Draconic Chronicle

ตอนที่ 2 : I-2: The Beginning and the End

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




2



            หมู่บ้านมนุษย์ที่ใกล้สเนียเซนี่ที่สุดตั้งอยู่อีกฟากของมหาสมุทร พ่อกับอากาเบลเคยไปที่นั่น ทั้งคู่ต่างบินโฉบต่ำเหนือระดับหลังคาเรือน และเหยียดปีกจนสุดพังผืดเพื่อบดบังแสงอาทิตย์ แล้วชุมชนของมนุษย์ก็ถูกความมืดมิดกลืนกินอย่างรวดเร็ว พวกมันพากันขาแข้งอ่อน กรีดร้องหวาดกลัวชวนขบขัน ไม่ก็วิ่งหนีตายหาที่หลบภัยกันจ้าล่ะหวั่น


มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในชีวิตของเธอ ตอนนั้นเธอคำรามด้วยความสุขใจที่ลูกธนูของพวกมนุษย์ร่วงหล่นลงพื้นแทนที่จะพุ่งทะลุเกล็ดสีเงิน เธอใช้กรงเล็บเกาะบนยอดสิ่งก่อสร้างสูงชะลูดทำจากหิน รูปร่างของมันแตกต่างไปจากเรือนหลังอื่น ๆ ที่เป็นไม้เก่าผุพัง ตราสัญลักษณ์ที่เธอจำได้เพียงเส้นตรงไม่กี่เส้นประทับเหนือประตูมีไม้เลื้อยพันธนาการ


            เมื่อถึงคราวพ่อคำราม เสียงของท่านนั้นทรงพลังเสียจนแผ่นดินสนั่นสั่นไหว อากาเบลไม่เคยและคงไม่มีวันคำรามได้น่าเกรงขามเช่นนั้น หรือแม้กระทั่งเทียบเคียงพละกำลังและความสง่างามของพ่อ ตระกูลของเธอเป็นมังกรสีเงิน ทว่าเกล็ดของพ่อนั้นเป็นสีเงินจางจนเกือบเป็นสีขาวปลอด มันส่องประกายดังเพชรแร่ระยิบระยับบนฟ้าสีครามยามต้องแสงอาทิตย์


            มนุษย์ในชุดยาวสีขาวหลายคนวิ่งออกมาจากสิ่งก่อสร้างที่อากาเบลกำลังเกาะอยู่ พวกมันเปล่งวาจาคาถาบางอย่างที่ทำให้มนุษย์คนอื่นเริ่มกลับมามีสติ ไม่วิ่งเตลิดเข้าป่าหรือเผลอเหยียบกันเองท่ามกลางความโกลาหลอีกต่อไป พวกชุดขาวคืออะไร มีฐานะสูงส่งอย่างไร เธอไม่รู้และไม่สนใจ นอกจากหันไปเยาะเย้ยให้พ่อฟังว่าพวกมันทำอะไรเพทราดีไม่ได้หรอก แล้วท่านก็จะหัวเราะชอบใจกับเธอ


ตระกูลของเราเกิดมาเพื่อรับใช้กษัตริย์ พ่อเคยพูดไว้ ไม่มีมังกรตัวไหนในสเนียเซนี่ที่มีเกล็ดสีเงินสว่างสวยงามเหมือนตระกูลของเธอ เพราะพวกกีออสไม่มีเกล็ดคอยปกป้องอย่างเรา พวกมันจึงถูกมนุษย์ฆ่าตายอย่างง่ายดาย ไม่เหมือนเพทราดีซึ่งอาวุธใด ๆ ก็ตามของมนุษย์ทำอันตรายไม่ได้ ข้าภูมิใจในตัวเจ้า อากาเบล คำพูดนี้ไม่ต่างไปจากคำเชยชมของราชามังกร


            อยู่ ๆ พ่อก็พ่นลมหายใจร้อนระอุลอดไรฟันออกมา ก่อนท้องฟ้าครามจะมืดมิดลงทันใด


เจ้าถูกพวกมนุษย์ทำร้าย โดนดาบเหล็กธรรมดาแทงเข้า แล้วยังโดนควักดวงตาไปเป็นของขวัญให้พวกมันได้เล่าขานว่ามังกรพันธุ์เพทราดีนั้นอ่อนแอและง่ายดายที่จะสังหารเพียงใดอีก! น่าสมเพชสิ้นดี เหตุใดเจ้าถึงกล้าทำลายทุกเกียรติยศของเรา? เหตุใดเจ้าถึงพึงพอใจที่จะโยนศักดิ์ศรีของทหารเอกในกองทัพราชามังกรทิ้งไป?


อากาเบลผงะเกือบตกจากยอดสิ่งก่อสร้าง เธอพยายามอ้าปากปฏิเสธ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา


พวกเสนียดกีออสยังมีคุณค่ากว่าเจ้าเสียอีก เพราะอย่างน้อยพวกมันก็ไม่มีศักดิ์ศรีหรือเกียรติให้ทิ้งขว้างเล่นเหมือนที่เจ้าทำ อีกทั้งอัศวินที่ลงดาบก็ไม่ใช่เจ้าคนที่สวมเต็มยศ นั่นมันอัศวินฝึกหัดด้วยซ้ำ! เป็นแค่ลูกหาบอัศวินที่ข้าเห็นพวกมันตายแล้วตายเล่าในสนามรบ ทำไมเจ้าถึงยังไม่ออกไปจากสเนียเซนี่ซะ? เศษสวะโสโครก เจ้ากลับมาทำไม ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเจ้าอีกต่อไปแล้ว!”


            เป็นไปไม่ได้ เธอสาบานได้เลยว่าเธอไม่ได้พลาดท่า มันไม่ใช่ความผิดของเธอ ไม่มีทางที่พวกมนุษย์ขี้ขลาดจะเอาชนะเธอได้หากไม่แอบเล่นลูกไม้ตุกติก ไม่มีทางที่ความพยายามของพวกมันจะสามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนที่เล็กที่สุดให้แก่เธอได้—


            อากาเบลกระตุกขาหน้าหนี แต่ทั้งร่างกลับเซถลาตามไปด้วย จึงลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังงับขาหน้าข้างซ้ายอยู่


เธอกลอกตาเบื่อหน่าย พลางค่อย ๆ ละเขี้ยวที่ฝังกับเท้าออกมา น้ำลายไหลหนืดเปรอะพื้นถ้ำ ผสมกับร่องรอยเลือดกระปริบกระปอย แสงแดดยามสายที่แผดเผาใบหน้าทำให้เธอสับสน ก่อนจะจำได้ว่าเธอตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อสักการะราชามังกรจนเผลอหลับไป


            ฝันร้าย?


