Draconic Chronicle

ตอนที่ 22 : II-22: Unveiled W.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 604
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




22



            ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อกิลเบิร์ตทำท่าโงนเงนจะตกจากหลังม้า อากาเบลเห็นดังนั้นก็อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป เธอพ่นทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งกลืนลงคอใส่ดีทริคทันที บางส่วนโดนใบหน้าเขาโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจด้วย เขาจะหล่นจากหลังม้าเสียเอง เพราะเธอเกาะตัวเขาแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองตก


"มีแต่กลิ่นเหล้า" เขางึมงำใต้ลมหายใจอย่างหงุดหงิด แม้จะเสียงเบามาก แต่เธอก็ยังได้ยินเพราะใกล้หู


บรรดาอัศวินกับคนรับใช้พุ่งมาช่วยเหลือกิลเบิร์ตกับเธอพัลวน กลายเป็นสถานการณ์เสียงดังและเร่งรีบไปแทบจะทันใด อากาเบลตาลายในขณะที่โกร่งคอ จะอ้วกอีกรอบ แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เธอกำแขนดีทริคซะแน่นจนจะกลายเป็นจิกระหว่างที่เขาดันหลังเธอให้นั่งม้าด้วยท่าปกติ เพียงครู่เดียวเธอก็กลับมาทรงตัวได้ดังเดิม จึงรีบคลายมือมาปาดคราบอาเจียนที่ปากด้วยความขยะแขยง


ข้าทนกลิ่นนี่ไม่ไหวแล้วกิลเบิร์ตโวยวายเสียงอ่อย ข้าจะ...” แล้วเขาก็อ้วกใส่อัศวินผู้หนึ่งที่ผงะถอยหลังอีกรอบ


กว่าเหตุการณ์จะสงบนั้นใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการดูแลกิลเบิร์ตที่โอดโอยแล้วโอดโอยเล่า ("ตาย ตาย ภาพลักษณ์ข้า" เขาร้อง พยายามสุดชีวิตในการกู้คืนความเป็นเจ้าชายกลับมาโดยการยืดกาย ทำหน้าให้สุขุมที่สุด แต่เขาล้มเหลวสิ้นดี)


ถึงตอนนั้นแล้ว คณะเดินทางก็มาถึงพระราชวังกลางเมืองลูบลินาในที่สุด กิลเบิร์ตแทบจะวิ่งหนีเข้าคฤหาสน์ไปเมื่อขบวนหยุด นอกจากนั้นคือราล์ฟที่ทำหน้าบึ้งขณะถูมือตัวเอง เขาบ่นใส่อากาเบลซ้ำแล้วซ้ำเล่า (และเผลอพาลใส่บรรดาคนรับใช้ที่วิ่งวุ่นด้วย) เธอเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่บางครั้งก็เผลอหลุดขำ ทำให้ราล์ฟยิ่งต้องบ่นเพิ่ม


เธอมองดีทริคแวบเดียวเท่านั้นตอนที่ลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเหยาะ ๆ ตามราล์ฟไป เขาไม่เหลือสภาพอัศวินในชุดดำน่าเกรงขามอีก เพราะมีอ้วกสีเหลืองชวนขย้อนอยู่เต็มตัว และแน่นอน เขากำลังจ้องเธอที่แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ราวกับอยากจะพุ่งมาแทงดาบใส่เธออย่างไงอย่างงั้น


ภายในพระราชวังไม่ต่างไปจากปราสาทของกิลเบิร์ตในเมืองคาลีซช์ (ยกเว้นแต่สถาปัตยกรรมที่เน้นหลังคาทรงแหลม คล้ายกับกำแพงบีบเข้าหากันให้มีขนาดเล็ก) โดยเฉพาะกลางห้องโถงซึ่งติดรูปวาดของพระเจ้าชาร์ลส์ครึ่งตัวขนาดใหญ่ และการตกแต่งด้วยดอกไม้สวยงามที่ส่งกลิ่นฟุ้งทั่วทุกบริเวณ ซึ่งเธอเดาว่าสำหรับกิลเบิร์ต—


            เพียงไม่กี่วินาที หรืออาจจะนานเป็นนาที อากาเบลนิ่งชะงักไป ร่างกายเบาหวิวราวกับกำลังล่องลอยอยู่กลางน้ำ ในโถงทางเดินของพระราชวัง และรูปวาดของพระเจ้าชาร์ลส์ตรงหน้า เธอเคยมา – ไม่ใช่เธอ – เจ้าของความทรงจำปริศนาต่างหาก คน ๆ นั้นเคยมาที่นี่


ภาพของความทรงจำปรากฏขึ้นมา บุคคลปริศนายืนอยู่หน้ารูปวาดนี้ กำลังคุยกับตัวราชาด้วยเสียงอันนิ่งเรียบ


            ฝ่าบาท ทางชายแดนฝั่งตะวันตกมีมังกรชอบมาอาละวาด เป็นคำเล่าลือและการพบเจอที่ใคร ๆ ก็ได้ยินพะย่ะค่ะ ดังนั้น กระหม่อมจึงมีความคิดว่าเราควรจะส่งเด็กคนนั้น... เบลนเฮล์มพะย่ะค่ะ เราควรจะส่งเขาไปที่นั่น เพราะหากเขาถูกมังกรฆ่าตาย ก็จะไม่มีใครตะขิดตะขวงกับเรื่องนี้พะย่ะค่ะ


            แล้วก็จะหมดพ่อมดไปอีกคน เจ้าของความทรงจำปริศนาพูดไม่หมด


            อากาเบลหลุดจากภวังค์ แล้วรีบหันไปร้องถามทันที เฮ้ ราล์ฟ พระราชาสนิทกับขุนนางคนไหนบ้าง?


            “ดยุคอัลฟองเซ่อย่างไงเล่า


            “ไม่ ๆ ก็นั่นมันรัชทายาท ให้ข้าทาย ราชาก็สนิทกับกิลเบิร์ตใช่ไหม คนอื่นล่ะ?”


            “งั้นเจ้าก็ต้องไปไล่รายชื่อดยุค มาร์ควิส กับเอิร์ลเอา


            รายชื่อขุนนางระดับสูงในแอเธลวินคงมีเยอะเกินกว่าจะทำให้การตามหาเป็นเรื่องง่ายได้ คน ๆ นี้อาจจะใกล้ชิดกับราชาจริง แต่ทั้งคู่คงไม่โง่พอให้คนอื่นสาวไส้ได้ภายในการตามหาครั้งเดียวหรอก


            “ถอนหายใจอะไรล่ะ? ทีหลังเจ้าก็อย่าอ้วกใส่ชาร์น็อคเซียซ์นิคสิราล์ฟว่า


            ไอ้บ้านั่นสมควรโดนแล้วมันเป็นอุบัติเหตุ อากาเบลตอบอย่างเหลืออด


            “เจ้าพยายามจะอ้วกใส่หน้าเขาด้วยซ้ำ! เจ้าแทบจะกระโจนไปกอด ไม่สิ จะหักคอเขาอยู่แล้ว!”


