Draconic Chronicle

ตอนที่ 15 : I-15: Battle of the Mythical

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 831
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




15



            มันเป็นความคิดรุนแรงซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรังเกียจต่อมนุษย์ – อาการเก็บกดอยากกวาดล้างศัตรู – บางครั้งมันก็หายไป และบางครั้งมันก็กลับมาหลอกหลอน ทว่าอากาเบลไม่คาดคิดว่าอัศวินตาฟ้าจะอนุญาต หรือจู่ ๆ นึกครึ้มลืมข้อห้ามที่เคยเตือนเธอไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ ว่าห้ามคิดฆ่าใคร ทุกอย่างผิดเพี้ยนอย่างบอกไม่ถูก และที่สำคัญ เฮเนวิงเป็นศัตรูตัวฉกาจของแอเธลวินก็จริง แต่เธอคาดหวังเหตุผลอย่าง “พวกนั้นมาเพื่อแย่งชิงแผ่นดินที่ข้าสาบานว่าจะปกป้องด้วยชีวิต” หรือ “พวกมันฆ่าคนของข้า” หรือ “มันเป็นคำสั่งโดยตรงจากราชา เราต้องปกป้องปราสาทนี้ให้เต็มที่”


            ...ให้เธอออกไปฆ่าพวกเฮเนวิงตามใจชอบงั้นหรือ


เลือดสูบฉีดรุนแรงฉับพลัน


            “เจ้าจะให้ข้ากลับไปเป็นมังกร?” อากาเบลถาม ขณะที่พยายามเก็บอาการดีใจให้มิดชิดเมื่ออัศวินตาฟ้าพยักหน้า งั้นหน้าที่ของข้าคือไล่จัดการพวกเฮเนวิงอย่างเดียวใช่ไหม คงไม่กะจะใช้งานให้ข้าไปช่วยกันปราสาทด้วยหรอกนะ? เพราะถ้าข้าพอใจแล้วก็จะขอไปหาที่นอนเงียบ ๆ แทนแล้วกัน เธอตื่นเต้นจัดจนต้องกระเหย่งปลายเท้าอยู่กับที่


            “เจ้าต้องเน้นทำลายอาวุธปิดล้อมของพวกมันก่อน เครื่องยิงหิน เครื่องดีด หอรบ...”


            “เดี๋ยวก่อน ข้าไม่รู้จักของพวกนี้ด้วยซ้ำ จะให้ข้าสุ่มเอารึไง


            อัศวินตาฟ้าเคาะนิ้วกับแผนที่บนโต๊ะระหว่างอธิบายประกอบ “เจ้าจะบินออกไปข้างนอกชายแดนติดมหาสมุทร ตรงไปโจมตีกองเรือขนอาวุธปิดล้อมของพวกมัน เมื่อสำเร็จแล้วก็กลับมาจัดการพวกบนบกที่ฝ่ายข้าจะถ่วงเวลาให้”


            “ข้าไปเดี่ยว ๆ เลยเนี่ยนะ?”


            “พวกมันไม่คาดคิดว่าจะมีมังกรโผล่มา” อัศวินตาฟ้าพูด “โซโกลอฟ เจ้าจะชนะ”


            อากาเบลตกใจกับความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมของอีกฝ่าย เมื่อเธอรู้ตัวก็แค่นเสียงหัวเราะในลำคอใส่ “ฮึ ข้ารู้น่าว่าข้าจะชนะ ไม่ต้องให้ใครมาอวยพรหรอก หวังว่ากลับมาแล้วจะไม่เจอเจ้าโดนตัดหัวเสียบประจานแล้วกัน”


            อัศวินตาฟ้าคิ้วกระตุกแวบหนึ่ง ก่อนมันจะทำมือสื่อให้เธอสวมหมวกเหล็กเพื่อเตรียมพร้อมกับสนามรบได้แล้ว เธอรัดเข็มขัดให้แน่นอีกรอบ จากนั้นจึงลากหมวกขูดกับโต๊ะมาสวม โลหะหนักและมีกลิ่นเหม็นของหนังสัตว์ติดจมูก เธอนิ่วหน้า พลางยกดาบยาวขึ้นมาสะพายไว้ข้างหลัง สายรัดแนบติดระหว่างหน้าอกลงมาถึงหน้าท้อง เธอปวดไหล่ขึ้นมาทันใด


            “เลิกเก๊กแล้วรึไง ถึงไม่สวมฮู้ดต่อน่ะ” อากาเบลอดที่จะถามไม่ได้ระหว่างเดินตามอัศวินตาฟ้าออกไปนอกห้องใต้ดิน


            “ที่นี่ปลอดภัยกว่า


            “ปลอดภัยกว่า?”


            “อย่างน้อยคนในปราสาทแห่งนี้ก็รู้จักหน้ากัน มีความเสี่ยงน้อยกว่า”


            จากนั้นอัศวินตาฟ้าก็อธิบายถึงการป้องกันของปราสาทหลัก ๆ ให้ฟัง ปราการแรกคือกำแพงม่านหินสูงซึ่งล้อมรอบตัวคฤหาสน์ข้างใน พลธนูประจำบนกำแพงและหอคอย อุโมงค์ทางเข้าเต็มไปด้วยกับดัก ถัดจากนั้นคือกองทหารถือทวนทิ่มแทงทุกสิ่งมีชีวิตที่กล้าดาหน้าเข้ามา ยังมีกลไกอื่นอีก แต่นั่นเป็นหน้าที่ของพวกแนวหลัง และหากกองทัพเฮเนวิงสามารถเดินทางมาล้อมปราสาทสำเร็จและเริ่มรบ ทั้งวันทั้งคืนจะเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกของความพยายามที่จะพังทลายสิ่งก่อสร้างเข้ามา


ยามนี้ทุกอย่างเงียบงัน เงียบเสียจนอากาเบลได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงของตัวเองแทน


            เธอกำมือและแบออก ยิ่งตื่นเต้นจนความหงุดหงิดโผล่พรวดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุแทน กลิ่นหนังสัตว์ของหมวกเหล็กแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นโลหิต แล้วเธอก็สูดลมหายใจลึก เผลอฉีกยิ้มกับปลายเท้าแม้จะรู้ว่าอัศวินตาฟ้ากำลังจ้องอยู่ก็ตาม อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เธอหลุดเสียงหัวเราะต่ำ จึงรีบหุบยิ้มและกลืนน้ำลายอึกใหญ่แทน อดทนอยู่ในร่างนี้แค่ครู่เดียวเท่านั้น


            “ยังมีอีกเรื่องอัศวินตาฟ้ารั้ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น จัดการอย่างอื่นที่พวกนั้นคิดจะใช้จู่โจมโดยที่ฝั่งเราไม่รู้ด้วย


