Draconic Chronicle

ตอนที่ 20 : II-20: One-eyed Man’s Handshake Inn

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 693
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




20



            คณะเดินทางมาถึงเมืองลูบลินาช่วงสายสามวันหลังจากนั้น


            ผ่านแม่น้ำสายสำคัญที่กลายเป็นธารน้ำแข็งซึ่งรายล้อมบ้านหินผิวขรุขระสีอ่อน หลังคาทรงกรวยคว่ำ มาที่ป่าสนทางทิศใต้ซึ่งเปลี่ยนวิวจากพื้นหญ้าไปถึงเทือกเขาให้กลายเป็นสีเทาหม่นหมอง อากาศอันหนาวเหน็บทำให้กิลเบิร์ตไม่สบายระหว่างทาง โชคดีที่การเดินทางไม่ล่าช้าไปกว่านี้ เพราะมีสมุนไพรมาบรรเทาอาการไข้สูงของเจ้าชายได้พอสมควร มิฉะนั้นเขาก็คงสูดน้ำมูกไม่หยุด ก่อนจะทนไม่ไหวขอพักทุกชั่วโมงเพื่อก่อกองไฟ


            ปราสาทอันเป็นที่อาศัยของพระราชาตั้งอยู่กลางเมืองติดกับภูเขา เป็นศูนย์กลางซึ่งกระจายถนนผ่านแม่น้ำสายหลักออกมา คูน้ำแบ่งธารเล็ก ๆ เข้าไปล้อมตัวคฤหาสน์ด้านในสุด คณะเดินทางต้องผ่านกำแพงหนาทึบวงนอกเข้ามาก่อน จากนั้นจึงขี่ม้าเป็นขบวนผ่านประชาชนที่พากันชะเง้อหน้ามองเต็มถนน (อากาเบลสัปหงกมาตลอดทาง) แต่ล่ะคนมีใบหน้าขาวโพลนอันเนื่องมาจากฤดูกาล บางคนมีหิมะติดตามหนวดเคราและเส้นผม ต่างสวมเสื้อผ้าหนาที่ยังกันความหนาวได้ไม่ดีเสียเท่าไร


            ในตอนแรก อากาเบลจะได้พักในพระราชวังหนึ่งคืน ก่อนจะออกเดินทางไปยังปราสาทของกิลเบิร์ตซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสายหลักของเมืองลูบลินาในวันต่อมา แต่กิลเบิร์ตซึ่งทำหน้าบึ้งตึงปฏิเสธที่จะพักในวังใหญ่ เขาคงทะเลาะกับพระเจ้าชาร์ลส์เป็นแน่ และราชาก็อ่อนแอจากอากาศหนาวแตกต่างจากตอนที่เคยเสียงแข็งใส่ เขาจึงห้ามลูกชายง้องแง้งของตัวเองไม่ได้ ดังนั้นอากาเบลจึงได้พักในคฤหาสน์ของบารอนผู้หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กำแพงม่านวงนอกแทน


            “ชามิ้นต์ร้อน ๆ!” กิลเบิร์ตสั่ง มือกอดอกขณะนั่งตัวสั่นมองห้องนั่งเล่นหรูหราในคฤหาสน์อันเป็นที่พักชั่วคราว กลิ่นของดอกไม้นานาชนิดในห้องทำให้เขาเวียนหัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเขาบ่นไม่หยุด


            “รอสักครู่เจ้าค่ะ ฝ่าบาทลิลี่ก้มหัวนอบน้อมต่อหน้าบารอนที่ยืนยิ้มเจื่อนอยู่ข้างหลังเก้าอี้กิลเบิร์ต


            “ข้าต้องการให้มีคนดูม้าด้วย!”


            “ข้าไปเองอากาเบลเสนอ แล้วย่ำเท้าเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปโดยไม่รอช้า รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันใดที่ไม่ต้องอยู่ระหว่างกิลเบิร์ตกำลังหงุดหงิด เธอหยุดไปครู่หนึ่งหลังปิดประตูเพื่อชี้นิ้วเรียกพวกคนรับใช้ชายให้ตามมา


            เธอค้นกระเป๋าย่ามติดอานม้าเพื่อค้นเหล้าน้ำผึ้งมาดื่มรอระหว่างมองดูคนรับใช้ชายต้อนม้าเข้าคอกให้พ้นความหนาว ไฟจากเตาผิงด้านในคฤหาสน์แผ่ความร้อนจนเธอที่ยืนอยู่ข้างนอกสามารถสัมผัสได้ ณ ขณะนั้นก็ยังได้ยินเสียงบ่นของกิลเบิร์ตดังมาจากข้างในห้องนั่งเล่นอยู่ดี รวมถึงเสียงไอจาม สักพักก็เงียบไปเมื่อหาผู้โชคร้ายมาฟังการบ่นได้สำเร็จ


            “ข้าอยากเข้าไปในเมืองเธอบอกกับราล์ฟที่เพิ่งเดินออกมาจากคฤหาสน์ เขากำลังปัดหิมะตามไหล่ทิ้งอยู่


            “เที่ยวหรือ อย่างงั้นต้องไปขออนุญาตชาร์น็อคเซียซ์นิคก่อน


            อากาเบลกลอกตา ก่อนจะตัดสินใจนั่งใต้ต้นไม้แห้งชื้นเพื่อดื่มเหล้าชมวิวประชด ในตอนแรกอากาศยังหนาวอยู่มาก แต่เมื่อพระอาทิตย์ขยับมาส่องกลางกระหม่อม อากาศก็ร้อนขึ้นพอสมควร เธอหันไปมองรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครมองอยู่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบรรดาคนรับใช้ที่กำลังช่วยงานคฤหาสน์ จากนั้นจึงเริ่มสักการะราชามังกร เธอพร่ำประโยคขอบคุณในใจ เสร็จแล้วก็นั่งต่อ จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เธอจึงรู้สึกเบื่อหน่ายเกินกว่าจะนั่งเฉย ๆ ต่อไปได้


            การตามหาดีทริคไม่ยากนัก แค่ตามเสียงบ่นดัง ๆ ของกิลเบิร์ตไปก็พบทั้งสองกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเดิม มีชาอุ่น ๆ ส่งควันกรุ่นสองถ้วยวางไว้บนโต๊ะระหว่างกัน กิลเบิร์ตยังหงุดหงิดไม่เปลี่ยนแปลง (“เขาไม่เคยใจร้ายกับข้ามาก่อน!” เขาโวยวาย) ส่วนดีทริคก็นั่งฟังด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม จะพูดก็ต่อเมื่อถูกถามความคิดเห็น


            เขาเหลือบตามองเธอที่เดินตึงตังเข้ามา ก่อนจะหันกลับไปสนใจคู่สนทนาต่อ


            “ข้าอยากไปเที่ยวในเมืองอากาเบลรอตอนที่กิลเบิร์ตยกชาดื่มตรงไปกระซิบข้างหูดีทริค ที่นี่น่าเบื่อจะตายชัก ให้ราล์ฟไปกับข้าด้วยก็ได้


            เขาโน้มตัวมาด้านหลังเล็กน้อยโดยไม่หันมามอง “เหม็นเหล้า”


            “ไม่เกี่ยวสักหน่อย อะไรวะ” เธอว่า พลางผลักเก้าอี้เขา “สรุปจะให้ไปไหม”


            “เดี๋ยวก็ก่อเรื่องอีก”


            “ถ้าเจ้าไม่ตามใจข้า งั้นก็ช่างหัวพันธสัญญาชีวิตมัน คิดว่ามิตรภาพอยู่ ๆ จะงอกเงย...”


            กลับมาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน


            “เยี่ยมเธออดยิ้มแป้นไม่ได้ พลางวางมือบนไหล่เขาหนัก ๆ แล้วก็ผละไปตามหาราล์ฟต่อ



***



            กิลเบิร์ตมองโซโกลอฟที่เดินลิบ ๆ หายไป สลับกับมองน็อคส์ที่ถึงแม้จะยังทำหน้าตายอยู่ แต่ท่าทางที่ไม่ยอมสู้หน้าเขาที่กำลังแกล้งดื่มชาอย่างไม่รู้ไม่ชี้พอทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้าง จึงต้องรีบวางแก้วลงก่อนที่ตัวเองจะหัวเราะออกมาและสำลักชา “ข้ารู้นะ” เขาพูด


            น็อคส์เลิกคิ้ว พลางขยับท่านั่งให้แผ่นหลังตั้งตรงกับเก้าอี้ “รู้อะไร?”


            แม้จะโดนย้อนถามกลับ แต่กิลเบิร์ตก็ยิ้มกรุ่มกริ่มด้วยความพอใจ พลางเบนสายตาไปมองรูปวาดในห้องนั่งเล่นทีละรูปเพื่อถ่วงเวลา ปกติน็อคส์จะไม่สนใจสาวความยาวต่อความยืดกับบทสนทนาใด ๆ แต่ครั้งนี้ การที่ถูกพูดใส่ว่ามีคนรู้ความลับคงทำให้เขาว้าวุ่น เพราะสุดท้ายเขาก็ต้องถามย้ำอีกรอบ คิ้วขมวดเล็กน้อย


            “เจ้ารู้อะไร?”


            เจ้าชายหัวเราะร่า “เจ้าสนใจนาง!


            ได้ผล คู่สนทนาเงียบกริบทันที


            “ข้าดูอาการของทั้งผู้ชายและผู้หญิงออกน่ะ เจ้าก็รู้ว่าเลดี้ทั้งหลายเข้าหาข้าทั้งนั้น ฉะนั้นเจ้าอาจจะเรียกได้ว่าข้าเป็นผู้ชำนาญในด้านนี้ ข้าจึงดูอาการลับ ๆ ของเจ้าออกอย่างไง” กิลเบิร์ตเริ่มสาธยาย “เจ้าหายใจลำบากขึ้นเวลาโซโกลอฟเข้ามาใกล้ ถึงเจ้าจะทำเป็นไม่สนใจนางก็เถอะ ตอนที่นางวางมือบนไหล่เจ้า ข้าเห็นเจ้าตัวเกร็งด้วย! เจ้าชอบ...”


            “นางไม่เหมือนอัศวินฝึกหัดทั่วไป นางอันตราย”


            “อัศวินฝึกหัดไม่อันตรายไปกว่าอัศวินที่เป็นเจ้านายหรอก”


            “เจ้าไม่ควรจะมองว่านางเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา”


            “นั่นไง! เจ้าออกตัวปกป้องนางแล้ว!


            น็อคส์เดาะลิ้น เป็นการสื่อว่าประโยคเมื่อครู่เพ้อเจ้อและไร้สาระเต็มทน กิลเบิร์ตก็รู้ แต่เขาตั้งใจแกล้งคนที่นาน ๆ ทีจะมีเรื่องของผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญ มันทำให้เขารู้สึกว่าอัศวินตรงหน้าก็เป็นชนชั้นปกติคนธรรมดา ไม่ใช่ฟอร์เซเคนที่ถูกจำกัดและทอดทิ้ง จนชีวิตมีเพียงเรื่องของการฆ่าฟันและสงครามเท่านั้น... เพราะเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนแท้ ๆ


            “เจ้าจะเอาอย่างไง เรื่องกลับไปวังใหญ่” น็อคส์เปลี่ยนเรื่อง


            ชีวิตในพระราชวังใหญ่กลางเมืองลูบลินาเป็นชีวิตที่สะดวกสบายและปลอดภัยกว่าชีวิตในปราสาท ณ เมืองคาลีซช์หลายต่อหลายเท่า แต่กิลเบิร์ตจะต้องพบเจอขุนนางมากคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีบุคคลหนึ่งที่เขาไม่อยากเจอเลยแม้แต่น้อย แค่นึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นก็ทำให้จิตใจของเขาห่อเหี่ยวเหลือล้นแล้ว


            “ข้าเลี่ยงไม่ได้หรือ”


            น็อคส์สั่นหัว “มีงานเลี้ยง เทศกาลใหญ่ สำหรับเจ้าโดยเฉพาะ”


            ต้องเข้าร่วมสถานเดียว กิลเบิร์ตท้อแท้ ทั้ง ๆ ที่เขาชื่นชอบงานรื่นเริงเป็นชีวิตจิตใจ แต่สำหรับงานนี้ มันไม่ใช่งานปกติทั่วไป แค่นี้เขาก็มีความรู้สึกผิดและย่ำแย่ฝังลึกในใจอยู่แล้ว เขาได้แต่ยิ้มแหย ๆ เท้าทั้งสองข้างก็รังแต่จะพาวิ่งหนี


            “เจ้าสามารถขอยกเลิกงานได้ หากเจ้าไม่สบายใจ” น็อคส์บอก “หรือพูดยกย่องทหารที่ต่อสู้เป็นพิเศษ ให้สวัสดิการทั้งคนเจ็บคนตาย อย่าเอาดีเข้าตัวเองฝ่ายเดียว และสร้างความตระหนักถึงภัยกับเฮเนวิง...”


            “ท่านพ่อจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟน่ะสิ!


            แค่มื้อเย็นที่ปราสาทในเมืองคาลีซช์ก็เพียงพอแล้ว กิลเบิร์ตรู้ซึ้งถึงพิโรธของพ่อเป็นอย่างดี เขาเกลียดตอนที่ตัวเองต้องหน้าจ๋อยเป็นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อหน้าพวกขุนนางและทหาร หากเป็นไปได้ เขาก็อยากย้อนอดีตกลับไปปิดปากเงียบ ไม่พูดไม่จาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับน็อคส์ให้พ่อฟัง ฉะนั้น ในงานเลี้ยง หากเขาพูดนอกเรื่องไปจากที่พ่อเห็นชอบ ไม่ต้องจินตนาการก็รู้ว่าเขาจะโดนต่อว่าจนน้ำตาแทบร่วงอย่างไร เขาไม่ต้องการอย่างนั้นโดยเด็ดขาด


            “เจ้าลองใช้เวลาคิดทบทวนเสียก่อน เรายังไม่ต้องออกเดินทางวันนี้” น็อคส์ทิ้งท้ายประโยคไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป “ราชาจะโกรธ นั่นคือความจริง แต่รัชทายาทจะไม่คิดอย่างนั้น”



