Draconic Chronicle

ตอนที่ 19 : II-19: Lange Sokolof

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 697
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




19



แม้สเนียเซนี่จะมีพื้นที่ถ้ำว่างเปล่าเหลือ แต่ไม่มีกีออสตัวไหนได้อาศัยในถ้ำเหล่านั้น เพราะแลนจ์ต้องการให้สายพันธุ์มังกรที่มีช่วงอายุสั้นกว่าเพทราดีอาศัยในถ้ำข้างล่างสุดที่ทั้งชื้นแฉะ น่าขยะแขยง ยากที่จะล้มตัวนอนบนพื้นดังกล่าวอย่างผาสุข กีออสที่ยังเยาว์และมีแรงก็ต้องชิงพื้นที่ใกล้ปากถ้ำกันเองในกลุ่ม ทั้งหมดนี้เพื่อความง่ายในการกำกับจำนวนกับติดตาม


            ฉะนั้น สิ่งแรกที่เอเมอร์รัลด์เลือกทำ (หลังจากเปิดโอกาสให้กีออสได้ร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ) ก็คือการทยอยย้ายมังกรเหล่านั้นมาอาศัยในถ้ำว่างทีล่ะถ้ำ โดยมีเวลช์คอยช่วยเหลือเท่าที่เขาสามารถทำได้ และเขาจะมักเตือนบ่อย ๆ ว่า “อย่าเร่งรีบเกินไป ระหว่างนี้พวกเขายังไม่คุ้นเคย อาจจะก่อปัญหาขึ้นมาได้”


            โรวีน่าไม่แสดงความหวาดกลัวเหมือนกีออสตัวอื่นที่พากันขยับถอยหนีเมื่อเห็นเอเมอร์รัลด์ซึ่งมีลักษณะเหมือนแลนจ์กับอากาเบลทุกประการ ยกเว้นก็แต่ดวงตาสีทอง ไม่ใช่สีเงินขาวดั่งทุ่งหิมะ ถึงกระนั้นพวกเขาก็รู้ว่าเธอเป็นหนึ่งในตระกูลโซโกลอฟตระกูลมังกรสีเงินหนึ่งเดียวในสเนียเซนี่ แม้จะยังไม่มีการด่าทอหรือลงไม้ลงมือแบบที่โซโกลอฟอีกสองตัวเคยทำก็ตาม


            การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวง ในยุคสมัยของแลนจ์ แน่นอนว่ามีเพทราดีหลายตัวที่พยายามล้มบัลลังก์ของเขา แต่บัดนี้ ความเคยชินต่อระบบได้ฝังรากจนยากที่จะดึงออกภายในเวลาอันรวดเร็ว เอเมอร์รัลด์เข้าใจดี เพราะเธอเองก็ยังรู้สึกแปลกที่สเนียเซนี่กำลังจะเปลี่ยนโฉม เพทราดีซึ่งอาศัยในถ้ำข้างบนมาตลอดจะสูญเสียผลประโยชน์ไปพอสมควร อย่างเช่นเรื่องอาหาร เพราะแต่ก่อนเป็นผู้ที่จะได้รับของที่ดีที่สุดทั้งหมดไป และแยกของแย่ ๆ ลงมาให้แก่กีออสเสมอ


            ไม่ใช่แค่เพทราดีบางตัวเท่านั้นที่บอกเธอว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง กีออสวัยชราบางตัวก็เช่นกัน


เอเมอร์รัลด์รู้สึกกังวลถึงขั้นที่เธอไม่อยากตื่นขึ้นมาเผชิญกับหน้าที่ การขึ้นปกครองเป็นเส้นทางที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน ความวิตกและความหวาดกลัวเริ่มบาดหมางกำลังใจของเธอ ทำให้บางครั้งเธออยากจะยอมแพ้และทิ้งขุนเขาไป มันไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของเธอด้วยซ้ำ จ้าวขุนเขาควรจะเป็นทายาทของตระกูลโซโกลอฟซึ่งเป็นสายเลือดแท้ ๆ ของแลนจ์ ยิ่งคิดก็ไม่อยากจะเชื่อว่าปัจจุบันตระกูลโซโกลอฟตอนนี้เหลือแค่เธอ จากแลนจ์ที่ตายไปนานแสนนาน ลามมาถึงอากาเบลที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ การจะโยนหน้าที่นี้ให้มังกรตัวอื่นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย มันคือความเห็นแก่ตัว


สิ่งที่เธอเคยใช้กับอากาเบลในคราบความหวังของขุนเขา


            หลังจากจัดการเรื่องถ้ำที่อยู่อาศัย เอเมอร์รัลด์ก็แบ่งหน้าที่ให้มังกรทั้งสองพันธุ์ ปกติเพทราดีจะเป็นฝ่ายหาอาหาร เพราะเชื่อถือได้มากกว่าหากปะทะกับมนุษย์ คราวนี้พวกเขาจะช่วยกัน และนำอาหารมารวมเพื่อแจกจ่ายให้ทั่วถึง ไม่มีมังกรตัวไหนจะได้เยอะกว่าหรือได้ของดีกว่าไปทั้งหมด นอกเหนือไปจากนั้นคือหน้าที่ที่เธอคิดว่าสำคัญ อย่างการลาดตระเวนทั่วป่า การติดต่อกับสไวดีน การดูแลความสะอาดของขุนเขา และการจัดการศพของกีออสที่ปกติจะถูกทิ้งไว้ในที่ใดที่หนึ่ง


เพียงแค่นี้ เธอก็เหนื่อยล้าเต็มทนแล้ว และความอ่อนแอก็จะถูกกระตุ้นขึ้นมา


            “เพื่อสัมพันธมิตรระหว่างมังกรสองขุนเขาเอเมอร์รัลด์บอกเวลช์ในวันต่อมา นั่นคือสาเหตุที่ข้าต้องเดินทางอีกครั้ง


            มิฉะนั้น เธอก็คงอดทนต่อความเครียดไม่ไหวอย่างแน่นอน


“ไปสไวดีนอย่างงั้นหรือ” เวลช์งุนงง “แต่เจ้าเพิ่งจะกลับมา”


            “ข้าต้องการสนทนากับท่านซาบ็อธเกี่ยวกับการปกครองเพิ่มเติม”


            เขาระบายลมหายใจ “ข้ามองเห็นความกังวลของเจ้า เอเมอร์รัลด์ นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เจ้าหรือข้าคาดคิด มังกรอาวุโสตัวอื่นเข้าใจดี พวกเขาไม่อยากให้เจ้าหักโหมเกินไป มันไม่ใช่งานที่... มังกรตัวเมียจะประสบความสำเร็จได้ง่าย ๆ อากาเบลก็คงไม่รอดหากไม่มีเจ้ากับพวกข้าคอยจัดการเบื้องหลังให้ ฉะนั้นก็จงพักผ่อนสักพักเถิด และกลับมาสเนียเซนี่ดังเดิม”