            อากาเบลมัวแต่จมอยู่กับจินตนการของภาพสนามรบ ผงกหัวขึ้นมาอีกทีก็ต้องรีบเดินตามอัศวินตาฟ้าผ่านประตูคฤหาสน์ออกไป เธอเห็นท้องฟ้าสีทะมึนเข้มของชั่วโมงแรกเริ่มของฤดูหนาวก่อนเป็นอันดับแรก บนกำแพงม่านไล่เรียงไปตามพื้นและเนินเขาเต็มไปด้วยบรรดาผู้ชายในชุดเกราะหนังและเกราะเหล็ก บางคนไม่ได้ถือดาบ แต่เป็นธนู หอก ขวาน และอีกหลายอาวุธที่เธอมองเห็นไม่ถนัดตา บรรดาผู้หญิงคงรวมตัวหลบซ่อนกันอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในปราสาทอย่างหวาดผวา


            ทุกย่างก้าวทำให้อากาเบลรู้สึกเหมือนแผ่นดินกำลังสั่นไหว เสียงสั่งการและเสียงดาบกระเทาะโล่เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของพวกผู้ชายดังสนั่น ราวกับทุกคนตะเบ็งกันสุดเสียงตลอดเวลา (หนึ่งในนั้นคือราล์ฟที่กำลังไล่ตรวจเกราะของทหารอยู่) อัศวินตาฟ้าเรียกความสนใจของเธอกลับมาโดยการอธิบายกลไกลเพิ่มเติม หากกองทัพเฮเนวิงกำลังล้อมปราสาทอยู่ พวกมันจะใช้เครื่องยิงหินยิงหินเข้ามา จะเกิดฝุ่นควันมากมายตรงบริเวณที่ก้อนหินขนาดใหญ่กระทบเข้ากับกำแพงม่าน


            “ตามปกติแล้วพวกมันสามารถขังเราไว้ในปราสาทจนเรายอมแพ้แทนอดตายได้อัศวินตาฟ้าพูด พร้อมเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหลังคฤหาสน์หลังหลักซึ่งเป็นสวนกว้าง มุมพักผ่อนของกิลเบิร์ต เจ้าของปราสาทที่หายตัวไปเรียบร้อย – ไม่มีคนอยู่ในสวน แต่บนกำแพงม่านซึ่งกั้นปราสาทข้างหลังนั้นมีทหารยืนสอดส่องป่าหลายคน


            “มีการเจรจาไหม เผื่อเจ้าอยากยอมแพ้ตั้งแต่แรก


            อัศวินตาฟ้าหันกลับมามอง “อย่างเจ้ารู้จักการเจรจาด้วย?”


            “คิดว่าเอะอะ ๆ ข้าก็ไล่ใช้แรงรึไงวะ”


            “ใช่”


            อากาเบลเตะเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีอย่างดีกระเด็น แต่คนข้าง ๆ ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด


“ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเจรจาในตอนแรกเริ่มยุทธปราการ หลังจากศัตรูเดินทางมาล้อมปราสาทสำเร็จ การรบยังไม่เกิดขึ้น หากทางปราสาทเลือกยอมแพ้ ก็จะถือว่าเป็นการยอมแพ้อย่างสมเกียรติ ข่าวดีคือ เฮเนวิงไม่เคยเจรจา


            “ไม่เคย? แสดงว่ารบกันมาหลายครั้งแล้วใช่ไหม โถ ที่แท้ก็ตีกันมาตลอด


            “โซโกลอฟ” อัศวินตาฟ้าเปลี่ยนเรื่อง ถึงเวลาแล้ว


            ราวกับทุกสรรพเสียงถูกหรี่ลงจนหายไป อากาเบลรับรู้ถึงกลิ่นของสนามรบเพียงเอื้อมมือ พลันความตื่นเต้นก็พุ่งถึงขีดสุด เธอสลับหัวเราะและสำลัก ก่อนจะอ้าปากคว้าอากาศ เพราะหายใจทางจมูกไม่ทันอีก แม้ว่ากองทัพเฮเนวิงจะอยู่ไกลจากปราสาทหลายเท่า แต่เธอก็แว่วเสียงเครื่องยิงหิน พร้อมกับความวุ่นวายบนกำแพงม่านในอนาคต มันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว


            “...แน่วแน่ อย่าวอกแวก ทำให้ความคิดกลายเป็นรูปธรรม...”


            การเปลี่ยนร่างกลับไปเป็นมังกรคราวนี้ช่างง่ายดาย เธอพุ่งสมาธิไปยังอวัยวะแต่ละส่วน ทดแทนความอ่อนแอของร่างมนุษย์เด็กสาวด้วยน้ำหนักอันหนักอึ้ง เกล็ดแข็งกล้า และกล้ามเนื้อมหาศาลที่เธอจำได้ จากแขนขาก่อนเป็นอันดับแรก ลำตัว ศีรษะ ปีก หาง... – สวนถูกผลักออกจนมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ความสูงเพิ่มพูนจนสายตาของเธอเทียบเท่ากำแพงม่าน


            เธอกะพริบตา ก่อนจะตวัดไปมองอัศวินตาฟ้าตัวกระจ้อยร้อยไม่ไกลนัก เป็นเสียงของมันที่บอกวิธีเมื่อครู่นี้?


ไม่มีการพูดอวยพรหรือประชดประชันอีก อากาเบลดีดขา แล้วกระพือปีกให้ร่างลอยในอากาศ ลมรุนแรงพัดโหมใส่สวน พาโต๊ะกับเก้าอี้ล้มปลิวกระจัดกระจาย แมกไม้โยกไหวเอนเอียงออกจากเธอ อัศวินตาฟ้าไม่ขยับเขยื้อน แต่เบนหน้าหนีฝุ่นซึ่งฟุ้งเป็นพายุขนาดย่อม ๆ เธอขบกรามเมื่อได้ยินเสียงฮือฮาตื่นตระหนก ก่อนจะตัดสินใจโฉบบินผ่านกำแพงม่านพุ่งทะยานขึ้นไปยังท้องฟ้าทะมึนฝนทันที ข้ามศีรษะเหล่าทหารที่แหงนหน้ามองอย่างตะลึงงันใต้ล่าง



***



            “มังกร!” สาวใช้หวีดร้อง


            ลิลี่แนบหน้ากับกระจกที่มีพุ่มไม้บังเป็นส่วนใหญ่ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีที่เห็นร่างสีเงินสว่าง เกล็ดไล่เรียงเป็นแนวเดียวกัน มันตัวใหญ่มหึมาเสียจนเธอไม่สามารถมองเห็นช่วงลำคอไปจนถึงศีรษะได้ ไร้เสียงคำราม แต่ปีกผังผืดค่อย ๆ กางกว้าง พลันมังกรก็กระโดดผลุน เหลือเพียงหางแหลมที่ค่อย ๆ หายไปจากสายตา เสียงคลื่นลมรุนแรงดังเหนือหัว


