Draconic Chronicle

ตอนที่ 17 : II-17: Blest Enigma

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 787
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




[Part II: WIZARD]


 

 

17



            แม้จะไม่ใช่คนแรก แต่ลิลี่ก็ยกมืออาสาออกไปข้างนอกปราสาท


            หลังจากมั่นใจว่าจูเลียน่ามีสาวใช้คนอื่นอยู่เป็นเพื่อน (เป็นกลุ่มที่ต้องจัดเตรียมอาหารและการรักษารอทหารกลับมา) เธอก็คว้าเสื้อคลุมสีน้ำตาลเก่า ๆ ที่หัวหน้าคนรับใช้แจกมาสวม แล้วขึ้นหลังม้าของทหารเพื่อตามอาสาสมัครคนอื่นไปยังสนามรบใกล้ชายหาด เพิ่งจะมีการยืนยันว่าการต่อสู้จบลงเมื่อเช้ามืดไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้นี่เอง


            ท้องฟ้ายามเช้ามีเหลื่อมสีทองส่องสว่าง ขัดแย้งกับเหตุการณ์อาบเลือดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานโดยสิ้นเชิง แม้แต่จิตใจของลิลี่ก็ยังไม่สดใสเริงร่าเท่า เธอเฝ้าคิดถึงแต่โซโกลอฟ และเก็บงำอารมณ์ริษยาลึก ๆ ที่ผลักดันให้ตัวเองออกมาอาสาสมัครช่วยเหลือผู้เหลือรอดจากการรบในงานอันน่าหดหู่นี้


            ยิ่งเดินทางเข้าใกล้จุดหมายมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นรูปทรงสีขาวประหลาดเหนือยอดต้นไม้ชัดเจนยิ่งขึ้น


            “นั่นอะไรน่ะ?” เหล่าทหารพึมพำอย่างตกตะลึง “เห็นนั่นไหม...”


            คำตอบยังไม่ปรากฏ เพราะทุกคนถูกภาพของสนามรบดึงดูดความสนใจไปจนหมดเสียก่อน ลิลี่เองก็ต้องรีบยกมือปิดปาก เมื่อเห็นกองศพในสภาพเละเทะนอนเกลื่อนกลาดทั่วผืนป่าวิเวกวังเวง ป่าแห่งนี้คล้ายกับถูกพ่อมดชั่วร้ายสาป มีแต่เลือด อาวุธ และคนตายเต็มไปหมด กลิ่นที่เธอไม่คุ้นเคยลอยมาปะทะจมูกเต็ม ๆ พาลให้อยากอาเจียนตามสาวใช้คนอื่นไปด้วย


            เธอเบือนหน้าหนีศีรษะขาดและดวงตาเบิกค้างที่มองตรงมาขณะลงจากหลังม้า อัศวินออกคำสั่งกว้าง ๆ ให้เริ่มหาคนเจ็บ และคัดแยกคนตาย จากนั้นพวกเขาก็พันผ้าปิดปาก แล้วก้าวเข้าไปในดงศพอย่างไม่เกรงกลัว เด็กสาวจำใจต้องสับเท้าเดินหลบเศษซากอวัยวะไปรวมตัวกับสาวใช้คนอื่นซึ่งทำท่าจะเป็นลม เธอตัวเบาหวิว มือชา อยากจะร้องไห้แปลก ๆ


            “ส่วนพวกเจ้า” อัศวินคนหนึ่งเดินมาหยุดหน้ากลุ่มคนรับใช้ “ไปช่วยคนเจ็บ ลากออกมาไว้ตรงค่าย”


            งานเริ่มต้นขึ้น ลิลี่เดินข้ามร่างไร้ชีวิตมีแผลเหวอะหวะเข้าไปในป่าใกล้แม่น้ำ มือของเธอสั่นไม่หยุดยามยื่นไปสำรวจลมหายใจของทหารซึ่งเลือดท่วมหน้า บางคนยังหายใจอ่อนแรงอยู่ เมื่อเจอผู้รอดชีวิตสักคน เธอก็จะตะโกนเรียกให้คนอื่นมาช่วยแบกคนบาดเจ็บไปที่ค่าย พวกเขาร้องโอดโอยเสียงก้องที่ข้างหูเธอ แต่พอไปอยู่ในมือของคนอื่น เธอก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นอีก


พลันลิลี่ก็สะดุดกับเรือนผมสีดำท่ามกลางแอ่งเลือดไม่ไกลนัก เธอตั้งท่าจะวิ่งตรงไป แต่ดันหยุดชะงักกลางคันเสียก่อน ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นมาจนเธอไม่สามารถควบคุมไหว ทว่าเธอก็เลือกที่จะหลับตา สูดลมหายใจลึกเต็มปอด แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างมุ่งมั่น จากนั้นจึงวิ่งไปยังจุดที่โซโกลอฟนอนคว่ำหน้าไม่ขยับเขยื้อน


ปลายเส้นผมสีดำของนางเปื้อนเลือดแห้งกรังและเศษดินโคลน ลิลี่สำรวจตั้งแต่หมวกเหล็กที่วางไว้ข้างศีรษะนาง ไล่ลงมาจนพบว่าโซโกลอฟเลอะเลือดทั้งตัว เกราะหนังตรงซี่โครงมีรอยขาดเหมือนถูกกระชากด้วยอุ้งเล็บสิงโต ตัวดาบยังอยู่ดีบนแผ่นหลัง เธอให้กำลังใจตัวเอง พลางเอื้อมมือไปอังจมูกอัศวินฝึกหัดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ


            ลมหายใจอ่อนระโหยเป่าโดนปลายนิ้ว


            ยังไม่ตาย เธอบอกกับตัวเองด้วยความดีใจ นางยังไม่ตาย


            “อัศวินฝึกหัดของชาร์น็อคเซียซ์นิคอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ!” ลิลี่หันไปตะโกนบอกอัศวินคนอื่น



***



            บทสนทนาซึ่งเติมเต็มปราสาทของมาร์ควิสกิลเบิร์ตกลายเป็นหัวข้อของความตาย ความเศร้า และความเจ็บปวด


บางครั้งจะเป็นเรื่องน่าตกตะลึงข้างนอกปราสาท “เจ้าต้องได้เห็นมัน! ประหลาดมาก ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตสี่สิบกว่าปีนี้เลย!” คนนึงบอกเล่าอย่างตื่นเต้น ต่อจากนั้นก็เป็นความวุ่นวาย “เร็วเข้า! เอารากมาด้วย ต้องรีบด่วน เลือดเขาไหลเต็มเตียงหมดแล้ว” ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหลายคู่วิ่งออกไปนอกห้องนอนรวม


บางครั้งก็เป็นเสียงสาวใช้พึมพำกับตัวเองข้างเตียงคนป่วยว่าพวกนางเหนื่อยล้าเต็มทน เวลากินแทบไม่มี เวลานอนน้อยนิด บางครั้งจะเป็นการกระซิบคุยกันอย่างหวั่น ๆ ว่า “ข้าคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตาย จริง ๆ นะ เขาเก็บตัว ลงกลอนประตูห้องไว้ เคาะก็ไม่ตอบ อาหารก็ไม่กิน พวกผู้ชายแทบจะพังประตูเข้าไปแน่ะ เจอเขาถือมีดด้วย!