            การเดินทางไปสไวดีนช่วยฟื้นฟูตัวตนของเอเมอร์รัลด์ให้กลับมาอีกครั้ง อากาศบริสุทธิ์ วิวของท้องฟ้าสีเข้ม ภูเขาสีขาว และป่าไม้ไร้ใบเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับเธอ บรรยากาศในสเนียเซนี่เวลานี้ช่างน่าอึดอัดจนหายใจไม่ออก ความตึงเครียดล่องลอยในอากาศเต็มไปหมด มังกรทั้งสองสายพันธุ์ต่างทำอะไรไม่ถูกยามพบหน้า ไม่มีใครคุ้นเคยกับสถานการณ์ปัจจุบัน


            เมื่อเดินทางมาถึงขุนเขาจุดหมาย โรวีน่ากับเอเมอร์รัลด์ก็เข้าทำความเคารพต่อซาบ็อธก่อน (“เป็นอย่างไรบ้าง ต้องการจะปรึกษาหรือ โอ้ ได้สิเขาพูดอย่างยินดี) ต่อจากนั้นทั้งสองก็ไปที่ถ้ำของจารินมังกรกีออสซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับข่าวสารซึ่งรวมไปถึงฝั่งของมนุษย์ด้วย เขาเห็นเอเมอร์รัลด์ก็เผลอสะดุ้งผวา นึกว่าเจอแลนจ์ โซโกลอฟเข้าให้


            สามมังกรออกมายังหุบเขาด้านนอกซึ่งเปิดกว้างให้เห็นท้องฟ้าของฤดูหนาว จารินต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ต้องขอบคุณลมหนาวที่แทบจะกรีดผิวหนังยามพัดผ่าน เขาตัวสั่น ก้มลงกับพื้น แล้วใช้ปีกกดแนบกายจนกลายเป็นลูกกลม ๆ สีน้ำตาลเข้มท่ามกลางหิมะ โรวีน่าจึงหัวเราะชอบใจไม่หยุด เสียงนั้นช่วยคลายความเครียดของเอเมอร์รัลด์


            “ข้าต้องออกมารอแหล่งข่าวของข้าน่ะจารินบอก เขาจะมาถึงสไวดีนช่วงเช้าเสมอ


            ใช้เวลาเป็นชั่วโมงทีเดียวกว่าเอเมอร์รัลด์จะมองเห็นจุดเล็ก ๆ บนท้องฟ้าทางฝั่งตะวันออกของสไวดีน จุดดังกล่าวค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนสามารถเห็นได้ชัดว่าเป็นมังกรเพทราดีตัวใหญ่ เกล็ดสีแดงเข้มส่องประกายล้อแสง ปีกของเขาขยับแปลกประหลาดราวกับกำลังบาดเจ็บจนไม่สามารถกางได้เต็มปีก (“นั่นน่าจะเป็นเขาจารินบอก) กระทั่งเขาเข้ามาใกล้พอสมควร อยู่ ๆ เขาก็เร่งความเร็วเหมือนถูกอะไรบางอย่างไล่จี้ตามมาติด ๆ


เอเมอร์รัลด์เบิกตาตกตะลึงเมื่ออยู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามาปะทะเธออย่างแรง


            เกิดเสียงคำรามโกรธเกรี้ยว ตามมาด้วยเสียงดังโครม ก่อนความเจ็บระบมจะวิ่งทั่วร่างกาย


เธอกัดฟันแน่น แต่ก็ไม่พ้นหลุดเสียงร้องออกไป ช่วงลำตัวปวดชาจนไม่สามารถขยับได้ เธอหูอื้อ ตาลาย ภาพกระโดดพลิกไปมาตามจังหวะที่เธอกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้น ไม่ทันไรก็รู้สึกเจ็บที่บริเวณหัวไหล่ เลือดไหลซึมผ่านเกล็ดสีเงินออกมา หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ ทั้งงุนงนและสับสน ได้ยินเสียงของโรวีน่ากับจารินโวยวายจับใจความไม่ได้


            แลนจ์คือมังกรตัวแรกที่เอเมอร์รัลด์นึกถึงว่าจะลงมือรุนแรงใส่ ก่อนจะจำได้ว่าเขาตายไปนานกว่าหลายสิบปีแล้ว


            น้ำหนักที่ตรึงให้เธอนอนหมอบอยู่กับที่หายไป เพทราดีสีแดงเข้มหยุดความพยายามจะกระโจนเข้าใส่ในที่สุด เสียงหักห้ามของจารินกับโรวีน่าจึงเงียบตามไป เธอต้องกะพริบตาซ้ำ ๆ หลายรอบทีเดียวกว่าความมึนมัวจะหายไป พลางรู้สึกโล่งอกที่บาดแผลตรงไหล่เป็นแค่รอยข่วนเฉย ๆ เธอขยับปีก และหยัดกายขึ้น ก่อนจะปะกับดวงตาโกรธเกรี้ยวของมังกรผู้มาใหม่ทันที ตามร่างกายของเขายังมีบาดแผลสดใหม่อยู่ เหมือนทั้งถูกกรงเล็บและของแหลมทิ่มแทงมา


            “นั่นคือท่านเอเมอร์รัลด์ โซโกลอฟ จากสเนียเซนี่จารินเอ่ยขึ้น ...ลูกค้าเรา


            “ท่านเอเมอร์รัลด์!” โรวีน่ากระวีกระวายเข้ามาช่วย “เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”


จารินหันมามองเอเมอร์รัลด์ ก่อนจะหลุบตาต่ำด้วยความละอายใจ ส่วนนี่คือยาโรเมียร์ขอรับ ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูง เขาเดินทางมาไกล คงประสบปัญหาระหว่างทาง อย่างที่ท่านเห็นรอยแผลตามตัว ขะ-ข้าจะรีบไปรายงานท่านซาบ็อธให้ลงโทษเขาโดยไม่มีข้อแม้ และข้าจะรีบไปหาสมุนไพรมารักษาท่าน ดะ-ได้โปรดให้อภัยพวกข้าด้วย


            เพราะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่แพ้กัน เอเมอร์รัลด์จึงเลือกที่จะผงกหัวเป็นการรับฟังแทนการพูด เธอเหลือบมองเพทราดีสีแดงเข้มซึ่งก่อนหน้านี้ทำท่าจะทำร้ายเธอจนปางตาย ยาโรเมียร์ผู้สร้างความขัดแย้งในตอนแรกจึงก้มหัวให้เธอจนเกือบแนบติดกับพื้นหิน ปีกหุบแนบข้างกายดังเดิม เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติเมื่อเริ่มต้นพูด


