Draconic Chronicle

ตอนที่ 14 : I-14: Joy of Slaying

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 843
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




14



ทั้งคืนอากาเบลนอนหลับบนเก้าอี้ข้างราล์ฟ เพราะอัศวินตาฟ้าขอให้เธออยู่เฝ้าแทนมันที่ต้องออกไปทำธุระ (ผ้าห่มก็คือผ้าคลุมของเจ้าตัวนั่นแหละ) ก็ยังดีกว่าเตียงที่ทั้งเก่าและส่งกลิ่นเหม็นหืนในห้องนอนรวมเยอะ จริง ๆ แล้ว เธอเองก็ไม่อยากอยู่ในพื้นที่ที่มีมนุษย์เกือบสิบคนด้วย ก็เลยยอมนอนข้างนอกแม้จะต้องอยู่ในท่าที่ไม่สบายตัวเลยก็ตาม


            ราล์ฟตื่นแต่เช้าตรู่ก่อนเธอเสียอีก มันเปลี่ยนไปใส่เสื้อลินิน ตามตัวมีผ้าพันแผลพันรอบ น่าประหลาดที่มันดูไม่เหมือนคนบาดเจ็บสาหัสจนต้องเดินกุมเลือดซึมแบบเมื่อคืนเลย อาจเป็นเพราะแข็งแรงมาก หรือไม่ได้มีแผลย่ำแย่อย่างที่เธอคิด


            “ในตอนแรก ข้าคิดว่าตัวเองโดนดาบแทงทะลุไปข้างหลัง ฝีมือพวกทหารพราน ข้าถึงกับอ้อนวอนพระเจ้าไม่หยุดราล์ฟยิ้ม พลางทำมือเป็นสัญลักษณ์ของศาสนา โชคดีที่ปลายดาบแทงเข้ามาไม่ลึกมากนัก พรของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้


            ไม่น่าจะใช่แผลเล็กน้อยอย่างที่มันบอก เมื่ออากาเบลลองจินตนาการบริเวณชายโครงของตัวเองโดนปลายดาบแทงเข้ามา สุดท้ายเธอก็แค่ยักไหล่ แม้จะสงสัยว่าทำไมเมื่อคืนราล์ฟถึงดูอาการหนักนัก ทว่าอัศวินตาฟ้ากลับไม่มีท่าทีกังวลเลย


            “เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นเธอถาม


            ราล์ฟถอนหายใจ พลางเอนหลังพิงเก้าอี้ เฮเนวิง! พวกมันทำอย่างนี้ตลอด ไล่ปล้นกับเผาหมู่บ้านเสร็จก็นั่งเรือหนีกลับอาณาจักรตัวเอง เราไม่มีกองเรือดีเท่าพวกมันจึงต้องทนปวดหัวกับปัญหานี้มาเรื่อย ๆ พระเจ้าช่วยลงโทษพวกมันทีเถอะ


            “ครั้งนี้จะโดนตีปราสาทรึไง


            “ใช่ ทหารพวกนั้นคงทั้งถูกส่งมาก่อกวนกับสอดแนม พวกมันตั้งใจจะจับตัวเจ้าชายกิลเบิร์ตไป ฝ่าบาทเป็นแก้วตาดวงใจของพระราชา ได้เรียกค่าไถ่กันบานตะไทแน่ราล์ฟตอบ โชคดีของพระราชาที่พระผู้เป็นเจ้าเข้าข้าง พวกสายข่าวรีบแจ้งทางวังใหญ่ก่อน เรื่องโชคร้ายก็คือ ชาร์น็อคเซียซ์นิคดันออกมาสำรวจหมู่บ้านกับข้า มิฉะนั้นก็คงมีเวลาปรึกษากับเจ้าชายแล้ว


            “เจ้าออกไปบอกพวกเฮเนวิงว่า เฮ้ เราไม่มีเจ้าชายอยู่ในปราสาทแล้วนะ กลับบ้านไป แบบนี้ไม่ได้เรอะเธอแนะนำอย่างจริงจัง ก่อนจะทำหน้างงเมื่อราล์ฟหลุดขำทั้ง ๆ ที่เธอไม่มีความคิดอยากจะฉีกยิ้มกับประโยคของตัวเองเลยแม้แต่น้อย