อากาเบลคลายความเมื่อยโดยการใช้หางม้วนซากกวางมากิน เธอชำเลืองมองต้นสนซึ่งสะบัดไหวตามแรงลมในป่าเบื้องล่าง พื้นที่สีเขียวยาวขึ้นมาตามสันเขาสีเทาอมน้ำเงินไล่ไปบรรจบกับเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น กลายเป็นทิวทัศน์ที่ค่อย ๆ ดับความโหวงเหวงในอกลงไป เมื่ออิ่มหมีพีมัน เธอก็ยืดกายตรง กางปีกกว้าง หลับตาลง และรำลึกถึงราชามังกรอีกครั้ง


            ไม่มีมังกรตัวไหนจะเปี่ยมล้นด้วยศรัทธาเท่าเธออีกแล้ว อากาเบลภาวนา หากราชาจะตอบรับความปรารถนา


            กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาแตะจมูกจัง ๆ พาลทำให้ทุกความคิดสะดุดกึกทันใด ซากสัตว์? เธอลืมตาโพลง พลางกระพือปีกไล่ลม แต่กลิ่นดังกล่าวยังคงลอยตลบอบอวล เหม็นซะจนเธอนึกอยากขย้อนเนื้อกวางที่ยังกองอยู่ในท้องออกมา เธอชะโงกหน้าออกไปตามหาต้นตอ พลางมองผ่านเนินหินซึ่งเชื่อมแต่ล่ะถ้ำของบรรดาเพทราดีลงไปยังถ้ำล่างสุด


ตรงกองหนามพิษซึ่งรายล้อมตีนเขาไม่มีซากของสัตว์ตัวไหนนอนอืดตายอยู่ แปลว่า—


            “ไอ้พวกโง่นั่นอีกแล้ว” อากาเบลสบถใต้ลมหายใจอย่างหงุดหงิด


เธอกระแอมไอเศษน้ำแข็งที่ติดค้างในลำคอทิ้ง จะระคายเคืองแย่หากเธอต้องใช้พลังทั้ง ๆ ที่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งระเกะระกะอยู่ข้างใน ก่อนจะตัดสินใจบินลิ่วย้อนลมลงไปทันที กลิ่นเน่าหนอนของพวกกีออสยิ่งทวีคูณเมื่อระยะห่างระหว่างถ้ำข้างบนของเธอกับถ้ำข้างล่างของพวกมันย่นลงจนในที่สุด เธอก็ปรากฎตัวที่ปากถ้ำโดยกะทันหัน


ภายในถ้ำเป็นความมืดสลัว ๆ คล้ายเวลาใกล้ค่ำ มันอับชื้นและยากต่อการหายใจ ผนังทุกส่วนคล้ายกับบีบเข้าหากันจนยิ่งคับแคบอึดอัด คลื่นลมแน่นิ่งไร้การระบาย อากาเบลทุบหางกับก้อนหินจนมันแตกกระจาย พลันดวงตาหลากสีข้างในก็หันขวับมาจับจ้องเธอ แล้วต่างรีบหลบหลีกเปิดทางให้แม้ว่าเธอจะยังไม่ได้เยื้องย่างเข้าไปในถ้ำอันเน่าเหม็นของพวกมันเลย


            “กลิ่นเวรนี่... ตั้งแต่ตอนไหนน่ะ?” อากาเบลตะคอกถาม


            มีเสียงพึมพำจากพวกกีออสเป็นคำตอบกลับมา


“เพิ่งตายเมื่อเช้าตรู่?” เธอจำเป็นต้องกลั้นหายใจหนีกลิ่นชั่วขณะ “ให้ตายเถอะ น่าขยะแขยงสิ้นดี”


            กีออสสีตุ่นตัวหนึ่งนอนอยู่ข้างผนังถ้ำด้านซ้าย ผิวหนังหย่อนยานบ่งบอกถึงวัยชรา ใต้ร่างของมันปรากฎมอสสีเขียวซึ่งกระจายไปตามโขดหินลึกเข้าไปด้านใน กลายเป็นสีเขียวสดใสเมื่อต้องแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านรูบนผนังถ้ำลงมาเป็นลำ แสงนั้นสัมผัสกับศพของกีออสอย่างอ่อนโยน ราวกับราชามังกรเปิดทางให้มันได้ขึ้นไปอยู่บนดินแดนสวรรค์ร่วมกับเพทราดีด้วยอย่างไงอย่างงั้น


เธอเปล่งเสียงผ่านรูจมูก ไม่มีทางซะหรอก กับพวกชั้นต่ำเหล่านี้ไม่มีทางได้รับแม้แต่เศษเสี้ยวความเมตตาของราชามังกรผู้เป็นเจ้าของเกล็ดสีนิลดั่งท้องฟ้าคืนไร้ดาว ดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือด เสียงคำรามกึกก้องจากขุมนรก และลมหายใจเปลวเพลิง กษัตริย์อย่างท่านน่ะหรือจะยอมให้ดินแดนของท่านแปดเปื้อนไปด้วยพวกสวะกีออส?


            อากาเบลขบกรามกรอด ๆ กับความเงียบในถ้ำ “เงียบกันทำไมหา? จะรอเก็บไว้กินเล่นกันเองรึไง เอามันออกไปทิ้งซะ เจ้าพวกโง่ รู้ก็รู้ว่าสายพันธุ์ตัวเองขึ้นอืดเร็ว เหม็นศพมันจะตายชัก”


            กีออสละล่ำละลัก ก่อนจะตัดสินใจค้อมหัว ไม่โต้ตอบ แต่มองหน้าพวกตัวเองแทน


            “คราวนี้ก็เป็นใบ้กันอีก ไอ้พวกสับปะรังเค


            “พวกเราได้รับอนุญาตให้ฝังศพกีออสตามพิธีแล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่สี่ปีก่อน” กีออสสีแดงอ่อนตัวหนึ่งชิงตอบ