            “นั่นก็อุบัติเหตุ


            “ให้ตายข้าก็ไม่เชื่อ และไม่ตลกด้วย ถ้าเกิดเจ้าเผลอ... ทำเขาบาดเจ็บขึ้นมาเล่า!”


            อากาเบลเตะปลายกระโปรงอย่างระเหี่ยใจ แล้วยอมฟังราล์ฟบ่นตลอดทาง สถานที่ที่ตระกูลเซลี่พักอยู่คือคฤหาสน์สำหรับอาคันตุกะทางทิศตะวันออก ผ่านสะพานหินข้ามคูน้ำหรือบ่อน้ำแข็งในปัจจุบันไป จะพบทุ่งหญ้ากว้างที่คงเป็นสีเขียวขจีในฤดูใบไม้ผลิ แต่บัดนี้เป็นพื้นหิมะแทน ส่วนฝ่ายกิลเบิร์ต ไม่ว่าจะเป็นอัศวินหรือคนรับใช้ จะอยู่อีกคฤหาสน์ทางปีกซ้ายของวังใหญ่ ไม่มีขุนนางหรือคนนอกได้รับสิทธิ์ให้อยู่ในคฤหาสน์หลังนั้นด้วย


"หวังว่าเจ้าจะทำตัวดี" ราล์ฟบอก ท่าทางยังโมโหอยู่ แต่เขาก็เลือกที่จะตบหลังเธอแรง ๆ แทน


อากาเบลยืนซื่อบื้ออยู่สักพัก เธอคิดจะตะโกนตามหลังราล์ฟไปว่า “ฝากบอกดีทริคด้วยนะว่าชุดสวยดี! เพื่อตอกย้ำความสะใจของตัวเอง ทว่าสุดท้ายก็แค่มองแผ่นหลังของราล์ฟจนหายไปจากสายตาดื้อ ๆ ปล่อยให้ความตื่นเต้นต่ออิสรภาพค่อย ๆ แทรกซึมไปทั่วร่าง จากนั้นเธอก็หันไปเคาะประตูไม้ของห้องตระกูลเซลี่เสียงดังโดยไม่ได้ตั้งใจ


เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เธอจึงเคาะใหม่ ไม่ทันจะลองเอ่ยถามว่ามีใครอยู่ในห้องไหม ประตูก็เปิดผ่างทันใด พร้อมดวงตากลมโตสีฟ้าของมาธิลด้าปรากฏตรงหน้า


"อากาเบลหรือ? เข้ามาสิจ๊ะ"


            นางรู้ชื่อจริง? อากาเบลตกตะลึงไปชั่วขณะ ทว่าพอจะถาม ก็เห็นสภาพห้องเสียก่อน


เป็นเรื่องโกหกทั้งเพที่เธอจินตนาการถึงชีวิตอันสงบสุขและสะดวกสบายก่อนหน้านี้ ในสถานที่ที่ปราศจากคนน่ารำคาญอย่างกิลเบิร์ต กับศัตรูที่น่าโดนต่อยทุกวันอย่างดีทริค เพราะทันทีที่เธอเห็นสภาพห้องข้างใน ชั้นหนังสือ เสื้อผ้าสวยงาม เครื่องประดับ เธอก็อยากจะสับเท้าหนีทันที เธอลืมนึกถึงนิสัยผู้หญิงไปเสียสนิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ดูสะอาดสะอ้าน แต่งกายดีแบบเลดี้มาธิลด้า


ชะตากรรมของเธอในสองอาทิตย์นี้จะต้องเป็นความทรมานที่สุดอย่างแน่นอน


            มาธิลด้ายิ้มขณะอ่านสีหน้าของเธอ “อย่ารีบคิดในแง่ร้ายสิจ๊ะ”


"ข้ายังไม่ได้เอาข้าวของตัวเองมา" อากาเบลโพล่งเสียงแข็ง พลางก้าวถอยหลังไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนท่อนไม้ แต่การเดินย้อนกลับไปก็คือการเจอราล์ฟที่คงจะบ่นอีกชุด กับดีทริคที่คงอยากทุบหัวเธอสลบไปเป็นวัน เธอจึงตัดสินใจไม่ถูก มัวแต่ยึกยักอยู่กับที่แทน


"อย่ากังวลไป" มาธิลด้าสั่นหัว "เจ้าไม่ได้ต้องพักที่นี่เสียหน่อยนะจ๊ะ" นางแย้มยิ้ม พลางอ้าประตูกว้างให้เดินเข้าไป "ข้าวของของเจ้าจะอยู่คฤหาสน์เดียวกันกับฟอร์เซเคนจ้ะ"


ต้องเจอไอ้เวรนั่นอีกแล้วน่ะนะ? อากาเบลหักห้ามใจตัวเองทันก่อนจะหลุดด่าดีทริคต่อหน้าคนนอก เธอจึงก้มมองกระโปรงยาวสีน้ำเงินเข้มของเด็กสาวตรงหน้าแทน แล้วส่งเสียงรับรู้เบา ๆ ในลำคอ "งั้นเหรอ"


ในห้องกว้างขวางที่ยังมีอีกหลายห้องเล็กแยกย่อยไม่มีคนอยู่ ไม่มีแม้แต่สาวใช้ “พวกนางไปดูแลเลดี้ที่ยศสูงกว่าเสียส่วนใหญ่ และรวมถึงยศเคาน์เตสเทียบเท่ากันด้วยน่ะจ้ะ” มาธิลด้าอธิบายเช่นนั้น ห้องขนาดใหญ่ของตระกูลเซลี่จึงปลอดโปร่ง เงียบสงบ และอบอุ่น ใครก็สามารถเดินไปรับแสงอาทิตย์ได้ที่ระเบียงหน้าต่าง หากไม่กลัวพายุหิมะที่กำลังโหมอยู่ด้านนอก


            “เจ้าคงเพิ่งเดินทางมาถึง มีแต่หิมะติดเต็มตัวไปหมด มานั่งใกล้ ๆ เตาผิงสิจ๊ะ” มาธิลด้าชักชวน ก่อนจะทำหน้าสงสัย “เจ้าดูหน้าซีดพอสมควร ไม่สบายหรือจ๊ะ


            “เปล่า ข้าแค่เพิ่งอ้วกมา


            นางยกมือปิดปากตัวเอง อาเจียน? เกรงว่าอาการของเจ้าจะยิ่งแย่ลง ข้าไม่น่าขอพบเจ้ากะทันหันเลย


            “ถนนในเมืองเหม็นเกินไปเฉย ๆอากาเบลบอก พลางพยายามทบทวนสภาพตัวเองดูว่าเข้าข่ายป่วยหรือไม่ แต่เธอก็ไม่รู้สึกอะไรไปมากกว่าแสบน้ำลายเหนียวหนืดในลำคอ เจ้าชายกิลเบิร์ตก็อ้วกเหมือนกัน


            “โอ้ เป็นเช่นนั้นเองหรือจ๊ะ แต่เจ้าก็ไม่ควรชะล่าใจไป หากมันไม่ใช่แค่เพราะกลิ่นของถนนล่ะ?”