            คฤหาสน์เขย่าอย่างน่ากลัว สั่นสะท้านประหนึ่งกำลังค่อย ๆ ถล่มลงมา อาจเป็นเพราะมังกรเผลอสะบัดหางมาโดนหลังคา ลิลี่รีบยกปิดปากกลั้นเสียงกรีดร้อง เธอเข่าอ่อน หงายหลังใส่จูเลียน่าที่กำข้อศอกเธอไว้แน่น (“มันไม่ได้จะมาฆ่าพวกเราใช่ไหม” นางถาม) ในกลุ่มสาวใช้มีคนเป็นลมไปแล้ว หลายคนจึงต้องหันไปช่วยกันพัลวน


การปรากฏตัวของมังกรปริศนาสร้างความวุ่นวายให้กับพวกผู้ชายข้างนอกคฤหาสน์ หัวหน้าคนรับใช้ซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนร่างท้วมแอบแง้มประตูเปิดเล็กน้อย บรรดาสาวใช้จึงกรูไปแอบดูด้วย เห็นทหารตามเนินดินและบนกำแพงม่านย่อเข่าง้างธนูขึ้นฟ้า และหันตามทิศทางของมังกรสีเงินเรื่อย ๆ ราล์ฟยกโล่เหนือศีรษะ ตาจ้องเขม็งตามหลังมังกรซึ่งมุ่งไปยังมหาสมุทรแทน เกิดความเงียบงันขึ้น ราวกับกลัวกันว่าจะโดนมังกรเล่นงานเข้าหากใครหายใจเสียงดังเกินไป แต่เมื่อสถานการณ์ยังเป็นปกติ ทุกคนก็จ้องหน้ากันด้วยความงุนงง แล้วความตึงเครียดก็มลายหายไป พวกเขาเลิกเกร็ง พลางลดธนูและอาวุธลง


            “มันแค่บินผ่านไป” หัวหน้าคนรับใช้กระซิบ พลางทำสัญลักษณ์ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า


            มังกรไม่ใช่เรื่องปกติ นี่เป็นครั้งแรกที่ลิลี่ได้เห็นกับตา พ่อของเธอก็เคยเจอมังกร แต่แค่หนึ่งครั้งในวัยเด็ก เขาบอกว่าในชีวิตของคน ๆ นึง ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เคยพบมังกร หรือถ้าเจอก็เจอแค่ตัวเดียวครั้งเดียว เป็นปรากฏการณ์หายาก มังกรจะทิ้งระยะห่างเวลาหลายสิบปีกว่ามันจะโผล่มาอีกครั้ง “พวกมันอาจจะจำศีลเหมือนหมี” ชาวบ้านผู้ใหญ่สันนิษฐานไว้เช่นนั้น


            “ก่อนหน้านี้ก็มีคนเห็นมังกรแถบคฤหาสน์ในชนบทของเจ้าชายไม่ใช่เหรอ” สาวใช้คนหนึ่งโพล่งขึ้นมา


            “ข้าอยู่หมู่บ้านตรงนั้น” จูเลียน่าพูด “ไม่มีคนเห็นมังกรตัวเป็น ๆ ก็จริง แต่สะพานน่ะพัง วัวของบางคนก็โดนกินไป”


            ลิลี่หน้าซีด มังกรตัวเดียวกันหรือเปล่า


            จู่ ๆ ทุกคนก็ตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นคนเดินออกมาจากสวนหลังคฤหาสน์ ที่เดียวกับมังกรสีเงิน เขาหยุดยืนตรงทางเดินหน้าประตูเพื่อแหงนมองท้องฟ้าครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือไว้บนฝักดาบ แล้วเดินลงเนินไปหาทหารม้าครึ่งร้อยที่กำลังจัดแถว สวนทางกับกลุ่มคนรับใช้ผู้ชายที่กำลังวางท่อนไม้แหลมซ้อนกันเป็นด่านกีดขวางอยู่ พอเขาจากไป บรรดาสาวใช้ก็ซุบซิบทันที


            “เป็นไปได้หรือเปล่าว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคเรียกมังกรตัวนั้นมาน่ะ?”


            “เขาทำอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ คนในตระกูลเบลนเฮล์มที่เป็นพ่อมดไม่ใช่เขานี่?”


            “เขานั่นแหละต้องเป็นพ่อมด! ไม่งั้นมังกรคงกินเขาไปแล้วในสวน!


            หัวหน้าคนรับใช้ปิดประตู แล้วโบกมือไล่ให้ทุกคนไปรวมตัวกันในห้องนอนรวม บทสนทนาลับหลังชาร์น็อคเซียซ์นิคยังคงดำเนินต่อไป และลิลี่ก็จับใจความได้แค่ว่า พวกทหารไม่ค่อยพอใจนักที่ผู้นำทัพจำเป็นคือเขา ระหว่างนั้นเธอนึกถึงโซโกลอฟขึ้นมาได้ จึงหันไปสำรวจกลุ่มผู้หญิง ไม่เจอนาง หายไปก่อนใครเขา นางต้องออกไปรบกับพวกผู้ชายด้วยอย่างแน่นอน


ลิลี่ทิ้งความอิจฉาในใจไม่ได้ มันรังแต่จะกระจายกิ่งก้านไปทั่ว อาจจะจริงอย่างที่โซโกลอฟบอก งานอย่างสาวใช้น่ะหรือคือความฝันสูงสุด? เมื่อเทียบกับเส้นทางผาดโผดและมีเกียรติมากกว่าของนาง


            “พวกเขากำลังไปแล้ว” หัวหน้าคนรับใช้พูด “เอาละ ปิดหน้าต่างเข้ามาเลย”


            บนกำแพงม่านและหอคอยยังมีทหารประจำการอยู่ พวกเขายืนตัวตรงแสดงความเคารพให้แก่กองทหารม้าซึ่งถูกขนาบข้างด้วยทหารทวน ธงทรงสามเหลี่ยมแนวนอนสีฟ้าโบกสะบัดอยู่กลางกลุ่ม หนึ่งในทหารม้ารับมาชู เกราะทั้งสว่างและเข้มของพวกเขาส่องแสงสะท้อน ลิลี่แว่วเสียงอวยพรหึกเหิมของดูซปัซเตรสซ์ในชุดสีขาวหน้ากองทหารม้า จากนั้นพวกเขาก็ใช้กำปั้นทุบอก มีเสียงเป่าแตรดังต่ำและลากยาว ก่อนผู้นำกองทหารม้าในชุดสีดำ ชาร์น็อคเซียซ์นิคจะกระตุกบังเหียน


            ทหารเคาะอาวุธกับพื้นไม่ก็โล่ พลางกระทืบเท้าราวกับเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า


            ทุกสายตามองตามทหารม้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป เสียงกีบเท้าดังเป็นจังหวะ แล้วทหารทวนก็ขยับมายืนแทนที่ก่อนหน้า ตั้งรับอยู่ในปราสาทรอศัตรู สะพานไม้ถูกชักขึ้นมาเมื่อแถวสุดท้ายของทหารม้าก้าวผ่านไป จากนั้นประตูทางเข้าหลักก็ถูกดันปิด เสียงท่อนไม้กระทบกันดังตึงก้องกังวานท่ามกลางความเงียบในอาณาเขตของปราสาท ท้องฟ้าคล้ายจะทวีคูณสีเข้มของมัน และลมก็พัดรุนแรงจนเส้นผมตีกับใบหน้า ลิลี่เม้มริมฝีปาก จากนั้นก็เอื้อมมือไปดึงบานหน้าต่างเข้ามาปิด


