Draconic Chronicle

ตอนที่ 23 : II-23: Quarrelsome Discussion

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 601
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




23



            อากาเบลหันไปมองประตูห้องสลับกับหนังสือปกสีน้ำเงินในมือทุก ๆ นาที หรืออาจจะทุก ๆ วินาที หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนหูไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้า แต่ก็พยายามควบคุมสติให้นิ่งราวกับใจเย็นเป็นที่สุด เธอไล่นิ้วไปแต่ละหน้าซ้ำไปซ้ำมา เพื่อตามหาอะไรก็ตามที่ซุกซ่อนอยู่อย่างสุดความสามารถ


            แลนจ์เป็นคำ ๆ เดียวที่ติดอยู่ในหัวเหมือนภาพของมังกรสีเงินตัวใหญ่น่าเกรงขาม ทำไมถึงมีชื่อของพ่ออยู่ในหนังสือของดีทริคกัน? หากลองคิดในแง่ดี อาจจะมีมนุษย์ที่ใช้ชื่อเดียวกัน แต่เธอไม่สามารถสะบัดพ่อออกไปจากความคิดได้เลยสักนิด


            “ให้ตายสิเด็กสาวโอดครวญขณะเช็ดรอยเหงื่อที่หยดใส่หน้ากระดาษเป็นวงใหญ่ เธอไม่รู้ว่าดีทริคจะโผล่มาตอนไหน ในเมื่อเธอใช้เวลามานานหลายชั่วโมงแล้วในห้องของเขา อีกไม่นานเขาคงจะกลับมา และเจอเธอ ฆ่าเธอ


เธอยอมรับว่าตอนนี้ใจนึงพยายามหักห้ามการตามหาแสนอันตรายนี่ เพราะเกรงว่าเจ้าของห้องจะเปิดเข้ามาเจอ และอนาคตแย่ ๆ อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ เพราะเป็นผลของการกระทำของตัวเองด้วย แต่อีกใจนึงก็แย้งว่าเธอจะต้องหาทางออกทันอย่างแน่นอน ในหนังสือเล่มนี้ต้องมีสิ่งที่เธอกำลังตามหาอยู่


            ข้างนอกมืดแล้ว คบเพลิงสั่นไหวตามแรงลมที่ตีกระทบหน้าต่างอยู่ด้านล่าง อากาเบลกระโดดขึ้นเตียง มือเกาะกรอบไม้ แล้วเอาหน้าแนบกับกระจกหน้าต่าง โชคดีที่ห้องนี้เห็นวิวของทางเดินเชื่อมระหว่างตัวคฤหาสน์อยู่ หากเธอสำรวจทั้งหนังสือและทางเดินนี้ไปพร้อม ๆ กัน เธออาจจะกะเวลาถูกในการวิ่งหนีเจ้าของห้อง


            นั่นไง เงาคนสองสามคนค่อย ๆ โผล่มาจากสุดปลายทางเดิน เธอเดาไม่ออกว่าหนึ่งในนั้นคือดีทริครึเปล่า เพราะทุกเงานั้นยืดยาวจนไม่รู้ว่ามีลักษณะร่างกายจริง ๆ อย่างไรกันแน่ เธอเช็ดฝ้าบนกระจกด้วยแขนเสื้อ พลางพยายามเบิกตากว้าง ๆ เพื่อเพ่ง เงาเหล่านั้นหยุดเป็นระยะ ๆ เพื่อพูดคุยหรืออาจจะชมวิวพายุหิมะก็ไม่รู้


            ทันใดนั้นอากาเบลก็ถอยห่างจากหน้าต่างเมื่อเห็นสีทองสะท้อนเปลวไฟ เธอรีบปิดม่านไว้เหมือนเดิม เพราะสัญชาตญาณส่งเสียงร้องเตือนว่าในเหตุการณ์ประเภทนี้ ดีทริคคงเงยหน้าขึ้นมามองหน้าต่างห้องตัวเองอย่างแน่นอน


            “ซ่อนอยู่ตรงไหนกันวะ?เธอโวยวายกับตัวเอง และย่องเดินกลับไปหน้าเตาผิงเหมือนเดิม ระหว่างนั้นก็เงี่ยหูฟังเสียงข้างนอกห้องไปพร้อม ๆ กัน โชคดีที่ยังไม่มีเสียงสนทนาหรือเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ใกล้เข้ามา—


            ไม่ทันจะได้หยิบหนังสือปกสีน้ำเงินขึ้นมาเปิดดูอีกรอบ ข้างนอกห้องพักก็เกิดความวุ่นวายขึ้น อย่างน้อยคือมีเสียงร้องถามของกิลเบิร์ต (“จะรีบไปไหนน่ะ”) กับเสียงสาวใช้อุทาน เหมือนโดนชน ไม่ก็เพิ่งหลบอย่างกะทันหัน


ประตูห้องขยับบานเปิดฉับพลัน


            เสียงอุทานคำหยาบดังขึ้นเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยหนังสือปกสีน้ำเงินในมือลอยหวือขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะตกลงมาใส่หัวอากาเบลเมื่อเธอไถลตัวหน้าคว่ำไปกับพื้นโครมใหญ่โดยไม่มีจุดประสงค์


            ดีทริคก้าวขาเข้ามาหนึ่งข้าง ก่อนจะสังเกตเห็นเธอนอนคว่ำอยู่บนพื้น อากาเบลหันกลับมามองเขาอย่างตกตะลึง ส่วนเขาก็เลิกคิ้วใส่อย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ดูล่อแหลมเกินไป (กระโปรงของเธอร่นขึ้นมาเหนือเข่า) เขาก็รีบก้าวขาถอยหลังออกไปจากห้อง ก่อนจะปิดประตูใส่ทันที ปล่อยให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสักพัก เขาก็ค่อย ๆ แง้มประตูเปิดเข้ามาอีกรอบ ถึงตอนนั้นอากาเบลก็หยัดกายขึ้นมานั่งแล้ว


            นั่นเองที่ดีทริคเป็นฝ่ายที่นิ่งไป เขาจ้องเขม็งมายังหนังสือปกสีน้ำเงินซึ่งคลุมหัวเธออยู่


อากาเบลรีบลุกเหมือนถูกจับได้ว่าทำผิดกฏข้อร้ายแรง เธอแสร้งโบกหนังสือในมือไปมาเล่น และแกล้งยิ้มกว้างทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่สาบานได้เลยว่ารอยยิ้มของเธอตอนนี้เหมือนคนที่ทำเป็นใจดีสู้เสืออยู่


            “นี่บันทึกรักหรือไงเธอเริ่มปั้นเรื่อง ทั้ง ๆ ที่อยากกระโจนออกนอกหน้าต่างห้องไปเลยแทบแย่ ลายมือเจ้าแย่มากจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจ แค่ข้าเห็นหน้าแรก ข้าก็วางแล้วเธอยักไหล่ แล้วโยนหนังสือให้อีกฝ่าย อ่านไม่ออกสักคำ


