Draconic Chronicle

ตอนที่ 16 : I-16: Duel of the Knights

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 745
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




16



            เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง เอเมอร์รัลด์ ทำไมไม่ฆ่ามันเสียตั้งแต่มันเกิด เพราะอะไร? ข้าให้คำสั่งนี้แก่เจ้าเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด แต่เจ้าก็ไม่กล้าทำ ดังนั้นก็ส่งมันมา ข้าจะจัดการเอง


            เอเมอร์รัลด์ยังจำประโยคของแลนจ์ได้แม่นยำ จำได้แม้กระทั่งอากาศอบอ้าวกับท้องฟ้าสีเหลืองน่าเบื่อของวันนั้น สิ้นสุดคำสั่งของเขา ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะหยุดปกป้องมังกรสีเงินตัวเล็กซึ่งเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือน ถึงสุดท้ายเธอจะประสบความสำเร็จ อากาเบลมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย แต่ตัวตนของแลนจ์กลับเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแทน


            กระนั้น ในบางครั้งเธอก็ยังคิดถึงเขาในฐานะคนรักที่มอบความอบอุ่นและความสุขให้ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อใครก็ตามโดนทำร้ายโดยเจตนา มันก็ยากที่จะมองตัวต้นเหตุในทางที่ดีเหมือนเดิมอีกต่อไป เธอสะอิดสะเอียดกับพฤติกรรมของแลนจ์ แต่เพราะไม่มีมังกรตัวไหนช่วยเธอได้ ไม่มีใครช่วยฉุดเธอออกไปจากขุมนรกนี้ได้ ความเคยชินเนื่องมาจากความทรหดอนทนต่อโชคชะตาจึงเป็นตัวแปรของทุกอย่าง


            ได้แต่เฝ้ารอแสงสว่างที่วันใดวันหนึ่งจะปรากฏขึ้น และจะขจัดปัดเป่าความมืดมิดไปจนหมดสิ้น


            อากาเบลคือความหวังนั้นที่สเนียเซนี่ต้องการ


            ทุกสิ่งที่มังกรทุกตัวรอคอยฉายผ่านแววตา ท่าทาง และความคิดของนาง – ความเข้มแข็ง การยืนหยัดต่อสู้ ความเพียรพยายาม และความศรัทธาที่จะไม่ยอมให้ใครก็ตามยัดเยียดโลกอันมืดมัวใส่หัวตัวเอง ทั้ง ๆ ที่นางเพิ่งใช้เวลาในโลกนี้ไม่กี่ปีท่ามกลางบรรยากาศมืดครึ้มของขุนเขาเท่านั้น เอเมอร์รัลด์เคยเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่าอากาเบลคือผู้ที่ถูกเลือก หากมีคำทำนายว่าจะมีมังกรตัวหนึ่งถือกำเนิดขึ้นด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ และภารกิจคือการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้อื่น


มังกรตัวนั้นก็คืออากาเบลนางผู้สามารถดึงมังกรตัวใดก็ตามจากโคลนตมขึ้นมาสู่ความถูกต้อง สู่โลกที่ปฏิบัติต่อกันด้วยความเท่าเทียม และความเกลียดชังไม่ใช่ความคิดที่ถูกปลูกฝังต่อกันมา


            แต่แล้วความหวังนั้นก็ได้มลายหายไป เมื่ออากาเบลเข้าใจในที่สุดว่าทำไมถึงไม่มีใครกล้าต่อสู้กับแลนจ์


การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและง่ายดาย นางเรียนรู้ว่าหากยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ นางต้องยอมก้มหัวให้แลนจ์ หากไม่อยากถูกปฏิบัติใส่เหมือนมังกรตัวอื่นในขุนเขา นางต้องยอมเปลี่ยนความคิดทุกประการ แลนจ์มองกีออสว่าเป็นสายพันธุ์มังกรที่ต่ำต้อยกว่า ดังนั้นนางจึงต้องดิ้นรนให้หลุดจากระดับชั้นนั้น พิสูจน์ว่าตนคู่ควรกับสายพันธุ์เพทราดีอย่างแท้จริง


            นางกลายเป็นแลนจ์อีกคน วัยเด็กได้หล่อหลอมนิสัยใหม่ซึ่งไร้เค้าเดิมขึ้นมา มันเต็มไปด้วยความรุนแรง กลิ่นโลหิต การเหยียบย่ำ และความยะโสโอหังของนางผู้เชื่อมั่นในความรู้ของตัวเองเต็มเปี่ยม นางไม่ใช่อากาเบลที่มังกรตัวอื่นรู้จักอีกต่อไป นางคือผู้สืบทอดความคิดและอุดมการณ์ของแลนจ์ นางมอบความฝันและชีวิตให้แก่มังกรที่เคยทำร้ายตน


            ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆทำให้เอเมอร์รัลด์ยิ่งเศร้าโศกถึงความสดใสของมัน


            “ตอนนี้ข้าก็กลายเป็นผู้ที่ถูกเลือกเสียแทนเธอพึมพำ



***



อากาเบลเคยฆ่ามนุษย์จริง ๆ ไหม แน่นอนว่าคำตอบคือไม่เคย


ช่างน่าตลกและน่าสมเพชไปพร้อม ๆ กันเมื่อนึกถึงมุมมองของตัวเองในอดีต ที่ว่าเธอจะฆ่ามนุษย์อย่างโหดร้ายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีครั้งไหนเลยที่เธอจะคร่าชีวิตมนุษย์แม้เพียงหนึ่งชีวิต เรื่องรุนแรงที่สุดคือเธอทำให้พวกมันบาดเจ็บจากเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมแค่นั้น ทั้งหมดยืนยันว่าเธอไม่เคยไปถึงจุดหมายของพ่อ และทุกความคิดก้าวร้าวนั้นเป็นเพียงเรื่องโกหกสำหรับปลอบประโลมความอ่อนแอของตัวเองเท่านั้น


            ...อย่างน้อยเดือนปีที่ผ่านมา เธอก็ได้ลิ้มลองรสชาติของการเป็นที่หนึ่ง ความเหนือกว่าที่มังกรทุกตัวในสเนียเซนี่ต้องก้มหัวให้ การที่พวกกีออสหวาดกลัวเธอจนตัวสั่นน่าเวทนา จริง ๆ แล้วเธอควรจะดีใจ แต่ทำไมกลับรู้สึกปวดร้าวแทนกัน?


