Draconic Chronicle

ตอนที่ 21 : II-21: Countess of Mazowsze

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 560
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




21



เพทราดีสีเงินพรางตัวได้ดีท่ามกลางหิมะ


            ทว่าก็โดดเด่นเกินไปสำหรับเอเมอร์รัลด์ผู้มีเกล็ดเป็นเงาประกาย เธอต้องกวาดหิมะให้ปกคลุมทั่วร่างขณะซุกตัวอยู่ในดินหากคิดจะพรางตัวจนกลายเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ในฤดูหนาวที่สัตว์ส่วนใหญ่จำศีล เธอไม่จำเป็นต้องออกล่า จึงเลือกที่จะนั่งสงบนิ่งอยู่ตัวเดียว ตาเหม่อลอยมองนกโรบินซึ่งเกาะกิ่งไม้สีเทา พลางสูดกลิ่นแห้งของป่าสนจนเต็มปอด


            ที่นี่ เธอสามารถร่ำไห้ให้กับอากาเบลได้โดยที่ไม่ต้องอับอายมังกรตัวไหน


            “เด็กโง่เอเมอร์รัลด์รำพึง


            เมื่อคิดถึงความตาย บางครั้ง ทุกอย่างก็เกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว เธอยังจำครั้งล่าสุดที่คุยกับแลนจ์ได้ มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แสงแดดจัดจ้านวันนั้นยังมอบความอบอุ่นล่องหนให้แก่เธออยู่ ทว่าหลังจากนั้นแลนจ์ก็จากไป ประหนึ่งลมพัดผ่านใบไม้แห้งกรังให้ร่วงหล่นจากลำต้น เธอยังระลึกถึงความทรงจำที่มีอากาเบลอยู่ในนั้นได้ มันแจ่มแจ้ง ชัดเจน และมีชีวิตชีวายิ่งนัก... ก่อนความตายจะพลัดพรากนางไป


            เธอเข้าใจดีว่าคาดโทษหรือกล่าวหายาโรเมียร์ที่ลงมือสังหารอากาเบลไม่ได้ มันคือสงคราม การสู้รบ ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ อากาเบลไม่ได้เก่งกาจอย่างที่เจ้าตัววาดฝัน และการต่อสู้กับมังกรซึ่งแข็งแกร่งและมีประสบการณ์มากกว่านั้นก็ทำนายผลลัพธ์ออกมาเรียบร้อยตั้งแต่เริ่มลงสนามแล้ว ทว่าเธอก็มิอาจทำใจยอมเป็นมิตรกับยาโรเมียร์อย่างง่ายดายด้วยได้ อาจจะเป็นไปได้ในวันข้างหน้า แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ ตอนที่บาดแผลในใจของเธอยังสดใหม่


            เอเมอร์รัลด์ไม่ขยับเขยื้อนจากท่านั่ง แม้ว่าหิมะจะเริ่มก่อสร้างตามร่างกายประหนึ่งต้นไม้ยืนแข็งกล้าแล้วก็ตาม เธอได้สนทนากับยาโรเมียร์เพิ่มเติมเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขากล่าวถึงโลกมนุษย์ และแม้เขาจะไม่ยอมเปิดเผยว่าได้รับข่าวสารต่าง ๆ นานามาจากไหน แต่เอเมอร์รัลด์ก็สามารถคาดเดาได้ อาจจะผิด หรือถูกแค่ครึ่งเดียว – ว่าเขาเหมือนอากาเบล


มนุษย์คงกรีดร้องหรือไล่ฆ่าหากพวกเขาเห็นมังกรตัวมหึมา แต่หากเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันล่ะ?


            โลกนี้ช่างกว้างใหญ่กว่าที่เอเมอร์รัลด์เคยคิดเสียอีก


            แอเธลวินเป็นอาณาจักรที่อ่อนแอ ยาโรเมียร์เล่าเช่นนั้น ต่อให้มีนักรบที่เก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจช่วยได้ ไม่ช้าไม่นานก็จะถูกสั่งให้ไปรบจนตัวตายเพื่อแผ่นดินซึ่งไม่เคยซาบซึ้งถึงความเสียสละจนหมดสิ้น


            การสังหารคนจากดินแดนอื่นน่ะหรือคือการเสียสละ? เธอขัดในใจ


            ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของหลายตระกูลในแอเธลวิน ความเก่งกาจที่จะถูกสลายหายไปเพราะความอ่อนแอของอาณาจักร เขาพูด อีกไม่นาน สงครามครั้งใหม่ก็จะปะทุ แอเธลวินจะเข้าร่วมรบอย่างแน่นอน สงครามศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ แอเธลวินนับถืออาซีมุสอย่างเคร่งครัด เพราะตระกูลเอลไลเวิร์ธสืบทอดเชื้อสายมาจากผู้นำศาสนจักรปัจจุบัน


            ทำไมเจ้าถึงมั่นใจในทฤษฎีของตัวเองนัก?


          ‘ข้าเคยบินไปดินแดนฝั่งตะวันออก ท่านเอเมอร์รัลด์ ยาโรเมียร์หัวเราะเสียงต่ำในลำคอ พวกนั้นมีการจัดการที่ดีกว่าในด้านเทคโนโลยี หรืออาจจะหมายความว่าศาสนาของพวกนั้นดีกว่าศาสนาในทวีปนี้ ข้าล่ะเสียดายบรรดาอัศวินฝีมือดีที่มาเกิดในอาณาจักรซึ่งหวังเพียงเกาะอำนาจราชานักบวชกับจักรวรรดิ ศัตรูของแอเธลวินไม่ใช่แค่เฮเนวิง เจ้าชายซิกฮาร์ดน่ะหรือ เขาใจร้อนจัดจนเขานี่แหละที่จะกลายเป็นตัวอันตรายของเฮเนวิงเสียเอง ดังนั้น มิใช่เฮเนวิงที่แอเธลวินควรกังวล


            เหตุใดถึงเล่าให้ข้าฟัง?