            บรรยากาศมาคุตอนนี้ไม่ต่างไปจากช่วงที่พ่อยังอยู่เลย มันอึดอัดชวนขนลุก เป็นช่วงเวลาที่เธอเก็บสีหน้าตื่นกลัวไม่มิด หัวใจของเธอหดลีบ ร่างกายเหมือนย่อส่วน และพ่อก็ดูตัวใหญ่มโหฬาร มีเงาสีดำทะมึนพาดกาย


ดีทริคกำหนังสือในมือแน่น แล้วเขาก็ก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตาม


เวรแล้วหน้าไม้เจ้าสวยดีนี่ อาวุธอัศวินสมัยนี้เหรออากาเบลเปลี่ยนเรื่อง มันต้องโกรธมากแน่ ๆ ในใจเริ่มลนลานระหว่างตรงดิ่งไปยังประตูห้องเพื่อหาทางหนี


เธอยังคงพยายามเหยียดยิ้มเหมือนปกติทุกวันเวลาเจอหน้าอัศวินคู่กรณี แต่เขาคงสังเกตเห็นเหงื่อเม็ดเล็กเม็ดน้อยบนใบหน้าของเธอ ในห้องที่ไม่ได้ร้อนอบอ้าวเหมือนอยู่กลางทะเลทราย เพราะเขาปรายตามองกล่องไม้สีน้ำตาลบนพื้นเสร็จก็ถามเสียงเยือกเย็น อ่านหนังสือของข้าสนุกไหม


            “ข้า…” อากาเบลลากเสียงยาว อ่านไม่ออกด้วยซ้ำ


เจ้าตั้งใจเข้ามาค้นห้องข้าตั้งแต่เช้าจนค่ำ กี่ชั่วโมง?”


การโกหกของเธอห่วยแตกสิ้นดี เด็กสาวจึงกัดลิ้นเพื่อคงความเงียบ ไม่มีแม้แต่คำหยาบหลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอไป แต่ถ้ามีกระจกให้ส่อง เธอคงเห็นว่าตัวเองกำลังหน้าซีดยิ่งกว่าคราวไหน ๆ ในชีวิตร่างมนุษย์เสียอีก เธอจึงกำมือ ปล่อยตกไว้ข้างตัว ก่อนจะตัดสินใจพูดเร็วจี๋ เจ้าซ่อนวิธีแก้พันธสัญญาชีวิตวิธีอื่นเป็นความลับ!”


            ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปปลดกลอนประตูเพื่อรีบบึ่งออกไป ดีทริคก็ใช้หนังสือในมือกั้นระหว่างเธอกับทางออกไว้ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เธอจะชนเขาเต็มแรงตามใจชอบเลยก็ได้ ทว่าเธอกลับขยับขาไม่ออก ลมหายใจติดขัดขึ้นมาซะงั้น เธอพยายามบอกตัวเองให้กลายเป็นมังกร แต่มันก็เป็นได้แค่การตะโกนขอพรที่ไม่มีวันเป็นจริง (สมาธิของเธอแตกกระเจิงไปแล้ว)


            อากาเบลเผลอกัดลิ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อดีทริคใช้สันหนังสือเชยคางเธอให้แหงนหน้ามองเขา


ที่เจ้าทำ มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เขาบอก


            ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง? เธอเหลือบมองหนังสือใต้คางตัวเอง พลางลองขยับถอยห่างทีล่ะคืบ ทว่าก็ต้องเจอทางตันเมื่อแผ่นหลังดันชนกับประตู ยังดีที่ชายหนุ่มไม่ก้าวตามมายืนประชิดด้วย


            “เจ้าถูกจับง่ายเกินไป ทิ้งหลักฐานไว้เต็มไปหมด อาจเพราะเจ้ากำลังต่อสู้กับอัศวินธรรมดา ไม่ใช่ขุนนางหรือกษัตริย์


            “ตอนนี้เจ้าก็พูดเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านกบฏต่อต้านราชวงศ์เชียวนะ เธอพลั้งปากไว


อากาเบลเพิ่งสังเกตเห็นหิมะที่ติดตามเส้นผมสีทองของดีทริค มันกำลังละลายหายไปเพราะความอบอุ่นในห้อง ดุจบางสิ่งภายในของเขาซึ่งกำลังค่อย ๆ พังทลายไปเช่นกัน เพื่อเปิดทางให้กับความดำมืดที่ถูกปิดบังไว้ออกมา เธอกระสับกระส่ายมากซะจนต้องกลืนน้ำลายหลายรอบ


อย่างน้อยก็อย่าทิ้งร่องรอยให้ตามสืบง่ายแบบนี้อีก หากเจ้าไม่ต้องการจะท้าทายในเรื่องที่เจ้าแพ้ราบคาบ


            “งั้นตอนนี้เจ้ากำลังท้าทายราชาอยู่รึเปล่าล่ะ โดยมีข้าเป็นตัวยั่วโมโหอากาเบลเริ่มสู้ แม้ในใจจะพยายามห้ามให้ตัวเองหุบปาก แต่ความวิตกกลับกระตุ้นให้เธอเสแสร้งว่าไม่อ่อนข้อ ไปล้มมันคนเดียวซะไป ข้าไม่สนเรื่องของมนุษย์ด้วยซ้ำ


            “เจ้าดูเป็นมังกรที่ใช้ชีวิตกับอำนาจล้นฟ้ามาตลอด” ดีทริคก้มลงมากระซิบข้างใบหู “ข้ารู้ว่าเจ้าจะสนใจเรื่องของมนุษย์แน่


            อากาเบลผงะหนีเมื่ออีกฝ่ายใช้สันหนังสือแตะริมฝีปากล่างของเธอ ท่าทางถอยกรูดทำให้เขานิ่งไป เหมือนมีแววหงุดหงิดปรากฏขึ้นมา แต่เขาก็กลับไปทำหน้าตายดังเดิม แล้วจ้องตาเธอเขม็ง พอเธอหันหน้าหนี เขาก็ใช้สันหนังสือดันคางเธอให้กลับมาสบตาอีกครั้ง และดุอย่างไม่ชอบใจ เพราะเขากำลังสำรวจสีนัยน์ตาของเธออยู่ว่าเป็นจริงอย่างที่มาธิลด้าบอกหรือไม่


            “เอาหน้าออกไปห่าง ๆ ก่อนสิ” อากาเบลว่า


อันที่จริง เธอยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำเมื่อดีทริคเขยิบออกไปหลายก้าว แต่ก็ยังใช้สันหนังสือขวางกั้นระหว่างเธอกับประตูอยู่ อยู่ ๆ เขาก็กระชับเสื้อทั้ง ๆ ที่ไม่มีรอยยับ และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาให้กลับไปยังคำถามแรกอีกครั้ง เธอจึงสังเกตความหวังปริศนาในน้ำเสียงของเขาได้


สรุปว่าหนังสือข้าสนุกไหม


            “ไม่เลยสักนิด และใครคือว.?”