***



            ถนนในเมืองสกปรกกว่าที่อากาเบลคิดเสียอีก


            ตามพื้นเต็มไปด้วยคราบไขมันและมูลสัตว์ น้ำสีดำสกปรกขังเจิ่งนองตามร่องหิน คอยกระเซ็นเซ่นซ่านใส่ขากางเกงเธอยามม้าเดินผ่าน มีกลิ่นเหม็นหืนที่ทำให้ต้องใช้ชายเสื้อคลุมปิดจมูกระหว่างทางตลอด เห็นชัดจากประชาชนที่ก็ต้องปิดจมูกตัวเองเช่นกัน บรรดาหนูกับแมลงสาบวิ่งพล่านตามซอกอาคารร้านค้า บางแห่งมีกลิ่นคาวเลือดสัตว์ที่เพิ่งถูกเชือดตามมุมด้วย


            “ไม่คิดจะทำความสะอาดกันเลยรึไงอากาเบลถามเสียงอุดอู้


            การเที่ยวเมืองลูบลินาแย่จนสามสิบนาทีแรกก็เพียงพอแล้ว ราล์ฟจึงพาไปยังภูเขาทางทิศเหนือไม่ไกลจากปราสาทแทน เธอขี่ม้าย่ำทางเดินหิมะขึ้นไปตามเนินเขาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เห็นเทือกเขาไกลสุดลูกหูลูกตาที่ปลายขอบฟ้า ข้าง ๆ ภูเขานี้มีผืนป่าสนที่ทางวังใหญ่มักเลือกเป็นที่จัดกิจกรรมล่าสัตว์สำหรับคนใหญ่คนโต บัดนี้เหล่าสัตว์ทั้งหลายคงถอยล่าไปจำศีลไม่ก็ขุดคู้หาความอบอุ่นในถ้ำหรือใต้ดินแทน แม้แต่มังกรก็เช่นกัน หากเป็นเธอ ก็จะนอนจำศีลไปเป็นสิบปี


            บนเชิงผาสูงที่มีแต่หิมะเป็นสถานที่สักการะเทพเจ้าในยุคเก่า เป็นอารามผุพัง ไร้หลังคาหิน ชาวพื้นเมืองชอบมานั่งสมาธิกันในอดีตเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ด้านหน้าประตูที่หักครึ่งมีรูปปั้นหินทรวดทรงผู้หญิงในผ้าคลุมบางเฉียบปิดทั้งร่างตั้งไว้ ปีกผังผืดหุบแนบลำตัวจรดปลายเท้า กาลเวลาหลายร้อยปีทำให้พื้นผิวบางส่วนขรุขระ รอยสลักเลือนรางจนไม่สามารถเห็นรายละเอียดของผ้าคลุมหรือดวงตาได้ ตัวอักษรโบราณตรงแขนของรูปปั้นก็เช่นกัน


            นี่คือรูปปั้นพระแม่เยเรน่า – เทพเจ้าแห่งไฟ


            เทพเจ้ายุคเก่าที่เมื่อก่อนเคยเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวแอเธลวินก่อนศาสนาอาซีมุสจะเข้ามามีอิทธิพลในเวลาต่อมา เทพเจ้าแห่งธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ เรียงชื่อตามธาตุก็คือ คาซีมีร์ เลสเซค เมียก้า และเยเรน่า ทั้งสี่ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ได้สร้างโลก แต่เกิดมาพร้อมกับโลก และคอยเฝ้าโอบอุ้มสิ่งมีชีวิต เคยมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับมังกรเช่นกัน (ราล์ฟต้องเล่าส่วนนี้เพิ่ม เพราะเป็นส่วนที่โด่งดังที่สุดในตำนานเทพเจ้า) ว่าบรรดาราชามังกรในตำนานได้ความสามารถพ่นไฟน่าสะพรึงมาจากเยเรน่า


            “จะจริงเหรออากาเบลถามอย่างเคือง ๆ


            พ่อไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง หรือในความเป็นจริง พ่อยังไม่เคยกล่าวถึงที่มาที่ไปของพลังไฟของราชามังกรด้วยซ้ำ


            “เทพเจ้าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในคัมภีร์ของศาสนาอาซีมุสเช่นกัน สมัยก่อน พวกท่านยังปรากฏกายให้คนเห็น พระเจ้าก็เช่นกัน พวกท่านมอบพลังให้กับทุกสิ่งมีชีวิต มังกรกับมนุษย์ได้รับพลังธรรมชาติอย่างดิน น้ำ ลม ไฟ เวทมนตร์ที่หายสาบสูญไปนานแล้วอย่างไงล่ะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีแต่ความชั่วร้ายครอบงำทุกหนทุกแห่ง เหล่าทวยเทพก็ไม่มาปรากฏตัวอีก


            มังกรไม่ใช่สัตว์ต่ำต้อยแบบมนุษย์สักหน่อย อากาเบลประท้วงในใจ


            ราล์ฟเหม่อมองผ่านรูปปั้นเทพเจ้าแห่งไฟไปยังเทือกเขาไกลโพ้น อย่างไรเสีย พระผู้เป็นเจ้าก็ยังเปี่ยมด้วยเมตตา หากข้าหรือเจ้าปฏิบัติตัวดี เราก็จะได้ไปใช้ชีวิตในดินแดนหลังความตายของท่าน รู้รึเปล่า


            เด็กสาวพ่นลมหายใจผ่านจมูกเพื่อแสดงความดูถูก เธอเก็บงำประโยค เหลวไหลทั้งเพ ไว้ในใจแทน พลางพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงท่าทีดูแคลนตำนานของมนุษย์ไปมากกว่านี้ เธอกระชับเสื้อคลุมให้แน่นกว่าเก่า  ปัดหิมะที่ติดเส้นผมสีดำสนิทให้พ้น ก่อนจะใช้เท้าเตะตัวม้าให้มันเริ่มเดินลงเนินกลับไปยังเมืองลูบลินา


            “เดี๋ยวก่อนเธอรั้งราล์ฟไว้เมื่อกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้ง ที่นี่มีเหล้าดี ๆ ขายไหม


            “เหล้า?” ราล์ฟเลิกคิ้ว ร้านตรงนั้น ถ้าข้าจำถูกนะ ที่ข้างในจัดหรู ๆเขาชี้นิ้วไปที่บริเวณเรือนสองชั้นซอมซ่อตรงหัวมุมถนนไม่ไกลนัก ข้าให้เวลาเจ้าครู่เดียวเท่านั้น ว่าแต่เจ้ามีเงินพอใช่ไหม


            “คงจะมีหรอก หากชาร์น็อคเซียซ์นิคคิดจะใส่ใจบ้างน่ะ


            สุดท้ายราล์ฟก็ยื่นถุงใส่เหรียญเงินไม่กี่เหรียญมาให้ พร้อมกับบ่นที่เธอแอบค่อนแคะดีทริคไปด้วย เธอแค่ฉีกยิ้มใส่ รีบรับถุงเงินมาแล้วมุ่งหน้าไปตามหาร้านดังกล่าว ไม่มีร้านไหนเปิดเผยให้เห็นการตกแต่งด้านใน เธอเลยเลือกร้านจากป้ายชื่อเลอะฝุ่นทำจากไม้ซึ่งแขวนไว้หน้าร้านแทน


