Draconic Chronicle

ตอนที่ 18 : II-18: Forsaken with Vendetta

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




18



กิลเบิร์ตจ้องไปในความมืด ตรงไปยังทิศทางของเมืองลูบลินาเมืองหลวงซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยสามวันกว่าจะถึงที่หมาย แล้วหันมาสำรวจคณะเดินทางซึ่งมีนอร์แมนติดสอยห้อยตามมา และทหารจากวังใหญ่ห้าคน แต่ละคนสวมชุดมีขอบสีฟ้าเข้ม ติดตราราชวงศ์ พวกเขายืนยันว่านี่เป็นภารกิจด่วน เป็นคำสั่งโดยตรงจากพระราชา ดั่งที่จดหมายจากทหารม้าเร็วได้แจ้งเอาไว้ กิลเบิร์ตต้องออกเดินทางทันที ไม่มีเวลาจะสั่งให้คนรับใช้นำข้าวของที่ถูกเก็บไว้ในห้องมาส่งด้วยซ้ำ


            นอร์แมนไม่พูดอีกเลยนับตั้งแต่นั้น


            “เกี่ยวกับกฏหมายการตั้งชื่อรึเปล่า” กิลเบิร์ตถาม เมื่อทหารคนนึงพยักหน้ารับ เขาจึงยกมือทาบหน้าผากอย่างอ่อนแรง “สรุปว่าข้าได้มาอยู่ชนบทเพื่อตามหาชื่อใหม่ ๆ งั้นเหรอ ก็ได้ ๆ ข้าพอจะนึกออกบ้างล่ะ พวกเจ้าช่วยจำหน่อยแล้วกัน”


            ดังนั้น ในระหว่างที่เหล่าทหารกำลังตั้งค่ายสำหรับพักผ่อน กิลเบิร์ตก็เดินไปมาเพื่อร่ายชื่อทั้งเก่าและใหม่ที่เคยได้ยินให้คณะเดินทางฟัง ตามนโยบายของกษัตริย์แห่งแอเธลวินว่า เราควรจะก้าวหน้าในฐานะอาณาจักรที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่อาณาจักรกีดีเนียซึ่งเป็นชื่อเก่าอีกต่อไป ผู้คนในที่นี้ก็ควรจะใช้ชื่อของภาษาแอเธลวินแทน แต่เขาคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว ในเมื่อหมู่บ้านใกล้ ๆ คฤหาสน์ที่เขาไปพักผ่อนมายังเรียกนักบวชว่าดูซปัซเตรสซ์ เรียกไพร่ว่าชีเมีย และเรียกน็อคส์ (ซึ่งจริง ๆ ต้องเรียกว่าฟอร์เซเคน) ว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคอยู่เลย


            “นอร์แมน เจ้าคิดชื่อออกไหม” กิลเบิร์ตถาม คนโดนเรียกสะดุ้งเฮือก


            “พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท?”


            “ข้าหมายถึงชื่อของชาวบ้านน่ะ”


            “ชื่อของโซโกลอฟพะย่ะค่ะ มันเป็นชื่อพื้นเมือง”


            กิลเบิร์ตร้องอ๋อ แล้วตบเข่าดังฉาด “เดี๋ยวขากลับไปคาลีซช์ ข้าต้องเอารายชื่อไปให้น็อคส์เลือกชื่อใหม่ให้นางซะหน่อย จะได้ไม่มีปัญหา เอาล่ะ มีชื่อไหนอีก เดี๋ยวนะ มีคนจำอยู่ใช่ไหม”


            “กระหม่อมจำอยู่พะย่ะค่ะ” หนึ่งในทหารตอบ


            “มีอีกชื่อนึงที่ข้าเพิ่งนึกได้” กิลเบิร์ตบอก พลางเท้าคาง หรี่ตามองกองไฟตรงหน้า “ลิลลี่? ไม่... ลิลี่ ใช่ ลิลี่”


            แต่เขาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อจำไม่ได้ว่าลิลี่คือเด็กสาวคนไหนกันแน่ นางพาเพื่อนของนางมาทำงานด้วย ซึ่งเขาก็จำชื่อเพื่อนของนางไม่ได้ และเขาก็ลืมใบหน้าจริง ๆ ของนางไปเสียสนิท (ยกเว้นโซโกลอฟ น่ากลัวซะขนาดนั้น ใครจะไปลืมลง)


            นอร์แมนโยกตัวอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างเลิ่กลั่ก กิลเบิร์ตจ้องมองพฤติกรรมนั้นอย่างไม่เข้าใจ แล้วหันไปมองทหารจากวังใหญ่อีกห้าคนที่ถึงแม้จะไม่ได้มองนอร์แมนตรง ๆ แต่ก็เหลือบตาดูเป็นระยะ ๆ จึงก่อให้เกิดความเงียบประหลาดขึ้นมาแทน เขายัดเบอร์รี่ลูกสุดท้ายในมือเข้าปากและลุกขึ้น “ข้าจะนอนแล้ว พวกเจ้าวางกะเฝ้าเวรไว้แล้วใช่ไหม”


            “ฝ่าบาท” นอร์แมนรั้ง “กระหม่อมขออนุญาตทำหน้าที่เฝ้าเวรคืนนี้ได้ไหมพะย่ะค่ะ”


            “นั่นเป็นหน้าที่ของพวกข้า


            “โอ้ ได้สิ” กิลเบิร์ตตอบก่อนที่ทหารวังใหญ่จะพูดจบ “อย่าไปไกลนักล่ะ ข้าง่วงมากแล้ว จะรีบนอนก่อน”


            นอร์แมนทำท่ายึกยักจะเข้าไปหาม้าของตัวเอง แต่ก็เปลี่ยนใจวินาทีสุดท้าย เขาหลบสายตาของบรรดาทหารวังใหญ่เพื่อเดินไปคว้าคบเพลิงมาถือ แล้วหายเข้าไปในป่า กิลเบิร์ตนึกอยากถามว่าเขาเป็นอะไร แต่ก็ตัดสินใจพักผ่อนแทน


            เขาหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่อยู่ ๆ ก็ถูกปลุกขึ้นมา


            เสียงดาบ เสียงฝีเท้า เสียงม้าร้อง


            ทหารวังใหญ่ห้าคนยืนหันหลังคุ้มกันเขาจากทุกทิศ จนทำให้มองไม่เห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ข้างนอก แต่ความกลัวจับใจนั้นทำให้เขาเหงื่อกาฬผุด ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว เขาไล่มองแผ่นหลังของทหารไปมาซ้ำ ๆ รู้สึกโล่งอกเล็กน้อยที่ทั้งห้ายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ยืนตายในท่าป้องกัน


            “ฝ่าบาท” คนหนึ่งหันมาคุกเข่า


            เกิดอะไรขึ้น? กิลเบิร์ตอยากจะถาม แต่กลับส่งเสียงไม่ออก


            “ผู้ชายคนนั้น นอร์แมน การ์ไซด์ เขาหลบหนีไปพร้อมกับม้าพะย่ะค่ะ”


            “หนี?”


            “เขาพยายามจะลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ”


            กิลเบิร์ตตัวสั่นไม่หยุดขณะฟังทหารวังใหญ่เล่าเหตุการณ์ ตั้งแต่เขาหลับไป นอร์แมนก็กลับมาเปลี่ยนกะกับหนึ่งในทหารวังใหญ่ แต่เขาถูกสงสัยจากท่าทางพิลึกพิลั่น จึงไม่ได้นั่งเฝ้าใกล้ ๆ เพียงแค่คนเดียวตามปกติ แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก นอร์แมนก็คล้ายกับทนบรรยากาศกดดันไม่ไหวอีกต่อไป เขาชักดาบออกมา ทำท่าจะจ้วงคนหลับ แล้ววิ่งขึ้นม้าหนีไป


            “ทะ-ทำไม” กิลเบิร์ตสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมความตื่นตระหนกที่ตรึงให้เขาขยับตัวไม่ได้


            “ฝ่าบาท ที่พระเจ้าเหนือหัวเรียกตัวท่านกลับลูบลินานั้นไม่ใช่เพราะเรื่องกฏหมายการตั้งชื่อพะย่ะค่ะ” ทหารวังใหญ่ชี้แจง “กองทัพอาณาจักรเฮเนวิงกำลังตรงไปยังเมืองคาลีซช์พะย่ะค่ะ”