            เขาหลบตาเธอแทบจะทันที เจ้าเคยเจอเขาแล้ว


            “อะไรนะ?”


            “คงไม่เจอเจ้านั่นไปอีกสักพัก ถ้าทุกอย่างปกติดี


            อากาเบลเหย่งเท้าอยู่กับที่ มือทั้งสองข้างผลัดกำหมัดผลัดคลาย เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเมื่อดีทริคไม่ได้จ้องตาเธอเขม็งอีกต่อไป เขากำลังพิจารณาพื้นห้องนอนอยู่ เธอจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าเหมือนฝีปากให้กลับมาอีกครั้ง แล้วผลักหนังสือไปหาแผ่นอกของเจ้าของทันที


            “ใครคือแลนจ์?เสียงของเธอสั่นเครือจนต้องใช้หลังมือปิดปาก ใคร...เธอเริ่มหอบหายใจหนักขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ เอาแต่เหม่อมองปลายรองเท้าบูทของตัวเอง ใครคือแลนจ์?


            ดีทริคหันขวับ ข้าไม่รู้จัก


            “เจ้าเขียนในหนังสืออากาเบลแย่งหนังสือในมือของเขามาเปิดเพื่อชี้ให้ดู นี่ไง แลนจ์ เห็นไหม หรือตาบอด หา?” เธออยากจะกระแทกหนังสือปิดแล้วโยนลิ่ว แต่ก็เลือกที่จะผ่อนแรงลงขณะงับหนังสือปิด เจ้าเคยเจอพ่อข้ารึไง


            “พ่อของเจ้า?”


            ดีทริคมีสีหน้างงงวยอย่างเหลือเชื่อ ทำเหมือนกับไม่รู้เรื่องในหนังสือเลยแม้แต่นิดเดียว แต่อากาเบลอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป ขาเธอก้าวไปเอง แขนเหวี่ยงไปหาเขา ภายในเสี้ยววินาทีนั้น เขาหลังติดประตูห้องแทน มีหนังสือกระแทกตรงกระดูกไหปลาร้าของเขาเต็ม ๆ จนความเจ็บปวดแล่นแปร๊บมาหาเธอด้วย


แต่นั่นก็แค่เสี้ยววินาที เพราะพริบตาต่อมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นเธอที่เอาหน้าชนกับประตูจนต้องสบถคำหยาบลั่นแทน แขนข้างซ้ายถูกไขว้ไว้ด้านหลังจนไม่สามารถกระดิกกระเดื้องได้ หนังสือปกสีน้ำเงินหล่นกระแทกนิ้วเท้าจนเธอต้องกระเด้งโหยงอยู่กับที่


            “ก็ได้ ๆ!” เธอตะโกนยอมแพ้


เมื่อดีทริคผ่อนแรงที่กักแขนข้างซ้ายไว้ อากาเบลก็โยกหัวไปด้านหลังทันที เธอคงไม่สามารถกระแทกสันจมูกของเขาได้ เนื่องจากความสูงที่ต่างกันเกินไป แต่อย่างน้อยเธอก็กระเหย่งเท้าและโขกกับคางของเขาเต็ม ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลให้รอยฟกช้ำที่ยังไม่หายบริเวณนั้นของทั้งคู่ปวดจี๊ดจนผละไปคนล่ะทิศ


เธอกุมใบหน้าของตัวเองขณะทรุดลงไปนั่งกับพื้น มันเจ็บเสียจนน้ำตาแทบเล็ด กรามปวดร้าวไปหมด ทั้งกะโหลกสั่นสะเทือนอย่างน่าหวาดเสียว เธอลองใช้ลิ้นแตะฟันดูอย่างระมัดระวัง แล้วพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่อาการเจ็บเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าฟันของเธอหลุดทีเดียวเป็นสิบซี่


            ความเจ็บหายไป แทนที่ด้วยอาการชา ก่อนความปวดร้อนจะลดไปทีล่ะนิด อากาเบลพยายามหันไปทุกทิศเพื่อดูว่าดีทริคใช้เวทมนตร์รักษาแผลอย่างไร แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ เขาเพิ่งทรุดตัวนั่งลงบนพื้น มือปิดหน้าแน่น เธอถอนหายใจ ยอมรับตามตรงว่าเธอตื่นตระหนกมากเกินไปจนเผลอท้าทายดีทริคไปอย่างนั้น ถ้าเขาจะใช้ดาบ เธอคงต้องหนีหัวซุกหัวซุน


            ครู่เดียวความเจ็บปวดทั้งหลายก็หายไป ทิ้งไว้เพียงรอยฟกช้ำดังเดิม อากาเบลร้องโอดครวญ พลางใช้มือสัมผัสคางเบา ๆ แล้วปัดผมเปียกซกซึ่งเป็นผลมาจากเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าด้วยความรำคาญใจ ดีทริคลดมือที่กุมใบหน้าของตัวเองลงมาในที่สุด เขาขมวดคิ้วเป็นปม หายใจแรง ตาแดงเล็กน้อย


            “เจ้าไม่รู้เขาขยับปากพูดทีล่ะคำระหว่างลุกขึ้นยืน ว่าหนังสือเล่มนี้มีไว้เพื่อหลอกคนของราชา


            อากาเบลทำหน้าเซ่อ


            “หากมีคนถูกส่งมาเพื่อค้นหาเกี่ยวกับข้า คน ๆ นั้นก็จะเจอหนังสือเล่มนี้ เพราะเห็นว่าข้าพกมันบ่อย ๆเขาพูด พลางชูหนังสือปกสีน้ำเงินขึ้นมา เมื่อได้ข้อมูลพวกนี้ไป ข้าก็จะดูเป็นตัวปัญหาที่อันตรายกว่าเดิมสำหรับมัน ข้าตั้งใจให้เป็นแบบนั้น


            “งั้นเมื่อกี้ เจ้าแกล้งข้า?!