            “ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูง เป็นความโง่เขลาของข้าเองที่เข้าใจว่าท่านซึ่งเป็นนายหญิงของท่านแลนจ์ผู้องอาจจะเป็นศัตรูที่ข้าเพิ่งปะทะมา ศัตรูตัวนั้นได้สร้างบาดแผลกับข้าไว้มากล้น จึงทำให้ข้าเคียดแค้นยิ่งนัก


ถึงจะพูดจาอย่างนอบน้อม แต่เอเมอร์รัลด์ก็จับอารมณ์ประชดประชันที่ซุกซ่อนไว้ได้ เธอจึงถามกลับอย่างมีน้ำโห ถูกต้องแล้วหรือที่จะต้องลงความโกรธแค้นนั่นกับข้า ทั้ง ๆ ที่เจ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าใช่ศัตรูของเจ้าหรือเปล่า


ยาโรเมียร์ไม่ได้ตอบ แต่มีเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบาดังออกมา


            “ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกแก่ท่านซาบ็อธทันทีจารินรีบพูด และหันไปถลึงตาใส่ยาโรเมียร์ให้ตามไป


ทั้งสองบินหายไปในสไวดีน เหลือแค่โรวีน่ากับเอเมอร์รัลด์ที่ยังนั่งดูหิมะอยู่ข้างนอกอีกสักพัก กระทั่งเอเมอร์รัลด์สามารถละทิ้งความขุ่นเคืองในใจไปได้ เธอก็ชวนโรวีน่าบินผ่านทางเข้าถ้ำใต้ล่างขุนเขาไปหาที่พักผ่อน ระหว่างนั้นโรวีน่าอยู่ไม่สุข นางรอจนจารินมา จึงเริ่มขนสมุนไพรมาดูแลอาการบาดเจ็บของเอเมอร์รัลด์ พริบตาเดียวเปลือกตาก็หนักอึ้ง จากความเหนื่อยล้าซึ่งผสมผสานกับกล้ามเนื้อที่เต้นตุบ ๆ จากบาดแผล เธอฟุบหลับไปในที่สุด


            ช่วงที่เธอครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอได้ยินบทสนทนาในถ้ำเดียวกัน เป็นเสียงของจาริน


ไหน ๆ เจ้าก็กลับมาแล้ว ได้ข่าวหรือข้อมูลอะไรมาเพิ่มไหม ท่านเอเมอร์รัลด์ต้องการข้อมูลของอัศวินเฮเนวิงพอดี


            “มีอัศวินหลายร้อยคนในเฮเนวิง เจ้าต้องเจาะจงหน่อยยาโรเมียร์ตอกกลับ


            “คนที่เอาชนะเพทราดีสีเงินได้เมื่อสี่ปีก่อนน่ะ โรวีน่าพูด


            “อัศวินอาณาจักรแอเธลวินตายไปแล้ว เหลือแค่เฮเนวิง และเจ้าเองก็เพิ่งกลับมาจากที่นั่นไม่ใช่รึไงจารินเสริม


            ยาโรเมียร์เงียบไปสักพัก ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เอเมอร์รัลด์ “ข้ารู้ว่าท่านกำลังฟังอยู่”


            เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกง่วงจัด ยาโรเมียร์สบตาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขอความเป็นส่วนตัวในการให้ข้อมูล เอเมอร์รัลด์ตอบตกลงด้วยท่าทางสุขุมที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ โรวีน่ากับจารินจึงต้องขยับไปเฝ้าดูเหตุการณ์ห่าง ๆ แทน


            “ท่านมีลูกสาวใช่หรือไม่ ท่านเอเมอร์รัลด์ยาโรเมียร์เริ่มถาม “แลนจ์ค่อนข้างจะปกปิดข้อมูลส่วนนี้”


            “นางชื่ออากาเบล


            “ชื่อไพเราะเขาเอ่ยชม แต่กลับเหยียดรอยยิ้มมีเล่ห์ประหลาด ข้าขอทราบความเป็นไปมาของชื่อนั้นได้ไหม


            เอเมอร์รัลด์คิดว่าอีกฝ่ายพยายามปรับบรรยากาศให้มีความเป็นมิตรมากขึ้นโดยการถามไถ่ถึงเรื่องราวเหล่านี้ กระนั้นเธอก็ยังรู้สึกไม่ไว้วางใจที่เห็นรอยยิ้มของเขากับน้ำเสียงซึ่งซุกซ่อนความเป็นปรปักษ์ เธอจึงตอบเรียบ ๆ กลับไป “แลนจ์มีชื่อนี้อยู่ในใจตั้งแต่ก่อนอากาเบลจะเกิด เขาคงได้ยินมาจากมังกรขุนเขาอื่น


            “หากแลนจ์ได้ลูกชายก็คงจะใช้ชื่อนี้สินะ? น่าเสียดายที่ได้ลูกสาว ไม่ตรงกับความต้องการของเขาเลยแม้แต่น้อย


ความกริ่งเกรงบางประการเริ่มกดทับบรรยากาศการสนทนา


เขาพูดต่อ ลูกสาวท่านคงได้รับสายเลือดของแลนจ์มาโดยตรงใช่หรือไม่ สีเงินทั้งร่าง... แล้วทำไมท่านถึงสนใจอยากรู้เกี่ยวกับอัศวินเฮเนวิงผู้ที่สามารถเอาชนะเพทราดีสีเงินได้ล่ะ? หรือว่าเหยื่อของมนุษย์ผู้นั้นคือลูกสาวของท่าน? สายเลือดของท่านแลนจ์ โซโกลอฟซึ่งเก่งกาจเกินกว่าจะพ่ายแพ้สิ่งมีชีวิตใด ๆ ได้


            รอยยิ้มไร้ความเป็นมิตรถูกเผยออกมาชัดเจน นั่นทำให้เอเมอร์รัลด์ฉุกคิดถึงประโยคขอโทษของเขาก่อนหน้านี้ ที่ว่าเขาเข้าใจผิดนึกว่าเธอเป็นศัตรู เขากำลังหมายความว่าศัตรูที่ว่าต้องมีลักษณะทางกายภาพเหมือนเธออย่างงั้นหรือ


            “ท่านจะไม่เจอคำตอบที่ท่านตามหาในเฮเนวิงยาโรเมียร์บอก อาณาจักรแอเธลวินต่างหากคือเป้าหมายของท่าน


            “แอเธลวิน?” ชื่อของอาณาจักรดังก้องในหัวของเธอ ละลายความเข้มแข็งที่มีทั้งหมดให้หายไปฉับพลัน เธอพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวและเปราะบาง “อะไรคือเหตุผลของเจ้า?”


