Draconic Chronicle

ตอนที่ 24 : II-24: Thomas Blenheim

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 704
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




24



            งานเลี้ยงเฉลิมฉลองจะมีอะไรบ้าง?


            เจ้าชาย ขุนนาง เลดี้ ชุดสวย ๆ อาหาร เครื่องดื่ม เพลง การเต้นรำ และอีกสารพัด


แม้แต่จูเลียน่า (ที่อากาเบลแอบได้ยินบทสนทนาของนางกับลิลี่) ก็ยังเพ้อฝันให้ฟังถึงความเป็นเทพนิยายของงานเลี้ยงนี้ หรืองานเลี้ยงอะไรก็ตามที่ไพร่และลูกชาวนาชาวไร่ไม่เคยได้เข้าร่วมก็เป็นเทพนิยายทั้งหมดนั่นแหละ เพราะในขณะที่ชนชั้นสูงพบปะกันในงานสังสรรค์เลิศหรู พวกชนชนล่างก็พบปะกันในโบสถ์เพื่อสวดมนตร์แทน ฟังดูแล้วก็น่าเบื่อพอสมควร


แต่สำหรับอากาเบลที่ได้ทำหน้าที่เป็นทหารเฝ้ายาม เธอดีใจที่ไม่ต้องสวมชุดกระโปรงยาวกลอมเท้า และยังไม่ต้องทำหน้าทำผมอีกด้วย แต่เธอเสียใจที่จะไม่ได้กินนู่นกินนี่ตามใจอยาก โดยเฉพาะเครื่องดื่ม ใครจะรู้เล่าว่ามันอาจจะมีเหล้ารสชาติดี ๆ ปะปนอยู่ในนั้น ที่สำคัญ การได้นั่ง เดิน หรือโยกย้ายตัวเล็กน้อยท่ามกลางเสียงเพลงก็เป็นความคิดที่ดีใช้ได้


            ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นเท่านั้นแหละคือสิ่งที่เธอจะต้องเผชิญทั้งคืน นั่งก็ไม่ได้ ชักสีหน้าก็ไม่ได้ ทนเมื่อยอย่างเดียว เยี่ยมไปเลย ที่จริงแล้ว ดีทริคควรจะมาทนทุกข์ทรมานกับเธอด้วย แต่เปล่า เขาโชคดีกว่าตรงที่ต้องตามอารักขาเจ้าหมาหน้าโง่นั่น (ใช่ กิลเบิร์ตนั่นแหละ) เผื่ออยู่ ๆ มันหาทางไปห้องน้ำไม่เจอ ถ้ามันโง่ขนาดนั้นน่ะนะ


ให้ตายเถอะ แต่ก็ยังได้กินได้ขยับไม่ใช่หรือ


            แล้วหน้าที่ยามเนี่ยมันจะยากสักแค่ไหนเชียว อากาเบลเอ่ยขึ้นลอย ๆ ราล์ฟค้อนใส่ทันที


            เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครอยากเจอยามทำหน้าเหมือนเป็นโจรซะเองหรอก เขาว่า


            ข้าเหมือนโจร?”


            ปิศาจมากกว่า ดีทริคแทรก


            อากาเบลหันขวับไปถลึงตาใส่เขาที่ทำเป็นมองไม่เห็นเธอ “ตลกมากรึไง” เขาไม่ตอบ แต่ก้มเขียนในหนังสือปกสีน้ำเงินโดยไม่ให้ใครเห็นเนื้อหาข้างในแทน คอเธอแหบแห้งทุกครั้งที่เห็นหนังสือเล่มดังกล่าว กิลเบิร์ตกลั้นหัวเราะไม่ไหว แต่พอเขาโดนเธอจ้องบ้าง ก็รีบยกมือปิดปากแทบจะทันใด แน่นอนว่าราล์ฟเห็นพฤติกรรมนี้ เขาอุทานถึงพระเจ้าและบ่นเธอจนหูชา


            เจ้าจะต้องพกอาวุธด้วย โซโกลอฟ หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นมา เจ้าต้องเตรียมพร้อมสู้และปกป้องแขกเหรื่อ คงไม่ดีแน่หากเจ้าไม่ยืนประจำที่ หรือแอบนอนสัปหงกที่มุมห้องอยู่คนเดียว ภาพลักษณ์อะไรก็ไม่เหลือแล้ว!”


            ทำไมชาร์น็อคเซียซ์นิคถึงไม่มาเป็นทหารเฝ้ายามด้วยล่ะ?


            งานเฉลิมฉลองของผู้ชาย!” กิลเบิร์ตตอบแทน ก่อนจะลดเสียงลงเหมือนลูกสุนัขโดนดุ เจ้าก็เห็นว่าน็อคส์อายุตั้งยี่สิบสามปีแล้ว ควรจะแต่งงานได้แล้วด้วยซ้ำ เขาคงลืมตัวเองที่ยังไม่ได้แต่งงานไปเสียสนิทระหว่างพูดโอ่ ที่สำคัญ เจ้าต้องเข้าใจด้วยว่าน็อคส์ต้องคอยเฝ้าระวังให้ข้า ถ้าเกิดมีพวกเลดี้ที่เป็นนักฆ่าปลอมตัวมาล่ะ?”


            ตายเพราะผู้หญิงดูจะเป็นความตายที่เจ้าชอบนะ อากาเบลไม่ได้ตอกกลับด้วยประโยคดังกล่าว เธอแค่เบ้ปากรังเกียจใส่ แล้วหันไปสนใจอย่างอื่นแทน มีดีทริคกับราล์ฟที่ทำท่าจะสั่งสอนเธอตลอดเวลาที่หลุดการกระทำไม่ดีออกไปเป็นเรื่องน่ารำคาญที่สุด เธอจึงตัดปัญหาโดยการไม่ก่อเรื่องแทน


            ราล์ฟพร่ำสอนต่อไป (“หลังตรง! อย่างอเข่า! ไม่ ๆ กอดอกไม่ได้ จริง ๆ แล้วนั่นก็ไม่ใช่กิริยาที่ผู้หญิงควรทำนะ!”) ส่วนเธอก็ต้องฝึกซ้อมตามที่เขาบอกโดยไม่ขัดคำสั่ง แม้จะตั้งใจถอนหายใจหรือส่งเสียงครางเบื่อหน่ายออกมาทุก ๆ นาทีก็ตาม ในห้องโถงนี้ก็ช่างกว้างขวางเสียจนบรรจุคนได้ครึ่งร้อย แต่ดีทริคกับกิลเบิร์ตก็ยังเลือกนั่งใกล้ ๆ เพื่อกดดัน เลวร้ายที่สุด


            โซโกลอฟ เดี๋ยวนี้เจ้าดูแปลกไปเหมือนกันนะ กิลเบิร์ตเอ่ยขึ้นอย่างสนใจ ทำไมอยู่ ๆ ถึงนึกมัดผมล่ะ?