หกวันเต็ม ๆ ที่ทั้งปราสาทต้องทำงานอย่างหนักไม่หยุดหย่อน ลิลี่เองก็ไม่ได้นอนมาสองคืนแล้ว ฤดูหนาวขยับใกล้เข้ามา เสบียงมีการเก็บตุนเพียงพอเสมอ แต่เครื่องห่มกาย ยารักษา และจำนวนคนกลับมีน้อยนิด เหล่าคนเจ็บต้องการผ้าห่มผืนที่หนาที่สุด และเสื้อผ้าสะอาดในการป้องกันการรุกลามของแผล เพราะความต้องการเช่นนั้น คนที่เหลือจึงต้องทำงานเกินตัว


จูเลียน่าทักลิลี่เรื่องดวงตาอิดโรยก่อนเป็นอันดับแรก ในระหว่างที่ทั้งสองต้องไปเก็บเกี่ยวพืชนอกปราสาท


            “ทุกปีที่พระราชวังใหญ่จะมีการแข่งขันประลองทวน” นางชวนคุยระหว่างช่วยกันแบกตะกร้าใส่กะหล่ำปลีกับหัวผักกาดไปยังห้องครัว “ปีนี้จะโดนยกเลิกไหมนะ คงต้องไว้อาลัยให้ทหารที่เสียไปแน่ ๆ”


            “ไม่หรอก ข้าได้ยินดูซปัซเตรสซ์คุยกับท่านราล์ฟว่าจะต้องแสดงความเข้มแข็งของแอเธลวิน” ลิลี่บอก


            “ถ้ายกเลิกงานก็คงดูไม่ดีสินะ?”


            ห้องครัวไร้หน้าต่างร้อนอบอ้าว มีทั้งเตาผิงและหม้อร้อนระอุอยู่ทุกมุมห้อง เด็กสาวทั้งสองวางตะกร้าบนโต๊ะ แล้วจูเลียน่าก็เท้าคางมองหัวหน้าคนรับใช้ซึ่งกำลังคนสตูว์เนื้อวัวอย่างใคร่รู้ “แมรี่ มีเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับเขาเพิ่มไหม”


            “หั่นแครอทซิ จูเลียน่า!” หัวหน้าคนรับใช้สั่ง


            ลิลี่ขมวดคิ้ว “เขา?”


            “ชาร์น็อคเซียซ์นิค” หัวหน้าคนรับใช้ตอบแทนจูเลียน่า “ลือกันให้แซ่ดว่าเขาจะฆ่าตัวตาย”


            “ฆ่าตัวตาย? เขาน่ะหรือ”


            เสียงรื้อของรุงรังดังมาจากอีกมุมของห้องครัว สาวใช้คนหนึ่งรีบโอบหม้อออกไปยังคฤหาสน์ปีกซ้ายซึ่งเป็นศูนย์รวมเหล่าทหารที่บาดเจ็บ ลิลี่ไม่กล้าเหยียบย่างเข้าใกล้บริเวณนั้น เพราะกลิ่นสมุนไพรกับกลิ่นหนองแผลรุนแรงเกินไป เธอตัดสินใจในตอนที่กลับมาปราสาทหลังจากขนย้ายคนเจ็บว่างานในครัวอาจจะเหมาะกับเธอมากกว่า


            “มันก็แค่ข่าวลือ” หัวหน้าคนรับใช้พูด “ข้ายังเห็นเขาเดินดูคนเจ็บอยู่เมื่อกี้นี้”


            “แต่พวกผู้ชายพังประตูห้องเข้าไปเจอเขาถือมีดจริง ๆ นะ!” จูเลียน่าขัด


            “เขาสบายดีน่า เจ้าแค่สนใจเขาเป็นพิเศษเพราะเด็กหนุ่มนั่นหน้าตาดีเถอะ”


            “ชายหนุ่ม เขาแค่หน้าเด็ก”


            “หั่นแครอทเสร็จรึยัง จูเลียน่า?”


            “โอ๊ย แมรี่ อย่าหันเหความสนใจเหมือนจริง ๆ แล้วข้าหลงหน้าตาของชาร์น็อคเซียซ์นิคเลย ข้าแค่อยากซุบซิบแก้เบื่อ” จูเลียน่าปัดมือ “แล้วต่อให้เขาหล่อมากแค่ไหน ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากยุ่งด้วยหรอก เพราะเขาคือชาร์น็อคเซียซ์นิคนี่นะ”


            “เขาเป็นคนสนิทของเจ้าชายกิลเบิร์ตไม่ใช่เหรอ” ลิลี่ถาม “ชนชั้นไม่น่าจะมีปัญหาเลยนะ”


            “พูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็ได้ยินอีกเรื่องซุบซิบ” จูเลียน่าลดเสียงลง “เพราะชาร์น็อคเซียซ์นิคเป็นคนสนิทของเจ้าชายนั่นแหละ ทำให้เขายิ่งถูกเกลียดขี้หน้าเข้าไปกันใหญ่ ยายคนนั้นโซโกลอฟ ทุกคนเชื่อว่านางเป็นเด็กเส้น นางไม่น่าจะฆ่าหมาป่าสี่ตัวได้ อาจจะมีการโกงเกิดขึ้น ตระกูลเบลนเฮล์มร่ำรวยไม่ใช่น้อยนะ คงแอบจ้างคนมาช่วย ใคร ๆ ก็ไม่พอใจเรื่องนี้ทั้งนั้น!


            “หั่นแครอทเสร็จรึยัง จูเลียน่า?”


            “ใกล้เสร็จแล้ว แมรี่ รอหน่อย อ้อ แล้วก็อีกเรื่องนะ ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีผู้หญิงที่ได้เดินเส้นทางของอัศวินมาก่อน การที่ชาร์น็อคเซียซ์นิคพาโซโกลอฟเข้ามา พวกผู้ชายบอกว่าเป็นการหยามหน้าอัศวินคนอื่นชัด ๆ! เรื่องใหญ่ไปถึงหูพระราชาเชียวล่ะ เจ้าต้องได้ยินคนเขานินทาลับหลังกัน โซโกลอฟอาจจะเป็นทั้งอัศวินฝึกหัด แล้วก็เด็กในเตียงของชาร์น็อคเซียซ์นิคล่ะ!


            ลิลี่อ้าปากค้าง “มะ-ไม่คิดว่านั่นจะจาบจ้วงเรื่องส่วนตัวไปหรือ”


            “จาบจ้วงมาก” หัวหน้าคนรับใช้ตัดจบบทสนทนา “เงียบปาก และทำงานต่อซะ”


            เงียบไปได้ครู่เดียว จูเลียน่าก็ขยับมากระซิบที่ข้างหู “มีคนเห็นชาร์น็อคเซียซ์นิคเข้าห้องโซโกลอฟ”


            “เจ้าดูสนใจเรื่องนี้เหลือเกินนะ”


            “ถ้าเป็นไปได้ ข้าจะไปถามโซโกลอฟ”


            ดวงตาดุจัดสีน้ำตาลปรากฏขึ้นมาในมโนภาพ ทำเอาลิลี่ไหล่ห่อ “นางจะด่าเจ้ากลับน่ะสิ”


            “เอ้อ ข้าลืมไปว่ายายนั่นหยิ่งใช่เล่น” จูเลียน่าถอนหายใจ “นางก็ไม่ได้สวยอลังการระดับเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์หรือดัชเชสเลยนะ ออกจะธรรมดาด้วยซ้ำ เด่นแค่ตาดุ ๆ นั่นแหละ ไม่รู้ทำไมถึงถือตัวอย่างกับเป็นเจ้าหญิงซะเอง” นางกวาดแครอทใส่ชาม จากนั้นก็เสือกไปทางหัวหน้าคนรับใช้ที่คว้าไปใส่หม้อสตูว์โดยไม่หันมามอง “แต่ข้าจะลองถามนางจริง ๆ ล่ะ”


            “เรื่องนั้น?”