            ใต้น้ำซึ่งว่างเปล่า อากาเบลกลับเห็นภาพอันน่าหวาดหวั่น – ร่างไร้วิญญาณคล้ายกับกำลังนอนหลับลอยอยู่รอบข้างเธอเต็มไปหมด พวกมันปล่อยแขนขาให้ลอยตามแรงน้ำ ดูผ่อนคลาย ทว่าบางคนยังเบิกตาโพลงในวินาทีที่สิ้นใจอยู่เลยด้วยซ้ำ น้ำกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มผสมกับสีแดง รสชาติแปล่งน่าคลื่นไส้


เธอสะดุ้งตกใจ พลางแกว่งขาหลบศพซึ่งลำไส้ไหลเหวอะหวะ พาลให้สำลักน้ำจนแสบจมูกแสบตาไปหมด แต่เธอก็ยังดิ้นรนไม่หลับตา ด้วยความกลัวว่าหากเธอเผลอหลับตาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ภาพทุกอย่างจะกลายเป็นสีดำไปตลอดกาล เธอจะไม่สามารถลืมตาขึ้นมาเห็นโลกนี้ได้อีก


เมื่ออากาศหายใจเริ่มหมด ความทรมานก็ยิ่งแพร่ขยายจากการที่อากาเบลกลืนน้ำหลายอึกไป ศพของทหารคนหนึ่งตกลงมาในแม่น้ำ เลือดข้นพุ่งพรวดจากแผ่นอก ตามมาด้วยไส้ในที่ทะลักออกมาจากหน้าท้อง ไม่รู้ว่าทำไมศพถึงขาวซีด เบ้าตาว่างโบ๋ มันยิ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แม้ว่าเธอจะพยายามว่ายหนีแล้วก็ตาม


นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เธอไม่อยากตาย


ฉะนั้น เมื่อเธอตีความหัวใจซึ่งเต้นกระหน่ำของตัวเองว่ามันยังไม่ยอมหยุดการทำงานอย่างง่ายดาย จึงใช้พลังใจอันน้อยนิดของความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อตะเกียดตะกายผ่านร่างไร้วิญญาณ – ซึ่งฟุ้งหายกลายเป็นควันสีเทาภายในพริบตา – ว่ายน้ำขึ้นไปสู่พื้นผิวข้างบน พลางปัดป่ายมือไปทั่วเพื่อเกาะอะไรก็ตามที่สามารถคว้าได้ให้แน่น


ความสิ้นหวังคลืบคลานกลับมาอีกครั้ง


            ตาย ๆ ไปซะเถอะ อากาเบลคิดอย่างท้อแท้ ฟันสั่นกระทบดังกึก ๆ ระหว่างคลานเข้าใกล้ฝั่ง โดยมีคลื่นน้ำเชี่ยวกระทบข้างหลังเรื่อย ๆ เมื่อน้ำสาดกระเซ็นมาถึงแค่ข้อเท้า เธอก็ซบหัวกับพื้นหินแฉะ และปรือตาลงอย่างอ่อนเพลีย บางทีเธอควรจะยอมแพ้ซะ หนาวขนาดนี้ เดี๋ยวก็ตายแล้ว ลมหายใจของเธอร้อนจัด พลันอีกความคิดก็แย้งขึ้นมา อย่าตายเด็ดขาด


เวลาผ่านไปนานแค่ไหน อากาเบลไม่สามารถล่วงรู้ได้ เสียงของการต่อสู้ยังคงดังเหมือนเดิม อาจจะผ่านไปแล้วหนึ่งนาที ครึ่งชั่วโมง หรือเป็นวัน ทว่าขณะที่เธอกำลังคิด ใครคนหนึ่งก็คว้าข้อมือทั้งสองข้าง แล้วจัดการลากเธอไปอย่างทุลักทุเล


            เด็กสาวครึ่งหลับครึ่งตื่นในระหว่างที่ร่างกายถูกลากมานอนแผ่บนพื้นดินซึ่งเต็มไปด้วยแอ่งเลือดและกลิ่นเหล็กตลบอบอวน เธอได้ยินบทสนทนาภาษาเฮเนวิงที่คลับคล้ายภาษาแอเธลวินเป็นอย่างมาก ต่างกันแค่คำศัพท์บางคำกับสำเนียงเท่านั้น แต่คนที่ลากเธอนั้นมีสำเนียงคุ้นหู ราวกับเป็นชาวแอเธลวินซึ่งกำลังพูดภาษาเฮเนวิงอยู่


            “...อัศวินฝึกหัด...มันพูดเสียงแข็ง ...เด็กเส้นของชาร์น็อคเซียซ์นิค...


            “...ตระกูลเบลนเฮล์มรึเปล่า...อีกคนถาม ...รีบฆ่านางเร็ว...