            ราวกับเธอได้ยินคนที่เหลืออ้อนวอนขอให้พระผู้เป็นเจ้าอวยพรทหารเหล่านั้น



***



            ธงของกองทัพเฮเนวิงเป็นสีแดงแตกต่างจากธงของกองทัพแอเธลวินซึ่งเป็นสีฟ้า


นั่นคือสิ่งแรกที่อากาเบลสังเกตเห็นขณะบินตรงไปยังจุดหมายปลายทาง ผืนทะเลสีฟ้าแผ่กว้างเบื้องหน้าไปบรรจบกับเทือกเขาเลือนราง กลิ่นเค็มลอยมาแตะจมูกจัง ๆ พร้อมกับเสียงคลื่นซัดชายหาดที่เป็นผาหินส่วนใหญ่ พวกเฮเนวิงตั้งค่ายหลบอยู่ใต้ม่านไม้หนาทึบห่างจากชายหาด และเพราะแรงลมจากการบินต่ำของเธอ บรรดาต้นไม้ต่างเอนเปิดทางให้เธอเห็นธงติดกับรั้วไม้ ทุกสิ่งมีชีวิตในค่ายต่างพร้อมใจกันนิ่งงัน พลธนูค้อมตัวบนหอคอยเตี้ย ๆ ทหารล้อมรอบกองไฟหุบยิ้ม


พวกมันจ้องมองเธอด้วยความพิศวงผสมหวาดระแวง และหากประสาทรับฟังยังยอดเยี่ยม เธอคงได้ยินเสียงหัวใจกระหน่ำเต้นจวนจะทะลุอกของศัตรูแล้ว กลางค่ายซึ่งมีกระโจมผ้าเล็ก ๆ ตั้งติดกัน อัศวินในชุดเกราะอย่างดีคนหนึ่งกำลังสั่งการ มันลดกำปั้นที่ชูขึ้นลง แล้วทหารผู้อื่นก็ย่อเข่า ไม่กระตุกกระติก คงคิดว่าเธอเป็นแค่มังกรที่บินผ่านมาเฉย ๆ จึงไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มโดยการเรียกร้องความสนใจ พวกมันปล่อยให้เธอโฉบบินเหนือค่ายไปยังทะเล—


            มีคนตะโกนกร้าว ก่อนอากาเบลจะได้ยินเสียงแหวกอากาศตามหลังมา ของแข็งพุ่งชนกับเกล็ดของเธออย่างแรง ทว่าไม่สร้างความเสียหาย บางอันกระเด็นผ่านสายตาไป ลูกธนู เธอหันขวับไปมองค่ายของเฮเนวิงอย่างมีน้ำโหทันที ศัตรูกำลังง้างธนูหลายสิบคน ไม่มีท่าทีเกรงกลัวสักนิดแม้เธอจะคำรามดังสนั่นก็ตาม


            เธอหักเลี้ยวไปถล่มค่ายแทน ระหว่างนั้นเหลือบเห็นสีขาวท่ามกลางท้องทะเล มันเป็นเรือใบใหญ่หลายลำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งอย่างเชื่องช้า พวกบนบกยิ่งทวีคูณความน่ารำคาญ ทหารบางคนถึงกับปาหอกใส่เธอที่ลดระดับลงเรื่อย ๆ เธอขบกราม อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าก็จะแตะพื้นแล้ว ทว่าทันใดนั้นเธอก็พบว่าอัศวินในชุดเกราะอย่างดีที่เป็นคนสั่งการกำลังก้าวถอยหลังไปเรื่อย ๆ ปากก็ตะโกนในภาษาต่างชาติ พลธนูตรงกลางถอยตาม และที่ค่อย ๆ เขยิบล้อมเธอคือทหารทวน


อากาเบลใจหายวาบ ทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังพลาดท่า เธอก็ตัดสินใจกระโดดผลุน แรงลมผลักทหารทวนออกห่าง ก่อนจะพุ่งบินไปหากองเรือแทน ต้องใช้ความอดทนอย่างมากไม่ให้ความหงุดหงิดครอบงำ ในเมื่อโดนสะกิดหลังเรื่อย ๆ ด้วยลูกธนูโง่ ๆ เธอบินสูงไปวนเหนือกองเรือ เห็นจุดเล็ก ๆ กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนดาดฟ้า บางส่วนกำลังวุ่นวายกับเชือกที่มัดสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ อาวุธปิดล้อมที่อัศวินตาฟ้าต้องการให้เธอทำลายเป็นอันดับแรก


บนเรือใบใหญ่ลำหนึ่ง มีหอรบซึ่งเป็นหอคอยไม้เคลื่อนที่ได้อยู่บนล้อขนาดใหญ่ สูงซะจนแตะกำแพงม่านและเททหารเข้าไปได้เลย เรือลำอื่นขนหน้าไม้ขนาดยักษ์ รวมถึงอาวุธปิดล้อมอย่างอื่น โดยเฉพาะเครื่องยิงหินที่มีขนาดใหญ่โดดเด่นไม่แพ้หอรบ มันเป็นสิ่งก่อสร้างสูงสร้างจากไม้โดยมีฐานหลักเป็นรูปสามเหลี่ยม ข้างบนสุดคือคานไม้ที่มีตัวถ่วงน้ำหนักติดอยู่ที่ปลายข้างหลังสุด เวลาจะใช้งาน ทหารเฮเนวิงต้องช่วยกันบรรจุหินก้อนมหึมาสำหรับยิงใส่สิ่งก่อสร้างของที่ตั้งรับ


สายลมและกลิ่นอันสดชื่นของมหาสมุทรต้อนรับเธออย่างคับคั่ง ความมีชีวิตชีวาราวกับเพิ่งตื่นจากวันคืนแห่งฝันร้ายทำให้เธอแทบสำลักความสุข เลือดพลันสูบฉีดทั่วร่าง ก่อนอากาเบลจะพุ่งลงไปหากองเรือเบื้องล่างเพื่อเริ่มแผนปั่นป่วนทันที


            เธอพ่นเกล็ดน้ำแข็งใส่เรือที่ขนเครื่องยิงหินก่อนในการพุ่งโฉบครั้งที่หนึ่ง ทหารเฮเนวิงแตกกระเจิงหลบหลีก ทว่าบางส่วนก็หนีไม่พ้น แม้พวกมันจะใช้โล่กันข้างหน้า แต่ก็โดนแรงอัดกระแทกจนกระเด็น เธอบินโฉบลงไปอีกรอบเพื่อทำลายเครื่องยิงหินเครื่องแรกด้วยการใช้กรงเล็บยกมันขึ้นมา ก่อนจะโยนกลับลงไปกระแทกดาดฟ้าโครมใหญ่จนเรือโอนเอน ทหารหนีตายกันอลหม่าน บางคนกระโดดลงจากเรือที่ทรงตัวไม่ไหวอีกต่อไป