            คำทักทายของชายตาเดียวบนป้ายมีรูปชายขี้เมาผิวสี สวมผ้าปิดตาหนึ่งข้าง กำลังชูเหยือกดินเหนียวในกำมืออยู่ ขยะข้างประตูร้านเต็มไปด้วยขวดเหล้า และอ้วกหมาด ๆ จากลูกค้าคนหนึ่งที่แทบจะคลานไปกับพื้น เขามีรอยช้ำทั่วร่าง และกำลังโอดครวญเพ้อเจ้อถึงเด็กสาวตาฟ้าหน้าตาน่ารักซึ่งเปรียบเสมือนนางฟ้าตัวน้อย ๆ ของเขาในความฝัน


            เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบบาร์–โรงแรมเล็ก ๆ (เพราะชั้นสองมีห้องแคบ ๆ ให้พักทั้งชั้น) บรรยากาศทะมึน ๆ มีคนน้อยนิดนั่งอยู่ข้างใน เหล้ามากมายตั้งเรียงรายบนชั้นไม้ข้างหลังเจ้าของโรงแรม ที่นี่ผิดแผกไปจากร้านที่ราล์ฟบอกโดยสิ้นเชิง ร้านหรูหราดังกล่าวคงย้ายไปแล้ว เหลือแค่โรงแรมแห่งนี้กับนักดนตรีพเนจรซึ่งกำลังยืนตะเบ็งเสียงเป็นเพลงกลอนใกล้กองไฟกลางห้องโถงอยู่ เหล้าหนึ่งขวดวางไว้ข้างขาเขา


            “ยินดีต้อนรับ ละ-เลดี้...เจ้าของโรงแรมซึ่งเป็นชายร่างท้วมตัวเตี้ยเรียกอากาเบลไม่ถูก เพราะเธอไม่ได้ดูเหมือนไพร่ในชุดเก่าซอมซ่อแต่อย่างไร ขณะเดียวกันก็ไม่เหมือนหญิงสาวชนชั้นสูงที่ไม่แม้แต่จะโผล่มาในสถานที่แบบนี้


            “ข้าอยากได้แบบนั้นเธอเพยิดหน้าไปยังขี้เมาคนหนึ่งที่ดื่มเหล้ามูมมามจนเลอะหนวดเคราเฟิ้มไปหมด


            ใช้เวลาไม่นาน อากาเบลก็ได้เหล้าที่สั่งมา จึงดมกลิ่นมึนมัวด้วยความใคร่รู้ แล้วลองจิบทีล่ะนิด รสชาติซาบซ่านของมันช่วยผ่อนคลายร่างกายและปัดเป่าความหนาวทิ้งไป ฤทธิ์ของเหล้าขวดนี้แรงกว่าเหล้าน้ำผึ้งที่เธอเคยดื่ม ครู่เดียวเธอก็เริ่มรู้สึกมึน ๆ ระหว่างนั้น หูก็แว่วเสียงเฮอื้ออึงเบา ๆ มาจากอีกด้านของผนัง จึงแสร้งเดินไปเงี่ยหูฟังให้แน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด มันเป็นเสียงเฮเหมือนกำลังมีการแข่งขันเกิดขึ้นอยู่


            “มีแข่งใต้ดินอยู่รึไงเธอถาม เจ้าของโรงแรมหลุบตาต่ำทันที เธอจึงพยายามมองตามสายตาของเขาไปว่าประตูทางเข้าอยู่ตรงไหน แต่เขาจ้องแน่วแน่ไปที่โต๊ะไม้ตรงหน้าอย่างเดียว ฟันดาบ? ชกต่อย? อะไรอีกล่ะ?


            “ไม่มีหรอกขอรับ ไมเลดี้...


            ทันใดนั้นเขาก็เบิกตาโพลง หลุดเสียงอุทานแผ่วเบาออกมาเมื่ออากาเบลย้ำความคิดในหัวตัวเองว่าเธอจะหาทางเข้าไปยังสถานที่ลับนั้นให้ได้ ด้วยสติสัมปชัญญะที่ลดฮวบเพราะฤทธิ์เหล้าหรือความต้องการจริง ๆ ก็แล้วแต่ เธอจะขบกรามเล่นระหว่างรอคำตอบ แต่ดันเผลอกัดลิ้นเต็มแรงจนเลือดซิบ เธอปวดจี๊ด ก่อนจะทรุดลงไปนวดโครงหน้า “บ้าเอ๊ย...”


            ทว่าเจ้าของโรงแรมกลับหันไปมองรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก เขามองผ่านเธอไปด้วยซ้ำ ทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน ปากก็พึมพำว่า นั่นอะไรน่ะ?กับ แม่มด? พระเจ้าช่วย!” เขารีบหันไปเปิดประตูข้างหลังชั้นวางเหล้า เพราะอารามตกใจกับเสียงของตกว่าอาจจะเป็นเธอที่แอบไปเปิดประตู (ความจริงคือลูกค้าคนหนึ่งสะดุด เอาทั้งร่างทั้งโต๊ะล้มไปด้วย)


            อากาเบลสับสน แต่ก็ตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กัน เธอกุมแก้มและย่องตามไป พยายามทำให้ฝีเท้านิ่งและเงียบเชียบที่สุด ผ่านห้องเก็บของเพดานต่ำเต็มไปด้วยลังไม้ไปเจออีกประตูซึ่งมีบันไดลงไปยังชั้นล่าง เจ้าของโรงแรมแค่ชะเง้อมองเข้ามา เขาขมวดคิ้วงุนงง เมื่อไม่เจอความผิดปกติก็ถอนหายใจเฮือกใจ หมุนตัวเดินกลับไป เธอรีบนั่งลงเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเดินชน กระทั่งในห้องว่างเปล่า เธอจึงแง้มประตูห้องเก็บของพอผ่านได้ แล้วรีบลงบันไดไปผลักประตูไม้ข้างล่าง—


            มือของเธอหายไป


            เด็กสาวผงะถอยด้วยความตกใจ เธอมองไม่เห็นมือของตัวเองที่วางทาบกับบานประตู แต่อยู่ ๆ ผิวเนื้อก็ค่อย ๆ หล่อหลอมจากความว่างเปล่าขึ้นมา เธอดึงมือกลับมาลองแตะสำรวจ ไม่ใช่ภาพลวงตา งั้นเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น? พลันเศษเสี้ยวความรู้ก็ร่วงหล่นลงมาต่อกันกลายเป็นภาพแผ่นใหญ่ นี่คือสาเหตุที่เจ้าของโรงแรมมองเลยผ่านเธอไป


            เธอหายตัว


          เวทมนตร์อย่างงั้นหรือ


            อากาเบลเข้าใจในทันที เจ้าของความทรงจำปริศนาใช้เวทมนตร์นี้ตามดูดีทริคทำภารกิจฆ่ามังกรเมื่อสี่ปีก่อน มันเป็นเวทมนตร์ที่ทำให้เขาสามารถเข้าใกล้เป้าหมายได้อย่างแนบเนียน เป็นเวทมนตร์เดียวกันกับที่ทำให้ไม่มีใครพบเจอร่างมังกรของเธอที่ตกลงมาเสียงดังสนั่นในป่าหลังจากต่อสู้กับดีทริค หรือตอนที่เธอพ่ายให้แก่เพทราดีสีแดงเข้มแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ความสามารถนี้คงถูกถ่ายทอดมาพร้อมกับภาษาและวัฒนธรรมมนุษย์