            ทหารเฮเนวิงใช้แขนซ้ายรัดคออากาเบลแล้วจัดการลากต่อ เสียงของการต่อสู้ซึ่งอยู่ห่างไกลขยับเข้ามาใกล้ เธอจึงลืมตาขึ้นมามองภาพมัวซัว เห็นร่างไร้วิญญาณของทหารทั้งสองอาณาจักรนอนเกลื่อนกลาด บางคนมีลูกธนูเสียบขมับ บ้างก็เป็นมีด หรือดาบปักตามจุดอ่อน มีหลายศพที่ใบหน้าถูกฉาบด้วยเลือดข้นจนไม่สามารถระบุตัวตนได้ โดยเฉพาะศพที่ไม่มีหมวกเหล็กไว้ป้องกันศีรษะอีกต่อไป พวกมันคงโดนขวานจามหัว ไม่ก็โดนอาวุธอย่างอื่นฟาดไม่ยั้งไปที่กะโหลกจนเห็นเนื้อข้างใน


ท่ามกลางสภาวะขมุกขมัวในจิตใจเช่นนี้ อากาเบลกลับพุ่งความสนใจไปที่สาเหตุการตายของแต่ละคนแทน ประหนึ่งว่าเธอต้องการจะสอดส่องหาวิธีตายของตัวเองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน


            “...อีกนิดเดียว...” ทหารเฮเนวิงที่ตรึงเธออยู่งึมงำเสียงต่ำ


            ทำไมมันถึงลงทุนลากเธอไปที่ไหนก็ไม่รู้กัน? ทั้ง ๆ ที่โยนเธอลงแม่น้ำให้จมต่อไปเลยน่าจะง่ายกว่า หรือปล่อยเธอไว้เฉย ๆ ก็ได้ ในเมื่อบาดแผลที่เธอได้รับมานั้นไม่ได้มีแค่รอยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไรเสียเธอก็จะตายในอีกไม่ช้า เธอจะไม่ได้เห็นตัวเองหายจากอาการบาดเจ็บเป็นปลิดทิ้ง และได้วิ่งลิงโลดไปทุกหนทุกแห่งดังเดิมอีกแล้ว


            อยู่ ๆ ทหารเฮเนวิงก็หยุดเดิน แล้วผลักอากาเบลให้นอนคว่ำกลางหลุมเลือด


            “ถึงเวลาตายสักที นังตัวปัญหามันตะคอกใส่เสียงห้าวด้วยภาษาแอเธลวิน


เธอส่งเสียงครางในลำคอ งุนงงจัดกับเสียงคุ้นเคย แต่พอจะตะแคงหน้าหันไปมอง ก็โดนปลายเท้าเตะคางเข้าให้


ทำไมนอร์แมน – ผู้ติดตามของอัศวินตาฟ้า – ถึงมาอยู่ฝั่งเฮเนวิงกัน? สังเกตได้จากการที่มันสวมเสื้อคลุมสีแดง มีสัญลักษณ์โล่สีทองของฝ่ายศัตรูเย็บติดไว้ตรงอก


            กิลเบิร์ต อากาเบลนึกถึงเจ้าชายลำดับที่สองขึ้นมาทันที มันกลับวังใหญ่ไปพร้อมกับนอร์แมน อาจจะหมายความว่าชะตาชีวิตของลูกสุดรักสุดหวงของราชาแห่งแอเธลวินได้จบสิ้นไปแล้วอย่างแน่นอน เธอเม้มริมฝีปากแน่น แม้จะรู้สึกว่างเปล่าไม่แยแส แต่ก็ยังใจหายอยู่ดีที่พบว่าคนที่เคยเห็นหน้าค่าตาได้ตายไปแล้ว—


            นอร์แมนเตะหมวกเหล็กเธอเต็มแรง


            อากาเบลหูอื้อ ก่อนจะโดนอีกฝ่ายกระชากให้แหงนหน้าขึ้นมา แผ่นหลังเอนตาม มันใช้มืออีกข้างทาบมีดไว้ที่คอหอยของเธอ ทำให้เธอกลืนน้ำลายยุ่งยากกว่าเก่า จะฆ่าก็รีบฆ่า หากลำคอของเธอไม่แหบแห้ง เลือดแห้งกรังไม่กลบรูจมูก เธอคงตะโกนประโยคดังกล่าวออกไปแล้ว ทว่าไม่ทันไรอีกความคิดก็ผุดขึ้นมาขัดแย้งอีกครั้ง ไม่ ได้โปรด ไว้ชีวิตเธอที


            มือข้างที่ถือมีดของนอร์แมนสั่นระริกไม่มั่นคงจนไม่สามารถทาบคอของอากาเบลไว้ดี ๆ ได้ มันกำลังมองตรงไปข้างหน้า ประหนึ่งลูกน้องที่ต้องการให้เจ้านายเห็นผลงานชิ้นโบแดง และพอเธอลองมองตามไปก็พบร่างสูงของอัศวินตาฟ้าซึ่งสวมชุดเกราะหนังผิดแผกไปจากอัศวินคนอื่น มีฮู้ดสีดำปิดหน้า นัยน์ตาสีสว่างถูกกลบด้วยเงา


            “ชุดเกราะหนัง ดาบ ทั้งหมดทำให้ข้ารู้ว่านังนี่คือศิษย์ของท่าน!” นอร์แมนตะโกน แล้วผลักอากาเบลแรง ๆ หนึ่งครั้ง วินาทีนั้นเธอสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์แอเธลวินสีฟ้าเข้มตรงแขนเสื้อของคู่พันธสัญญา


อากาเบลกำหมัดแน่นเมื่อโดนทุบขมับโดยไม่ยั้งมือ เธอโงนเงนจะล้มและหมดสติไป แต่ก็โดนกระชากให้แหงนมองท้องฟ้าต่อ หยดเลือดผสมกับเหงื่อไหลเปื้อนเปลือกตาของเธอจนหนักอึ้ง นอร์แมนมือสั่นไม่หยุด น่ารำคาญเหลือเกิน เมื่อไรมันจะฆ่าเธอให้ตาย ๆ ไปสักที มัวรออะไรอยู่กัน?