            อากาเบลก้มมองผมที่มัดต่ำแบ่งเป็นสองข้างตรงไหล่ของตัวเอง ทุก ๆ เช้าเธอจะตื่นมาสางผมด้วยนิ้วเร็ว ๆ แล้วมัดอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่ครั้งที่มาธิลด้าสาธิตให้ดู (รวมถึงยอมบำรุงผมตามที่นางแนะนำด้วย) คงเป็นเพราะมาธิลด้าชมว่าเธอเหมาะกับทรงผมแบบนี้กระมัง ดูน่ารักขึ้น ประมาณนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอคิดถึงมาธิลด้า เธอก็รู้สึกร้อนตรงแก้มขึ้นมา ก็เลยทำเป็นพ่นลมหายใจออกทางจมูก แล้วเชิดหน้าไปอีกทาง เรื่องของข้า


            พระเจ้าช่วย!” ราล์ฟอุทาน


            เด็กสาวแบะไหล่ เคาส์เตสแห่งมาโซว์แชย์อยากให้ข้ามัดผมแบบนี้เจ้าค่ะ ท่านเจ้าชาย


            งั้นก็แปลว่าเจ้าฟังที่นางสอน!” กิลเบิร์ตตาโต แล้วหันไปกระซิบกระซาบกับดีทริคที่แวบหนึ่งทำหน้าบึ้งและขยับตัวอย่างไม่พอใจ นั่นเรื่องใหญ่เชียวนะ นางเคยฟังใครด้วยเหรอ ขนาดเจ้าที่เป็นเจ้านายแท้ ๆ นางยังไม่ฟังเลย!


            “แหม ถ้าเจ้านายของข้าน่าคบเท่าเคาน์เตสได้ก็คงดี” อากาเบลแสร้งตัดพ้อ “ไม่งั้นข้าก็คงฟังไปบ้างแล้ว”


            “โซโกลอฟ!” ราล์ฟร้อง


            ดีทริคเดาะลิ้น


            หลังจากนั้นความน่ารำคาญก็เริ่มหายไปบ้าง เพราะกิลเบิร์ตเปลี่ยนเรื่องสนทนา เขาดูจริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงอาณาจักรของตัวเอง และมือไม้ก็ชี้ไปทุกทิศเหมือนไม่รู้ว่าจะวางนิ่ง ๆ ไว้ที่ไหนดี


คราวนี้อัลตั้งใจจะดันเรื่องนี้จริง ๆ จัง ๆ แล้ว เขาบอกว่าไม่งั้นเราก็จะตามหลังเฮเนวิงต่อไปเรื่อย ๆ พวกนั้นมีมังกรไม่ใช่เหรอ แถมยังควบคุมได้อีกต่างหาก ข้าไม่อยากจะนึกถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาเลย หากไม่มีมังกรสีเงินตัวนั้นโผล่เข้ามาช่วย


            อากาเบลหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะรีบซ่อนไว้ ไม่งั้นราล์ฟจะหันมาว่า


            พวกเฮเนวิงเขาสื่อสารกับมังกรอย่างไรกัน แล้วมังกรก็ยอมร่วมมือกับคน? แต่ข้าไปถามพวกทหารมา ไม่มีใครเห็นมังกรเดินทางมาพร้อมกับกองทัพเฮเนวิงเลย อยู่ ๆ มันก็ปรากฏตัว เจ้าพอจะรู้อะไรอีกไหม ข่าวลือบอกว่าเจ้าก็ควบคุมมังกรสีเงินที่หาตัวไม่เจอได้เหมือนกัน รู้ไหมว่าพ่อเครียดกับข่าวลือนี้มาก ๆ เชียวนะ เขาอยากรู้ว่าเจ้าควบคุมมังกรได้จริงรึเปล่า


            ดีทริคเลิกคิ้ว ข้าจะควบคุมมังกรได้อย่างไร


            ก็เจ้าเป็นอัศวินผู้พิชิตมังกรนี่


            แต่ข้าได้ยินมาจากรัชทายาทแห่งเฮเนวิงว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคเป็นศิษย์ของอัศวินผู้พิชิตมังกร” อากาเบลขัด “หมายความว่าอย่างไรเหรอ ท่านเจ้าชาย”


            ไม่ใช่แล้ว มาร์ควิสโธมัสไม่ได้ฆ่ามังกรเมื่อสี่ปีก่อนซะหน่อย ข้าก็อยู่ตอนที่น็อคส์กลับมาพร้อมดวงตาของมังกรไง


            งั้นอะไรคือสาเหตุที่เจ้า (ราล์ฟหรี่ตา) ท่านกับคนนอกอาณาจักรเชื่อไปคนล่ะอย่างล่ะ?


            “เจ้าได้ยินมาผิดรึเปล่า” กิลเบิร์ตปัดมือส่ง ๆ ก่อนจะหันไปชวนดีทริคคุยต่อ เดี๋ยวนี้ข้าเกลียดการเข้าร่วมราชสำนักมาก มีแต่อะไรก็ไม่รู้ น่าปวดหัวจะตายไป แต่พ่ออยากให้ข้าเข้าร่วมตลอด เขาถอนหายใจ แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้


            เจ้าควรจะชินได้แล้ว ดีทริคบอก


            แล้วเจ้าล่ะ? ไม่เบื่อบ้างหรือ


            เบื่อ


            ดี แล้วจะไปบอกให้คนอื่นชินทำไมอากาเบลด่าลอย ๆ


            ดีทริคไม่ได้หันมามองเธอ แต่มีรอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก เหมือนกับกำลังหยุดตัวเองไม่ให้ขำออกมา เธอคิ้วกระตุก แต่ก่อนที่จะได้สวนกลับ ราล์ฟก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน เอาละ โซโกลอฟ ต่อไป ลองฝึกแบบถืออาวุธไปด้วยซิ



***



            มาธิลด้าเคารพนับถือเจ้าชายรัชทายาทมาก นั่นคือสิ่งที่อากาเบลรับรู้ในเวลาต่อมา เพราะนางมักจะกล่าวถึงรัชทายาทเป็นประจำ ไม่ใช่ในเชิงชู้สาว แต่เป็นเหมือนลูกศิษย์กับอาจารย์เสียมากกว่า เพราะอัลฟองเซ่ เอลไลเวิร์ธเป็นคนที่ให้โอกาสต่อยอดมากมายแก่นางในด้านวิชาความรู้ต่าง ๆ และไม่ประพฤติราวกับรังเกียจสิ่งที่นางสนใจ (ฟังจากที่นางบอก)


            นางมีหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับภาษาแอเธลวิน ภาษาเฮเนวิง ภาษาในจักรวรรดิแห่งตะวันออก (ซึ่งจะแบ่งแยกย่อยอีกเป็นสิบ ๆ ภาษา) วัฒนธรรม ตำนาน เรื่องเล่า เทพเจ้า ปรัชญา หรือกระทั่งนวนิยายเกี่ยวกับความกล้าหาญของอัศวินที่ยอมตายเพื่อแผ่นดินในสนามรบ นั่นอาจจะเป็นหนังสือเล่มเดียวที่เกี่ยวข้องกับสงคราม