          ‘มันคือโลกกว้างภายนอกขุนเขา ท่านเอเมอร์รัลด์ ข้าคิดว่าท่านน่าจะสนใจ


            เอเมอร์รัลด์ปิดเปลือกตาแน่น ประสาทสัมผัสการรับฟังทวีความสามารถขึ้นมา เธอฟังเสียงเหล่าสัตว์ฤดูหนาวเหยียบย่ำหิมะและกิ่งไม้ เสียงจมูกฟุดฟิดดังก้องท่ามกลางความเงียบงัน ความคิดมากมายวิ่งขวักไขว่ในหัว ก่อนเธอจะระบายลมหายใจ ข้างนอกโลกของมังกรเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เธอไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่ง มันจะรุกลามมาถึงสเนียเซนี่หรือเปล่า



***



เธอ เจ้าของความทรงจำ เริ่มรู้จักเวทมนตร์จากเรื่องเล่าและตำนาน มันปรากฏ ณ ทุกที่ ในบทเพลงของชาวนาผู้อ้อนวอนเทพเจ้าให้ผลผลิตออกดอกออกผล ในบทสวดของครอบครัวชนชั้นสูงผู้คาดหวังว่าพระเจ้าจะปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเฉกเช่นบทคาถาของเหล่าพ่อมดแม่มด


สิ่งเหล่านี้คือความหวังคำขอร้อง ทว่ากลไกของมันคือเวทมนตร์ เธอจึงสนใจศาสตร์แห่งเวทมนตร์นับตั้งแต่บัดนั้น และได้เก็บบันทึกและค้นคว้ามาตลอดอย่างลับ ๆ เธอไม่มีพื้นฐาน แต่เธอเชื่อว่าเธอมีเวทมนตร์ซุกซ่อนอยู่ในสายเลือด การฝึกฝนจึงกินเวลานาน รวมกับช่วงเวลาที่เธอต้องออกเดินทางตามหาเบาะแสจากทั่วอาณาจักร


            พระราชาไม่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้


            ทว่าโธมัสรู้ แน่นอนว่าเขาต้องรู้ เธอกับเขาศึกษาความรู้ด้านอื่นเคียงข้างกันมาตลอดตั้งแต่วัยเยาว์ ท่ามกลางการแข่งขันสู่ความเป็นเลิศของเด็กหลายคน เธอกับเขาเป็นหนึ่งในเด็กที่โดดเด่น แต่คนที่ฉายแววและเป็นที่รักใคร่ของบรรดาผู้สอนมากที่สุดก็คือโธมัสผู้เก่งกาจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดาบ ธนู หรือทวน การเล่นหมากรุก หรือการเต้นรำอันมากเสน่ห์


            ความเก่งกาจนั้นได้ถูกถ่ายทอดต่อมายังเด็กที่เขารับมาอุปการะเลี้ยงดูประหนึ่งลูกชายแท้ ๆ ให้นามสกุลเบลนเฮล์มและทรัพย์สมบัติแก่เด็กคนนั้น หากสามารถมอบยศมาร์ควิสให้ได้ เด็กคนนั้นก็คงกลายเป็นทายาทเต็มตัว อันที่จริงแล้ว เด็กชายผู้นี้ก็สมควรที่จะก้าวหน้า เพราะเขาได้รับการฝึกฝนจากหนึ่งในอัศวินที่ดีที่สุดในแอเธลวิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยหนีหัวซุกหัวซุนจากสงครามระหว่างแอเธลวินกับจักรวรรดิให้กลายเป็นหนึ่งในนักรบฝีมือดีได้


            โธมัสใช้เวลาหลายปีในการสืบเสาะว่าเขาไม่ได้เผลออุปการะเชื้อพระวงศ์ที่หายสาบสูญหรือหลบหนีมา ดีทริค เบลนเฮล์มเป็นเพียงแค่ชาวพื้นเมืองสักแห่งหนในดินแดนของจักรวรรดิ เด็กชายเองก็ไม่สามารถจำได้ว่าเขามาจากที่ไหน แต่เธอคาดเดาว่าเขาอาจจะมาจากการขยายตัวของพวกชนเผ่าป่าเถื่อนทางทิศเหนือ เพราะมีลักษณะร่วมกันอย่างผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า


            เขาจะเติบโตเป็นอัศวินที่ดี เธอได้ยินเสียงโธมัสพูด ณ สถานที่ใดที่หนึ่งอันเลือนราง ข้าภูมิใจในตัวดีทริค เขาไม่เหลือร่องรอยสมัยปีแรก ๆ ที่เขามาอาศัยในแอเธลวินเลยแม้แต่น้อย เชื่อหรือไม่ ด้วยฝีมือของดีทริค เขาจะนำชัยชนะมาให้แก่แอเธลวินในสงครามไหนก็ตามอย่างแน่นอน ต่อจากนั้น... เขาก็จะค้นพบชีวิตอันสงบสุข แต่งงานกับหญิงสาวที่ดี มีทายาทสืบทอดตระกูล


            เจ้าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วสิในชีวิต?