ดูซะ ชาร์น็อคเซียซ์นิค ดูนังนี่ตายด้วยน้ำมือของข้าเสียเถอะ นอร์แมนประกาศ


            มันคงคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะโต้ตอบ หรือพุ่งเข้ามาช่วยเหลือเหยื่อในมือ แต่อัศวินตาฟ้าเพียงแค่มองอากาเบลเพียงครู่เดียว – ราวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นแค่เรื่องไร้สาระที่บั่นทอนเวลาในชีวิตเท่านั้น – จากนั้นมันก็กระหยิ่มยิ้มย่องให้นอร์แมน แล้วหันหลังมุ่งหน้าไปยังสนามรบด้านอื่นแทน


            นอร์แมนงงงวย ก่อนใบหน้าจะบิดเบี้ยวกลายเป็นสีแดงทะมึน


            มันฉุดกระชากอากาเบลจนล้ม แล้วเริ่มกดคมมีดเฉือนคอหอยเธอ ประหนึ่งพ่อค้ากำลังเฉือนเนื้อหมู อีกครั้งที่มันคาดหวังจะเห็นเลือดพุ่งกระฉูด และร่างของเด็กสาวที่กระตุกไม่กี่ครั้งก่อนจะลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น ทว่ามันก็ต้องนิ่งชะงักไปเมื่อมีดเกิดรอยบิ่นแตก มีเสียงเล่มโลหะคล้ายขูดกับหินกล้า พร้อมเกล็ดสีเงินที่ค่อย ๆ ร่วงโรยจากบริเวณลำคอของเธอ


            อาวุธของนอร์แมนทำร้ายมังกรเพทราดีไม่ได้


            “แม่มด?” มันพูดอย่างตกตะลึง


            อากาเบลถูกปล่อยให้นอนคว่ำต่อเมื่อจู่ ๆ นอร์แมนก็ถูกทหารแอเธลวินถลาใส่ ทั้งคู่กลิ้งไปปลุกปล้ำกันข้าง ๆ ก่อนจะมีคนวิ่งมาเหยียบเธอเต็มฝ่าเท้า พวกมันคงเข้าใจว่าเธอตายไปแล้ว นอร์แมนยังสู้อยู่ใกล้ ๆ เธออย่างแน่นอน ฟังจากเสียงตะโกนบ้าระห่ำของมัน ทว่าหลังจากนั้นเสียงของมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


            เธอคลานไปข้างหน้า จมสู่นิทรา และตื่นขึ้นมาเป็นพัก ๆ เธอฝันถึงสิ่งน่ากลัว ไม่ใช่ภาพของความตาย แต่เป็นบรรดาสัตว์สีดำที่พุ่งเข้ามาหาจัง ๆ เธอทนหลับ ๆ ตื่น ๆ อย่างนั้น ลำคอแห้งผาก บางครั้งจะนึกสงสัยขึ้นมาว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน บางครั้งอาวุธหนัก ๆ อย่างค้อนศึกกับขวานทู่ของมนุษย์ก็หล่นทับ ไม่ก็ตกข้าง ๆ พร้อมกับเจ้าของร่าง


            อากาเบลเห็นอัศวินตาฟ้าพัวพันอยู่กับการต่อสู้ใกล้เคียง เมื่อพริบตาที่แล้ว มันเพิ่งจะแทงปลายดาบเข้าไปตรงช่องดวงตาของอัศวินฝั่งเฮเนวิงอย่างแม่นยำ ร่างของคู่ต่อสู้อ่อนยวบทันใด ดาบหลุดจากมือลงไปกระทบรองเท้าเหล็ก เธอเห็นรอยเลือดบริเวณชายโครงของอัศวินตาฟ้า แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นของเจ้าตัวหรือของศัตรู อย่างไรก็ตาม มันยังเดินไปมาเป็นปกติอยู่ แต่มีหลายจังหวะทีเดียวที่แสดงให้เห็นว่ามันขยับตัวไม่สะดวก เหมือนพยายามเลี่ยงอาการบาดเจ็บอยู่


            อีกศัตรูกระตุกร่าง และล้มลงโดยมีเลือดพุ่งเป็นน้ำตกจากต้นคอ ศีรษะกระเด็นหายไปทางอื่น ทำให้เลือดสาดมาเลอะเทอะเกราะหนังของผู้ที่สะบั่นหัว อากาเบลหายใจเฮือกใหญ่ พลางใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแตกแห้ง เธอรู้สึกขนลุกสยองขวัญไปทั้งตัว หากอัศวินตาฟ้าคิดจะตัดหัวเธอ สภาพศพก็คงไม่ต่างไปจากเหยื่อล่าสุดของมันอย่างแน่นอน


            ทันใดนั้น บรรยากาศก็ทวีคูณความกดดัน


            อัศวินตาฟ้าหันไปมองทางซ้ายมือ เธอจึงหันตาม และต้องขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะนึกออกว่า อัศวินอาณาจักรเฮเนวิงที่กำลังเดินตรงมาคืออัศวินที่เธอเห็นสั่งการทหารของตัวเองในค่าย ตอนที่เธอในร่างมังกรบินข้ามหัวไปหากองเรือ ด้วยชุดเกราะวาบวับ ท่าทางทระนงองอาจไม่เกรงกลัว และการก้าวเดินอย่างหนักแน่น มันต้องเป็นหนึ่งในผู้นำทัพอย่างแน่นอน


            สองอัศวินจ้องหน้ากัน ก่อนคนมาใหม่จะยกดาบขึ้น


            “ข้าคือซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์น รัชทายาทแห่งเฮเนวิง ดยุคแห่งเออร์เตส มาร์ควิสแห่งเบิร์ทอัศวินศัตรูประกาศกร้าวด้วยสำเนียงต่างชาติ เสียงของมันอุดอู้เพราะต้องเปล่งเสียงผ่านหมวกเหล็กที่ปิดทั้งหน้าออกมา เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้ประลองกับศิษย์ของอัศวินผู้พิชิตมังกร เจ้าคือดีทริค เบลนเฮล์ม ฟอร์เซเคน และผู้สืบทอดตำนานของมาร์ควิสโธมัส เบลนเฮล์ม