            นั่นหมายความว่า... เจ้าของความทรงจำปริศนาอาจจะเป็นพ่อมด


            พ่อมดที่ต้องการฆ่าพ่อมดอีกคน ในดินแดนที่สาปแช่งเวทมนตร์อย่างแอเธลวินน่ะหรือ


            ราชา พ่อมด อัศวิน มังกร ให้ตายเถอะ ต่อไปเธอจะไม่ประหลาดใจแล้วถ้าจะมีเจ้าชายอย่างกิลเบิร์ตโผล่มาร่วมความขัดแย้งด้วย หรือเจ้าหญิงคนไหนสักคนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้


            อากาเบลตัดสินใจผลักประตูเปิดเข้าไป อากาศร้อนอบอ้าวปะทะใบหน้าเป็นอันดับแรก เธอเจอห้องใต้ดินกว้าง ปูพื้นไม้ แต่เลยจากโต๊ะกับเก้าอี้ที่มีคนนั่งดื่มเหล้าไปเป็นพื้นทราย ผู้ชายมากมายกำลังส่งเสียงเชียร์ตรงกลางที่มีเชือกล้อมรอบเป็นวงกลมอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครได้ยินเสียงประตูเปิดด้วยซ้ำ และไม่มีใครหันมามองคนมาใหม่ด้วย เธอจึงหยุดทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ แล้วดื่มเหล้าพร้อมเดินวนรอบห้องเพื่อสำรวจด้วยความสนใจ เธอต้องเบียดเสียดผู้ชายร่างใหญ่หลายคนกว่าจะเข้าไปใกล้ตรงกลางได้ จึงเห็นว่ามีการต่อสู้แบบมือเปล่าอยู่ ผู้ชมกำลังลงพนันกันอย่างครื้นเครง


            “เร็วเข้า เจ้ายิ่งได้เงินเพิ่มเรื่อย ๆ ทุก ๆ ห้าคนที่เจ้าชนะ!” พวกเขาตะโกน บ้างก็ใช้มือหรือเท้าเตะผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งที่ล้มลงไปนอนกับพื้น เลือดเปื้อนเต็มหน้าเขา ผสมกับเม็ดทรายชวนสยองขวัญ คิ้วแตก ตาบวมเป่ง ดั้งจมูกน่าจะหักด้วย


            อากาเบลสะบัดหัวเพื่อไล่ภาพที่เริ่มหมุนสลับทิศทางเพราะฤทธิ์เหล้า ก่อนจะหรี่ตามองการต่อสู้ให้ภาพพร่ามัวหายไป เธอยืนขมวดคิ้ว ผู้ชมของอีกฟากห้องมีใบหน้าอันแสนคุ้นเคยอยู่ เธอจึงต้องพยายามเพ่งสายตาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่านั่นคือคนที่เธอไม่ได้เจอมาประมาณสัปดาห์กว่า ๆ เขาสวมฮู้ดสีน้ำตาลเข้ม กำลังยืนอยู่ข้างผู้ชายซึ่งปกปิดใบหน้าส่วนใหญ่ แต่เส้นผมสีแดงโผล่พ้นคอเสื้อออกมาเล็กน้อย


            นอร์แมน? เธอพยายามเดินฝ่าฝูงคนไป ทว่าผ่านไปได้แค่คนเดียวก็ต้องหยุดอยู่กับที่ ชายเจ้าของกลิ่นเหล้าหึ่งตัวใหญ่ยืนขวางทางอยู่ เขากำลังก้มหัวเราะร่าใส่อะไรบางอย่างข้าง ๆ เธอผลักไหล่เขาให้ถอย แต่เขาก็ไม่ถอย ยังคงทำเสียงหื่นกามน่ารำคาญอยู่ นอร์แมนหันหน้าหนีไปอีกทาง เตรียมจะเดินหายไปในกลุ่มผู้ชม เธอเต้นเร้า ผลักแขนคนขวางอีกครั้ง เขายังไม่ถอย


            ด้วยความเร่งรีบขาดสติ เธอจึงดื่มเหล้าอึกเดียวหมดขวด และลงแรงหวดขวดเหล้าใส่หัวคนขวางทางเต็ม ๆ


            เสียงเฮขาดหายไป


            “เราได้คนลงแข่งแล้ว!” มีคนประกาศ


            อากาเบลจะปฏิเสธพร้อมสบถคำหยาบ แต่เด็กสาวตัวเล็กกว่าใต้เสื้อคลุมสีแดงเลือดหมูซึ่งโดนชายขี้เมาแทะโลมพุ่งมาหลบข้างหลังเธอเสียก่อน นางกระซิบเสียงสั่นว่า ขอบคุณมาก ขอบคุณจริง ๆซ้ำไปมา ปรากฏว่าเธอเข้าไปช่วยเด็กสาวคนนี้พอดี เธอไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ และตอนนี้เธอก็เหมือนชายหนุ่มหน้าดุผู้ผยุงความยุติธรรมในสถานที่อโคจรอย่างไงอย่างงั้น


            เสียแต่ว่าเธอเองก็เป็นเด็กสาวร่างบางไม่ต่างกัน


            “เจ้าช่วยข้าไว้เด็กสาวย้ำ


            ดวงตาสีฟ้าของนางแจ่มแจ้งที่สุดในมุมมองของอากาเบลซึ่งกำลังถูกหลายมือผลักไปมาให้ข้ามเชือกไปยืนตรงกลางร่วมกับคู่กรณีที่แม้จะมีเลือดอาบหน้าผาก ทว่าก็ยังแข็งแรงเกินกว่าจะหมดสติไปในทีเดียวที่โดนขวดทุบหัว เขาพยายามกะพริบตาถี่ ๆ ไล่อาการมึนมัวอยู่ พลางจ้องอากาเบลที่เพิ่งชกหน้าชายแก่ซึ่งหวังจะแตะบั้นท้ายไปเต็มเบ้าตา


            “เด็กผู้หญิงเหมือนกัน?” เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ถ้าข้าชนะ ข้าจะได้นางใช่ไหมเขาหันไปเรียกเสียงเฮจากผู้ชม ความมั่นอกมั่นใจกลับมาอีกครั้ง จึงทำเหมือนที่โดนทุบหัวเมื่อครู่เป็นแผลเล็ก ๆ มาสิ แม่หนู ข้าต่อให้เลยเอ้า! หมัดแรก


            อากาเบลย่นจมูกทำเสียงดูแคลน เจ้าโง่


            คู่ต่อสู้หัวเราะลั่น พลางย่างสามขุมเข้ามาหาดังราชสีห์ตัวมหึมา ผู้ชมตะโกนเสียงกึกก้องให้เริ่มสู้ เขาจึงปาดเลือดกับคราบเหล้าบนใบหน้าที่พลันแดงก่ำและบูดเบี้ยวทิ้ง แววตามุ่งร้ายขณะชูกำปั้นทั้งสองขึ้นมา กระชับหมัดพร้อมบดขยี้ ยังไม่ทันที่อากาเบลจะตั้งท่า เขาก็วิ่งตรงมาหาพร้อมกับเหวี่ยงหมัดมาที่ใบหน้าของเธอแล้ว