            “พระเจ้าพระองค์เดียวที่รู้ว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเฮเนวิงเลิกตีกับแอเธลวินราล์ฟบอก แล้วหันไปสั่งชาร้อน ๆ หนึ่งถ้วยจากลิลี่ที่กำลังเดินผ่านด้านหลังไปอย่างเร่งรีบ ไม่ใช่แค่เจ้าชายที่จะโดนเรียกค่าไถ่ ชาร์น็อคเซียซ์นิคกับอัศวินคนอื่นในปราสาทก็เป็นเหยื่อได้ทั้งนั้น พวกเขาอาจจะไม่ใช่ขุนนางยศสูงส่ง แต่เจ้ารู้รึเปล่าว่าการเป็นอัศวินน่ะใช้ทรัพย์เท่าไร


            “ต้องใช้เงินด้วย? โถ นึกว่าแค่เป็นวีรบุรุษคนดีก็เป็นอัศวินได้แล้วซะอีกอากาเบลถากถาง


            “พระเจ้าช่วย! เจ้าเป็นอัศวินฝึกหัดไม่ใช่หรืออีกฝ่ายตกตะลึงพรึงเพริด ข้าคิดว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคน่าจะสอนเจ้าทุกอย่างแล้วแท้ ๆ แต่เจ้าคงไม่เคยฟังเลยสินะ เป็นลูกศิษย์ที่แย่อะไรขนาดนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขั้นตอนการเป็นอัศวินคืออะไร!”


            สอนกับผีสิ อากาเบลทำปากกระหมุบกระหมิบ


            “ผู้ชายทุกคนสามารถเป็นอัศวินได้ หากมีทรัพย์สมบัติเพียงพอราล์ฟเริ่มต้นอธิบาย ดาบ เกราะ ม้า ของพวกนี้แพงใช้ได้เชียวล่ะ ชีเมียหรือชาวบ้านธรรมดาน่ะไม่มีโอกาสหรอก อัศวินฝึกหัดส่วนใหญ่หากไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นอัศวิน ก็ตายในสนามรบ หรือเป็นอัศวินฝึกหัดไปตลอดชีวิต อย่างข้ากับนอร์แมน แต่ส่วนใหญ่แล้ว อัศวินน่ะมาจากตระกูลชนชั้นสูง ดังนั้นต่อให้พวกเฮเนวิงไม่ได้ตัวเจ้าชายไป แต่ได้ตัวอัศวินก็สามารถเรียกค่าไถ่ได้ตามที่ต้องการแล้ว


            “เซอร์น็อคส์ ๆ มีครอบครัวด้วย?


“พระเจ้าช่วย!


อากาเบลกลอกตา “ชาร์น็อคเซียซ์นิคมีครอบครัวด้วยเหรอ เห็นเจ้าชายกิลเบิร์ตบอกว่าไม่ใช่คนแอเธลวินนี่


            “พระเจ้าทรงโปรดอนาคตของเด็กคนนี้ด้วย” ราล์ฟดูผิดหวังมาก “ชาร์น็อคเซียซ์นิคไม่ใช่คนแอเธลวินอย่างที่เจ้าชายกิลเบิร์ตบอกนั่นแหละ อาจจะเรียกได้ว่าเขาไม่เหลือครอบครัวอีกแล้วก็ได้ เพราะเขาเป็นคนสุดท้ายของตระกูลเบลนเฮล์ม หรือในความเป็นจริง... ตระกูลเบลนเฮล์มได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เซอร์โธมัสเสียชีวิตเมื่อสี่ปีก่อน


            เซอร์โธมัส..?


            “มีคำตอบในใจแล้วใช่ไหม ว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคไม่ใช่ทายาทโดยตรงของตระกูลเบลนเฮล์ม เซอร์โธมัสรับเขามาเลี้ยงดูในเส้นทางของอัศวิน ไม่มีใครในที่นี้รู้ว่าเขามาจากไหน เขาเองก็จำไม่ได้ ชาร์น็อคเซียซ์นิคน่ะนะ ข้าเจอเขาครั้งแรกก็ตอนเขายังเด็ก ๆ เพิ่งมาอยู่ในแอเธลวินนู่น เจ้าก็เห็นสีผมของเขา ไม่เหมือนสีน้ำตาลกับสีดำแถบนี้หรอก


            เป็นไปได้หรือที่คน ๆ นึงจะจำสถานที่ที่ตัวเองเกิดไม่ได้? อากาเบลใช้เวลาหลับจำศีลทั้งหมดรวมกันเกือบครึ่งชีวิต แต่ก็ยังจำสิบปีแรกได้แม่น (ถึงจะเริ่มสับสนว่าส่วนไหนเป็นความฝัน ส่วนไหนเป็นความจริงก็ตาม)


            “ภาษาล่ะ? บอกไม่ได้รึไงว่ามาจากที่ไหนเธอกอดอกถาม


            “เขากล้าพูด... และสามารถพูดได้จริง ๆ ก็ตอนที่ได้เรียนภาษาแอเธลวินหลังจากมาอาศัยกับเซอร์โธมัสแล้ว