ทั้งสองนั่งลงบนพรมเรียบสีแดงเลือดหมูหน้าเตาผิง ฉับพลันมาธิลด้าก็เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง คิ้วขมวดเป็นปม นางประคองมือไว้บนตัก พลางจ้องดวงตาของอากาเบลเขม็งเพื่อพิจารณาอะไรบางอย่างนานหลายนาที นานจนความอึดอัดเข้าครอบงำทั้งห้องแทน


"เจ้าไม่ใช่คนแอเธลวินใช่ไหมจ๊ะ ข้าหมายถึง... เจ้าไม่มีสายเลือดแอเธลวินในตัวเลย ใช่หรือไม่จ๊ะ"


"ไม่ใช่..."


สเนียเซนี่ใกล้ชายแดนแอเธลวินมาก แต่อากาเบลไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างมนุษย์นี้มีเลือดแอเธลวินหรือเปล่า มันอาจจะมี หรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ คำตอบเดียวที่เธอตอบได้ก็คือไม่ใช่ อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้เกิดในอาณาจักรนี้


"ชื่อของเจ้าไม่ใช่ชื่อของภาษาบริเวณนี้จ้ะ ไม่ใช่ชื่อของภาษาแอเธลวินหรือเฮเนวิงด้วย อากาเบล... มันไม่เหมือนชื่อของฟอร์เซเคน อย่างน้อย ชื่อดีทริคก็มาจากภาษาในดินแดนของจักรวรรดิ..."


"เขามาจากจักรวรรดิ?" อากาเบลเอ่ยขัด ก่อนจะเงียบไปเมื่อชื่อของจักรวรรดิปรากฏขึ้นมาในหัว โอเรียนเทเลียม–จักรวรรดิแห่งตะวันออก เขาไม่เคยเล่าเกี่ยวกับบ้านเกิดของตัวเอง


มาธิลด้ายิ้มแห้ง ข้าต้องขออภัยที่อาจทำให้เจ้าเข้าใจผิด ชื่อของดีทริค เบลนเฮล์มมาจากภาษาในดินแดนของจักรวรรดิก็จริงจ้ะ แต่ข้าไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าถิ่นกำเนิดของเขาคือที่ไหน เพราะในจักรวรรดินั้นเต็มไปด้วยหลายอาณาจักรที่ถูกยึดครองมา ดังนั้นจึงมีอีกหลายภาษาที่ต่อยอดมาจากหลายต้นตระกูลภาษา ไม่ได้มีจุดศูนย์กลางหลักที่แท้จริง


            “งั้นอาณาจักรไหนใช้ภาษาของชื่อดีทริค?


            “ข้าสามารถตอบได้เท่าที่ความรู้ของข้ามีจ้ะมาธิลด้าพูด ดวงตาสีฟ้าจดจ้องเปลวไฟอย่างมุ่งมั่น สี่อาณาจักรในจักรวรรดิ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่สลับกันไป รูวิก ชไวลาน อันวอรซ์ และโอเบอร์รีส หากจักรวรรดิล่มสลาย รูวิกกับชไวลานจะถูกรวบเข้าไปเป็นหนึ่งในอันวอรซ์ โอเบอร์รีสจะ...” นางเงียบไปเมื่อหันกลับมามองอากาเบลที่กำลังครุ่นคิดหนัก อากาเบลจ๊ะ?”


            เธอกะพริบตา แล้วเงยหน้ามองมาธิลด้า อะไรนะ? รูวิกกับชไวลาน?”


            “ลิลี่บอกเจ้าเรื่องสีของดวงตาแล้วใช่ไหมจ๊ะมาธิลด้าเปลี่ยนหัวข้อ ข้าต้องขออภัยอีกครั้งที่ต้องให้เจ้ามาใช้ชีวิตประจำวันกับข้าตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์โดยกะทันหัน แต่นั่นเพราะข้าไม่ต้องการเห็นผู้ที่ช่วยชีวิตข้าต้องถูกปรักปรำว่าเป็นแม่มดน่ะจ้ะ


            “แค่เพราะสีตา?”


            นางพยักหน้า พลางระบายลมหายใจ ใบหน้าเยาว์วัยของนางหมองขึ้นทันตา


            “ข้าไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้ตลอดรอดฝั่ง อากาเบล แต่อย่างน้อย ในสองสัปดาห์นี้ และจนกว่างานเฉลิมฉลองของเจ้าชายกิลเบิร์ตจะจบลง ให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณของเจ้าหน่อยนะจ๊ะนางบอกเสียงหวาน การออกเสียงทุกอักขระของนางทำให้อากาเบลอับอายกับสำเนียงของตัวเองเป็นที่สุด


            มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น อากาเบลลุกพรวดไปเปิดทันที ใจนึงคาดหวังว่าราล์ฟจะมาตาม แต่อีกใจนึงเธอก็ยังอยากอยู่ที่นี่ต่อ มาธิลด้าทำให้เธออึดอัดอย่างที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ ไม่ใช่ความอึดอัดเวลาอยู่กับบรรดาอัศวินหรือทหารในแง่ของการต่อสู้ การชิงดีชิงเด่นผ่านความสามารถ แต่เป็นความอึดอัดบางอย่างที่ทำให้เธออยู่ไม่สุข


            สาวใช้ประจำวังใหญ่ผงะเฮือกต่อสายตาไม่เป็นมิตร นางเอ่ยถามเสียงสั่นถึงมาธิลด้า อากาเบลจึงก้าวถอยหลังให้เจ้าของห้องเดินมาคุยแทน ในใจต่อว่าตัวเองที่เผลอไปจ้องตากับคนนอกจะ ๆ สาวใช้จึงรีบอธิบายจุดประสงค์ที่มาหา บอกว่าบรรดาเจ้าชาย ขุนนาง และอัศวินไปรวมตัวกันในท้องพระโรงเพื่อพบปะพูดคุย สามีของมาธิลด้าก็อยู่ที่นั่น และเขาร้องขอมาว่า อย่างน้อย อยากให้ครั้งนี้มาธิลด้าไปปรากฏตัวหน่อย


            มาธิลด้าหันมาส่งยิ้มหวานให้อากาเบล ข้าเข้าใจว่าเจ้ายังไม่ชิน ถึงแม้ข้าจะไม่อยากไปปรากฏตัวในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนก็เถอะ แต่ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะชอบมากกว่าหากวันนี้เจ้าได้ปรับตัวเสียก่อนนางเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อคว้าผ้าคลุมยาวกลอมเท้ามาสวมทับไหล่ ไมลอร์ดรออยู่ตรงห้องโถงนี้ใช่ไหมจ๊ะ?” นางถามสาวใช้


            “เจ้ารู้ชื่อจริงของข้าได้อย่างไง” อากาเบลรีบถาม “ชื่อของดีทริคด้วย”


            “ข้าเป็นเคาน์เตสจ้ะ”


            ยศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งเป็นคำตอบที่ไขข้อสงสัยของเธอได้ แต่ก็เฉพาะชื่อและนามสกุลของดีทริคเท่านั้น ก่อนเขาจะถูกโยนลงไปอยู่ในกลุ่มชนชั้นต่ำต้อยอย่างฟอร์เซเคน เมื่อก่อนใคร ๆ ก็ต้องเรียกเขาด้วยชื่อปกติ แต่ชื่อของเธอมีแค่ดีทริคเท่านั้นที่รู้ งั้นมาธิลด้าจะรู้มาจากไหนกัน คนรับใช้ที่บังเอิญได้ยินหรือ