            หดหู่จะตายไปจ้ะ สงครามน่ะมาธิลด้าพูด คนมากมายต้องล้มตายจาก ลองคิดถึงครอบครัวของทุกฝ่ายที่เฝ้ารอการกลับมาสิจ๊ะ ข้าไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดเช่นนั้นได้หรอก สำหรับข้า สงครามก็รังแต่จะสร้างสงครามครั้งใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะความเคียดแค้นของการล้างแค้นให้กับคนที่ตายไปแล้ว ข้าคิดข้อดีของมันไม่ได้เลย


            ก็ได้ฆ่าคนอย่างถูกต้อง อากาเบลตอบส่ง ๆ แล้วคนเราก็ต้องปลดปล่อยสิ่งที่อดกลั้นไว้ด้วย


            คนเราจะอดกลั้นความอยากฆ่าคนไว้อย่างงั้นหรือ ฟังดูเลวร้ายมาก ๆ เลยนะ


            พูดถึงการต่อสู้หรือสงครามทีไรก็จะลงเอยแบบนี้ตลอด เธอจึงเปิดหนังสือสักเล่มอ่านเพื่อจบบทสนทนา ส่วนใหญ่เป็นการเลื่อนสายตาผ่าน ๆ อย่างไม่กระตือรือร้นนัก มาธิลด้าชวนสนทนาถึงเรื่องราวอื่น ๆ ต่อ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นสิ่งที่นางสนใจ ในเมื่ออากาเบลไมได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีห่างเหิน นางจึงไว้วางใจที่จะเปิดเผยความสนใจของตัวเองต่อไป


            ข้าอยากมีชีวิตอยู่ยาวนานจ้ะ สักพันปีเลยก็ยิ่งดี เพื่อที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่าง


            ไม่เกิดขึ้นหรอก อากาเบลพูด สำหรับมนุษย์น่ะนะ


            รู้ไหมจ๊ะ ข้าตื่นเต้นกับหลาย ๆ อย่างบนโลกใบนี้มาก โดยเฉพาะในอนาคต เจ้าลองคิดดูสิจ๊ะ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง? สภาพบ้านเมืองจะยังคงเป็นแบบนี้อยู่รึเปล่า การแต่งกาย ภาษา นวัตกรรม ต้องมีสิ่งใหม่ ๆ ที่ข้าไม่สามารถจินตนาการถึงได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแค่คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ ข้าก็มีความสุขล้นจนลืมความเศร้าโศกหรือความเจ็บปวดใด ๆ ไปจนหมดสิ้นมาธิลด้าพูด ดวงตาเป็นประกายสดใส ดึงดูดให้อากาเบลเผลอจ้องโดยไม่รู้ตัว


            อนาคต?”


            ใช่จ้ะ อนาคต ยุคสมัยใหม่ วิเศษที่สุดนางหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับความสุขซึ่งลอยล่องในอากาศ เจ้ารู้ไหมจ๊ะ บนท้องฟ้า แสงสว่างพวกนั้นคือดวงดาวนะ และโลกของเราน่ะเป็นทรงกลม ไม่ใช่ราบแบนอย่างที่พวกนักบวชบอกจ้ะนางยกแขนขึ้น ทำท่าจะแตะท้องฟ้าเหนือเพดานและหลังคาคฤหาสน์ โลกพวกนั้นน่ะ จะมีคนอาศัยอยู่ไหมนะ


            แม้อากาเบลจะไม่เข้าใจสิ่งที่มาธิลด้าพูดเลยสักนิด แต่ความตื่นเต้นของนางก็ทำให้เธอจดจ้องจนไม่อาจละสายตาไปจากร่างเล็ก ๆ ที่ขยับไปมาทั่วห้องด้วยท่วงท่าสง่างามไปได้ นางทำให้การเต้นรำดูน่าสนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


            เราจะมีโอกาสออกไปสำรวจที่นั้นไหมนะ ในอนาคตน่ะมาธิลด้าพร่ำเพ้อเสียงแผ่ว ข้าหลงรักสิ่งเหล่านี้ยิ่งนัก แต่น่าเศร้าที่ยังมีสงคราม ความขัดแย้งก็ปรากฏทุกหนแห่ง อย่างน้อยก็เป็นอีกสัจธรรมที่เราไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่อนาคตน่ะ...นางหยุดเพื่อหันมามองอากาเบล กระโปรงระบายพริ้ว ทุกอย่างในชีวิตจะไม่ใช่แค่สงครามอีกต่อไปจ้ะ เราจะมีชีวิตจริง ๆ ของเราเสียที ไม่เหมือนตอนนี้ที่มีทางเลือกไม่เท่าไร เต็มไปด้วยสงครามและโรคภัย และความตายก็รอคอยอย่างใกล้ชิด


            สิ้นสุดประโยคนั้น อากาเบลก็มั่นใจว่าจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ประสบการณ์ที่แย่เลยที่ได้มาอยู่กับมาธิลด้า


จะเรียกว่าชีวิตของเธอสงบร่มเย็นขึ้นเยอะก็ได้ แม้เธอจะต้องใช้เวลาปรับตัวหลายวันก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่นับช่วงที่เอิร์ลริชาร์ดกลับมาที่ห้องพัก (บางครั้งเขาก็เมาแอ๋และโวยวายลั่น) หรือตอนที่ตัวเองเดินกลับคฤหาสน์ไป และต้องปะทะคารมกับดีทริคที่นับวันยิ่งก่อกวนเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ยังดีที่เธอมีหนังสือของมาธิลด้าไว้อ่านเพื่อหันเหความสนใจ


บางวันมาธิลด้าก็แนะนำให้รู้จักเครื่องดนตรีและการร้องเพลงของมนุษย์ อากาเบลร้องเพลงได้แย่มาก ผิดกับมาธิลด้าที่มีเสียงใสกังวาล แต่เธอชอบเครื่องดนตรี โดยเฉพาะประเภทเครื่องสายอย่างฮาร์ปหรือสปิเน็ต (เป็นของไม่กี่อย่างที่เธอเอาไปอวดใส่ดีทริคได้) และเพราะมือของเธอนั้นหยาบกร้าน ไม่ค่อยได้จับของเปราะบาง เครื่องดนตรีจึงให้สัมผัสที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงจากอาวุธเหล็กโลหะทั้งหลาย มันเหมือนกับวันหยุดพักผ่อนหลังจากปรักปรำทำงานหนักมาหลายวัน


            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สัปดาห์แรกในพระราชวังกลางเมืองลูบลินาก็หมดไป สัปดาห์ใหม่เริ่มต้นขึ้น และอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง อากาเบลยินดีปรีดาขึ้นทุก ๆ วันที่ตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัว แล้วกระโดดโลดเต้นไม่ก็ฮัมเพลงเดินมายังคฤหาสน์ที่มาธิลด้าพักอยู่ เธอมานั่งจ๋องอ่านหนังสือ ฟังมาธิลด้าเล่าเรื่องต่าง ๆ เล่นดนตรี หรือลองฝึกเต้นรำอย่างเพลิดเพลิน


            หลายครั้งเลยทีเดียวที่มาธิลด้าจะยืนส่องหน้าต่างออกไปข้างนอก หรือหันไปมองประตูห้องบ่อย ๆ อากาเบลไม่ได้ถามถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่คงเป็นฟอร์เรสต์ที่ไม่ได้โผล่มาอีก นับตั้งแต่คืนแรกที่เขามา


            แล้วทำไมเธอถึงรู้สึกดีใจลึก ๆ กัน?