            เพราะเครื่องยิงหินหนักพอสมควร อากาเบลจึงอาศัยช่วงที่บินวนสลับพ่นเกล็ดน้ำแข็งใส่เรือลำอื่นคิดหาวิธีใหม่ในการทำลายอาวุธปิดล้อมให้ง่ายดายยิ่งขึ้น การใช้กรงเล็บยกมันขึ้นมาก็ถือว่าได้ผล แต่เธอไม่ชอบที่ตัวเองต้องสูญเสียความเร็วในการไต่ระดับความสูงไป ด้วยความรำคาญใจ เธอสะบัดหางและบินสูงขึ้นไปสำรวจมุมกว้าง นั่นเองที่เธอต้องชะงักกับจำนวนทหารของศัตรู เมื่อเทียบกับปราสาทของกิลเบิร์ตที่จุคนได้เกือบถึงหนึ่งพัน แม้ปัจจุบันจะมีทหารแค่ไม่กี่ร้อยคนก็ตาม


กองทัพที่เธอเห็นตรงหน้าไม่ได้มีสภาพอย่างที่ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย... ราวกับมาเพื่อแพ้อย่างไงอย่างงั้น


            ความสับสนมหาศาลเข้าแทนที่ความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ไปจนหมด ก่อนเธอจะเป็นฝ่ายที่ตัวแข็งทื่อแทน


            เฮเนวิงไม่ได้มาเพื่อแพ้


            จัดการอย่างอื่นที่พวกนั้นคิดจะใช้จู่โจมโดยที่ฝั่งเราไม่รู้ด้วย ประโยคของอัศวินตาฟ้าดังขึ้นมา


            อย่างอื่น?


ไม่ทันจะได้คิดหาคำตอบที่อัศวินตาฟ้าไม่ได้ขยายความให้เข้าใจ อากาเบลก็โดนอะไรบางอย่างพุ่งชนจากด้านข้าง ลมหายใจถูกกระแทกออกจากปอดไปจนหมดทันที เธอลอยคว้างในอากาศเพราะแรงชนของมวลมหาศาลปริศนาพริบตาเดียว ก่อนจะปลิวหวือไปตกใส่ผิวน้ำของมหาสมุทร หวิดเรือใบใหญ่ไปแค่เสี้ยวลำเท่านั้น ใต้ผืนทะเล แรงดันน้ำถ่วงปีกของเธอเอาไว้


            ก้อนหิน? ท่อนซุง? ธนูบาลิสต้า? เธองุนงง ไม่ – ไม่ใช่ของพรรคนั้น...


            เมื่อโผล่พ้นทะเลขึ้นมาสำเร็จ อากาเบลก็ขบเขี้ยวเกรี้ยวกราดกับความโกรธเดือดดาลที่พวยพุ่งขึ้นมา อัศวินตาฟ้าหลอกใช้เธอ! และเธอก็โง่จัดซะจนกระดิกหางรับอะไรก็ตามที่ตัวเองชอบมาโดยไม่คำนึงเลยว่าก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะโดนมันหลอกไปหมาด ๆ! ใช่ มันเสนอให้เธอออกมาฆ่ามนุษย์เล่นเพื่อระบายความเครียด แม้จะมีข้อแม้ว่าต้องทำลายอาวุธ...


หรือให้คำสั่งกำกวมที่มันไม่ขยายความเพิ่ม เพราะรู้ว่าเธอจะดื้อด้านไม่ยอมทำง่าย ๆ อย่างแน่นอน


            เฮเนวิงไม่คาดคิดว่าแอเธลวินจะมีมังกรออกมาปั่นป่วน เพราะพวกมันเองก็ตั้งใจที่จะส่งมังกรเข้ามาเหมือนกัน


            และมังกรตัวนั้นก็เป็นเพทราดีสีแดงคล้ายเลือดเข้มจนเกือบดำ อยู่ในวัยเทียบเท่าพ่อ


            พ่อ อากาเบลสะอึก ภาพของมังกรสีเงินสว่างน่าเกรงขามปรากฎขึ้นมาในมโนภาพ มังกรตัวนี้อาจจะแข็งแกร่งเท่าพ่อ


            กองเรือของเฮเนวิงละส่ำละส่าย และกำลังเลี้ยวกลับไปยังทิศทางที่มันจากมา อากาเบลสะบัดหัวไล่น้ำ พลางสำรวจมนุษย์สลับกับเพทราดีสีแดงเข้มซึ่งบินวนคอยคุ้มกันให้กองเรือจากข้างบนอยู่ พลันลางสังหรณ์ และความกลัว ก็ประท้วงเธอที่จะบินตามไปจมกองเรือให้รู้ว่าภารกิจสำเร็จแล้ว หมดหน้าที่ของเธอแล้ว เธอจึงใช้โอกาสนั้นบินหนีกลับไปยังชายหาดแทน


            เพทราดีสีแดงเข้มตะเบ็งเสียงคำราม ก่อนจะพุ่งบินตามมา


            อากาเบลโซเซเกือบจะหลงทิศ มันทำให้เธอนึกถึงเสียงคำรามของพ่อขึ้นมา ซึ่งเมื่อกลับมาได้ยินเสียงที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง หัวใจของเธอก็กระตุกวูบ ลำคอตีบตัน เธอไม่แม้แต่จะหันไปมองข้างหลัง นอกจากพยายามเร่งบินจนเบ้าตาแหบแห้งจากลมที่ปะทะไม่หยุด เงาร่างมังกรของตนซึ่งสะท้อนบนผิวน้ำใต้ล่างหายไป แทนที่ด้วยผาหิน และค่ายของพวกเฮเนวิงที่บัดนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายอลหม่าน ทหารม้าธงสีฟ้าของแอเธลวินกระโจนวิ่งเข้ามาตะลุมบอนจากทุกทิศ


            สนามรบแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ระหว่างมังกรบนท้องฟ้า และระหว่างมนุษย์บนบก


การต่อสู้เบื้องล่างทำให้อากาเบลเข้าใจทันทีว่าเธอต้องถ่วงเพทราดีสีแดงเข้มให้ได้นานที่สุด เพราะเขาเป็นมังกรที่จะเปิดทางให้แก่กองทัพเฮเนวิง – เพทราดีตัวเดียวซึ่งสามารถเทียบเท่าอาวุธปิดล้อมและทหารหลายร้อยชีวิตได้ – ความตื่นเต้นที่จะได้ประลองกับมังกรในระดับชั้นเท่าเทียมกันค่อย ๆ แปรเปลี่ยนความหวาดกลัวและลังเลก่อนหน้านี้ เพราะนี่อาจจะเป็นพรจากราชามังกรโดยตรง มันอาจจะเป็นหนึ่งในโอกาสกู้ศักดิ์ศรีมังกรของเธอคืนมา