            อากาเบลอ้าปากค้าง แล้วกวาดตามองกีออสแต่ล่ะตัวอย่างรวดเร็ว เธอได้ยินพ่อคำรามอย่างกราดเกรี้ยว ถามหาเพทราดีตัวที่อนุญาต แล้วคำหยาบคายมากมายก็พรั่งพรูจากปากของท่าน แม้แต่เธอเองก็ยังต้องถดถอยหนี กระทั่งหยดน้ำค้างในถ้ำหยดลงมาโดนหางตา เธอจึงสะดุ้งเฮือก ลำคอแหบแห้ง เห็นกีออสทุกตัวก้มตัวมองเธออย่างหวาดระแวง ใบหูของกีออสสีแดงอ่อนลีบติดกระโหลก ม่านตาขยายกว้างจนดูเหลอหลา อากาเบลข่มใจไม่ด่าทอเพิ่ม นอกจากขบเขี้ยวแหลมดังกึก ๆ แทน เธอระเบิดลมหายใจเฮือกใหญ่นำเอาละอองน้ำแข็งออกมาด้วย กีออสสีแดงอ่อนตัวนี้ไม่จำเป็นต้องตอบว่าเพทราดีตัวไหนกล้าแหกกฎเกณฑ์ของพ่อ


            เธอรู้ดีว่ามันคือมังกรตัวไหน


            “เอาซากมันไปโยนทิ้งไกล ๆ ซะ” อากาเบลสั่ง “แล้วอย่าสะเออะไปฟังคำสั่งของเพทราดีตัวอื่นเด็ดขาด!


            ธรรมดาแล้วทันทีและทุกครั้งที่เธอหันหลังเตรียมจะบินกลับไปยังถ้ำของตน พวกกีออสซึ่งคอยก้มหน้ามองแต่เท้าของตัวเองตลอดเวลาจะกระวีกระวาดจัดการศพตามคำสั่งอย่างว่องไวจนเสียงฝีเท้าเติมเต็มถ้ำอันอับเฉา ไม่นานกลิ่นเหม็นที่รบกวนประสาทจมูกของเธอจะถูกกำจัดไปจนหมดภายในพริบตา เพียงคิดแค่นั้นเธอก็รู้สึกถึงชัยชนะเปี่ยมล้นแล้ว


            ทว่าครั้งนี้ เมื่อเธอหันหลังเพื่อเตรียมจะดีดตัวขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง ความเงียบอันหนักหน่วงได้ถ่วงเธอเอาไว้


            อากาเบลเหลียวหลังกลับไป ภาพของกีออสไร้การขยับเขยื้อน และศพที่ยังนอนนิ่งในสภาพเดิมสร้างความสับสนเป็นที่สุด เธอสะอึก หัวหมุนไปชั่วขณะ แล้วเร่งกะพริบตาด้วยความตระหนกว่าเธออาจจะกำลังฝันไป ทว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แม้กีออสส่วนใหญ่ยังก้มหน้างุด แต่บางตัวในนั้นกลับกล้าที่จะสบตาเธอตรง ๆ


แววตานานาสีสันของพวกมันเต้นเร้าเหมือนเปลวเพลิงในลมหนาว


            “คำสั่งของข้าไม่ชัดเจนหรือไง?!” อากาเบลขูดกรงเล็บกับพื้นถ้ำจนเกิดเสียงหวีด อุ้งเท้าสั่นระริก


            กีออสบางตัวกระตุกตัวหนีหายเข้าไปในเงามืด ทว่าบางตัวมีกึ๋นพอจะประลองสายตาก็ยังดื้อด้านต่อไป ลำคอของพวกมันตั้งตรงสง่าอย่างที่อากาเบลไม่เคยเห็นมาก่อน มีแค่เพทราดีเท่านั้นที่ครอบครองลักษณะงดงามและมั่นใจดังกล่าว มันกล้าดีได้อย่างไง? เธอขบฟันกรอด อยากกระโจนเข้าไปตะปบฉีกพวกมันเป็นชิ้น ๆ เหลือเกิน


            “ข้าต้องย้ำอีกรอบไหม ว่าให้เอามันไปทิ้งซะ” เธอกดเสียงต่ำ


            เป็นกีออสสีแดงอ่อนตัวเดิมที่ตอบคำถามเธอ มันเหลือบมองเพื่อนร่วมสายพันธุ์ตัวอื่นเงียบ ๆ ก่อนจะออกเสียงแต่ละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เพราะเหล่าผู้อาวุโสและท่านเอเมอร์รัลด์อนุญาตให้กีออสได้รับการฝังศพตามพิธีกรรมเทียบเท่ากับมังกรเพทราดีเจ้าค่ะ” มันเผลอกระเด้งถอยเมื่อถูกประชิดตัวทันควัน “ฉะนั้น


            “สวะอย่างพวกเจ้ามีสิทธิ์ที่จะได้รับการฝังศพ?” อากาเบลพยายามกระซิบถามด้วยความสุขุมที่สุด ทว่าน้ำเสียงของเธอกลับสั่นคลอน “เจ้าเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งธรรมชาติจะดีใจจนร้องไห้เลยรึไงที่ได้ขยะไปทำดินน่ะ? ฮึ น่าสมเพชอะไรขนาดนี้”


            กีออสสีแดงอ่อนเงียบกริบ


อากาเบลยิ้มเผยเขี้ยว รู้สึกระริกระรี้ไปทั้งตัวจนอยู่ไม่สุข “งั้นอาหารวันนี้ก็เป็นซากไอ้แก่นั่น คงอร่อยดี”


            “พะ-พวกเขาบอกว่า


            “ว่าอะไรอีกหา?”


            พลันกีออสสีแดงอ่อนก็เงยหน้าขึ้นมามองตรง ๆ แต่หนนี้ดวงตาของมันกลับแข็งกร้าวและไร้ความเกรงกลัว แก้วตาใสเป็นวาววับ สะท้อนนัยน์ตาสีน้ำตาลแปลกปลอมของอากาเบลเสียเอง รวมถึงแววหวาดระแวงแปลกใหม่ของเธอบนนั้น


“พวกเขาบอกว่าสเนียเซนี่ได้เปลี่ยนไปแล้ว” มันพูด “พวกเขาบอกว่าท่านแพ้ให้กับอัศวินมนุษย์


            ลำคอของอากาเบลปวดร้าวขึ้นมาทันใด อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอคำรามจนต้องโก่งคอ เส้นเสียงตีบตันและแหบแห้งอย่างน่าใจหาย สายลมเย็นฉ่ำจากนอกถ้ำพยายามชำระล้างอารมณ์เดือดดาล แต่มันไม่ช่วยให้เธอออมแรงของกรามที่กำลังขย้ำคอกีออสสีแดงอ่อนแต่อย่างใด เธอฉุดกระชากลากถูมันออกมายังลานกว้างกลางสเนียเซนี่ท่ามกลางเสียงประท้วงตกใจ