            “เซอร์โธมัสอะไรนั่นตายอย่างไงเธอปากไวหลุดถาม


            “พระเจ้า! นั่นไม่ใช่คำถามที่เหมาะสมเลยนะราล์ฟดุ แล้วเริ่มเทศนา ข้าเป็นห่วงอนาคตของเจ้ามาก พยายามตั้งใจเรียนเข้าไว้ และรู้เสียบ้างว่าการที่เจ้าพูดถึงชาร์น็อคเซียซ์นิคด้วยชื่อประหลาด ๆ ทำให้คนนอกมองอย่างไร พวกเขาจะมองว่าเจ้าไม่มีมารยาท ไม่เหมาะสม! เจ้าเสียเปรียบพอแล้วที่เป็นเด็กผู้หญิง จะต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้สัมมาคารวะอีกหรือไง!”


            แล้วสรุปว่าเซอร์โธมัสตายอย่างไง อากาเบลอยากถาม แต่เปิดปากพูดแทรกราล์ฟแทบไม่ได้ มันบ่นต่ออีกหลายนาที ระหว่างนั้นก็จิบชาที่ลิลี่เอามาให้เรื่อย ๆ กว่ามันจะหยัดกายลุกจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นก็ตอนที่สมองเธอใกล้ระเบิดเต็มทน


            “พอ หมดเวลาพักผ่อน ศัตรูใกล้จะมาประชิดปราสาทในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว รีบไปช่วยงานคนอื่นเร็วเข้ามันสั่ง แล้วถอนใจเหนื่อยอ่อนเมื่อเธอทำหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจ เสบียง ฟืน อาวุธ อะไรก็ได้ ไปดูเสีย เราจะต้องยืนหยัดสู้เฮเนวิงจนกว่าวังใหญ่จะส่งทัพเสริมมา พวกมันจะปิดล้อมเราเอาไว้แล้วปล่อยให้เราอดอาหารทีล่ะนิดจนกว่าจะยอมจำนน


            ราล์ฟพูดเสร็จก็ลุกไป ทิ้งอากาเบลให้นั่งสบถคำหยาบกับชะตากรรมตัวเองอยู่คนเดียว



***



ต่อไปนี้คือชีวิตที่อากาเบลวาดฝันไว้:


            ขึ้นปกครองขุนเขาสเนียเซนี่ เผยแพร่สิ่งที่พ่อวางไว้ให้แก่มังกรขุนเขาอื่น อยู่กินกับมังกรตัวผู้สักตัว มีทายาทเพื่อสืบทอดต่อไป และตายอย่างสงบสุข


            และนี่คือชีวิตที่เธอกำลังเผชิญอยู่:


            มีร่างมนุษย์เด็กสาว ถูกพันธสัญญาชีวิตผูกพันธ์กับมนุษย์อีกคน เกียรติยศมังกรอาจจะไม่หลงเหลืออีก มีความทรงจำของมนุษย์แปลกหน้าอยู่กับตัวเอง และหัวกำลังจะหลุดบ่าในอีกไม่ช้า


            อากาเบลอยากหงายหลังนอนยาวไปเป็นเดือนเลย แล้วค่อยตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่เฮเนวิงกลับอาณาจักรไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามันคงเป็นได้แค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ตอนนี้เธอจึงได้แต่ผ่าฟืนเพื่อเบี่ยงเบนความหงุดหงิด ยามสายเพิ่งมาถึง ทว่าทั้งตัวเธอกลับเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อจากการออกแรงเหวี่ยงขวานจนเสื้อลินินเปียกชื้น


ถ้าทุกอย่างย่ำแย่เกินกว่าจะรับมือไหว หรือเธอไม่สามารถอดทนกับความเครียดได้อีกต่อไป เธอจะกลายร่างเป็นมังกรแล้วไล่ฆ่าพวกเฮเนวิงให้หมด เธอจะทำตอนนี้เลยก็ได้ บินไปหาพวกมันที่กำลังเดินทางมา จะกัด ใช้กรงเล็บ หรือพ่นลมหายใจน้ำแข็งใส่พวกมัน แต่อะไรบางอย่างพยายามบรรเทาหัวสมองซึ่งใกล้จะขาวตื้อเต็มทนของเธอไว้


            อาจเป็นประโยคของอัศวินตาฟ้าเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนที่ว่า เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าอาวุธมนุษย์ทำอะไรเจ้าไม่ได้?