            “เพราะเพทราดีสีเงินที่อัศวินเฮเนวิงได้เอาชนะนั้นตายไปนานแล้ว


            “ส่วนอัศวินแอเธลวินก็ใช่ว่าจะมีชีวิตอยู่ตอนนี้


            ยาโรเมียร์หัวเราะร่า ถูกต้อง แต่ลูกหลานของเขายังหลงเหลืออยู่ และลูกสาวของท่านเวลานี้ก็อยู่ภายใต้การปกครองของอัศวินตระกูลเบลนเฮล์มคนสุดท้าย


            เขารู้ได้อย่างไรกัน เอเมอร์รัลด์สงสัย แต่ก็ไม่สามารถระงับความยินดีไปได้ ดวงตาสีทองเบิกกว้างทั้งสองข้าง ไม่หลงเหลือความเศร้าโศกจากการที่ไม่รู้ความเป็นไปของอากาเบลมาหลายสัปดาห์อีกต่อไป เธอยังคงพยายามดำรงซึ่งสีหน้านิ่งสุขุมไว้อย่างยากลำบาก แม้หัวใจจะเต้นกระหน่ำที่ทราบว่าอากาเบลยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม


            มังกรคู่สนทนาเฝ้ามองพฤติกรรมของเธออย่างพึงพอใจ


            “ข้าเห็นว่าท่านดีใจ ท่านเอเมอร์รัลด์ เพราะอะไรหรือ เพราะนางยังมีชีวิตอยู่? หรือเพราะนางได้สร้างเกียรติยศ? ท่านคงเห็นใช่ไหมว่ามันขัดกับความคิดของแลนจ์อย่างไร ลูกสาวของท่านกำลังรับใช้มนุษย์ สิ่งที่แลนจ์คงทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งเขาถามอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ ซึมซับแต่ล่ะคำ


            “ไม่จำเป็นที่จะต้องคงสิ่งเก่าแก่เช่นนั้นไว้อีก เรายังจดจำแลนจ์ในฐานะผู้นำ แต่อากาเบลก็ได้ตามหาเกียรติยศอีกมุมมองนึงซึ่งไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใดเธอโต้ตอบกลับทันควัน


            “งั้นก็คงเป็นเรื่องที่แสนเศร้ายิ่งนัก ท่านเอเมอร์รัลด์ยาโรเมียร์ลดเสียงลง ศัตรูที่ข้าได้ต่อสู้มาก็คืออากาเบล ลูกสาวของท่าน – เกล็ดสีเงิน ดวงตาสีเงิน พลังธาตุน้ำแข็ง ใช่หรือไม่เขาเว้นเงียบเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเธอซึ่งพยายามเพ่งสายตาไปที่ปลายหางของตัวเองแทน นางกับข้าต่างมีจุดประสงค์ที่ต้องทำให้สำเร็จ และเผอิญเราก็เป็นตัวขัดขวางของกันและกัน ฉะนั้น... ท่านคงเข้าใจใช่ไหมว่าในสนามรบจะเกิดอะไรขึ้น?


            หัวใจของเอเมอร์รัลด์หล่นวูบ


            “น่าเสียดาย เพราะนางยังเด็กนัก ยังไร้ประสบการณ์


            เธอสะกดอารมณ์โดยการจิกกรงเล็บกับพื้นถ้ำ


            “ข้าพยายามมอบความตายที่สงบสุขที่สุดให้กับนางแล้ว... ถึงแม้นางจะกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดก็ตาม


            ไม่จริง เธอขบเขี้ยวเพื่อกลั้นน้ำตาร้อนผ่าว อดจินตนาการถึงสภาพของอากาเบลไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งหายใจไม่ออก เลือดคงเต็มตัวนางไปหมด คงเต็มไปด้วยความทรมานก่อนตาย แต่อีกความคิดก็แทรกขึ้นมา เขาอาจจะโกหก ปัญหาที่เธอมีเวลานี้คือไม่มีแลนจ์ที่สามารถสั่งให้มังกรทุกตัวก้มหัวให้ เธอเองก็ใช่ว่าจะมีอำนาจหรือพละกำลังแต่อย่างใด นี่ไม่ใช่ยุคของแลนจ์ ไม่ใช่ยุคของการปกครองแบบนั้นอีก ยาโรเมียร์จึงกล้าที่จะแสดงพฤติกรรมเยาะเย้ยออกมา เขาไม่กลัวเธอ


            ความเศร้าเข้ามาแทนที่ความสุขอีกครั้ง เอเมอร์รัลด์เข้าใจดีว่าทำไมยาโรเมียร์ถึงทำแบบนี้ เหยียบย่ำความรู้สึกของเธอที่รับรู้การจากไปของอากาเบล คำตอบเดียวก็คือแลนจ์ ถึงแม้เขาจะตายจากไปนานแสนนานแล้วก็ตาม ทว่าความโกรธแค้นต่อเขาก็ยังคงอยู่ และผู้ที่จะต้องแบกรับกับสิ่งเหล่านั้นก็คือเธอ–เพทราดีตัวสุดท้ายแห่งตระกูลโซโกลอฟ


            “ข้าพาท่านไปหาร่างของลูกสาวท่านได้ ท่านเอเมอร์รัลด์เขาเสนอ พลางสะบัดปีกและขยับตัวอย่างสบายอารมณ์ เพียงแต่สิ่งแลกเปลี่ยนที่ข้าต้องการนั้นไม่ใช่ราคาที่ใช้กับข่าวหรือข้อมูลอย่างอื่น


            เอเมอร์รัลด์เงียบสนิท อย่างไรก็ตาม ยาโรเมียร์อธิบายสิ่งแลกเปลี่ยนที่เขาต้องการต่อ


            “ท่านคิดว่ามันแปลกไหม ที่ไม่มีมังกรตัวใด – แม้แต่ข้าที่หากินด้วยข่าวสารและการขุดคุ้ย – รู้ที่มาที่ไปของแลนจ์ โซโกลอฟ ว่าเพทราดีที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสมัยนั้นมาจากไหนกันแน่ และเมื่อข้าพูดว่าแข็งแกร่งที่สุด ท่านก็จงเข้าใจเสียว่าแลนจ์เหนือกว่ามังกรตัวใด ๆ อย่างแท้จริง ไม่มีมังกรตัวไหนเทียบเท่าเขาได้