            เธอไม่เห็นใบหน้าของโธมัส แต่ความทรงจำบอกไว้ว่าเขากำลังยิ้มเศร้าสร้อยอยู่


            ข้าต้องขอยอมรับ มีบางครั้งที่ข้าจะรู้สึกถึงความท้อแท้ ข้าฝันร้ายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ล่ะครั้งห่างกันเป็นเวลาหลายปี มันเริ่มตั้งแต่ข้าได้เดินทางไปอวยพรตระกูลลาเบลล์ เจ้าจำได้หรือไม่ งานเฉลิมฉลองของตระกูลลาเบลล์ ในฐานะที่มาธิลด้า ลาเบลล์ได้หมั้นหมายกับเอิร์ลริชาร์ด เซลี่ นับตั้งแต่บัดนั้น มีหลายคืนที่ข้านอนหลับไม่สนิท ด้วยความหวาดกลัวในจิตใจ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว ความเป็นไปได้ที่ฝันร้ายข้าจะเป็นจริงก็น้อยลง แต่ข้ายังมิอาจปล่อยวางได้


            เธอเองก็ฝันร้ายไม่ต่างกัน หลังจากกลับมาจากงานเฉลิมฉลองของตระกูลลาเบลล์ เจ้ากังวลอะไร โธมัส


            คู่สนทนาเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกับกำลังชั่งใจอยู่ว่าสิ่งที่เขาจะบอกต่อไปนั้นเป็นเรื่องงมงายเหลือเชื่อและน่าอับอายที่จะให้ใครล่วงรู้หรือเปล่า ทว่าสุดท้ายเขาก็ถอนหายใจ และยอมตอบเสียงแผ่วในที่สุด


            ข้าฝันเห็นความตายของดีทริค ในอีกหลายปีต่อจากนี้ เขาเว้นเงียบ ความตายนั้นปรากฏในหลายสถานที่ บางครั้งข้าก็เห็นป่า บางครั้งข้าก็เห็นลานกว้าง และบางครั้งข้าก็เห็นทะเลทราย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง หนึ่งคือความหนาวเย็นยะเยือก และร่างสีเงินสว่างผู้ที่จะลงมือสะบั้นหัวลูกของข้า ผู้ชาย ผู้หญิง หรือสัตว์อะไรก็ตาม มันคือสิ่งที่จะฆ่าดีทริค


            เวลานั้น อากาเบลก็รู้สึกตัวขึ้นมา ท่ามกลางความทรงจำปริศนาที่ยังดำเนินต่อ ความหวังเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง หัวใจของเธอเต้นแรง เข้าใจความหมายของประโยคของโธมัสชัดแจ้ง เขาหมายถึงเธอคนที่จะสังหารดีทริค จะเป็นใครไปได้อีก? ฝันร้ายของโธมัสหมายถึงว่าเธอมีโอกาสมากกว่าดีทริคหลายเท่าใช่ไหม


            ทว่าเธอก็ต้องหุบยิ้ม กลายเป็นความหวาดผวาที่ยึดร่างกายเมื่อโธมัสพูดต่อไป


            อย่างไรก็ตาม ข้าฝันดีในบางคืน และฝันดีนั้นช่างยอดเยี่ยมยิ่งกว่าชัยชนะใด ๆ เพราะหลังจากข้าทนทุกข์ทรมานเห็นดีทริคตายแล้วตายเล่า ในที่สุด ข้าก็เห็นดีทริคฆ่ามัน



***



ความทรงจำปริศนาสร้างความกลัวให้อากาเบลมากพอจนเธอสะดุ้งตื่น


เมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียง เธอจึงถอนหายใจโล่งอกพร้อมหลับตาลงดังเดิม แล้วทบทวนถึงบทสนทนากับโธมัส ฝันร้ายของเขา และเธออาจจะสามารถฆ่าดีทริคได้... มีเสียงผืนผ้าขยับใกล้ใบหู ลิลี่? เธอรีบโพล่งออกไปทันที


นี่ข้าหมดสติไปกี่รอบแล้ว?ตั้งแต่กลายเป็นมนุษย์ อากาเบลต่อในใจ


            “หนึ่ง... ครั้ง?”


            ไม่ใช่เสียงของลิลี่ คนที่นั่งอยู่ข้างเตียงคือเด็กสาวตาฟ้าที่เธอช่วยไว้ในสนามต่อสู้ใต้ดิน


อากาเบลเผลอลุกพรวดด้วยความตกใจ แล้วมองผ่านเด็กสาวตาฟ้าไปที่ลิลี่ซึ่งส่งยิ้มอ่อนมาให้จากประตูห้อง จากนั้นก็กลับมามองเด็กสาวตาฟ้าอีกครั้ง นางยื่นมือมาช่วยพยุง ปอยผมหยักศกสีทองเข้มปนสีน้ำตาลหล่นมาแนบแก้ม นัยน์ตาสีฟ้าของนางสดใสราวกับท้องฟ้าฤดูร้อน ผิวสีขาวซีดคล้ายสีของหิมะ นางอยู่ในชุดกระโปรงสีแดงเลือดหมูเข้ม มีรอยปักเลื่อมทอง


            “เจ้าช่วยข้าไว้นางพูดเสียงใส ครั้งนั้นที่ข้าขอบคุณ เจ้าอาจจะไม่ได้ยินนางดูเด็กกว่าอากาเบลกับลิลี่ประมาณปีสองปีได้ ข้าชื่อมาธิลด้า... มาธิลด้า เซลี่ และเจ้าคือโซโกลอฟ ศิษย์ของฟอร์เซเคน ถูกต้องหรือเปล่าจ๊ะ


            เป็นเพราะความเจ็บปวดบริเวณคางที่หยุดยั้งไม่ให้อากาเบลพูดได้ตามปกติ เธอจึงเลือกผงกหัวน้อย ๆ เป็นคำตอบแทน มาธิลด้าแย้มรอยยิ้มหวานให้ ไม่มีท่าทีไม่พอใจกับความไร้มารยาทเลยแม้แต่น้อย


            “ข้าไม่รู้ว่าควรจะตอบแทนเจ้าอย่างไรดี เป็นเพราะความโง่เขลาของข้าแท้ ๆ ข้าจึงตกอยู่ในอันตรายในสถานที่เช่นนั้น หากเจ้าไม่เข้ามาช่วย ข้าก็ไม่คิดว่าใครจะมาช่วยข้าทัน คงเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ข้าเชื่ออย่างสุดหัวใจนางพูด