            ปราสาท ณ ปัจจุบันถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังเป็นสีดำทะมึนเหมือนฝนใกล้ตก แต่ความจริงหิมะคงมาถึงก่อน (ถ้าตามที่อากาเบลเชื่อ มันเป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น) ลมพัดโหมรุนแรง และผู้คนก็กำลังวิ่งสวนไปมาอย่างเร่งรีบ ต่างตะโกนไม่ก็ขนของกันพัลวัน คล้ายกับกำลังอพยพย้ายถิ่นหนีภัยพิบัติอย่างไงอย่างงั้น


            อากาเบลรับรู้ถึงข้อมูลการตั้งรับของปราสาทเพียงน้อยนิด ต้องคอยสังเกตเอาเองในช่วงสองวันแรกของการเตรียมตัว เธอไม่เจออัศวินตาฟ้าอีกเลย และนาน ๆ ทีก็พบราล์ฟ จึงจำเป็นต้องวิ่งเต้นหางานทำด้วยตัวเอง เพราะพวกผู้ชายวัยแข็งแรงถูกเรียกตัวไปขนอาวุธกับทำกับดัก เหลือแต่ผู้หญิงกับคนเฒ่าชราที่มั่นใจได้เลยว่าคงทำงานหนัก ๆ ไม่ไหวแน่ เธอจึงเป็นตัวเลือกแรกที่ราล์ฟบอกชื่อให้แก่หัวหน้าคนรับใช้ ยายเด็ก (แม่มด) ที่ฆ่าหมาป่าได้สี่ตัว ทุกคนเชื่อว่าเธอมีแรงกายมหาศาล


            หลังจากผ่าฟืนและยกถังน้ำซึ่งตักจากบ่อบาดาลเสร็จ เธอก็ต้องไปช่วยปิดทางเข้าหลักของปราสาทโดยใช้ท่อนไม้ขัด ตอนนั้นจึงสังเกตเห็นว่าสะพานหินสำหรับข้ามคูเมืองเข้ามาข้างในนั้นมีสะพานไม้ต่อไว้ติดกับทางเข้า มันคือสะพานชักซึ่งมีโซ่และเชือกเป็นกลไกดึงให้มันตั้งขึ้นมาปิด ไม่ให้ผู้บุกรุกข้ามสะพานเข้ามาได้ ต่อจากนั้นคือกับดักภายในอุโมงค์ทางเดิน ซึ่งเต็มไปด้วยประตูชักรอกสองชั้นทำจากโลหะ เตรียมปล่อยลงมาขังใครก็ตามที่โชคร้ายพอจะติดอยู่ในนั้น และช่องสังหาร


            “เราจะเทหิน น้ำร้อน หรือน้ำมันเดือดใส่พวกมันผ่านช่องสังหารทหารคนหนึ่งอธิบายให้ฟังขณะชี้นิ้วไปที่ช่องทรงกลมขนาดกลางบนเพดานให้ดู “ไม่ใช่ภาพน่ามองเท่าไรหร้อก ศพจะเละเทะ ทำความสะอาดก็ยากเข็ญแน่ะ”


            อากาเบลยอมรับว่าเธอวิ่งช่วยเหลือคนไปมานั้นเป็นเพราะตื่นตาตื่นใจกับกลไกการป้องกันในปราสาท และวิธีเดียวที่จะได้พิสูจน์หรือเห็นของเหล่านั้นก็คือการเข้ามาทำงานด้วย มันเหมือนได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกประดิษฐ์ขึ้นได้ เมื่อเทียบกับการรบของมังกรแล้ว เธอรู้สึกว่าฝ่ายมนุษย์ดูมีสีสันกว่าเยอะ มังกรจะนิยมพุ่งเข้าหากันเพื่อต่อสู้ ต่อให้บริเวณนั้นเป็นลานกว้าง ถ้ำ น้ำตก มหาสมุทร หรือบนท้องฟ้าก็ตาม พวกเขาจะชนกันและฝังคมเขี้ยว อุ้งเล็บตบและข่วนจนเลือดท่วม


เธอเหม่อลอยเสร็จก็ยกท่อนไม้เข้าไปวางไว้ในคฤหาสน์แต่ละหลัง เตรียมพร้อมจะขัดประตูทันทีหากศัตรูสามารถผ่านทางเข้าหลักมาได้ เธอต้องขนไม้ไปคฤหาสน์หลังใหญ่อันเป็นปราการสุดท้ายบนเนินเขาสูงสุดเยอะเกินจนรู้สึกหงุดหงิด อยู่ ๆ ก็นึกอิจฉาหน้าที่ของสาวใช้ซึ่งจะต้องจัดจ่ายเสบียงให้เพียงพอต่อการถูกล้อมปราสาท และแน่นอน สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าด้วย ความเหนื่อยพาลทำให้เธอหมดอารมณ์อยากจะเห็นการตั้งรับของมนุษย์ต่อ จึงไปแอบงีบหลับในสวนดอกไม้ของกิลเบิร์ตฆ่าเวลา กระทั่งยามเย็นมาถึง เธอจึงเจอราล์ฟโผล่มาบ่นยกใหญ่ที่ไม่ช่วยงาน