            มีกีออสวัยหนุ่มแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่กล้าตามออกมานอกถ้ำ พวกไร้ประโยชน์ตัวอื่นมัวแต่ชะเง้อดูสถานการณ์อย่างประหวั่นพรั่นพรึง อากาเบลละจากลำคอของเหยื่อไปคำรามใส่ตัวอื่นที่พยายามหาโอกาสกระโจนเข้ามาขัดขวาง เธอใช้อุ้งเท้าตรึงกีออสใต้ล่างไม่ให้มันดิ้นหนี แล้วสาดลมหายใจน้ำแข็งเป็นยอดแหลมต่ำรอบตัวเอง พวกกีออสหนุ่มหยุดชะงักไม่กล้าข้ามตามมา


            อากาเบลแยกเขี้ยวจนน้ำลายไหลซึมตรงมุมปาก พลางก้มตัวต่ำจนแทบแนบติดกับพื้น ปีกกางกว้างและสะบัดข่มขู่ทุกครั้งที่หูได้ยินเสียงอุ้งเท้าของกีออสตัวใดตัวหนึ่งขยับ แต่เพราะในที่นี้มีมังกรอยู่หลายตัว รวมถึงเพทราดีที่ต่างบินมาล้อมรอบ มันจึงสร้างความสับสนอลหม่านแทน ทำให้เธอลำบากที่จะรู้ว่าตัวไหนจะกระโจนเข้ามาสู้ หรือตัวไหนแค่พยายามชะเง้อมองให้ชัด


            วินาทีที่สมาธิไขว่เขว เพทราดีหลายตัวพุ่งมาชนเธอกระเด็นไปจากร่างบอบช้ำของกีออสสีแดงอ่อน เธอลงแรงจิกเล็บกับพื้นหินลากเป็นเส้นจนตัวเล็บบิ่น เมื่อทรงตัวได้ เธอก็ใช้ขาหลังดีดตัวเพื่อโฉบไปปะทะกับหนึ่งในกลุ่มเพทราดีที่เข้ามาห้าม ตัวหนึ่งหลบหลีกเธอไปอย่างง่ายดาย แผลเก่าปวดแปล็บขึ้นมา ก่อนพวกที่เหลือจะกระโจนเข้ามารุมตรึงเธอไว้กับพื้นทันที


            “หยุด! ได้โปรด นางยังเป็นแค่เด็ก” เสียงของแม่ดังขึ้น “อย่า-อย่าทำร้ายนาง!


ความวุ่นวายซาลงฉับพลันเมื่อทุกมังกรหันความสนใจไปทางเหล่ามังกรอาวุโสทั้งห้าซึ่งเพิ่งบินมาถึง พวกเขาต่างมองมาที่อากาเบลอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง รวมถึงแม่ซึ่งปีกตกลู่ข้างตัวไร้ความสง่างาม นางต้องหยุดหอบหายใจจนดูแก่ไปอีกเป็นสิบยี่สิบปี นางจำใจหลับตาลง แผ่นอกกระเพื่อมหนัก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แล้วมุ่งไปดูแลกีออสสีแดงอ่อนแทน


            “พวกมันรวมหัวกันจะแย่งอำนาจข้า!” อากาเบลตะกุยตะกายจะสู้ หัวใจเต้นกระหน่ำกับความว่างเปล่าข้างกายที่แม่ควรจะอยู่ พวกมันปล่อยข่าวเพื่อจงใจทำลายชื่อเสียงของข้า!”


            “เกิดอะไรขึ้นเมื่อสี่ปีก่อนกันแน่? มังกรเด็กเอ๋ย” หนึ่งในมังกรอาวุโสเอ่ยถามแทรก


            การโวยวายหยุดชะงักกลางคัน คำถามดังกล่าวไม่ได้ดังสะท้อนกับขุนเขาแต่อย่างใด ทว่าความเงียบงันโดยที่มีทุกมังกรจับจ้องมาที่อากาเบลนั้นสร้างเสียงสะท้อนลวงหูในหัวของเธอเสียแทน มังกรตระกูลโซโกลอฟแพ้มนุษย์ พวกมันคงกำลังคิดเช่นนั้น และกำลังทวีคูณความคิดดังกล่าวให้เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกดดันเธอ


            “ไม่!” อากาเบลกรีดร้องออกมา “ข้าโดนพ่อมดทำร้าย ไม่ใช่อัศวิน!


            เกิดเสียงฮือฮาขึ้นแทน


            “พ่อมด?” มังกรอาวุโสตาฝ้าขุ่นทบทวน อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านั่นคือพ่อมด?”


เพราะมันสวมชุดสีขาว! ไม่ได้ใส่เกราะเหมือนพวกอัศวิน จะมีไอ้เวรที่ไหนพกชาวบ้านใส่ชุดยาวรุ่มร่ามมาล่ะ? ถ้าไม่ใช่พ่อมดที่รู้จักเวทมนตร์คาถาน่ะ ข้าไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับพ่อมดมาก่อน จึงบาดเจ็บกลับมาอย่างที่พวกท่านเห็นอย่างไงเล่า!”


ข้าไม่คิดว่าจะมีพ่อมดที่ไหนอยากรับใช้อาณาจักรมนุษย์ในช่วงนี้


            อากาเบลถลึงตาใส่แม่ที่พูดขัดเมื่อครู่ทันที ท่านกำลังกล่าวหาว่าข้าโกหก?!”


            “หากดูจากสถานการณ์ปัจจุบันของอาณาจักรมนุษย์ มันออกจะเหลือเชื่อไปหน่อย” แม่พูด พลางขยับถอยให้กีออสตัวอื่นเข้ามาช่วยตัวที่บาดเจ็บแทน “พวกท่านทั้งหลายยังจำหลาย ๆ คืนที่เราเห็นควันไฟจากดินแดนมนุษย์บ่อย ๆ ได้หรือไม่? พวกนั้น—


            “งั้นข้าก็จะไปฆ่าไอ้พ่อมดนั่น แล้วลากศพมันกลับมาเป็นหลักฐาน!” อากาเบลโพล่ง “ข้าจะกลับไปยังที่ที่พวกท่านเจอข้าเมื่อสี่ปีก่อนเพื่ออธิษฐานถึงราชามังกรและพ่อให้เป็นพยานว่า--ข้าจะกลับมาทวงคืนบัลลังก์ของข้า!