            “กะ-กองทัพ?!ในจดหมายไม่มีกล่าวถึงเลยนี่


            “และนอร์แมน การ์ไซด์ก็คือสายลับจากอาณาจักรเฮเนวิงพะย่ะค่ะ”



***



หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทหารม้าเร็วก็บึ่งมาแจ้งข่าว ณ พระราชวังใหญ่


การต่อสู้ระหว่างฝ่ายปราสาทของมาร์ควิสกิลเบิร์ต เอลไลเวิร์ธ เจ้าชายลำดับที่สองแห่งแอเธลวิน กับฝ่ายเฮเนวิงซึ่งนำทัพโดยดยุคซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์น รัชทายาทแห่งเฮเนวิงจบลงอย่างรวดเร็วภายในสองวัน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะของแอเธลวิน ทว่าทุกหย่อมหญ้าในป่าสนใกล้ชายหาดนั้นต่างเต็มไปด้วยความสูญเสียมหาศาลของทั้งสองฝ่าย


            อย่างไรก็ตาม มิใช่วีรกรรมวีรบุรุษของผู้นำทัพที่เหล่าทหารกล่าวถึงไม่หยุดหย่อน มังกรต่างหาก


            มังกรพันธุ์เพทราดีสีแดงเข้มกับสีเงินสว่าง


            พวกมันสองตัวทำให้สนามรบของมนุษย์ดูเล็กและอ่อนด้อยไปถนัดตา แม้จะไม่ได้พ่นเปลวไฟอันตรายจนเปลี่ยนอาณาเขตให้เป็นทะเลเพลิง ถึงกระนั้น ทหารทุกคนก็ยังอึ้งทึ่งกับการต่อสู้ที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นตรงหน้า โดยเฉพาะเรี่ยวแรงของมังกรสีแดงที่สามารถเหวี่ยงมังกรสีเงินไปกระแทกพื้นจนสั่นสะเทือนได้ และพลังธาตุน้ำแข็งของมังกรสีเงินที่ดูสวยงาม หากแต่อันตรายยิ่งนัก


            ผู้ที่ชนะการต่อสู้คือมังกรสีแดงซึ่งทหารหลายคนบรรยายเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า:


มันฝังเขี้ยวกับคอตัวสีเงิน เหมือนจะกระชากหัวให้หลุดอย่างไงอย่างงั้น ตอนนั้นข้ารู้สึกถึงความน่าสยดสยองเป็นที่สุด เลือดไหลท่วมมังกรสีเงิน เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวมาก ตัวที่แพ้ตกลงมา ข้าคิดว่าคอมันน่าจะหัก แต่เรื่องแปลกก็คือ... ทั้ง ๆ ที่ตัวมันใหญ่ขนาดนั้น แต่พอตกลงไปในแม่น้ำ กลับไม่มีใครพบร่างของมันอีก'


            กลุ่มอัศวินและทหารพยายามค้นหาร่างของมังกรสีเงินตัวดังกล่าว จะเป็นกระดูก เศษเนื้อ หรือเศษเกล็ด อะไรก็ได้ที่บ่งบอกว่านี่คือมังกร แต่พวกเขาก็ต้องล้มเลิกความคิดไป ในแม่น้ำหรือทะเลไม่มีอะไรไปมากกว่าร่างไร้วิญญาณของทหารเฮเนวิงที่ลอยมาเกยตื้น อันที่จริง มีทหารของปราสาทที่ประจำการอยู่กำแพงม่านข้างหลังสุดยืนยันว่า:


ข้าเห็นมังกรสีเงินนั่นโผล่มาจากปราสาท ข้างหลังคฤหาสน์หลังหลัก!’


การค้นหาจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นการตามหารังหรือที่อยู่ของมังกรในสวนดอกไม้ข้างหลังคฤหาสน์หลังหลักทั้งวันทั้งคืน พวกเขาเจอแต่รอยเท้าของมังกรสองข้างรอยเดียวอยู่ใต้กลุ่มหญ้าและเศษดินที่มีคนตั้งใจกลบเพื่อปกปิด ทุกคนจึงเบนเข็มไปหาชาร์น็อคเซียซ์นิค ซึ่งมีพยานยืนยันว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาจากสวนหลังคฤหาสน์


            หลังจากมังกรสีเงินบินไปแล้ว ข้าเห็น... เอ่อ อาจจะไม่ชัดนัก แต่ข้ามั่นใจว่านั่นคือชาร์น็อคเซียซ์นิค เขายืนอยู่ตรงจุดที่มังกรโผล่มาพอดี ยืนอยู่ข้าง ๆ เลย!’ พลธนูผู้หนึ่งเล่าอย่างตื่นเต้น ในขณะที่บรรดาสาวใช้ต่างช่วยเป็นพยาน


            พวกเขามีความมั่นใจบางประการ – ชาร์น็อคเซียซ์นิคคืออัศวินผู้พิชิตมังกร หากวีรบุรุษผู้นี้สามารถควบคุมมังกรได้อีกเล่า? อาณาจักรแอเธลวินจะได้ขยายอาณาเขตจนรุ่งเรืองกลายเป็นยุคทองอย่างแน่แท้ ทว่าการถามชาร์น็อคเซียซ์นิคถึงมังกรสีเงินต้องถูกยุติลงไปโดยปริยาย ราล์ฟผู้มีสีหน้าซีดเซียวอ่อนล้าให้เหตุผลว่าทุกคนควรจะปล่อยชาร์น็อคเซียซ์นิคไว้คนเดียว ให้สภาพจิตใจฟื้นคืนจากการต่อสู้เสียก่อน ไม่งั้นเจ้าตัวคงคิดจะทำเรื่องบ้า ๆ ขึ้นมาอีก ไม่มีใครในที่นี้อยากตื่นขึ้นมาทราบข่าวว่าอัศวินผู้พิชิตมังกรเสียชีวิตในห้องนอนของตัวเองแน่ ๆ


            อย่างไรก็ดี ทุกคนก็มีอีกเรื่องให้ประหลาดใจ ต้องเฝ้าบอกต่อกันจนโด่งดังไปหลายต่อหลายเมืองในอาณาจักรแอเธลวิน เมื่อเว้นว่างจากการทำงาน แต่ละคนก็จะออกไปยืนดูสิ่งนั้นในป่าข้างชายหาดเป็นระยะ ๆ เพื่อเชยชมถึงความวิเศษวิโสที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน สิ่งที่ไม่ควรจะมีก่อนฤดูหนาวจะมาถึง


            และต่อให้เป็นฤดูหนาวที่โหดร้ายที่สุด สิ่งนั้นก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้



***



ไอ้เวรนั่นอากาเบลสบถหยาบออกมาเป็นคำแรกเมื่อตื่นขึ้นมาบนเตียงของตัวเองในห้องนอนรวมหญิง ไอ้บัดซบ


            เหตุการณ์ของเมื่อคืนยังตราตรึงในความทรงจำ (ในทางที่ไม่ดี) ตั้งแต่ยาพิษไหลผ่านลำคอลงไปจนถึงกระเพาะ ความร้อนระอุนั้นกัดกร่อนอวัยวะภายใน เจ็บแสบซะจนเธอเผลอจิกเล็บกับฝ่ามือของดีทริคซึ่งเธอใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว เธอจำได้ว่าตัวเองกัดฟันกรอด ๆ อยากจะพุ่งไปงับคอเขาเหลือล้น มันปวดร้าว เหมือนเธอจะตายจริง ๆ แต่ก็หมดสติไปเสียก่อน


            ยาพิษบ้านั่นเกี่ยวข้องอะไรกับการที่เขาไม่ตายไปตั้งแต่สี่ปีก่อนด้วย?


            “เจ้าด่าใครน่ะ?ลิลี่ถาม นางบึ้งตึงขึ้นมาทันใด ก่อนจะคลายสีหน้าลงบ้างเมื่อเข้าใจว่าไม่ใช่ตัวเองที่โดนด่า จึงเดินตรงมายื่นน้ำเปล่าให้อากาเบลซึ่งปรือตาขึ้นมามองดื่มเพื่อชำระล้างความง่วง ต่อด้วยขนมปังแข็งก้อนใหญ่ เจ้ามีแรงบ้างแล้วใช่ไหม ขึ้นไปแอบหลับบนห้องสมุดชั้นสองได้นี่ รู้ไหมว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคต้องเดินลงมาบอกว่าไปเจอเจ้างีบอยู่


            “ใครแบกข้าลงมา?