            “เจ้าทำตัวแย่มากมากจริง ๆ!” มันลูบมือหนาขณะย่ำเท้าเดินไปมาเหมือนหนูติดจั่น รู้รึเปล่าว่าคนอื่นเขาทำงานหนักขนาดไหน!” แสงอาทิตย์สีส้มทำมุมเจิดจ้าพอดี อากาเบลต้องหยีตา แต่ราล์ฟดันเข้าใจว่าเธองุนงงไม่รู้เรื่อง ปราสาทแห่งนี้สร้างมาย่ำแย่พอจนกลายเป็นปัญหาหนักแล้ว! ข้าล่ะอยากจะรู้เสียจริงว่าใครเป็นคนคิดต้นแบบ พระเจ้าทรงโปรดเถิด!”


            “หา? แย่อย่างไง


            “มันมีคูเมืองกันพวกเฮเนวิงปีนกำแพงก็จริง แต่ก็ไม่ได้ติดกับแม่น้ำสายใหญ่เลยแม้แต่น้อย วังใหญ่ส่งเสบียงมาทางนั้นไม่ได้ ข้างในปราสาทก็ใช่ว่าจะดีเด่ แทนที่จะมีกำแพงล้อมรอบแต่ละคฤหาสน์เพิ่มเข้าไป ก็เหลือแค่หอคอยเดี่ยว ๆ กับพุ่มไม้ยาวเป็นระแนวเพื่อความสวยงามเท่านั้น! คูเมืองล้อมรอบคฤหาสน์หลักก็ไม่มี! เฮเนวิงแค่ถีบประตูเข้ามาก็สำเร็จแล้ว ยังไม่นับว่าเรามีกำลังพลน้อยนิดอีก ร้อยกว่าคนเท่านั้น ไม่สมกับเป็นกองกำลังของมาร์ควิสเลย! พระเจ้า ได้โปรดเถิดท่าน!”


            “เฮ้ หมายความว่า...


            “เมืองใกล้เคียงมีมาร์ควิสแบล็คตันอยู่ ต้องใช้เวลากี่วัน เจ็ด? สิบ?” ราล์ฟจมอยู่กับภวังค์ หากข่าวไปถึงวังใหญ่ได้ ขุนนางคนอื่นก็ต้องรู้ อาจจะเป็นเดือน... เดี๋ยว! ข้าต้องไปตรวจเสบียงอาหารก่อนพูดจบก็เร่งเดินหายเข้าไปในคฤหาสน์ทันที


            ค่ำคืนนั้นจึงผ่านไปโดยมีอากาเบลนึกสาปแช่งราล์ฟในใจ มันทำให้เธออกสั่นขวัญแขวนถึงภาพศีรษะตัวเองหลุดเรื่อย ๆ ตอนแรกเธอตั้งใจจะไปตามหาอัศวินตาฟ้าเพื่อเสนอทางหนีทีไล่ แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดไป เพราะมันคงไม่มีวันทำแน่ ๆ เธอจึงสาปแช่งมันเพิ่มตลอดมื้อเย็นที่ต้องนั่งกินบนพื้นรวมกับสาวใช้คนอื่น เวลาอาบน้ำก็ลำบากลำบน ไม่มีเวลาต้มน้ำให้อุ่นเหมาะสมกับอากาศ สีหน้าผวาของหญิงสาวในห้องนอนรวมก็ยิ่งทำให้เธออยากอาละวาดหนัก


            “จูเลียน่า ได้ยินข้าไหม ขะ-ขอโทษ ข้าเสียงสั่นมากเสียงลิลี่กระซิบคุยกับสาวใช้คนอื่นปลุกอากาเบลให้ตื่นตอนเช้ามืด ไม่รู้ว่าที่หมู่บ้านจะได้รับผลกระทบไหม ข้าเป็นห่วงพ่อ...


            “ขะ-ข้าพยายามสวดอ้อนวอนพระแม่เยเรน่าอยู่ ทะ-ทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปด้วยดี โธ่เอ๊ย ข้าก็สั่นเหมือนกัน!”