            “เดี๋ยวก่อนเธอรั้งสาวใช้ที่กำลังหลบไปอีกทาง และละสายตาจากมาธิลด้าที่ก้าวเดินจากไปอย่างสง่างามมามองใบหน้าตื่นตระหนกของสาวใช้ เจ้าพาข้าไปคฤหาสน์ของเจ้าชายกิลเบิร์ตถูกไหมเมื่อสาวใช้ผงกหัว เธอจึงรีบพูดต่อ งั้นพาข้าไปห้องของฟอร์เซเคนหน่อย



***



            ระหว่างเดินข้ามไปยังอีกคฤหาสน์ อากาเบลพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่สบตาใคร เธอเลือกที่จะมองพื้น ไม่ก็เชิดหน้าสูงจนเห็นแต่เพดาน พฤติกรรมทั้งหมดนี้สร้างความรำคาญใจให้แก่เธอที่ปกติจะเดินไปสบตาผู้คนรอบข้างไปเป็นอย่างมาก ความว้าวุ่นหงุดหงิดจึงปรากฏออกมาทางอื่นแทน ซึ่งก็คือการกระทืบเท้าเดินกับการส่งเสียงฮึดฮัด


            เจ้าของความทรงจำก็เคยมาแถวนี้ เธอกำหมัดแน่นอย่างเบื่อหน่ายที่อยู่ ๆ ตัวเองก็จะหยุดเดินเมื่อนิมิตปรากฏขึ้นมาโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า สาวใช้ที่นำทางอยู่ก็จะหยุดไปด้วย นางจะหันใบหน้าผวาอย่างกู่ไม่อยู่มามอง คล้ายกับไม่รู้ว่าจะเอ่ยถามหรือยืนรออยู่กับที่เฉย ๆ อากาเบลก็รำคาญนางไม่แพ้รำคาญตัวเอง แต่จะทำอะไรได้ล่ะ?


            แม้แต่ความคิดของเจ้าของความทรงจำ ณ ช่วงเวลานั้นก็ยังย้อนกลับมา


            มันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทางเข้าไปยังอาณาจักรเวทมนตร์ ในบันทึกบอกไว้ว่าให้สังเกตท้องฟ้า บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยปริศนาและเรื่องมหัศจรรย์ไม่แพ้ท้องทะเล ดังนั้นให้มองท้องฟ้า สังเกตสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากบรรดาสัตว์ปีก มองหาสัญลักษณ์หรือความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน มันจะชัดเจนจนรู้ได้ทันที บันทึกบอกไว้เช่นนั้น


            อากาเบลมองท้องฟ้าทันที เห็นแต่ก้อนเมฆสีเทาเข้มกับพายุหิมะ เธอพอจะเข้าใจความคลั่งไคล้ในการตามหาเวทมนตร์ของเจ้าของความทรงจำได้ เขาคงมีจุดประสงค์ที่สำคัญบางอย่าง หรือในความเป็นจริง เขาอาจจะแค่หลงรักเรื่องราวพวกนี้ และความชอบนั้นก็ยิ่งเพิ่มพูนหลังจากเขาเรียนรู้เวทมนตร์หายตัวประหลาดนั่น


            เวทมนตร์มิใช่แค่ธาตุทั้งหลาย คำอวยพรสวดมนตร์ หรือแสงเล็กน้อยที่เสกออกมา เวทมนตร์เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เหมือนเปลวไฟดวงเล็กที่สามารถขยายจนผลาญเผาทุกสรรพสิ่งได้ มันคือสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่มีความรู้ บางเวทมนตร์ด้วยซ้ำที่แปลกประหลาดและห่างไกลเสียจนข้าไม่มั่นใจอีกว่านั่นคือเวทมนตร์


            ห้องพักของดีทริคขนาบห้องของกิลเบิร์ตร่วมกับห้องของอีกอัศวินที่ทั้งคู่ไว้ใจ ส่วนห้องของอากาเบลนั้นอยู่ชั้นล่าง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกันกับห้องของเหล่าสาวใช้ เธอหันไปสั่งให้สาวใช้ที่จำเป็นต้องยืนรอลงไปตามหาใครก็ตามที่มีกุญแจ ด้วยเหตุผลว่าดีทริคสั่งให้อัศวินฝึกหัดอย่างเธอมาหาของ สาวใช้รีบทำตามทันที ใบหน้าแสดงความโล่งอกที่ในที่สุดก็จะได้ไปที่อื่นเสียที


            “ชาร์น็อคเซียซ์นิคลืมของอย่างงั้นหรือ


            อากาเบลหันไปมองลิลี่ที่เพิ่งเดินขึ้นบันไดมาพร้อมพวงกุญแจในมือ แก่แล้วก็อย่างนี้


            “ขะ-เขาหนุ่มที่สุดในบรรดาขุนนางกับอัศวินลิลี่บอก ท่าทางหวาดกลัวแบบเดียวกับสาวใช้เมื่อครู่ยังไม่หายไป


            “อายุสามสิบกว่าไม่ใช่วัยหนุ่ม


            ลิลี่ก้าวเท้าอย่างแช่มช้ามาไขกุญแจห้องดีทริคให้ นางไม่ยอมสบตา มัวแต่มองไปทางอื่น เขาอายุสิบเก้าเองไม่ใช่เหรอ มะ-ไม่สิ ข้าเคยได้ยินว่าเขาอยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ แต่เขายังเหมือนเด็กหนุ่มอยู่เลย


            ทำไมอยู่ ๆ นางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง? อากาเบลสับสนกับท่าทางประหลาดพิลึกของลิลี่จนต้องร้อนรนถามออกไป เสียงแข็งกร้าวอย่างสะกดอารมณ์ฉุนเฉียว “เจ้าเป็นอะไร? ทำเหมือนกลัวข้าอยู่ตลอดเวลา”


            คำถามดังกล่าวจี้ใจดำของลิลี่อย่างชัดเจน เพราะนางกำพวงกุญแจในมือซะแน่นจนฝ่ามือกลายเป็นสีแดงเถือก


            “ปะ-เปล่านี่ ก็เจ้าทำตัวน่ากลัวมาตลอด”


            “งั้นเจ้าก็ควรจะมีอาการพวกนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว”


            “ข้ามี...”


            “ไม่ อยู่ ๆ เจ้าก็หน้าซีด ไม่กล้าสบตาข้าตั้งแต่เมื่อวาน เป็นอะไรของเจ้าเนี่ย?”


            ลิลี่หอบหายใจแผ่วเบา ทว่าหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง “ข้าบอกไปแล้วว่าเจ้าทำตัวน่ากลัว...”