            ศิษย์ของอัศวินผู้พิชิตมังกร? อากาเบลสับสนจัด ก่อนจะจ้องเขม็งไปที่อัศวินตาฟ้า


            “เราต่างมีตำนานร่วมกัน เบลนเฮล์ม – สังหารมังกรเพทราดีสีเงิน – ช่างน่าเสียดายนักที่ตำนานนี้ควรจะมีวีรบุรุษเพียงคนเดียวที่ได้ครอบครองชื่อเสียงดังกล่าว ข้าไม่สามารถตัดสินกับเจ้านายของเจ้าผู้เป็นเจ้าของตำนานนี้อย่างแท้จริงได้ แต่บัดนี้ ข้ามีโอกาสอีกครั้ง และข้าขอถือว่าเจ้าเป็นตัวแทนของมาร์ควิสโธมัส เบลนเฮล์ม


            ต้องไม่ใช่คนที่ชื่อโธมัส อากาเบลจำได้ดีว่าคนที่เธอปะทะด้วยเมื่อสี่ปีก่อนคืออัศวินตาฟ้า มันต้องเป็นดีทริค เบลนเฮล์ม แต่ทำไมซิกฮาร์ด ฮอว์ธอร์นถึงพูดอีกอย่าง? เธอยกมือกุมใบหน้าของตัวเอง ปลายนิ้วปัดผ่านเลือดตรงจมูกเหนอะหนะ


เธอจำดวงตาสีฟ้าของอัศวินคู่พันธสัญญาได้


            แต่โธมัส เบลนเฮล์มมีดวงตาเป็นสีอะไรกัน?



***



อัศวินทั้งสองพุ่งเข้าหากันทันที


            ต่างคนต่างวางเท้าทั้งสองข้างอย่างมั่นคง มือถือดาบใหญ่ฟาดใส่กันด้วยพละกำลังของนักรบ เกิดเสียงเหล็กกระทบกระทั่งของทั้งเกราะและดาบชัดเจนทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว อากาเบลอึ้งกับความแข็งแรงของทั้งสองที่ไม่มีใครคิดจะยอมอีกฝ่าย หากคนหนึ่งเหวี่ยงอาวุธใส่ อีกคนก็จะสามารถยกดาบขึ้นมารับได้อย่างทันท่วงทีโดยไม่เซถอยหลัง


            ฮอว์ธอร์นขยับเท้าเพื่อฉกปลายดาบตรงไปที่ลำตัวของอัศวินตาฟ้า ก่อนจะถูกตอบโต้ด้วยการปัดดาบเปลี่ยนไปอีกทิศทางด้านข้างแทน มันรีบชักอาวุธกลับมารับการโจมตีครั้งใหม่โดยไม่รอเสียท่า ด้วยความที่ทั้งสองสูงเท่า ๆ กัน จึงไม่มีใครสามารถก้มหลบอย่างว่องไวได้ แม้ว่าฝั่งอัศวินตาฟ้าจะไม่ได้สวมเกราะหนักก็ตาม


เสี้ยววินาทีที่อัศวินตาฟ้าปัดการโจมตีได้ มันก็ใช้จังหวะที่ฮอว์ธอร์นเสียดุลลอดฝ่ามือไปคว้าโคนดาบอย่างรวดเร็ว ถุงมือสีดำนั้นกระชับคมดาบด้วยความเสถียร ก่อนจะเหวี่ยงหัวด้ามดาบไปทางศัตรู ทุบหมวกเหล็กของฮอว์ธอร์นจนเกิดรอยยุบน่ากลัว ไม่ต่างไปจากตอนที่มันเคยฟาดหัวอากาเบลเต็มแรง


            เกิดเสียงดังกึง ฮอว์ธอร์นมีท่าทางมึนไปชั่วขณะ แต่ก็สามารถกลับมาตั้งรับดังเดิมได้อย่างว่องไว ทั้งสองจับที่โคนดาบ พลางพยายามใช้ปลายดาบแทงจุดข้อต่อของเกราะเพื่อจบการต่อสู้ ทว่าอัศวินตาฟ้าไม่สามารถหาโอกาสแทงผ่านช่องดวงตาของฮอว์ธอร์นได้ ในขณะเดียวกัน ฮอว์ธอร์นก็ไม่สามารถหาช่องว่างอื่นที่จะสร้างบาดแผลให้แก่ศัตรูได้เลยแม้แต่น้อย


กระทั่งสถานการณ์ได้กลับมาให้ทั้งสองต้องถือดาบในท่ามาตรฐาน และฟาดฟันใส่กันอีกครั้ง


            คนที่ดูจะได้เปรียบในการต่อสู้ที่สุดคืออัศวินตาฟ้า เพราะยิ่งแต่ละวินาทีผ่านไป ฮอว์ธอร์นก็ยิ่งเริ่มถอยร่นเพื่อตั้งรับ มันมีโอกาสโจมตีกลับไม่กี่ครั้งเท่านั้น เนื่องจากต้องพยายามอย่างยิ่งในการปิดช่องว่างของตัวเอง บางครั้งดาบเกือบจะหลุดมือฮอว์ธอร์นไป แต่มันก็ยังจับด้ามไว้แน่นจนแทบจะจิกปลายรองเท้าเหล็กกับพื้น


อีกครั้งที่ดาบทั้งสองเล่มปะทะกันอีกครั้ง คราวนี้ฮอว์ธอร์นวางเท้าผิด อัศวินตาฟ้าจึงเลือกใช้เทคนิคเดิม ซึ่งก็คือการใช้มือทั้งสองข้างจับโคนดาบเหมือนถือทวน และเหวี่ยงเล่มดาบไปที่รอยต่อของชุดเกราะบริเวณบ่ากับลำคอของฮอว์ธอร์นทันที


            อัศวินอาณาจักรเฮเนวิงตัวแข็งทื่อขณะจ้องไปที่ความตายของตัวเอง


            ทว่าอัศวินตาฟ้ากลับเป็นฝ่ายที่นิ่งไป ทั้ง ๆ ที่เหลือพื้นที่ไม่เท่าไรก่อนดาบจะตัดเสื้อห่วงโซ่ข้างในทะลุเข้าไปปะทะกับผิวหนัง ฮอว์ธอร์นผงะถอยครึ่งก้าว ก่อนจะใช้โอกาสที่อยู่ ๆ ก็ถูกประทานมาให้โจมตีกลับ มันศอกเข้ากับใบหน้าของอัศวินตาฟ้าให้ถดถอยไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ทันใด “เป็นอะไรไป ฟอร์เซเคน?” มันถาม แล้วพุ่งเข้าไปฟาดดาบต่อ


