Draconic Chronicle

ตอนที่ 25 : II-25: Langlebigkeit

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 814
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




ตอนนี้จะยาวเป็นพิเศษนะคะ




25



เมื่อเทียบกับโธมัส เบลนเฮล์มซึ่งมีเชื้อสายมาจากเหล่าผู้อพยพจากดินแดนทางตอนกลางแล้ว โคนอน สตาญิสวัฟเป็นชาวพื้นเมืองของอาณาจักรแอเธลวินที่คราคร่ำในแผ่นดินนี้มาหลายร้อยปีโดยแท้ ก่อนสงครามกับจักรพรรดิแห่งตะวันออกจะนำราชวงศ์ต่างชาติอย่างเอลไลเวิร์ธเข้ามาปกครอง และเปลี่ยนชื่ออาณาจักรกีดีเนียให้กลายเป็นอาณาจักรแอเธลวิน


ในนิทานปรัมปรา โธมัสคือเจ้าชาย โคนอนคือพ่อมดจมูกโตน่ารังเกียจ


เขาเป็นคนตัวเล็กกว่า เตี้ยกว่า หลังค่อม ผิวไม่ขาวจนซีด และมีเสียงแหลมเล็กไม่สมชายเท่า รูปลักษณะดังกล่าวส่งผลกับชีวิต เขาถูกรังแกมาตั้งแต่เด็ก เพียงเพราะมีความอัปลักษณ์บางประการที่แตกต่างจากคนทั่วไป ตระกูลสตาญิสวัฟ – ตระกูลชาวพื้นเมือง – ไม่ใช่ตระกูลขุนนางยศสูงส่ง เป็นเพียงบารอนที่ไม่ได้มีกำลังทหารมากมาย หากโดนคุณหนูคุณชายจากตระกูลชั้นสูงกว่ากลั่นแกล้ง เขาก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง ๆ ยอมรับชะตากรรม


            การที่ตระกูลเอลไลเวิร์ธขึ้นครองราชย์อาณาจักรแอเธลวินนั้นสร้างช่องโหว่มากมายในหมู่ประชาชน และโคนอนก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของช่องโหว่ดังกล่าว


            ความฝันไม่กี่เรื่องของผู้คนมักจะเกี่ยวกับชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งก็คือการเป็นอัศวิน ขุนนาง หรือนักบวช ทว่าอาชีพเหล่านั้นไม่ได้ถูกจับจองให้ชาวพื้นเมืองอีกต่อไป ไม่มีใครอยากเป็นชีเมียกับทาสติดที่ดิน ซึ่งก็คือความเป็นไปในปัจจุบันของชาวพื้นเมือง หรือพวกวุสซูเทคที่โดนบัพพาชนียกรรม และชาร์น็อคเซียซ์นิคซึ่งเป็นลูกหลานต่อจากพวกวุสซูเทคอีกที


            หลายปีผ่านไป โคนอนในวัยเยาว์ก็สามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองคืนมาได้ เมื่อนามสกุลสตาญิสวัฟปรากฎอยู่บนรายชื่อเยาวชนผู้มีฝีมือทั้งในด้านการเรียนและทักษะการต่อสู้ รวมถึงการที่เขาเป็นที่รักใคร่ของเหล่านักบวชในโบสถ์ ความสำเร็จครั้งนี้ได้ส่งเขาเข้าไปร่ำเรียนในพระราชวังกับอัศวินฝึกหัดตระกูลเบลนเฮล์ม พร้อมความหวังของแสงวันใหม่ เอิบอิ่มไปด้วยเกียรติยศสง่างาม ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จนบดบังพื้นภูมิหลังอันน่าอับอาย


            ทว่าแสงของวันใหม่นั้นกลับสาดส่องได้ไม่นาน โคนอนก็ต้องกลับมาทนทุกข์ทรมานอีกครั้ง ฝีมือในด้านการเรียนกับทักษะการต่อสู้ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เขาไม่มีข้ออ้างว่าตัวเองเป็นเด็กที่เก่งที่สุดและฉลาดที่สุดอีกแล้ว โธมัส เบลนเฮล์มเข้ามาช่วงชิงชัยชนะนั้นไป ตระกูลเบลนเฮล์มอันโด่งดังซึ่งสืบเชื้อสายแอเธลวินเหมือนกับราชวงศ์


            ...จนกระทั่งเขาค้นพบเวทมนตร์ที่ช่วยปัดเป่าพายุอันหนักหน่วงนี้ไป เวทมนตร์ซึ่งเป็นที่พึ่งพาสุดท้ายของเขา


            ในอาณาจักรแอเธลวิน หรือแม้กระทั่งอาณาจักรรอบข้างอย่างเฮเนวิงและจักรวรรดิแห่งตะวันออก เวทมนตร์คือเรื่องลี้ลับในตำนาน ซึ่งมีโอกาสน้อยนิดที่จะปรากฏแก่สายตาของผู้คน แม้แต่มังกรก็ยังกลายเป็นสัตว์ปีกปกติที่สามารถพบเห็นได้บ่อย ๆ เมื่อเทียบกับเวทมนตร์ที่เป็นตัวแทนของพ่อมดแม่มดผู้ชั่วร้าย ของพวกวุสซูเทคและชาร์น็อคเซียซ์นิค


            ไม่มีใครรู้ลักษณะที่แท้จริงของเวทมนตร์ ว่าการที่จะใช้เวทมนตร์นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร ท่องคาถา? ร้องเพลง? พึมพำ? อ้อนวอน? ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งขีดความสามารถของเวทมนตร์ว่ามันไปได้ไกลเพียงใด ดังนั้น โคนอนจึงยินดีเป็นที่สุดที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์เพียงผู้เดียวในทวีปนี้ มันทำให้เขามั่นใจ และช่วยนำทางเขาให้พ้นจากความมืดมิดที่เกาะกินจิตใจ


            โธมัส เบลนเฮล์มไม่สามารถเข้าถึงเวทมนตร์ได้ ไม่แม้แต่ปลายนิ้ว เพราะสิ่งเดียวที่เขามีคือพละกำลังของนักรบซึ่งจะไร้ค่าโดยสิ้นเชิงยามต่อสู้กับเวทมนตร์ โคนอนพึงพอใจกับความสุขนี้ แม้ว่าจะต้องซุกซ่อนภายใต้หน้ากากของตัวเองก็ตาม


            กระทั่งวันที่เด็กคนนั้นโผล่มาจากใต้ซากปรักหักพังของกระท่อมไหม้เกรียม ในสงครามระหว่างกบฎแอเธลวินกับจักรวรรดิแห่งตะวันออกซึ่งจบลงด้วยชัยชนะอันท่วมท้นของจักรวรรดิ นั่นคือตอนที่ความเกลียดชังต่อตระกูลเบลนเฮล์มกลับมาแผดเผาโคนอนอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถเก็บมันไว้ได้แล้ว


            ดีทริค เบลนเฮล์มต้องเป็นพ่อมด โคนอนมั่นใจเต็มเหนี่ยวหลังจากได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กคนนี้มาตั้งแต่โธมัสรับมาเลี้ยงดู เขาเหมือนเด็กชายปกติทั่วไปพวกหัวโจทก์ตัวกลั่นแกล้งเด็กตัวเล็กกว่าคนอื่นไม่แพ้โธมัสในวัยเด็ก แต่เด็กชายปกติทั่วไปที่ว่าคงไม่สามารถฟื้นฟูบาดแผลของตัวเองได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้


            เมื่อพูดถึงความเก่งกาจของโธมัส ทุกคนจะนึกถึงการฝึกฝนอย่างหนัก ผสมกับพรสวรรค์ของการเป็นนักรบซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเบลนเฮล์ม อย่างน้อยโคนอนก็ยอมรับเขาในด้านนี้ แต่เมื่อพูดถึงความเก่งกาจของดีทริค เด็กคนนี้ไม่ได้ฝึกฝนหนักเท่าโธมัส ไม่ได้มีพรสวรรค์ของนักดาบ ไม่ได้ทุ่มเทกำลังเท่าคนอื่น ทว่าผลตอบรับของเขากลับออกมาทัดเทียมโธมัส


            นักดาบที่เก่งกาจจะมีสมาธิดีเยี่ยม สติไม่กระเจิดกระเจิงง่าย ช่องว่างน้อยหรือแทบไม่มีเลย ดีทริคไม่ใช่คนแบบนั้น เขาคือหนึ่งในนักดาบที่ประมาทเลินเล่อที่สุดเท่าที่โคนอนเคยเจอมา ทั้งวอกแวก นิสัยเสีย ท่าทางการต่อสู้อ่อนเปลี้ย


            เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขากำลังพัฒนา เขาฝึกซ้อมหนักมาก โธมัสเคยโน้มน้าวโคนอนด้วยความมุ่งมั่น


            มันไม่ใช่เพราะการฝึกซ้อม


            กลิ่นของเวทมนตร์จะเป็นกลิ่นไอปลอดโล่งชัดเจน และนั่นคือกลิ่นที่โคนอนพบแม้จะยืนห่างหลายช่วงแขนจากดีทริค เด็กคนนี้สามารถรักษาบาดแผลที่คนส่วนใหญ่ไม่สังเกตเห็นจนหายได้ภายในไม่กี่นาที หรือเร็วกว่านั้นอีกหลายเท่า มันคือสาเหตุที่เขายังลุกขึ้นมาสู้ได้เรื่อย ๆ จนคู่ต่อสู้หมดแรงก่อน เขาจึงไม่จำเป็นต้องฝึกฝนเหมือนอัศวินฝึกหัดคนอื่น


            แค่โกงไปวัน ๆ เท่านั้น


            ถึงแม้ดีทริคจะไม่เคยเอ่ยถึงพ่อมด แม่มด หรือเวทมนตร์ปรัมปรา (สมควรแล้วที่เขาเลือกเงียบในดินแดนแอเธลวินซึ่งขึ้นตรงกับจักรวรรดิแห่งตะวันออก) แต่มันก็ได้สร้างความกังวลอย่างหนักให้แก่โคนอน ด้วยความที่เขาเป็นคนใกล้ชิดของตระกูลเบลนเฮล์ม หากวันใดวันหนึ่งมีคนจับได้ขึ้นมาว่าดีทริคเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ เขาก็จะต้องโทษไปด้วยโดยปริยาย


            ที่สำคัญ มันควรจะมีแค่เขาคนเดียวที่ได้สัมผัสเวทมนตร์


            และหากวิธีที่จะทำให้เขาเป็นผู้เดียวที่ได้สัมผัสเวทมนตร์คือการร่วมมือกับพระเจ้าชาร์ลส์ซึ่งต้องการกำจัดโธมัส คนแอเธลวินต้องการฆ่ากันเอง เพราะปัญหาความมั่นคงของภาพลักษณ์และอาณาจักร เขาก็จะคว้าโอกาสนั้นไว้



***



            ลมแรงจัดจนหน้าต่างไม้ตีกับผนังหินไม่เลิก เหล่าสาวใช้ต้องจุดเทียนทั่วคฤหาสน์ เนื่องจากหมู่เมฆสีดำครึ้มพากันบดบังแสงอาทิตย์ไปจนหมด อากาเบลนับเวลาในใจ มันเพิ่งจะเป็นเวลาสายเท่านั้น แต่พายุก็ใกล้เข้ามาแล้ว เธอหันไปมองข้างหลัง บนโต๊ะไม้ยาวในห้องรับประทานอาหาร ตรงที่นั่งหรูหราใกล้หัวโต๊ะ มีมีดครัวถูกวางทิ้งไว้เคียงข้างรอยสลักตัวอักษร


            ที่นี่คือปราสาทของกิลเบิร์ตในเมืองคาลีซช์ที่เธอเพิ่งจะจากมา และอัศวินเจ้าของปราสาทในอดีตเวลานี้ก็กำลังยืนเพ่งรอยสลักตัวอักษรปริศนาดังกล่าว เขาดูแก่ไปกว่าเดิมหลายปีทีเดียว เนื่องด้วยความกลัดกลุ้มที่แสดงชัดบนคิ้วที่ขมวดเป็นปม และริมฝีปากที่เม้มแน่น แต่เขาก็ยังเป็นชายหนุ่มในวัยสามสิบกว่าที่หล่อเหลาและกำยำดังเดิม


            ภาษาในจักรวรรดิ น่าจะภาษาชไวลาน โคนอนบอกหลังจากเดินไปสำรวจประโยคดังกล่าวใกล้ ๆ


            แปลว่าอะไร โธมัสถามด้วยสุ้มเสียงกังวล


            หลังจากชินกับความทรงจำของโคนอนที่อยู่ ๆ จะนึกเปลี่ยนฉากก็เปลี่ยน อากาเบลก็ใจเย็นลงในที่สุด เธอสามารถเดินไปมาเพื่อสำรวจความทรงจำอย่างใกล้ชิดได้ ตอนนี้เธอยืนค้ำโต๊ะอาหารข้างโคนอนซึ่งกำลังเท้าคางพินิจพิเคราะห์ตัวอักษร


            เขาแปลได้ว่า: เจ้าวิ่งหนีตลอดไปไม่ได้ และเจ้าจะไม่มีวันวิ่งหนีพ้น -- ว.