            แม่ตกตะลึงจัด พลางใช้อุ้งเท้าหน้าจิกพื้นหินเป็นที่ยึดมั่น นั่นทำให้หัวใจของอากาเบลพองโต เธอคลายความเกร็งทั่วร่างกายลง เตรียมตัวรับแม่ที่จะพุ่งมาปลอบโยนและโอบกอดเธอด้วยปีกงดงาม แล้วนางก็จะหันไปบอกมังกรตัวอื่นว่าเธอไม่ผิด


            ...แต่นางไม่ได้ทำ กลับเลือกที่จะเสมองไปทางอื่น ราวกับอับอายต่อฝูงชน


            “ท่านไม่เคยอยู่ข้างข้าเลย!” อากาเบลคำรามสุดเสียง ก่อนจะไอโขลก ๆ พาเกล็ดน้ำแข็งฟุ้งกระจายออกมาด้วย เธอค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหลัง ยังคงก้มตัวต่ำเตรียมพร้อมสู้หากเพทราดีตัวไหนทำท่าจะเข้ามา ร่างกายของแม่สั่นเทากับความห่างไกลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่นางก็ยังไม่ยอมขยับ


            “เจ้าไม่เคยออกไปไกลกว่าสเนียเซนี่ มังกรเด็กเอ๋ย” มังกรอาวุโสบอก


            เธอเชิดศีรษะอย่างยะโส “คิดว่าข้าโง่จนทำอะไรไม่เป็นเลยหรือไงถ้าข้าออกไปน่ะ?”


            แล้วเธอก็ดีดตัวเพื่อโผบินออกไปจากขุนเขาโดยไม่รอฟังคำติเตียน



***



ความเกลียดชังโกรธแค้นแผดเผาใจอากาเบลจนร้อนรุ่มระหว่างทาง เธอจะออกไปจากที่นี่ จะออกไปตามฆ่าไอ้อัศวินตาฟ้าผู้นั้น เธอจะไปให้พ้นหน้าแม่ หากนางปรารถนาเช่นนั้น โอ๋ไอ้พวกกีออสเหมือนมังกรเพิ่งเกิดที่ยังน้ำลายไหลยืดต่อไปเถอะ


            แมกไม้สนซึ่งหนาทึบเป็นสีเขียวมาตลอดทางแหวกกว้างให้เห็นทุ่งหญ้าติดทะเลสาบจากธารน้ำเส้นเล็กคดเคี้ยว สถานที่ที่เธอปะทะกับอัศวิน อากาเบลลดระดับการบินจากกลุ่มเมฆลงมา สร้างความโกลาหลให้แก่ครอบครัวหมีกริซลีซึ่งกำลังจับปลาที่ตีนเขา พวกมันมุดหนีหายไปในป่าเร็วเกินกว่าที่เธอจะพุ่งไปจับมาใช้เป็นที่ระบายความโมโหได้


ราวกับว่าที่นี่ไม่เคยเกิดการต่อสู้ระหว่างมังกรกับมนุษย์มาก่อน ไม่ปรากฎร่องรอยใด ๆ ทั้งสิ้นให้เห็นอีก ไม่เหลือกลิ่นเลือดหรืออาวุธที่กระจัดกระจายของมนุษย์ ใต้ท้องฟ้าสว่างสดใสแห่งนี้ บริเวณที่ต้นไม้เคยล้มเป็นแนวมีกอไม้ผุดพ้นผืนดินขึ้นมารับอากาศเป็นที่เรียบร้อย อากาเบลไล่มองหญ้าเขียวชอุ่มตามพื้นที่เคยถูกอัศวินเหยียบย่ำจนเต็มไปด้วยโคลน เธอสูดกลิ่นดินปลอดโปร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของป่าเข้าไปเต็มปอด ทุกสิ่งคล้ายกับกำลังเยาะเย้ยเธอเมื่อสี่ปีก่อนอย่างไงอย่างงั้น ความโกรธพลันพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เธอหันหาสัตว์ป่าเพื่อระบายอารมณ์ใส่ แต่เมื่อไม่เจอก็จินตนาการถึงฟันที่ได้กระทบกับเนื้อและกระดูกของสัตว์ ของพวกมนุษย์ แทน แล้วเธอก็ระเบิดลมหายใจน้ำแข็งสาดใส่เบื้องหน้าจนละอองหิมะปลิวว่อน


            อากาเบลรู้สึกละอายใจจัด เธอจึงตัดสินใจพุ่งลงกลางทะเลสาบเพื่อดับความรุ่มร้อนในใจ


            น้ำเย็นสดชื่นไหลเข้าปาก บรรเทาอาการเจ็บล้าของบาดแผลและหัวที่กำลังเต้นตุบ ๆ ให้หายไปชั่วขณะ เธอหลับตาและปล่อยให้ร่างหนักอึ้งลอยคว้าง มันทำให้เธอนึกถึงช่วงเวลาที่ได้เล่นน้ำกับพ่อเมื่อนานแสนนาน กี่สิบปีมาแล้วนะ? เธอยังจำเสียงหัวเราะและบรรยากาศเบาสบายตอนนั้นได้ พ่อคอยอยู่เคียงข้างเธอ ทุกอย่างจึงดี ถ้าหากมีท่านอยู่กับเธอในการปะทะด้วย—


            ภาพของน้ำตกในความทรงจำลดความแจ่มชัดของสีลงจนกลายเป็นสีเทา ขอบฟุ้งกระจาย แล้วควันสีเทาก็แทรกซึมเข้ามาในกรอบมองเห็นมืดมิด


            กลิ่นเหม็นไหม้ของมันชวนแสบจมูกยิ่งนัก ก่อนควันสีเทาจะรวมตัวกันกลายเป็นรูปร่างสีเข้ม มันเคลื่อนตัวผ่านไป เหล็กกระทบกระทั่งส่งเสียงไล่หลัง ปรากฎกลิ่นของหนังสัตว์กับหินผสมผสานจนความสงสัยของอากาเบลเริ่มขยายหนัก พลันหนึ่งในรูปทรงนั้นก็เดินตรงมาหา สูงซะจนเธอต้องแหงนมองรอยยิ้มของอีกฝ่าย ก่อนมันจะเอ่ยทักทายเป็นภาษาต่างด้าว


เธอเข้าใจภาพที่เห็น เธอรู้จักมนุษย์คนนี้ แต่เธอไม่สามารถเรียกชื่อของมันได้


ควันสีเทากระจายหายไปเมื่อเธอต้องลืมตาและแหวกว่ายขึ้นไปยังผิวน้ำเพื่อรับอากาศหายใจ