            “จูเลียน่ากับข้า จริง ๆ ชาร์น็อคเซียซ์นิคก็ช่วยพยุงเจ้าลงบันไดมานะ ข้าเลยต้องขอโทษขอโพยเขายกใหญ่เลย แทนเจ้าที่ไปก่อเรื่องวุ่นด้วย รู้ไหม...” นางลดเสียงลงกลายเป็นกระซิบกระซาบ ข้าว่าเขาลำบากใจที่จะต้องแตะเนื้อต้องตัวเจ้าน่ะ ต่อให้มีผ้าห่มผืนหนาคลุมตัวเจ้าอยู่ก็ตาม แถมเจ้าก็รัดเขาซะแน่นจนแกะแทบไม่ออก มันดูไม่งามเลยนะ


            “ลองนึกภาพเจ้ากอดเสาดู นั่นแหละคือสภาพของเจ้าเมื่อคืน ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงไปอยู่ในห้องสองต่อสองกับชาร์น็อคเซียซ์นิคล่ะ?” สาวใช้อีกคนเสริม น่าจะเป็นคนที่ชื่อจูเลียน่า นางดูอายุมากกว่าอากาเบลกับลิลี่ไม่เท่าไร น่าจะประมาณสิบเก้าปีหรือยี่สิบปี ผิวสีแทนคลับคล้ายสีผมกับสีตาของนางบ่งบอกว่านางตรากตรำอยู่ในไร่ในนามาตั้งแต่เด็ก ๆ


            “กอด?” อากาเบลร้องเสียงสูง เธอพอจะจินตนาการภาพน่าเกลียดนั่นออกได้บ้างแล้ว


            “ช่าย เจ้ากอดเขา แล้วผ้าพันแผลเจ้าก็หลุด แล้วเขาก็ไม่ได้ติดกระดุมตรงคอเสื้อ แล้วเจ้าก็แก้มแดง ผมยุ่งเหยิง...”


            “จูเลียน่า! ขอร้องล่ะ” ลิลี่ตัดบท ก่อนจะหันมาหาอากาเบล “เจ้ายังรู้สึกหิวอีกไหม ข้าจะไปหาผลไม้มาให้”


            “ไม่หิว และข้าขึ้นไปชั้นสองเพราะจะถามว่าครูที่จำเป็นอย่างยิ่งในเส้นทางอัศวินพยายามฆ่าตัวตายตามข่าวลือจริงหรือเปล่าอากาเบลพูด และก่อนที่จะร่ายความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เธอเลือกที่จะยักไหล่ “สรุปก็แค่ข่าวลือ เหอะ”


            ไอ้เวรนั่นบ้า เธอต่อว่าดีทริคในใจ แล้วยื่นแขนไปให้ลิลี่ตรวจดูแผลที่ข้อมือข้างซ้าย ทว่าอยู่ ๆ นางก็ย่นหน้าผาก รีบเงยหน้าขึ้นมามองคาดโทษโดยไม่มีสาเหตุ


            “โซโกลอฟ เจ้าไม่ควรจะใช้คำหยาบกับอัศวินที่เป็นเจ้านายของเจ้านะ”


            อากาเบลขมวดคิ้ว “หา? ข้าพูดอะไร?”


            “อะ-อ้าว...” ลิลี่เกาแก้มเพื่อกลบเกลื่อนความขายหน้า “ข้านึกว่าเจ้าด่าชาร์น็อคเซียซ์นิคที่สร้างข่าวลือ”


            อากาเบลไม่ได้สนใจคำขอโทษมากนัก เธอรับผ้าชุบน้ำหมาด ๆ จากลิลี่มาเช็ดร่างกายคร่าว ๆ ให้พอรู้สึกสดชื่น จากนั้นก็ชักสีหน้าเบื่อหน่ายใส่ชุดกระโปรงที่เธอจำเป็นต้องสวม ตอนแรกเธอปฏิเสธ แต่เมื่อลองสังเกตบรรดาสาวใช้ก็พอเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันบ้าง พวกนางอยู่ในชุดกระโปรงยาวราบเรียบไม่รัดกุม ขอบชายกระโปรงและชายเสื้อเป็นสีดำ มีลวดลายดอกไม้ ทรงผมรวบสูง มีผ้าสีจัดจ้านโพก ไม่ก็ติดดอกไม้อย่างประณีต ใบหน้าของแต่ล่ะคนสะอาดสะอ้านราวกับขัดถูกันมาอย่างดีเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะ ส่วนข้างนอกห้องนอนรวมนั้นมีกลิ่นหอมของซี่โครงแกะ เนื้อย่าง และพริกโชยเข้ามา


            “มีคณะเดินทางจากวังใหญ่มาอยู่ที่นี่สองวันสามคืนน่ะลิลี่บอก


            นางกับจูเลียน่าจำเป็นต้องช่วยอากาเบลสวมชุดกระโปรงสีขาวราวกับกำลังดูแลเด็กอยู่ และใช้หวีทำจากไม้สางเรือนผมสีดำยุ่งเหยิงจนเจ้าตัวร้องโอ้ย ๆ เพราะไม่เคยคิดหวีให้ผมเลิกพันกัน ลิลี่อารมณ์ดีขึ้นมาทันทีที่ได้แต่งตัวให้คนที่มักอยู่ในสภาพไร้ความสวยความงาม แม้แต่จูเลียน่าเองก็เอ่ยปากชมว่า “ก็ดูน่ารักขึ้นมาบ้างนะ แค่บ้าง ถ้าเจ้าเลิกทำหน้าบึ้ง”


            ลิลี่กำลังสาละวนกับการหาเครื่องประดับ ส่วนจูเลียน่าซึ่งกำลังเล่นปอยผมสีน้ำตาลของตัวเองไปด้วยระหว่างจัดปลายแขนเสื้อของอากาเบลบอกว่า เจ้าเป็นคนหน้าดุมากนะรู้ไหม ใช่ และหยิ่งมาก ตอนที่ข้าเห็นเจ้าครั้งแรก เจ้าตาจิกจริง ๆ เหมือนเจ้าเกลียดข้าสุด ๆ อย่าโกรธกันเลยนะ แต่ข้าว่าใครเห็นหน้าเจ้าก็อยากตบทุกคนเลย


            กล้าเข้ามาตบก็ลอง อากาเบลหน้ามุ่ย พลางสัมผัสมีดทำมือใต้หมอนของตัวเอง น่าแปลกที่มันยังอยู่ที่เดิม เธอนึกว่าเมื่อเธอถูกแบกมานอนที่เตียงนี้แล้ว คนอื่นจะลองขยับหมอนให้เหมาะกับหัวเธอแล้วเจออาวุธนี้ซุกซ่อนอยู่ พวกเขาคงไม่กล้ายุ่งกับมันนักหรอก (ประจวบเหมาะกับที่จูเลียน่าบอกว่าเธอหน้าดุ ดังนั้นคนอื่นคงกลัวเธอมาก)


            หลังจากลิลี่จัดการติดช่อดอกไม้สีขาวตรงเปียที่นางถักเป็นช่อน้อย ๆ ให้เสร็จ นางก็ขมวดคิ้วสบตาอากาเบลด้วยความฉงนปนประหลาดใจ พอดีกับราล์ฟเคาะประตูห้องตะโกนเรียกชื่อโซโกลอฟเสียก่อน นางจึงรีบดันแผ่นหลังของอากาเบลให้ลุกขึ้น พร้อมกับยื่นเสื้อคลุมสีเขียวเข้มให้ “ยิ้มกว้าง ๆ เข้าไว้นะ”


            อากาเบลถอนหายใจเสียงดัง แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้บาดแผลช้ำหนักกว่าเก่า เธอสวมรองเท้าหนังเสร็จก็เดินออกไปข้างนอกห้องนอนรวมอย่างเชื่องช้า ไม่ลืมชักสีหน้าหงุดหงิดที่ต้องออกมาร่วมงานใส่ราล์ฟ


            “ไม่ร่วมไม่ได้!” เขาบอก พลางสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้แต่งตัวแย่ จากนั้นจึงรีบพาเดินไปยังประตูทางเข้าของคฤหาสน์หลังหลัก ทุกหนทุกแห่งถูกตกแต่งด้วยผ้าคลุมสีฟ้าขอบทอง เจ้าเป็นอัศวินฝึกหัด ได้รบในสนามจริงมา โอกาสการได้รับพระราชทานเป็นอัศวินอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว โอ ท่านพระผู้มีเมตตา ข้าตื่นเต้นแทนแทบแย่!”