            เธอยกนิ้วชี้หน้าเขา ตกใจจนพูดไม่ออกไปสักพักนึง เมื่อสติกลับมา เธอก็ตวาดคำหยาบใส่ แล้วพุ่งไปผลักไหล่ดีทริคแรง ๆ จนเขาเซไปด้านหลัง ต้องใช้ศอกพิงกับพื้นห้องไว้ จึงยังไม่ล้มลงไปนอนหงาย เธอเห็นว่าเขายังไม่ล้มก็ยกเท้าถีบหน้าอกเขาด้วยแรงพอประมาณ เธอไม่กล้าลงแรงมาก เพราะเกรงว่าอยู่ ๆ เขาจะหักกระดูกข้อเท้าเธอ


            “บันทึกมีไว้เพื่อสร้างความหวาดกลัวดีทริคอธิบายระหว่างใช้หลังมือรับฝ่าเท้าของเด็กสาว และมันก็ทำหน้าที่ได้ดี เจ้ากลัวไม่ใช่รึไง


            “พอ!” อากาเบลแผดเสียงเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย สนุกไปคนเดียวเถอะ ไอ้เวร สุดท้ายก็แค่เรื่องปาหี่


            ดีทริคหยุดยิ้ม พลางดึงข้อศอกที่พิงพื้นออก แล้วนอนราบลงไป ท่าทางคลายเครียดผิดไปจากที่เธอเคยเห็น ปกติแล้วเขาจะยืนตัวตรง นั่งก็ตัวตรง หน้านิ่ง เคร่งขรึม มันทำให้เธอเบื่อหน่ายและวิตกทุกครั้งที่เจอเขา แต่ตอนนี้ มันไม่เป็นเช่นนั้น ราวกับเขาได้ทำลายกำแพงล่องหนทิ้งไป


            “จินตนาการของเจ้าน่าจะบอกได้ว่ามันเป็นเรื่องโกหกจริง ๆ รึเปล่าเขาค่อนขอด


            “หุบปาก อากาเบลขัด แล้วหันหลังมือเพื่อชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางให้ จากนั้นก็กระทืบเท้าเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอฟัง



***



            “มังกรอากาเบลโพล่งขึ้น ข้ามีความรู้เรื่องนี้พอสมควร


            มาธิลด้าโคลงศีรษะอย่างสนใจ หลังจากสามวันแห่งการถามไถ่ถึงความสนใจต่าง ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่อากาเบลยอมตอบคำถามแต่โดยดี ปกติแล้วเธอจะนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ก็พยักหน้า ส่งเสียงอืมในลำคอ หรือตอบส่ง ๆ ทุกครั้งที่มาธิลด้าพยายามชวนคุย อาจเป็นเพราะเธอไม่ต้องการเสี่ยงกลายเป็นตุ๊กตาให้นางเวลานางหมดเรื่องสนทนา


            “มังกร?” มาธิลด้าทบทวน วิเศษไปเลยทีเดียว เจ้ามาจากที่ ๆ ใกล้เคียงกับมังกรหรือจ๊ะ คงได้เรียนรู้มามากมายเลยสินะ?เมื่อเห็นอากาเบลผงกหัวไม่ใส่ใจ นางจึงพูดต่อ ในแอเธลวินมีเรื่องเล่าปรัมปราที่เกี่ยวกับมังกรเยอะแยะเลยทีเดียวล่ะจ้ะ แต่เรื่องที่ดังที่สุดก็คงเป็นเหล่าเทพเจ้าที่มอบพลังไฟให้แก่มังกร ลองจินตนาการดูแล้วก็น่าหวาดเสียวใช่ไหมล่ะจ๊ะ


            “ไม่ถูกอากาเบลพูด มังกรก็มีเทพเจ้าของตัวเอง แล้วทำไมต้องมาพึ่งพาเทพเจ้าของมนุษย์ด้วยล่ะ?


            มาธิลด้าเหลือบมองเพดานอย่างพินิจพิเคราะห์ ก็ถูกของเจ้า แล้วเทพเจ้าของมังกรที่ว่าคืออะไรหรือจ๊ะ


            “ก็กษัตริย์นั่นแหละ


            “ปกครองแบบเดียวกับพวกเราน่ะหรือนางถาม พลางขยับเข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วสัมผัสเรือนผมของอากาเบลอย่างเบามือ เจ้าไม่รำคาญผมของตัวเองบ้างเลยหรือ ข้าขออนุญาตได้ไหมจ๊ะ


            พูดเสร็จนางก็คว้าหวีไม้มาหวีผมทันที อากาเบลปฏิเสธไม่ทัน หรือต่อให้ต่อต้านตอนนี้ก็ไม่เกิดผล วันก่อน ๆ ก็เป็นแบบนี้ เธอจึงเลือกปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไปตามมีตามเกิด อย่างไรเสีย มาธิลด้าก็เบามือมาก ๆ และไม่ได้แตะต้องเรือนผมของเธอไปมากกว่าการดูแลบำรุง (นี่ยังไม่รำคาญเท่าโดนจับสวมชุดกระโปรงของนาง)


            “เจ้าจะสนใจของพวกนี้รึไงอากาเบลถาม ได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มกว้างกับดวงตาเป็นประกายของมาธิลด้า ก็ได้ ราชามังกรมีสิบรุ่น และราชวงศ์ก็ล่มสลายไปเป็นพันปีแล้ว ว่ากันว่ารุ่นที่สิบแข็งแกร่งที่สุด ท่านมีลมหายใจเป็นเปลวเพลิงสีฟ้า


            “ไฟสีฟ้า? คงอันตรายและน่ากลัวกว่าไฟสีส้มธรรมดาสินะ?


            “แน่นอนเธอตอบอย่างไม่มั่นใจนัก เพราะความจริงแล้ว พ่อก็ไม่ได้รู้เกี่ยวกับตำนานเหล่านี้ไปมากกว่ามังกรตัวใด และท่านก็ยังมีเกล็ดสีดำนิลทั้งตัวอีกด้วย ดังนั้น ราชามังกรจึงเปรียบเสมือนทั้งพระเจ้าและเทพเจ้าของมังกรเธอเผลอยิ้มอย่างลืมตัว ราชามังกรแข็งแกร่ง เพทราดี... มังกรมีเกล็ดที่เหลือก็แข็งแกร่งเหมือนกัน เพราะพวกเรา…” เธอกระแอมไอเสียงดัง เพราะเพทราดีเป็นพรที่ราชามังกรมอบให้แก่โลกใบนี้


            ระหว่างนั้นมาธิลด้าค่อย ๆ รวบผมของเธอออกเป็นสองฝั่งข้างหน้า


            “เพทราดีมีพละกำลัง ไม่เหมือนกับพวกกีออส พวกไร้เกล็ด พวกนี้อ่อนแอ ถูกมนุษย์ฆ่าง่าย แถมยังเผาผลาญทรัพยากรสำหรับมังกรกันเองไปเป็นว่าเล่นอากาเบลพยายามสะกดอารมณ์เดือดดาล มันก็เลยเป็นหน้าที่ของเพทราดีที่จะต้องคอยปกครองควบคุม นั่นก็หน้าที่ที่ราชามังกรมอบให้ ยังดีที่พวกกีออสโง่พอไม่ขัดขืน ทุกอย่างก็เลยง่ายขึ้นเยอะ