            อากาเบลงุนงงจัดยามทบทวนมโนภาพเมื่อครู่ นั่นมันภาพบ้าอะไรกัน? สาบานได้เลยว่าเธอเข้าใจมัน แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่สามารถอธิบายได้ สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะหยุดคิดเมื่อทุกอย่างกลายเป็นทางตัน เพราะไม่ปล่อยให้มันมาทำลายช่วงเวลาสงบสุขอันน้อยนิดล้ำค่าของตัวเองไป เธอจึงปิดเปลือกตาสนิท แล้วทิ้งร่างไปข้างหลังให้น้ำท่วมมิดจนสัมผัสได้แต่ความเย็น


            ไม่รู้ว่าการลอยตัวอยู่กลางน้ำนานเกินไปทำให้ตัวเบาขึ้นหรือเปล่า บางทีสายน้ำอาจจะกลืนกินทุกส่วนของร่างกายเพื่อให้รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่มันแปลกมาก น่าพิศวง ด้วยความอึดอัดพิกล อากาเบลพยายามกระเถิบหัวหลบพืชน้ำเป็นเส้น ๆ แต่มันก็ยังตามมาสะกิดไหล่อยู่เนือง ๆ เธอจึงขยับแขนจะไปตวัดพืชทิ้ง แต่กลับต้องฉงนกับช่วงแขนที่ยาวกว่าเดิม


            เธอลืมตา ภาพแรกที่เห็นคือผืนน้ำมีประกายแสงยามสาย และฝูงปลาตัวน้อยแหวกว่ายผ่านไป พืชสีเข้มเส้นเล็กนับร้อยลอยอยู่ข้างหน้า เธอจึงใช้แขนหน้าทั้งสองข้างปัดพืชน่ารำคาญนั่นทิ้ง พลันความตกใจก็หยุดการทำงานของร่างกายไปฉับพลัน ปากกำลังอ้าสบถ แต่ดันสำลักน้ำเสียก่อน จึงเผลอกลืนน้ำเข้าไปหลายอึกโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอแสบคอจมูกแทบแย่ระหว่างตะเกียดตะกายว่ายกลับขึ้นไปบนฝั่ง


            อากาเบลสูดอากาศเข้าปากให้ได้มากที่สุดขณะปัดป่ายมือไปทั่วพื้นดิน พลางค่อย ๆ ดันร่างอ่อนเปรี้ยและเบาหวิวขึ้นไปนอนบนพื้นหญ้าแฉะซึ่งเป็นผลมาจากการที่เธอพุ่งร่างมังกรลงน้ำ หัวใจของเธอเต้นแรงจนรู้สึกคลื่นไส้ มือไม้สั่นเทากับความหนาวที่ไม่เคยประสบมาก่อน เธอลองไล่สายตาจากรากไม้ตรงหน้าไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าป่าสนจะมีลำต้นใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ มันสูงแทบทะลุเมฆ ยอดโค้งเข้ามาเหมือนกรงขังสำหรับสัตว์ร่างเล็กกระจิ๊ดริดอย่างไงอย่างงั้น


            เสียงหอบระรัวของเธอไม่เหลือความทุ้มต่ำอีก และเงาซึ่งทอดทับรากไม้สนไม่ใช่ลักษณะของมังกร แต่เป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กบางไร้ปีกพังผืด


            เงาของมนุษย์


อากาเบลผงะหงายหลัง ก่อนจะได้เห็นมือของตัวเองเต็ม ๆ เธอค่อย ๆ กำนิ้วทั้งห้าเข้ามา จากนั้นจึงแบออก เห็นผิวหนังที่หดตัวตรงปลายนิ้วชัดเจน เธอส่งเสียงไม่ออกระหว่างลองขยับขาทั้งสองข้าง รู้สึกอ่อนแรงเหมือนไม่เคยขยับเขยื้อนมาตลอดชีวิต นิ่งไปอึดใจเดียวเท่านั้น แล้วความบ้าคลั่งก็เข้ามา เธอทุบเงาบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหวี่ยงแขนไปข้างหน้ากระทั่งความชาลามมาถึงหัวไหล่ ลำคอของเธอแหบแห้งจากการกรีดร้อง แล้วโหนกแก้มก็แฉะชื้นไปกับน้ำตาร้อน แต่เธอก็ยังไม่หยุด เธอจิกเล็บกับใบหน้า เศษเปลือกไม้ขูดลากยาวตั้งแต่ขมับลงมา อาเจียนวิ่งขึ้นมาจุกที่คอหอย หัวใจเต้นถี่เร็วจนแทบจะทะลุหน้าอกออกมา


            เธอกัดฝ่ามือตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนเสียงกรีดร้อง


            และอ้อนวอนถึงราชันย์บนสรวงสวรรค์ให้คืนร่างมังกรของเธอมา



***



เพราะการปรากฎตัวของกลุ่มอัศวินเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทุกมังกรรู้แล้วว่าอากาเบลไม่ใช่พระเจ้าผู้ไร้พ่ายในสเนียเซนี่อีกต่อไป


เอเมอร์รัลด์มีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปี อยู่ในวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง เห็นอะไรมามากมาย แต่ไม่มีช่วงไหนที่โลกของเธอจะพังทลายและก่อสร้างใหม่โดยไม่ทันตั้งตัวรุนแรงเท่าครั้งนี้ เธอก็เหมือนอากาเบลที่เคยจำศีลยาวนานเป็นสิบปี แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมา สเนียเซนี่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และมังกรตัวอื่นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม ทว่าครั้งนี้ เวลาสี่ปีกลับจุดชนวนความเปลี่ยนแปลงได้


สี่ปีกับการหารือของเพทราดีและกีออสว่ารากฐานของเขาควรจะถูกทำลาย และสี่ปีกับบางสิ่งบางอย่างที่คอยรบกวนจิตใจเอเมอร์รัลด์เป็นนิจ นาน ๆ ครั้งมันจะเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว ในตอนแรก เธอคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาหรือความฝัน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นอีกครั้งตลอดช่วงสี่ปีที่อากาเบลหลับสนิท ความเพ้อเจ้อก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เป็นไปได้อีกต่อไป


ท่านคิดว่า…’ เธอเคยเอ่ยถามได้ไม่เต็มปาก มังกรอย่างพวกเรามีสิทธิ์มีร่างจำแลงหรือไม่


          ‘ร่างจำแลง? เจ้าหมายถึงมังกรที่สามารถแปลงเป็นสัตว์อื่นได้อย่างงั้นหรือ


          ‘ท่านอายุร่วมสองร้อยปี เรื่องพิศวงเหล่านี้น่าจะเคยผ่านตาท่านมาบ้าง


เวลช์ มังกรอาวุโสสีเขียวจาง ดูหนักใจยามต้องรื้อฟื้นความทรงจำเก่า ๆ ในวัยหนุ่ม ข้าไม่คิดว่าร่างจำแลงมีความเป็นไปได้


            ใจหนึ่งเอเมอร์รัลด์รู้สึกผิดที่ตัวเองตื่นเต้นกับเรื่องประหลาดที่ไม่เคยพบเจอ ทว่าอีกใจนึงเธอก็โล่งอกที่ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงแค่ภาพหลอนหรือฝันกลางวัน เธอไม่อยากจะนึกถึงอากาเบล นางจะรู้สึกอย่างไรหากพบว่าตัวเองสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่นางและเขาเกลียดชังได้?