            “เหอะ เจ้าไม่กลัวข้าด้วยซ้ำ”


            “อาจเป็นเพราะเจ้าไม่เคยสังเกตเลยมากกว่า!” ลิลี่ขึ้นเสียงสู้


            นี่เป็นครั้งแรกที่นางเคยตะเบ็งเสียงใส่หน้า อากาเบลยอมรับว่าเธอตกใจมากจนกลายเป็นฝ่ายที่เงียบกริบแทน ทั้ง ๆ ที่เมื่อเกิดการวิวาทหรือตะโกนเสียงดังใส่กัน เธอจะเป็นมังกรที่ข่มจนอีกมังกรหงอย ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงด้วยอีก แต่ตอนนี้ เธอกลับอึ้ง พูดไม่ออก ต้องปล่อยให้เด็กสาวที่ร่างเล็กกว่าตวาดใส่


            “ไม่เคยสังเกต? ข้าน่ะ...” ชอบสังเกตความกลัวของเหยื่อจะตายไป อากาเบลกลืนประโยคลงคอ ก่อนจะเดินไปตรงมุมที่ลิลี่กำลังจ้องอยู่ เพื่อที่จะได้พูดคุยกันซึ่ง ๆ หน้า แต่เธอมีโอกาสได้เห็นใบหน้าชัด ๆ ของนางเพียงครู่เดียวเท่านั้น


            นัยน์ตาสีน้ำตาลของลิลี่ มันคือแววตาของความกลัว ไม่ใช่ความโกรธ


            “อย่าแตะต้องตัวข้า!” นางร้องขึ้นมา


            อากาเบลหยุดมือที่จะยื่นไปผลักบานประตูทันที ความโมโหทำให้เธอลืมกรามที่เจ็บร้าวไป วินาทีนั้นเธอรู้ว่าต้องเถียงกลับจนชนะให้ได้ “อะไรอีก? ทีนี้ก็ลามมาถึงไม่กล้าแตะตัวข้าแล้ว? นี่ข้าเป็นโรคร้ายอะไรรึไงถึงต้องกลัวจนหัวหดขนาดนี้น่ะ!


            “เจ้าไม่รู้ตัวเลยรึไง!


            “ข้าร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้เป็นโรค!


            “ก็นี่ไง ข้าเลยบอกว่าเจ้าไม่รู้อะไรเลย!


            “ไม่รู้อะไร? ให้ตายเถอะ ข้าปวดหัวกับชีวิตเส็งเคร็งนี่ก็พอแล้วนะ!


            ประโยคโต้ตอบของเธอทำให้ลิลี่ยิ่งตะคอก “ชีวิตของเจ้าน่ะหรือเส็งเคร็ง? เจ้าเป็นอย่างนี้มาตลอด ดูถูกข้ามาตั้งแต่ตอนที่ข้าได้งานเป็นสาวใช้ เจ้าไม่เคยเปลี่ยนนิสัยเลย!


            “แล้วการตีสองหน้า ทำเป็นดีด้วยต่อหน้านี่คือนิสัยเจ้าใช่ไหมหา?”


            “ยังดีกว่านิสัยขวานผ่าซากของเจ้าซึ่งจริง ๆ แล้วหยาบคายสิ้นดี!


“งั้นเหรอ ถ้าเกลียดขี้หน้าข้านักก็จะเก็บกดไว้ทำไม ก็แสดงออกมาสิ!


            “ข้าก็แสดงออกมาแล้วนี่ไง!


            อากาเบลเผลอทุบกำปั้นกับประตู “พอใจแล้วก็ไปตายซะไป!


            ประตูห้องถูกเหวี่ยงเปิดกว้างเข้าไปตามแรง แล้วเธอก็รีบย่ำเท้าเดินเข้าไปในความมืด ไม่ทันเห็นสีหน้าตกตะลึงของลิลี่ แต่นางเองก็ไม่รอช้า ปิดประตูเสร็จก็เดินหนีไปพร้อมกับพวงกุญแจ ฝีเท้าส่งเสียงดังตึง ๆ ลงบันไดไป อากาเบลยืนกอดอกและหอบหายใจหนักหน่วงอยู่กับที่ เธอจิกเล็บกับแขนของตัวเอง แล้วนิ่งงันไปชั่วขณะเพื่อควบคุมความโกรธเกรี้ยวที่แผดเผาจิตใจจนอยู่ไม่สุขให้หายไป


เมื่อไฟโทสะมอดไหม้ ก็คงเหลือแต่ความสับสนอลหม่าน


            มีอยู่ครั้งหนึ่ง... หลังจบการต่อสู้กับเฮเนวิง เธอคิดว่าลิลี่อาจจะเป็นคนแรกที่เธอยอมเปิดกำแพงให้


            แต่นั่นเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับต่างหาก นางจำเป็นต้องดูแลและคอยรักษา เพราะอากาเบลบาดเจ็บหนักมา มันไม่มีทางเลือกอื่นอยู่แล้วในการช่วยเหลือคนบาดเจ็บนอกจากการแสดงความโอบอ้อมอารี และเธอก็บ้าไปเองที่ดันเอาความอ่อนโยนของลิลี่ไปเปรียบเทียบกับครั้งที่แม่เคยดูแลรักษา เธอโง่เองที่ปล่อยให้ความเป็นมนุษย์เข้ามา


            “งี่เง่า” อากาเบลพึมพำต่อว่าลิลี่กับตัวเอง


            แววตาหวาดกลัวนั่นไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่เธอดูน่ากลัวหรือทำนิสัยแย่ใส่ด้วยซ้ำ ตอนที่เธอล่าสัตว์ทุกวี่ทุกวันในสเนียเซนี่ เธอได้เห็นแววตาดังกล่าวหลายต่อหลายครั้ง เธอรู้จักมัน... ความกลัวว่าตัวเองจะโดนทำร้าย ความกลัวซึ่งมีให้ผู้ที่เหนือกว่า มันคือความกลัวตาย


            ลิลี่กลัวจะโดนเธอทำร้าย กลัวจะโดนเธอฆ่า


ทำไมอยู่ ๆ ก็เป็นแบบนี้? อากาเบลยกมือปิดหน้าขณะสูดลมหายใจลึก ครู่ต่อมาเธอก็อดกางเล็บเพื่อจิกข่วนตัวเองไม่ได้ มันเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้เธอได้ระบายสิ่งที่ค้างคาไว้ในใจออกมา พอเธอข่วนจนเลือดไหลซิบ ๆ ก็รู้สึกอบอุ่นบริเวณนั้น เมื่อลองแตะดู ก็พบว่าแผลกำลังสมานตัวให้เห็นจัง ๆ


            “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เธอด่าดีทริคซึ่งตัวคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในพระราชวังแห่งนี้


            หลังจากรู้สึกสดชื่นขึ้น อากาเบลก็สอดส่องผ่านความมืดเพื่อเดินไปแหวกม่านให้แสงสว่างลอดกรอบหน้าต่างเข้ามา ต่อจากนั้นก็จุดเตาผิงไฟซึ่งยังเหลือเชื้อเพลิงในถ่านจนความหนาวเย็นในห้องถูกกองไฟขับไปจนหมด เธอสำรวจห้องพักของดีทริค ชัดเจนว่าเขายังไม่เคยเข้ามาในห้องนี้ เหล่าคนรับใช้แค่ขนของเข้ามาวางไว้ให้เฉย ๆ คราวนี้เธอจะค้นอย่างไง เขาก็คงไม่รู้ เพราะยังไม่เคยเห็นการวางของของคนรับใช้ ถึงกระนั้นเขาก็คงรู้ว่าเธอมาหากถามสาวใช้ และเธอไม่สนใจด้วยซ้ำหากเขาจะรู้