          ‘ว.? โธมัสเลิกคิ้ว (เมื่ออากาเบลได้ยินคำว่า.อีกครั้ง เธอก็รู้สึกวิงเวียนอยากจะอาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ) ชื่อย่อ? เป็นไปได้ไหมว่ามันย่อมาจากนามสกุลวอยแชค เขานวดขมับด้วยความเคร่งเครียด ก่อนจะเดินออกไปถามสาวใช้หน้าห้องรับประทานอาหาร พวกเจ้าไปตามดีทริคมารึยัง


            โคนอนเก็บสีหน้าระแคะระแคงใจไม่มิด เพราะขณะที่เขาค่อย ๆ ลูบนิ้วไปตามตัวอักษรบนโต๊ะอาหาร กลิ่นไอปลอดโปร่งของเวทมนตร์ซึ่งโดดเด่นจากสิ่งใด ๆ กำลังลอยละล่องอยู่ตรงนั้น


ไม่นานนักหลังจากฝนตกกระปริบกระปอย ดีทริคในวัยไม่ถึงยี่สิบปีก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องพร้อมดาบเล่มยาวในมือ หัวของเขากระเซอะกระเซิงจากที่โดนลมแรงข้างนอกพัด ทั่วกายเหงื่อซกเสียจนเสื้อลินินเปียกแนบร่าง โธมัสกำลังจะอ้าปากสอบถาม แต่ดีทริคยกมือห้ามเพื่อให้ตัวเองยืนพักเหนื่อยจนกลับมาหายใจได้เป็นปกติอีกครั้งก่อน


อากาเบลย่ำเท้าตรงไปหาเขาทันที เธอกอดอก พลางสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า (โชคดีที่ที่นี่เป็นเพียงความทรงจำของโคนอน เพราะเธอคงไม่กล้าไปยืนมองดีทริคตัวจริงที่เปียกจนเห็นกล้ามท้องแบบนี้หรอก) ยิ่งสำรวจ เธอก็ยิ่งพบความผิดปกติ เขาหน้าเด็กกว่าเก่า ดูไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เท่าที่ควร แน่ล่ะ นั่นเพราะตอนนี้เขาอายุน้อยกว่าปัจจุบันนี่ แต่การที่เขาพยายามจัดทรงผมตัวเองให้เรียบและอยู่ทรงนั่นแหละที่เรียกความสนใจเธอ


            ข้าจำได้ว่าตารางตอนเช้าของเจ้าคือการซ้อมเต้นรำ โธมัสว่า ดีทริคจึงรีบซ่อนดาบไว้ข้างหลังโดยอัตโนมัติ


            เด็กมันเต้นรำห่วยมากเลยรึไง โคนอนทัก


            โธมัสสั่นหัว ตรงกันข้ามเชียวล่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางเดินนำดีทริคไปยังโต๊ะอาหาร ตรงที่นั่งประจำของเจ้า ลองไปดูซิ


ดีทริคยกมือปาดเหงื่อจนเส้นผมแนบติดกับหน้าผาก แล้วจ้ำอ้าวตามโธมัสไปดูประโยคจากบุคคลปริศนาบนโต๊ะไม้ โดยมีอากาเบลเดินขนาบ เกาะติดหนึบอย่างกับเงา ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่เหลือเค้าของความสุขุมเยือกเย็นที่เธอรู้จักอีก ใบหน้าของเขาซีดขาวจนคล้ายป่วย จนโธมัสเองก็อดตระหนกด้วยไม่ได้


            ข้า... ไม่รู้ เขาตอบ


            โคนอนยิ้มกระหยิ่มด้วยท่าทีมั่นใจ พลางคว้ามีดครัวข้างตัวอักษรขึ้นมาสังเกตส่วนคม ข้าเดาว่านักฆ่า ต้องการหัวเจ้า ไม่ก็หัวของดีทริค


            นักฆ่า? โธมัสทบทวนด้วยความงงงวย ตระกูลเบลนเฮล์มไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เขาเดินวนเป็นวงกลม ทำให้ไม่เห็นโคนอนที่ชักสีหน้าชิงชังใส่ โธมัสถอนหายใจ แล้วหันไปถามดีทริค ใช่ใครสักคนจากครอบครัวเก่าของเจ้ารึเปล่า


            ดีทริคเบี่ยงใบหน้าเคร่งเครียดไปทางอากาเบลซึ่งกำลังเขย่งเท้าสำรวจเขาอยู่ เธอผงะถอย ตกใจที่อยู่ ๆ ก็ตกอยู่ในระยะประชิด พอเรียกสติกลับมาได้ก็เขยิบหน้าเข้าไปใกล้อีกครั้ง แต่เขาดันหันกลับไปจับจ้องตัวอักษรบนโต๊ะดังเดิมเสียก่อน แล้วตอบออกมาด้วยความมั่นใจ พวกมือบอนนั่นแหละท่าน เขาสางผมเปียกชื้นของตัวเองขณะพูดต่อ ไม่ใช่นักฆ่าหรอก


            คำตอบดังกล่าวทำให้อากาเบลถูกโจมตีด้วยความโกรธของโคนอนจนเธอต้องรีบหันไปมองเจ้าตัว แม้โคนอนจะก้มหน้าแสร้งทำเป็นมองตัวอักษร แต่เขาไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกเด็กตอกใส่ต่อหน้าคนอื่น ความเดือดดาลทวีคูณดุเดือดผ่านมือที่สั่นสะท้านของเขา โคนอนกำลังนึกถึงบทสนทนากับพระเจ้าชาร์ลส์ แต่อากาเบลไม่สามารถปะติดปะต่อแผนการนั้นได้


เขาพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่กระแทกเสียงโต้กลับ ถ้าไม่ใช่นักฆ่าหรือคนจากครอบครัวเก่าเจ้า งั้นใครเป็นคนทำ


            พวกเรียกร้องความสนใจ


          อากาเบลเดินวนรอบดีทริคเพื่อสังเกตท่าทาง ปกติเขาจะยืดตัวตรงเสมอ ไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง กอดอกบางครั้ง สำหรับตอนเดิน แต่ล่ะย่างก้าวของเขาจะมีเพื่อกดดันบรรยากาศ ยังไม่นับทรงผมที่แม้จะตัดสั้นแต่ก็สะเปะสะปะเหมือนไม่เคยคิดจะใช้มือสางตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน และการเลือกสวมใส่เสื้อผ้าของเขาก็จะมีแต่เฉดสีเข้มไปจนถึงสีดำสนิท


ดีทริคตรงหน้าไม่ได้คงท่าทางอันคุ้นเคยอีก เขายืนกอดอก ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ขาข้างขวา ดูคลายเครียดและเป็นกันเอง ใบหน้าไร้วี่แววความสุขุมและนิ่งขรึม ดูแปลกตาสำหรับเธอยิ่งนัก เวลาที่เขาเดินก็ไม่ใช่ก้าวยาวและหนักแน่นอีกต่อไป นอกจากนั้น ผมสีทองของเขาก็ยาวเกือบถึงต้นคอ มีการจัดทรง (ที่เขาเพิ่งจัดเมื่อครู่) และเสื้อผ้า... ใช่แล้ว เธอไม่เคยเห็นเขาใส่เสื้อลินินมาก่อน ไม่ว่าจะตอนเช้าตรู่ หรือตอนดึกดื่นอันเป็นเวลานอนก็ตาม


เรียกร้องความสนใจในปราสาทของมาร์ควิสน่ะหรือ โคนอนเอ่ยถามแฝงความยียวน ใครมันจะมาเรียกร้องความสนใจกัน หากไม่ใช่พวกนักฆ่าที่มุ่งร้ายน่ะ


          มันเป็นไปได้นี่ท่าน


          ‘เป็นไปได้? หมายความว่าอย่างไง!’


            ดีทริค เจ้าคงไม่ได้เล่นแผลง ๆ ใช่ไหม โธมัสขัดบทสนทนาขึ้นมา


            เสียงหน้าต่างตีกับผนังหินตัดบทสนทนาให้ขาดไปชั่วครู่ ก่อนที่ดีทริคจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเหมือนกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป เขาเดินหลบโธมัสที่พยายามจะคว้าตัวไปมาโดยไม่หยุดขำ จนโธมัสเองก็เริ่มคลายสีหน้าเหนื่อยหน่ายลง กลายเป็นหัวเราะไปด้วย เขาคว้าคอดีทริคมากอดเพื่อขยี้ผมจนยุ่งเหยิง


ท่ามกลางบรรยากาศเฮฮา โคนอนกลับกัดฟันกรอด ไหล่สั่นเทิ้ม เขาแอบทุบกำปั้นกับตักตัวเอง แล้วรีบเดินหนีไป


อากาเบลไม่ได้หันตามโคนอน เพราะกลายเป็นเธอเองที่ต้องงุนงง สับสนถึงภาพตรงหน้าและเสียงของความรื่นเริง ดีทริคหัวเราะ? สาบานได้เลยว่าต่อให้เขาอยู่ต่อหน้ากิลเบิร์ตที่มักจะทำตัวป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เสมอ หรือเล่าเรื่องตลกที่บางครั้งเธอก็แอบขำ เขาก็แค่ยิ้มที่มุมปาก ไม่ก็หัวเราะในลำคอ อีกอย่างคือ... โธมัสพูดว่าดีทริคเต้นรำเก่ง เต้นรำน่ะนะ?