            เสียงตะโกนเชียร์หายไปทันควัน พาลให้ทั้งห้องเงียบสงัด เหลือแต่เสียงแก้วน้ำกับขวดเหล้ากระทบกันจากกลุ่มผู้ชม


            อากาเบลก้าวถอยหลัง พลางสะบัดข้อมือเล็กน้อย ขณะที่ทุกสายตามองไปยังคู่ต่อสู้ซึ่งหมดสติกลางอากาศ ร่างใหญ่ค่อย ๆ เซล้มลงหน้าทิ่มทรายเหมือนท่อนซุงไม้เปล่า ๆ ก่อนหน้านี้เขาโดนเด็กสาวปล่อยหมัดใส่โหนกแก้มที่เต็มไปด้วยคราบเหล้าและหนวดเคราก่อนที่เขาจะชกเธอได้ก่อนเสียอีก หมัดกระแทกกับผิวหนังดังปั่ก ลูกตาหมุนกลับเข้าไปในเปลือกตาทันที


            ทุกคนอ้าปากค้าง เบิกตาถลนมองอากาเบลที่เดินโซซัดโซเซสะดุดคนสลบไปหาผู้ชมรอบ ๆ เพื่อยักคิ้วให้


            “แค่นี้เองเหรอ”


            และแล้วเสียงเฮก็กลับมาอีกครั้ง ตามมาด้วยคู่ต่อสู้คนใหม่เจ้าของร่างกายบึกบึนยิ่งกว่าคู่กรณีคนแรกที่โดนหวดด้วยขวดเหล้า เขาปีนเชือกเข้ามาประกาศว่าจะจัดการเธอให้ต้องร้องโอดโอยขอชีวิต และดีดดิ้นแด่ว ๆ เป็นปลาขาดน้ำบนพื้น แต่เธอก็แค่เหวี่ยงกำปั้นเหยาะแหยะใส่โหนกแก้มอีกฝ่าย ด้วยพละกำลังของมังกรเท่านั้น


            แค่เพียงหมัดเดียว คู่ต่อสู้ก็หงายตึง


            “...เป็นไปได้อย่างไร...”


            “...ไม่มีทาง นางตัวเล็กกว่าตั้งเยอะ...”


            “...ไอ้คนที่แพ้น่ะ ล้อกันเล่นรึเปล่า!...”


            เมื่อไม่มีใครทนเกินสองหมัดของอากาเบลได้ การลงพนันก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง จากที่ตอนแรกลงเงินสูงกับเหล่าคู่ต่อสู้ ตอนนี้หลายคนก็เปลี่ยนมาลงเงินกับชัยชนะของเด็กสาวแทน


            ยังมีอีกหลายคนที่พยายามจะเข้ามาเอาชนะเธอให้ได้ ดังนั้นส่วนใหญ่เธอจึงแค่เดินหลบถ่วงเวลา นาน ๆ ครั้งจะรับหมัดเต็ม ๆ จนเกล็ดสีเงินกระจาย ทว่าเธอก็แก้ต่างว่านั่นเป็นมายากลของเธอ เด็กสาวตาฟ้าเองก็ส่งเสียงเชียร์ไปด้วยกับทุกชัยชนะ ตอนนี้นางยืนชิดกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งกับนางอีก


            อากาเบลจำไม่ได้แล้วว่าเธอชนะคู่ต่อสู้ไปกี่คน หรือเธอมาทำอะไรที่นี่กันแน่


            ระหว่างนั้นเธอได้นั่งพักเป็นช่วง ๆ มีทั้งเหล้ากับน้ำรสชาติแย่ให้ดื่ม บางครั้งก็มีคนยัดเหรียญเงินใส่มือ เธอยังไม่สร่างเมา เหงื่อผุดเต็มใบหน้า หยดใส่ชุดกระโปรงที่เธอฉีกตรงปลายให้สั้นพอเดินสะดวกเต็มไปหมด รอยยิ้มยังคงคาอยู่จนปวดแก้ม ไม่มีใครฟังประโยคที่เธอพูดรู้เรื่องหากเธอไม่พูดซ้ำอีกสองสามรอบ เสียงเฮดังกว่าเก่า เหมือนจะมีผู้ชมมากขึ้น เด็กสาวตาฟ้าหาผ้ามาเช็ดเหงื่อให้เธอตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ นางยิ้มกว้าง พูดอะไรบางอย่างที่ถูกเสียงคนอื่นกลบ มีแค่ “...เซลี่ที่อากาเบลได้ยิน


            เธอถูกผลักให้ลุกไปสู้ต่อ ด้วยฤทธิ์ของเหล้าที่ทำให้ทุกอย่างดูรื่นเริงจนคล้ายกับว่าทุกคนเป็นบ้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นจ้าวแห่งขุนเขามังกรอีกครั้ง ถึงแม้ตอนนี้เธอจะอยู่ในสังเวียนการต่อสู้ใต้ดินเล็ก ๆ ข้างใต้โรงแรมเก่า ๆ ก็ตาม


            อากาเบลจัดการคู่ต่อสู้คนต่อไป ฟันซี่หน้าของเขากระเด็นออกมา ก่อนเจ้าตัวจะล้มตึง เธอจึงหัวเราะเสียงดัง แล้วออกวิ่งรอบเชือกพร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเป็นการเรียกเสียงผู้ชม เมื่อจำได้ว่าคู่ต่อสู้บางคนถอดเสื้อเพราะอากาศร้อนหรือเพื่อแสดงท่าทีข่มขู่ เธอจึงก้มตัวลง ล้วงมือไปใต้กระโปรงเพื่อจะถอดด้วยความลืมตัว


            ฝ่ามือของใครบางคนดึงคอเสื้อเธอให้เซไปปะทะกับแผ่นอกของคนที่สูงกว่าข้างหลังเต็ม ๆ


            “ราล์ฟหาเจ้าไม่เจอเขากระซิบบอก น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิด ต้องลำบากมาหาข้าจนวุ่นวายไปหมด


            เสียงของราล์ฟซึ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟดังเสริม เจ้าก่อเรื่องอีกแล้ว!”


            “ขุนเขาของข้ากำลังจะไปได้สวย!” อากาเบลเถียงไม่ได้ศัพท์ “ปล่อยข้า!