***



            การฝึกซ้อมเพื่อที่จะเป็นทหารเฝ้ายามที่ดีที่สุดในโลกยังคงดำเนินต่อไป (อ้างอิงจากราล์ฟ) ช่วงหลัง ๆ ดีทริคกับกิลเบิร์ตไม่ได้มานั่งกดดันอีก ทั้งคู่ต้องเข้าประชุมหรือหายไปในราชสำนักแทบทุกวัน ดีทริคตื่นเช้ากว่าเธอ และกลับมาดึกจัด แน่นอนว่าเธอไม่ได้เจอเขาเลย และไม่ต้องอดทนต่อความต้องการที่จะซัดหน้าเขาด้วย


            ตลอดเวลาของการฝึกซ้อม เธอจะต้องแต่งตัวในชุดของทหารแขนยาวถึงข้อมือ กางเกงเทอะทะยาวถึงข้อเท้า มีผ้าคลุมและตราราชวงศ์ตระกูลเอลไลเวิร์ธสีฟ้าติด (เธอเพิ่งได้สังเกตชัด ๆ มันเป็นอีกาเกาะดาบ) สะพายดาบที่ดีทริคให้ยืมไว้ข้างหลัง ห้อยมีดสั้นไว้ข้างเอว เธอต้องเดินตัวตรง ขาไม่คดงอ พยายามทำหน้าให้นิ่ง และลดสายตาจิกกัดคนโดยไม่มีสาเหตุลง


            ใครมันจะไปห้ามลักษณะที่มีมาตั้งแต่เกิดได้ เธอบ่น


            เจ้าต้องทำได้ ราล์ฟเถียง นั่นไง เจ้าจิกตาใส่ข้าอีกแล้ว!


            หา? จะบ้าเรอะ ข้าแค่มองเฉย ๆ!


            วันนี้แตกต่างไปจากวันฝึกซ้อมอื่น ๆ เพราะราล์ฟอยากให้เธอลองเดินในทางเชื่อมระหว่างพระราชวังกับคฤหาสน์ทั้งสองหลัง เพื่อให้เธอชินกับการที่ต้องเดินผ่านผู้คนหรือถูกจ้อง และเพื่อให้เธอรับมือกับสถานการณ์ที่ตัวเองทำหน้าดุ อยากจะงับหัวทุกสิ่งมีชีวิตให้ได้ เธอแก้ไขโดยการเชิดหน้าไม่มองใคร


            พระเจ้าชาร์ลส์เดินมาพร้อมกับองครักษ์และกิลเบิร์ตพอดี พวกเขากำลังสนทนากันอยู่ อากาเบลไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจนอกจากฝึกเดินและยืนให้ถูกต้องต่อไป แต่สำหรับราชาแล้ว เขาย่อมจำเธอได้แม่น ฝังใจเลยก็ว่าได้ (หรือแค่กิลเบิร์ตอุทานเรียกชื่อเธอก็เพียงพอแล้ว) แน่นอนล่ะ เด็กผู้หญิง อัศวินฝึกหัด ฝ่ายดีทริค เขาจึงหยุดทักทายอย่างแช่มช้า


            “ดาบของเจ้าให้ช่างตีเหล็กที่ไหนทำขึ้นมา?”


            เด็กสาวหยุดเดิน สูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมน้ำเสียงให้นิ่ง ชาร์น็อคเซียซ์นิคมอบให้กับข้าเจ้าค่ะ


            เขาเลิกคิ้ว แล้วหันไปมองราล์ฟที่เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าเพราะความตื่นเต้น จากนั้นจึงหันกลับมามองเธออีกครั้ง เขามอบให้เจ้า?” เธอจะพยักหน้า แต่ก็เลือกที่จะขานรับในลำคอแทน ดาบของโธมัส เบลนเฮล์มน่ะหรือ


            หา? อากาเบลทำหน้าเหลอหลา อยู่ ๆ ดาบที่สะพายไว้ข้างหลังก็หนักอึ้งขึ้นมา เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับข้า


            เกิดความเงียบน่าอึดอัดขึ้น


ชัดเจนทีเดียวว่าสืบทอดตำนานพระเจ้าชาร์ลส์เหยียดยิ้มรังเกียจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับองครักษ์ กิลเบิร์ตหน้าซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาตบไหล่ราล์ฟที่งุนงงกับท่าทางเกรี้ยวกราดของราชาเสร็จก็รีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามผู้เป็นพ่อไป


            เจ้ารู้เรื่องนี้รึเปล่า อากาเบลหันไปถามราล์ฟทันที


            ข้านึกว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคบอกเจ้าแล้ว เขาตอบ แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าได้ใช้ดาบของหนึ่งในอัศวินที่ดีที่สุดในแอเธลวินเชียวนะ สงสัยพระเจ้าจะทรงโปรดเจ้าเป็นพิเศษนะเนี่ย


            ดีกับผีสิ


เหลือเชื่อมากที่ดีทริคให้ยืม (หรือจะเรียกว่าส่งมอบ) ดาบของโธมัส–ดาบของครูของเขาให้กับเธอ ทั้ง ๆ ที่ของดูต่างหน้าจากคนที่ตายไปแล้วย่อมต้องเป็นของสำคัญมาก ๆ ที่ถ้าหากเป็นเธอ ก็คงไม่ยอมให้ใครได้แตะง่าย ๆ และจุดประสงค์เดียวของการส่งมอบดาบนี้ที่เธอนึกออกต้องเกี่ยวกับการประกาศตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้าชาร์ลส์อย่างแน่นอน


            ราล์ฟย่นหน้าผากใส่เธอที่ขบกรามด้วยความกระวนกระวาย ต้องสับเท้าเดินวนไปมา เธอกลายเป็นหมากให้ดีทริคเดินมานานขนาดไหนกันแน่ การฝึกซ้อมต่อจากนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ย่ำแย่ สติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยแม้แต่น้อย เธอเดินชนราล์ฟ ไม่ก็สะดุดเท้าตัวเองล้มใส่พุ่มไม้ อาจจะตั้งแต่ที่เธอมาทวงดวงตาของตัวเองคืน


            ...หรืออาจจะตั้งแต่สี่ปีก่อน



***



            เมื่ออากาเบลกลับมาถึงห้องพัก สิ่งแรกที่เธอทำคือนั่งลงกลางห้อง และดึงดาบของโธมัสออกมาวิเคราะห์


นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลองสังเกตดาบของโธมัส ลักษณะไม่ได้แตกต่างไปจากดาบของอัศวินเล่มอื่นเลย นอกจากด้ามจับที่มีการแกะสลักด้วยเส้นโค้งอ่อนช้อยสีเงินสว่าง มันคดเคี้ยวเหมือนเถาวัลย์ตามเสาหิน ประดับด้วยมุกและเพชรเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งจะส่องประกายสีฟ้ายามต้องแสงไฟ ฝักดาบก็เช่นกัน เป็นสีเทาเข้มออกขาว มีตราราชวงศ์ตระกูลเอลไลเวิร์ธสีฟ้าปักไว้