            “อือฮึ ว่านางนอนกับชาร์น็อคเซียซ์นิคจริงรึเปล่า”


            “อย่างน้อยก็ขอให้นางหายจากอาการบาดเจ็บก่อนได้ไหม” ลิลี่บอกอย่างเหลืออด “นั่นคนป่วยนะ”


            “โอ้...” อีกฝ่ายหน้าเสีย “ข้าลืมไป ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”


            เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วคราว และต่างฝ่ายก็ต่างทำงานของตัวเองต่อไป โดยมีหัวหน้าคนรับใช้ฮัมเพลงเป็นพื้นหลัง คงอารมณ์ดีที่ในที่สุดห้องครัวก็สงบสุขเสียที ถึงอย่างนั้น ลิลี่เป็นเพื่อนกับจูเลียน่ามาตั้งแต่เด็ก ๆ บรรยากาศมาคุอยู่ได้แค่ครู่เดียว จูเลียน่าก็หันมาชวนคุยถึงความทรงจำตลก ๆ แล้วลิลี่ก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม หายโกรธคนข้าง ๆ ไปทันที



***



เป็นเวลากลางดึกที่ลิลี่สะดุ้งตื่น เธอแว่วเสียงของดูซปัซเตรสซ์กำลังสวดส่งให้เหล่าคนตายข้างนอกคฤหาสน์หลังหลัก ห้องนอนรวมมีแสงสว่างจากคบเพลิงข้างประตูเท่านั้น เงาอาบสาวใช้สามคนที่นอนหลับเป็นตาย เธอขยี้ตา ก่อนจะสังเกตเห็นคนแง้มประตูเปิดเข้ามา จึงรีบลุกขึ้น แล้วก้มหัวทำความเคารพราล์ฟซึ่งเพิ่งปิดประตูห้องนอนรวมอย่างเบามือที่สุด


            “พระเจ้า...” เขาอุทานเสียงเบา “นางหลับไปกี่วันแล้ว


จะสัปดาห์นึงแล้วเจ้าค่ะเธอตอบ พลางก้มไปบิดผ้าชุบน้ำหมาด ๆ จากนั้นจึงเริ่มทำความสะอาดโซโกลอฟที่ยังคงหลับสนิท ไม่รู้สึกตัวเสียที ราล์ฟลูบมือหนาอย่างเป็นกังวลขณะย่ำเท้าเดินไปมา


            “นางไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงใช่ไหมเขาถามต่อ ก่อนจะระบายลมหายใจโล่งอกเมื่อลิลี่พยักหน้า ขอบคุณพระเจ้าเสียงของเขาดูอ่อนแอยิ่งนัก นางแข็งแรงใช้ได้เลย


            “จะ-เจ้าค่ะ ทั้ง ๆ ที่นางมีแผลเต็มตัวด้วยซ้ำ... ตรงกระดูกไหปลาร้า ชายโครงทั้งสองข้าง ลามมาถึงขา ข้อมือซ้ายถูกแทง แผลลึกทั้งหมดเจ้าค่ะ แต่ว่า... เหมือนนางจะหายเร็วมาก ๆ ด้วย


            “หายเร็วมาก ๆ เชียวหรือ


            ลิลี่เม้มริมฝีปากกับข้อกังขา ข้าคิดว่าไม่ถึงเดือน นางก็น่าจะหายดีเป็นปลิดทิ้งเจ้าค่ะ


ราล์ฟเอ่ยขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า พระแม่เยเรน่า และทำมือเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอาซีมุส เขาเชยชมเธอที่ดูแลโซโกลอฟ เธอก็แค่ยิ้มเขินอายกลับ แม้ในความเป็นจริงแล้ว เธอไม่ได้สนิทกับโซโกลอฟเลย ออกจะไม่ชอบหน้าด้วยซ้ำ แต่เมื่อเจอคนที่รู้จักบาดเจ็บขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องใจหายและเวทนาจนความเกลียดชังถูกทำลายไป


เธอแค่ไม่คิดว่าตัวเองจะเบามือและอ่อนโยนยามเฝ้ารักษาโซโกลอฟขนาดนี้


            “ต้องทำงานหนักหน่อยนะช่วงนี้” ราล์ฟบอก “ทั้งรักษาคนและเตรียมงานต้อนรับ”


            เขายืนเหม่อลอยครู่หนึ่งก็เดินออกจากห้องนอนรวมไป ลิลี่จึงทำความสะอาดร่างกายของโซโกลอฟต่อ ในระหว่างที่กำลังจะยกถังน้ำไปเปลี่ยน จูเลียน่าก็โผล่มาลูบไหล่ มือคว้าถังน้ำไปอุ้มแทน เจ้านอนพักผ่อนก่อนเถอะ ลิลี่ เดี๋ยวมีอะไรข้าจะปลุกให้ นะ เจ้าไม่ได้นอนเลย มัวแต่ดูแลโซโกลอฟ นางยิ้มอ่อนล้าให้ แล้วเดินออกไปจากห้อง


            ลิลี่เหนื่อยมากเสียจนเมื่อเธอล้มตัวนอนบนเตียงข้าง ๆ โซโกลอฟ เธอก็หลับเหมือนหมดสติไปในทันที ไม่มีความฝัน ทว่าเธอก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้งไม่กี่ชั่วโมงต่อมา สะลึมสะลือกับเสียงร้องไห้ดังกังวานในห้องนอนรวมซึ่งมืดมิดและเงียบงัน มันเป็นเสียงแหลมแห้งของโซโกลอฟซึ่งเต็มไปด้วยความเศร้าและเจ็บปวดที่สุด


“แม่ทอดทิ้งข้า เพทราดีตัวอื่นก็เหมือนกัน... เลิกเอาความหวังโง่เง่าพวกนี้มาให้ข้าแบกรับได้แล้ว! ข้าไม่เอาอีกแล้ว...”


            โซโกลอฟกำลังร้องไห้ นางสะอึกสะอื้นไม่หยุด ห้องนอนก็มืดเกินกว่าลิลี่จะเห็นได้ชัดว่านางขยับปากพูดอยู่หรือเปล่า แต่เธอก็ทิ้งความสงสัยนั้นไป พลางยื่นมือไปกุมมือข้างขวาของโซโกลอฟไว้อย่างแผ่วเบา สัมผัสถึงความร้อนของร่างกายนางที่ส่งผ่านผิวกายมา คนบาดเจ็บหลายคนมักจะเพ้อฝันตอนหลับกันอย่างนี้บ่อย ๆ


            “ข้าต้องบอกเขา ข้าต้องบอกเขา ข้าไม่มีทางเลือก


            หัวใจของลิลี่บีดรัดอย่างน่าประหลาด แม้จะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าคนเจ็บหมายถึงเรื่องอะไร


            “ข้าไม่มีทางเลือก...”