            “หากกระทั่งเจ้ายังไม่รู้ ข้าก็คงไม่มีแม้แต่เบาะแส


            “อย่างงั้นหรอกหรือ แต่อย่างน้อยวันที่ท่านพบแลนจ์เป็นครั้งแรก หรือเหตุการณ์ไหนก็ตามที่มีแต่ท่านที่สามารถจำได้ นั่นแหละคือเบาะแส แม้จะเพียงเล็กน้อยเท่าเม็ดทรายยาโรเมียร์พยายามฉีกยิ้มเห็นฟัน แต่การพูดถึงแลนจ์กลับทำให้เขามีสีหน้าบิดเบี้ยวของมังกรดุร้าย ข้ายืนยันได้ว่าแลนจ์เป็นมังกรที่เก่งกาจเกินกว่าเพทราดีตัวไหน ๆ ต่อให้เขาไม่มีพลังธาตุเลยก็ตาม ท่านลองคิดดู หากท่านมีความสามารถถึงขั้นนั้น ท่านจะมาขุดคู้กดขี่มังกรในขุนเขาเล็ก ๆ ห่างไกลเช่นนี้ไปทำไม”


            “ข้าไม่รู้”


“ท่านไม่คิดหรือว่าเขากำลังซุกซ่อนอะไรบางอย่างอยู่?”


            เอเมอร์รัลด์สูดลมหายใจลึกอย่างอดทน เชื่อข้าเถอะว่าข้าไม่มีคำตอบให้เจ้า และเธอก็ไม่มีจริง ๆ


            “ท่านฟังข้าให้ดี ๆ ท่านกับแลนจ์ต่างไม่มีพลังธาตุทั้งคู่ แต่ลูกสาวของท่านมีพลังธาตุน้ำแข็ง นางไม่ได้สืบทอดความแข็งแกร่งทางกายภาพหรือทักษะการต่อสู้ แต่นางมีพลังนี้ ไม่ใช่แค่พ่นเกล็ดน้ำแข็ง พลังของนางเหนือมังกรตัวไหนก็ตาม


            “ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูดเลยแม้แต่น้อย


            “คิดว่าลูกสาวท่านจะได้รับพลังนี้มาจากใครหรือ ท่านเอเมอร์รัลด์ ข้ารู้ว่าท่านมีคำตอบอยู่ในใจ และคงรวมถึงคำถามมากมายต่อจากนี้ด้วย ใช่ ข้าก็สงสัย สงสัยมาตลอดนับตั้งแต่ได้พบแลนจ์ มังกรกับพลังมหาศาลเช่นนั้นเลือกมาอยู่ขุนเขาห่างไกล และเลือกใช้ความคิดเก่าแก่หลายพันปีก่อนมาปกครองทำไม ผู้ที่แข็งแกร่งจะได้อยู่ต่อ ส่วนพวกที่อ่อนแอต้องถูกกำจัด เขามาจากไหน เขาเป็นใคร ตระกูลโซโกลอฟคือตระกูลของมังกรจากยุคไหน ข้าจำได้ด้วยซ้ำว่าเขาพยายามรื้อฟื้นศาสนาที่ถูกฝังทิ้งไปนานแสนนานนั่น – การนับถือราชามังกรดั่งเทพเจ้า


            “เจ้าต้องการอะไรกันแน่”


            จารินกับโรวีน่าทำท่าจะเข้ามาร่วมสนทนาด้วย ยาโรเมียร์จึงขยับเข้ามาพูดให้ได้ยินเพียงแค่สองตัว


ช่วยข้าไขความเป็นไปมาของแลนจ์ โซโกลอฟ



***



            อากาเบลนึกสาปแช่งหนึ่งวันสุดท้ายก่อนการเดินทางไปยังเมืองลูบลินาพรุ่งนี้


            คณะวังใหญ่ยั้วเยี้ยเต็มปราสาทไปหมด พวกเขาเดินเยี่ยมเหล่าทหารบาดเจ็บกันให้ควั่ก แค่นั้นก็เพียงพอทำให้เธอต้องงดทุกพฤติกรรมไม่ดี ทว่าปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ อัศวินจะตื่นขึ้นมาฝึกฝนในพื้นที่ที่คนอื่นสามารถเฝ้ามองได้ เธอได้รับผลกระทบ เพราะพวกเขารู้จักเธอในฐานะอัศวินฝึกหัดของชาร์น็อคเซียซ์นิค


            เริ่มตั้งแต่ตื่นแต่เช้ามืด สวมชุดกระโปรงเก่า ๆ ที่ลิลี่ให้มา จากนั้นจึงสวดมนตร์ร่วมกับอัศวินจากวังใหญ่ในห้องโถงขนาดเล็กถัดจากห้องรับประทานอาหาร การสวดมนตร์จะมีตลอดตั้งแต่เช้ายันก่อนนอน เธอเริ่มต้นโดยการอ้าปากพะงาบ ๆ สวดมนตร์ มันเหมือนกับการร้องเพลงประสานเสียงจังหวะเนิบนาบ ทว่าน่าหลงใหลชวนให้เธอเพลิดเพลินได้อย่างรวดเร็ว คนที่แอบแสดงสีหน้าเหนื่อยหน่ายซึ่งควรจะเป็นเธอกลับกลายเป็นดีทริคแทน


            อาหารเช้าคือขนมปังหนึ่งก้อน ต่อจากนั้นก็เป็นการฝึกซ้อมอาวุธที่กิลเบิร์ตมาร่วมด้วย อากาเบลไม่ต้องฝึกแบบเดียวกับอัศวินทั้งหมด แต่เธอต้องเรียนรู้การใช้ดาบ ฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย และศึกษากฏของอัศวิน ว่าด้วยความเมตตา ความซื่อสัตย์ ศักดิ์ศรี ความศรัทธาในศาสนา และการปกป้องความมั่นคงของอาณาจักรแอเธลวิน


เธอมารู้ในภายหลังว่า ตอนที่เธอช่วยดีทริคจากการถูกตัดหัวโดยซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์น นั่นเป็นความน่าอับอายที่สุดสำหรับอัศวิน นอกเหนือไปจากการใช้กริช (อาวุธของพวกนักฆ่า) และหน้าไม้ (อาวุธไร้ซึ่งทักษะสำหรับพวกขี้ขลาด) เพราะเธอลอบกัดฮอว์ธอร์นจากด้านหลัง ในขณะที่ดีทริคยอมแพ้และต้อนรับความตายอย่างมีเกียรติ