            นั่นเป็นเพราะเธอเมาจนเผลอลงมือทำร้ายคนต่างหาก อากาเบลอ้าปากจะขัด แต่ก็ตัดสินใจเงียบแทน


            “ได้โปรดบอกข้า หากเจ้ามีความประสงค์อะไร ข้าอยากตอบแทนเจ้า…”


            ทันใดนั้น รอยยิ้มของมาธิลด้าก็หายไป นางจ้องใบหน้าของอากาเบลเขม็ง ก่อนจะรีบเลื่อนสายตาไปทางอื่นเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต อากาเบลขมวดคิ้ว แล้วหันความสนใจไปที่สภาพห้องนอนแทน มันเป็นห้องขนาดกลาง ผนังอิฐแขวนม่านสีน้ำตาลอ่อน เครื่องเรือนมีน้อยนิด คือเตียงนอนสำหรับหนึ่งคน หน้าต่างบานเก่าเหนือหัวเตียง โต๊ะขาบางข้าง ๆ และเตาผิงไฟอบอุ่น


            “ดวงตาของเจ้า สีน้ำตาล แต่มีสีเงินผสมเป็นริ้วมาธิลด้ากระซิบ ใบหน้าไม่สู้ดีนัก มันคืออะไรหรือ


            อากาเบลยกมือแตะบริเวณใต้ตาขวาทันที พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่หลังจากความพยายามที่จะพูดล้มเหลว กล้ามเนื้อและกระดูกส่งเสียงประท้วงผ่านรอยฟกช้ำ เธอจึงค่อย ๆ ขยับริมฝีปากพูดทีละคำแทน มันเป็นมาตั้งแต่เกิด...


            เธอเหลือบมองกิ่งไม้ซึ่งกำลังกวัดแกว่งรับลมหนาวอยู่ข้างนอกหน้าต่างแทน แล้วพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่แทะเล็บตัวเองด้วยความกังวล มาธิลด้าขยับแขนเหมือนจะยื่นมือเข้ามาแตะไหล่เธอ แต่ก็ตัดสินใจหยุดไว้กลางคัน


พักผ่อนให้เต็มที่เถอะจ้ะ ข้าคงต้องขอตัวก่อนนางพูด พลางลุกจากข้างเตียงนอนอย่างเชื่องช้า หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในสัปดาห์ก่อนงานเฉลิมฉลองของเจ้าชายกิลเบิร์ตนะจ๊ะ โซโกลอฟนางหันไปมองลิลี่ซึ่งยังยืนเฝ้าอยู่ตรงประตูห้องนอน ลิลี่ ข้าขอสนทนาด้วยสักครู่ได้หรือไม่จ๊ะ


            ทั้งสองออกไปพูดคุยข้างนอกห้องนอน ทิ้งให้อากาเบลนอนบนเตียงและสำรวจรอบข้างอยู่คนเดียว ความสะอาดสะอ้านของมาธิลด้าทำให้ทั้งเธอกับลิลี่ดูหมองคล้ำไปถนัดตา โดยเฉพาะชุดตัดเย็บอย่างดีของนาง เมื่อเทียบกับชุดสาวใช้มอมแมมสีตุ่นแล้ว นางดูคล้ายกับเจ้าหญิงอย่างไงอย่างงั้น—


            อากาเบลตาโต หากมาธิลด้าคือเจ้าหญิงจริง ๆ ล่ะ? เธอคงสามารถขออะไรจากนางได้ทั้งนั้น ดังนั้นเธอจึงนอนมองเพดานอย่างใจจดใจจ่อ พลางคิดหาความปรารถนาในโลกมนุษย์ที่สามารถเรียกร้องได้ จนกระทั่งมีคนเปิดประตูห้องนอนเข้ามา เธอจึงสะดุ้งจากภวังค์ หันไปเห็นลิลี่ซึ่งมีสีหน้าซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด นางลงกลอนประตูเสร็จก็จ้ำอ้าวตรงเข้ามาหา


            “นางเป็นเจ้าหญิงหรือเปล่าอากาเบลขยับกรามถามช้า ๆ


            ลิลี่เหม่อลอยวางชุดกระโปรงพับอย่างดีไว้บนโต๊ะข้างเตียง


            “เฮ้ นางใช่เจ้าหญิงไหม


            “หือ? อะไรนะ?นางเพิ่งหลุดจากความคิด ไม่ใช่ เลดี้มาธิลด้าเป็นภรรยาของเอิร์ลริชาร์ดแห่งมาโซว์แชย์ หากจะพูดถึงเจ้าหญิงก็ต้องเป็นดัชเชสเซเลสเทีย...”


            “นางแต่งงานแล้ว? ยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอ


            “อายุสิบหกไม่ถือว่าน้อยแล้วในแวดวงชนชั้นสูงลิลี่บอก แล้วนั่งลงข้างเตียงโดยหันหลังให้ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ โซโกลอฟนางหันมาจ้องตา ดูหวาดกลัวขึ้นมา เลดี้มาธิลด้าคุยกับข้าเมื่อครู่ เรื่องดวงตาของเจ้า ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ สีเงินมันไม่ชัดเจนเท่าตอนนี้ มันเหมือนกับว่าดวงตาสีน้ำตาลของเจ้าเป็นแค่เปลือกไม้ และกำลังลอกผิวให้สีเงินที่แท้จริงปรากฏออกมา”


            อากาเบลมือชา “ไม่ใช่ลางดีใช่ไหม”


“ใช่ เพราะเจ้ามีสิทธิ์โดนกล่าวหาว่าเจ้าเป็น... แม่มดได้


            เสียงของนอร์แมนที่เรียกเธอว่าแม่มดในสนามรบดังขึ้นมาในหัว เธอจึงร้องขอกระจกมาส่องดูทันที เมื่อได้เห็นสีนัยน์ตาทั้งสองข้างเต็ม ๆ เธอก็รู้สึกสับสนขึ้นมาทันใด มันเป็นสีน้ำตาลอันน่าเบื่อเหมือนตอนที่เธอส่องผ่านน้ำตกในสเนียเซนี่ แต่ตรงกลาง – ซึ่งเป็นวงกลมเล็ก ๆ สีดำ – คือร่องรอยสีเงินเบื้องล่างนั้น


            นัยน์ตาสีเดิมของเธอกำลังกลับมา?