            ข้าวของของดีทริคมีมากกว่าที่อากาเบลคิดเสียอีก เธอเดินผ่านชุดเกราะอัศวินไปค้นกระเป๋าเสื้อผ้าของเขา แค่ล้วงมือเข้าไปค้นเพื่อหาของที่เขาอาจจะซุกซ่อนไว้ เมื่อไม่เจอของแข็งหรือของแตกต่างภายใต้เสื้อผ้า เธอก็เปลี่ยนไปค้นกระเป๋าใบอื่นแทน ใบนี้เป็นกระเป๋าสีน้ำตาลอย่างดีซึ่งดึงดูดความสนใจเธอเป็นอย่างมาก แต่เมื่อลองปลดดูแล้ว กลับพบหน้าไม้กับลูกดอก


อากาเบลถืออาวุธดังกล่าวขึ้นมาสำรวจอย่างบรรจง คราวนี้ดีทริคก็แหกกฏการถืออาวุธของอัศวินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพกกริชหรือหน้าไม้ก็ตาม เธอเก็บอาวุธไว้ที่เดิม แล้วหันไปค้นกระเป๋าใบอื่นต่อ เธอพบหนังสือปกสีน้ำเงินเล่มใหญ่สภาพเก่า เล่มเดียวกับที่เธอเคยเห็นดีทริคพกพา ไม่มีตัวอักษรบนหน้าปกหรือหลังปก รวมถึงไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีบอกเจ้าของที่แท้จริงว่าเป็นใคร มันเป็นแค่หนังสัตว์ย้อมสีน้ำเงินว่างเปล่าลึกลับเท่านั้น


            รอยยิ้มของอากาเบลขยายกว้างขณะพลิกปกเปิดดู ทว่าหน้าแรกกลับว่างเปล่า หน้าต่อไปก็เช่นกัน ว่างเปล่าจนกระทั่งประมาณหน้าที่ยี่สิบกว่า ๆ ซึ่งมีตัวเลขใต้ประโยคมากมายทั้งหน้า แต่ละตัวอักษรถูกเขียนตวัดไปมาจนอ่านลำบาก


ชื่อสถานที่? อากาเบลขมวดคิ้ว แล้วพ่นคำสาปแช่งให้เจ้าของหนังสือไม่หยุด เธอไล่นิ้วจากหัวกระดาษลงมาอย่างเชื่องช้า อ่านชื่อสถานที่มากมายทีล่ะคำเหมือนเด็กฝึกหัดอ่าน กระทั่งสะดุดกับคำที่คุ้นเคย แอเธลวิน เฮเนวิง ปราสาทของมาร์ควิสกิลเบิร์ต เอลไลเวิร์ธ ข้างล่างคือเลขสามสิบสาม กำกับด้วยคำว่า ตาย


ใครตายกัน? จำนวนทหารที่ตายในยุทธปราการ? อัศวินฝีมือดีฝั่งแอเธลวินที่ตาย? จำนวนทหารเฮเนวิงที่ตาย?


            จำนวนทหารเฮเนวิงที่ดีทริคฆ่า?


            มันอาจจะไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่อากาเบลก็เบิกตาโตด้วยความอึ้งทึ่งไปก่อนแล้ว เธอต้องพักการอ่านไว้ครู่หนึ่งเพื่อประมวลข้อมูลในสมอง ดูจะเหลือเชื่อไปหน่อยจนเธอเองก็ไม่อยากยอมรับ เมื่อความตกใจหายไปเรียบร้อย เธอก็รีบไล่สายตาไปดูตัวเลขในหน้ากระดาษแผ่นอื่นทันที


เขาร่วมรบหลายสมรภูมิ – หากทั้งหมดนี้คือสงครามที่มีการฆ่าฟันเกิดขึ้นจริง ๆ – อาจจะตั้งแต่ตอนเป็นอัศวินฝึกหัด หมายความว่า สี่ปีที่ผ่านมาซึ่งเธอหลับพักฟื้นไป และอีกหลายปีก่อนหน้านั้น เขาได้ฆ่าคนไปเป็นร้อย การฆ่าในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงพวกที่โดนลูกหลงจากอาวุธขนาดใหญ่ แต่คงหมายถึงคนที่ตายด้วยฝีมือของเขาเอง


            ข้างล่างสุดของหน้าที่กำลังอ่านอยู่ อากาเบลสะดุดกับตัวอักษรที่เรียงเป็นคำว่า มังกร เพทราดี ชายแดนแอเธลวิน ใต้ล่างประโยคดังกล่าวนั้นถูกขีดเขียนด้วยเส้นแนวนอนจนกลายเป็นเส้นยึกยือสีดำ มีตัวอักษรอ่านยากข้างเคียงว่า ยังไม่ถึงเวลา


มันหมายถึงเธอ


            ความโกรธพุ่งเป็นริ้ว ๆ ขึ้นมาทันที ใบหน้าร่าเริงในทีแรกกลายเป็นความบูดเบี้ยว ทำให้อากาเบลต้องรีบพลิกหน้ากระดาษไปหน้าอื่นเพื่อตามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ ความต้องการจะทำลายพันธสัญญาชีวิตกัดกร่อนเธอเสียจนแทบคลั่ง จนเธอนึกอยากฉีกหน้ากระดาษในหนังสือเล่มนี้จนเป็นเศษเล็กเศษน้อย แล้วพุ่งไปต่อสู้ดีทริคซะเดี๋ยวนั้น


ไม่ได้ เธอทำอย่างนั้นไปก็อาจทำลายข้อมูลที่เธอต้องการ ดีทริคตั้งใจเขียนทุกอย่างด้วยลายมือที่แย่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีการจัดบรรทัดที่ดี ทุกอย่างปะปนวุ่นวายไปหมด หากในหนังสือเล่มนี้มีคำตอบจริง ๆ เธอคงไม่สามารถหามันได้ภายในรอบเดียว ปลอบตัวเองดังนั้นก็พยายามควบคุมลมหายใจอย่างยากลำบาก ขณะกวาดตามองหาไปทีล่ะหน้าต่อไป


            ดีทริคเขียนไว้หลายอย่างที่ไม่ใช่แค่จำนวนคนที่เขาฆ่า หากไม่นับบางหน้าที่มีแต่เส้นตรงแนวลึกเหมือนรูปวาด ในบางหน้า มันคือบันทึกของเขา บันทึกสั้น ๆ ที่ไม่ได้ใส่รายละเอียดมากนักว่าเกิดขึ้นตอนไหน หรือมีเหตุการณ์สลักสำคัญใด ๆ ที่ทำให้รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงช่วงเวลานั้น ๆ เขาเขียนอย่างที่ตัวเองสามารถเข้าใจและระลึกถึงช่วงเวลานั้นได้คนเดียว


            ทำไมพ่อถึงรักแอเธลวินขนาดนี้?