ไม่สิ กิลเบิร์ตเคยบอกว่าดีทริคเคยร่าเริงกว่านี้ ไอ้ลูกหมานั่นหมายถึงช่วงเวลานี้อย่างงั้นเหรอ ให้ตายเถอะ มันจะเหนือความคาดหมายเกินไปแล้ว คนที่ชอบปั้นหน้านิ่ง ไม่สนใจใครอย่างดีทริคน่ะหรือจะสามารถหัวเราะแบบนี้ได้? ที่สำคัญ ไอ้ที่กิลเบิร์ตบอกว่าดีทริคเคยร่าเริงน่ะ... มันรวมถึงสำเนียงที่แปลกไปจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิงหรือเปล่า


            ราวกับโคนอนรับรู้ถึงความสงสัยของอากาเบล ฉากตรงหน้าก็พลันมลายหายไป เปลี่ยนเป็นอีกช่วงเวลาที่ช่วยไขความอยากรู้อยากเห็นของเธอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขของดีทริคจากหลายห้วงเวลาดังก้อง แล้วเธอก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องโถงกว้าง การก่อสร้างคลับคล้ายกับห้องโถงที่ราล์ฟฝึกเธอเป็นทหารยามเฝ้างานเฉลิมฉลองที่ใกล้จะมาถึง


            นั่นเองที่เธอได้พิสูจน์ด้วยตาตัวเองว่าดีทริคสามารถเต้นรำได้ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่วงท่าพริ้วไหว เมื่อจับจ้องชายหนุ่มที่มีความสุขสำราญตรงหน้าขณะเขาหมุนไปรอบ ๆ เพื่อฝึกซ้อมการเต้นรำ โดยมีโธมัสกับโคนอนยืนดูอยู่วงนอก ท่าทางเย็นชาที่เธอเห็นเป็นประจำของเขาก็ค่อย ๆ ซ้อนทับกับใบหน้าแสนร่าเริงนั่น มันทำให้เธออึดอัดอย่างบอกไม่ถูก


            ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงคิดว่าเธอไม่รู้จักอัศวินคู่พันธสัญญาชีวิตตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย



***



            โธมัส เบลนเฮล์มถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดสามเดือนต่อจากนั้น


            เขายิ่งดิ้นข้อหาไม่หลุดเมื่อโดนถ่วงน้ำลึกเย็นจัด ทว่ายังสามารถว่ายกลับขึ้นมาได้ ดูซปัซเตรสซ์ประจำเมืองลูบลินาให้เหตุผลว่านั่นคืออภินิหารของพวกพ่อมดแม่มด – การโกงความตาย หรือการปฏิเสธคำพิพากษาของพระผู้เป็นเจ้า – เขาถูกโยนเข้าตะรางเป็นเวลานานเกือบสองเดือน จนในที่สุด เขาก็ยอมรับว่าตัวเองเป็นพ่อมดในระหว่างขั้นตอนการไต่สวน


โทษของเขาคือการถูกเผาทั้งเป็น


            เพราะโธมัสถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมด แน่นอนว่าดีทริคซึ่งเป็นลูกบุญธรรมย่อมไม่ได้ใช้ชีวิตสงบสุขต่อ อากาเบลเผลอยกมือแตะใบหน้าและลำตัวของตัวเองเรื่อย ๆ เพราะทุกครั้งที่ดีทริคเจ็บตัว เธอจะโดนลูกหลงไปด้วย พันธสัญญาชีวิตไม่มีผลในความทรงจำของโคนอน แต่การเห็นดีทริคโดนเตะเสยคาง โดนหัวด้ามดาบทุบศีรษะ และโดนต่อยจนจมูกหักกลับทำให้เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้อย่างง่ายดาย เขาโดนรุมสกรัมจนสะบักสะบอม จนตายได้ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังฝืนลุกขึ้นมาอยู่ดี


            พวกมันทรมานพ่อ!’ ดีทริคยังคงตะโกนอย่างไม่ยอมแพ้ การหายใจติดขัดของเขาบอกชัดถึงความเหนื่อยล้าและท้อแท้ ถ้าเป็นพวกเจ้าโดนตัดนิ้ว หรือโดนซ้อมหนัก ๆ เข้า พวกเจ้าจะทนไหวไหม ไม่มีใครสามารถทนความเจ็บปวดขนาดนั้นได้ ต่อให้เป็นพ่อมดหรือไม่ก็ตาม!’ เขาตะเบ็งเสียงแหบแห้ง ถึงพ่อจะไม่ยอมรับ พวกมันก็จะทรมานเขาจนตาย!’


ยิ่งดีทริคเผลอแสดงความหวาดหวั่นหรืออารมณ์ใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่ความเยือกเย็นออกมา เขาก็ยิ่งถูกทำร้ายหนักข้อเข้า อากาเบลได้แต่ยืนดูอย่างไม่พอใจ บางครั้งเธอก็แอบอธิษฐานขอให้ดีทริควัยยี่สิบสามปีเข้ามาแทนที่ดีทริควัยเด็กตรงหน้า


พอแล้ว!’ โคนอนแสร้งร้องห้าม หลังจากสนุกสนานมาสักพักใหญ่ ทหารกลุ่มหนึ่งจึงหยุด นี่เป็นคำสั่งจากพระเจ้าชาร์ลส์โดยตรง อย่าแตะต้องตัวเด็กคนนี้เด็ดขาด!’


ดีทริคมองไปที่โคนอนราวกับเห็นแสงสว่างจากสรวงสวรรค์ อากาเบลทำหน้าเหยเกเมื่อโคนอนรีบวิ่งไปหาเด็กหนุ่มราวกับเป็นอัศวินขี่ม้าขาว เขารีบดึงดีทริคให้ลุกขึ้นมานั่งโดยไม่เกรงกลัวว่ากระดูกสันหลังหรือกระดูกต้นคอของดีทริคจะบาดเจ็บหรือเปล่า จากนั้นเขาก็พยุงคนเจ็บลงไปยังชั้นใต้ดินอันเป็นที่ตั้งของคุกร้อนระอุเบื้องล่าง เธอล่วงรู้ถึงความคิดของเขาอีกครั้ง เขากำลังทบทวนแผนการต่อจากนี้อยู่ ดีใจจนไม่คิดที่จะปกปิดรอยยิ้มเหยียดกว้างน่ารังเกียจเลยแม้แต่น้อย


            พระเจ้าชาร์ลส์มีคำสั่งให้ทหารในหน่วยระดับสูงของแอเธลวินรวบรวมข่าวลือต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับการพบเห็นมังกรมาให้โคนอนใช้เป็นเวลาหลายเดือน ส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่พวกกีออสที่ถูกสังหารได้ง่ายเกินไป มังกรพันธุ์นั้นไม่ใช่เป้าหมายของเขา แต่เป็นพันธุ์เพทราดีซึ่งชาวบ้านทั่วทวีปต่างร่ำลือกันมาหลายชั่วอายุคนว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฆ่ามังกรพันธุ์นั้น มนุษย์ที่ไปลองฤทธิ์มันต่างหากที่จะต้องจบชีวิตลงเสียเอง


ในที่สุดโคนอนก็เจอสิ่งที่ต้องการ มีชาวบ้านพบเห็นมังกรเพทราดีสองตัวอยู่นอกเขตแดนอาณาจักรแอเธลวินเยื้องไปทางตะวันตก มังกรสองตัวนั้นมีร่างใหญ่โตมหึมา สีเงินทั้งคู่ และตัวหนึ่งสามารถพ่นน้ำแข็งได้


            สังหารมังกรเพทราดี และนำหลักฐานใด ๆ ก็ตามของมังกรตัวนั้นกลับมา นั่นคือภารกิจของอัศวินฝึกหัดอายุเพียงสิบเก้าปี มันคือโอกาสเดียวที่ดีทริคจะช่วยเหลือโธมัสให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาพ่อมดได้ โดยมีข้อแม้ว่า ชื่อเสียงในการสังหารมังกรเพทราดีจะถูกส่งมอบให้กับโธมัสแทน คนนอกอาณาจักรจะไม่ทราบว่าดีทริคคืออัศวินผู้พิชิตมังกร


หนึ่งชีวิตของมังกรแลกกับหนึ่งชีวิตของมนุษย์


            เพราะโคนอนไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ซุกซ่อนพลังเวทมนตร์ร้ายแรงไว้หรือเปล่า การปล่อยให้โดนทรมานจนกว่าจะสารภาพไม่ใช่เรื่องดีแน่ พระเจ้าชาร์ลส์ไม่รู้เกี่ยวกับมิติของเวทมนตร์ที่กำลังดำเนินท่ามกลางความขัดแย้งนี้ แต่โคนอนก็พยายามโน้มน้าวจนสำเร็จ ว่าการส่งดีทริคไปทำภารกิจอันสูงส่งจะช่วยทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ได้ภาพลักษณ์ราชาผู้มีเมตตาเหลือล้น


หรือในความเป็นจริง โคนอนแค่ต้องการหลอกล่อดีทริคให้ไประเบิดพลังเวทมนตร์ที่อื่นแทน


            อากาเบลกัดฟันกรอด พลางจ้องท้ายทอยของโคนอนเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเลือด หากเธอสามารถแตะต้องตัวเขาได้ เธอคงคำรามลั่น แล้วปล่อยหมัดใส่ไม่ยั้ง จนกว่ามันจะอยู่ในสภาพบอบช้ำแบบเดียวกันกับดีทริค


เพราะมันคือตัวต้นเหตุของจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง


            ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน หรือจะไกลโพ้นสุดขอบโลกก็ตาม เธอจะตามหามัน และเธอจะฆ่ามัน


            พ่อ... เสียงแผ่วเบาและอ่อนแรงของดีทริคเรียกความสนใจของอากาเบลไปจากความเคียดแค้น


            บทสนทนาสุดท้ายของพ่อลูกตระกูลเบลนเฮล์มเกิดขึ้นก่อนที่ดีทริคจะต้องออกเดินทางไกล โคนอนตัดสินใจเดินหลบกลิ่นเหม็นหึ่งออกไปยืนเฝ้าอยู่ไกล ๆ แทน จึงไม่ได้เห็นสภาพของโธมัสว่าย่ำแย่เพียงใด อากาเบลใช้เวลาเป็นนาทีในการส่งสายตาอาฆาตให้กับโคนอน ก่อนจะพ่นลมหายใจเยือกเย็น พลางสลับกำมือและแบมือด้วยความอยากกระสันอยากฆ่า


            นี่ไม่ใช่ชีวิตที่ท่านควรจะได้รับ ดีทริคพูดอย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่เท่าโธมัสที่แค่ยกยิ้มก็สร้างความทรมานแทบตาย เขาโดนมีดกรีดตรงแก้มข้างขวายาวถึงใบหู ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะช่วยท่านให้ได้


            อากาเบลเลือกที่จะนั่งกอดเข่าข้างหลังดีทริคซึ่งเป็นคนเดียวในที่นี้ที่เธอคุ้นเคย จากนั้นเธอก็ปิดเปลือกตาลง พลางยกมือถูใบหน้าของตัวเอง ความทรงจำไม่ยอมเปลี่ยนฉากเสียที เธอจึงต้องทนต่อความอึดอัดของบรรยากาศอันเงียบสงัด สถานที่ซึ่งมีแสงน้อยนิด เสียงน้ำหยดติ๋ง ๆ ปั่นประสาท และอารมณ์ทะมึนของโคนอนอย่างช่วยไม่ได้


เจ้ายังจำที่ข้าเคยสอนได้ใช่ไหม โธมัสถามเสียงแหบ


          ‘ข้าจำได้แม่น ฉะนั้น พ่อ... ได้โปรดอย่าพูด อย่าหักโหมเลย


ดีทริคพยายามห้ามไม่ให้โธมัสพูดโดยการทบทวนคำสอนด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีวันลืมและยังยึดมั่นในคำสอนดังกล่าวมาตลอด แต่สุดท้ายเขาก็ห้ามไม่สำเร็จ เพราะโธมัสเริ่มต้นพูดด้วยเสียงอันเบาหวิวและรวดร้าว เสียงนั้นเสียดสีลึกเข้าไปในหัวใจของอากาเบล และบีบขมับจนเธอปวดหัวจัด ต้องซบหน้ากับเข่าทั้งสองข้างทันที