            ในทางกลับกัน อากาเบลขาแข้งอ่อนฮวบ แต่ราล์ฟไม่ทันเห็น เขามัวแต่ตรวจตราทุกคนที่เดินผ่าน เธอไม่อยากเข้าไปพัวพันกับสังคมมนุษย์มากกว่านี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งก้าวขาไปข้างหน้าลำบากมากขึ้น ที่สำคัญ พระราชา ขุนนาง พวกคนตำแหน่งสูง ๆ คงอยู่กันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด และเธอก็ต้องฝืนก้มหัวทำความเคารพ เธอยังไม่พร้อม ขนาดในโลกมังกร เธอยังไม่เคยออกไปไกลกว่าสเนียเซนี่ ตอนนี้ก็เหมือนกัน โลกมนุษย์ เธอไม่คิดว่าตัวเองอยากจะไปไกลเกินกว่าในปราสาทแห่งนี้


            ผ่านหุ่นสวมเกราะเหล็กที่ถูกขัดเช็ดจนสะท้อนแสงได้ออกไปนอกคฤหาสน์หลังหลักก็พบบรรยากาศเฉลิมฉลองปนเทศกาล มันเป็นช่วงเช้าตรู่ ท่ามกลางฤดูหนาวที่ฉาบท้องฟ้าให้กลายเป็นสีเข้มโทนดำ ปลายขอบฟ้าเป็นแสงอาทิตย์สีทองเจือจาง ผืนผ้าสีฟ้าถูกปูตามทางเดินลงไปยังเนินเขาข้างล่างซึ่งมีม้าสีสวยหลายตัวกำลังก้มดื่มน้ำจากถังไม้ แต่ละชีวิตในปราสาทไม่สวมชุดกระโปรงเรียบร้อยก็เป็นชุดกางเกงเย็บอย่างดี พวกเขาช่วยกันขนเสบียงขึ้นมาอยู่


            “ข้าไม่ใส่ชุดนี้ไม่ได้รึไงอากาเบลกระฟัดกระเฟียดขึ้นมา


            “ไม่ได้!” ราล์ฟปฏิเสธเสียงสูง ท่าทีผวา พระราชาเคร่งอาซีมุสมาก


            “แต่ข้า...”


            เธอเกือบจะหลุดพูดออกไปซะแล้วว่าตัวเองไม่ได้นับถือศาสนานี้ด้วย


            พระคัมภีร์บัญญัติข้อห้ามไว้ว่า ห้ามหญิงสาวผู้ใดก็ตามแต่งตัวเสมือนชาย เป็นบาปด่างพร้อยยิ่งนัก!” เขาเน้นคำว่าบาปเหมือนอดกลั้นอยากพูดมานาน แต่เพราะข้านับถือการตัดสินใจของชาร์น็อคเซียซ์นิคหรอก เซอร์โธมัสเองก็เป็นคนดี ข้าเชื่อฝีมือการสอนของเขา ข้าจึงไม่ต่อต้านชาร์น็อคเซียซ์นิคที่ให้เจ้าเป็นอัศวินฝึกหัด ดังนั้นเจ้าก็ต้องทำตัวเป็นผู้หญิงให้ได้มากที่สุดล่ะ อย่างที่ข้าเคยบอก เจ้าลำบากอยู่แล้วที่เป็นอัศวินฝึกหัดผู้หญิง มีแต่ผู้ชายเท่านั้นแหละที่ได้จะรับโอกาสนี้


            การเดินลงเนินคือนรกโดยแท้ อากาเบลอาการดีขึ้นมากกว่าเดิมก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไหวกับการออกแรงขนาดนี้ ถึงกระนั้นเธอก็ยังเชิดหน้าหยิ่งยะโส ยืดตัวตรง และพยายามเก็บสีหน้าให้แนบเนียนที่สุด การที่จะต้องเจอผู้คนใหม่ ๆ (อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้) ทำให้เธออยากอยู่ในสภาพที่แข็งแรงและเฉิดฉายที่สุดเท่าที่จะทำได้


            คณะเดินทางของวังใหญ่กำลังยืนฟังเหล่าทหารเล่าประสบการณ์ในการต่อสู้กับเฮเนวิงอย่างใจจดใจจ่อเพื่อเก็บเกี่ยวทุกข้อมูล ดูจะเป็นภาพที่ดีที่คนใหญ่คนโตเข้าถึงผู้น้อย แต่อากาเบลกลับหน้าบึ้งกว่าเก่า ยิ่งเห็นขุนนางบางคนยกมือให้ทหารหยุดพูด แล้วก็ให้พูดอีกรอบ เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้พอ จึงรู้ว่าพวกเขาพยายามซักไซ้ถึงเรื่องเฉพาะเจาะจงหลายเรื่อง อย่างเรื่องของมังกรสีเงินสว่าง และมังกรสีแดงเข้ม พวกมันหายไปไหน อยู่ที่ไหน และข้างนอกนั่นคืออะไร


            ทว่าใครบางคนในกลุ่มขุนนางกลับทำให้เธอถึงกับเผลอหยุดเดินกะทันหันจนราล์ฟหันมากระซิบต่อว่า เธอจ้องคน ๆ นั้นเขม็งอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง คนที่โดนจ้องรู้ตัว เขาหันมามองเธอก่อนจะทำหน้าสะพรึงที่ดันปะทะสายตาน่ากลัวราวกับจะพุ่งมาบีบคอพอดี จากนั้นเขาก็พยายามยืนให้สง่างามที่สุดแม้ใบหน้าจะเริ่มมีเหงื่อตกแล้วก็ตาม


            “กิลเบิร์ต?” อากาเบลพึมพำชื่ออย่างสับสน


            เขาตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ไม่สิ เธอคิดว่าเขาตายต่างหาก จริง ๆ แล้วเขาควรจะถูกจับไปเรียกค่าไถ่ แต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดูสมบูรณ์กว่าเดิมเสียอีก นั่นหมายความว่านอร์แมน – เธอใจเต้นระรัวเมื่อเหตุการณ์ตอนตัวเองจะโดนปาดคอย้อนกลับมา – ไม่ได้ฆ่าเขา? เมื่อพูดถึงนอร์แมน เธอสงสัยชะตากรรมของเขาต่อจากเหตุการณ์นั้นเหลือเกิน นอร์แมนตายไปแล้วหรือเปล่า


            อากาเบลสำรวจคณะวังใหญ่ มีหลายสิบคน น่าจะเป็นขุนนางไม่ก็นายพลเสียส่วนใหญ่ จากเสื้อผ้าหลายสีตัดเย็บยอดเยี่ยม เข็มขัดหนัง ผ้าคลุมหรูหรา กับมาดอย่างดีของแต่ล่ะคน ราล์ฟพาเธอเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังดีทริคซึ่งยืนอยู่วงนอกของคณะวังใหญ่ เขาโดดเด่นกว่าใครในที่นี้ เพราะสีผมสว่างค่อนไปทอง แตกต่างจากผมสีดำเข้ม หรือกระทั่งสีอ่อนสุดอย่างสีน้ำตาลของคนอื่น เขาหันไปรับคำทักทายของราล์ฟ แล้วเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วใส่ เพราะเธอแอบหันหลังมือให้แล้วลดนิ้วทั้งหมดลงเหลือแค่นิ้วชี้กับนิ้วกลางเป็นการสื่อสารถึงคำด่าหยาบคาย


            “แกะดำ” อากาเบลเขย่งเท้า แล้วโน้มไปกระซิบข้างหลังใบหูของดีทริค


            บทสนทนายังเป็นหัวข้อเกี่ยวกับมังกรต่อไป แต่คราวนี้เป็นคำถามว่ามังกรสองตัวนั้นต่อสู้กันอย่างไร ทหารหลายคนที่มีโอกาสเห็นเหตุการณ์ต้องผลัดกันเล่า มีบางจุดที่ทั้งหมดเล่าแตกต่างกันเล็กน้อยไปในแต่ละช่วงเวลา เป็นรายละเอียดที่ยังสรุปไม่ได้ เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีเวลาจ้องมังกรสู้กันตลอด และใช่ว่าพยานที่มีข้อมูลถูกต้องชัดเจนจะยังมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน


            ทำไมถึงไม่มีใครหาร่างมันเจอเลยเล่า มังกรทั้งตัวเชียวนะ!” ขุนนางผู้หนึ่งถามอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าอวบอูมยิ่งบิดเบี้ยวเมื่อได้รับคำตอบเดิม ๆ สีมันเด่นขนาดนั้น สีเงิน! ข้างนอกนั่นก็ฝีมือมันใช่ไหม