ข้าไม่กล้าใช้ดาบของพ่ออีกต่อไป


มันไม่ยอมหายไป


ฝันร้ายทุกคืน


มันไม่ยอมฟังข้า


เนโรตายไปแล้ว


การนับจำนวนเป็นวิธีเดียวที่สามารถประคบประคองสติได้


สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องตายในสนามรบ


สีน่าสะพรึงของอีกดินแดนไกลโพ้น และสีทองเสียงดังในดินแดนแห่งนี้


เขาจดบันทึกเกี่ยวกับภาษาเก่าของตัวเองพร้อมคำอ่านในภาษาแอเธลวินเช่นกัน ตั้งแต่คำพื้นฐานที่ง่ายที่สุด และการแนะนำตัวที่เขาเขียนซ้ำไปซ้ำมาราวกับกลัวว่าจะลืมหมดหากหยุดเขียน เขาเขียนแบบนี้มาตั้งแต่ตอนอายุสิบสี่ปี ตามที่เขาเขียนไว้ข้าง ๆ ประโยคแนะนำตัวถูกตัดทอนไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงประโยค ข้าชื่อดีทริค เบลนเฮล์ม อายุยี่สิบสามปี นอกจากนั้น เขายังเขียนเกี่ยวกับความชอบ ความเกลียด และความฝัน ซึ่งไม่มีคำแปลกำกับไว้อีกด้วย


            ไม่มีเรื่องราวของชีวิตก่อนหน้าที่จะมาอยู่แอเธลวิน วัยเด็กสมัยที่เขาอาศัยอยู่กับโธมัส ตอนฝึกทักษะการเป็นอัศวิน มิตรภาพระหว่างเขากับกิลเบิร์ต หรือแม้กระทั่งเรื่องของคนรัก เพื่อน คนสำคัญ มีแค่ชื่อ นามสกุล และอายุ ไม่มีวันเกิดด้วยซ้ำไป ไม่ เขาลืมวันเกิดของตัวเองไปแล้วต่างหาก ตามที่เขาเขียนไว้จาง ๆ ในหน้าเดียวกัน


            หน้าหลัง ๆ ของหนังสือมีแต่ภาพวาด ไม่ใช่ภาพวาดธรรมชาติหรือภาพวาดคน ทว่าเป็นภาพวาดประหนึ่งดีทริคแค่ละเลงสีจนทั้งหน้ากระดาษกลายเป็นเส้นมั่วซั่ววุ่นวาย – สีน้ำเงิน สีแดง สีดำ สามสีหลัก – แต่เมื่ออากาเบลลองพิจารณาดูดี ๆ มันกลับเป็นรูปร่างของบางอย่างที่เธอต้องยื่นหน้าเข้าไปเพ่งดูและตีความในใจหลายนาทีต่อภาพหนึ่งภาพ


ภาพแรกเป็นรูปวาดดาบบิ่นสำหรับถือสองมือ อีกภาพคือมงกุฏสีน้ำเงิน พื้นหลังสีดำสนิท มันเปื้อนเลือดเต็มไปหมด ภาพถัดไปคือซากสีแดงมากมายนอนกองกัน ตัดกับพื้นหลังสีน้ำเงินเข้ม ภาพของมนุษย์นอนหงายอยู่บนพื้น หมวกอัศวินปิดหน้า มีเลือดไหลทะลักบริเวณคอหอย ภาพสัญลักษณ์ของศาสนาอาซีมุสที่มีกากบาทสีแดงกาทับ ภาพวาดสีดำที่มีดวงตาสีฟ้าจ้องตอบกลับมา


            อากาเบลขมวดคิ้วเมื่อเจอภาพวาดซึ่งน่าจะหมายถึงความตาย เป็นภาพที่ดีทริคจินตนาการถึงความตายของตัวเอง เพราะภาพนี้ไม่ได้มีเส้นมากมายยุ่งเหยิงไปทั่ว มีแค่เส้นไม่กี่เส้นบ่งบอกว่านั่นคือมนุษย์ ผมสีทอง ตาสีฟ้า นอนกับพื้น เต็มไปด้วยเลือดสีแดงเต็มตัวซึ่งสาดกระเซ็นไปทั่ว ศีรษะหลุดออกจากร่าง มีเลือดไหลเจิ่งนองตรงรอยแยกระหว่างร่างกายนั้น


            มีประโยคในภาษาเก่าของเขาเขียนประกอบไว้ น่าแปลกที่ประโยคนี้เขียนด้วยลายมือปกติที่สามารถอ่านออกได้อย่างง่ายดายหากอากาเบลรู้ภาษาเก่าของอีกฝ่าย โชคดีที่ดีทริคเขียนคำแปลไว้ข้าง ๆ และแน่นอน ด้วยลายมืออัปรีย์อ่านยากของเขาอีกเช่นเคย เธอจึงกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะเริ่มแกะตัวอักษรอย่างอดทน


นี่คือตอนที่แกจะตาย สวยงามดีไหม .


อากาเบลหยุดอ่านด้วยความฉงนทันที .? มันคงเป็นตัวย่อของชื่อ แต่ชื่อของใครล่ะ? ใครจะมาเขียนในหนังสือซึ่งเป็นของส่วนตัวของดีทริค? เธอกัดริมฝีปากล่างขณะคิดหนัก ให้ตายเถอะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เธออยากรู้ที่มาของตัวย่อนี้จนต้องลุกเดินไปมาในห้องเพื่อระงับความอยากรู้อยากเห็นแทบแย่


            “มันต้องบ้าแน่ ๆอากาเบลเปรยกับตัวเอง ขณะเดินวนทั่วห้องเพื่อระดมสมอง เธอหยุดมองเปลวเพลิงในเตาผิงสักครู่ ก่อนจะสบถคำหยาบด้วยอารมณ์หงุดหงิด หรือว.คือเจ้าของความทรงจำเวรตะไลนี่?


เธอตัดสินใจนั่งลงข้างกองไฟอบอุ่น แล้วรีบพลิกไปหน้าอื่นโดยไม่เกรงกลัวว่ากระดาษจะขาดคามือ เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเจออีกสองสามหน้าที่มีว.เขียนไว้ด้วยลายมือบรรจง ดีทริคไม่ได้เขียนตอบแต่อย่างใด นอกจากเขียนคำแปลในภาษาแอเธลวินไว้ข้าง ๆ ทั้งหน้านี้มีแต่คำถามทั่วไปเหมือนคนทักทายกัน แต่เป็นการทักทายที่คล้ายจะฆ่าแกงกัน


เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงกับการแกะตัวอักษร หน้ากระดาษสุดท้ายของบทสนทนานี้ทำให้ขนแขนของอากาเบลลุกชันทั้ง ๆ ที่อากาศก็ไม่ได้หนาว อบอุ่นออกจะร้อนไปด้วยซ้ำ ความรู้สึกสยดสยองเริ่มก่อตัวขึ้นมาแทน


            การที่เจ้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทนมัน ไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีสิทธิ์ปกครองอยู่ตลอดเวลาได้ และหากข้าเป็นเจ้าละก็ ยายเด็กน้ำแข็งนั่นได้หัวหลุดไปนานแล้ว .