            พระอาทิตย์ยังโผล่ไม่พ้นขอบฟ้าด้วยซ้ำตอนที่สาวใช้ทุกคนต้องลุกไปทำงานต่อ อากาเบลเองก็ต้องสานหน้าที่ผ่าฟืน เธอจึงสวมเสื้อผ้าให้หนาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อกันหนาว ข้างนอกคฤหาสน์คล้ายกับตกอยู่ภายใต้การควบคุมของหมอก เธอต้องเดินฝ่าไอเย็นขมุกขมัวซึ่งทำให้ทัศนียภาพย่ำแย่ไปยังสถานที่ทำงาน พลางขยับถุงมือเก่าของใครสักคนที่เธอแอบจกมาใช้


            ให้ตาย งานชักจะน่าเบื่อเข้าไปทุกที...


            ราล์ฟปรากฎตัวอีกครั้งตอนที่หมอกจางหายไปหมดแล้ว และบนท้องฟ้ามีแสงสีทองพาดทับเมฆสีเทาอ่อน มันถอนหายใจโล่งอกที่เห็นฟืนไม้วางกองไว้ข้าง ๆ ขวานซึ่งปักทิ้งไว้บนตอไม้ เป็นของยืนยันว่าเธอไม่ได้อู้งานเหมือนตอนเย็นเมื่อวาน แต่มันหารู้ไม่ว่าการผ่าฟืนเป็นการระบายความขุ่นเคืองอย่างหนึ่งของเธอที่ใช้ท่อนไม้เป็นตัวแทนของสัตว์หรือคน


            “ข้าว่าเจ้ามีแววจะได้เป็นอัศวินเร็วนะหากทำผลงานได้ดีในการรบครั้งนี้มันบอกด้วยน้ำเสียงภูมิใจ


            “ไม่มีทางเธองึมงำกับตัวเอง


            มื้อเช้าอากาเบลได้กินแค่ขนมปังหนึ่งก้อนกับเหล้าน้ำผึ้ง เธอกุมท้องร้องโครกคราก และบอกกับตัวเองอย่างมุ่งมั่นว่านี่เป็นการช่วยเหลือมนุษย์มากเกินไปแล้ว เธอจึงหาโอกาสที่คนเดินขวักไขว่อย่างกับหนอนหนีกลับเข้าไปในคฤหาสน์หลังหลักเพื่อแอบนอนในห้องนอนรวม ทว่าที่นั่นก็ยังมีหลายคนวุ่นวายอยู่ จึงขึ้นบันไดไปหาห้องว่างชั้นสองอันเงียบเหงาแทน


            เธอเจอห้องสมุดซึ่งตกแต่งด้วยผนังสีแดงเลือดหมู ข้างในนี้สว่างไม่มาก มีตู้หนังสือทำจากไม้อย่างดีตั้งไว้ตามมุมห้อง ผืนผ้าสีน้ำเงินปักสัญลักษณ์ศาสนาและราชวงศ์ห้อยเคียงข้าง หน้าต่างใต้ผ้าม่านที่ปลิวไหวเล็กน้อยเปิดรับสายลม ในห้องนี้มีชุดโต๊ะเก้าอี้อย่างน้อยห้าชุด อยู่ใต้บานหน้าต่างบ้าง ใกล้ตู้หนังสือบ้าง และตั้งอยู่กลางห้อง เหยียบพรมสีแดงเลือดหมูซึ่งมีรอยน้ำตาเทียนหยดบ้าง แต่ในมุมห้องที่มืดสลัวที่สุด ตรงนั้นมีเงาร่างหนึ่ง


            เสียงหอบหายใจ... ของอัศวินตาฟ้า? มันไม่ได้สวมฮู้ดอีก กำลังนั่งก้มหน้ากับฝ่ามือ แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ โต๊ะกลมล้มระเนระนาดตรงปลายเท้า และเก้าอี้ตรงกันข้ามอีกตัวก็หงายหลังอยู่ในสภาพเหมือนเพิ่งผ่านพายุมา


            “เป็นบ้าเหรอ” เธอถาม


            เกิดความเงียบขึ้น แล้วอัศวินตาฟ้าก็นิ่งไปเหมือนจู่ ๆ ก็นึกงีบหลับ มันอาจจะไม่ได้ยินว่ามีคนกำลังพูดด้วยด้วยซ้ำ อากาเบลเลิกคิ้ว เตรียมจะเดินออกไปหาห้องว่างสำหรับนอนกลางวันห้องใหม่ ตอนนั้นเองที่คู่พันธสัญญาเงยหน้าขึ้นมามอง มันนั่งตัวตรงและทำหน้าตาย พลางลุกไปเปิดผ้าม่านปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาขณะถามเสียงขุ่น


            “ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่?