            อากาเบลเหม่อมองปลายเท้า และบางครั้งก็แอบเตะกางเกงของดีทริค อยู่ ๆ ราล์ฟก็ถองไหล่ให้เธอหันกลับไปมองเขา จึงพบว่าเธอกำลังถูกแนะนำตัวอยู่ เธอพยายามคงสีหน้านิ่ง ไม่ให้ความเบื่อหน่ายฉายชัด พลางก้าวไปข้างหน้าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เคียงข้างดีทริค ทุกใบหน้าหันมามองเธอ ต่างเงียบกริบ มีกิลเบิร์ตยืนยิ้มแห้งอยู่ข้างซ้ายของชายหลังค่อมคนหนึ่งในเสื้อคลุมสีฟ้าขอบทองอย่างดี – พระเจ้าชาร์ลส์แห่งลูบลินา


            เขาเหมือนรูปวาดในคฤหาสน์หลังหลัก คล้ายนักปราชญ์ เป็นผู้ชายวัยกลางคนใกล้ชราภาพเต็มทน ร่างผอมอ่อนแอ ผมเส้นบางสีดำแซมขาวเผยให้เห็นหนังศีรษะบางส่วน ใบหน้าของเขาซูบตอบกว่าในรูปวาด หนวดเคราสีขาวยาวถึงช่วงอก ปิดริมฝีปากจนทำให้ผู้มองไม่แน่ชัดว่ากำลังยิ้มหรือเหยียดเป็นเส้นตรงไม่พอใจอยู่กันแน่ แต่อากาเบลมั่นใจว่านัยน์ตาสีเขียวพร่าของเขาส่องประกายเหมือนถูกหักหน้าอยู่


            “ฝ่าบาท นี่คือโซโกลอฟ อัศวินฝึกหัดภายใต้การดูแลของกระหม่อมพะย่ะค่ะดีทริคแนะนำด้วยเสียงสุขุม พลางแตะแผ่นหลังเธอให้ทำความเคารพ


            อากาเบลจิกเท้ากับพื้นระหว่างฝืนใจก้มหัวให้พระเจ้าชาร์ล ราล์ฟกระซิบจากข้างหลังอย่างร้อนรนว่าอย่าลืมเข่าข้างขวา เธอจึงย่อตัวตามกิริยาที่ผู้หญิงควรทำด้วย ก่อนจะมองมือที่พระเจ้าชาร์ลส์ยื่นมาตรงหน้าอย่างงุนงง ดีทริคใช้ปลายนิ้วแตะแผ่นหลังของเธออีกครั้ง เธอจึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการปั้นหน้านิ่งเช่นเดิม และรับมือของราชามาจูบแหวนสีฟ้าเข้มบนนิ้วนาง


            ยอมรับกันตรง ๆ เลยว่าเธอแปลงกายเป็นมังกรแล้วออกอาละวาดตอนนี้เลยก็ได้ เธอรู้ว่าตัวเองทำได้ ในเมื่อความโมโหเริ่มพุ่งพล่านจนแทบจะควบคุมอารมณ์ความนึกคิดไปทั้งหมดแล้ว แต่เธอเลือกที่จะกัดกระพุ้งแก้มตัวเองจนรับรสเลือดเพื่ออดกลั้น แต่ละวินาทีช่างยาวนานยิ่งนัก ในที่สุดเธอก็กลับมาสงบเสงี่ยมได้อีกครั้งหลังจากจบการแสดงความเคารพ


            “...เด็กผู้หญิง?” เกิดเสียงพึมพำขึ้นในคณะวังใหญ่


            พระเจ้าชาร์ลส์หัวเราะในลำคอ เสียงของเขาแหบแห้งตามประสาคนเริ่มแก่ตัว ถึงกระนั้นก็ยังแฝงความกระด้างไม่พอใจชวนให้คนรอบข้างอกสั่นขวัญแขวน เขาเหลือบมองดีทริคซึ่งยืนนิ่งไม่ไหวติง จากนั้นจึงหันมาสนใจอากาเบลที่พยายามบังคับตัวเองไม่ให้จิกตาใส่เขาต่อ


            “สีตาเจ้าแปลกดีพระเจ้าชาร์ลส์ทัก


            อากาเบลตัวแข็งทื่อ เข้าใจในทันทีว่าตอนที่ลิลี่กำลังตกแต่งทรงผมเธอนั้น นางชะงักไปเพราะอะไร แต่มีอีกอย่าง...


            “แปลกหรือท่านพ่อ? ก็สีน้ำตาลนี่กิลเบิร์ตบอก


            “แต่มีประกายสีเงินเจือจางอยู่


            เจ้าชายจ้องตาอากาเบลบ้าง โอ้ ใช่แล้ว มีจริง ๆ ด้วย ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยสังเกตเห็นเลยนี่นา


            เสียงนั่น เด็กสาวมองเมินไปทางอื่นตามสัญชาตญาณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธออยากหันไปพูดกับดีทริคใจแทบขาด เกี่ยวกับเสียงของพระเจ้าชาร์ลส์ เพราะเสียงของพระราชาตรงหน้าคือเสียงที่เธอเคยได้ยินในความทรงจำของบุคคลปริศนา ประโยคที่ว่า จัดการแค่เบลนเฮล์มก็พอเวลานี้ คือเสียงของเขาที่เธอคุ้นเคยมาเนิ่นนานในความทรงจำอย่างแน่นอน


            เมื่อคณะวังใหญ่เริ่มออกเดินขึ้นเนินตรงไปยังคฤหาสน์หลังหลัก เธอก็รีบกระตุกแขนเสื้อดีทริคให้เขาเดินรั้งกลุ่มเพียงครู่หนึ่ง – จมูกของเธอฟุดฟิดกับกลิ่นกายหอมแปลก ๆ ของเขา – พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีขุนนางหรือทหารคนไหนสามารถได้ยินบทสนทนานี้ได้


            “เสียงมัน เสียงของราชา มันเป็นเสียงที่ข้าเคยได้ยินในความทรงจำ มันต้องการให้กำจัดเจ้าก่อนเธอหรี่ตามองกิลเบิร์ตที่กวักมือเรียกราล์ฟไปคุย สรุปมันก็เกลียดเจ้า แถมเจ้าก็รู้! แล้วจะเล่นลิ้นพลิกแพลงไม่ยอมรับตรง ๆ ไปทำไมกันวะ


            “ข้ายอมรับก็ได้” ดีทริคยิ้มที่มุมปากให้


            อีกแล้ว แววตาสนุกสนานประหลาดของเขาที่โผล่มาชั่วขณะหนึ่งแล้วก็หายไป มันทำให้เธอนึกอยากต่อยหน้าเขาให้กระดูกตรงสันจมูกนั่นหักแทบแย่ แต่ก็เกรงว่าตัวเองจะเป็นคนที่ลงไปนอนโอดโอยบนพื้นแทน จึงทำได้แค่สบถคำหยาบคายใส่ แล้วถอยหลังออกมายืนกอดอกเพื่อควบคุมความหงุดหงิด ระหว่างนั้นราล์ฟก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหา ท่าทางไม่พอใจพิลึก


            เขารอจนดีทริคเดินตามคณะวังใหญ่ทัน แล้วก็หันมาบ่นยกใหญ่ อย่าไปถลึงตาใส่เจ้าชายกิลเบิร์ตอีก! ไม่เหมาะสมเลย ถ้าคนอื่นเห็นเข้าล่ะ พระเจ้าช่วย! เขามาถามข้าว่าตัวเองทำอะไรผิด เจ้าถึงจ้องเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ!” เขาลูบมือหนาไปมาระหว่างเทศนาต่อ นั่นปะไร พูดไม่ทันขาดคำ เจ้าก็ทำตาน่ากลัวนั่นอีกแล้ว! พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดอย่าให้ลูกแกะหลงทางตัวนี้เผลอทำกิริยาแย่ ๆ ใส่พระราชาเลย


            “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะพยายามไม่ถลึงตาใส่เจ้าชายอีกแล้วอากาเบลประชด แล้วกลอกตา


            “ดีเลย ว่านอนสอนง่ายหน่อยราล์ฟชม พลางเดินนำลงเนินเขาไป เจ้าหลับพักฟื้นไปตั้งหลายวัน คงยังไม่เห็นข้างนอกสินะ? นั่นคืออย่างแรกที่คณะวังใหญ่มาดูก่อนเลย เจ้าจะต้องทึ่งแน่ ๆ เป็นของขวัญจากสวรรค์โดยแท้!”