            “ฟังดูน่าเกรงขามกว่าที่ข้าเคยจินตนาการไว้เสียอีกนะ


            “แน่สิ มังกรเก่าแก่กว่ามนุษย์ตั้งเท่าไร อยู่มาก่อนเป็นพัน ๆ ปีเธอตอกย้ำ ความภาคภูมิใจเอ่อล้น มนุษย์ฆ่าเพทราดีไม่ได้หรอกนะ เพราะมังกรคือสิ่งมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนี้แล้วไม่ใช่รึไง สิ่งมีชีวิตไหน ๆ ก็ไม่สามารถเทียมทัดได้


            “ข้าล่ะสงสัยยิ่งนักว่าจะหาข้อมูลพวกนี้มาจากมังกรได้อย่างไร หมายความว่ามังกรก็มีภาษาหรือรู้การวาดเขียนหรือจ๊ะ ข้าทราบว่าอารยธรรมโบราณหลายพันปีก่อนมีการใช้ภาพเป็นภาษา แต่มังกรใช้วิธีไหนในการสื่อสารกับมนุษย์หรือ


            อากาเบลสำลักน้ำลายทันที แก้มของเธอแดงเรื่อเหมือนถูกจับได้จัง ๆ ว่าทำผิด เธอจึงรีบคิดคำอธิบายมั่ว ๆ ขึ้นมา ก็... ตีความจากพวกภาพวาด หรือตัวอักษรตามผนังถ้ำ... ไม่ก็ตามหินเอา


            “โอ้...”


เธอแสร้งเชิดหน้าเพื่อปกปิดท่าทางตื่น ๆ ของตัวเอง ไม่มีอะไรยืนยันว่าที่ข้าเล่าไปถูกต้องหมดหรอก อย่างไงมนุษย์ก็โง่กว่ามังกรตั้งเยอะ ใช่ไหมล่ะเธอรีบพูดเสริมสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง ก็มังกรบินได้


            “จริงสิ พูดถึงเรื่องการบิน ข้ามีความฝันว่าอยากลองขี่มังกรขณะบินบนท้องฟ้ามาตั้งแต่เด็กแล้วจ้ะ มังกรจะบินได้สูงขนาดไหนเชียวนะ อา... ต้องขออภัยด้วยนะจ๊ะหากข้าพูดอะไรแปลก ๆ ออกไปมาธิลด้ารีบแก้ตัว


            “สูงอากาเบลตอบ ยิ่งกว่ายอดภูเขา


ความโหยหาถึงอิสรภาพผุดขึ้นมา วิวของมหาสมุทร ผืนป่า และเทือกเขาปรากฏในมโนทัศน์ ชัดแจ้งจนเหมือนมีสายลมกำลังปะทะใบหน้าในเวลานี้อยู่จริง ๆ


เธอเหม่อมองพื้นที่มีเงาไฟขยับอยู่ตลอดเวลา และลดเสียงลงจนเหมือนพูดกับตัวเอง เจ้าจะบินไปที่ไหนก็ได้ตามที่ร่างกายเอื้ออำนวย จะโฉบลงมาจากฟ้า พุ่งใส่ท้องทะเล แหวกหว่ายกับฝูงปลา หรือหลอกล่อพวกสัตว์ป่า เจ้าทำได้หมด


            มาธิลด้ามัดผมต่ำหลวม ๆ ให้เธอสองข้าง นางจัดให้มันพิงตรงไหล่ แล้วเอื้อมมือไปปัดเส้นผมปรกหน้าผากให้อยู่ในสภาพที่ไม่รกหรือปิดตาจนหมด จากนั้นจึงทัดผมส่วนหนึ่งที่ข้างหูให้ แล้วนางก็ถอยออกมาเชยชมผลงานของตัวเอง ทีนี้ สวมชุดกระโปรงดี ๆ สักชุด เจ้าก็จะกลายเป็นเจ้าสาวของมังกรได้เต็มตัวแล้วจ้ะ


            “เจ้าสาว? ไม่เอา


            นางหัวเราะเสียงใส แล้วกุมมือของอากาเบลเอาไว้ เกิดความเงียบขึ้นมาฉับพลันเมื่อจู่ ๆ นางก็นิ่งไป สักพักหนึ่งนางก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยความมุ่งมั่นน่าเอ็นดู ข้าพูดจริง ๆ นะจ๊ะ อากาเบล เจ้าไม่ชอบการทำนายทายทักหรือ จะสาวเล็กสาวใหญ่ก็ชอบกันทั้งนั้นแหละจ้ะ ข้ายังเคยถูกทำนายว่าจะแต่งงานทุก ๆ ห้าปีเลยตั้งแต่เด็ก


            “ไม่ อากาเบลจะชักมือกลับ


            “ทำไมหรือจ๊ะ อย่าเพิ่งรีบโยนโอกาสทิ้งไปสิ เจ้าไม่อยากเจอว่าที่เจ้าบ่าวหรือจ๊ะ


            “ข้าไม่สน


            “แต่เขาจะเป็นคู่ชีวิตของเจ้านะมาธิลด้าหัวเราะคิกคัก


            “น่าขยะแขยง


            “เจ้าแค่ยังไม่สนใจเพราะตอนนี้เจ้านายของเจ้าก็เพียงพอแล้วใช่ไหมจ๊ะนางถามทีเล่นทีจริง เมื่อเห็นอากาเบลยังกอดอกไม่สนใจอยู่ นางจึงไหล่ตกเล็กน้อย ยิ่งทำให้ดูน่ารักน่าทะนุถนอม เจ้าไม่สนใจจริง ๆ หรือจ๊ะ


นั่นไม่ใช่คำทำนายที่ข้าอยากรู้


            “งั้นคำทำนายแบบไหนล่ะ?


            อากาเบลใช้เวลาคิดสักพักหนึ่ง ก่อนจะตอบ ความปรารถนาอันดับหนึ่งของข้าจะสำเร็จไหม


            คำถามดังกล่าวดูจะเหนือความคาดหมายของมาธิลด้าไปหน่อย นางเผยอริมฝีปากค้าง แล้วก็นั่งนิ่งไม่ไหวติงไปชั่วขณะเนื่องจากงุนงงจัด เมื่อนางตั้งสติได้ก็หลับตาลง พลางพึมพำกับตัวเองประหนึ่งกำลังทำนายดูดวงอยู่จริง ๆ สำเร็จแน่นอนสิจ๊ะ ก็ความปรารถนาของเจ้าคือการเป็นอัศวินไม่ใช่หรือ


            ไม่มีประโยชน์ที่จะบอกจุดประสงค์หลักของตัวเองออกไปตรง ๆ ว่า ข้าอยากทำลายพันธสัญญาชีวิต และจัดการดีทริค เบลนเฮล์มด้วย (ถ้าเป็นไปได้) เพราะคงมีแต่ปัญหาเข้ามาแน่ ๆ ต่อให้มาธิลด้าดูจะไม่ใช่คนที่ชื่นชอบการแพร่ข่าวก็ตาม อากาเบลจึงทำเป็นยักไหล่ เหมือนว่ามาธิลด้าทายถูกเผง นางจึงยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นให้


            “เจ้าจะได้เป็นอัศวินเชียวนางพูด แล้วเจ้าก็จะได้ประลองกับอัศวินเก่งกาจมากมายเลยสินะจ๊ะ?