            “ข้าไม่ใช่แม่มด อากาเบลประกาศ พลางขมวดคิ้วมุ่นอย่างครุ่นคิด ไม่ใช่ว่าพระเจ้าชาร์ลส์ก็เคยทักเธอเรื่องสีดวงตามาก่อนไม่ใช่หรือ ตอนนั้นเธอมัวแต่ตกใจที่ได้รับการยืนยันว่าเขาร่วมมือกับเจ้าของความทรงจำปริศนา


            ลิลี่เหงื่อซึมเต็มใบหน้า จะ-เจ้าวางใจได้เลย ข้าไม่คิดว่าเจ้าเป็นแม่มด แต่ศาสนจักรอาจจะมองอีกแบบ เจ้าเป็นหนึ่งในผู้คนที่แตกต่าง และความแตกต่างนั้นหมายความว่าเจ้าเกี่ยวข้องกับพ่อมดแม่มด ต่อให้มีแค่สีของดวงตาเจ้าเท่านั้นที่แปลกแยกไปก็ตาม โซโกลอฟ ไม่มีใครอยากเห็นเจ้าโดนเผาทั้งเป็น ฉะนั้น เวลานี้ อย่าเพิ่งให้พระราชาสังเกตเห็น...”


            “ไม่ทันแล้วอากาเบลขัด แต่ข้ายังไม่โดนอะไร


            “เจ้ารู้รึเปล่าว่าพระเจ้าชาร์ลส์คือทายาทของสวัฟชีสเตราชานักบวชน่ะ? ลิลี่เบิกตากว้าง


            “ไม่รู้ แต่ข้าบริสุทธิ์


            หิมะเริ่มตกแล้ว และใบหน้าของลิลี่ตอนนี้ก็กลายเป็นสีเดียวกับหิมะข้างนอกหน้าต่างเรียบร้อย


พวกเขาจะพิสูจน์โดยการถ่วงน้ำเจ้า...นางกระซิบขณะทอดสายตามองมือบนตักตัวเอง หากเจ้าลอยขึ้นมา นั่นหมายความว่าเจ้าใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือตัวเอง เจ้าจะยิ่งดิ้นไม่หลุด แต่ถ้าเจ้าจมไปเลย เจ้าก็บริสุทธิ์


            อากาเบลกำผ้าห่มแน่นจนเส้นเลือดปูด เธอเผลอกัดกรามเต็มแรง ความเจ็บสะเทือนขึ้นมาฉับพลันจนต้องร้องโอ้ยลั่น เธอจึงเปลี่ยนไปย่นหน้าผากจนปวดหัวแทน เรื่องแม่มดเป็นปัญหาใหญ่พอแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่เข้าใจท่าทางเกรงกลัวของลิลี่ด้วยซ้ำ นางขยับถอยห่างไปเรื่อย ๆ และปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปหลายนาที ก่อนนางจะเอ่ยอีกครั้ง


            “เกี่ยวกับงานเฉลิมฉลอง เราต้องกลับไปอยู่วังใหญ่จนกว่างานจะจบ ซึ่งก็คือวันศุกร์ของอีกสองสัปดาห์หน้าน่ะ งานจะจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของท่านเจ้าชายกิลเบิร์ตในการต่อสู้ที่ผ่านมา ท่านเจ้าชายเพิ่งประกาศเมื่อชั่วโมงที่แล้วเอง


            ไอ้ลูกหมาเรื่องมากนั่น อากาเบลนึกอยากต่อยหน้ากิลเบิร์ตจนเขาสลบเมือดไปหลายวันแทบแย่ เธอฟังลิลี่ชี้แจงเวลาเดินทางกลับวังใหญ่ในวันพรุ่งนี้อย่างหดหู่ (หกโมงเช้า) เดินทางอีกแล้ว และยังต้องผ่านเมืองสกปรกซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้นั่นอีก ยังไม่นับประโยคที่ลิลี่ทิ้งท้ายไว้ก่อนจะออกไปจากห้องนอน มันทำเอาเธอขนลุกพอง ราล์ฟเป็นคนแบกเธอกลับมาคฤหาสน์ก็จริง แต่ดีทริค... (เธอถอนหายใจเสียงดัง) ลิลี่บอกว่านางไม่เคยเห็นเขาแสดงอารมณ์โกรธออกมาเท่าเมื่อวาน


คิ้วขมวดเป็นปม ปากเม้มเล็กน้อย และเผลอปิดประตูเสียงดังกว่าเดิม – ถ้าพฤติกรรมนี้เรียกว่าโกรธมาก ๆ แล้ว – ใบหน้าของเขามีรอยฟกช้ำสีม่วงอื๋อตรงคางเช่นเดียวกับอากาเบล เธอหลุดหัวเราะกับตัวเองครู่หนึ่งเมื่อลองทบทวนสถานการณ์ใหม่ เขาไม่สามารถรักษาแผลให้หายอย่างรวดเร็วเหมือนเดิมได้ เพราะคนอื่นจะผิดสังเกตเอา


สมน้ำหน้า อากาเบลได้ใจคิด รู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะอย่างบอกไม่ถูก