            หลังจากนั้น อากาเบลยังต้องเรียนรู้มารยาทในพระราชสำนักเพิ่มเติม รวมถึงการประลองทวนที่จะต้องควบม้าวิ่ง และใช้ทวนยาวแทงอัศวินอีกคนให้ตกจากหลังม้าของเขา มันเป็นกีฬาที่ชนชั้นสูงชอบดูกัน มักถูกจัดบ่อย ๆ เพราะเต็มไปด้วยความอันตรายน่าตื่นเต้น บางครั้ง อัศวินบางคนโชคร้ายต้องจบชีวิตลง บางคนประสบแผลสาหัสสากรรจ์


ดีทริคยอมตอบเธอที่ถามซ้ำ ๆ ว่าเขาเคยร่วมการแข่งขันพวกนี้ไหม เขาเข้าร่วมการประลองทวนมามากกว่าสิบครั้งนับตั้งแต่สี่ปีที่ได้เป็นอัศวิน เขาสามารถแทงอัศวินอีกคนตกหลังม้าไปได้เสียส่วนใหญ่ และเคยแพ้เหมือนกัน แต่ต้องเป็นราล์ฟที่มาเล่ารายละเอียดในภายหลังว่าครั้งนั้นดีทริคโดนทวนแทงทะลุกระดูกหน้าอก จนเมื่อถอดเกราะเหล็กออกมาก็พบแต่เลือดเต็มไปหมด ทุกคนคิดว่าเขาน่าจะตายเป็นแน่แท้ ทว่าเขากลับหายดีในเวลาต่อมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ


            การเต้นรำคือวิชาที่อากาเบลต่อต้านอย่างหนัก อัศวินจะมีโอกาสไปงานเฉลิมฉลองบ่อย ๆ การเต้นรำจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเรียนรู้ เรื่องโชคดีก็คือ การเต้นรำเป็นจุดอ่อนของดีทริค เขามีทักษะการต่อสู้เป็นลำดับต้น ๆ ของแอเธลวิน ทว่ากลับเต้นรำไม่เก่ง หรือจะเรียกได้ว่า เขาเต้นไม่เป็นด้วยซ้ำ เธอจึงยังไม่ต้องเรียนการเต้นรำ (ขอบคุณราชามังกร!)


ขุนนางคนอื่นแซวว่านี่เป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ดีทริคยังไม่แต่งงานเสียที อายุก็เยอะ (อากาเบลไม่คิดว่าอายุยี่สิบสามปีเป็นอายุที่แก่ขนาดนั้น) เข้าร่วมสงครามเสี่ยงชีวิตก็บ่อย ไม่เหมือนกิลเบิร์ตที่ยังพอใจกับชีวิตโสด ไม่ต้องเร่งรีบมีทายาท เพราะบัลลังก์แอเธลวินจะไม่ตกมาที่เขา คงเป็นเพราะเมื่อถึงงานเฉลิมฉลอง ดีทริคมักจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้กิลเบิร์ตซึ่งมักจะไล่โปรยเสน่ห์ใส่สาว ๆ จนแย่งความสนใจไปหมดเสียมากกว่า


            เหล่าอัศวินปรึกษาเรื่องของอากาเบลในตอนบ่ายหลังจากพวกเขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การไปรบในสงครามเสร็จ พวกเขาไม่คิดว่าเธอจำเป็นจะต้องเรียนรู้การเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิงในพระราชสำนัก เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอัศวินและหญิงสาวชนชั้นสูงเสียมากกว่า หากอัศวินหลงรักหญิงสาวคนไหน เขาจะไม่แย่งชิงนางไปจากสามีของนาง หรือเกินเลยไปถึงความสัมพันธ์ลับ การเต้นรำ การพูดคุย หรือการจับมือคือสิ่งที่ทั้งสองสามารถทำได้ นอกจากนั้น อัศวินยังสามารถมอบชีวิตของเขาให้นางอันเป็นที่รักได้โดยการออกไปรบ (จนตาย)


ตรงนี้เป็นปัญหา เพราะเธอเป็นผู้หญิง และการหลงรักขุนนางจนออกไปรบให้คงไม่ใช่สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นเสียเท่าไร


            “สงสัยจะต้องเป็นพวกเฮเนวิงล่ะมั้ง พวกนั้นนับถืออาซีมุสคนละนิกายกับเรานี่? คงยอมรับอัศวินผู้หญิงได้อยู่แล้ว ไม่สิ พวกนั้นต้องยอมรับเพราะราชวงศ์ชื่นชอบของพิลึกพิลั่นแบบนี้อัศวินคนหนึ่งเสนอความคิดเห็น แล้วนางก็จะเสียเวลาเป็นอัศวินไปเปล่า ๆ สุดท้ายก็ต้องไปเลี้ยงลูกอยู่ดี จะมีโอกาสไปรบหรือ ไม่หร้อก


            การพยายามอดทนอดกลั้นเลวร้ายสิ้นดี อากาเบลอยากหาดาบหรือคว้าอาวุธอะไรก็ได้ไปฟาดหัวพวกนั้นให้สลบเมือดไปเป็นปีเหลือเกิน เธอนั่งฟังประโยคจิกกัดของพวกอัศวินได้ครึ่งวัน พอเจอดีทริคก็แทบจะกระโดดไประบายใส่ทันที


            “ฆ่าพวกมันกับราชาให้หมด ๆ ไปเลยไม่ได้รึไง”


            “ไม่จำเป็น” เขาตอบ แค่ข้ายังมีชีวิตอยู่ก็สร้างปัญหาพอแล้ว


            “เหอะ สงครามประสาทเวรตะไล


            ดีทริคยิ้มเย้ยหยันแวบหนึ่ง เจ้าควรจะฝึกเก็บความคิดในหัวให้ดีกว่านี้ หากอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข


            “ข้าไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ เป็นเจ้าด้วยซ้ำที่โยนปัญหาอัศวินฝึกหัดมาให้ข้าจนชีวิตวุ่นวายไปหมด!”


            “เจ้าน่าจะได้เห็นตอนราชาโกรธจัดกับเรื่องนี้...


            “ไป-ตาย-ซะ อากาเบลตัดบท


            เธออารมณ์เสียหนักถึงขนาดสะบัดหน้าเดินหนีไป ด้วยความไม่อยากเจอคู่กรณีหรืออัศวินคนอื่นอีก เธอจึงไปขุดคู้อยู่ในคอกม้าเพื่อตัดฟืนตลอดช่วงบ่าย (และคนรับใช้คนอื่นก็ไม่กล้าเข้ามายุ่ง เพราะเธอรัวขวานในมืออย่างกับเป็นบ้า) แต่ก็เหมือนเดิมเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ราล์ฟมาตามเธอให้ไปยืนเฝ้าในห้องรับประทานอาหารอีกครั้ง แน่นอน ต้องยืนข้าง ๆ ดีทริคที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการทำหน้าตาย ซึ่งยัวะเธอจนไม่รู้จะระบายอย่างไรแล้ว


            “นึกว่าจะได้เชยชมเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์ซะอีก


            “อ่านจดหมายดูซิ ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะของเจ้าชาย...”