            “คงจะเป็นอย่างงั้น


            “อย่างน้อยเจ้าก็จะได้ประลองกับสักคนอย่างแน่นอนจ้ะนางหันไปมองหน้าต่าง เมื่อเจ้าเจออัศวินที่มีฝีมือยอดเยี่ยมกว่า จนเจ้ารู้ว่าไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยทักษะการต่อสู้ อัศวินผู้นั้นก็ยังมีจุดอ่อนอื่นอีกนะจ๊ะ จุดอ่อนที่ชัดเจน


“จุดอ่อน?”


ใช่จ้ะ บางทีอัศวินผู้นั้นอาจจะบอกเจ้าเองด้วยซ้ำว่าจุดอ่อนของเขาคืออะไร แต่มันจะชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างที่เจ้าไม่สามารถปฏิเสธได้เลยล่ะจ้ะ ต่อจากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเอาชนะเขาอีกแล้ว


            ราวกับทั้งห้องหนาวเหน็บขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ อากาเบลสบตามาธิลด้าที่หันมายิ้มหวานให้ด้วยความฉงน บทสนทนาของนางที่เริ่มกลายเป็นเสียงกระซิบยิ่งทำให้เธอขยับแขนขาไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อนางเอื้อมมากุมมืออีกครั้ง ถึงกระนั้น มันก็เต็มไปด้วยความน่าสนใจของความลึกลับบางอย่าง เธอจึงยังไม่กระชากมือของตัวเองออกมา


            “ไมลอร์ดเคยพาข้าไปดูการประลองของอัศวินจ้ะ พวกเขาลงมือสังหารกันจริง ๆ ผู้ชนะจะได้ทั้งอาวุธ เสื้อเกราะ และม้าของผู้แพ้ มันเป็นการต่อสู้แห่งเกียรติยศ น่ากลัวสำหรับข้าเหลือเกินจ้ะ แต่คงน่าตื่นเต้นสำหรับพวกผู้ชายมาธิลด้าพูด ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาที่เจ้าจะต้องประลอง ต่อให้เจ้าเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิง ทางเลือกของเจ้าก็จะมีแค่อยู่หรือตาย และอัศวินผู้นั้นก็คงไม่ลังเลที่จะฆ่าเจ้าเพื่อตัวเขาเอง เหมือนอย่างที่เจ้าจะไม่ลังเลหากมีโอกาส... ไม่สิ...


            อยู่ ๆ นางก็ขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก แต่ไม่ทันจะได้พูดต่อ ประตูห้องก็เปิดผ่างเข้ามาเสียก่อน ต้นตอคือเด็กหนุ่มวัยประมาณสิบเก้าปีซึ่งชะเง้อหน้าเข้ามามองอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เขามีผมหยักศกสั้นสีแดงออกน้ำตาล ผิวขาวพอ ๆ กับมาธิลด้า บริเวณแก้มและจมูกเต็มไปด้วยกระที่สามารถเห็นได้ชัด เขากำลังยกกระเป๋าใบใหญ่ใบหนึ่งเข้ามาวางไว้ข้าง ๆ เก้าอี้ไม้ อากาเบลหรี่ตาจ้องสักพักก็นึกออกว่าเขาอยู่ในสนามต่อสู้ใต้ดินเมื่อวานเช่นกัน


            “ฟอร์เรสต์!” มาธิลด้าเรียก ก่อนจะปล่อยมืออากาเบล ไมลอร์ดกลับมาแล้วหรือพอเขาพยักหน้าเป็นการคำตอบด้วยท่าทางเขินอาย นางก็ยิ่งยิ้มกว้าง แล้วแนะนำเขาให้อากาเบลรู้จัก นี่คือเบอร์นาร์ด ฟอร์เรสต์จ้ะ เขาเป็นเพื่อนของข้าเอง ถึงเขาจะชอบทำตัวห่างเหินก็เถอะ! เราวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่สมัยข้ายังอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลลาเบลล์น่ะจ้ะ


            “เพราะท่านมียศเป็นถึงเคาน์เตสต่างหากขอรับ…”


            ใบหน้าของมาธิลด้าฉายความเจ็บปวดแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดังเดิม ฟอร์เรสต์ก้มหัวให้ แล้วเดินถอยหลังออกจากห้องไป เมื่อประตูไม้ปิดสนิท นางก็ไหล่ตก พอรู้ตัวว่ามีอีกคนอยู่ในห้องด้วย นางก็รีบหันมาส่งยิ้มเหนื่อยอ่อนให้อากาเบล ทั้งสองจึงนั่งพูดคุยกันต่ออีกสักพักใหญ่ กระทั่งความมืดโรยราจนวิวข้างนอกหน้าต่างมืดมิด


            “ตายแล้ว ดึกขนาดนี้เชียวหรือ” มาธิลด้าอุทาน “ลืมอาหารเย็นไปเสียสนิทเลย”


            นางขอโทษขอโพยเรื่องอาหาร (ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหา เพราะอากาเบลไปค้นในครัวเล็กเองได้) จากนั้นจึงเดินไปส่งอากาเบลที่หน้าห้องพักตระกูลเซลี่ ระหว่างนั้นนางชวนคุยถึงความเป็นอยู่ของไพร่ในเมืองคาลีซช์แม้บานประตูห้องจะถูกเปิดอ้ากว้างไว้อยู่ก็ตาม นางบอกว่าได้ไปร่วมงานเลี้ยงของเจ้าชายที่คฤหาสน์แถวนั้นมา แต่ไม่มีโอกาสออกไปเยี่ยมชมข้างนอกเลย


จู่ ๆ นางก็มองผ่านอากาเบลไปข้างนอกห้องพักราวกับถูกสะกดจิต


            นั่นเป็นครั้งแรกที่อากาเบลได้เจอกับเอิร์ลริชาร์ด เซลี่–สามีของมาธิลด้า ชายวัยกลางคนตัวใหญ่ท้วม หนวดเคราแซมขาวโกนสั้น เขาหน้าแดงก่ำ แม้แต่ปลายจมูกตะคุ้มก็ยังเป็นสีแดง เขาเหมือนเพิ่งซดเหล้าแรงจัดมาเป็นขวด ๆ เพราะบริเวณกระดุมเสื้อมีคราบกระเซ็นใส่ และมือก็เพิ่งปล่อยถ้วยแก้วทิ้งกับพื้น ทันทีที่เขาสบตามาธิลด้า เท้าก็ก้าวฉับตรงมา