            อากาเบลสะดุ้ง ก่อนจะมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปยังโต๊ะกับเก้าอี้ซึ่งล้มคว่ำบนพื้น


            “เฮ้ ๆ ฝีมือเจ้านั่นแหละ ไม่ต้องโยนมาให้ข้าเลยเธอรีบดัก


            “มันจะเป็นฝีมือข้าได้อย่างไร โซโกลอฟ”


            “อ้าว ไอ้เวรนี่ ก็ข้าไม่ได้ทำซะหน่อย!


            อัศวินตาฟ้าเดาะลิ้น แล้วหันจากวิวภูเขานอกหน้าต่างกลับมาจ้องเธออย่างไม่พอใจ ทว่าอยู่ ๆ มันก็ชะงักงันไป และถึงแม้ทั้งสองกำลังประสานสายตากันอยู่ แต่อัศวินตาฟ้ากลับไม่ได้พุ่งสมาธิมาหาเธอ มันกำลังเงี่ยหูฟังหรือพิจารณาอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้ ทันทีที่มันหลุดจากภวังค์เหม่อลอยฉับพลัน มันก็รีบย่ำเท้าเดินออกจากห้องสมุดไปอย่างเร่งรีบ


            “เจ้าอย่าไปบอกราล์ฟเรื่องข้าเชียวนะ!” อากาเบลตามไปตะโกนไล่หลัง จากนั้นก็กลับเข้ามานอนแผ่บนพื้น


            เมื่อครู่นี้อัศวินตาฟ้าเครียดจัดจนต้องเข้ามาอาละวาดในห้องสมุดหรือเปล่า เธอสงสัยมาก แต่คิดได้สักพักก็หยุด แล้วหันไปคว้าหนังสือหนึ่งเล่มจากชั้นมาสำรวจ เธอไล่เปิดดูตัวอักษรกับรูปวาดทุกหน้ากระดาษซึ่งทำมาจากหนังลูกวัว พลางกวาดตาไปตามการลงเส้นหนักเบาของแต่ละพยัญชนะที่คลับคล้ายภาษาต่างด้าว บางหน้ามีรูปวาดของคนหรือรูปวาดสัตว์หลากสีสัน ภาพเหล่านั้นดึงดูดความสนใจจนเธออุทานไม่เลิกเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ มนุษย์ต้องเขียนหนังสือและคัดลอกทั้งเล่มด้วยมือ เธอจินตนาการถึงปากกาขนนกกับหมึกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นิมิตเลือนลางของการเขียนพยัญชนะทีล่ะตัวช่างน่าตื่นตา


            —ภาพเปลี่ยนไปฉับพลัน


เธอพบว่าตัวเองกำลังซุกซ่อนหนังสือปกสีมรกตไว้ในกลุ่มหนังสือมากมาย พลางนึกย้ำด้วยความระมัดระวังว่าเธอจะไม่ให้ใครได้อ่านมัน ไม่แม้แต่ดวงวิญญาณแห่งหนไหนก็ตามจะได้เห็นหน้าปก—


            “พระเจ้า!”


เสียงอุทานของราล์ฟดังขึ้นเมื่อมันเปิดประตูห้องสมุดเข้ามา เจ้าแอบอู้อีกแล้ว!” มันลูบมืออย่างร้อนรนทันทีที่เห็นสภาพระเนระราดของโต๊ะกับเก้าอี้ที่มุมห้อง อากาเบลไม่มีโอกาสแก้ตัวด้วยซ้ำเมื่อโดนกวักมือเรียก จึงแอบด่าอัศวินตาฟ้าในใจแทน มันไปบอกราล์ฟมาแน่ ๆ ว่าเธอไม่ทำงาน เดี๋ยวข้าจะเทศน์เจ้าต่อทีหลังเรื่องพฤติกรรมน่าปวดหัวนี่ รีบตามข้ามาเร็วเข้า!”