            ให้ข้าได้บอกลาด้วยเถิด ลูกชาย


คำอวยพรสุดท้ายของโธมัสไม่ได้ยาวเกินไป เพียงแต่ต้องใช้เวลานานกว่าเจ้าตัวจะสามารถพูดจนจบประโยคได้ เขาอวยพรให้ดีทริคโชคดีในการทำภารกิจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางย้ำนักหนาว่าดีทริคจะต้องมีชีวิตรอดกลับมาอย่างแน่นอน และจะต้องไม่ประสบชะตากรรมทารุณแบบเดียวกับเขา ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ของดีทริคจะเต็มไปด้วยความสำเร็จและความสุข


            อย่าให้ความตายของข้ากักขังเจ้าไว้ โธมัสกระซิบปลอบประโลม จงอย่ายึดติดกับความโชคร้ายนี้เลย


            ข้าสัญญาดีทริคตอบโดยไม่ลังเล


            หัวใจของอากาเบลกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำสัญญาดังกล่าว เธอเจ็บหน้าอกขึ้นมา ราวกับว่าอวัยวะข้างในนั้นบีบรัดเพราะความเศร้าสร้อยและสิ้นหวัง เธออดคิดไม่ได้ว่า หากโธมัสได้เจอกับดีทริคในอีกสี่ปีข้างหน้า เขาจะคิดอย่างไรกัน


            ข้าไม่ต้องการให้ดาบเล่มนี้ถูกเผาไปพร้อมกับข้า โธมัสแตะฝักดาบข้างเอวของดีทริค ได้โปรด ช่วยดูแลมันแทนข้าที


            แม้การมองลอดวงแขนตัวเองไปจะบดบังภาพเสียส่วนใหญ่ แต่อากาเบลก็เห็นปลอกดาบอันคุ้นเคย เธอแตะปลายนิ้วกับปลายปลอกดาบ บริเวณนั้นแตกกระจายกลายเป็นควันฟุ้ง ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเมื่อเธอดึงมือกลับไป


            ดาบเล่มนี้จะเป็นตัวแทนของท่าน และข้าจะไม่ให้มันแปดเปื้อนความชั่วร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น ดีทริคประกาศ


            หากโคนอนสามารถระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาได้ เขาก็คงทำไปแล้ว แต่เพราะเขายังต้องเก็บแผนการให้เป็นความลับ เขาจึงยังทำตัวกระโตกกระตากไม่ได้ ถึงอย่างนั้นอากาเบลก็รับรู้รอยยิ้มกว้างของเขาได้ มันยิ่งทำให้เธอเลือดขึ้นหน้า


            เวลาแห่งการจากลาใกล้เข้ามาทุกที่ บทสนทนาจากตอนแรกซึ่งเป็นการสั่งเสียไม่ก็อวยพรได้กลายเป็นการพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตแทน สองพ่อลูกต้องการใช้เวลาสุดท้ายก่อนการจากลาให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้มันกลายเป็นความทรงจำอันแสนหดหู่ ดังนั้นอากาเบลจึงได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยดีทริคยังเป็นเด็กตัวน้อย ๆ หรือช่วงเวลาน่าเบื่อ สนุกสนาน หรือน่าอับอาย


พ่อ ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก จำได้ไหมว่าข้ายังมีพี่ชายคอยปกป้องน่ะ


            เจ้ายังเล่นมุขนี้อีกหรือ โธมัสหัวเราะแผ่วเบา


            ท่านไม่เชื่อข้ารึไง


            อากาเบลยกมือปิดหูตัวเองแน่นเสียจนทั้งแขนสั่นสะท้าน บทสนทนากลายเป็นความทรมานในการรับฟังแทน เธอนึกถึงตอนที่พ่อพาเธอออกไปล่าสัตว์นอกสเนียเซนี่เป็นครั้งแรก ความตื่นเต้นในตอนนั้น เธอยังจำมันได้ ทว่าเธอกลับระลึกถึงอีกอย่างที่ควรจะถูกฝังไปนานแล้วขึ้นมาแทน


            เมื่อดีทริคทำพลาด โธมัสจะดุ ว่า ไม่ก็ทำโทษอย่างเหมาะสม อาจจะมีผิดใจกันบ้าง แต่มันก็แค่นั้น ไม่เหมือนเธอที่ตอนนั้นล้มลุกคลุกคลานกับการล่าสัตว์แทบแย่ ความมั่นใจก็เริ่มจางหายไป และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือสิ่งที่พ่อเลือกใช้ในการลงโทษเธอ – เขาสาธิตวิธีล่าสัตว์ โดยการทดลองให้เธอกลายเป็นเหยื่อเสียแทน


            มันมีเหตุผลว่าทำไมเกล็ดของเธอถึงมีรอยขีดข่วนและไม่สวยเท่าเกล็ดของมังกรตัวอื่น ว่าทำไมเธอถึงบินได้ช้ากว่ามังกรปกติทั่วไป เพราะพ่อขย้ำคอเธอแล้วลากไปกับพื้นดินพื้นหินหลายวัน จนกว่าเธอจะสามารถล่าสัตว์ได้ด้วยตัวเอง หากเธอพยายามสะบัดปีกหนี ปีกก็จะกระแทกต้นไม้หรือก้อนหิน ไม่ก็ถูกพ่อใช้กรงเล็บตวัดจนเลือดห้อ แต่หากปล่อยมันไปเฉย ๆ ปีกของเธอก็จะลู่ไปกับพื้น เป็นรอยถากจนเห็นกระดูกข้างใน


            โธมัส หมดเวลาแล้ว


            โคนอนเคาะประตูเตือนโดยไม่ชำเลืองมอง อากาเบลแหงนหน้าขึ้นมาทันทีในจังหวะที่ดีทริคกำลังจะยืน โธมัสจึงใช้นาทีสุดท้ายนั้นกำชับเพิ่ม จงใช้ดาบของข้าสู้กับมังกร เขาเว้นว่างไปเพื่อระงับความเจ็บปวด จากนั้นจึงลดเสียงลง พร้อมกับตบบ่าดีทริคแรง ๆ หนีไปจากแอเธลวินเสีย


          ทำไม... เด็กหนุ่มสับสน


            ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกแล้ว ลูกรัก ได้โปรดฟังข้า อย่ากลับมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่ากลับมาที่แอเธลวิน


          ท่านจะให้ข้าทิ้งท่านไว้ในคุกตลอดชีวิตหรือ ท่านก็รู้ว่าข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น!’


          โธมัสค่อย ๆ เลื่อนมือบอบช้ำไปแตะแก้มของลูกชายเบา ๆ เป็นการเรียกสติ ราชา ขุนนาง – พวกนั้นจะฆ่าเจ้า เขาพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตาของเขา ได้โปรดฟังข้าให้ดี ลูกรัก เพราะเจ้าสำคัญเกินพรรณาสำหรับข้า เพราะข้ารักเจ้ายิ่งกว่าใครในโลกนี้ ดีทริค วอยแชค ดังนั้น ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ากลับมาตกนรกทั้งเป็นเด็ดขาด


            ประโยคของโธมัสเปรียบเสมือนประกาศิตสุดท้ายที่ดีทริคไม่สามารถปฏิเสธได้


            ในเวลาต่อมา เขาขี่ม้าออกจากเมืองไปทำภารกิจล่ามังกรเพียงคนเดียว โคนอนซึ่งตะขิดตะขวงใจอยู่แล้วจึงกลับเข้าไปซักไซ้โธมัสเพิ่มในคุกใต้ดินว่าเขาพูดอะไรกันแน่กับดีทริค ถึงตอนนี้แล้วก็เป็นอันชัดเจนว่าเขาเผยจุดประสงค์ทั้งหมดให้โธมัสรับรู้ มันคือความสะใจที่ได้เห็นโธมัสมองตรงมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่ทรยศคือโคนอน


            ภายในคืนพระจันทร์เสี้ยวนี้ แผนการแรกจะต้องเสร็จสมบูรณ์ พระเจ้าชาร์ลส์มีความคาดหวังสูงเทียบเท่าความปรารถนาของโคนอน นั่นก็คือชีวิตของอัศวินตระกูลเบลนเฮล์มต้องจบลง เพราะที่นี่ – แอเธลวิน – ไม่ใช่บ้านของพวกเขาอีกแล้ว


เมื่อไม่สามารถคาดคั้นข้อมูลไปได้มากกว่านี้ โคนอนจึงสั่งเผาโธมัสทั้งเป็น



***



            ความต้องการกำจัดพ่อมดตระกูลเบลนเฮล์มเข้าครอบงำเหตุผลทั้งปวงของโคนอน เพื่อที่จะยืนยันว่าแผนการสุดท้ายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เขาจึงสะกดรอยตามดีทริคโดยมีทหารรับจ้างสองนายคอยคุ้มกัน


การเดินทางใช้เวลานานหลายเดือน อาจจะถึงหนึ่งปีเต็ม ๆ หากโคนอนไม่หลงลืมวันคืนช่วงหลัง ๆ คณะเดินทางของทั้งสองฝ่ายต้องผ่านป่าสนกว้างขวาง ลัดเลาะหน้าผาและภูเขาสูงชันอันตราย ทหารรับจ้างในคณะเดินทางของดีทริคก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวน พวกเขาร่วมกันสืบข่าวเกี่ยวกับมังกรตามชายแดน และต่อสู้กับโจรที่คอยดักปล้นเป็นระยะ ๆ ความเปลี่ยนแปลงของผู้คนยิ่งเผยชัดว่าเวลาได้ผ่านไปหลายเดือนแล้ว จากหนวดเฟิ้มตามใบหน้า เสื้อผ้าที่เริ่มชำรุด และร่างกายที่พ่ายผอม


            โคนอนสุขใจเหลือล้นที่ได้ลองใช้เวทมนตร์ล่องหนซึ่งเขาฝึกฝนมายาวนาน อากาเบลจึงพลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย แม้จะไม่ใช่เพราะล่วงรู้วิธีการใช้เวทมนตร์ล่องหน แต่เธอได้สำรวจดีทริคตั้งแต่วันแรก ๆ ที่โคนอนตามมาเจอต่างหาก และยิ่งนานวันเข้า เขาก็ตกอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน... ทั้งอิดโรย เลื่อนลอย ราวกับไร้วิญญาณ


ดีทริคจะไม่ตาย อากาเบลรู้ แต่เธอไม่สบายใจเอาเสียเลย เขาจะถูกลอบฆาตกรรมทันทีโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงชะตากรรมของเขาอีกเลยก็เป็นได้ เพราะบรรดาทหารและอัศวินที่ตามมาร่วมสังหารมังกรด้วยต่างรอฉวยโอกาสทั้งนั้น


            สัปดาห์ถัดไป คณะเดินทางอัศวินได้เลือกพักในโรงแรมเล็ก ๆ ชั้นเดียวติดชายแดนอาณาเขตเฮเนวิงเพื่อประชุมเกี่ยวกับภารกิจล่ามังกรซึ่งคืบหน้าไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น และอีกเหตุผลก็เพื่อหลีกเลี่ยงพายุหิมะที่กำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นข้างนอก ความอบอุ่นจากเตาผิงไม่อาจช่วยได้ ดีทริคจึงซูบเซียวหนักจนต้องปลีกตัวไปพักตั้งแต่เนิ่น ๆ


โคนอนยิ่งมั่นใจว่าวันนี้จะเป็นวันที่แผนการของเขาสำเร็จ


            เด็กนั่นคงคิดจะจบชีวิตตัวเองแล้ว นี่เป็นโอกาสอันดีงามที่งานของข้าจะจบเสียที


            เราเข้าไปใกล้มากกว่านี้ไม่ได้หรอกท่าน หนึ่งในทหารรับจ้างเตือน มีพวกอัศวินยืนใกล้ประตูห้องขนาดนั้น แถมห้องของไอ้อัศวินฝึกหัดก็อยู่ตรงกลางเสียด้วย มันอาจจะเข้าไปพักผ่อนเฉย ๆ ก็เป็นได้