            เนิ่นนานแค่ไหนไม่รู้ที่เธอกุมมือของโซโกลอฟไว้โดยไม่ปล่อย จนกระทั่งนางหยุดร้องไห้ได้ในที่สุด



***



            ให้ตายเถอะ ร่างกายจะปวดร้าวอะไรขนาดนี้


            อากาเบลครางเสียงแหบ พลางลืมตาขึ้นมามองเพดานหินของห้องนอนรวม ยามกลางคืนจันทร์ครึ่งเสี้ยว สาวใช้สองสามคนจากสิบกว่าเตียงกำลังนอนหลับอยู่ บางคนนั่งสัปปะหงกบนเก้าอี้ในสภาพที่เข้าใจทันทีว่าเหนื่อยจัด เธอฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของแต่ละคน ทำให้ทราบว่าปราสาทแห่งนี้ได้กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง


ขอน้ำหน่อยเธอเค้นเสียงพูด แต่ไม่มีใครในห้องได้ยิน เสียงของเธอทั้งเบาและแหบแห้งเกินไป


เยี่ยมไปเลย เธอบ่นอุบอิบในใจ พลางหันไปมองแสงจันทร์ที่ทอผ่านหน้าต่างเข้ามา แล้วจึงค่อย ๆ ลองขยับแขนขาทีล่ะนิด เธอพบว่าตัวเองใส่สร้อยคอของศาสนาอาซีมุส (คงเป็นฝีมือของสาวใช้สักคน) มีผ้าพันแผลพันตั้งแต่ลำคอลงมา ตรงข้อมือซ้ายก็เช่นกัน เธอทำหน้าเหยเกเมื่อลองยกขึ้นมาสังเกตดูใกล้ ๆ


หลังจากนอนนิ่งอยู่บนเตียงสักพัก อากาเบลก็ตัดสินใจออกไปค้นหาเครื่องดื่มในห้องครัวใกล้ ๆ แทน ต้องใช้เวลานานเกือบครึ่งชั่วโมงทีเดียวกว่าเธอจะสามารถยืนสองเท้าได้อย่างมั่นคง และก้าวไปถึงประตูห้องนอนได้ ข้างนอกมีแสงสว่างของคบเพลิงน้อยนิดจนเธอกังวลว่าจะเผลอเดินสะดุดพื้นเอา อากาศหนาวเย็นจนฟันกระทบ แต่เธอจะไม่เสียเวลาไปกับการก้าวทีละคืบไปคว้าเสื้อคลุมหรือผ้าห่มในห้องนอนอีกที


            มีเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ชายดังสะท้อนกำแพงมาจากที่ไกล ๆ


            “พระเจ้า! นอนทับแผลตัวเองอีกแล้วใช่ไหมตานี่สาวใช้วัยกลางคนซึ่งปรากฏจากความมืดอีกฟากหนึ่งของห้องโถงบ่นกับตัวเองอย่างเบื่อหน่าย พลางเร่งฝีเท้าเดินข้ามไปยังห้องข้าง ๆ ที่บรรดาทหารบาดเจ็บกำลังนอนพักอยู่


นางไม่ได้ยินเสียงของอากาเบลที่พยายามเรียกเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวจึงดึงเสื้อลินินให้ปิดสะโพกตัวเองเพื่อกันหนาว แม้จะสวมชุดแขนขายาว แต่เนื้อผ้ากลับเบาบางเหลือเชื่อ แถมยังต้องเดินเท้าเปล่าอีก เธอโทษตัวเองในใจที่ไม่ฉุกคิดพกผ้าหนา ๆ มาสวมทับ จึงกัดริมฝีปากล่างอย่างหงุดหงิด


อากาศอบอุ่นแผ่ซึมเข้ามายังทุกอณูของร่างกายเมื่อเธอคลำทางไปเจอห้องครัวสำเร็จ เตาผิงไฟสว่างโชดช่วงถูกจุดไว้ เปลวเพลิงเต้นร่ายั่วยวนนัก เธอจึงรีบรุดไปทรุดตัวนั่งอังไฟทันใด กระทั่งร่างกายหยุดสั่นเป็นเจ้าเข้า เธอจึงควานหาเครื่องดื่มมาชุบลำคอให้ชุ่มชื่น


            “เหล้าน้ำผึ้ง? ก็ดีอากาเบลเปล่งเสียงงึมงำออกมาอย่างลำบากลำบน แล้วรีบกระดกของเหลวในมือโดยไม่รอช้า ความสดชื่นมหาศาลและรสหวานปนขมของเหล้าทำให้เธอกระปรี้กระเปร่าทันตาเห็น เมื่อดื่มเสร็จก็ค้นหาของกินอย่างอื่นต่อ เจอขนมปังหนึ่งก้อนกับเนื้อแกะติดกระดูก


            “โซโกลอฟ? เจ้าหายดีแล้วหรือ


            อากาเบลซึ่งกำลังยัดอาหารใส่ปากด้วยความหิวโหยหันไปมองลิลี่ที่เพิ่งจะเดินเข้าครัวมา เธอต้องนึกคำตอบหลายวินาทีทีเดียว เพราะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองหายดีแล้วหรือยัง ขณะที่กำลังเคี้ยวหนุบ ๆ อยู่นี้ เธอก็ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดของบาดแผลทั่วกายอยู่


            “ไม่เท่าไรเธอตอบระหว่างเคี้ยวขนมปัง “ยังเจ็บอยู่บ้าง”


            “เจ้าเดินไหวแล้วหรือลิลี่ตรงมาสำรวจอย่างทึ่ง ๆ แข็งแรงสมกับเป็นผู้หญิงที่ได้เป็นอัศวินฝึกหัดเลยนางพึมพำกับตัวเอง อิ่มไหม ในครัวยังพอมีแอปเปิ้ลเหลืออยู่นะนางถาม พลางก้ม ๆ เงย ๆ ค้นตู้หาผลไม้ พลันนางก็หันมาเลิกคิ้วใส่ ทำไมเจ้าถึงดื่มเหล้าล่ะ? โซโกลอฟ เอาคืนมาเลย เดี๋ยวข้าจะทำชาร้อน ๆ ให้แทน


            “ลิลี่! รีบมาช่วยข้าก่อนสาวใช้คนอื่นตะโกนเข้ามา ก่อนจะบ่นคนเดียวเสียงดัง เมื่อไรตานี่จะเลิกทับแผลตัวเองทุกคืนกันนะ


            อากาเบลเพยิดหน้าไปทางประตู ลิลี่ทำหน้าหนักใจ แล้ววางถ้วยในมือลงอย่างเสียดายที่ไม่มีโอกาสทำชาดื่ม ก่อนนางจะรีบเดินออกจากห้องครัวไปหาเจ้าของเสียงที่เรียก ทั้งห้องจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือแต่เสียงสะเก็ดไฟของเตาผิงที่ช่วยผ่อนคลายประสาทของอากาเบลยิ่งนัก


            เด็กสาวถอนหายใจ เธอลืมถามลิลี่ไปว่าตอนนี้ดีทริคอยู่ที่ไหน หรือราล์ฟก็ได้ เขาน่าจะรู้ที่อยู่ของอัศวิน เธอมีคำถามมากมายในหัว คำถามพวกนั้นเร่งให้เธอรีบจัดการอาหารทั้งหมดอย่างรวดเร็ว เสร็จแล้วก็ย่ำเท้าเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างยากลำบาก แต่ละก้าวสะเทือนไปถึงตับไตข้างใน เธอต้องกอดตัวเองเพื่อคลายหนาว รวมถึงถือขวดเหล้าน้ำผึ้งขวดใหม่ด้วย


            ห้องสมุดชั้นสองคือจุดหมายปลายทาง เป็นสถานที่ที่ดีทริคเลือกมาในวันที่ต่อสู้กับกองทัพเฮเนวิง เธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเจอเขาไหม ในปราสาทแห่งนี้มีคฤหาสน์ถึงสามหลังใหญ่ ๆ และสามหลังที่ว่ายังแยกย่อยชั้นและห้องอีก ดังนั้น หากดีทริคไม่ได้อยู่ในห้องสมุด เธอก็กะจะนอนในห้องไปเลย ไม่อยากจะเดินกลับห้องนอนรวมอีกแล้วคืนนี้


            ดีทริคซึ่งกำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่เงยหน้าขึ้นมาทันทีที่อากาเบลแง้มประตูกว้างพอประมาณ เธอชะเง้อหัวเข้าไปมองข้างในห้องที่อบอุ่นด้วยเตาผิงไฟ เจอดีทริคในชุดหนังสีดำปกติที่เขามักจะสวมเป็นประจำ กระทั่งรองเท้าบูทก็ยังใส่ด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่เวลานี้เป็นเวลานอน เธอคาดหวังว่าจะเห็นเขาสวมชุดนอน หรือชุดอะไรก็ตามที่ทำให้สบายตัวเสียมากกว่า


            “อาบน้ำบ้างรึเปล่าน่ะอากาเบลทำเสียงเยาะเย้ยถาม แล้วก้าวเข้ามาทาบหลังกับประตูห้องเพื่อทรงตัว


            อีกฝ่ายกำลังจะก้มจ้องหนังสือในมือต่อ ทว่าเขาก็หยุดชะงักกลางคัน แล้วรีบเบือนหน้าหนีไปจากการเผลอมองกระดูกไหปลาร้าจนถึงช่วงเนินอกของเธอ อยู่ ๆ เขาก็ดูหายใจลำบากขึ้น “ทำไมไม่สวมเสื้อคลุมทับมา?”