            แต่เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ ความหดหู่ก็กลับมาอีกครั้ง เธอเปลี่ยนชุดอย่างระมัดระวัง เสร็จแล้วก็ลูบโครงหน้าของตัวเองขณะพิจารณาสภาพอันยุ่งเหยิง – เส้นผมแห้ง เบ้าตาดำโหล ปากแตก เธอลองรวบผมทั้งหมดไว้แล้วยกขึ้นสูง ใช้สันมือวัดความยาวผมที่ต้องการจะตัด ยิ่งสั้นก็ยิ่งดี นับตั้งแต่ออกเดินทางจากคฤหาสน์หลังแรกที่เธอได้อาศัย เธอค้นพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเองที่เปลี่ยนไป อย่างน้อยบางคืนเธอนอนโดยสวมชุด เวลากินอาหารก็ไม่ได้ใช้มืออย่างเดียว


และความเป็นมังกร...


            ทั้ง ๆ ที่เธอสามารถกลับมาสักการะราชามังกรได้เป็นปกติหลังจากการต่อสู้แล้วแท้ ๆ แต่ความรู้สึกเศร้าสร้อยยังคงอยู่เธอหลับตาลง พยายามลบเลือนอิสรภาพที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชีวิตประจำวัน และทิ้งความสับสนวุ่นวายในหัวไว้เบื้องหลัง จากนั้นจึงก้มมองชุดกระโปรงที่สวมอยู่ พลางท่องในใจว่า ขอแค่ไอ้งานเลี้ยงนั่นผ่านไปก็พอ เมื่อนึกถึงงานเลี้ยง เธอก็นึกถึงพระเจ้าชาร์ลส์ และความขัดแย้งกับตระกูลเบลนเฮล์มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อากาเบลหรี่ตามองลานหน้าคฤหาสน์ชั้นล่างซึ่งเต็มไปด้วยม้าและผู้คน ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินอ้อยอิ่งลงบันไดไป ความคิดดำเนินต่อไป – ดีทริคแค้นราชา ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับโธมัส เบลนเฮล์มที่ตายไปแล้ว เธอไม่สนใจส่วนนี้ แต่เป็นเป้าหมายของดีทริค เขาทำสงครามประสาทอยู่ แต่ดูแล้วคงอยากฆ่าราชาแน่ ๆ และถ้าฆ่าได้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ยึดบัลลังก์? นั่นหมายความว่าเขาต้องฆ่าเจ้าชายอีกสองคน?


            แล้วเธอล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอซึ่งเป็นคู่พันธสัญญาชีวิตของอัศวินที่ขึ้นมาครองบัลลังก์อาณาจักรต่อ—


            “ไม่มีใครรื้อของ ๆ ข้าใช่ไหมอากาเบลดึงแขนเสื้อของลิลี่ที่กำลังรีบเดินผ่านไป หิมะที่กองไว้บนเส้นผมของนางร่วงโรยลงมาเมื่อนางหันมาเบิกตาโตใส่ ก่อนจะกระตุกแขนหนีราวกับต้องไฟร้อนระอุ


            “ทำไมหรือ มะ-ไม่หรอกนางตอบ แต่ลองไปตรวจดูหน่อยก็ดีนะ


            อากาเบลขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่สาวความยาว เธอรับผ้าคลุมสีขาวจากสาวใช้คนอื่นมาสวมขณะเดินออกจากที่กำบังไปหาม้าที่เธอแขวนข้าวของไว้ ภายในหนึ่งคืน หิมะก็หนาเกือบครึ่งเข่าแล้ว ไม่ต่างไปจากวิวของเมืองใกล้ ๆ ที่ขาวโพลนจนแทบจะกลืนไปกับเทือกเขา เธอต้องย่ำหิมะทีละก้าวเพราะความไม่เคยชิน หิมะหนาเท่านี้ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเธอในร่างมังกร


            —ความคิดยังคงวิ่งวุ่นต่อไป เธอสงสัยว่าการกลายเป็นราชาของอาณาจักรแอเธลวินคือเป้าหมายของดีทริคจริง ๆ หรือเปล่า การฆ่าราชาทิ้งหมายความว่าเขาเป็นพวกคิดร้ายต่อราชวงศ์เอลไลเวิร์ธ เขาต้องฆ่าเชื้อพระวงศ์ที่เหลือด้วย – ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกิลเบิร์ตที่เป็นเพื่อนของเขา – หากไม่อยากโดนฆ่า


            เวรแล้วไง...


ถ้าหากดีทริคฆ่าราชาได้ แล้วความแค้นของเขาหมดไปล่ะ? เขาจะไม่มีเหตุผลที่จะต้องอยู่ต่อ ในเมื่อเขาล้างแค้นได้แล้ว (และหากการขึ้นครองบัลลังก์แอเธลวินไม่ใช่เป้าหมาย) เขาคงยอมรับโทษประหารแต่โดยดี และเธอก็จะซวยไปด้วยหากพันธสัญญาชีวิตยังอยู่ ถ้าราชาฆ่าดีทริคได้ก่อนล่ะ? ไม่มีทาง เธอก็ซวยอยู่ดี จะทางไหนเธอก็หนีความตายไม่พ้น


            “ถึงเวลาเดินทางแล้ว!” ราล์ฟพูดใส่หู แต่เหมือนเขาตะโกนมาจากที่ไกล ๆ แทน เราต้องรีบไปให้ถึงวังใหญ่ก่อนค่ำ หิมะดูท่าจะตกหนักอีก พระเจ้าช่วย พายุหิมะล่ะคราวนี้!”