          ข้าภาวนาให้มันไม่ได้เข้าไปพักผ่อนแล้วกัน


          และมันก็จริง ดีทริคไม่ได้พักผ่อนหลายชั่วโมง และไม่ได้จบชีวิตตัวเอง


เขาปรากฏตัวอีกครั้งตอนดึกดื่น–ช่วงเวลาที่หลายคนในคณะเดินทางกำลังเมาเหล้าเฮฮากันอยู่ (เราน่าจะได้เงินไปใช้กันแล้วล่ะพวก!’ พวกเขาตะโกน) โคนอนกำหมัดด้วยความไม่พอใจ ทว่าเขาก็ต้องนิ่งงันไปเมื่อเห็นความแปลกประหลาด เหมือนกับคณะเดินทางอัศวินที่รอยยิ้มเริ่มหลุดหายไปจากใบหน้าแดงแจ๋ของแต่ล่ะคน


            การเดินทางที่ผ่านมา ดีทริคไม่เคยสุ่มสี่สุ่มห้าคว้าขวดเหล้าของทหารคนอื่นมาส่องดูแล้วโยนทิ้งส่ง ๆ หรือนั่งเอนหลังกับพนักเก้าอี้ พร้อมกับพาดเท้าไว้บนโต๊ะอย่างยียวน เขาไม่เคยทำพฤติกรรมดังกล่าวมาก่อน


            พวกเจ้าไม่ได้คิดจะถ่วงภารกิจของราชาแห่งแอเธลวินหรอกใช่ไหม เขาเอ่ยถามหน้าตาย ด้วยสำเนียงอันคุ้นเคย


คณะเดินทางเงียบกริบ แล้วทั้งโรงแรมก็เหลือเพียงเสียงพายุหิมะจากข้างนอก


เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ดีทริคจึงเดาะลิ้นอีกพฤติกรรมที่เขาไม่เคยทำมาก่อนระหว่างเดินทาง จากนั้นจึงเหยียดรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก ดี ข้าเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระของพวกที่คิดจะฮุบเงินโดยไม่สร้างประโยชน์มามากพอแล้ว คืนนี้ ข้าต้องได้จุดหมายต่อไป เขาเน้นคำ พลางกวาดตามองความไม่พอใจที่เริ่มก่อตัว ...หรือพวกเจ้าจะต้องไสหัวกลับไปให้หมด


            ไม่มีอัศวินฝึกหัดที่ไหนอาจหาญปากกล้ากับกลุ่มอัศวินหลายคน และเมื่อมีอัศวินฝึกหัดสักคนกล้าทำอย่างนั้น นั่นหมายความว่าต้องการให้มีการต่อสู้จนเลือดตกยางออก อากาเบลทันเห็นดีทริคลุกพรวด แล้วซัดโหนกแก้มของคนแรกที่พุ่งเข้ามาจนอีกฝ่ายล้มใส่โต๊ะดังโครมใหญ่ ก่อนในโรงแรมจะเกิดการแบ่งฝ่ายเป็นสองฝ่ายอย่างฉุกละหุก


ความทรงจำเลือนหายไปเสียก่อน เพราะโคนอนรีบหนีไปทันทีที่ได้กลิ่นไอของเวทมนตร์


            พลันควันสีเทาเข้มก็รวมตัวกลายเป็นหลายฉากของความทรงจำรอบตัวอากาเบล เต็มไปด้วยเสียงของโคนอนจากหลายบทสนทนาซึ่งดังทับซ้อนกันตามการขยับของบุคคลอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงนั้นร้อนรนและวิตกกังวลอย่างเหลือเชื่อ


            พวกเจ้าเห็นเด็กนั่นใช่ไหม มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน ไม่มีทาง... เป็นไปไม่ได้! แค่เวลาไม่กี่ชั่วโมง อยู่ ๆ มันจะเปลี่ยนไปเหมือนคนล่ะคนได้เลยรึไง เหลวไหลทั้งเพ! อย่าบอกนะว่าเป็นเวทมนตร์ลวงตา เด็กอย่างนั้นจะไปรู้วิธีใช้ได้อย่างไร!’


            ความสับสนของโคนอนรุนแรงเกินกว่าเธอจะต้านทานได้


            นั่นไม่ใช่ดีทริค เบลนเฮล์ม


            มันจะไม่ใช่ได้อย่างไรกัน—


            กวางตัวขนาดนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว


            อยู่ ๆ เสียงของโคนอนที่ดังก้องก็หายวับไป แทนที่ด้วยเสียงนกตัวเล็กตัวน้อย และเสียงกิ่งไม้พริ้วไหวในป่าสีเขียวเข้มอันแสนคุ้นเคย อากาเบลพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาโดยไม่รู้ตัวว่าเธอได้กลั้นเอาไว้ จากนั้นจึงหมุนตัวสำรวจป่าใกล้ขุนเขาสเนียเซนี่ด้วยความยินดีปรีดา ฤดูหนาวระหว่างเดินทางก่อนหน้านี้หมดไปแล้ว บัดนี้คือช่วงเวลาแห่งการผลิบาน—


เธอชะงักเมื่อหันมาเจอคณะเดินทางอัศวินซึ่งกำลังช่วยกันแบกกวางตายตัวใหญ่


พวกเขาทิ้งศพกวางไว้กลางป่า แล้วค้อมตัวเดินไปซุกซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ แต่ละคนกระชับอาวุธในมืออย่างมั่นคง มันเป็นแผนที่โง่ หลายคนให้เหตุผลเช่นนั้น แต่ดีทริคกับอัศวินอีกสองคนยืนยันว่าแผนนี้จะสำเร็จ สนับสนุนโดยความสำเร็จของแผนเดียวกันเมื่อหลายวันก่อน เพราะคณะอัศวินร่วมกันสังหารมังกรกีออสที่ติดกับดับชนิดเดียวกันไปหนึ่งตัวก่อนหน้า


            มังกรก็คือสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง อัศวินคนหนึ่งบอก เพียงแต่เป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่าสัตว์ปกติทั่วไปเท่านั้น


          ‘แต่ตัวนี้เป็นถึงมังกรมีเกล็ด...


          หัวใจของอากาเบลหดลีบระหว่างฟังบทสนทนาเคร่งเครียด


            พวกเราจะเอาชนะมันได้แน่ พระผู้เป็นเจ้าอยู่เคียงข้างเรา ไม่ใช่สัตว์เดียรัจฉานนั่น


            ไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนั้น มังกรอ่อนประสบการณ์ก็ติดกับดับโง่เง่าจัง ๆ



***



            มังกรเพทราดีนอกจากจะมีเกล็ดแข็งกล้าซึ่งยากต่อการฟาดฟัน ปีกกว้างใหญ่สำหรับโฉบบิน และหางยาวที่กวาดอัศวินในชุดเกราะหนักปลิวได้เป็นสิบแล้ว มันตัวนี้ยังมีเกล็ดน้ำแข็งมหาศาลซึ่งสามารถพ่นใส่ศัตรูเพื่อโจมตีได้ พลังนั้นเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากลานหญ้าให้กลายเป็นพื้นน้ำแข็งเย็นเฉียบชั่วขณะ ทั้งอันตราย และเต็มไปด้วยแท่งน้ำแข็งแหลมคม


โคนอนมั่นใจว่าในท้ายที่สุดคณะอัศวินจะพ่ายแพ้


            ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผัน


            มังกรอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด มันกำลังสับสน ทั้ง ๆ ที่มีเพียงอาวุธเดียวที่สามารถทำร้ายมันได้ ซึ่งก็คือดาบที่ดีทริคกำลังใช้อยู่ ดาบของโธมัส – มันต่อสู้ด้วยวิธีเดิมต่อไปไม่ไหวอีก ปีกพยุงร่างใหญ่โตของมันขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้วโฉบลงมาไม่สำเร็จ ตามร่างของมังกรมีเลือดสีเข้มไหลซึมผ่านรอยเฉือนแดง โดยเฉพาะบริเวณปีกที่ถูกกรีดยาวจนเกิดการฉีกขาด


โคนอนไม่คิดว่ามังกรจะรู้ตัวว่ามันกำลังบาดเจ็บหนัก เพราะมันพยายามขยับตัวโดยไม่ออมแรงอยู่


            ทันใดนั้น เมฆสีครึ้มซึ่งตั้งเค้ามานานก็ปล่อยฝนห่าใหญ่ลงมา โคนอนรีบถอยหลังไปหลบใต้ต้นไม้พร้อมกับทหารรับจ้าง เมื่อเขาปรับสายตาให้จดจ้องการต่อสู้ตรงหน้าได้ชัดเจนดังเดิม เสียงคำรามลั่นจนแผ่นดินสั่นสะเทือนของมังกรก็ดังขึ้น มันพยายามใช้ขาหลังลากร่างอ่อนล้าของมันให้ถอยห่าง พลางสะบัดศีรษะอันใหญ่โตไปมาในขณะที่เปลือกตาใกล้จะปิดสนิท มันหมายจะขย้ำมนุษย์เบื้องหน้า แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้แต่ไขว่คว้าความว่างเปล่าอย่างน่าเวทนา


            พื้นดินบริเวณนั้นเต็มไปด้วยโลหิตสีเข้ม


            แล้วดีทริคก็เหวี่ยงดาบลงเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อตัดเยื่อเบ้าตามังกรให้ขาดจากดวงตาข้างขวาของมัน


            เป็นไปได้อย่างไรกัน... โคนอนเบิกตากว้าง ตกใจจัดจนชั่วขณะหนึ่งเขาได้ยินแต่เสียงฝนตกกระหน่ำ นี่อาจจะเป็นความฝัน เพราะอัศวินฝึกหัดอย่างดีทริค เบลนเฮล์มน่ะหรือจะเอาชนะมังกรเพทราดีได้? และมังกรที่ถูกเล่าลือว่าไม่มีวันพ่ายมนุษย์น่ะหรือจะแพ้เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกระจ้อยร่อยกว่าหลายเท่า? ไม่มีทาง!