พลันสถานการณ์ตรงหน้าก็ถูกพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ คนที่รุกหนักเพื่อปิดเกมกลายเป็นฮอว์ธอร์นแทน


            ออมแรง? เล่นกับเหยื่อ? อากาเบลคิดอย่างร้อนรน รู้สึกหวาดเสียวที่ลำคอขึ้นมาแทบจะทันควัน เธอฝืนดันตัวเองให้ลุกขึ้น พลางกัดริมฝีปากจนเลือดซิบเมื่อลองแตะบริเวณชายโครงซึ่งส่งความเจ็บปวดให้แล่นริ้ว เลือดสีเข้มติดนิ้วเธอมา บางส่วนซึมเต็มเกราะหนังจนรู้สึกถึงความเหนียวแฉะตรงผิว


            อัศวินตาฟ้ายกดาบขึ้นมารับการโจมตีของฮอว์ธอร์นที่พยายามฟาดเกราะตรงลำตัว วินาทีนั้นศัตรูได้เผยด้านข้างที่อัศวินตาฟ้าสามารถแทงสวนกลับไปได้เพื่อจบการต่อสู้อย่างรวดเร็ว ดาบจะทะลุผ่านกระดูกซี่โครงเข้าไปปะทะอวัยวะบอบบางภายใน แต่มันไม่ทำ กลับปล่อยให้อีกฝ่ายถอยไปตั้งหลักได้ แล้วตัวเองก็ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เสียเปรียบอีกครั้ง


            ทันใดนั้น สิ่งที่อากาเบลไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิด เธอจึงรีบลุกพรวดจนกล้ามเนื้อแทบจะพิการ


            ดาบของอัศวินตาฟ้าหลุดจากมือไปตกอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะทรุดลงนั่งคุกเข่า มือทั้งสองปล่อยทิ้งแนบลำตัว


มันยอมแพ้


          ไม่มีทาง! อากาเบลอ้าปากตะโกนไร้เสียงออกมา ก่อนเธอจะก้มไปยกค้อนศึกซึ่งถูกทิ้งไว้กับศพข้าง ๆ ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แขนและแผ่นหลังของเธอยิ่งปวดร้อน แต่เธอกัดลิ้นลิ้มรสเลือดเพื่ออดทน เธอขาสั่น จากนั้นจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังสนามรบตรงหน้า ร่างกายโอดครวญประท้วงให้หยุดพักระหว่างที่เธอเพ่งแผ่นหลังของฮอว์ธอร์นเขม็ง


            กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวไม่ต่างไปจากตอนที่นอร์แมนโมโหจัด อัศวินตาฟ้ากำลังจะโดนตัดหัว และคนที่จะซวยด้วยคือเธอ ไม่มีทาง เธอรู้สึกหงุดหงิดพอแล้วที่อัศวินตาฟ้าไม่ยอมฆ่าฮอว์ธอร์นเสียที ยิ่งไปกันใหญ่เมื่อมันยอมแพ้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบมาตลอด เธอจะไม่ยอมตายเพราะพันธสัญญาชีวิตเด็ดขาด ไม่มีวัน


            เด็กสาวเหวี่ยงหัวค้อนศึกซึ่งเป็นปลายแหลมตรงไปปะทะกับเกราะเหล็กด้านหลังของฮอว์ธอร์นด้วยแรงทั้งหมดที่เค้นออกมาได้ ปลายแหลมนั้นแทงทะลุเกราะเข้าไปกระเทือนแผ่นหลังของศัตรู เธอได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของมัน และของตัวเอง อันเนื่องมาจากการบิดตัวที่ทำให้แผลสาหัสกว่าเก่า เธอเก็บกลั้นความทรมาน ดึงค้อนศึกออกมา ก่อนจะหันอีกด้านซึ่งเป็นหัวทื่อไปทุบหมวกเหล็กของอัศวินศัตรูอย่างแรง


หากไม่มีหมวกคลุมศีรษะของฮอว์ธอร์นอยู่ อากาเบลคงได้เห็นสีหน้าโมโหสุดขีดเป็นแน่แท้ มันตรงมาคว้าค้อนศึกในมือซึ่งลื่นจากเหงื่อผสมเลือดของเธอ ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงกันไม่นานก่อนค้อนศึกจะถูกโยนทิ้งไป เธอสบถคำหยาบเสียงแหบขณะถอยหลังให้พ้นระยะ จากนั้นจึงดึงดาบที่สะพายหลังไว้ออกมา


            มันคือความผิดพลาดร้ายแรง


            อากาเบลไม่รู้ทักษะการใช้ดาบเลยแม้แต่น้อย เธอก้าวเท้าผิดจังหวะเดียว ฮอว์ธอร์นก็ส่งปลายดาบตรงมาที่กระดูกไหปลาร้า ด้วยความมั่นใจในเกล็ดของเพทราดี เธอจึงตั้งใจไม่หลบการโจมตี แต่ยกมือขึ้นมาบังไว้แทน เพราะภาพเหตุการณ์สยดสยองตอนนอร์แมนปาดคอย้อนกลับมา


            มันกลายเป็นอีกความผิดพลาดร้ายแรง


            ข้อมือข้างซ้ายของเธอถูกปลายดาบแทงทะลุไปด้านหลัง


เมื่อฮอว์ธอร์นดึงดาบกลับไป เลือดมากมายก็ไหลทะลักออกมาจากรูแผลนั้น อากาเบลใช้มืออีกข้างที่ยังมีสภาพดีอยู่ประคองมือข้างซ้ายที่สั่นไม่หยุด ความเจ็บปวดทั้งหลายในร่างกายกลายเป็นอาการชาจนเธอนิ่งงันไปด้วย เธอควรจะกรีดร้อง แต่กลับทำได้เพียงยืนเบิกตากว้าง มองเนื้อสีแดงข้างใต้ผิวหนังแทน ไม่มีเกล็ดสีเงินที่คอยป้องกันปรากฎ