            “ใครมันจะเดินย้อนไป? ใช้หัวหน่อย”


            แน่นอนว่าคำตอบคือเขาที่ลุกพรวดแล้วก้าวยาวผ่านเธอออกไปนอกห้องสมุดทันที อากาเบลยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเลือกนั่งจุ้มปุ๊กข้าง ๆ เตาผิงไฟ เธอเหยียดขาทั้งสองข้างเหมือนคนแก่ค่อย ๆ ยืดเส้นยืดสาย จากนั้นจึงดื่มเหล้าน้ำผึ้งอีกสองสามอึก ดื่มด่ำไปกับความเงียบอย่างเพลิดเพลิน


            อยู่ ๆ ผ้าห่มผืนหนาก็ถูกโยนใส่หัวเธอ จะหันไปโวยก็โวยได้ไม่เต็มปาก ทำได้แค่จิกตาใส่ดีทริคระหว่างห่มผ้าห่ม


            “เจ้ารู้ได้อย่างไงว่าพวกเฮเนวิงมีมังกรอากาเบลเข้าเรื่องที่สงสัยมาตลอด


            “ความเป็นไปได้ สายข่าวแจ้งว่ากองทัพเฮเนวิงมีขนาดน้อยเกินกว่าจะตีปราสาทสำเร็จได้ ข้าจึงลองคิดถึงเรื่องนี้ดู


            “คิดว่าอีกฝั่งจะมีมังกรเนี่ยนะ?


            ดีทริคพยักหน้า


            “คิดว่าข้าจะเชื่อทั้งหมดที่เจ้าพูดรึไง


            เขากลับไปนั่งเก้าอี้ดังเดิม พลางพลิกหนังสือไปอีกหน้า เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อ


            ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง อากาเบลตวัดสายตาไปจ้องฟืนในเตาผิงแทน เธอจะพยายามตามหาความจริงของเรื่องนี้ไปทำไมกัน ในเมื่อมันไม่ได้ส่งผลเพิ่มเติมอีก การสู้รบจบไปแล้ว เฮเนวิงกลับแผ่นดินของพวกมันไปแล้ว และตอนนี้ในปราสาทของกิลเบิร์ตก็เต็มไปด้วยคนเจ็บร้องครวญคราญ แถมยังคอยทับแผลของตัวเองเรื่อย ๆ ให้สาวใช้วัยกลางคนคนนั้นโมโหเล่น


            “เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ตอนที่สู้กับอัศวินนั่นน่ะเธอถามเสียงเบา


            “อัศวินไหน


            เธอกลอกตา ซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์น


            “คิดว่าจะต้องฆ่า


            อากาเบลแสร้งร้องอ๋ออย่างประชดประชัน แล้วกระดกเหล้าน้ำผึ้งดื่มพร้อมขยับขาไปมาเพื่อคลายเส้น แต่ก็ต้องชะลอลงเพราะมันดันสะเทือนถึงแผลตรงลำตัว เธอหันไปสำรวจเพื่อนร่วมห้องเพื่อตามหาร่องรอยบาดเจ็บ ทว่ากลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ ไม่มีผ้าพันแผล สีหน้าของเขายังเป็นปกติ ไร้เค้าป่วย รบอย่างไงให้ไร้บาดแผลน่ะ? เธอคิดอย่างสงสัย


ตอนนั้นอยู่ ๆ เจ้าก็ยอมแพ้ แถมตอนที่เจ้ามีโอกาสฆ่ามัน เจ้าก็ไม่ทำ นี่คือคิดว่าจะต้องฆ่าของเจ้าใช่ไหม?” อากาเบลเผลอกระแทกเสียง อารมณ์ขุ่นเคืองโผล่ขึ้นมายามนึกถึงการต่อสู้ระหว่างอัศวินสองอาณาจักรก่อนหน้านี้ เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ตอนนั้น หัวข้าเกือบจะหลุดด้วยซ้ำ เป็นบ้ารึไงวะ!”


            “ไม่ได้เป็นบ้า”


            แล้วก็เงียบต่อ


            อันที่จริง ตอนที่อากาเบลหลับพักฟื้นอยู่ บางครั้งเธอก็รู้สึกตัว แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา เพราะ ณ ขณะนั้นเธอเหนื่อยเกินไป มีครั้งหนึ่งที่เธอได้ยินบทสนทนาของสาวใช้เกี่ยวกับบุคคลที่คลับคล้ายจะฆ่าตัวตาย พวกนางไม่ได้เอ่ยชื่อของบุคคลที่ว่า แต่อากาเบลคิดว่าคน ๆ นั้นคือดีทริค ถึงแม้เวลานี้เขาจะไม่ได้เก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเองอย่างเดียวแล้วก็ตามที


            เธอพยายามจ้องเขาโดยไม่กะพริบตา เรียกร้องให้เขารู้ตัวและเลิกสนใจหนังสือ แต่ก็ไม่สำเร็จ


            “เจ้าพยายามฆ่าตัวตายรึเปล่า หลายวันที่ผ่านมาเธอตัดสินใจถามออกไป ดีทริคไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก แต่มือที่ถือหนังสืออยู่นั้นเกร็งขึ้นมา ข้าได้ยินคนอื่นกระซิบกระซาบกันถึงเรื่องนี้ เพราะไม่สำเร็จตอนที่สู้กับฮอว์ธอร์นสินะ? ข้าดันไปขัดขวางพอดี เจ้าถึงต้องลองอีกรอบ เป็นเพราะกฎอัศวินบ้า ๆ บอ ๆ ใช่ไหม


            “เจ้าจินตนาการเก่งไม่แพ้ตอนที่คิดว่าพระราชาเกลียดข้าเขาเหน็บกลับพร้อมรอยยิ้มยียวน


            อากาเบลตวาดเสียงแข็งขณะกำขวดเหล้าน้ำผึ้งแน่น จินตนาการ? จะให้ข้าร่ายถึงของประหลาดที่เจ้าเคยทำไหม!