            อากาเบลหยุดหนี และเลือกที่จะบินวนหยั่งท่าทีกับศัตรูแทน เธอสู้ไม่ไหวแน่หากพุ่งใส่กันตรง ๆ จึงอาศัยความที่ตัวเล็กกว่าบินหลบ แล้วใช้กรงเล็บสร้างรอยแผลระเกะระกะตามร่างกายของอีกฝ่ายแทน ในการปะทะเบื้องหน้า เธอบินแฉลบหลบ พร้อมกับพ่นเกล็ดน้ำแข็งใส่หน้าเพทราดีสีแดงเข้ม รู้สึกถึงความเย็นเยือกที่กรีดเกล็ดตัวเองซึ่งเป็นผลมาจากลูกหลง


เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ ก่อนจะเหวี่ยงตัวมาตะปบเธอเข้าเต็ม ๆ ในการปะทะกันรอบที่สาม


            ร่างมังกรของอากาเบลถูกเหวี่ยงไปชนเชิงหินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เธอเกือบสิ้นสติ รับรู้ได้แต่ความปวดรวดร้าวท่ามกลางเศษต้นไม้กระจัดพลัดพลายและฝุ่นตลบจากการที่โดนหางของเธอชน กองทัพเฮเนวิงซึ่งยังรบกับทหารม้าของแอเธลวินต่างตะเบ็งเสียงเฮลั่น และใช้ดาบทุบโล่หรือเกราะเหล็กของตัวเองกระหน่ำไม่แพ้เสียงกู่ร้อง


            อัศวินตาฟ้าคงไม่คิดว่ามังกรที่เฉียดจะกวาดทหารทั้งสองฝั่งไปพร้อม ๆ กันคือมังกรฝ่ายตัวเอง


            “ไอ้เวรเอ๊ยอากาเบลด่าทอเพทราดีสีแดงเข้มอย่างเจ็บแค้น ก่อนจะทะยานบินขึ้นไปในระดับความสูงกว่าเดิม เพื่อหลบหลีกการโจมตีของศัตรู เธอพยายามไม่เข้าใกล้เกินไป พลางคอยใช้เกล็ดน้ำแข็งในการชะลอแต่ละท่วงท่าการโจมตี ทว่าพลังดังกล่าวก็ไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดสร้างความเสียหายเพียงพอ


เมื่อไม่มีประสาทรับฟังและได้กลิ่นเหมือนเดิมอีกต่อไป ความแคล่วคล่องในการดักและคาดเดาศัตรูก็หายไปด้วย และยิ่งพยายามหลบหลีกการโจมตีมากเท่าไร อากาเบลก็เริ่มรู้ซึ้งถึงสภาพร่างกายที่อืดอาด ไร้กำลัง ปีกทั้งสองข้างของเธออิดโรย การหายใจของเธอถี่และสั้น ไม่สามารถคว้าอากาศเข้าไปได้เต็มปอด ความคิดว่าเธอนั้นแสนจะไร้ทักษะทำให้เธออยากจะร่วงลงไปกองกับพื้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เธอจะไม่ละทิ้งโอกาสในการกู้คืนศักดิ์ศรีไป


            ราชามังกร ได้โปรดมอบพลังให้เธอ


            อากาเบลหายใจเฮือกใหญ่เมื่อปลายเล็บแหลมคมของมังกรศัตรูกรีดปีกของเธอเป็นรอยยาว


            ได้โปรดให้เธอชนะ อย่าให้เธอพ่ายแพ้


            ศึกระหว่างมังกรเวลานี้กลายเป็นการบินไล่จับกันแทน อีกสักพักเพทราดีสีแดงก็จะรู้ตัวว่าเธอแค่บินหนีถ่วงเวลาไปเรื่อย ๆ เท่านั้น เขาจะหันไปสนใจคนจากปราสาทที่กำลังสู้รบกันบนพื้นดินแทน ถึงแม้เขาจะมีช่วงเวลาที่หันหลังให้ เธอก็คิดไม่ตกว่าตัวเองจะเข้าไปโจมตีอย่างไรให้เขาสิ้นท่าดี เธอจึงตัดสินใจพ่นเกล็ดน้ำแข็งใส่บรรดาทหารเฮเนวิงภาคพื้นระหว่างบินหนีไปด้วย เพื่อที่จะป่วนศัตรูเพิ่ม พลังธาตุน้ำแข็งของเธอเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดีที่สุด เกล็ดน้ำแข็งไม่ถึงกับฆ่ามนุษย์หนึ่งคนได้ภายในครั้งเดียว แต่พวกมันจะเจ็บแสบยามโดนเกล็ดเหล่านี้ทิ่มแทง อาการชาจะค่อย ๆ ลุกลามไปทุกอวัยวะภายนอก—


            โลกทั้งโลกหมุนไร้ทิศทางทันทีที่เธอโดนมังกรศัตรูชนจนกระเด็นไปกระแทกพื้นอีกครั้ง เธอแผดเสียงเมื่อเพทราดีสีแดงเข้มพุ่งมาตรึงเธอไว้ และยกกรงเล็บขึ้นเตรียมจะขยุ้มคอ เธอจึงทุ่มกำลังทั้งหมดในการสะบัดตัวหนี เหมือนหมาจนตรอกพยายามหาหนทางเอาตัวรอด ชั่วแล่นนั้นช่วยเปิดช่องว่างให้เธออ้าปากกว้าง และฝังเขี้ยวตรงหัวไหล่ของศัตรูได้เต็มแรง


            ได้โปรด ราชามังกร เธอเฝ้าอ้อนวอนมาตลอดชีวิต


            รสเลือดคาวแทรกซึมเข้ามาในลำคอ ยิ่งทวีคูณความบ้าคลั่งในสนามรบของอากาเบลจนเพทราดีสีแดงเข้มไม่สามารถสะบัดเขี้ยวที่ฝังแน่นของเธอให้หลุดไปได้ ทว่าต่อจากนั้นเสียงของสนามรบฝั่งมนุษย์ก็ถูกกลบด้วยเสียงกรีดร้องของเธอแทน เมื่อศัตรูกดกรงเล็บกับโครงหน้าเธอ จิกเข้ามาที่ขมับและใบหู มันได้ผล เธอกระตุกไม่หยุด เบ้าตาร้อนผ่าวจากเลือดในกาย เจ็บปวดเหมือนศีรษะถูกลาวาร้อน ๆ ท่วมใส่ เธอยอมละคมเขี้ยวเปื้อนเลือดออกมา แต่ศัตรูยังไม่หยุด เขาขย้ำกรามเธอ


            เธอสักการะราชามังกรมาตลอด ท่านต้องช่วยเธอ


            อากาเบลกระหืดกระหอบ การมองเห็นเริ่มมืดมัว ของเหลวแฉะค่อย ๆ ไหลตามใบหน้าของเธอลงมาหยดใส่ผืนดิน ฝ่ามือและกรงเล็บของเพทราดีสีแดงเข้มแข็งแกร่งเกินไป ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ทนไม่ไหว ไม่มีทางที่เธอจะทนความเจ็บปวดเกินกว่าจะพรรณนานี้ไหว เธอไม่ได้ยินเสียงตัวเองคำรามอีกต่อไปแล้ว มีเพียงเสียงอื้ออึงทุกหนแห่ง