เด็กคนนี้ควรจะต้องตายที่นี่ เขาจะปล่อยให้มันกลับแอเธลวินไปไม่ได้เด็ดขาด


            ใบหน้าของโคนอนบิดเบี้ยวด้วยโทสะเดือดดาล เมื่อเห็นว่าดีทริคยังคงยืนอยู่ตรงหน้ามังกรโดยไม่ขยับเขยื้อน ซึ่งในตอนนี้ มังกรได้นิ่งสนิทไร้วี่แววของการหายใจไปแล้ว เลือดในกายของเขาก็ยิ่งร้อนรุ่มด้วยความพยาบาท เขาจึงค่อย ๆ ย่างก้าวจากที่ซ่อนของตัวเองออกไป ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของทหารรับจ้างจากเบื้องหลัง เพราะเขาต้องฆ่าดีทริคให้ตายด้วยมือของตัวเอง มิฉะนั้นพระเจ้าชาร์ลส์จะพิโรธที่เขาทำภารกิจสำคัญในการกำจัดตระกูลเบลนเฮล์มไม่สำเร็จ


            ตะโกนให้คนอื่นรู้ว่ามันเป็นพ่อมด จากนั้นก็ฆ่ามันซะ ไม่มีใครจะสงสัยทั้งนั้น


            โคนอนหยุดกึกอยู่กับที่เมื่อเห็นดีทริคยื่นมือไปลูบปลายจมูกของมังกรอย่างระมัดระวัง


ภายในพริบตาที่อัศวินคนอื่นในคณะเดินทางกำลังวุ่นวายกับคนเจ็บ บาดแผลทั่วกายของมังกรก็เริ่มสมานตัว เป็นควันสีขาวเจือจางพวยพุ่งออกมา สายฝนช่วยชำระโลหิตซึ่งแปดเปื้อนทั่วเกล็ดสีเงินให้ไหลซึมลงสู่ผืนดิน รวมถึงเกล็ดน้ำแข็งรอบบริเวณที่เริ่มละลายอย่างเชื่องช้า คงเหลือไว้แต่เลือดสีแดงเข้มตรงเบ้าตาข้างขวาของมังกรที่ยังไม่ยอมหยุดไหลง่าย ๆ


            ดีทริคยกดาบของโธมัสในมือข้างขวาขึ้นชี้ท้องฟ้ามืดทะมึน ให้เลือดบนคมดาบถูกสายฝนขับไล่ลงมาเปรอะเปื้อนแขนของตัวเอง กระทั่งเล่มดาบกลับมาสะอาดและส่องประกายอีกครั้ง ไม่เหลือร่องรอยของการต่อสู้หรือเลือดของมังกรอีกต่อไป จู่ ๆ ราวกับเสียงฝนรอบข้างได้ถูกกลืนกินหายไป การเคลื่อนไหวทุกอย่างช้าลง โคนอนตัวชาวาบขณะเพ่งมองภาพตรงหน้า


อัศวินผู้เปื้อนเลือดสีเข้มจนคล้ายกับทั้งร่างได้กลายเป็นสีดำคุกเข่าลงประหนึ่งอัศวินกับพระราชา เขาปักดาบของโธมัสไว้เบื้องหน้าระหว่างตัวเองกับมังกร พลางก้มศีรษะลงในท่าให้ความเคารพ เข่าข้างหนึ่งวางไว้บนพื้นดินมีน้ำฝนเจิ่งนอง ทั้งหมดนั้นให้แก่มังกรเพทราดีผู้มีเกล็ดสีอ่อนราวกับแสงสว่าง ราวกับว่าตรงนั้นมีเพียงสีขั้วตรงข้ามแค่สองสีเท่านั้น


            ข้าจะรอเจ้า ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม เขาพูด


            เนิ่นนานที่โคนอนยืนนิ่งอยู่กับที่เนื่องด้วยความงุนงง จนทั้งร่างเปียกโชกและเสื้อผ้าขังน้ำ เขาสะดุ้งเฮือกเมื่อทหารรับจ้างวิ่งมาหา จึงพบว่าคณะอัศวินได้ออกเดินทางจากไปสักพักใหญ่แล้ว ทหารรับจ้างสองคนเลยกล้าโผล่ออกมาจากที่ซ่อน ทั้งสองขอคำสั่งอย่างเร่งรีบ โคนอนสับสน แต่แม้จะยังมือสั่นไม่หยุด เขาก็รีบสั่งให้คนหนึ่งบึ่งม้ากลับไปแจ้งข่าวให้แก่พระเจ้าชาร์ลส์ ส่วนอีกคนรอสานแผนการต่อไปกับเขาที่นี่


            เบลนเฮล์มควักดวงตาของมังกรออกมา ทหารรับจ้างบอก เมื่อครู่พวกมันเพิ่งจะขนดวงตากลับไปนี่เองท่าน


            สังหารมังกรเพทราดี และนำหลักฐานใด ๆ ก็ตามของมังกรตัวนั้นกลับมา


            โคนอนกัดฟันทบทวนภารกิจของดีทริคในใจ จากนั้นก็หันขวับไปมองมังกรสีเงินซึ่งยังนอนแน่นิ่งท่ามกลางสายฝน


ถึงจะไม่หลงเหลือรอยแผลส่วนใหญ่ แต่มันอาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้ เขาจึงกลั้นลมหายใจ เผลอกลืนฝนไปอึกใหญ่ขณะก้าวเท้าเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตอันตรายตรงหน้าอย่างเชื่องช้า แม้ใจหนึ่งจะพยายามเรียกร้องให้ตัวเองสะเพร่ากับรายละเอียดบ้าง แต่เขาต้องการคำยืนยันว่ามันตายไปแล้วจริง ๆ เพื่อที่จะสร้างข้อกล่าวหาลวงที่มีน้ำหนักพอว่าดีทริคไม่ได้ฆ่ามังกรขึ้นมา


เขาลองยื่นมือเข้าไปใกล้จมูกของมังกรอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ


มันลืมตาโพลงฉับพลัน


            ดวงตาสีเงินสว่างไสวทั้งสองข้างของมันได้กลายเป็นสีน้ำตาลไปแล้ว และดวงตาข้างขวาของมันยังอยู่ โคนอนผงะถอยหลังได้ก้าวเดียวก็ตัวแข็งทื่อ ตกใจจัดจนไม่สามารถขยับได้อีก เขาสบตาใหญ่โตทรงเรียวระยะประชิด หูได้ยินทหารรับจ้างตะโกนให้วิ่งหนีไปทางด้านข้าง ทว่าขาของเขากลับยึดติดกับพื้นดินเหมือนถูกเถาวัลย์รัดแน่น


            เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับมังกรตัวเป็น ๆ มาก่อน


            ไอเย็นถูกพ่นผ่านรูจมูกของมังกรออกมาปะทะใบหน้า เสียงตะโกนของทหารรับจ้างแผ่วลง ก่อนจะหายไปโดยสิ้นเชิง โคนอนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อีก นอกจากความมืดมิดที่ปกคลุมทุกอย่าง แล้วเขาก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนในชีวิต มันไล่ลามตั้งแต่บริเวณบ่าไปยังทุกอวัยวะที่สั่นสะท้าน วินาทีนั้นเขากรีดร้องออกมา


มันคือความเจ็บปวดของการที่ร่างกายบิดเบี้ยวไม่เหลือสภาพดี


เขาได้ยินเสียงกระดูกหักดังก้องในหู ศีรษะยวบลงเหมือนถูกก้อนหินยักษ์บดลงมา ของเหลวไหลทะลักเปรอะเปื้อนทั้งกาย กลิ่นคาวเข้มฟุ้งจนหายใจไม่ออกอีกต่อไป โพรงจมูกมีแต่เลือดอุดกลั้นเต็มไปหมด


แล้วทุกอย่างก็ถูกตัดขาดไปจากการรับรู้ของโคนอน



***



เพดานซึ่งมีแสงอ่อน ๆ จากคบเพลิงทอดผ่านค่อย ๆ ซึมซาบผ่านเปลือกตาเข้ามา พื้นเย็นจัดเป็นสิ่งแรกที่อากาเบลรู้สึกถึงก่อน ตามมาด้วยความอบอุ่นของผ้าห่มผืนหนาบนตัว เธอครางเสียงแผ่ว พลางปัดป่ายมือไปทั่วพื้นเมื่อสำรวจสถานที่ ก่อนจะสบถออกมาเมื่อปวดหัวจี๊ด เธอจึงยังไม่ขยับตัวในทันที แต่เลือกที่จะรำลึกถึงความทรงจำของโคนอนใหม่อีกครั้ง


            เสียงกระดูกกระทบกับเขี้ยวดึงสติเธอให้กลับมา


อากาเบลผลุนผลันยกมือปิดปากตัวเอง เธอไม่กล้ากลืนน้ำลายที่อยู่ ๆ ก็เหนียวหนืดขึ้นมา เพราะความตกตะลึงต่อความจริงที่ถูกเฉลย ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรับรสสาบชวนขย้อนได้ เหมือนกับยังมีเศษซากเหม็นเน่าค้างคาอยู่ข้างใน แม้เธอจะแค่กวาดลิ้นไปทั่วฟันเฉย ๆ เท่านั้น เธอจึงกลั้นอาการคลื่นไส้อยากอาเจียน แล้วใช้หลังมือเช็ดปากเร็ว ๆ ด้วยความขนลุกขนพอง


“ข้ากินมันไป” เธอพร่ำเพ้อออกมา “โคนอน ที่มันหายไปสี่ปี เพราะข้ากินมันเข้าไป กิน ข้ากิน


            โคนอน สตาญิสวัฟคือมนุษย์คนเดียวที่เธอฆ่า


ทำไมความรู้สึกย่ำแย่นี้ถึงไม่หายไปกัน ทั้ง ๆ ที่เธอได้ฆ่าตัวต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดไปแล้ว กลายเป็นว่าใจเธอเบาโหวงเหวงผิดปกติ แขนขาเย็นเฉียบ และกายก็สั่นผวาจากเสียงกรีดร้องของโคนอนที่ยังดังชัดในโสตประสาท เสียงโหยหวนนั้นไม่ยอมหายไป มันค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องแหลมของเธอแทน ก่อนจะซ้อนทับกันจนดังกึกก้องในหู


            มีเสียงรองเท้ากระทบกับพื้นหนึ่งจังหวะ อากาเบลสะดุ้ง แล้วรีบเงยหน้าหาต้นเสียงตามสัญชาตญาณ เธอเห็นดีทริคยืนพิงผนังใต้คบเพลิงอยู่ฝั่งตรงข้าม เขากำลังจ้องเธอด้วยใบหน้านิ่งเรียบจนดูน่ากลัวอยู่


            เขาอาจจะสังเกตเห็นเธอหน้าซีด เลยคลายสีหน้าเย็นชานั้นลง ก่อนจะถามเสียงเบา “เป็นอย่างไรบ้าง


            อากาเบลรีบสั่นหัวด้วยท่าทีตื่น ๆ ทันควัน แขนขาชาวาบไปหมด ดีทริคเลิกคิ้ว ก่อนที่เขาจะจบประโยคคำถามของตัวเอง เธอก็ยันศอกขึ้นมาครึ่งตัวเพื่อหันไปมองปลายสุดของห้องโถงมืดสนิทเพื่อหาทางออก ตอนนี้หัวใจของเธอกำลังเต้นกระหน่ำเหมือนกับร่างกายดึงพลังงานทั้งหมดไปใช้งานตรงนั้น อีกฝ่ายคงได้ยินเสียงตึกตักรุนแรงนี่ชัดเจนอย่างแน่นอน


            “ต้องการน้ำ?”


            “ไม่” เธอสะบัดผ้าห่มออก ความอบอุ่นคลืบคลานหายไปจากผิวหนัง “ข้าจะ... ไม่ ๆ เดี๋ยวข้าจะกลับห้องพักแล้ว”


            พอเด็กสาวเริ่มลุก อยู่ ๆ ดีทริคก็ขยับตัว หัวใจของเธอกระตุกวาบเมื่ออีกคนตัดสินใจเดินตรงเข้ามาหา – เสียงกรีดร้องของโคนอนดังขึ้นอีกระรอกในห้วงความคิด – พอเธอจะกระเถิบถอยหนีก็ไม่พ้นประตูไม้ที่ปิดสนิทอยู่ด้านหลัง จึงได้แต่นั่งพิงประตูมองดีทริคซึ่งค่อย ๆ นั่งลงข้างหน้า ใบหน้าของเขาถูกฉาบด้วยเงามืดจนเธอไม่สามารถคาดเดาสีหน้าที่แท้จริงออกได้


            “หมายความว่าอย่างไร ที่เจ้าบอกว่าเจ้ากินสตาญิสวัฟไป” เขากระซิบถาม พลางเอียงคอ “เจ้าฆ่าเขา?”


“โคนอน? ข้า...”