            “ที่นี่ไม่ใช่ขุนเขามังกร เจ้าต้องกลับคฤหาสน์ได้แล้ว


            เธอพยายามทรงตัวให้อยู่โดยการปัดป่ายมือไปทั่วตัวคนห้ามจากข้างหลัง พลางสบถด่าเหล้าฤทธิ์แรงที่ดื่มไปอย่างหงุดหงิดจนเผลอหลุดคำหยาบออกมาด้วย เออน่ะ กลับไปเถอะน่า ข้าต้องจัดการไอ้พวกกีออสซะก่อน


            “เจ้าเมามากดีทริคว่า ต้องขยำคอเสื้อไม่ให้เธอล้มคะมำ คราวหลังช่วยดื่มน้อย ๆ ด้วย


            “อะไรนะ? โธ่เอ๊ย ไปตายที่ไหนก็ไป ไอ้เวรเอ๊ย


            เขาพยายามลากเธอออกไปจากลานสู้ เหล่าผู้ชมจึงกรูเข้ามาล้อมเพื่อตวาดใส่ไม่ให้แชมป์เปี้ยนและเงินพนันของพวกเขาหลบหนีไปอย่างง่ายดาย แม้แต่ราล์ฟก็ไม่สามารถแทรกเข้ามาช่วยเหลือได้ ผู้ชมหลายคนกร่นด่าหยาบคาย บ้างก็ยื่นมือมาจะแยกทั้งสองออกจากกัน บ้างก็ช่วยกันผลักเด็กสาวกลับเข้าไปในสังเวียน


            เมื่อความอดทนสิ้นสุดลง ดีทริคก็ผลักคนดูรอบ ๆ ออกไปจนแตกฮือเป็นวงใหญ่ แล้วก้าวเข้าไปในสังเวียนอีกครั้ง พร้อมประกาศเสียงนิ่งแต่แฝงไปด้วยอำนาจว่า งั้นข้าขอท้าประลอง


            ราล์ฟทำปากขมุบขมิบสวดภาวนาต่อพระเจ้า “ให้ท่านโปรดมีเมตตาต่อบาปของทั้งสองด้วยเถิด”


            อากาเบลงงเป็นไก่ตาแตกทีแรก ก่อนจะสบถหยาบคายเสียงดัง คราวนี้ตำนานของเด็กสาวผู้พิชิตการแข่งขันใต้ดินจะต้องจบลง เพราะเธอจะต้องสู้กับคนที่เธอสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่อีกความคิดก็ผุดขึ้นมาแทน เธอจึงยิ้มร่าหลังกระดกเหล้าอีกขวด พอใจที่จะได้สู้กับคนที่เป็นเหมือนเสี้ยนหนามในชีวิตมาตลอด จึงผงกหัวเร็ว ๆ เป็นการสื่อสารว่าเข้าใจที่เขาพูด


            คำถามแรกในใจเธอตอนที่หันไปมองดีทริคซึ่งสวมฮู้ดคลุมใบหน้าคือ ทำไมถึงมีแต่คนใส่ฮู้ด? บรรดาผู้ชมเริ่มกระแนะกระแหนดีทริคว่าจะสู้เธอได้หรือ ก่อนคนนึงจะตะโกนบอกว่าห้ามใช้อาวุธ เขาไม่ได้โต้ตอบกลับ นอกจากมองตรงมาที่เธอตามประสาคนมีสมาธิจัด พลางใช้มือดึงอาวุธที่เขาพกมาด้วยทิ้งข้าง ๆ ทีละชิ้น แล้วใช้เท้าเขี่ยออกนอกสังเวียนไป


            ดาบยาว มีดสองเล่มข้างเอว กริชใต้เสื้อคลุมสองเล่ม และมีดหนึ่งเล่มในบูทข้างซ้าย


            อากาเบลไม่เคยรู้มาก่อนว่าดีทริคพกอาวุธเยอะขนาดนี้ ถ้าเขาพกธนูคันใหญ่เท่าความสูงเดินไปมาได้ก็คงทำไปนานแล้ว ที่สำคัญ เขาใช้กริชทั้ง ๆ ที่เป็นอาวุธเสื่อมเสียเกียรติของอัศวิน แม้แต่ราล์ฟก็ยังทำหน้างุนงงปนสงสัยไม่แพ้เธอ


            “เยี่ยมเธอเริ่มตึงเครียดขึ้นมา ยอดเยี่ยมที่สุด


            ดีทริคขยับท่ายืน และยกแขนตั้งท่าป้องกันขึ้น เป็นสัญญาณว่าการต่อสู้ได้เริ่มต้นแล้ว


            เมื่ออากาเบลเริ่มสู้ในแบบฉบับคนเมาที่ไร้ทักษะการต่อสู้ (ที่ผ่านมา เธอก็แค่ชกไปตามที่ต้องการ และไม่มีใครทนแรงของมังกรในร่างมนุษย์ได้) ท่าทางของเธอก็ดูเหยาะแหยะไร้ทิศทางโดยสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับดีทริคที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เขาหลบเธออย่างง่ายดาย ปัดมือเธอทิ้ง ไม่ก็ตัดขาเธอจนซวนเซ เขาสวนกลับมา แต่ไม่โดนตัวเธอ เหมือนแค่ขู่ให้เธอผงะถอยหลังไป


            ตอนนี้ท่าทางของเธอเหมือนคนกำลังต่อสู้กับอากาศ และกำลังเสียเปรียบอยู่ด้วย ผู้ชมส่งเสียงเรียกร้องให้เธอตั้งใจกว่าเดิม ยิ่งดังขึ้นเมื่อเธอโดนดีทริคเตะตัดขาจนเกือบล้มก้นจ้ำเบ้า (เขาต้องยื่นแขนมารับเธอด้วย เพื่อไม่ให้กระโปรงเปิด) ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนที่จะหลบคู่ต่อสู้ไปมาเพื่อยัวะโทสะแท้ ๆ แต่เวลานี้เธอกลายเป็นคนโดนยั่วโมโหเสียเอง


            พอดีทริคหลบเธอสำเร็จอีกรอบ อากาเบลก็ยิ่งหงุดหงิด เส้นผมของเธอชุ่มเหงื่อจนแนบกับแก้มและลำคอ รู้สึกถึงความร้อนกับจังหวะการเต้นของหัวใจอันเนื่องมาจากการออกแรงเป็นเวลานาน เธอขบฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจวางเท้าและยกแขนขึ้นเพื่อตั้งท่าป้องกันเช่นเดียวกับอีกฝ่ายซึ่งเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ


            เธอปล่อยหมัดซ้ายไปข้างหน้า เมื่อคู่ต่อสู้สามารถปัดทิ้งได้ภายในทันที เธอก็เหวี่ยงอีกหมัดสุดแรงไปที่คางของเขา


            ผู้ชมเฮลั่น แล้วทุบโต๊ะส่งเสียงเอิกเกริก


            ความดีใจราวกับได้รับชัยชนะไหลท่วมร่าง อากาเบลยิ้มแป้น อยากกัดมือของดีทริคที่พยายามยกขึ้นมาปัดช้าไปเสี้ยวพริบตาด้วยความหมั่นเขี้ยว แต่แล้วลมหายใจของเธอก็สะดุด เพราะเพิ่งนึกถึงสิ่งที่ลืมไปเสียสนิทขึ้นมาฉับพลัน


            ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงแวบเดียว เธอรู้สึกถึงหมัดล่องหนที่กระแทกคางของตัวเองจนกะโหลกสั่นสะเทือน โลกหมุนติ้วชวนคลื่นไส้ ภาพของสังเวียนกับผู้ชมจางหายไป และเสียงเชียร์กึกก้องก็เบาลงจนไม่หลงเหลืออีก