            “เชิญ” ดีทริคผายมือเป็นการสื่อว่าให้เอ็ดตะโรได้เลย


“ได้! ฟังนะไอ้เวร วันที่ออกไปสู้กับเฮเนวิง เจ้าเข้ามาอาละวาดทำลายข้าวของในห้องนี้ แล้วก็ทำเป็นจะโยนความผิดให้ข้า เหมือนสมองเสื่อมขึ้นมากลางคัน! ก่อนหน้านี้เจ้าก็ห้ามข้าทำนู่นทำนี่ ห้ามหายใจได้ก็คงสั่งไปแล้ว! จำได้ไหมว่าเจ้าห้ามไม่ให้ข้าฆ่าคนน่ะ? แล้วไงล่ะ? เจ้าก็ให้ข้าออกไปฆ่าคนตามสบายใจเฉิบอยู่ดี มาถึงตอนสู้กับฮอว์ธอร์น…”


            เธอสบถ ก่อนจะหยุดพักเพื่อหายใจให้ทัน


            “เจ้าอยากฟังเรื่องตลกไหม ข้าเริ่มจะทำใจรับพันธสัญญาชีวิตงี่เง่านี่ได้บ้างแล้ว ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่คิดว่าจะรับได้ด้วยซ้ำ ต่อให้ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง เจอแต่ของแย่ ๆ ของพันธสัญญาก็ตาม แต่ข้าไม่เอาแน่ ๆ ล่ะ กับคู่พันธสัญญาที่วันดีคืนดีคิดจะตายโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย! คราวฮอว์ธอร์นก็ที ที่คนอื่นซุบซิบกันก็ที! ต่อจากนี้ข้าจะต้องอยู่โดยผวาว่าวินาทีไหนจะตายอย่างงั้นเหรอ!”


            “ข้ายังไม่ได้ยืนยันว่าข้าคิดฆ่าตัวตาย


            เสียงพลิกกระดาษบีบคั้นประสาทของอากาเบลยิ่งนัก แถมดีทริคก็จ้องตาเธอกลับอย่างไม่เกรงกลัว มันทำอย่างนั้นครู่หนึ่งก็ปิดหนังสือและวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้าง ๆ ให้ตายเถอะ มันสามารถอดทนต่อการถูกรุกโดยไม่แสดงท่าทีกระอักกระอ่วนออกมาเลยแม้แต่น้อยได้อย่างไรกัน แค่นี้เธอก็ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะทุบขมับมันเต็มทนแล้ว


            ดีทริคเอียงคอเล็กน้อย แล้วย้อนถามกลับ ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็อยากตายหรือ


            “หา?”


            “เจ้าเคยตะโกนใส่หน้าข้าให้ฆ่าเจ้าซะ”


            อากาเบลสะอึก ก่อนจะเชิดหน้าทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา แม้ข้างในจะโหวงเหวงก็ตาม เหตุการณ์ตอนที่ต่อสู้กับเพทราดีสีแดงเข้ม และช่วงที่เธอบาดเจ็บสาหัสกลางสนามรบย้อนกลับมาอีกครั้ง ลบความยินดีปรีดาที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปจนหมดสิ้น แน่นอนว่าเธออยากหลุดพ้นจากความน่าอับอายนี้เต็มทน การที่ตัวเองชินกับร่างมนุษย์ก็ยิ่งตอกย้ำโลกของเธอที่พังทลายไปแล้วเข้าไปกันใหญ่ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะกล้าแปลงกลายกลับไปเป็นมังกรได้อีกครั้งรึเปล่า หากเธอได้กลับไปสเนียเซนี่ เธอจะกล้าเผชิญหน้ากับมังกรที่นั่นอีกไหม


โดยเฉพาะกับพวกเพทราดี กับแม่... โดยเฉพาะกับพวกกีออส


            “ข้ามีอีกเรื่องที่สงสัย” อากาเบลเปลี่ยนเรื่อง พลางคุมเสียงให้นิ่งเหมือนเดิม “ตอนที่เจ้าออกไปสำรวจหมู่บ้านกับราล์ฟ จู่ ๆ ข้าก็... รู้สึกเจ็บที่แขนขึ้นมา จำไม่ได้แล้วว่าข้างไหน นั่นแหละ ไม่มีบาดแผล ข้าไม่ได้ชนหรือโดนอะไรกรีดด้วยซ้ำ”


            “คงเป็นเพราะการเชื่อมต่อของพันธสัญญาชีวิต” ดีทริคพูด “ข้าโดนดาบฟันแขนซ้ายไปเล็กน้อยวันนั้น”


            “อะไรนะ?” อากาเบลอุทาน “ข้าทำร้ายเจ้าไม่ได้ แต่ก็ต้องทนเจ็บไปด้วยถ้าเจ้าบาดเจ็บเนี่ยนะ?”


            “ดูท่าจะเป็นอย่างนั้น”


            “ทำไมมีแต่ฝั่งข้าที่ต้องเจอแต่ของแย่ ๆ อย่างนี้ด้วยวะ?”


            “ไม่ใช่แค่เจ้า” ดีทริคปฏิเสธ “ข้ารับรู้ถึงบทลงโทษของพันธสัญญาชีวิตที่เจ้าทรมาน รวมถึงตอนที่เจ้าต่อสู้...”


            กับเพทราดีสีแดงเข้ม...


            เมื่อคิดถึงอาการบาดเจ็บของตัวเอง กำลังแรงของมังกรศัตรูก็ดึงความเจ็บปวดไร้ตัวตนให้กลับมา ลมหายใจของอากาเบลสะดุดกึก เธอโวยลั่นทันที เจ้าหลอกใช้ข้าออกไปสู้กับไอ้มังกรนั่น! มันฆ่าข้าได้เชียวนะ ข้าเกือบตาย! และเจ้า...” เธอเผลอสบตาดีทริคอีกครั้ง มันฉายแววเลือดเย็นที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา เจ้าให้ข้าออกไปตาย!”


            “แต่เจ้าก็ไม่ตาย


            เธอไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่ครั้งนี้เธอมีโอกาสรอดน้อยด้วยซ้ำ เพทราดีสีแดงเข้มตัวนั้นสามารถกระชากเนื้อตรงคอเธอออกมาอย่างง่ายดาย อย่างน้อยก็ทำให้เธอเสียเลือดมหาศาลตายได้แน่ ๆ ทว่าตอนนี้เธอก็ยังรอด แถมยังรู้สึกเจ็บตามตัวเหมือนโดนทำร้ายมาไม่รุนแรง ไม่เหมือนเกือบถูกฆ่า... เธอลองแตะแผลภายใต้ผ้าพันแผล รู้สึกเจ็บแปล็บขึ้นมาแทบจะทันใด มันยังไม่หายดี แต่แปลกที่ตอนนี้เธอเกือบสามารถเดินได้เป็นปกติแล้ว


            เพราะสงสัยจนหงุดหงิด อากาเบลจึงเลิกเสื้อลินินขึ้นมาแหวกผ้าพันแผลดูทันที (ดีทริคหันหน้าหนีไปอีกทาง) ก่อนจะเบิกตาโตที่ไม่พบรอยกรีดใด ๆ ทั้งสิ้น ผิวเรียบ ไม่มีรอยแผลเป็น หัวใจของเธอเต้นแรงระหว่างปลดผ้าพันแผลตรงข้อมือข้างซ้ายออก ฮอว์ธอร์นใช้ดาบแทงทะลุตรงนั้น แต่เธอกลับไม่เจอบาดแผลแม้แต่สะเก็ด เธอลองกดดู รู้สึกเจ็บ... แต่ร่องรอยไม่มี?


            อากาเบลหันขวับไปมองดีทริค ก่อนเธอจะกระทืบเท้าตรงไปกระชากคอเสื้อของเขา “แขนข้างซ้ายใช่ไหม” เธอเค้นเสียงลอดไรฟันถาม แล้วไล่ปลดกระดุมเสื้อสีดำทีละเม็ด ทว่าสุดท้ายเธอก็อดทนไม่ไหว แทบจะฉีกกระดุมหลุด อีกฝ่ายถอนหายใจ ต้องช่วยปลดกระดุมให้แต่โดยดี เธอยกแขนซ้ายของเขาขึ้นมาสำรวจ พลางพยายามเมินกล้ามท้องชัดเจนตรงหน้า ไม่มีรอยแผลเลยสักนิด เหมือนเธอ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน


            วันนั้นที่ราล์ฟบาดเจ็บสาหัสและหายดีภายในเช้าวันต่อมา...