ให้ตายเถอะ เธอควรจะเชิดหน้าขึ้น แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจแท้ ๆ แต่ตอนนี้เธอกลับสัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวลึกล้ำเพียงอย่างเดียว ราวกับตัวเองโดนฆ่า โดนมังกรกิน... โดนขย้ำจนร่างแหลกเหลวไปด้วยอย่างไงอย่างงั้น ทำไมกัน เธอไม่เคยประสบความรู้สึกเช่นนี้หลังจากการฆ่ามาก่อนด้วยซ้ำ


            ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือตอนที่เธอสบตาดีทริค ความสับสนมากมายก็ประดังประดาเข้ามา เธอทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกันแน่ ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งการเสียหน้าและความรู้สึกผิดอย่างรับไม่ได้ที่สุด ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา ดีทริคคือเป้าหมายเดียวที่ยังคงจุดไฟเกลียดแค้นของเธอให้แผดเผาอยู่ ทว่าโคนอน สตาญิสวัฟต่างหากที่เป็นตัวต้นเหตุจริง ๆ


และมันได้ตายไปแล้ว ด้วยฝีมือเธอ


            เวลานี้อากาเบลกำลังโต้เถียงกับตัวเองไม่หยุดหย่อน คำขอโทษติดอยู่ที่ปลายลิ้น และประโยคเดียวที่เธอกล้าพูดคือ โอ๊ะ ขอโทษทีนะ ข้ารู้ความจริงแล้วล่ะ สงสัยก่อนหน้านี้ข้าจะพลาดไปหน่อย แต่หากพูดออกไปอย่างงั้น เธอก็คงดูทุเรศและไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าเก่าเสียอีก หรืออันที่จริง จะพูดอย่างไรออกไป เธอก็ไม่พ้นสภาพเป็นคนผิดอยู่ดี


            อากาเบลพยายามปลอบตัวเองว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ ทว่าสุดท้ายก็ไปไม่รอด เธอรู้ตัวว่าเมื่อสี่ปีก่อน เธอมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเคียดแค้นดีทริค แต่ตอนนี้เธอรู้เบื้องหลังทั้งหมดแล้ว และเขาก็คืนดวงตาข้างขวาของเธอมาแล้ว แถมช่วงเวลาที่ผ่านมา ชีวิตมนุษย์ของเธอก็สะดวกสบายราวกับเป็นเลดี้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ดีกว่าชีวิตที่พวกลิลี่กับจูเลียน่ามีในชนบท


            ไม่ได้การ เธอต้องรีบหาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบนความรู้สึกผิดนี่


            “สรุปว่าสตาญิสวัฟตายแล้ว?” ดีทริคทบทวน “สมควร”


            เรื่องอะไรก็ได้ เธอต้องเลือกสักเรื่องขึ้นมา


            “ทำไมเจ้าไม่บอกข้า!” จู่ ๆ อากาเบลก็ตีโพยตีพายขึ้นมา “เจ้าคิดจะเก็บสาเหตุที่เจ้าต้องมา... เหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนนั่นแหละ! ทำไมเจ้าถึงไม่บอกความจริงกับข้าวะ ให้ข้ากระฟัดกระเฟียดเหมือนคนบ้าอยู่คนเดียวอยู่ได้!


            ดีทริคทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจเลยสักนิดในทีแรก แต่เมื่อโดนเธอตวาดย้ำใส่อีกรอบ เขาก็เดาะลิ้น สีหน้าแสดงความขบขันจนน่าต่อยสิ้นดี “มันไม่สำคัญ และต่อให้ข้าบอกจริง ๆ เจ้าคิดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม”


            ถูกอย่างที่เขาบอก ถ้าไม่ได้ความทรงจำของโคนอนช่วยให้เธอเห็นเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน การที่ดีทริคเดินเข้ามาพูดว่า ขอโทษด้วย ที่ข้าควักตาเจ้านั้นเป็นเพราะข้าต้องช่วยพ่อของข้า คงยิ่งทำให้เธอแทบเป็นบ้าเสียตรงนั้น อย่างไรก็ตาม การเห็นความทุกข์ทรมานของดีทริคเมื่อสี่ปีก่อนก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเธอต้องเจ็บตัวและต้องมาใช้ชีวิตมนุษย์อยู่ดี


ทว่ามุมมองของเธอต่างหากเล่าที่กำลังเปลี่ยนไป


            “ทำไมมันจะไม่สำคัญ!” อากาเบลหน้าเสียจัดจนต้องโวยวายมั่วซั่ว “อ๋อ เข้าใจล่ะ เพราะเจ้าคิดว่าข้าเป็นมังกรก็เลยโง่เหมือนสัตว์ตัวอื่นใช่ไหม!” สติสตังเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว “เจ้านั่นแหละที่โง่สิ้นดี คิดเองเออเองตลอด! เก็บเรื่องสำคัญพรรคนี้เป็นความลับเพื่อที่จะรอหัวเราะเยาะใส่ข้าใช่ไหม! ไอ้เวร...”


            “อากาเบล” ดีทริคเรียกชื่อเธอเบา ๆ “ข้าขอโทษ”


            คำพูดมากมายที่จะพรั่งพรูออกไปถูกกลืนลงคอไปจนหมด อากาเบลอ้าปากค้าง และยกนิ้วสั่นสะท้านขึ้นมาชี้หน้าของเขา แต่ชี้ได้ครู่เดียวก็ปล่อยมือตกลงมากำผ้าห่ม เธอรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ยอมเอ่ยคำขอโทษกลับหรือเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกไป เธอรีบหลับตาลงเพื่อจัดการอารมณ์ขุ่นเคืองของตัวเองแทน พลางพยายามใช้เวลาหายใจเข้าออกช้า ๆ เมื่ออารมณ์เดือดดาลเริ่มเย็นลง เธอก็กลับมารู้สึกถึงแผ่นหลังที่เปื้อนเหงื่อจนเสื้อแนบติดเป็นเนื้อเดียวกัน


            “ใคร...” อากาเบลหาเรื่องใหม่ขึ้นมาพูดเพื่อปกปิดความรู้สึกผิดของตัวเองอีกครั้ง “เจ้าเป็นใครกันแน่” เธอลืมตาขึ้นมามองกำปั้นบนตัก “ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าเปลี่ยนไปตามกาลเวลา โตขึ้นนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ มันเหมือนกับเจ้าสลับตัวด้วยซ้ำ”


            เกิดความเงียบขึ้นมาทันที


            เธอแสร้งเชิดหน้าเพื่อให้คู่สนทนาคิดว่าเธอกลับมาเป็นปกติแล้ว “เจ้าไม่ใช่ดีทริค เบลนเฮล์มตัวจริงใช่ไหม”


            ก่อนที่เธอจะดื้อรั้นถามต่อไป พลันดีทริคก็ยกนิ้วชี้ทาบริมฝีปากของเขา เป็นความหมายว่าให้เงียบ แน่นอนว่าอากาเบลหยุดพูดไปในทันที มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่ยังคงดังก้องแข่งกับเสียงหวีดร้องของลมข้างนอก เปลวไฟจากคบเพลิงสะบัดตัวตามสายลมที่พัดผ่านมาจากนอกหน้าต่าง มันสาดส่องให้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย และดวงตาสีฟ้าเข้มตรงหน้า


            “อะไรทำให้เจ้าพูดเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนั้น จินตนาการ?” เขากระแนะกระแหน


“ข้าต้องการคำตอบของจริง!” อากาเบลขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิด แล้วพลิกตัวหันไปมองทางอื่นที่ไม่ใช่ชายหนุ่ม พลางยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาดันหน้าท้องอีกฝ่ายให้ถอยห่างไปอย่างลืมตัว


“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”


“เพราะมุขตลกตอนนั้นอย่างไงล่ะ” เธอพูด แล้วหลบตา “ตอนที่เจ้าพูดกับโธมัสว่ามีพี่ชายคอยปกป้องน่ะ”


ดีทริคปล่อยให้เธอยันตัวเขาอยู่อย่างนั้น แล้วจึงเอนไปข้างหลังให้เงาซึ่งฉาบใบหน้าถูกแสงไฟจากคบเพลิงขับไล่ไปจนหมด เธอมองท่าทางดังกล่าวครู่หนึ่งก็กำผ้าห่มแน่นจนเส้นเลือดปูดบนหลังมือ เมื่อเรียกความเย่อหยิ่งของตนกลับมาได้อีกครั้ง เธอก็ส่งเสียงฮึเหมือนดูแคลนจัดออกมา แต่สาบานได้เลยว่าเธอคงอยู่ในสภาพน่าสมเพชสิ้นดี


            “ไม่ใช่”


            “หา?”


            “มันไม่ใช่มุขตลก” ดีทริคเอ่ยขึ้นในที่สุดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องพี่ชายอะไรทั้งนั้น ข้าจะคอยปกป้องเขาจริง และนั่นก็คือสิ่งที่ข้าทำมาตลอด จนกระทั่งวินาทีนี้” เขาเว้นว่างไปอึดใจนึง “เขาตายไปแล้ว”


            ตาย?


            “ดีทริค เบลนเฮล์มตัวจริงตายไปแล้ว”


            “อะไรนะ” คำเฉลยทำให้อากาเบลตกใจจัด ดีทริคตัวจริงตายไปแล้ว? เธอเพิ่งจะรู้สาเหตุที่ชื่อเสียงการเอาชนะมังกรของเขาไปตกอยู่กับโธมัสเองด้วยซ้ำ พวกเฮเนวิงถึงเข้าใจไปอีกอย่าง นั่นเป็นเพราะโคนอนให้ข้อแม้ว่าดีทริคต้องอุทิศความสำเร็จให้แก่เจ้านายต่างหาก แต่ตอนนี้... เรื่องราวมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว


            “งั้นไอ้คำว่าวอย...”


            ไม่ทันที่เธอจะพูดจบ มือของดีทริคก็พุ่งมาปิดปากซะแน่นฉับพลัน เธอเผลออ้าปากงับมือของเขาตามสัญชาตญาณ จนลิ้นสามารถสัมผัสกับเนื้อผ้าของถุงมือได้ เพียงครู่เดียวเท่านั้น เธอก็สะดุ้งโหยงเพราะเจ็บมือตัวเอง จึงรีบปล่อยเขี้ยว


            “อย่าพูดชื่อนั้นเด็ดขาด” ดีทริคเตือนเสียงต่ำ


            เมื่อเขาลดมือลงเล็กน้อย อากาเบลก็รีบโต้ทันที “นั่นมันนามสกุลเก่าของเจ้าเฉย ๆ ไม่ใช่รึไง”


            “ไม่ใช่ เป็นชื่อของคนอื่น” เขาตอบ และพูดกำชับอีกครั้ง ท่าทางเคร่งเครียดจัด “เจ้าไม่อยากเจอหมอนั่นหรอก”


            .ย่อมาจากชื่อจริงของคน ไม่ใช่นามสกุลที่ใครสักคนในครอบครัวเก่าของดีทริคเอามาใช้อย่างที่โธมัสคิด?