            พอได้สังเกตชัด ๆ แบบนี้ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างก็พุ่งวาบไปทั่วกาย เธอหนาวสั่นขึ้นมา จึงขยับไปนั่งใกล้เตาผิงไฟในห้องมืด ๆ พลางพลิกเล่มดาบไปมาเพื่อดูการตกแต่งที่ส่องประกายล้อแสงสีส้มอยู่ เธอไล่นิ้วไปตามคมดาบซึ่งดึงดูดเธอไม่ต่างไปจากตอนที่นั่งฟังมาธิลด้าพูดถึงสิ่งที่นางชื่นชอบด้วยแววตาสนใจใคร่รู้


ทว่าครั้งนี้ มันกลับให้ความรู้สึกมืดมนและน่าเศร้าพิกล


            อยู่ ๆ ความทรงจำปริศนาก็เข้ามาแทนที่ โดยมีเธอมองผ่านสายตาของผู้เป็นเจ้าของ


            ความทรงจำหนนี้แจ่มแจ้งยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ อากาเบลรับรู้ถึงสายลมที่กระทบกับใบหน้าของเธอ ถึงแสงแดดที่แผดเผาผิวหนังของเธอ กลิ่นเหล็กและโคลนลอยล่องในอากาศ แสงสีทองของดวงอาทิตย์ที่ลอดผ่านแมกไม้ลงมา มันชัดเจนทั้งหมด ความรู้สึก เสียงหัวเราะ บ้านเมือง ธรรมชาติ และโธมัส เบลนเฮล์มผู้ที่กำลังขี่ม้าอยู่ข้าง ๆ เธอในตอนนี้


เขาเป็นชายหนุ่มในวัยสามสิบปีต้น ๆ ผิวสีเข้มจากการออกแดงจัด ใบหน้าคมเข้มรับกับผมตัดสั้นสีดำสนิท ดวงตาสีเขียวปนฟ้าทะเล เธอสังเกตเห็นรอยแผลเป็นตามหัวคิ้วกับคางของเขา ถึงกระนั้นมันก็ไม่ลดทอนภาพลักษณ์อัศวินทรงเสน่ห์ไปได้ เขาตัวสูงชะลูดและมีร่างกายกำยำพอ ๆ กับดีทริค รวมถึงสวมชุดหนังสีเข้มออกดำแบบเดียวกันกับที่ดีทริคมักจะสวมใส่


            ไม่นั่นคือลักษณะเสื้อผ้าที่ดีทริคยึดถือในการแต่งกายต่างหาก


            ต้นไม้ใหญ่โตซ้อนเรียงรายผ่านหางตาไป แต่ละกิ่งก้านมีใบไม้อ่อนเพิ่งขึ้น เป็นสัญญาณของฤดูใบไม้ผลิที่ในที่สุดก็เวียนมาถึง นกลีนเน็ทสีน้ำตาลอกแดงตัวเล็กตัวน้อยส่งเสียงพูดคุยกันขณะบินข้ามศีรษะไป ทับกับบทสนทนาระหว่างเธอกับโธมัสที่ดำเนินมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดินทางผ่านเข้ามาในป่า ผสานกับเสียงกีบม้าและลมหายใจฟืดฟาดของพาหนะ


            ชื่ออะไร เจ้าเด็กน้อยน่ะ เธอถามเขาเมื่อได้หยุดล้างหน้าล้างตาข้างลำธาร


            โธมัสก้มมองเด็กชายผมทองคนหนึ่งที่กอดเอวเขามาตลอดการเดินทางบนหลังม้า เด็กน้อยไม่ได้ขยับถอยหนียามโดนถามในภาษาที่ไม่เข้าใจ แต่มือกำอานม้าไว้ซะแน่น แววตาแสดงความตื่นกลัว ใบหน้าของเขาเลอะเศษดินเต็มไปหมด ชุดก็หลวมโพล่ก ตัวใหญ่และขาดวิ่น เขามองโธมัสแล้วหันมามองเธอ จากนั้นจึงหลุบตาต่ำ กระซิบตอบว่า ดีทริค


            ดีทริค?’ โธมัสทบทวน เด็กชายผงกหัวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แสดงว่าอย่างน้อยก็เข้าใจบริบทสินะว่าข้าจะถามอะไร


            แปลว่าผู้ปกครอง ข้าเดาว่าน่าจะเป็นชื่อจากตำนานของแถบชไวลาน ข้าเคยศึกษากลอนเกี่ยวกับดีทริคผู้ยิ่งใหญ่แห่งลิกเตนที่สามารถเอาชนะพวกยักษ์ คนแคระ มังกร และเทพเจ้าทั้งหมดเพื่อทวงคืนเมืองลิกเตนกลับมาได้ เธอบอก


            โธมัสทำหน้าอัศจรรย์ใจ เข้าใจเลือกชื่อ เพราะดีทริคผู้ยิ่งใหญ่คงไม่จบชีวิตลงตั้งแต่เด็กหรอก เขายิ้มแป้นอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับเด็กชาย เอาล่ะดีทริค เจ้าจะได้ยิ่งใหญ่ตามชื่อที่พ่อแม่ของเจ้าตั้งให้แน่ ๆ ในอนาคต' เมื่อเห็นว่าเด็กชายทำหน้างง โธมัสก็หันมาขมวดคิ้วใส่เธอ คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าเขาจะเข้าใจภาษาแอเธลวิน


          เจ้าคงไม่ได้วางแผนให้ข้าสอนหรอกใช่ไหม


          ‘ข้ามีทองจ่ายให้น่ะ...


            วอยแชค


            จู่ ๆ เด็กชายก็เอ่ยขัดขึ้นมา เขากลืนน้ำลาย พลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง แล้วกระซิบคำเดิม ก่อนจะตัดสินใจเงียบกริบไป โธมัสพยายามคะยั้นคะยอให้เขาพูดอีกครั้งอย่างอ่อนโยน เด็กชายจึงจิ้มนิ้วชี้กับอกของตัวเอง พร้อมพูดว่า ดีทริค วอยแชค


            นั่นอาจจะเป็นนามสกุลของเขา เธอบอก แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะมาจากภาษาแถบชไวลานเหมือนชื่อ…’


            ไม่เป็นไร โธมัสพูด ต่อไปเขาจะได้ใช้นามสกุลเบลนเฮล์มแทน


...และนั่นคือจุดเริ่มต้น


อาจจะกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลาที่เธอสอนภาษาแอเธลวินให้แก่เด็กชายนามว่าดีทริค เธอก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเลี้ยงดูเขาให้เติบโตไปกับโธมัสในฐานะเพื่อน ถึงแม้ครอบครัวเบลนเฮล์มจริง ๆ จะมีแค่สองคน เธอเป็นแค่คนนอก แต่เธอก็ได้สังเกตพัฒนาการตั้งแต่วัยเด็กของดีทริค กระทั่งเขาเติบโตเป็นเด็กหนุ่มผู้สืบทอดอุปนิสัยและความคิดของโธมัสมาทั้งหมด


          ทำไมเจ้าถึงไม่แต่งงาน? เธอเคยถามโธมัส มีลูกเอง จะได้ไม่ต้องไปรับเด็กที่ไหนมาเลี้ยง