            “ก็บอกมาว่ามันคืออะไร ข้าขี้เกียจเดิน”


            “ไม่เอาน่า โซโกลอฟ”


            อากาเบลทำหน้างอ แล้วยอมขึ้นขี่ม้าตามราล์ฟแต่โดยดี ม้าทั้งสองควบผ่านกลุ่มทหารที่กำลังเดินลาดตระเวน และบรรดาคนรับใช้ที่ขนพืชผักกับฟืนออกและเข้าปราสาทไป บรรยากาศสงบสุข ไร้ความวุ่นวายเหมือนก่อนหน้านี้ ราล์ฟนำไปยังทิศทางของชายหาด และเข้าไปในป่าสนลึกเรื่อย ๆ ที่นั่นมีขุนนางอีกหลายกลุ่มที่เธอยังไม่ได้เจอในปราสาท พวกเขาแหงนหน้ามองแสงสว่างลึกลับเหนือยอดไม้ แสงสีทองของพระอาทิตย์เคลือบบางส่วนจนดูนวลตาลึกลับ เป็นรูปทรงแหลมคมขนาดมหึมา


            “มาดูตรงนี้ โซโกลอฟ จะได้เห็นชัด ๆ” ราล์ฟเรียกระหว่างหยุดม้าตรงเชิงผาใกล้ปลายทางของแม่น้ำ


            ทึ่ง ตะลึง อย่างที่เขาบอกเมื่ออากาเบลเห็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนพูดถึง


            ราล์ฟบอกว่ามันเหมือนกับพระเจ้าลงมาเดินบนดิน และคิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่ดีที่จะประทานของขวัญให้แก่ผู้ศรัทธา พระองค์จึงวางภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไว้ให้ แต่สำหรับอากาเบล มันคล้ายหินย้อยตามถ้ำน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาจากดิน แต่ขนาดมโหฬารเทียบเท่าภูเขาเสียเอง เสมือนอาณาจักรหิมะไร้ทางเข้าที่มีก้อนน้ำแข็งวางทับเป็นหลังคา มันไม่ได้เกิดจากสภาวะหนาวจัดแต่อย่างใด รอบข้างรูปทรงประหลาดมีร่องรอยเกล็ดน้ำแข็งกระจัดกระจายไปทั่ว ปลายแหลมคมเพียงพอจะแทงทะลุมังกร


            ...เหมือนอย่างที่เพทราดีสีแดงเข้มตัวนั้นเผชิญ


            “เหลือเชื่อใช่ไหมราล์ฟถามโดยไม่ละสายตาไปจากดินแดนน้ำแข็งตรงหน้า “มันเกิดขึ้นตอนที่มังกรสองตัวนั้นต่อสู้”


            อากาเบลรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ความปลื้มปริ่มค่อย ๆ แผ่ซึมในหัวใจจนเธออยากร้องไห้ ปรากฏการณ์พิศวงตรงหน้าคือฝีมือของเธอ ตอนที่เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายสู้กับเพทราดีสีแดงเข้ม เวลานั้นตาเธอมัวจัด ไม่สามารถเห็นสาเหตุได้ชัดเจนว่าสิ่งที่พ่นออกไปจนผลักเธอกระเด็นหลุน ๆ คืออะไรกันแน่ เธอไม่รู้กลไกการเกิดขึ้นของมันที่ชัดเจน แต่เธอเป็นคนทำ


            เด็กสาวกระโดดลงจากม้า เมินความเจ็บปวด และคุกเข่าลงทันใด เธอยืดแขนทั้งสองออกข้างตัว หลับตาพริ้ม ซ้ำประโยคขอบคุณราชามังกรผู้เป็นพระเจ้าแก่โลกของเธอไม่หยุดหย่อน เมื่อความเสียใจประดังประดาขึ้นมา เธอก็กล่าวขอโทษจากการที่เธอละเลยการสักการะราชามังกรมาหลายวันโดยเจตนา


            เจ้าทำอะไรราล์ฟถาม


            “ขอบคุณพระเจ้า


            เขายิ้มกว้าง ไม่ถามอะไรอีก



***



            หลังจากอากาเบลกลับมาคฤหาสน์ในตอนสาย เธอก็เรียนรู้จากลิลี่ว่าจะมีการซ่อมแซมปราสาทยกใหญ่เกิดขึ้น กิลเบิร์ตต้องไปอยู่อีกปราสาทในเมืองลูบลินาแทน นั่นหมายความว่าคนที่เหลือก็ต้องไปด้วยเหมือนกัน มันจะไม่มีปัญหาเลยหากวันเดินทางคืออีกสามวัน และต้องเดินทางไปพร้อมกับคณะเดินทางของวังใหญ่ด้วย นรกชัด ๆ


            “ยอดเยี่ยมอากาเบลประชด แล้วซดเหล้าหลายอึกจนลิลี่มองด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ฤทธิ์เหล้าน้ำผึ้งทำให้ตาเธอฉ่ำเยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากพอทำให้เริ่มเมาจนโซซัดโซเซและอ้วกแตกตามพื้นแต่อย่างใด


            เธอลองขอราล์ฟเปลี่ยนไปสวมชุดผู้ชายแทน เขาตอบตกลง แต่แลกกับการที่เธอต้องใช้เวลาทั้งวันในการผ่าฟืนในคอกม้าอับชื้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนจากวังใหญ่ไม่น่าจะไปเจอได้ เธอยอมรับข้อเสนอพร้อมยักไหล่ จึงโดนราล์ฟต่อว่า (“ผู้หญิงไม่ควรยักไหล่ มันไม่งาม! หากคณะวังใหญ่มาเห็นเข้าล่ะ เราจะโดนว่ายิ่งกว่านี้อีก อย่าลืมเก็บผมด้วย”)


            แต่พอพระอาทิตย์ตกดิน อากาเบลที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อกลับถูกราล์ฟเรียกให้ไปยืนเฝ้าในห้องรับประทานอาหาร เธอโอดโอยไม่ยอมออกจากคอกม้าในทีแรก แต่สุดท้ายก็ยอมเช็ดเหงื่อไคล และเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงตัวเดิม เธอหน้าบึ้งเหมือนเด็กที่ถูกแย่งขนมในมือไป ปากก็กระดกเหล้าน้ำผึ้งจนหมดขวด พลางกระทืบเท้าเดินตามราล์ฟไปยังจุดหมายปลายทาง


            เธอยืนเคียงดีทริคข้างประตูห้องรับประทานอาหาร ร่วมกับทหารจากวังใหญ่ซึ่งยืนล้อมทิศทางละหนึ่งคน บรรยากาศในห้องอบอุ่นพอดีจากเตาผิงไฟที่ลุกโชน เหล่าขุนนางเปลี่ยนไปสวมเสื้อหนาสีน้ำตาลเข้มยาวถึงข้อเท้า พวกเขายืนคุยพร้อมดื่มไวน์อย่างออกรส สักพักหนึ่งก็ตบบ่ากันแล้วชวนกันนั่งรออาหาร ยังมีหลายคนที่ยืนอยู่ เป็นขุนนางที่ยศสูงกว่า พวกนี้จะนั่งทีหลัง ก่อนสาวใช้สองคนจะเดินไปเลื่อนเก้าอี้ให้กิลเบิร์ตกับราชาซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดในห้องนั่งที่หัวโต๊ะอย่างนอบน้อม


            “เขาจะซ่อมปราสาทกันทำไม” เมื่อมื้อเย็นเริ่มต้นขึ้น อากาเบลก็กระเถิบเข้าไปถามดีทริค


            เขามีสมาธิกับการเฝ้าดูความปลอดภัยมากขณะตอบกลับ “ข้ออ้าง ที่นี่อันตรายเกินไปสำหรับกิล”


            บทสนทนาเฮฮาของเหล่าขุนนางดังกลบคำขานรับของอากาเบล เธอจึงยืนพิงผนังและเคาะเท้าเล่นอย่างสำราญใจ ฤทธิ์เหล้าทำให้เธอเผลอแกว่งข้อมือไปโดนลำตัวของดีทริค เขายังอดทนได้สิบรอบแรก แต่พอเธอไม่ยอมหยุดทำเสียที แถมยังพาลจะดึงถุงมือของเขาเล่น เขาจึงหันขวับมาเตรียมจะดุ แต่เมื่อเจอเธอยักคิ้วกวน ๆ ให้ ก็ต้องถอนหายใจเมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริง


            “ดื่มเหล้าทำไม” เขาถาม


            “อร่อยดี”


            “อย่าอ้วกแล้วกัน” เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอใส่


            “อ๋อ... แล้วถ้าข้าทนไม่ไหวล่ะ?”