            ตามปกติแล้ว อากาเบลคงจะเถียงกลับไปด้วยความมั่นใจว่าเธอไม่กลัวคนที่ชื่อวอยแชคนั่น และเธอจะจัดการมนุษย์หน้าไหนก็ตามที่กล้าเข้ามาใกล้ให้เละ แต่ตอนนี้เธอกลับยอมนั่งนิ่ง ๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว และพึมพำอย่างเคือง ๆ


“เออ ก็ได้ จะเลิกปิดปากข้ารึยัง”


            ดีทริครีบดึงมือกลับไปทันที


            พอแสร้งทำเสียงหัวเราะดูแคลนในลำคอเสร็จ เด็กสาวก็ดีดตัวเองขึ้นมายืนอย่างรวดเร็ว เขาต้องรีบเอนตัวไปด้านหลังเพื่อหลบ แต่ก็ไม่พ้นโดนปลายกระโปรงของเธอสะบัดใส่หน้าเข้าให้ อากาเบลทันเห็นแค่นั้น เธอสบถคำหยาบในใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขอโทษ เพราะความหยิ่งยะโสกลับมาครอบงำอีกครั้ง เธอจึงรีบกระทืบเท้าเดินกลับไปห้องพักของตัวเองโดยไม่มองอีก


            แย่ แย่ แย่ที่สุด เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรแล้ว เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กงี่เง่ามากเท่าตอนนี้เลย


            อากาเบลพยายามปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยมันก็ยังดีที่เธอต้องอับอายขายขี้หน้ากับดีทริคแค่คนเดียว ถ้าหากเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้เธอกลายเป็นมังกรที่ผิดเต็มประดาต่อหน้าพวกกีออสในสเนียเซนี่ขึ้นมา ตอนนั้นน่าจะเป็นครั้งที่เธอคงยอมบินขึ้นไปบนฟ้าให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วปล่อยให้ร่างลอยคว้างและตกลงมากระแทกพื้นโลกอย่างแน่นอน


            เธอทาบมือที่ยังสั่นเทาเล็กน้อยกับประตูไม้ของห้องพักตัวเอง พลางหอบหายใจหนักหน่วงอันเนื่องมาจากการวิ่งรวดเดียวลงมาจากชั้นบน เหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนย้อนกลับมาในห้วงความคิดอีกครั้ง ห่าฝนโหมหนัก กลิ่นเลือดลอยครุ้ง และหลังจากดีทริคควักดวงตาข้างขวาของเธอไป เพียงแค่นั้นเธอก็รับรู้ถึงร่องรอยความอบอุ่นจากเวทมนตร์รักษาของเขาได้


            ทำไมเขาถึงรักษาบาดแผลให้เธอกัน ควักดวงตาของเธอไป แต่ก็รักษาคืนให้อยู่ดี และไอ้ประโยคจะรอเธอนั่นอีก—


            ใช่แล้ว ความเข้าใจแจ่มแจ้งเสียจนเธอไม่สามารถปกปิดสีหน้าอึ้งทึ่งได้มิด หากดีทริครักษาดวงตาข้างขวาของเธอไปแล้ว และเธอไม่ได้ตกอยู่ในสภาพที่ตาบอดหายไปหนึ่งข้าง งั้นเหตุใดเธอถึงพยายามตามเบาะแสของดวงตาข้างขวามายังแอเธลวินล่ะ อ้างอิงจากความรู้สึกและเสียงเพรียกปริศนาที่เรียกร้องให้เธอไล่ตามมาถึงดินแดนของมนุษย์


เธอมาถึงที่นี่ได้ไม่ใช่เพราะดวงตาข้างขวาของเธอหย่อนเศษขนมปังตามทางมาเรื่อย ๆ


            ดีทริคต่างหากที่เป็นคนเรียกเธอมา

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #924 maple_ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 13:41
    โอ้ย คลายปมไปนึง ที่แท้โคนอนนี่เองเป็นตัวการ แต่ไม่ต้องเสียใจนะอากาเบล เธอได้ล้างแค้นด้วยการงาบมันลงไปแล้ว ฮ่าๆ
    แล้วดีทริคที่ตายแล้วนี่ใครกัน แถมเขาเป็นใคร ประโยคที่บอกจะรอคืออะไรเนี่ย
    #924
    0
  2. #878 tingerbel (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 02:39
    ยิ่งใหญ่มาก เฉลยปมอดีตออกมาเกือบหมดแล้ว มันสุดยอดมากๆเลย เสียดายที่เรารู้เฉลยหมดแล้วตอนอ่านครั้งแรก ฮือ แต่มันก็ยังโอ้โหอื้อหืออยู่ดีที่ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดอีกรอบแบบนี้ หลายจุดมองพลาดไปเยอะเลย เหมือนอากาเบลบอก มุมมองต่างหากที่เปลี่ยนไป เรื่องยังเป็นเรื่องเดิม
    #878
    0
  3. #783 minggg- (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:56
    โอยยยย เปลาะนึงคลาย อีกสองเปลาะก็ตามมา
    สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไประหว่างสองคนแล้วว
    #783
    0
  4. #241 tingerbel (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 04:21
    ตกลงนายเป็นใครกันแน่ดีทริค พระเอกของเราลึกลับมาก แต่ชอบแบบนี้ ช่วงนี้เราชอบอากาเบลแฮะ นางดีขึ้นเยอะมากๆ
    #241
    1
    • #241-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 มกราคม 2559 / 18:39
      /แปะมือ ชอบตัวละครชายลึกลับเช่นกันค่ะ
      #241-1
  5. #221 TongSW (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 มกราคม 2559 / 12:47
    ปริศนาเพิ่มมาอีกเรื่อง ดีทริคตายแล้วใครใข้ร่างอยู่ วอยแชคหรือใครกัน หรือร่างนี้มีอยู่3วิญญาณ
    เฉลยปมหนึ่ง เพิ่มอีกปมหนึ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
    #221
    1
    • #221-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      2 มกราคม 2559 / 17:30
      ไม่นานเดี๋ยวก็มี hint และเฉลยออกมาค่ะ :D
      #221-1
  6. #208 disastrechalala (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 12:23
    กำลังจะบอกว่ารสชาติของพ่อมดนี่มันน่าขยะแขยงมากใช่ไหมนี่ 555 สรุปคือเจ้าตัวการของเรื่องราวทั้งหมดก็ย่อยเสร็จไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้วแล้ว ที่อากาเบลสาบานนักหนาว่าจะล้างแค้นดีทริคก็เป็นแค่การเข้าใจผิดสิ รู้สึกตลกกับการที่อากาเบลรู้ตัวเสียทีว่าตัวเองทำตัวเป็นเด็กงี่เง่า xD ถึงแม้ดีทริคยังเป็นคนที่ทำให้อากาเบลต้องมาแอธเลวินและติดพันธสัญญาอยู่ แต่สองคนนี้ก็อาจจะหยุดหาโอกาสฆ่ากันทุกวันได้แล้วล่ะมั้ง สุดท้ายทุกอย่างก็ได้รับการเฉลยหมดแล้ว เว้นเสียแต่ W. สินะ สนุก ซํบซ้อน น่าติดตามมากครับ ตอนต่อไปมาเรวว :^)
    #208
    1
    • #208-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      2 ธันวาคม 2558 / 11:02
      น้องเขายังเด็ก อย่า bully สิคะ
      #208-1
  7. #203 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 / 07:19
    สรุปคือ ดีทริค ตัวจิงตายแล้ว ที่เก้นยุนี่คือดีทริคตัวปลอม ให้เดา ดีทริคตัวจริงคงตายตั้งแต่ตอนขอตัวขึ้นพักบนห้องตอนที่ไปล่ามังกร พอกลับมาอีกที ก้เป้นดีทริคคนใหม่ ส่วนพันธสัญญา ที่เกิดขึ้น เป้นผลมาจาก เวทมนต์รักษาแล้วก้ความตั้งใจของดีทริค ปริศนาคลี่คลาย ตอนนี้ คงรอความหวานนนน ที่กำลังจะตามมาในเร้วๆนี้555555
    #203
    1
    • #203-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      25 พฤศจิกายน 2558 / 00:10
      ยังมีอีกหลายตอนให้รอลุ้นว่าจริงรึเปล่าค่ะ อิอิ ทุกคนดูรอความหวานกันหมดเลย ฮาาา ขอบคุณมาก ๆ ค่าสำหรับคอมเมนท์
      #203-1
  8. #202 nonaigami (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 / 22:11
    นั่งรอฉากหวานอยู่นะ อากาเบลนี่น่ารักดีนะ
    #202
    1
    • #202-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      25 พฤศจิกายน 2558 / 00:09
      แอร้ย มีคนชมอากาเบลว่าน่ารักด้วย //// v //// ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #202-1
  9. #200 disastrechalala (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 / 04:04
    เป็นตอนที่ยาวและอัดแน่นไปด้วยเนื้อเรื่องเข้มข้นอย่างแรง ทุกสิ่งเกี่ยวกับโคนอนเผยออกมาแล้วก็สงสารวัยเด็กนิดนึงแต่ก็สะใจที่ต้อง สับสนจนขวัญผวาก่อนโดนงาบไป 5 5 5 อยากร่ำไห้ให้โธมัสกับดีทริคเหลือเกินครับ ยุคสมัยนั้นโหดกันดีจริง เป็นตอนที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดตั้งแต่ที่อ่านมาแล้ว "ข้าจะรอเจ้าไม่ว่านานแค่ไหนก็ตาม" และแล้วการผจญภัยของอากาเบลก็เริ่ม เรื่องราวที่เฉลยออกมามีหลายมิติและความซับซ้อนมากกว่าที่คิดอีก ตื่นเต้นแล้วก็สนุกมากครับ ติดตามๆ
    #200
    1
    • #200-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:56
      ขอบคุณมากค่า
      #200-1
  10. #199 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 20:40
    "ข้าจะรอเจ้า ไม่ว่านานแค่ไหนก็ตาม"กรี้ดดดดดดดดดดด ได้ยินมายยยยย เบล ดีทริคบอกจะรอเจ้า ไม่ว่านานแค่ไหน ก้รออออออ มาๆๆๆ มา เป็นของดีทริคซะดีๆๆๆ อ้ายหนูเบล
    #199
    1
    • #199-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:56
      เกรงว่าดีทริคจะต้องเข้าชมรมกลัวเมียแทน5555
      #199-1
  11. #198 nongtry (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 12:08
    เราจะปักธงรอความหวานคะ *-*
    #198
    1
    • #198-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:55
      มีแต่คนมาปักธงรอกัน ฮาาา
      #198-1
  12. #197 nongtry (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 12:08
    เราจะปักธงรอความหวานคะ *-*
    #197
    0
  13. #196 Mini_day (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 23:10
    โอ้ววว ทีนี้อากาเบลก็ได้รู้ตัวต้นเหตุที่แท้จริงแล้วสินะ
    คงจะยอมญาติดีกับดีทริคได้ซักทีล่ะนะ
    ส่วนโคนอนก็โดนแด๊กไปแล้วนี่เอง 555
    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆค่ะ
    #196
    1
    • #196-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:55
      ขอบคุณมากค่า มาต่อแล้วค่า >_<
      #196-1
  14. #195 sabimaruza (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 21:44
    ใกล้มีฉากหวานๆเเล้วสินะ ^^
    #195
    1
    • #195-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:55
      ใกล้จริงค่ะ อิอิ
      #195-1
  15. #194 lnudeel (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 22:18
    รอค่าาาาาา~~~ ^++++^
    #194
    1
    • #194-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:54
      อัพเต็ม 100% แล้วค่า
      #194-1
  16. #193 katsurashii (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 17:50
    สนุกมาก ขอบคุณครับ
    #193
    1
    • #193-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 19:54
      ขอบคุณเช่นกันค่า
      #193-1
  17. #192 Mini_day (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 21:29
    เป็นเรื่องที่หาฉากมุ้งมิ้งได้ยากกกกเหลือเกิน
    แต่ละตอนเจอแต่ฉาก ตบตีเลือดสาด สายSMชัดๆ(?)
    ยังหวังว่าจะมีหวานๆออกมาหลังจากที่ทั้งสองคนปรับตัวเข้าหากันได้มากกว่านี้นะคะ
    ไม่ได้เร่งนะคะ ค่อยๆเป็นค่อยๆไปดีกว่า
    สู้ๆนะคะ ยังรออยู่เสมอค่ะ ^_^
    #192
    1
    • #192-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:46
      *ปาดเหงื่อ* ตอนเราเขียนตอนเก่า ๆ นึกว่ามีฉากมุ้งมิ้งพอแล้ว เหมือนเพิ่งตื่นจากความฝันเลยค่ะ TvT ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #192-1
  18. #191 lnudeel (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 21:00
    สู้ๆค่ะ. ^+++^
    #191
    1
    • #191-1 kachelya(จากตอนที่ 25)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:45
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า สู้ตาย XD
      #191-1