มันไม่ได้เข้ามาในห้องใช่ไหม ฟอร์เรสต์น่ะ? ข้าดันสั่งไม่ทันเจ้าชายกิลเบิร์ตเขาพูดงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนจะบีบแขนมาธิลด้าจนนางร้องเสียงหลงเจ้าดูมีความสุขดีนี่ ข้าเคยเตือนแล้วไม่ใช่รึไงว่าอย่าไปกลิ้งเกลือกกับพวกไร้ตระกูล


            “ไม่ใช่พวกไร้ตระกูลเจ้าค่ะ ฟอร์เรสต์เป็นเพื่อนสนิทของข้า ไมลอร์ด


            นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรจะได้ยินเลยสักนิด แต่อากาเบลที่ตอนแรกเดินแยกมาหลบมุมก็ยังแอบฟังอยู่หลังเสา เธอเหลือบมองสีหน้าโกรธจัดของเอิร์ลริชาร์ด เขาหายใจหนักหน่วง และยิ่งกำแขนเล็ก ๆ ของมาธิลด้าจนแขนเสื้อตรงนั้นยับยู่ยี่ นางเบ้าตาแดงผ่าว พลางพยายามใช้อีกมือแกะแขนที่แข็งแรงราวกับเหล็กของเอิร์ลริชาร์ดออก แต่นางก็ไม่ประสบความสำเร็จ


อากาเบลชาวาบไปทั้งตัว ทำไมภาพเหตุการณ์ตรงหน้าช่างคลับคล้ายกับบางอย่างที่เธอเคยเห็นมาก่อนกัน?


            “แล้วนี่เจ้ายังไปทำตัวสนิทสนมกับนังเด็กนั่นอีก ใคร ๆ ก็ลือกันว่ามันเป็นแม่มด เจ้ารู้รึเปล่าว่ามันเป็นศิษย์ของฟอร์เซเคนน่ะ? ที่เจ้าทำมันหมายความว่าอย่างไง จะให้ข้าถูกราชาหมายหัวไปอีกคนหรือ!” ริชาร์ดตวาด “มาธิลด้า ตอบมาซิ!


            “หากท่านสร่างเมาสักนิด ท่านก็จะระลึกได้ว่าดยุคอัลฟองเซ่ให้การสนับสนุนข้าเจ้าค่ะมาธิลด้าโต้เสียงต่ำ ท่านทราบดีใช่ไหมเจ้าคะ ว่าพระเจ้าชาร์ลส์จะไม่ทำอะไรหากยังมีรัชทายาทอยู่


            “ใครสั่งใครสอนให้เจ้ากล้าเถียงข้ากัน? ตระกูลลาเบลล์สอนลูกสาวให้ทำตัวอย่างนี้รึ!”


            ความโกรธไร้สาเหตุผุดขึ้นมา อากาเบลจึงขยับปลายเท้า เป็นวินาทีเดียวกันกับที่มาธิลด้าหันมาสั่นหัวเป็นการปฏิเสธไม่ให้เข้ามายุ่ง นางส่งยิ้มขมขื่นให้ ก่อนจะถูกกระชากเข้าไปในห้องเหมือนกิ่งไม้บอบบาง ตามมาด้วยเสียงประตูกระแทกโครม


            อากาเบลเดินกำหมัดตลอดทางกลับไปยังห้องพักของตัวเอง ความคิดส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับฉากทะเลาะวิวาทเมื่อครู่ เธอจึงเปิดประตู ปิดประตู ลงกลอน เดินชนเก้าอี้ แล้วล้มลงไปนอนบนเตียงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเต็ม ๆ ในที่สุดเธอก็ตามหาสาเหตุของโทสะก่อนหน้านี้เจอ เป็นเพราะความคล้ายเหตุการณ์ของมาธิลด้าเหมือนกับตอนที่พ่อยังอยู่


ตอนนั้นแม่ก็ไม่สามารถโต้เถียงพ่อได้ นางอ่อนแอ ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ มาธิลด้าก็เช่นกัน นางคิดอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าหากเอ่ยปากขอหรือร้องตะโกน อากาเบลก็จะพุ่งเข้าไปห้ามได้ และริชาร์ดคงหลับไม่ตื่นไปอีกหลายชั่วโมง แค่นั้นเอง แต่มาธิลด้าก็ไม่ทำ แถมยังแสดงท่าทีว่าไม่อยากให้เข้าไปยุ่งอีก


            “ช่างหัวมนุษย์มันสิอากาเบลพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะข่มตาหลับ


            เธอพยายามคิดถึงเรื่องอื่นเพื่อลบความว้าวุ่นทิ้งไป ไม่ว่าจะเป็นการย้อนนึกไปยังครั้งที่ตัวเองบินได้ หรือการจินตนาการถึงวิธีจัดการดีทริคให้สะใจที่สุด แต่ไม่มีอะไรเลยที่ช่วย สุดท้ายเธอก็นอนหลับหลังเที่ยงคืนเลยผ่านไปแล้ว และเมื่อถึงเช้าวันต่อมา เธอตัดสินใจถามมาธิลด้าถึงสาเหตุว่าทำไมนางถึงไม่ให้เข้าไปช่วย คำตอบนั้นไม่ต่างไปจากสิ่งที่แม่เคยตอบ


เพราะมันไม่คุ้มค่าอยู่แล้วที่จะมีปัญหากับคนที่เธอสู้ไม่ได้ – คนที่สามารถฆ่าเธอได้โดยไม่ต้องออกแรง