เธอใช้นิ้วโป้งแตะรอยเฉือน แบมันออกมาจนสามารถเห็นผิวของกล้ามเนื้อข้างในได้ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ เหมือนเห็นหน้าท้องของตัวเองกำลังถูกศัตรูสาวอวัยวะออกมา ทว่าพอกะพริบตา ภาพหลอนนั้นก็หายไป แทนที่ด้วยเงาของฮอว์ธอร์นตรงหน้า มันย่อเข่าและยกดาบในระดับบ่า กำลังจะจบชีวิตเธอด้วยการแทงดาบเข้ากลางหัวใจ


อัศวินตาฟ้าเปลี่ยนจากท่านั่งคุกเข่ามาเป็นท่ายืนภายในพริบตาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ มันฟาดหัวด้ามดาบกับหมวกเหล็กของฮอว์ธอร์นจนหูของเธอยังอื้อไปด้วยแทน เหตุการณ์ต่อจากนั้น เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าเธอยืนอยู่ในท่าเดิม พยายามเล่นกับแผลด้วยความงุนงง สักพักก็เผลอยิ้มอย่างพออกพอใจที่หัวยังไม่หลุด แล้วความสับสนก็ประดังประดาเข้ามา


เมื่อเธอรู้สึกตัว ร่างทั้งร่างก็ล้มลงไปนอนแผ่บนพื้น


            อากาเบลหลับตา แต่ยังรู้สึกตัว แม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายต่อหลายนาทีก็ตาม เสียงของการสู้รบห่างไกลกว่าเดิม อาจเป็นเพราะยิ่งใกล้หมดสติมากเท่าไร การรับรู้ก็จะถูกบั่นทอนลงจนเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างคือความว่างเปล่า ลมเย็นหวิวของฤดูหนาวพัดผ่านใบหน้าเธอ พากลิ่นโลหะให้หายใจไม่สะดวกมาด้วย


ต่อไปหัวใจของเธอคงจะหยุดเต้น


            แต่เมื่ออากาเบลตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็ยังมีชีวิตอยู่


            ใครคนหนึ่งทรุดกายข้าง ๆ ช่วยบังลมหนาวที่กัดกร่อนริมฝีปากของเธอจนแตกแห้ง สรรพนามมันถูกพัดหายไปด้วย เธอเห็นแต่เขาซึ่งนำดาบมาเก็บใส่ฝักที่เธอสะพายไว้ด้านหลังให้ จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอดหมวกเหล็กของเธอออกอย่างระมัดระวัง พาเรือนผมยาวสีดำสนิทให้กระจายทั่วแผ่นหลัง


            “เจ้าช่วยอดทนอีกสักพักอัศวินตาฟ้าพูด น้ำเสียงของเขาขาดความชุ่มชื้น เพราะความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ เขาไม่ได้แตะตัวอากาเบลเลยแม้แต่ปลายนิ้ว แต่เธอกลับรู้สึกถึงความผ่อนคลายที่ช่วยปลดปล่อยเธอจากสภาวะทุกข์ทรมาน


            อากาเบลเหม่อลอยมองอีกฝ่าย สมองของเธอสามารถรับรู้ได้อย่างเดียวเท่านั้นในโมงยามนี้ ซึ่งก็คือ เขาเป็นคนเดียวที่เธอรู้จักในสนามรบนี้ คนเดียวที่อยู่ฝั่งเดียวกันกับเธอ ไม่ใช่นอร์แมนที่เธอรู้จัก แต่อยู่กับศัตรู


            เขากำลังจะลุกไป


            “เดี๋ยว” เธอออกแรงเรียก พลางยื่นมือข้างปกติไปคว้าต้นแขนของเขาไว้ “ดีทริค”


อย่าเพิ่งไป อยู่ตรงนี้ก่อน อย่าทิ้งเธอไว้ท่ามกลางคนแปลกหน้า


            ดีทริคเบนความสนใจจากสนามรบหันกลับมาสบตา พร้อมกับแกะมือของเธอออก “โซโกลอฟ...”


            “อากาเบล”


            เขาเงียบไป ชะงักงันในท่าจับมือเธอ เมื่อเธอไอค่อกแค่กแล้วย้ำชื่อจริงอีกรอบ ก็รับรู้ถึงแรงบีบของมือเขา ที่คราวนี้เมื่อเธอจะดึงออก เขาก็กำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย เหนียวแน่นซะยิ่งกว่ากระไรดี จนเธอต้องจิกเล็บกับนิ้วโป้งใต้ถุงมือสีดำของเขาเต็มแรง เพื่อให้รู้ว่าเธอเจ็บ


            “อากาเบล?”


            เธอส่งเสียงขานรับในลำคอ เขาจึงรู้สึกตัว และรีบวางมือของเธอไว้ข้างกายดังเดิม


            มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อากาเบลไม่เข้าใจในชีวิต ทว่าในเวลานี้ กลับมีสายตาของดีทริคนั่นแหละที่ทำให้เธออยากรู้คำตอบให้ได้ โครงหน้าอ่อนเยาว์นั้นยังคงความเฉยเมยและนิ่งสงบอย่างที่เธอจำได้ แต่นัยน์ตาสีฟ้าเยือกเย็นของเขากลับเบิกโพลงเล็กน้อย มองตรงมาราวกับเขาไม่รู้จักเธอ ไม่เชื่อเธอ