กิ่งไม้ถูกลมหิมะโหมจนตีกับหน้าต่าง เสียงดังของมันทำให้อากาเบลสะดุ้ง รีบปิดหนังสือแล้วโยนทิ้งไปกองกับบรรดากระเป๋าราวกับของร้อน เธอค่อย ๆ สูดลมหายใจลึก พลางลูบปอยผมที่ปิดหน้าอย่างใจลอย แล้วหันไปมองประตูห้องเพื่อให้แน่ใจว่าดีทริคไม่ได้อยู่ตรงนั้น และศีรษะของเธอยังอยู่ดี


เธอใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการควบคุมความกลัวบางอย่าง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือมาค้นหาเป้าหมายอีกครั้ง เธอตั้งใจผ่านทุกหน้าที่อ่านไปแล้ว โดยเฉพาะหน้าที่มีรูปวาดกับบทสนทนาของ. แต่สายตาของเธอกลับจับบันทึกนึงไว้ได้ มันเป็นบันทึกที่ประกอบไปด้วยคำ ๆ เดียว บันทึกที่ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปทั่วร่างเมื่อเห็นชื่อหนึ่งปรากฏที่กลางกระดาษ


            แลนจ์

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #921 maple_ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 19:08
    ซับซ้อนมากกกก ต้องอ่านติดๆกันอะ นิยายไรท์ห้ามทิ้งเลยไม่งั้นลืมรายละเอียดหมด
    #921
    0
  2. #876 tingerbel (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 01:44
    สุดยอด สุดยอด สุดยอด ดีทริคปริศนาเยอะมาก
    #876
    0
  3. #780 minggg- (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:27
    กรีดร้องงง ปมเยอะขึ้นเรื่อยๆ
    การสุ่มหามังกรไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วสินะ 
    อดีตของพ่ออีกๆๆ
    #780
    0
  4. #217 venelin (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2558 / 21:56
    เห็นด้วยกับ #172 อ่านแล้วรู้สึกเลย จิตแน่ ๆ จากตอนแรกที่คิดเอาว่ามีปมในใจ และความลับเยอะเลยดูซับซ้อนหน่อย แต่อ่านบทนี้แล้วเอิ่ม พี่แกท่าทางจะจิต หน่อย ๆ
    #217
    1
    • #217-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      31 ธันวาคม 2558 / 02:38
      ก็มีปมในใจเยอะนะคะที่ยังไม่เผยอีก XD
      #217-1
  5. #172 disastrechalala (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 23:11
    เป็นบทที่เล่นกับลำไส้ผู้อ่านมากเลยนะครับ เริ่มมาก็อุดมไปด้วยอ้วก บันทึกก็มีแต่อะไรน่าคลื่นไส้ =..=" อากาเบลเป็นสาวที่สาว ๆ ชอบมาเอาใจใส่อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ซนซะจนลืลี่กับมาธิลด้าอดห่วงไม่ได้ก็คงเป็นสาวที่แมนพอ 555+ หลัก ๆ แล้วก็ดีใจที่ลิลี่กับดีทริคมีบทเพิ่มขึ้น บันทึกนี่น่าสยองใช้ได้เลย ที่เห็นพี่เขาเงียบ ๆ นี่ดูท่าจะไม่ใช่ขรึมเสียแล้ว น่าจะเป็นโรคจิตมากกว่า เป็นชาวเยอรมันเสียด้วยฮิ ปริศนาช่างเยอะไปหมดเลย ทั้งนิมิตในวัง ทั้ง ว. ทั้ง แลนจ์กับดีทริค สุดยอดครับ ชอบภาษาในตอนนี้เป็นพิเศษด้วย งามครับ ( ͡o ͜ʖ ͡o)
    #172
    1
    • #172-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      11 ตุลาคม 2558 / 12:10
      อยากให้ทุกคนได้ลองอ้วกเพื่อให้ท้องว่างค่ะ
      #172-1
  6. #166 Mini_day (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 16:36
    ปริศนาเต็มไปหมดเลยยยยยยยยยยย

    ดีทริกเกี่ยวข้องอะไรกับแลนจ์นะ

    อ๊ากกก มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ
    #166
    1
    • #166-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:41
      จะรีบมาต่อค่า ><
      #166-1
  7. #165 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 กันยายน 2558 / 18:38
    น่ากลัว ดีทริคมีปริศนาเต้มไปหมด ผมนี่เครียดเลย ตกลงคู้นี้ ดีทริค-อากาเบล มานจะชอบกันได้ป่ะเนี่ยยยย แต่ยังงัยก้เชียร์
    #165
    1
    • #165-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:41
      คนเขียนก็เครียด (?)
      #165-1
  8. #164 kaewly (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 กันยายน 2558 / 11:37
    หอมกลิ่นทุ่งลิลลี่เบาๆแฮะตอนนี้
    ขำดีทริคน่าสงสารฮีนะ
    สะใจอากาเบลเขาละ555
    #164
    1
    • #164-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:42
      กว่าอากาเบลจะได้แก้แค้นคืน (ฮา)
      #164-1
  9. #160 disastrechalala (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 กันยายน 2558 / 19:21
    อ้วววกกกกกกเต็มไปหมด 55 ดูอากาเบลจะตื่นเต้นกับเลดี้มาธิลด้านะครับ ( ͡° ͜ʖ ͡°) ห้องดีทริคจะไขปริศนาอะไร (แต่คงมีปริศนาเพิ่มมาอีก 555+) จะรออ่านนะครับ เขียนได้ดีมาก ๆ เลย ทีละ 50% แล้วค้างอย่างแรง
    #160
    1
    • #160-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:47
      ไม่ตื่นเต้นเหมือนกันเหรอคะ
      #160-1
  10. #159 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 กันยายน 2558 / 13:03
    ไรท์ ดีจัยจังเลยค่ะ ชอบแบบนี้ค่ะ 50%มาก่อน ทยอยมาเรื่อยๆ ดีกว่า ลงทีเดียว แบบนั้น ข้าจะขาดใจค่ะ พูดเลย แต่แบบไหนก้ได้ค่ะ ขอแค่มาอัพก้พอ เป้รกำลังใจให้ค่ะ
    #159
    1
    • #159-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:48
      จะรีบมาอัพต่อนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #159-1
  11. #157 katsurashii (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 กันยายน 2558 / 20:42
    ขอบคุณมากครับ
    #157
    1
    • #157-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:49
      ขอบคุณเช่นกันค่า
      #157-1
  12. #156 foxx-tron (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 กันยายน 2558 / 20:25
    ปริศนนาเยอะจัง ตื่นเต้น>< ตกลงดีทริคเป็นพ่อมดมั้ยเนี่ย อยากอ่านอีกครึ่งที่เหลือแล้วววววว
    #156
    1
    • #156-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:50
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มาก ๆ ค่า
      #156-1
  13. #155 Mini_day (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 กันยายน 2558 / 18:23
    ตลกตรงดีทริคโดนอากาเบลอ้วกใส่นี่ล่ะ 555
    มาต่อเร็วๆนะคะ ขอบคุณค่ะ ^_^
    #155
    1
    • #155-1 kachelya(จากตอนที่ 22)
      24 กันยายน 2558 / 17:50
      น่าสงสารดีทริคนะคะ ฮาาา
      #155-1