            เสียงหนึ่งดังขัดความคิดวุ่นวายฉับพลัน


            “ท่านรู้ไหมว่าราชามังกรคอยอยู่เคียงข้างข้าตลอด” อากาเบลเยาะเย้ย “ท่านคอยช่วยเหลือข้า”


เอเมอร์รัลด์แหงนหน้าขึ้นมามองมังกรเด็กซึ่งนั่งนิ่งตรงปากถ้ำที่มีแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องเข้ามา หางของนางตกลงไปข้างล่าง ตาเหม่อลอยมองกองสมุนไพรข้างในถ้ำ อากาเบลพูดถึงราชามังกรตลอดเวลา ไม่มีวันไหนที่นางจะไม่คำนึงถึงหรือพลาดการสักการะราชามังกรทุกเที่ยงตรง ทุก ๆ ครั้ง ประโยคของนางจะพิลึกพิลั่น ราชามังกรคอยมองจากเบื้องบนเสมอ ราชามังกรเป็นผู้ที่มอบพลังธาตุน้ำแข็งให้แก่นาง และอีกมากมาย


ผลพวงจากเหตุการณ์เมื่อเช้าทำให้เอเมอร์รัลด์เลือกที่จะเงียบขณะมองอากาเบลซึ่งกำลังดมสมุนไพรอย่างสนใจ ทำไมวันนี้ไม่เหม็นเขียว?นางพึมพำกับตัวเอง แล้วเริ่มเคี้ยวพืชสีเขียวเอื่อย ๆ แล้วนางก็ขมวดคิ้ว บอกว่ารสชาติสมุนไพรครั้งนี้ไม่ขมอย่างที่จำได้ เอเมอร์รัลด์เห็นภาพตรงนั้นก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง


            “เจ้าดูซึมเศร้าเธอเอ่ยพูดเสียงแผ่ว หวั่นเกรงว่าอีกฝ่ายจะอาละวาดขึ้นมา


            อากาเบลหรี่ตาลง พลางพ่นไอเย็นออกจมูก ก็แค่นึกถึงพ่อ


            เมื่อพูดถึงเขาที่จากไปนานแสนนานแล้วก็มักจะเปลี่ยนบรรยากาศให้เขม็งเกลียวเสมอ เอเมอร์รัลด์สะอึกก้อนน้ำลายเหนียวหนืดในลำคอ ปล่อยให้เกิดความเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอจึงพูดต่อ พักนี้ข้าเจอเรื่องน่าฉงนเกี่ยวกับเจ้าเป็นประจำ ตั้งแต่เจ้าหลับไปเมื่อสี่ปีก่อน ข้ามักจะเห็น…”


            “หา? เห็นอะไร?”


เธอหลุบตาต่ำ พลางสูดลมหายใจลึก ข้าเห็นเจ้าอยู่ในร่างมนุษย์


            ความตึงเครียดฉายชัดผ่านเกล็ดที่ลุกชันของอากาเบลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายหางทันใด นางคำรามเกรี้ยวกราดในลำคอ ศีรษะสั่นระริก ปีกของนางเผลอกระตุกกางเมื่อเอเมอร์รัลด์ขยับจะเข้าไปใกล้ นางม้วนหางเข้ามาชิดร่างเป็นสัญญาณว่าอย่าเข้ามา ก่อนจะเบือนมองไปทางอื่นสลับกับสบตาเป็นครั้งคราว เอเมอร์รัลด์เห็นความผิดปกติดังกล่าว แต่เธอจมกับความคิดแทน


            เป็นไปไม่ได้ที่มังกรสีเงินตรงหน้าซึ่งเกิดและเติบโตในดินแดนหิมะจะมีร่างมนุษย์นั่น – ร่างมนุษย์เด็กสาวซึ่งตัวเล็กยิ่งกว่าต้นไม้ที่บางที่สุดในสเนียเซนี่ ไม่มีส่วนไหนคล้ายคลึงอากาเบล โซโกลอฟเลยสักนิด โดยเฉพาะเรือนผมยาวแห้งสีดำสนิทถึงเอว และสีผิวค่อนไปทางสีน้ำผึ้งอ่อน ๆ บ่มแดด หากให้มังกรตัวไหนมาดูก็คงไม่เชื่อว่านี่คือมังกรสีเงินสว่างธาตุน้ำแข็งตัวเดียวในสเนียเซนี่


อยู่ ๆ อากาเบลก็เบิกตาโต ลุกพรวดทำท่าจะบินหนีไป ทว่ากลับหยุดแค่ปากถ้ำข้างเสาหิน พาลทำให้เอเมอร์รัลด์ชะงักไปด้วย ฝีมือพ่อมดนางพูดขึ้นมา หรืออัศวิน…” ประโยคหลังเบาหวิว คล้ายกับกำลังคุยกับตัวเอง ไม่ ดวงตาของข้า…”


            ดวงตา? เอเมอร์รัลด์กังวลจัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง


แต่แล้วความเย็นเฉียบของไอเย็นก็ฟุ้งกระจายไปทั่วถ้ำ อากาเบลหันมาสบตาเอเมอร์รัลด์ด้วยความสับสน ใบหูของนางชี้ไปยังท้องฟ้าสีส้มยามเย็นข้างนอก ขาหน้าน้อมลงเล็กน้อยในท่าเตรียมกระโจนสู้ พื้นใต้ล่างนางมีร่องรอยฝ้าน้ำแข็งกระจายออกมา แล้วนางก็กระซิบถามเหมือนเพ้อหน่อย ๆ ท่านได้ยินอะไรไหม ข้างนอกนั่น มันกำลังเรียกข้าทางนั้น เสียงมาจากทางนั้น


            “สะ-เสียงอะไร?”