            “เคาน์เตสชอบตัวติดกับไอ้หนุ่มคนรับใช้นั่น


            หลังจากอ่านจดหมายแสดงความยินดีจากขุนนางทั่วทุกทิศของอาณาจักรที่ไม่สามารถเดินทางมาพบปะสังสรรค์ที่นี่ได้ทัน บรรดาขุนนางก็พากันเพลิดเพลินเสียงดนตรี ไวน์ และความบันเทิงต่าง ๆ นานากระทั่งตกดึก อากาศในห้องรับประทานอาหารอบอุ่นราวกับสวรรค์ขณะที่ข้างนอกหนาวจัดวันแรกของฤดูหนาว อากาเบลมีแค่เหล้าน้ำผึ้งเพียงขวดเดียวเท่านั้นที่ตกถึงท้อง เธอจึงต้องทนหิว (และกัดกระพุ้งแก้มเพื่อเคี้ยวเล่น) อยู่หลายชั่วโมงจนงานเลิกในที่สุด


เมื่อดื่มเหล้าและไวน์หนักขนาดนี้ อากาเบลจึงยังต้องยืนรอขุนนางอีกสองสามคนสุดท้ายพร้อมกับดีทริค แต่ล่ะคนเมาจัดซะจนต้องเดินคล้ายเต่าคลาน (เธออยากเตะให้พวกมันกลิ้งออกไปจากห้องเร็ว ๆ แทบแย่) แต่จู่ ๆ ขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งเมาแอ๋จนเดินเซไปมาก็โถมมาชนเธอเต็ม ๆ กลิ่นเหม็นหึ่งของเหล้าลอยมาแตะจมูกเต็ม ๆ เธอทำหน้าเหยเก เผลออุทานด้วยความขยะแขยงออกมาเสียงดังลั่นเมื่อโดนรวบกอด ขุนนางละเมอเรียกเธอว่าสาวน้อย และพยายามซุกใบหน้าเหงื่อชุกมาตรงซอกคอเธอ ขณะลากมือไปแตะตรงต้นขาเพื่อเลิกกระโปรงขึ้นมา


            ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อากาเบลยกมือกุมลำคอของอีกฝ่ายทันที ก่อนจะเหวี่ยงเขาไปปะทะกับผนังห้องอย่างแรง สถานการณ์พลิกผันกลายเป็นเธอที่สามารถบีบคอเขาจนขาลอยไม่แตะพื้นได้ เส้นเลือดเต้นตุบ ๆ ตรงขมับจนเธอไม่ได้ยินทหารวิ่งแตกตื่นเข้ามาในห้อง พวกเขามองเธอที่ยังมีผ้าพันแผลข้อมือด้วยสายตาอึ้งทึ่ง ก่อนเธอจะตัดสินใจปล่อยให้ขุนนางที่เริ่มขาดอากาศหายใจทิ้งตัวลงมานอนหมอบกับพื้น ดีทริคที่เป็นคนเรียกสติเธอจากข้าง ๆ จึงลดมือที่ทำท่าจะเข้ามาช่วยลง


            “คิดว่าข้าเป็นเด็กผู้หญิงรึไงอากาเบลกัดฟันพูดเสียงสั่น อันที่จริง เธอหมายความว่า คิดว่าข้าเป็นมนุษย์แบบพวกเจ้ารึไง แต่ก็ไม่คิดจะแก้ประโยค นอกจากหันไปมองสีหน้านิ่งสนิทของดีทริค แล้วย่ำเท้าเดินออกจากห้องรับประทานอาหารไป


            กว่าเธอจะนอนหลับได้ก็กินเวลายันเที่ยงคืน ภาพเหตุการณ์ที่ขุนนางคนนั้นพยายามจะลวนลามปรากฏในความฝัน ตามมาด้วยความโมโหที่ทำให้ฝันดำเนินเหตุการณ์ต่อไปว่าเธอสามารถบีบคอเขาจนตายได้สำเร็จ


อากาเบลตื่นตอนเช้าตรู่เพื่อสวดมนตร์ร่วมกับอัศวินคนอื่นอย่างเบื่อหน่าย ได้กินอาหารเช้าไม่เท่าไรก็ต้องออกเดินทาง เธอยังพกมีดทำมือที่อุตส่าห์ลงทุนทำลายแจกันในคฤหาสน์หลังแรก รวมถึงสร้อยคอ (สาวใช้คนไหนก็ไม่รู้เอามาใส่ให้) ที่ดูซปัซเตรสซ์ให้มาเป็นการยืนยันว่าเธอไม่ใช่คนต่างถิ่นในแง่ของศาสนา และดาบที่ดีทริคให้ยืม ซึ่งเธอแขวนไว้ตรงอานม้า


            ทหารและขุนนางบางคนมองเธออย่างไม่ไว้วางใจ เหตุการณ์เมื่อคืนคงเริ่มแพร่กระจายไปทั่วคณะเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ถลึงตาใส่ราวกับจะสั่งตัดหัวเธอทันทีทันใด อากาเบลยอมรับว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะก่อเรื่อง หากแต่ขุนนางนั่นไม่ลวนลามเธอเมื่อคืน เขาคงไม่คิดว่าเธอจะต่อต้าน ดีทริคอาจจะช่วย หรือเขากับทหารคนอื่นจะยืนปิดปากเงียบไม่พูดอะไร ให้ตายเถอะ แค่หมาป่าวิ่งเข้ามาในอาณาเขตของเธอ มันก็โดนเธอไล่ฆ่าแทบแย่แล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องพรรคนี้


            “เจ้าทำดีแล้ว บารอนนั่นน่ะผิด พวกเขาอาจจะอยากหาทางบีบเจ้าจนไม่กล้าเดินเส้นทางนี้ราล์ฟบอก


            ก็ลองดู ข้ากระทืบพวกมันได้ทุกคนอากาเบลพูด ราล์ฟเข้าใจว่านี่คือความกล้าหาญที่ทำให้เขาภูมิใจประหนึ่งเธอเป็นลูกสาว ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เธอแค่เป็นมังกร เขาฉีกยิ้มกว้างยกใหญ่ พูดว่าเขาตื่นเต้นถึงวันที่เธอจะได้เป็นอัศวิน


            เธอถอนหายใจ และปล่อยให้การเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ในชีวิตเริ่มต้นอีกครั้ง