            เขาเดาะลิ้นในช่วงเวลาที่โต๊ะอาหารระเบิดเสียงหัวเราะกับมุขตลกพอดิบพอดี “เจ้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”


            กลั้นไม่ไหวก็อ้วกใส่เขาไปเลย อากาเบลตีความไว้อย่างนั้น


            จู่ ๆ ประสาทสัมผัสก็รับรู้ถึงการลอบมองของผู้ชายหลายคนในห้อง ขณะที่ทหารมองตรงไปข้างหน้า ขุนนางกำลังรับประทานอาหาร แต่พวกเขาใช้หางตามองมาที่เธอเด็กสาวคนเดียวในห้องที่ไม่ได้อยู่ในฐานะสาวใช้ มันคงเหมือนกับโดนลูบหน้าด้วยการกระทำอุกอาจนี้ เธอตัวแข็งทื่อทันควันเมื่อประติดประต่อชิ้นส่วนได้ การที่ตัวเองต้องมายืนเฝ้าให้คนไม่พอใจลึก ๆ ไม่ใช่คำสั่งของดีทริคอย่างแน่นอน เพราะเมื่อละจากโคมเทียนลงมามองผู้คน เธอก็ปะทะกับสายตาของราชาทันที


            ชั่วขณะหนึ่งเธอจ้องตาเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว กระทั่งดีทริคกระแอมไอเรียกสติเบา ๆ เธอจึงหลุบตาต่ำ พระเจ้าชาร์ลส์เปล่งเสียงไม่พอใจผ่านจมูก แล้วหันไปคุยกับกิลเบิร์ตแทน


            แวบหนึ่งเธอรู้สึกโล่งอก แวบต่อมาความพรั่นพรึงก็เข้ามาแทนที่


            เธอเพิ่งจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาไปอย่างโจ่งแจ้งเองไม่ใช่เหรอ ให้ตายเถอะ!


            “ท่านพ่อ ข้าถือโอกาสที่ท่านให้ข้าไปรับตำแหน่งเอิร์ลแห่งลูบลินามานอนคิดทบทวนอยู่หลายวัน ปราสาทแห่งนี้สามารถตั้งรับพวกเฮเนวิงได้ดีทีเดียวหากมีขุนนางที่เก่งกาจ ข้าจำได้ว่าที่นี่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของมาร์ควิสโธมัสนี่?


            คำถามของกิลเบิร์ตเรียกให้ขุนนางทุกคนหันไปรับฟังอย่างสนใจทันที ทว่าแต่ล่ะคนกลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแทน แม้แต่ดีทริคที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เกร็งแขนขึ้นมา พระเจ้าชาร์ลส์หยุดจิ้มเนื้อใส่ปาก โหนกแก้มยกขึ้นจากการบดกราม


            “โธมัส เบลนเฮล์ม?” ราชาทบทวน


            อากาเบลเหลือบมองดีทริคที่ยืนตัวตรงและแหงนหน้ามองโคมไฟระย้า ทำเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้น เธอรู้สึกทึ่งที่เจ้านายผู้ที่ถ่ายทอดความรู้และรับเขามาเลี้ยงดูเคยอาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนี้มาก่อน เป็นถึงมาร์ควิสด้วยซ้ำ ทว่าเธอก็ต้องแปลกใจพอ ๆ กับขุนนางคนอื่นในห้อง เพราะว่ากิลเบิร์ตกำลังเสนอให้แต่งตั้งดีทริคเป็นมาร์ควิสแห่งคาลีซช์แทน


            “เขาเหมาะสมนะท่านพ่อ น็อคส์... ชาร์น็อคเซียซ์นิคน่ะกิลเบิร์ตพยายามโน้มน้าว ประโยคต่อมาของเขาจึงเต็มไปด้วยความละอายใจ ท่านทราบดีใช่ไหมว่าชัยชนะเหนือเฮเนวิงครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของข้าน่ะ...”


            พระเจ้าชาร์ลส์ยกมือเหี่ยวแห้งห้ามให้เจ้าชายหยุดพูด พลางเคี้ยวอาหารในปากอย่างเชื่องช้า ดวงตาพร่าและวาวโรจน์ไล่จ้องขุนนางซึ่งก้มหน้างุดไปทีล่ะคน คล้ายกับวินาทีใดวินาทีหนึ่งเขาจะมอบโทษประหารทั้งโคตรให้ ในห้องรับประทานหลงเหลือแต่เสียงฟืนไฟปะทุ และเสียงส้อมกระทบกับจานของราชา จนกระทั่งสายตาของเขามาหยุดอยู่ที่คนยืนเฝ้าประตูสองคน (อากาเบลเห็นดังนั้นก็ตัดสินใจมองเพดานตามดีทริคบ้าง) ขมับของเขากระตุกรัว เส้นเลือดปูดโปน


            ฟอร์เซเคนไม่สามารถสืบทอดยศได้ เขาไม่ใช่สายเลือดโดยตรงของตระกูลเบลนเฮล์มพระเจ้าชาร์ลส์บอก


            “เราประทานยศมาร์ควิสให้แก่ผู้ที่นำชัยชนะในสนามรบมาสู่แอเธลวินได้ไม่ใช่หรือท่านพ่อ จริง ๆ แล้วน็อคส์... เอ่อ ชาร์น็อคเซียซ์นิคควรจะได้รับยศขุนนางตั้งแต่ที่เขาสังหารมังกรได้เมื่อสี่ปีก่อนด้วยซ้ำไป...”


            “กิล-เบิร์ต


            เจ้าชายเงียบกริบเมื่อสิ้นเสียงแข็งกร้าวของราชา


            “ช่วยไขข้อสงสัยของข้าที ว่าเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคไม่ใช่คำทางการ” พระเจ้าชาร์ลส์เอ่ยถามเสียงเรียบ “ตอบข้ามาซิ พวกเจ้าคนไหนก็ได้ ฟอร์เซเคนคืออะไร และมีสิทธิ์อะไรบ้างในอาณาจักรแอเธลวินนี้?”


            เอาแล้วไง อากาเบลเสียวสันหลังขึ้นมา หากเธอสามารถมองเห็นกระแสความอาฆาตแค้นได้ มันก็คงเป็นของดีทริคกับราชานี่แหละที่เป็นตัวต้นเหตุซึ่งกดบรรยากาศอาหารเย็นให้ย่ำแย่ลง งานก็กร่อย คุยไม่สนุก อาหารก็จืดชืดทันตาเห็น


            “ฟอร์เซเคนอยู่ในกลุ่มชนชั้นบัพพาชนียกรรมพะย่ะค่ะ” ขุนนางตัวใหญ่คนหนึ่งตัดสินใจตอบแทนกิลเบิร์ต “เป็นลูกหลานของเฮเรติกอีกที สองชนชั้นนี้ต่ำกว่าแม้กระทั่งไพร่และทาสติดที่ติด ตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตัดขาดเฮเรติกและฟอร์เซเคนให้ออกจากความรักของพระองค์ไปโดยสิ้นเชิงพะย่ะค่ะ”


            ราชายิ้มพึงพอใจกับคำตอบ “สิทธิ์ของฟอร์เซเคนล่ะ?”


            “ไม่มีพะย่ะค่ะ พวกมันจะถูกปล่อยทิ้งให้ตายตามพระประสงค์ของราชานักบวช ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะพวกมันไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อแผ่นดินและศาสนาของเราอีก หรืออีกนัยนึงก็คือ เราไม่ถือว่าพวกมันเป็นมนุษย์พะย่ะค่ะ”


            “หมายความว่าเจ้า...” ราชายกนิ้วชี้หน้าดีทริค เสียงของเขาเรียบเย็น แต่ทั้งตัวสั่นคลอนด้วยความโกรธจนประโยคต่อไปกลายเป็นการตะโกน “ไม่ควรจะได้เสนอหน้าอยู่ในนี้ด้วยซ้ำ! หากไม่มีบุญบารมีที่เจ้านายของเจ้าเคยทำเพื่อแผ่นดินเอาไว้ ป่านนี้เจ้าคงได้ตายไปนานนมแล้ว!” เขาหันไปถามกิลเบิร์ตเสียงต่ำ “เข้าใจหรือไม่ กิลเบิร์ต?”