          ‘ข้า... ยังลืมนางผู้เป็นที่รักไม่ได้ แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม


            ความรักภายในพระราชสำนัก โธมัสดันไปหลงรักบารอเนสที่แต่งงานและมีทายาทไปแล้ว และนี่ก็เป็นอีกข้อเสียของเขาที่ไม่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นเลดี้คนอื่น (ซึ่งแทบจะถวายตัวและกระโดดใส่อยู่แล้ว) มัวแต่จมอยู่กับเลดี้ที่ไม่สนเขาด้วยซ้ำอยู่ได้ ดังนั้นเมื่อเขาไม่มีคนรัก ตระกูลเบลนเฮล์มจึงมีแค่สองคน โธมัสถือว่าดีทริคเป็นลูกชายจากเลือดเนื้อ ดีทริคเองก็ถือว่าโธมัสเป็นพ่อแท้ ๆ มีเพียงไม่กี่สิ่งเท่านั้นที่แยกทั้งสองออกจากคำว่าสายเลือดเดียวกัน ซึ่งก็คือเชื้อชาติที่แบ่งแยกลักษณะภายนอก


            เธอเองก็เคยถามดีทริคไปว่า เจ้าคงจะไม่สืบทอดนิสัยแย่ ๆ ของโธมัสมาใช่ไหม และเมื่อเขาขมวดคิ้วงงงวย เธอจึงอธิบายเพิ่ม ไอ้ที่หลงรักผู้หญิงหัวปรักหัวปรำน่ะ บารอเนสนั่นปฏิเสธเขาได้ทุกวัน แต่ก็อย่างที่เจ้าเห็น เขาไม่เคยเข็ด เจ้าก็อย่าเอานิสัยทะเยอทะยานมาใช้กับเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วกัน


            ข้าไม่…’


            โธมัสคงได้รับความรักมามากล้นจนต้องไปวิ่งไล่คนที่ไม่รักเขาแทน เธอว่า เจ้าจะไม่ไปหลงรักผู้หญิงที่นิยมชมชอบการทำร้ายเจ้าใช่ไหม อย่าให้นางกลายเป็นตัวปัญหาในชีวิตล่ะ


            ไม่... ให้นางเป็นตัวปัญหาในชีวิตของเด็กคนนี้ของตระกูลนี้ ให้นางเป็นคนนำพาความตายมา


            ความรู้สึกบางอย่างได้เริ่มสะสม ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นมา เนิบช้า ยาวนาน และมั่นคง เพียงครู่เดียวที่ความทรงจำวิ่งผ่านสายตาของอากาเบลไป เธอและเจ้าของความทรงจำปริศนาก็สามารถรับรสขมในลิ้นได้ มันลามไปถึงอวัยวะภายใน และย้อนกลับออกมาเปลี่ยนสีหน้าของเธอให้บิดเบี้ยวน่าเกลียด ความเกลียดชังที่เต็มไปด้วยความริษยากัดเซาะสิ่งที่เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งในตัวให้หายไป และสร้างพื้นที่ใหม่ของมันขึ้นมาแทน


            ทุกครั้งที่เธอเห็นโธมัส เธอจะขบลิ้นตัวเองจนเลือดออก ทุกครั้งที่เธอได้ยินคำชมต่อโธมัสจากคนอื่น เธอจะกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด ทุกครั้งที่เธอเห็นครอบครัวเบลนเฮล์มมีความสุข เธอจะอยากทำลายมันให้ไม่เหลือชิ้นดี ทำไมถึงเป็นเธอที่จางหายไปในพื้นหลัง? ไม่มีใครคนไหนอีกแล้วที่แลเห็นเธอ พวกเขามองเห็นเพียงอัศวินโธมัสกับบุตรรักของเขา


            ใช้เวลาหลายปีเหลือเกินกว่าเธอจะสมความปรารถนา กว่าเธอจะมีความสุขที่แท้จริง เธอยิ้มให้กับโธมัสในคุกสำหรับกักขังนักโทษชั่วคราว แสร้งพูดดีกับเขา แสร้งสงสาร และให้สัญญาว่าจะช่วยดูแลดีทริค สีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังของเขาช่างเป็นผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน เธอเฝ้ารอวันที่จะเห็นมันพังทลายไปแทบแย่


            และดีทริค... ใช่ เขาเพิ่งจะอายุสิบเก้าปีเท่านั้นเอง อัศวินฝึกหัดอนาคตไกล แต่อนาคตนั้นก็คงใกล้จะดับหายไปในอีกไม่นาน ในเมื่อกฏของอัศวินกล่าวไว้ว่า หากเจ้านายเสียชีวิต และอัศวินฝึกหัดไม่สามารถหาเจ้านายใหม่ได้ อัศวินฝึกหัดผู้นั้นจักเป็นอัศวินฝึกหัดชั่วชีวิต ไม่มีอนาคตที่ดีกำลังรอเขาอยู่หรอก จะความยิ่งใหญ่ เกียรติยศ หรือหน้าที่สูงส่ง ไม่มีทั้งนั้น


            พ่อไม่มีทางรอดเลยหรือ ดีทริคกระซิบถาม


            ไม่มีเลย เด็กน้อย


            เขาเงียบไป พลางใช้มือสัมผัสดาบของโธมัสซึ่งห้อยไว้ข้างเอว ไม่มีจริง ๆ หรือ


            เธอทำเป็นถอนหายใจเหนื่อยล้า พยายามแสดงออกว่าความจริงแล้วเธอก็เศร้าเสียใจ แม้ในใจเธอจะเริ่มกู่ร้องถึงความสำเร็จที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จึงเริ่มเสนอหนทางลวงต่อไป ก็มีอยู่หรอก แต่มันอันตรายและโหดร้ายเกินไป...


            ข้าทำได้


            ความมั่นใจนั้นพัดโหมไฟเกลียดแค้นของเธอนัก


            ไม่ ดีทริค ข้าสัญญากับโธมัสไว้แล้ว เขาไม่อยากให้เจ้าต้องพบกับอันตราย เขาบอกเองว่าอย่าให้เจ้าพยายามทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการช่วยเหลือเขา


          ‘ท่านต้องบอกข้า


            เธอปฏิเสธ แล้วเริ่มเดินหนี ดีทริคตามมา เขาพยายามโน้มน้าวเธอให้ยอมบอกอีกหนทาง จากน้ำเสียงปกติที่ยังเข้มแข็งก็เริ่มสั่นเครือ ตามมาด้วยความท้อแท้สิ้นหวังที่ปรากฏชัด เธอไม่ได้หันไปมองเขา แต่ก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังหมดแรงไปทีละนิด เด็กหนุ่มยังไม่มีทีท่ายอมแพ้ แม้ทุกอย่างจะกลายเป็นความหดหู่ต่อเขาแล้วก็ตาม