อากาเบลขี่ม้าอย่างใจลอย เหตุการณ์รอบข้างกลายเป็นสีเทาผสมสีขาวพร่ามัว มีเพียงกลิ่นชื้นของต้นไม้ที่เธอสามารถรับรู้ได้ เธอไม่เคยอยากหาทางทำลายพันธสัญญาชีวิตมากเท่านี้มาก่อน หนทางที่ดีทริคเสนอไว้ก็ยิ่งดูห่างไกลขึ้นเรื่อย ๆ เธอจะทำใจเป็นสหายเขาได้อย่างไง มันไม่ใช่เรื่องที่สะกดจิตตัวเองทุกคืนแล้วจะสำเร็จง่าย ๆ ยิ่งการเป็นสหายที่ว่านั้นหมายถึงความสัมพันธ์ที่มากกว่าการทักทายหรือการพูดคุยด้วย


            หรือในความเป็นจริงแล้ว ดีทริคอาจจะไม่ต้องการให้พันธสัญญาชีวิตถูกทำลาย เขาไม่เคยเปิดเผยความเป็นไปได้อย่างอื่น และเขาก็รู้... รู้ว่าเธอต้องใช้เวลายาวนานหรืออาจจะตลอดกาลในการทำลายพันธสัญญาชีวิต นี่มัน...


            “ข้าเคยไปไล่ทำลายหมู่บ้านเจ้ารึไง ถึงแค้นข้าจนต้องใช้พันธสัญญาชีวิตกักขังข้าไว้น่ะ?!” อากาเบลโพล่งใส่ดีทริคทันทีที่เธอเร่งม้าจนเทียบเขา รอยฟกช้ำทวีคูณความปวด แต่เธอไม่สนใจ ไอ้บัดซบ ข้าไม่เคยออกไปไกลเกินกว่าป่าแถวสเนียเซนี่ด้วยซ้ำ ให้ตายเถอะ ทำไมต้องลากข้าไปตายกับเรื่องเวรพรรคนี้ด้วย?!”


            เขาหันมามอง พลางยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเอง ผ้าคลุมสีดำสะบัดอยู่ข้างหลัง เสียงดัง


            “หา?” เด็กสาวอ้าปากค้าง แล้วรีบเหลือบมองคนอื่นในขบวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงยอมลดเสียงลง ข้าไม่อยากเกี่ยวข้องกับการล้างแค้นของเจ้า! ฉะนั้นก็บอกวิธีทำลายพันธสัญญาชีวิตวิธีอื่นมาซะ ข้าจะทำลายมัน เราแยกทางกัน จบ ทีนี้เจ้าจะไปฆ่าราชาแล้วตายตามก็ไป


            “จินตนาการของเจ้าพัฒนาขึ้น เพราะข้าไม่เข้าใจที่เจ้าบอกเลยแม้แต่น้อยดีทริคพูด พลางยกมือขึ้นมาขณะทรงตัวบนหลังม้า แม้จะยังมีรอยฟกช้ำที่บริเวณคางอยู่ แต่มันไม่รบกวนการพูดของเขาเหมือนเธอเลยแม้แต่น้อย ให้ปรบมือไหม


            “อะไรนะ?อากาเบลงุนงงในทีแรก พลางจ้องหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่งระหว่างปรับความเข้าใจ เธอท้ากลับไปด้วยท่าทียะโสโอหังไม่เข้ากับสภาพกระเซอะกระเซิง ปรบมือ? อ้อ อยากปรบก็ปรบไปซี่


            ดีทริคปรบมือสามครั้งช้า ๆ


            อากาเบลหน้าแดงจัดเพราะความอับอาย นี่เป็นความพยายามที่จะหันเหความสนใจข้าที่ทุเรศที่สุด


            “ข้ารู้ เขายกยิ้มกวนประสาทที่มุมปากให้ ชวนให้น่าโดนต่อยจนร่วงลงไปนอนกองกับพื้นพร้อมม้ายิ่งนัก เธอไม่ทำ เพราะรู้ว่าตัวเองคงโดนหมัดล่องหนสอยจนลงไปนอนด้วยอย่างแน่นอน


            “เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์มาคุยกับข้าเมื่อวานดีทริคพูด เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของอากาเบล เขาจึงขยายความ เลดี้มาธิลด้า เซลี่ ภรรยาของเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์


            ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงชะงักเมื่อได้ยินชื่อของเด็กสาวตาฟ้า–มาธิลด้า ดวงตาสีฟ้าของนางยังฉายชัด ไม่หายไปเสียที


            “เคาน์เตสกังวลว่าเจ้าอาจจะโดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะช่วงเวลาต่อจากนี้ เราจะต้องพบปะผู้คนอีกมากมาย โดยเฉพาะหากเจ้าอยู่กับข้า ดังนั้น เคาน์เตสจึงเสนอให้เจ้าไปอยู่กับนางแทนจนกว่างานเลี้ยงฉลองจะจบ นางมีชื่อเสียงในด้านการเข้าสังคมน้อยเมื่อเทียบกับเลดี้คนอื่น และเอิร์ลแห่งมาโซว์แชย์ก็มีอำนาจพอไม่ให้ใครเข้ามาป้วนเปี้ยนนัก


            “ก็ได้


            ดีทริคมองเธอเหมือนไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตกลงง่ายดายขนาดนี้ เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมตลอดการเดินทาง บางครั้งอากาเบลก็หลุดอุทานคำหยาบหรือบ่นขึ้นมาเมื่อต้องขี่ม้าผ่านเมือง กลิ่นเหม็นแสบจมูกเสียจนเธอแทบอาเจียน (โดยหันไปทางคู่สนทนา) ส่วนกิลเบิร์ตนั้นทำหน้าจะร้องไห้ด้วยความที่ทนกลิ่นไม่ได้อยู่ข้างหน้า