            “ไม่...เธอแค่นเสียงอ้อนวอน “ไม่เอา”


            ราชามังกรต้องช่วยเธอ – เธอผู้เป็นมังกรที่พิเศษกว่ามังกรตัวใด


            ไม่มีความปราณีใด ๆ ฉายผ่านนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของผู้กุมชีวิตเบื้องหน้า ทั้ง ๆ อย่างนั้น เธอดันนึกถึงดวงตาสีฟ้าของอัศวินคู่พันธสัญญาแทน ถึงวันที่มันควักดวงตาข้างขวาของเธอไป ถึงวินาทีแทบขาดใจตายของตัวเอง สายฝนอันเย็นเฉียบ และกลิ่นดินชื้นซึ่งคลุกเคล้าไปด้วยโลหิต ตอนนั้นมันก็คงไม่นึกสงสารหรืออยากยั้งมือ เหมือนกับมังกรศัตรูผู้นี้


            อารมณ์รุนแรงบางอย่างถูกจุดประกายขึ้นมา


            เธอจึงจินตนาการอีกครั้ง ว่าเพทราดีสีแดงเข้มตรงหน้าคืออัศวินตาฟ้าซึ่งกำลังบดกระโหลกเธออย่างสำราญใจ


ได้โปรด ช่วยคืนศักดิ์ศรีมังกรกลับมา แลกกับความศรัทธายิ่งกว่ามังกรตัวไหน ๆ ของเธอ


            ไอเย็นไหลขึ้นมาตามลำคออย่างรวดเร็ว และความทรมานที่ทำให้เส้นเลือดเต้นตุบ ๆ ก็ยิ่งเพิ่มพูน อากาเบลเกร็งกายจนอยู่ในท่าผิดปกติ ก่อนเธอจะโก่งลำคอ ความเจ็บแสบไล่ลามไปยังปลายหาง แล้วระเบิดลมหายใจน้ำแข็งออกไป เสียงดังกัมปนาถมาพร้อมกับแรงมหาศาลที่ผลักเธอกับศัตรูให้ปลิวไปคนล่ะทาง หัวไหล่ของเธอชนกับหิน ปีกกระแทกกับท่อนไม้


            อากาเบลเห็นสีขาวสว่างจ้าซึ่งกำลังอ่อนแสงลงเรื่อย ๆ และสัมผัสถึงอากาศเย็นจัดของฤดูหนาว ละอองหิมะกำลังโปรยปราย เธอพยายามยืนสี่ขาเหมือนเดิมขณะโผเผไปมา เลือดเหนียวไหลล้นลำตัว ขาแข้งสั่นเทิ้มไม่หยุด เธอพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อขจัดความพร่าเลือน พลางดีดตัวกลับขึ้นไปในอากาศ แม้จะมึนจนมองอะไรต่อมิอะไรไม่ชัดเจนก็ตาม


            เงาสีเข้มโฉบบินผ่านหน้า


            หัวใจของอากาเบลหยุดเต้นไปชั่วขณะ


ความเจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายย้อนกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้มันเป็นแผลสดใหม่ เพทราดีสีแดงเข้มฝังคมเขี้ยวกับลำคอของเธอ สัมผัสแหลมขมของเขี้ยวจวนจะแตะกระดูกลำคอ ผิวหนังบริเวณนั้นได้กลายเป็นรูโหว่จากรอยเขี้ยวไปแล้ว เกล็ดสีเงินเปื้อนเลือดของเธอร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า ในระหว่างที่ศัตรูใกล้จะบรรจบฟันทุกซี่และกระชากเนื้อตรงนั้นออกมา


            เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น นอกจากละคมเขี้ยวออกไป


            อากาเบลตัวเบาหวิวขณะถูกปล่อยให้ตกลงมาจากความสูงระดับยอดปราสาท เสมือนซากไร้วิญญาณที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป ภาพของท้องฟ้าที่เธอชอบมาตลอดนั้นได้ถูกเคลือบไปด้วยสีแดงโลหิตที่กำลังร่วงหล่นตามมา มังกรศัตรูกระพือปีกบินอยู่กับที่เหนือเธอ ร่างของเขาถูกแท่งน้ำแข็งแหลมคมขนาดใหญ่แทงทะลุบ่ากับลำตัวท่อนล่าง


            ใต้ล่างเธอเป็นแม่น้ำซึ่งไหลต่อมาจากมหาสมุทร แต่มันเหมือนกับร่างปวกเปียกของเธอตกใส่ภูเขาทั้งลูกแทน ผิวน้ำแตกกระจาย แล้วเงาของร่มไม้ก็กลืนกินแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ ความเจ็บปวดมีมากเสียจนมันกลายเป็นความชาวาบ  ร่างกายอันหนักอึ้งค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง เหลือเพียงร่างมนุษย์เด็กสาวกลางผืนน้ำสีแดงเข้มน่าสะพรึง ตรงนี้เงียบสะงัด ในขณะที่ข้างนอก เสียงโลหะปะทะกันและเสียงกรีดร้องของเหล่ามนุษย์ยังคงดังกึกก้องต่อไปในสมรภูมิ


            แล้วทุกความคิดที่อึมครึมมาตลอดก็ชัดเจน อากาเบลตระหนักถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เธอไร้ชีวิตชีวาได้ในที่สุด การพ่ายแพ้มนุษย์เป็นความผิดพลาดมหันต์ ทั้งในด้านศักดิ์ศรีและความเชื่อ แต่เธอยังพยายามดิ้นรนพยายามหาทางเรียกคืนทุกสิ่งที่เสียไป แม้จะมีความรู้สึกผิดที่คอยบอกเป็นนัยอยู่ตลอดเวลา ว่าทำไมเธอถึงไม่กระตือรือร้นจะสักการะราชามังกรอีกแล้ว


เธอไม่อยากยอมรับที่ตัวเองแพ้มนุษย์ เพราะมันอาจจะเป็นแค่ความผิดพลาดโง่เง่าหรือความโชคร้าย เธอชนะมังกรตัวอื่นมาตลอด เธอจะแพ้มนุษย์ได้อย่างไร เธอจะยอมรับก็ต่อเมื่อเธอแพ้ผู้ที่เท่าเทียมกันเท่านั้น ซึ่งก็คือมังกรเพทราดี