            ไม่มีคำตอบ


ทั้งสองจ้องสเนียเซนี่อันเงียบสงบและไร้การเคลื่อนไหวอยู่สักพัก เอเมอร์รัลด์เหลือบมองซีกหน้าของอากาเบลด้วยความไม่เข้าใจ นางไม่กะพริบตาเลยระหว่างที่พยายามสอดส่องไปทั่วทุกทิศ ความเงียบงันคงอยู่ในถ้ำอีกครู่ใหญ่จนกระทั่งจู่ ๆ นางก็หัวเราะไร้เสียงออกมา ดวงตาของนางยังหรี่ด้วยความตึงเครียด แต่น้ำเสียงได้เปลี่ยนไปเป็นร่าเริงแทน


ฮึ ท่านเชื่อที่ข้าบอกด้วยเหรอนางถามอย่างขบขัน เกล็ดที่ตั้งชันกลับมาเรียงตัวเรียบดังเดิม มีร่างมนุษย์บ้าบออะไรกัน ให้ตายเถอะ ไร้สาระสิ้นดี มันจะเป็นไปได้อย่างไงล่ะ? ช่วยอย่าให้มังกรตัวอื่นรู้ด้วยนะว่าท่านมาเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้น่ะ


แล้วเมื่อครู่นี้…”


เอาเป็นว่าข้าปวดหัวมากตอนนี้ ขอนอนพักก่อนแล้วกัน ไว้คุยกันพรุ่งนี้เช้า ราตรีสวัสดิ์


ใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าเอเมอร์รัลด์จะเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เธออุทานด้วยความโมโหอากาเบลจัดที่นางบังอาจหลอกให้เข้าใจผิดได้ เธออยากปลุกนางขึ้นมาคุยให้รู้เรื่องภายในคืนนี้ว่าเล่นตลกอะไรกันแน่ แต่เมื่อมองร่างที่ขดตัวม้วนเป็นก้อนกลมข้างในสุดของถ้ำ เธอก็ระบายลมหายใจโล่งอกออกมา พร้อมโทสะคุโชนที่มลายหายไปราวกับไฟต้องน้ำ เธอขยับไปนอนกางปีกโอบอากาเบลจนแน่ใจว่านางหลับสนิท ถึงตอนนั้นพระอาทิตย์ก็ตกดินไปนานแล้ว เป็นแสงจันทร์ซึ่งส่องสว่างบนผืนป่าเบื้องล่างอย่างนุ่มนวล และท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยกระจาดดาวนับล้านแทน


เธอขยับไปนั่งรับลมเงียบเหงาที่ปากถ้ำ พลางหันมามองมังกรเด็กเป็นระยะ ๆ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจบินออกไปปรึกษาหารือกับเวลช์และมังกรอาวุโสตัวอื่น ไม่มีทางที่อากาเบลจะเล่าเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนหมดทุกรายละเอียด เอเมอร์รัลด์ยังจำได้ดีว่านางฟื้นขึ้นมาพูดถึงดวงตากับอัศวินก่อนเป็นอย่างแรก เธอร้อนรนบินไปยังถ้ำเหนือสุด ใกล้จะถึงแล้ว ทว่าเธอกลับต้องหยุดบินเพื่อลอยตัวกลางอากาศกะทันหัน เธอรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ และอยู่ ๆ ในอกก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่าโหวงเหวง


            สิ่งแรกที่เอเมอร์รัลด์ทำคือรีบบินกลับไปยังถ้ำของตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สายลมเย็นเฉียบตีใบหน้าของเธอจนแสบระบม ดวงตาเหือดแห้งจนต้องกะพริบถี่ซ้ำ เธอกางปีกกว้างเพื่อชะลอความเร็วเมื่ออุ้งเท้าแตะปากถ้ำ ก่อนจะพุ่งเข้าไปข้างในเพื่อตามหามังกรเด็กที่เมื่อครู่ยังหลับไหลอยู่ในอ้อมกอดของเธอ


            แต่ข้างในถ้ำกลับว่างเปล่า และในขณะเดียวกันก็หนาวเหน็บอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 12:43
    บรรยายความสับสนของอากาเบลได้ออกมาดีมากเลยไรต์
    #856
    0
  2. #759 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 02:23
    สนุกค่ะ 
    บทนี้แอบงง ๆ กับช่วงเวลา/ตัวละครนิดนึง
    สรุปว่าเป็นคนไปแล้วนะเนี่ยยย
    #759
    0
  3. #162 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 11:43
    พอเข้าใจนางนะ แบบว่าโดนปลูกฝังมาตลอดพอมาเจอจริงๆก็เลยรับไม่ได้
    #162
    0
  4. #49 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 / 21:53
    อากาเบลเป็นมังกรที่นิสัยยังเป็นเด็กขี้เหวี่ยงสินะคะ 
    #49
    1
    • #49-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 2)
      23 พฤษภาคม 2558 / 12:22
      ใช่ค่ะ โดยเฉพาะร่างมนุษย์นางยังอายุประมาณวัยรุ่นอยู่เลย ค่อนข้างเด็กขี้เหวี่ยง ฮาาา
      #49-1
  5. #25 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 / 00:30
    อากาเบลเหวี่ยงไปทั่วเลยนะครับ 555 ร่างกายไม่เป็นไรแต่เกียรติ์เสียหายหนัก ดูเป็นมังกรที่มีความเกลียดชังเข้มข้นมาก คุณพ่อน่าจะโหดไปอีกทั้ง ๆ ที่แม่ใจดี จะรอติดตามนะครับ เนื้อเรื่องกดดันขึ้นเรื่อย ๆ เลย :O
    #25
    0
  6. #19 ผ่านมา K (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 14:24
    ติมตามครับ
    #19
    0
  7. #4 ยอนจัง (@satanmoe) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 22:10
    โอ้ เป็นอะไรที่สุดยอด อยากอ่านต่อค่ะTwT
    #4
    1
    • #4-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 2)
      8 พฤษภาคม 2558 / 13:24
      ขอบคุณมากค่ะ >w< จะรีบมาต่อนะคะ!
      #4-1
  8. #3 lnwkhunza (@lnwkhunza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 13:50
    อยากอ่านต่อแฮะ =w=
    #3
    1
    • #3-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 2)
      7 พฤษภาคม 2558 / 18:01
      จะรีบมาอัพต่อค่า ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ><
      #3-1