            จะมีสมุนไพรตัวไหนที่มีคุณสมบัติพิเศษขนาดรักษาแผลสาหัสสากรรจ์ได้โดยใช้เวลาอันน้อยนิด?


            อากาเบลหายใจไม่ออก เจ้าใช้เวทมนตร์


ความเงียบของดีทริคตอบคำถามบางอย่าง


            เขาใช้เวทมนตร์ในการรักษาบาดแผลอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็มีความเป็นไปได้สูง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใช้มันพร่ำเพรื่อกับทุกคนที่บาดเจ็บ นั่นหมายความว่าเขาคงไม่ยินดีที่จะเปิดเผยหรือทำให้คนส่วนใหญ่สงสัย และครั้งหนึ่ง... ครั้งหนึ่งที่อากาเบลเคยได้ยินพวกมังกรอาวุโสสนทนากันว่า พ่อมดแม่มดไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเสียเท่าไรต่ออาณาจักรมนุษย์


            และชาร์น็อคเซียซ์นิคก็เป็นภาษาท้องถิ่น... แปลว่าพ่อมด


            เธอเผลอก้าวถอยหลังด้วยความระแวดระแวง “เจ้าเป็นพ่อมด”


            แม้ดีทริคจะไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ชั่วขณะนั้น อากาเบลก็แง้มความคิดที่เธอไม่คาดคิดว่าตัวเองจะนำมาใช้ ในเมื่อคู่พันธสัญญาชีวิตปกปิดความลับหลายต่อหลายเรื่องนัก และเธอก็เป็นได้แค่หมากเบี้ยให้เขาทอยเล่นไปมาอย่างสนุกสนานตามใจชอบ เธอเองก็มีมือมีเท้า ใช่ว่าจะยอมอยู่เฉย ๆ ให้ผลักไปทางไหนก็ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอไม่ยอมอีกแล้ว


            “ฟังดี ๆ ซะนะ” อากาเบลกอดอดแบบแขนไม่โดนกับแผลจนเจ็บ “คิดว่าพันธสัญญาชีวิตจะประสบความสำเร็จรึไง ถ้าเจ้ายังเลือกที่จะเก็บความลับทุกอย่างไปจากข้าน่ะ? คิดว่าต่างคนต่างมีกำแพงกั้นกันแล้วมิตรภาพมันจะงอกเงยขึ้นมาเหรอ”


            มันไม่งอกเงยอย่างแน่นอน มิตรภาพน่ะ แต่เธอก็จำเป็นต้องสู้บ้าง นั่นหมายความว่า เธอจะต้องลงเรือหลอกลวงด้วย


            ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมอึดอัดในห้อง ดีทริคเลิกคิ้ว พลางขยับตัวอย่างไม่สบายใจ


            “ว่าไง?” เธอยักคิ้วโต้ตอบ


            “ตอนนี้ข้าพร้อมแค่หนึ่งเรื่องเขาตกลง จากนั้นจึงหยิบขวดใสขนาดเล็กขวดหนึ่งออกมาจากข้างในเสื้อด้านที่อากาเบลไม่ได้แหวกเข้าไปดู ของเหลวสีขุ่นสั่นไหวไปมาอยู่ในขวดนั้น หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากตายไปตั้งนานแล้วเหมือนกัน


            อากาเบลอึ้ง


            “และจริงตามที่คนอื่นลือกัน” ดีทริคพูดต่อ “ข้าเกือบจะฆ่าตัวตายสำเร็จ”


            นั่นเป็นเรื่องตลกที่น่าโมโหที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยิน พลันเธอก็รู้สึกถึงโทสะที่วิ่งทั่วกายจนเผลอตวาดใส่อีกฝ่าย อย่ามาทำเหมือนชีวิตของเจ้าแย่ขนาดต้องฆ่าตัวตายหน่อยเถอะ มันเทียบกับความเลวร้ายที่ข้าต้องเผชิญไม่ได้ด้วยซ้ำ!”


ไม่มีทางที่เธอจะยอมรับดีทริคซึ่งได้เปรียบมาตลอดและคิดจะทำเป็นเผชิญกับปัญหาเดียวกับเธอ โดยเฉพาะปัญหาของพันธสัญญาชีวิตที่มีแค่เธอคนเดียวที่ได้รับแต่ผลร้าย ดังนั้น มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ดีพอเลยสำหรับเขา อยากตายตั้งนานแล้วหรือ น่าขันสิ้นดี มันทำให้ความสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อของเธอช่างราคาถูกนัก


            อากาเบลตะคอก “งั้นทำไมไม่ตาย ๆ ไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้วล่ะ? ข้าจะได้ไม่ต้องมาทนกับชีวิตเส็งเคร็งที่นี่!


            ดีทริคคล้ายกับกำลังต่อสู้กับความต้องการบางอย่างในใจ แต่สุดท้ายเขาก็ระบายลมหายใจเหนื่อยอ่อนออกมา แล้วเปิดจุกขวดใส ชูให้เธอเห็นชัด ๆ และพูดด้วยใบหน้านิ่งสงบราวกับไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่เธอตัดพ้อ ยาพิษ


            ทั้ง ๆ ที่เปิดปากต่อว่าอีกฝ่ายไปยกใหญ่ แต่เมื่อเห็นเขากำลังจะยกขวดยาพิษดื่มจริง ๆ เธอกลับปรี่ไปจิกข้อมือของเขาโดยไม่มีสาเหตุ รู้ตัวขึ้นมาทันทีว่าไม่ควรจะโมโหแล้วพาลอย่างงั้นเลย รอยยิ้มยียวนตรงหน้าราวกับตอกย้ำว่านี่คือผลของการขาดสติ เธอหอบหายใจหนัก พลางพยายามยื้อยาพิษมา แต่กลับสู้แรงของดีทริคไม่ได้เลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ขยับแขน


            “เจ้าไม่อยากตายหรือไงเขากระซิบถาม ถ้าไม่ ข้าก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมข้าถึงไม่ตายไปตั้งแต่สี่ปีก่อน


            มือของเธอเริ่มกะปลกกะเปลี้ย


            “เฮอะ เหมือนจะทำเป็นยอมตลอด แต่จริง ๆ แล้วเจ้าก็แค่รอโอกาสสวนกลับข้า” ...อย่างเจ็บแสบ อากาเบลกัดฟันพูด “นี่คืออัศวินผู้ผดุงความยุติธรรมรึไง สอนให้ต่อหน้าทำดี แต่ลับหลังแอบกัดน่ะ?