            ในที่สุดเขาก็ทำในสิ่งที่เธอเองก็ไม่คาดคิด คำขอร้องหยุดลงจนเงียบสงัด เธอจึงหันกลับไปมองด้วยปิติในชัยชนะของตนเหนือตระกูลเบลนเฮล์ม หวังว่าจะเห็นความล้มเหลว เห็นสีหน้าของความสิ้นหวังจากคนที่หมดสิ้นหนทาง ทว่าเธอกลับเห็นเพียงดีทริคซึ่งทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าแนบดิน มือทั้งสองข้างวางไว้แทบเท้าเธอ


เขากระซิบขอร้องเธอด้วยกำลังใจที่มีเหลืออันน้อยนิด แม้ว่าความจริงแล้วเขากำลังร้องไห้อยู่ก็ตาม


            ได้โปรด บอกหนทางที่เหลือกับข้าที โธมัสเป็นครอบครัวคนสุดท้ายที่ข้ามีอยู่ เขาเป็นที่ยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิตข้า ไหล่ของเขาสั่นสะท้าน เขาไม่สมควรจะต้องมาตายเช่นนี้ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด นอกจากโดนกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน เขาทำประโยชน์ให้แก่แอเธลวินมากกว่าใครคนไหน ๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะได้รับ


            เธอกัดฟันกรอด


            ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อให้ความเชื่อของข้าที่ว่าความดีจะคงอยู่ ไม่ถูกทำลายไปอย่างง่ายดาย และหากพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่จริง เขาควรจะเป็นคนแรกที่พระองค์อภัยโทษให้ เขาควรจะเป็นคนแรกที่พระองค์จะลงมาขจัดข้อกล่าวหาต่อหน้ามวลชน


            เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและน่าตกใจไปพร้อม ๆ กันทีเดียวที่ดีทริคจะพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา เธอสนิทกับโธมัสมากพอรู้ถึงนิสัยหลาย ๆ ด้านของเขา ในขณะที่โธมัสมีศาสนา และพร่ำสอนคำสอนในพระคัมภีร์ให้แก่ดีทริค เด็กคนนี้แตกต่างไปจากนั้น เขาไม่นับถือในพระเจ้า แต่เพราะเขารักและเคารพโธมัสมาก ไม่นานเขาก็เริ่มเปิดใจให้แก่ศาสนาใหม่นี้


            เธอถอนหายใจ ก่อนจะเผยทางลวงสุดท้ายไป


มังกร เจ้าจะต้องไปฆ่ามังกร ตัวที่มีเกล็ด



***



อากาเบลสะดุ้งจากภวังค์ เธอกระเถิบถอยหนีเตาผิง พลางหอบหายใจหนัก รอจนอาการปวดหัวหายดี เธอจึงลุกพรวด โยนดาบของโธมัสทิ้งไว้บนเตียงนอนราวกับต้องไฟร้อน จากนั้นเธอก็พุ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบน เมื่อเจอห้องที่ต้องการ เธอก็เคาะประตูรัว ๆ อย่างเร่งรีบ กว่าดีทริคที่มีสีหน้าหงุดหงิดอ่อน ๆ จะมาเปิดก็ใช้เวลานานพอสมควร


            มีอะไร เขาถาม


            เธอมองใบหน้าตรงหน้าค้างไว้อย่างนั้น


เขาไม่ต่างไปจากดีทริคในความทรงจำปริศนามากนัก แค่ดูอายุเพิ่มมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิม ใช่ และเสียง... เสียงของเขาไม่เหมือนเดิมเลยสักนิด แน่นอนว่าเสียงยังทุ้มแบบผู้ชาย แต่สำเนียงของเขานั่นแหละที่เปลี่ยนไป ในเวลานี้ มันฟังดูแข็ง ๆ และมีความเป็นต่างชาติผสมเล็กน้อย ไม่เหมือนเขาในความทรงจำที่เป็นสำเนียงแอเธลวินโดยแท้


            ตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่ง เขาเตือน


            อ้อ ใช่อากาเบลกระแอมไอ ข้าแค่เห็นความทรงจำนั่นอีกแล้ว หลังจากข้ารู้ว่าดาบที่เจ้าให้ข้ายืมเป็นดาบของโธมัส พระเจ้าชาร์ลส์เป็นคนทักข้าเรื่องนี้เมื่อตอนบ่ายเธอสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปทันทีของอีกฝ่าย สี่ปีก่อน ไม่สิ กี่ปีก่อนไม่รู้ ตอนที่โธมัสอยู่ในคุก โดนโทษอะไรสักอย่าง เจ้า


            ให้ตายเถอะ ทำไมเธอถึงมีความรู้สึกเหมือนคนข้างหน้าไม่ใช่ดีทริค เบลนเฮล์มคนเดิมที่เธอเห็นในความทรงจำกัน?


ชายหนุ่มจ้องตาเธอเขม็ง ข้าทำไม?”


            เจ้าก้มขอร้องใคร? ตอนนั้นน่ะ แล้วคนนั้นอยู่ไหนแล้ว


            ก้มขอร้อง?”


            เกิดเกมจ้องตาขึ้นมาแทนบทสนทนา โดยมีความเงียบเป็นตัวกลาง อากาเบลพูดไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเร่งให้เขารีบตอบอย่างไร จึงตัดสินใจหันเหสายตาไปสำรวจข้างในห้องนอนของดีทริคที่มีแต่แสงไฟสีส้มจากเตาผิงแทน เธอไม่เห็นชุดที่เขากำลังสวมใส่อยู่ เพราะเขาแค่ชะโงกหน้าออกมาคุย ไม่ได้ก้าวออกมาทั้งตัว


            ดูเหมือนความทรงจำที่เจ้าเห็นจะไม่ใช่แค่การจินตนาการไปเสียทั้งหมด ดีทริคแขวะ


            เฮ้!” เธอขึ้นเสียง


            โคนอน เขาตอบในที่สุด โคนอน สตาญิสวัฟ เป็นนักปราชญ์ที่ปรึกษาของพระเจ้าชาร์ลส์ และเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของโธมัส เขาหายตัวไปตั้งแต่ข้าเริ่มออกเดินทางเมื่อสี่ปีก่อน


            อากาเบลทบทวนชื่อของโคนอนในใจ พลางสำรวจดีทริคที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดแวบหนึ่ง เขาต้องคิดมาก่อนแล้วว่าโคนอนเกี่ยวข้องกับการตายของโธมัส แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่มีการยืนยัน เธอจึงสามารถเห็นเขาเคว้งคว้างไปชั่วขณะ—


            อยู่ ๆ การมองเห็นก็ถูกบดบังด้วยควันสีเทาเข้ม มันระเหยออกมาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่มีกลิ่น แต่เปลี่ยนบรรยากาศให้หนักอึ้งจนเธอไม่สามารถขยับได้ตามใจนึก เธอเกือบวูบล้มไปด้านหลังโดยไม่มีสาเหตุ แต่สุดท้ายก็ทรงตัวได้ดังเดิม ครู่เดียวดีทริคตรงหน้าที่เหมือนจะเข้ามาคว้าก็หายไปในม่านหมอกควัน แทนที่ด้วยสถานที่กว้างขวางไม่คุ้นตาแห่งหนึ่ง


