวาคม 2558 / 11:01
      ก็แนวใส ๆ ไร้สมอง (?) นะคะ -v-
      #207-1
  13. #206 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 / 16:33
    ลืมบอกค่ะไรท์ เรื่องสั้น นี้ สนุกมากๆๆๆ เข้ามาอ่าน สี่รอบแล้ว ตลก อากาเบล กะ ดีทริค รอๆๆๆ ค่ะ
    #206
    1
    • #206-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      2 ธันวาคม 2558 / 11:01
      ดีใจที่ท่านอ่านแล้วสนุกนะคะ นี่นั่งคุยกับที่ปรึกษาว่าตอนพิเศษนี้แปลก ๆ ไปหน่อยไฺู่ ฮา
      #206-1
  14. #205 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 / 12:58
    ห๊ะ!!! นี่คือหวานแล้วสินะ 5555

    ก็ยังตีกันตลอดการเดินทาง

    สู้ๆนะคะไรท์เตอร์ เป็นกำลังใจให้ค่า
    #205
    1
    • #205-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      2 ธันวาคม 2558 / 11:00
      เขียนฉากหวานยากมากค่ะ โอย ;w;
      #205-1
  15. #204 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 / 06:09
    กรีดดดดดด ค่ะกรี้ด ในที่สุดก้มีความหวานโปรยปรายลงมา เยี่ยมค่ะไรท์ มานคือความหวาน แบบไม่เลี่ยน ดีมากกก เหมากะเบลและดีทริค แล้ว มีกวานก่นี้อีกหน่อยก้ดีใหญ่เลยยยยยย รักไรท์มากกกกมายยยย รอตอนต่อไป อย่างใจจดใจจ่ออออ แฮร่!
    #204
    1
    • #204-1 p4rew1ne(จากตอนที่ 26)
      2 ธันวาคม 2558 / 11:00
      *จดข้อมูลๆ* ดีใจที่ไม่เลี่ยน แฮ่ จะพยายามให้มีเพิ่มมากกว่านี้นะคะ ขอบคุณค่า
      #204-1