หรืออาจจะเพิ่งค้นพบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเธอ


            “อะไร?” อากาเบลเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก


            ดีทริคระบายลมหายใจแผ่วเบา พลางวางหมวกเหล็กไว้ข้าง ๆ ศีรษะเธอ “นอนอยู่ตรงนี้ อย่าขยับ คนอื่นจะไม่ผิดสังเกต” เขาเหลือบมองเลือดเต็มตัวเธอ และมาบรรจบที่รอยแผลของข้อมือข้างซ้ายครู่หนึ่ง “เจ้าจะปลอดภัย”


จากนั้นเขาก็จากไป ทิ้งให้ข้างกายเธอมีเพียงความว่างเปล่ากับร่างไร้วิญญาณ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #914 maple_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 11:30
    นางเอกเผลอบอกชื่อตัวเองออกมาใช่มั้ยคะ นอร์แมนนี่ทรยศหรือแต่แกล้งเข้าพวก แต่ที่แน่ๆนาเงอกไมได้เป็นอมตะต่ออาสุธของคนฟันแทงไม่เข้าอีกแล้ว เอาล่ะสิ

    สงสารนางเอกนะทเกิดมาพ่อก็จะเอาขี้เถ้ายัดปากเลย ตัวเองเลยต้องแข็งแกร่ง กระด้างขึ้นเรื่อยๆ
    #914
    0
  2. #870 tingerbel (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 23:27
    โอ้โห ดุเดือดมาก เขียนเก่งทั้งฉากคนสู้ ฉากมังกรสู้เลย ชอบเบลเวอร์ชั่นเด็กน้อยผู้พ่ายแพ้ต่อโลกมากๆ โอ้ววว แถมนี่ยังเป็นการเฉลยชื่อที่แท้จริงของแต่ฝ่ายครั้งแรก //กัดหมอน ทุบโต๊ะ แค่นี้ก็ฟินได้แล้ว
    #870
    0
  3. #774 minggg- (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:41
    โหยยย ลุ้นระลึกมาก ๆ 
    ขอบคุณนะคะ
    #774
    0
  4. #235 tingerbel (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 01:33
    ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน อธิบายไม่ถูก เขียนเก่งมาก งงนิดๆ แต่ก็เข้าใจเรื่องอยูี
    #235
    1
    • #235-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      16 มกราคม 2559 / 18:35
      เย่ ขอบคุณสำหรับคำชมด้านการเขียนค่า
      #235-1
  5. #214 TongSW (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2558 / 03:19
    สนุกมาก มันมากฉากฟัดกันของ2มังกรลุ้นมาก
    ชอบตอนที่บอกชื่อ มันเหมือนยอมรับพระเอกนิดๆฟินไป
    #214
    1
    • #214-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      26 ธันวาคม 2558 / 01:16
      ดีใจที่ชอบฉากสู้นะคะ /// v /// ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มาก ๆ ค่า
      #214-1
  6. #131 disastrechalala (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 22:23
    เป็นการดวลที่โหดมากครับ อากาเบลนี่ก็ยังรอดมาได้เรื่อย ๆ รู้สึกใจหายที่ไม่เคยสงสัยในตัวนอร์แมน อ้ายคนทรยศ 555 เหมือนดีทริคจะบาดเจ็บเพราะอากาเบลไปบู๊มาเยอะเกินหรือเปล่า หนักหัวเขาอีก เข้มข้นมากกกตอนนี้ ติดตามครับ
    #131
    1
    • #131-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      31 กรกฎาคม 2558 / 19:30
      มีพระดี (?)
      #131-1
  7. #127 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 / 06:07
    เอาตงๆๆ ทั้งๆที่เป้นพระเอก นางเอก ก้ยังหวั่นใจไม่ได้ ว่าจะตายหรือเปล่า ลุ้นจนตัวโก่งง สนุกมากค่ะ ปริศนากำลังเข้มข้นมากกกก รีบมาต่อน่ะค่ะ ไรท์ เป้นกำลังใจให้
    #127
    1
    • #127-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      21 กรกฎาคม 2558 / 11:17
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากค่า มาต่อแล้วค่า
      #127-1
  8. #126 Mini_day (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2558 / 20:49
    ว๊าวววว สรุปว่าชนะแล้วสินะ

    ปริศนาเรื่องคนที่ควักลูกตาอากาเบลมาแล้ว

    มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ
    #126
    1
    • #126-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      21 กรกฎาคม 2558 / 11:17
      ขอบคุณมากค่า มาต่อแล้วค่า
      #126-1
  9. #125 kaewly (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2558 / 18:10
    ลุ้นมากกกกก. ตอนนี้แบบนั่งอ่านๆอยู่มีหวาดเสียวกันบ้างแหละ
    ปริศนาเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว. สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
    รอชมคะ
    #125
    1
    • #125-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      21 กรกฎาคม 2558 / 11:17
      มาต่อแล้วค่า
      #125-1
  10. #97 disastrechalala (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 22:55
    แว้ววว บทนี้มีอะไรน่าสนใจหลายอย่างเลย ตัวละครใหม่ในเนื้อเรื่องมุมมองเอเมอร์รัลด์ โรวีน่า นิมิตแปลก ๆ ของอากาเบล และ ความสิ้นหวังในอากาเบลของดีทริกผู้สุขุม ปริศนาหลาย ๆ อย่างดูจะผุดขึ้นมาเต็มไปหมด จะรอติดตามเรื่องราวตอนต่อไปนะครับ :3
    #97
    1
    • #97-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      20 มิถุนายน 2558 / 22:14
      ขอบคุณค่า
      #97-1
  11. #91 mhew1209 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2558 / 12:04
    ต่ออ
    #91
    1
    • #91-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      11 มิถุนายน 2558 / 20:47
      มาต่อแล้วค่าาา
      #91-1
  12. #89 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 21:25
    เมื่อไหร่จะสวีทกันสักที ข้าอยากอุ้มหลาน 5555
    #89
    1
    • #89-1 kachelya(จากตอนที่ 16)
      11 มิถุนายน 2558 / 20:47
      ต้องรออ่านต่อไปค่า XD
      #89-1