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #917 คุณลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 14:07
    อยากรู้แล้วแหะ จริงอย่างที่มังกรแดงว่า แลนจ์ภ้าเก่งขนาดนั้นจะมากดขี่มังกรตัวเล็กๆทำไม แล้วปต่งงานกับเอเมอรัลเพืือมีลูก แถมมีพลังน้ำแข็งอีก แลนซ์เป็นใครกันแน่ แต่ทังกรแดงนั่นก็น่าสนใจนะคะถึงรู้ว่าตะเป็นตัวร้าย ทำไมทำงานในเฮเนวิง
    รุ้สึกเบลหับดีทริคเริ่ทเข้ากันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
    #917
    0
  2. วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 00:28
    ราล์ฟยังคงความพ่อที่เห็นลูกสาวเติบโตเหมือนเดิม ฝั่งเอเมอร์รัลด์คือเชื่อแล้วใช่มั้ยว่าอากาเบลตายไปแล้ว มันก็ม่แปลกหรอก แลนจ์กดขี่มังกรซะขนาดนั้น แต่ใช่แลนจ์เป็นมายังไงทำไมไม่มีใครสงสัย ส่วนพลังน้ำแข็งที่ไม่ปกติของอากาเบลอีก สงสารเอเมอร์รัลด์นะ คงรู้สึกเหมือนโลกตกลงมาทับ แถมความหวังก็พังอีก
    #873
    0
  3. #777 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 04:04
    ราล์ฟน่ารักดีเนอะ
    #777
    0
  4. วันที่ 15 มกราคม 2559 / 02:09
    ราล์ฟนี่เหมือนกับคุณลุงที่คอยดูแลอากาเบลเลย ให้อารมณ์เหมือนพ่อ
    #237
    1
    • #237-1 p 4 r e w 1 n e (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      16 มกราคม 2559 / 18:36
      ต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่มาควบคุมพฤติกรรมหน่อย ไม่งั้นไม่มีคนคอยดุ ฮา
      #237-1
  5. #147 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2558 / 22:01

    ยาโรเมียร์ดูเป็นตัวละครที่เจ้าเล่ห์พอสมควรเลย เสียดายนึกว่าจะเป็นจำพวกนักรบทรงเกียรติ จับจุดอ่อนของเอเมอรัลด์ได้ก็เอาใหญ่ จารินกับโรวีน่านี่ก็เป็นอีกคู่ที่น่าจับตามองนะครับ หึ ๆ ดีทริคเต้นรำไม่เป็นก็ดูเหมาะดีนะ ถ้าเต้นได้สิดูแปลก ฮ่า ๆๆ ความแค้นลับ ๆ ของดีทริคนี่ก็ทำให้เข้าใจดีทริคมากขึ้นในขณะเดียวกันก็เพิ่มปมปริศนาปมเบ้อเร่อขึ้นมาด้วย อากาเบลโดนรังแกในบทนี้เยอะจัง สู้ต่อไปสาวมังกรมั่น ราล์ฟดูเป็นคุณพ่อที่ดีได้ (Jarin x Rowena)

    #147
    2
    • #147-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      13 กันยายน 2558 / 23:16
      ขอบคุณค่าาา
      #147-1
    • #147-2 papadam (@nongnapad) (จากตอนที่ 19)
      14 มกราคม 2562 / 12:35
      ความตลกร้ายนี้

      ร้ายกว่าตัวโกงก็ตัวเอกนี้และ
      #147-2
  6. #141 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 07:26
    เยี่ยมมากก อากาเบล นอกจากเหวี่ยงแล้ว ต้องตามไปเหยียบซำสัก ทีสองที ... ติดตามตอนต่อไปครับ
    #141
    1
    • #141-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      21 สิงหาคม 2558 / 10:11
      โหดกว่าอากาเบลอีก ฮาาา
      #141-1
  7. #140 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2558 / 17:17
    รออ่านต่อๆ
    #140
    1
    • #140-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      21 สิงหาคม 2558 / 10:10
      จะรีบมาอัพนะคะ
      #140-1
  8. #139 Orp Atsani (@katsurashii) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2558 / 21:23
    ขอบคุณครับ
    #139
    1
    • #139-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      21 สิงหาคม 2558 / 10:10
      เช่นกันค่า
      #139-1
  9. #110 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 06:37
    คือ ไรท์ค่ะ มันแบบว่า ตื่นเต้นมาก!! สนุกสุดๆ กำลังเข้มข้น เปนกำลังใจให้ค่ะ
    #110
    1
    • #110-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      28 มิถุนายน 2558 / 21:55
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากค่ะ มาต่อแล้วค่า
      #110-1
  10. #109 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 22:59
    อูววว กำลังรำคาญคุณชายกิลอยู่ดี ๆ ไหนจะฮาตรงที่อากาเบลทำคุณชายกลัวตัวสั่น ไหนจะมีปริศนาถึงนิมิตของอากาเบลที่ดูเหมือนจะอยากฆ่าดีทริก แล้วยังมีตอนจบนี่อีก สู้ศึกที่อาจไม่สามารถชนะได้เลย หรือ ถูกประหาร นี่มันแกล้งกันชัด ๆ ตื่นเต้น ๆ จะคอยอ่านเช่นเคยครับ นับว่าเป็นตอนที่ดีที่สุดในขณะนี้เลย ( ͡° ͜ʖ ͡°)
    #109
    1
    • #109-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      28 มิถุนายน 2558 / 21:54
      ขอบคุณค่า
      #109-1
  11. #108 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (@kaewly) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 01:02
    กิลเบิร์ตนี่มันเกิลเบิร์ตจริงๆ- -
    ปมเพิ่มมาอีกแล้วพร้อมกับงานที่งอกเพิ่มมา
    ตอนต่อไป...อากาเบลเอาตัวไปรับดาบแทนดีทริกแล้วสิ้นใจไปพร้อมๆกัน
    ทะ้งคู่ครองรักกันที่ทางช้างเผือก เอวัง
    #108
    1
    • #108-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      28 มิถุนายน 2558 / 21:54
      เกรงว่าอากาเบลจะนั่งมองดีทริคโดนแทงแทน ฮาาา
      #108-1
  12. #107 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2558 / 23:57
    อุ๊ว๊าวววว จะได้รบศึกแรกด้วยกันแล้วสินะ 

    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ 
    #107
    0
  13. #106 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2558 / 23:27
    อุ๊ว๊าวววว จะได้รบศึกแรกด้วยกันแล้วสินะ 

    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ 
    #106
    0
  14. #104 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2558 / 19:14
    อุ๊ว๊าวววว จะได้รบศึกแรกด้วยกันแล้วสินะ 

    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ 
    #104
    1
    • #104-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 19)
      28 มิถุนายน 2558 / 21:53
      มาต่อแล้วค่า XD
      #104-1