            “ถ้าเจ้าอ้วกใส่ข้า...” ดีทริคเตือนยังไม่ทันจบประโยค เด็กสาวก็รีบยกมือปิดปากแน่น เธอหัวเราะไป โกร่งคอระหว่างพยายามกลั้นอาเจียนที่มีสาเหตุมาจากกลิ่นเหม็นของถนนในเมืองกับการที่เธอดื่มเหล้าจัดเมื่อวันก่อนไป


            “อ้วกใส่แน่นอน ไม่ต้องห้ามหรอก” เธอบอก


เขาถอนหายใจ ยอมแพ้ราบคาบ ถ้าจะอ้วกแล้วก็อ้วก อย่ากลืน


            ก่อนอากาเบลจะอาเจียนสิ่งที่กลั้นไว้ออกมา ดีทริคก็ขยับม้าเข้ามาใกล้เพื่อย่นระยะห่าง เขาชั่งใจว่าจะดึงผ้าคลุมเธอดีไหม แต่เพราะเกรงว่าเธอจะร่วงจากหลังม้าไปโดนทั้งขบวนเหยียบ จึงยื่นมือที่สวมถุงมือสีดำมาให้เธอจับแทน แต่อากาเบลสั่นหัว ปิดตาแน่น พร้อมยืดตัวตรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วกลืนอาเจียนแสบคอกลับไป


            มีเสียงโวยวายตกใจดังขึ้น เพราะกิลเบิร์ตกลายเป็นคนที่อ้วกใส่เสื้อผ้าอย่างดีของตัวเองแทน

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #919 คุณลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 16:05
    สงสารเบลต้องคอยหมั่นไส้ดีทริคแต่ทำไรไม่ได้ แต่เราชอบในความกวนของนาง ตัวละครลับคัวใหม่ปรากฏกายอีกแล้ว มาทิลด้า
    #919
    0
  2. วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 01:13
    มาธิลด้าเป็นตัวละครปริศนามากๆ และน่าจะเป็นคนโยงอากาเบลเข้ามาในเรื่องพวกนี้ บังเอิญแค่ไหนที่จะมีงานเลี้ยงรัรองเจ้าชายในวันเดียวกับที่อากาเบลออกจากขุนเขาพอดี บังเอิญแค่ไหนที่ลิลี่ คนที่เจออากาเบลคนแรกจะได้ติดตามเข้ามาอยู่กับอากาเบลในวัง(ตามคำแนะนำของเคาท์เตส) และบังเอิญแค่ไหนที่คนมีชาติตระกูล ยศสูงขนาดนั้นจะบังเอิญไปอยู่ในสังเวียนต่อสู้ใต้ดินที่อากาเบลดันเมาไปทุบหัวเค้าอีก เอาเป็นว่าจับตาต่อไป //ทำเหมือนว่าอ่านรอบแรก 55555 ยังขำฉากอ้วกและฉากปรบมือเหมือนเดิม โอ้ย ดีทริคกวนอ่ะ
    #875
    0
  3. #779 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:20
    โถ บางทีก็รับคำง่ายเนอะ
    มังกรขี้เมาๆ
    #779
    0
  4. วันที่ 15 มกราคม 2559 / 03:25
    บางทีศาสนาก็ดูไม่มัแก่นสารอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องการเผาแม่มด เป็นอะไรที่โง่งมงายมาก
    #240
    1
    • #240-1 p 4 r e w 1 n e (@kachelya) (จากตอนที่ 21)
      16 มกราคม 2559 / 18:39
      สมกับยุค Dark Age ค่ะ ;w;
      #240-1
  5. #216 Elfea (@venelin) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 19:40
    ดีทริคดูยากเหมือนอย่างเคย
    #216
    1
    • #216-1 p4rew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 21)
      28 ธันวาคม 2558 / 19:08
      จะบอกว่าจำท่านจากเรื่องโนบีเลียได้ค่ะ U v U ขอบคุณนะคะที่อ่านเรื่องนี้ด้วย
      #216-1
  6. #158 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2558 / 01:57
    สงสารเอเมอรร์รัลด์เหลือเกิน ถึงผู้อ่านจะรู้ก็เถอะว่าหนูอากาเบลสบายดี แต่เสด็จแม่ก็ซึมไปแล้ว ;___; อยากรู้เกี่ยวกับเจ้าของความทรงจำมากขึ้น ๆ ทุกทีแล้ว ดูเหมือนอะไรหลาย ๆ อย่างจะถูกเฉลยได้โดยคนนี้ แต่ยังไงยังไงก็ไม่เผยตัวซะที ทั้งมาธิลด้าทั้งลิลี่ดูเหมือนจะอดเป็นห่วงอากาเบลไม่ได้เสียแล้ว เรื่องเยอะเหลือเกิน 555+ ดีทริคนี่ก็ดูจะมีแผนอะไรแย่ ๆ รออยู่เต็มไปหมดนะครับ เขียนดีมาก ๆ มีคำนิยมจากคุณ foxxtrot ด้วยอีกต่างหาก (-..-)b
    #158
    0
  7. #152 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 22:28
    ชอบดีทริตมั้กๆๆๆ "จินตนาการของเจ้าพัฒนาขึ้น ให้ปรบมือมั้ย" นางกวน....ได้จัยมากกกกก 5555เบล ข้างี้อายแทนเลยย
    #152
    1
    • #152-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 21)
      15 กันยายน 2558 / 08:47
      อายแทนเหมือนกันค่ะ ฮาา
      #152-1
  8. #151 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 13:23
    สู้ๆนะคะ เอาใจช่วยค่ะ ^_^
    #151
    1
    • #151-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 21)
      15 กันยายน 2558 / 08:47
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #151-1
  9. #150 Orp Atsani (@katsurashii) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 01:37
    ขอบคุณครับ
    #150
    1
    • #150-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 21)
      15 กันยายน 2558 / 08:46
      ขอบคุณเช่นกันค่ะ
      #150-1