            ต่อจากนั้น คอเธอพับ หมัดที่กำไว้คลายออก ก่อนทั้งร่างจะค่อย ๆ หงายหลังล้มไป

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #918 คุณลิลหรี่ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 15:33
    ขำอะ มังกรน้อยคออ่อน ได้ใจจนลืมไปเลยว่าถ้าเค้าเจ็บตัวเองต้องเจ็บด้วย สู้ซะลืมไปเลยว่าหานอร์แมนอยู่ ทำไมฉากสู้มันก๊าวอะ แบบไม่หวาน ไม่มีบอกรักไรเลย แต่แบบ เขิน 5555555 หรือเราซาดิส
    ว่าแต่ใครยัดความทรงจำใส่หัวนางกันเอ่ย
    #918
    0
  2. #874 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 00:51
    ขำนางอ่ะ ขุนเขาของข้ากำลังไปได้สวยย 5555 อะไรอ่ะ ยิ่งตอนโดนหมัดของตัวเองย้อนนี่นึกภาพตาสั่นออกเลย ขำอ่ะ สร้างเรื่องเก่ง
    #874
    0
  3. #778 minggg- (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:14
    โหยยยย มังกรเป็นสัตว์ขี้เมา
    ว่าแล้วเชียวว่านางลืม โถโถ

    แล้วนอร์แมนก็ลอยลำไปเลยสิ
    #778
    0
  4. #239 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 03:14
    รับรู้ถึงความเป็นพระเอกนางเอกหลังจากผ่านมาหลายตอนสักที เริ่มชอบอากาเบลแล้ว นางทำตัวดีขึ้นเยอะนะ ไม่สบถและไม่ทำนิสัยเสียเยอะเท่าไหร่แล้ว นางเริ่มเข้าใจโลกละอ่ะ(แต่ก็มีเพี้ยนๆหลุดมาบ้าง)
    #239
    1
    • #239-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 20)
      16 มกราคม 2559 / 18:37
      จะได้เลิกด่าดีทริค เลิกถ่มน้ำลายใส่สักที ฮา
      #239-1
  5. #154 แม่ไก่รังทัง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 กันยายน 2558 / 19:10
    ตายๆๆ ยัยมังกรขี้เมา จัดการเลยคุนดีทริค
    #154
    1
    • #154-1 Parew1ne(จากตอนที่ 20)
      17 กันยายน 2558 / 21:30
      ฮาาาาา
      #154-1
  6. #148 Melani Fulano (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 กันยายน 2558 / 15:54
    นึกว่าได้อยู่ปราสาทสวย ๆ แต่งตัวดี ๆ มีการฝึกแบบอัศวินแล้วจะทำให้อากาเบลเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา ที่ไหนได้ยังเถื่อนเช่นเคยเลยนี่นา 555+ อาจจะมีการเพิ่มปมเนื้อเรื่องหลักไม่มาก คือ มีเวทย์มนต์ล่องหน กับ สาวในเสื้อคลุมแดง แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตอนที่สนุกมากเลยครับ อากาเบลเป็นมังกรขี้เมา D: ลืมตัวเผลออัดหน้าตัวเองซะงั้น 55555+
    #148
    1
    • #148-1 Parew1ne(จากตอนที่ 20)
      13 กันยายน 2558 / 23:15
      นางเถื่อนค่ะ (ฮา)
      #148-1
  7. #145 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 12:16
    กำแท้ๆๆ เลย หนูเบล จะถลกกระโปรงตัวเองถอดทิ้ง ยังไม่พอ นี่ยังมาน้อคเพราะหมัดตัวเองอีก กำๆๆๆ แต่ก้น่ะ ดีทริค เหมาะกะแกมาก หนูเบล
    #145
    1
    • #145-1 Parew1ne(จากตอนที่ 20)
      21 สิงหาคม 2558 / 10:11
      น่าสงสารอากาเบลนะคะ ฮา
      #145-1
  8. #144 Orp Atsani (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 10:40
    ขอบคุณครับ
    #144
    1
    • #144-1 Parew1ne(จากตอนที่ 20)
      21 สิงหาคม 2558 / 10:11
      ขอบคุณค่า
      #144-1
  9. #143 RoseColor (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 18:23
    ในที่สุดก็มาลงต่อ! รักอากาเบลมากค่ะ ดีทริคเหมือนแกล้งอ่ะ รู้อยู่แล้วว่ามีพันธะในอีกคนเจ็บตรงไหน อีกคนก็เจ็บด้วย งี้อากาเบลก็แพ้ดิ หรือว่าเสมอน่อ
    #143
    1
    • #143-1 Parew1ne(จากตอนที่ 20)
      21 สิงหาคม 2558 / 10:11
      ฮาาาา ดีใจที่มีคนรักอากาเบล >_<
      #143-1
  10. #114 Melani Fulano (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2558 / 04:16
    ศึกใหญ่ครั้งแรกมาถึงด้วยเงื่อนไขที่ดูยังไงก็แกล้งกันชัด ๆ อย่างน้อยอากาเบลก็ดูคุยรู้เรื่องขึ้นเยอะถึงจะเป็นเพราะแค่อยากไขปริศนาเฉย ๆ ก็เถอะ 55 ตลกดีที่ดีทริกจะมาสนุกอะไรตอนนี้ทั้ง ๆ ที่เข้มมาตลอด อาจจะบ้าสงครามหรือเปล่า 55 ฉากให้เสื้อคลุมนี่ก็.. อืมม :3 เซอร์โธมัสกับอดีตของดีทริก นิมิตของอากาเบล ปริศนาเยอะมาก ๆ เลยครับ เนื้อเรื่องเข้มข้นได้อีก ติดตาม ๆ เช่นเคยครับ
    #114
    1
    • #114-1 Parewine(จากตอนที่ 20)
      8 กรกฎาคม 2558 / 16:41
      ขอบคุณมากค่า
      #114-1
  11. #113 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 06:51
    ชอบจังค่ะ คตอนที่อากาเบลกระตุกขอเสื้อคลุมจากดีทริค แล้วดีทริคก้ถอดให้โดยง่าย 😄😄😄😄 น่ารักอ่ะคู่นี้ แล้วมีเวลาคุยกันโดยที่ไม่ต้องมานั่งเถียงกกันอีก 😆 ปริศนาชีกเยอะขึ้นมาก ขอบอกว่าไรท์แต่งได้สุดยอดมากค่ะ อ่านแล้วลุ้นเลย เป้นกำลังใจให้น่ะค่ะ สู้ๆๆ
    #113
    1
    • #113-1 Parewine(จากตอนที่ 20)
      8 กรกฎาคม 2558 / 16:41
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า ดีใจที่ชอบฉากนี้ XD
      #113-1
  12. #112 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 00:15
    ผุ้ชายคนนี้ ลึกลับจริงๆ 
    รู้วึกว่าอากาเบลแอบเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น
    มีการคิดก่อนพูด้ว
    #112
    1
    • #112-1 Parewine(จากตอนที่ 20)
      8 กรกฎาคม 2558 / 16:41
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มาก ๆ ค่า
      #112-1
  13. #111 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 19:47
    ว๊าววว ความลับเรื่องชาติกำเนิดดีทริคแย้มมานิดๆแล้ววว



    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆค่าา
    #111
    1
    • #111-1 Parewine(จากตอนที่ 20)
      28 มิถุนายน 2558 / 21:55
      ขอบคุณมากค่า จะรีบมาต่อนะคะ
      #111-1