            ความตื่นตระหนกทำให้อากาเบลพยายามหันมองทุกด้าน นั่นเองที่เธอสังเกตเห็นเด็กผู้ชายตัวสูงเลยเข่าเธอหลายคนกำลังล้อมรอบเป็นวงกลม ต่างพากันหัวเราะด้วยความสนุกสนาน ทว่าเธอกลับแว่วเสียงโอดโอยแผ่วเบาดังมาจากกลางวง


            สักพักกลุ่มเด็กชายก็เริ่มเบื่อหน่าย แต่ล่ะคนเหวี่ยงขาเตะไม่กี่ทีก็เดินเลี่ยงไปทางอื่น ทิ้งไว้เพียงร่างขุดคู้เปื้อนฝุ่นบนพื้น อากาเบลก้าวตรงไปหาเด็กชายเจ้าของผมสีดำที่เริ่มส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมา เขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเสียงฝีเท้า เธอขมวดคิ้ว พลางยื่นมือไปจะแตะกายเพื่อทดสอบ ปรากฏว่าทั้งแขนของเด็กชายกลายเป็นควันที่กระจายตัวกันยามต้องสิ่งของ


            ...เธออยู่ในความทรงจำของโคนอน และครั้งนี้ไม่ใช่แค่นิมิตที่ยึดสติสัมปชัญญะไปชั่วคราวอย่างงั้นหรือ


            พลันห้วงความคิดและสิ่งที่เจ้าของความทรงจำพบเจอก็ค่อย ๆ ซึมซาบเข้ามาในหัว อากาเบลยกมือกุมขมับด้วยความหงุดหงิดที่เธอจะต้องปวดหัวหนักอีกแล้ว ไม่ก็หัวตื้อไปเลยเมื่อถึงเวลาแบบนี้ ตัวตนของโคนอนชัดเจนยิ่งขึ้น เธอไม่จำเป็นต้องพูดเพิ่มเติมอีก เพราะเหมือนเขากำลังเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง


            เวทมนตร์คือความพิเศษที่สุดในโลกใบนี้ โคนอนกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหลงใหล มันคือวิชาลึกลับที่น้อยคนนักจะสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่ทุกคนที่เรียนได้ มันจึงช่วยฉุดข้าจากความต่ำตมที่ข้าต้องเผชิญมาตั้งแต่วัยเยาว์




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #923 คุณลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 21:17
    ปมเพิ่มมาอีกแล้ววว โคนอนคือใคร พ่อมดหรอ ทำไมช่างริษยาโธมัส แล้วเชื่อมความจำกับนางเอกได้ยังไง พระเอกอีกล่ะ หลอกใช้นางเอกมากี่ปีแล้ว เป็นหมากให้เขาเดินจริงๆด้วย
    #923
    0
  2. วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 02:15
    เพราะการฆ่ามังกรสีเงินไม่สามารถช่วยโธมัสไว้ได้ ไม่แปลกเลยที่ดีทริคจะหันหลังให้กับพระเจ้า กลายมาเป็นฟอร์เซเคน
    #877
    0
  3. #782 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:44
    โหยยยย ปมเยอะมากกกก
    กรีดร้องแล้วอ่านไขต่อไป
    น่ารักที่อากาเบลติดมาทิลด้าค่ะ
    #782
    0
  4. #190 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 20:11
    คู่นี้จะคู่กันจริงไหมเนี่ย ไม่มีอะไรสื่อว่าให้สนใจกันเลย มีแต่เกลียดปางจะอยากฆ่าให้ตาย
    #190
    1
    • #190-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:45
      อ่านแล้วรู้สึกผิด ฮาาา ขอบคุณมาก ๆ ค่า >_<
      #190-1
  5. #189 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2558 / 10:47
    ตื่นเต้นกับความเป็นมาของดีทริคมากเลย สุดท้ายนี้ก็มีที่มาที่ไป และ ปริศนาให้รอเฉลยอีกเพียบ 5555+ ทำไมถึงต้องให้ดาบโธมัสไว้กัยอากาเบลด้วยอีกต่างหาก รอติดตามครับ :^)
    #189
    1
    • #189-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:44
      พี่ลูกเกดฝากมาบอกว่าสตรองนะคะนักอ่านทุกท่าน
      #189-1
  6. #188 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2558 / 17:00
    ดีทริคจอมเย็นชาเมื่อไหร่จะรักอากาเบลซักที~~~~~
    #188
    1
    • #188-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:44
      ยังเหลืออีกหลายสิบตอนค่ะ สตรองค่ะสตรอง!
      #188-1
  7. #187 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2558 / 10:23
    อุ๊ว๊าววว ปริศนากำลังจะคลี่คลายแล้วววว >_<

    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ
    #187
    1
    • #187-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:43
      ตื่นเต้นด้วยคนค่ะ ฮา
      #187-1
  8. #186 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (@kaewly) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2558 / 02:27
    ไม่ชอบสตรีที่ทำร้ายแต่เป็นชอบรังแกสตรีที่ชอบแทน
    #186
    1
    • #186-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:43
      ชอบใครก็ยิ่งรังแกคน ๆ นั้น ฮา
      #186-1
  9. #185 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 22:10
    ที่แท้ก้เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อนี่เอง .....เฮ้อสงสารดีทริค แต่ชอบจัง ตอนที่สอนดีทริค ว่าเจ้าจะไม่ไปหลงรักผู้หญิงที่นิยมชทชอบการทำร้ายเจ้าใช่มั้ย 5555 ไม่ทันแล้ว ดีทริครักเบล ไปเต่มๆๆ
    #185
    1
    • #185-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      6 พฤศจิกายน 2558 / 17:43
      สงสัยครอบครัวเบลนเฮล์มเป็น M กันหมด (?)
      #185-1
  10. #183 Orp Atsani (@katsurashii) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 23:52
    ขอบคุนครับ
    #183
    1
    • #183-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      22 ตุลาคม 2558 / 20:05
      ขอบคุณเช่นกันค่า >_<
      #183-1
  11. #182 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 20:01
    ดีทริคดูเหิมเกริมขึ้นทุกวันนะเนี่ย 55 สุดท้ายนี้ก็ -> Agabel x Mathilda ;^)

    รออ่านต่ออย่างใจจดจ่อครับ
    #182
    1
    • #182-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      22 ตุลาคม 2558 / 20:05
      ยังไม่สุดท้ายสักหน่อยค่ะ :>
      #182-1
  12. #180 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 16:30
    ยูริมั้ย!!!! มองอากาเบลกับมาธิลด้าตาปริบๆ 555

    #180
    1
    • #180-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      22 ตุลาคม 2558 / 20:05
      ทางนี้ก็มองสองสาวตาปริบ ๆ ค่ะ ฮาาา
      #180-1
  13. #179 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 16:17
    เอ่ออออ คือว่า แบบว่า รุสึก้หมือนเบล จะ จะ..... คงไม่ำด้ชอบมาทิลด้า ใช่มั้ย พระเจ้า!!! เบล นี่เจ้า ชอบผุหญิงด้วยกัน้หรอ ไม่จริง ดีทริค เสียใจน่ะ
    #179
    1
    • #179-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 24)
      22 ตุลาคม 2558 / 20:04
      เป็นอัศวินต้องสู้ค่ะ อย่าเพิ่งยอมแพ้ (?)
      #179-1