ดีทริคเหยียดยิ้มที่มุมปาก


            “สรุปได้ดีเขาค่อนขอด แล้วดึงมือกลับไปเตรียมจรดริมฝีปากกับขวดยาพิษ อากาเบลจิกเล็บกับข้อมือของเขาทันที – จนนิ้วหลุดลื่นเข้าไปสัมผัสฝ่ามือใต้ถุงมือสีดำ – ก่อนจะเบ้หน้ากับการโต้ตอบเป็นสองเท่าของพันธสัญญาชีวิต ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ยอมปล่อย แม้เขาจะเผยรอยยิ้มพิศวงขณะเอ่ยต่อ แน่นอนว่าข้าไม่ใช่อัศวินผดุงความยุติธรรมที่ว่า และจะไม่มีวันเป็น


            เขาดื่มไปแล้ว


            เมื่อยาพิษไหลสู่ลำคอ ความร้อนก็เริ่มแผดเผาอวัยวะภายในของอากาเบลทันที




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #915 maple_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 12:24
    สงสารเบลอะ โดนทำสัญญากับพระเอก ชีวิตจะเป็นยังไงเหมือนลูกไก้ในกำมือเลยอะ แต่อยากรู้ว่าทำไมแผลหายเร็ว+พระเแกคือตัวอะไรกันแน่ ปล.ลิลี่กับอากาเบลก็น่าชิป เรื่องนี้มีแต่คนน่าขิปหรือไง ปลล.ว่าแล้วว่าผญหลายๆคนต้องชอบพระเอก ทั้งหล่อทั้งลึกลับ แถมคิดว่านางเอกต้องเป็นเมียเก็บพระเอกแหงๆ
    #915
    0
  2. #871 tingerbel (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 23:46
    ฉากล่อแหลมมากแกเอ้ยยยย ขนาดรู้เฉลยหมดแล้ว(ถ้าเนื้อเรื่องยังตามเดิม) ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี เราชอบเบลมากเลย ชอบการเปลี่ยนแปลงของเบล แต่เริ่มหมั่นไส้ความลึกลับของดีทริคแล้ว ไม่แฟร์เลยที่จะรู้เกือบทุกเรื่องของเบล แต่เบลไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับตัวเขา
    #871
    0
  3. #775 minggg- (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:49
    โหยยยย ถ้ามีคนมาเห็นสองคนนี้ระยะประชิดตัวตัว
    ข่าวลือยิ่งไปไกลแน่เลยยย
    #775
    0
  4. #236 tingerbel (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 01:44
    เราลุ้นกับพระเอกนางเอกมากบอกตรงๆ จะรักกันได้ไงเนี่ย?
    #236
    1
    • #236-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      16 มกราคม 2559 / 18:36
      ทุกคนลุ้นกันรุนแรงมากค่ะ แอบกดดันเล็กน้อย ฮา
      #236-1
  5. #133 disastrechalala (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2558 / 23:47
    อากาเบลดูจะมีอดีตกับครอบครัวที่ไม่ดีเอาเสียเลย ;___; ตื่นมาก็ทำตัวไม่สมหญิงต่อหน้าลิลี่อีกแล้วด้วย 55 ดีทริคดูชักจะประหลาดขึ้นไปเรื่อย ๆ (โดยเฉพาะตอนมานั่งปลดกระดุมกัน =..=) เริ่มจะไม่ใช่พระเอกทั่ว ๆ ไปเสียแล้ว เดาอารมณ์พี่เขาไม่ออกจริง ๆ ปริศนาเข้มดีครับ ติมตาม ๆ :)
    #133
    1
    • #133-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      31 กรกฎาคม 2558 / 19:30
      ขอบคุณมากค่า
      #133-1
  6. #132 kaewly (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 / 15:07
    อกาเบลที่รัก. ชั้นว่าดีทริคไม่ใช่พ่อมดหรอก
    เป็นปีศาจต่างหาก. อ่านไปขนลุกไป
    อะไรจาะดาร์คได้ขนาดนี้
    รออ่านติดขอบสนาม
    #132
    1
    • #132-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      31 กรกฎาคม 2558 / 19:30
      ขอบคุณมากค่า มาต่อแล้วค่าาา
      #132-1
  7. #130 bennett13 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 19:38
    เหมือนจะเนื้อเรื่องเดาง่าย แต่ก็มีปมเรื่อยๆ สนุกดี
    #130
    1
    • #130-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      31 กรกฎาคม 2558 / 19:30
      ยังดีที่ท่านยังอ่านสนุกนะคะ กลัวว่าเดาง่ายแล้วจะไม่สนุก ;w; ขอบคุณมากค่า
      #130-1
  8. #129 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 18:44
    ดีทริค แกน่ากลัวมากกกกกก ชักสงสารอากาเบลแล้วสิ (เบล ข้าว่า ดีทริค มานโรคจิต เจ้าคิดเหมือนข้ามั้ย เบล... )
    #129
    1
    • #129-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      31 กรกฎาคม 2558 / 19:29
      อากาเบลน่าจะคิดเหมือนกันนะคะ ฮาา
      #129-1
  9. #128 Mini_day (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 14:38
    ว๊าวววว อดีตของดีทริคนี่ช่างลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนจริงๆเลย
    อดีตของอากาเบลก็เช่นกัน
    มาต่อเร็วๆนะคะ กำลังสนุกเลย สู้ๆค่าา
    #128
    1
    • #128-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      31 กรกฎาคม 2558 / 19:29
      มาต่อแล้วค่า ขอบคุณมากค่า
      #128-1
  10. #99 disastrechalala (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 21:43
    รู้สึกว่าบทนี้ไรท์เขียนดีขึ้นอีกนะครับ ความรู้สึกต่าง ๆ กับความคิดของเอเมอรัลด์ถูกอธิบายออกมาได้ดีมากเลย ตอนนี้ตัวละครโปรดอาจจะเป็นเอเมอรัลด์แล้ว 555 ชอบเนื้อเรื่องคู่ขนานประมาณนี้มากเลย เหมือนพามาเปิดดูโลกรอบ ๆ เนื้อเรื่องของอากาเบล แล้วคอยช่วยเฉลยปมต่าง ๆ ด้วย ประทับใจกับบทนี้เป็นพิเศษครับ จะรออ่านต่อเช่นเคย ( ͡° ͜ʖ ͡°)
    #99
    1
    • #99-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      20 มิถุนายน 2558 / 22:15
      ขอบคุณมากค่า xD
      #99-1
  11. #98 disastrechalala (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 21:42
    รู้สึกว่าบทนี้ไรท์เขียนดีขึ้นอีกนะครับ ความรู้สึกต่าง ๆ กับความคิดของเอเมอรัลด์ถูกอธิบายออกมาได้ดีมากเลย ตอนนี้ตัวละครโปรดอาจจะเป็นเอเมอรัลด์แล้ว 555 ชอบเนื้อเรื่องคู่ขนานประมาณนี้มากเลย เหมือนพามาเปิดดูโลกรอบ ๆ เนื้อเรื่องของอากาเบล แล้วคอยช่วยเฉลยปมต่าง ๆ ด้วย ประทับใจกับบทนี้เป็นพิเศษครับ จะรออ่านต่อเช่นเคย ( ͡° ͜ʖ ͡°)
    #98
    0
  12. #96 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 21:29
    ตาย? เฮ้ๆ เรื่องมันชักจะไปกัรใหญ่แล้ว ลุ้นระทึกชะมัด รับต่อน่ะขอรับ ติดตามเสมอ
    #96
    1
    • #96-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      20 มิถุนายน 2558 / 22:14
      มาต่อแล้วนะคะ XD
      #96-1
  13. #95 bennett13 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 11:15
    ต่ยไปแล้ว....งั้นดีทริคก็ลูกหลาน?
    #95
    1
    • #95-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      20 มิถุนายน 2558 / 22:14
      อิอิ อันนี้ต้องลุ้นต่อนะ
      #95-1
  14. #94 ounging69 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 08:17
    ตายไปแล้ว?
    #94
    1
    • #94-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      20 มิถุนายน 2558 / 22:14
      ต้องลุ้นต่อไปค่า xD
      #94-1
  15. #93 mhew1209 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2558 / 22:59
    ต่ออ
    #93
    1
    • #93-1 kachelya(จากตอนที่ 17)
      20 มิถุนายน 2558 / 22:14
      มาต่อแล้วค่า
      #93-1