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #922 คุณลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 21:35
    น่าสงสารผญสมัยก่อน ต้องอยู่แบบไม่มี-ง
    เรายังไม่เชื่อใจดีทริคสักเท่าไฟร่ พ่อคนเจ้าแผนการ จะหลอกคนอ่านกะหลอกอากาเบลอีหหรือเปล่า ว.คือใคร และแลนจ์คือใครกันแน่
    #922
    0
  2. #781 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:36
    จริง ๆ ชอบมาทิลด้านะคะ เป็นคนดีมาก
    ไม่น่าเลยที่ถูกแต่งงานการเมืองกับคนแบบนี้
    เฮ้อ ความรุนแรงในครอบครัว
    ภาพซ้อนเนอะ
    #781
    0
  3. #218 Elfea (@venelin) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 19:56
    ดีทริคเป็นพวกสองบุคลิกเหรอ ว.ที่พูดถึงน่ะ
    #218
    1
    • #218-1 p4rew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      31 ธันวาคม 2558 / 02:39
      เดี๋ยวรอบทเฉลยตอนท้าย ๆ เรื่องค่า อิ___อิ
      #218-1
  4. #178 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 11:34
    อากาเบลจะทำยังไงต่อ จะนิ่งเฉยเหมือนตอนของพ่อแม่ตน หรือจะเปลี่ยนแปลง
    เริ่มสนุกน่าลุ้นเรื่อยๆ ภาษาดูอ่านง่ายกว่าตอนแรกๆ ติดตามอ่านอยู่นะ อัพเร็วด้วยยยย
    #178
    1
    • #178-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      17 ตุลาคม 2558 / 15:13
      ดีใจที่ภาษาดูอ่านง่ายขึ้น ;w; ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #178-1
  5. #177 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 22:33
    สำหรับ 50% นี้ สนุกกับความสดใสในบทสนทนาของอากาเบลกับมาธิลด้า ตลกที่อากาเบลไม่เคยเปิดอกกับใครแต่กลับมาหุบปากไม่อยู่กับเจ้าหญิงสาวสวย ( ͡~ ͜ʖ ͡°)ทั้งคู่ต่างกันราวฟ้ากับเหวแต่ก็เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างของกันและกัน นางฟ้ากับคนป่าชัด ๆ 555+ แต่สุดท้ายแล้วก็ปรี๊ดขึ้นมากับไอขี้เมาอีกตัว (ที่ไม่ใช่มังกร) อากาเบลต้องรู้ตัวได้แล้วนะครับว่าต้องการอะไรจากใจจริง เช่น โยนริชาร์ดออกนอกหน้าต่าง เป็นต้น น่าสงสารมาธิลด้า ก็เป็นแค่อีกคนที่ติดอยู่ในวังเวียนแย่ ๆ นี่ รออ่านครับ
    #177
    1
    • #177-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      17 ตุลาคม 2558 / 15:13
      เลิกด่าอากาเบลได้แล้วค่ะ กรี๊ดดดดดด
      #177-1
  6. #176 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 12:46
    สงสารมาธิลด้าแหะ
    #176
    1
    • #176-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      17 ตุลาคม 2558 / 15:12
      นางเพิ่งอายุได้สิบหกปีเอง ;w; ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #176-1
  7. #175 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2558 / 16:07
    อากาเบลสู้ๆนะ ฮึก~
    #175
    1
    • #175-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      17 ตุลาคม 2558 / 15:12
      ทางนี้ก็เชียร์ให้สู้ ๆ เช่นกันค่ะ (?) ฮา ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #175-1
  8. #174 Orp Atsani (@katsurashii) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2558 / 14:42
    ขอบคุณมากครับสนุกมาก
    #174
    1
    • #174-1 parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      17 ตุลาคม 2558 / 15:12
      ขอบคุณมาก ๆ เช่นกันค่า
      #174-1
  9. #173 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 23:36
    อากาเบลน่าสงสารจริง โดนปั่นหัวหมุนอีกแล้ว ถึงแม้ตอนแรกดีทริคจะดูน่ากลัวเอาการจริง ๆ ก็เถอะ แต่ได้เห็นด้านที่เล่นสนุก (กับบันทึกจิต ๆ =..=) ของดีทริคบ้างก็ทำให้อะไร ๆ ดูเบาขึ้นนะครับ ดูเหมือนปริศนาในบันทึกจะไม่มีอะไรคืบหน้าเลยนะนี่ เว้นแต่ว่าเคยเจอ ว. แล้วเหรอ งงครับ เอาเป็นว่ามาต่อยิ่งเร็วได้ยิ่งดีนะครับ ค้าง ค้าง :D
    #173
    1
    • #173-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      11 ตุลาคม 2558 / 12:10
      ขอบคุณมากค่า
      #173-1
  10. #171 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2558 / 14:50
    แอบจิ้นทริคเบล เมื่อไหร่ดีทริคจะหลงเสน่ห์อันหยาบคายของอากาเบลซักที ลุ้นยันตัวโก่งแล้ววว.
    #171
    1
    • #171-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      11 ตุลาคม 2558 / 12:10
      "เสน่ห์อันหยาบคาย" ฮาาาาาา
      #171-1
  11. #170 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 21:00
    แอบลุ้นค่ะ ตอนที่ ดีทริคเอาสันหนังสือเชยคางอากาเบลขึ้น นึกว่าจะเห้นฉากจูจุ้บ ซะแล้วววว นึกว่าเบลมานหลอมน้ำแข้งได้แล้วซะอีก เฮ้ออออออออ แล้วเมื่อไหร่จะรักกันสักที...... แต่มีงง ตอนที่เบลมานไถลตัว แล้วหนังสือ หล่นใส่ เบล หนีจนตื่นเต้นเลยเผลอลื่น หรือดีทริค รุว่ามีคนยุในห้อง เลยใช้เวทมนต์ แต่ก้สนุกมากค่ะ สู้ๆๆๆ
    #170
    0
  12. #169 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (@kaewly) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 20:50
    โอ๊ย อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกเหมือนดูคู่รักSMยังไงก็ไม่รู้สิ
    อ่านไปเจ็บไป ไรท์บรรยายได้ดีมาก
    ขอให้คะแนนสอบออกมาดีดีนะคะ
    #169
    1
    • #169-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      11 ตุลาคม 2558 / 12:09
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า คู่ sm จริง ๆ ด้วย ฮาาาา
      #169-1
  13. #168 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 20:48
    แอบลุ้นค่ะ ตอนที่ ดีทริคเอาสันหนังสือเชยคางอากาเบลขึ้น นึกว่าจะเห้นฉากจูจุ้บ ซะแล้วววว นึกว่าเบลมานหลอมน้ำแข้งได้แล้วซะอีก เฮ้ออออออออ แล้วเมื่อไหร่จะรักกันสักที...... แต่มีงง ตอนที่เบลมานไถลตัว แล้วหนังสือ หล่นใส่ เบล หนีจนตื่นเต้นเลยเผลอลื่น หรือดีทริค รุว่ามีคนยุในห้อง เลยใช้เวทมนต์ แต่ก้สนุกมากค่ะ สู้ๆๆๆ
    #168
    1
    • #168-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      11 ตุลาคม 2558 / 12:09
      ใคร ๆ ก็อยากเห็นอากาเบลเจ็บตัว (ฮา)
      #168-1
  14. #167 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 19:38
    โอ้วววว ยังมองไม่เห็นวี่แววที่1คน1มังกรจะรักกันได้เลยแหะ 555

    เจอกันแต่ละทีก็ซัดกันทุกที 

    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆค่ะ

    ขอให้ผลสอบผ่านฉลุยนะคะ



    #167
    1
    • #167-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 23)
      11 ตุลาคม 2558 / 12:09
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า คู่ sm ก็อย่างนี้แหละค่ะ (?)
      #167-1