            เจ้าชายนิ่งไปสักพัก ก่อนจะขานรับเสียงอ่อย


            มื้อเย็นต่อจากนั้นตกอยู่ในความเงียบเสียส่วนใหญ่ มีบทสนทนาเล็กน้อยก็ต่อเมื่อราชาไต่ถามเรื่องต่าง ๆ นานาจากบรรดาขุนนาง พวกเขามีสีหน้าดีขึ้นบ้างเมื่อถึงเวลากลับไปห้องพักของตัวเอง ยกเว้นแต่กิลเบิร์ตที่หน้าขาวซีดเหมือนวิญญาณหลุดลอยจากร่างไปนานแล้ว เขาคงตระหนักถึงผลเสียของนิสัยพูดน้ำไหลไฟดับของตัวเองจริง ๆ จัง ๆ ก็วันนี้


            อากาเบลต้องยืนรอจนกระทั่งแขกเหรื่อออกจากห้องรับประทานอาหารไปจนหมด ทหารทยอยเดินตามออกไป แต่เธอยังยืนอยู่ที่เดิมกับดีทริค เขาคงรู้ว่าเธอมีคำถามที่อยากถาม และเขาก็จำเป็นที่จะต้องตอบ ดังนั้นเมื่อทหารคนสุดท้ายเดินออกไปแล้ว เธอก็หันไปประจันหน้ากับชายหนุ่มทันที


            “ฟอร์เซเคน? เฮเรติก? ชนชั้นบ้าอะไรกัน”


            “บัญญัติจากราชานักบวช ดีทริคตอบ พลางเอนหลังพิงกับผนังห้อง “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่”


            “จะไม่ใช่ได้ไงวะ! ข้าอยู่ในฐานะอัศวินฝึกหัดของฟอร์เซเคนนะ”


            “เดี๋ยวก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว” เขาพึมพำ


            เด็กสาวแกว่งแขนกับอากาศอย่างหัวเสีย ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกหงุดหงิดกับการต่อว่าต่อหน้าผู้คนเยอะ ๆ เมื่อครู่นี้ด้วย มันชัดเจนว่าพระเจ้าชาร์ลส์มีส่วมร่วมในความพยายามจะกำจัดดีทริค ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ แถมยังลอยหน้าลอยตาป่วนประสาทราชาเรื่อย ๆ อีก แก้วตาดวงใจของราชาอย่างกิลเบิร์ตก็ดันสนับสนุน ราชาถึงกล้าด่าขนาดนั้น


            “นี่มันสงครามประสาทรึไง?” เธอถาม “ไม่เห็นจะลอบกัดซึ่ง ๆ หน้าสักที มัวแต่ทำตัวเป็นหนามยอกอย่างเดียวอยู่ได้”


            “ข้าถนัดแบบนั้นมากกว่า”


            “กวนประสาทราชาไปวัน ๆ เนี่ยนะ? เจ้ามีเป้าหมายอะไรกันแน่?”


            ดีทริคขยับตัวเตรียมจะเดินออกไปจากห้อง “เพราะล้างแค้นโดยการดาหน้าฆ่าทุกคนไม่ใช่วิธีที่ดีอีกต่อไป”

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #916 คุณลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 13:36
    อยากรู้เลย ดีทริคตัวจริงคือใคร มีความแค้นอะไรกับพระราชาโดยเฉพาะ กิลเบริตไม่รู้เรื่องที่พ่อกับเพื่อนตัวเองทะเลาะกัยใช่มั้ยเนี่ย แอบชอบความพูดมากของเขานะคะ
    อยากรู้จังว่าดีทริควางแผนอะไรไว้อยู่
    #916
    0
  2. วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 00:12
    เบลเหมือนพุดเดิ้ลเลยอ่ะ วนไปวนมา เคล้าแข้งเคล้าขา 55555555 น่ารักมาก ชอบความอดทนของดีทริค คงเป็นภาพที่ตลกดีถ้าเห็นสองคนนี้ยืนด้วยกัน แต่เอาจริงๆน้องคงรู้สึกว่าในโลกใหม่นี้ คนเดียวที่รู้จักคือดีทริคนั่นแหละ น้องยังเป็นมังกรเด็กอยู่เลยนะ ส่วนดีทริคกับการวางแผนกวนประสาทพระราชา(?) ของเขา ก็อารมณ์คนที่อ่านเกมคนอื่นได้ ถึงจะอยากถอนหายใจกับความคลั่งศาสนา ไปทำท่าไหนถึงโดนเขาตราหน้าว่าฟอร์เซเคนเนี่ย
    #872
    0
  3. #776 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:57
    โหยยยย ลึกซึ้งมากประโยคสุดท้าย
    ตอนนี้หล่อขึ้นมาเลยพระเอกเรา
    #776
    0
  4. #137 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2558 / 00:53
    ลิลี่ท่าทางจะอยากจับอากาเบลมาทำความสะอาดมากเลย สภาพคงราว ๆ คนป่า 555+ ราล์ฟนี่ก็จุกจิกเสียจนจะเป็นคุณแม่ได้แล้วนะครับ กิลเบิร์ตถ้าจะตายก็คงเพราะพูดมากเนี่ยแหละ ความสัมพันธ์ระหว่างดีทริคกับวังดูจะเป็นปริศนาชิ้นใหม่อีกแล้ว เป็นบทที่แง้มข้อมูลความตั้งใจของดีทริคให้เห็นนิด ๆ น่าสนใจทีเดียวเลย และต้องชมรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่ลงทุนอธิบายมารยาท วัฒนธรรมการกิน อย่างถูกต้อง ขยันจริง ยอดเยี่ยมคร้าาบ :^)
    #137
    1
    • #137-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      5 สิงหาคม 2558 / 23:05
      เป็นคุณแม่เลยเหรออิอิ
      #137-1
  5. #136 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (@kaewly) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2558 / 11:29
    ดีทริค. บอกกะนดีดก็ได้ว่ากินยาพิษแล้วไม่ตาย
    เป็นงี้นานๆอากาเบลไม่ต่ยก็จริงแต่คงเลี้ยงไม่โต
    #136
    1
    • #136-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      5 สิงหาคม 2558 / 23:05
      ฮาาาาาา XD
      #136-1
  6. #135 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2558 / 10:40
    ปริศนาทั้งหลาย ข้ายัง ข้องใจยุ ติดตามต่อไป สู้ๆๆ
    #135
    2
    • #135-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      5 สิงหาคม 2558 / 23:04
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #135-1
    • #135-2 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      5 สิงหาคม 2558 / 23:04
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า
      #135-2
  7. #134 Jenna (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 / 20:46
    ว๊าวววว ซับซ้อนขึ้เรื่อยๆแล้ววววววว
    #134
    1
    • #134-1 Parew1ne (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      5 สิงหาคม 2558 / 23:04
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มากค่า
      #134-1
  8. #105 Melani Fulano (@disastrechalala) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2558 / 20:45
    ตบกิลเสียทีนึงจะเป็นบุญอย่างยิ่ง 555+ ตอนแรก ๆ ก็เข้าใจว่าเขาพูดมากแต่มันก็ชักจะมากเกินไปนิดแล้ว ลิลี่ดูน่าสงสารที่ต้องมาเจอกับคน/มังกรนิสัยแบบนี้ ดูตอนถัดไปน่าจะเกิดเรื่องใหญ่อยู่ ดีทริกบาดเจ็บได้นี่ศัตรูต้องไม่ธรรมดา รออ่านครับ ตื่นเต้น ๆ :^)
    #105
    1
    • #105-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      28 มิถุนายน 2558 / 21:53
      ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ xD
      #105-1
  9. #103 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2558 / 20:17
    ไปช่วยดีทริกไหมๆ *0*
    #103
    1
    • #103-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      23 มิถุนายน 2558 / 17:01
      มาต่อแล้วค่า
      #103-1
  10. #101 Mhew_happy (@mhew1209) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 12:39
    ต่ออ
    #101
    1
    • #101-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      23 มิถุนายน 2558 / 17:00
      มาต่อแล้วค่า
      #101-1
  11. #100 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 08:59
    อ้าววว อากาเบลจะไปช่วยหรือเปล่านะ
    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ ขอบคุณค่ะ
    #100
    1
    • #100-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 18)
      23 มิถุนายน 2558 / 17:00
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มากค่า
      #100-1