            และเธอก็พ่ายแพ้ทั้งสองฝ่ายอย่างราบคาบ


            เธอไม่ใช่อากาเบล โซโกลอฟ หรืออากาเบล บุตรีแห่งแลนจ์อีกต่อไป เธอไม่ใช่เพทราดีเจ้าของเกล็ดสีเงินแสนสง่างาม ผู้เป็นทหารกล้าของราชามังกรอย่างที่คิดไว้อีกแล้ว เธอไม่มีสิทธิ์ปกครองสเนียเซนี่ ซึ่งพ่อเฝ้ารอให้เธอสานต่ออุดมการณ์ เธอไม่ใช่มังกรที่เก่งกาจ โหดร้าย และไร้เทียมทานอย่างที่คิดมาตลอด


            เธอเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งปราชัยอย่างย่อยยับให้กับโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #913 คุณลิลหรี่ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 11:08
    สงสารนางเอก อย่างที่เราว่าพระเอกนี่หลอกใช้เก่งจริงๆ ความเป็นมาก็ลึกลับ คนต่างชาติ มาจากไหนกันแน่

    ฝ่ายตรงข้ามดันคิดจะใช้มังกรเหมือนกันนี่สิ อยากรู้จังตัวสีแดงคือใคร แอบชิปมังกรแดงกับอากาเบลได้ไหมอะ555
    #913
    0
  2. #869 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 17:49
    สงสารหนูเบล ฉากปะทะมาเร็วขึ้นเยอะเลย โอย เอ็นดูน้องอ่ะ น้องไม่ควรมาเจออะไรอย่างนี้เลยด้วยซ้ำ โชคชะตาพัดพาจริงๆ ตั้งแต่ต้องมาโดนควักตา ต้องมาตกกระไดพลอยโจนโดนผูกพันธสัญญา ต้องรบเพื่อมนุษย์ บ้านก็กลับไม่ได้ จนมาโดนมังกรตัวอื่นฟัดซะหมดท่า เอ็นดูอ่ะฮือ
    #869
    0
  3. #773 minggg- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:35
    โหยยย บทนี้น่าสงสาร
    ฮือฮือ ล้มเพื่อเติบโตนะหนูเอ๊ยยย
    #773
    0
  4. #124 Melani Fulano (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 / 04:26
    เป็นบทที่อลังการมาก ๆ เลยครับ ศึกขนาดใหญ่ ไหนจะรายละเอียดเรื่องยุทโธปกรณ์ยุคกลาง การต่อสู้อันโหดร้ายระหว่างมังกรมีเกล็ด แอบสงสารอากาเบลในตอนท้าย ๆ บท ดูจะไม่เจ็บแผลเท่าไหรแต่เจ็บใจอย่างแรง 5555+ เป็นตอนที่มันส์สุด ๆ ไปเลยครับ สนุกได้อีก คอยติดตามเช่นเคย :3
    #124
    1
    • #124-1 Parewine(จากตอนที่ 15)
      19 กรกฎาคม 2558 / 16:29
      ขอบคุณมากค่าาา
      #124-1
  5. #122 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 / 07:15
    อ้ากกก อากาเบล แพ้!! ไม่จริงน่า สู้ๆๆๆ จะได้ไปตื้บดีทริค ต่อ
    #122
    1
    • #122-1 Parewine(จากตอนที่ 15)
      19 กรกฎาคม 2558 / 16:28
      มาต่อแล้วค่าาา
      #122-1
  6. #121 แอลซินอาร์ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 16:13
    ตอนนี้สนุกมาก อ่านแล้วค้าง
    #121
    1
    • #121-1 Parewine(จากตอนที่ 15)
      19 กรกฎาคม 2558 / 16:28
      ดีใจที่อ่านตอนนี้สนุกนะคะ XD
      #121-1
  7. #120 -o-ลูกแก้วหลากสี-o- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 01:58
    เห็นว่าอัพเดตเลยมาอ่านโดยพลัน
    พอเข้ามาคืออ่านไม่ได้
    โดนไรท์ทำร้ายยยยย
    หลอกให้ดาวดีใจ
    นอนไม่หลับนี่พูดเลย
    #120
    3
    • #120-2 Parewine(จากตอนที่ 15)
      14 กรกฎาคม 2558 / 03:26
      ทางนี้ลอง log off แล้วเปิดดู + ให้เพื่อนช่วยเช็คก็เปิดตอนนี้ได้นะคะ ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านเปิดอ่านได้หรือยังเอ่ย ถ้าตั้งแต่ตอน 16+ เราปิดไว้อยู่ค่ะเพราะยังปั่นไม่ถึง (ฮา) แต่ถ้าอ่านไม่ได้เดี๋ยวเราอัพโหลดตอนนี้ลงเว็บฝากไฟล์ให้ได้นะคะ
      #120-2
    • #120-3 -o-ลูกแก้วหลากสี-o-(จากตอนที่ 15)
      19 กรกฎาคม 2558 / 17:58
      ได้แล้วละคะ ขอบคุณมากนะคะไรท์
      เปิดมาเจอตอนใหม่พอดีด้วยย. ไปอ่านแปป
      #120-3
  8. #90 Melani Fulano (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 23:49
    รู้สึกสนุกกับการที่กิลเบิร์กโดนอากาเบลแกล้งอย่างแปลก ๆ 555+ ดูเหมือนในที่สุดเอเมอร์รัลก็จะมีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเองแล้ว เชียร์คุณแม่สุดแกร่งครับ ติดตาม ๆ :3
    #90
    1
    • #90-1 Parewine(จากตอนที่ 15)
      11 มิถุนายน 2558 / 20:47
      ขอบคุณค่าาา
      #90-1
  9. #87 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 00:07
    ดีจัยด้วยน่ะค่ะที่ติด ไรท์เก่งมั่กๆๆๆ ยกนิ้วให้เลย แบบนี้ต้องฉลองด่วยการอัพนิยาน 5-6 ตอนรวดเดียวแล้วม้าง5555ล้อเล่น น่ะค่ะ กี่ตอนก้ได้ เอาใจช่วย กะลังมันส์เลย
    #87
    1
    • #87-1 Parewine(จากตอนที่ 15)
      6 มิถุนายน 2558 / 23:35
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า ทั้งเรื่องมหาลัยและนิยาย ;w; จะรีบปั่นมาอัพนะคะะะ
      #87-1
  10. #86 ยูริน จัง (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 18:56
    รู้สึกว่า มันจะ...ยุ่งอยากเกินไปไหนหน๊อ? //อย่าโกรธเค้าน๊า เค้าแค่งงเอง ไอพันธสัญญาข้าบอนั้นอีก เหมือนิยายรักที่อ่านทั่วไปๆ ที่มีพระเอกเย็นชา กับนางเอกที่ไม่ถูกพระเอกอย่างแเรง สุดท้ายก็กลับมารักกันใช่ป่ะ?? พอจะเดาเนื้อเรื่องได้(มั้ง?) 555 
    #86
    1
    • #86-1 Parewine(จากตอนที่ 15)
      5 มิถุนายน 2558 / 19:03
      ไม่โกรธค่า ไม่ต้องห่วง เราดีใจมาก ๆ ที่ท่านเข้ามาอ่านนะคะ XD แฮ่ ๆ ส่วนเนื้อเรื่องก็...งุบงิบก่อน อิอิ
      #86-1