            ราล์ฟพาเธอเดินลงไปยังห้องกว้างพอบรรจุคนได้หลายสิบในชั้นใต้ดิน เธอเห็นโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งตระหง่านกลางห้อง ตัดกับผนังหินซึ่งมีหิ้งแขวนอาวุธและเกราะเหล็กติดไว้อยู่ คบเพลิงอ่อนแสงยิ่งทำให้ทั้งห้องดูมืดสลัวพิลึกพิลั่น โดยเฉพาะเมื่อไม่มีหน้าต่างสักบาน เธอทำหน้ามุ่ย พลางมองผ่านแผนที่บนโต๊ะไปที่ดาบ ธนู มีด และอาวุธต่าง ๆ ณ มุมห้องแทน


            “สวมพวกนี้ซะราล์ฟชี้ไปยังคลังอาวุธเกราะ


ตอนแรกอากาเบลเข้าใจว่าเธอจะต้องใส่เกราะหนัก แต่เปล่าเลย มันเป็นแค่เสื้อผ้าชุดใหม่เฉย ๆ แต่เป็นเกราะเบา ทำจากหนังสัตว์สีดำตัดกับขอบสีน้ำเงินเข้ม แขนสั้น แต่กางเกงยาวถึงหัวเข่า และสวมทับด้วยรองเท้าโลหะยาวครึ่งแข้ง


ใส่ทับชุดไปเลยราล์ฟย้ำ ก่อนจะผละไปดูอาวุธอย่างว่องไว มันเลือกมีดสั้นเล่มหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะ


            “อะไรวะ ขอเวลาหน่อยสิ


            “เร็วเข้า! เสร็จแล้วก็รออยู่ในห้องก่อน อย่าเพิ่งไปไหน เข้าใจใช่ไหม โซโกลอฟ?


            “หา?”


ไม่ทันแล้ว ราล์ฟแทบจะไถลกับพื้นออกไปข้างนอกห้อง


            อากาเบลขยี้ผมอย่างหงุดหงิด จากนั้นจึงเริ่มสวมเกราะหนังทับเสื้อลินินแขนยาว เกราะใหญ่เทอะทะไม่เข้ากับตัวเธอด้วยซ้ำ จึงต้องรัดเข็มขัดหนังแข็งให้แน่นจนเหลือแต่ปลายเข็มขัดยาวเหยียดที่ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ตรงไหนดี เธอสวมรองเท้าโลหะต่อ แล้วแนบมีดไว้ข้างเอว อันที่จริงราล์ฟคงอยากให้เธอสวมถุงมือด้วย แต่มันหลวมเกินกว่าจะใส่แล้วไม่หลุดตั้งแต่ในห้องได้


            เมื่อประตูห้องใต้ดินถูกผลักเปิดอีกครั้ง คนที่เข้ามากลับไม่ใช่ราล์ฟ แต่กลายเป็นอัศวินตาฟ้าแทน มันเดินตรงมายัดหมวกเหล็กใส่มืออากาเบลโดยไม่พูดไม่จา จากนั้นก็วางปลอกดาบสีน้ำเงินสลักเส้นคดโค้งเล่มหนึ่งไว้กลางโต๊ะ เธอก้มมองของใหม่สองชิ้นสลับไปมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังที่แท้จริง เธอก็โยนหมวกเหล็กใส่โต๊ะดังโครมทันที


            “ข้าจะไม่รบให้พวกมนุษย์เด็ดขาดเธอประกาศ จะตลกไปกันใหญ่แล้ว! ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนของข้าด้วยซ้ำ ทำไมข้าต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อให้กับเผ่าพันธุ์อื่นด้วย?!”


            อัศวินตาฟ้าชี้ศีรษะของตัวเอง นั่นทำให้อากาเบลต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อนึกถึงพันธสัญญาชีวิตขึ้นมาได้


            “ฟังนะ ข้าจะรอจัดการพวกที่พยายามฆ่าเจ้าก็พอ ส่วนหน้าที่รบที่เหลือก็ให้เป็นของคนอื่นไปซะ ข้าไม่สนใจว่าใครจะเป็นหรือจะตาย ข้าจะต้องมีชีวิตอยู่ตอนที่พวกเฮเนวิงกลับไปแล้ว หรือตอนที่ปราสาทนี้ล่มจมก็ตาม!” เธอตบโต๊ะ เสียงแข็งกร้าว ข้าได้ยินมาด้วยซ้ำว่าเจ้ามีกำลังทหารน้อย! เห็นแววพ่ายมาแต่ไกลแล้ว ระยำเถอะ ฉะนั้นไม่มีทางไม่เด็ดขาดที่ข้าจะเป็นหนึ่งในพวกที่แพ้เธอพูดเร็วจัดจนลิ้นพัน ให้ตายข้าก็ไม่มีวันจะต้องมาหัวหลุดเพราะมนุษย์แน่!”


            อากาเบลพยายามบังคับให้มือหยุดสั่น แต่เธอล้มเหลวสิ้นดี ความกลัวพุ่งสูงจนเขย่าหัวใจ... ถ้าหากอนาคตของเธอถูกตัดสินไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ? การตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีท่ามกลางเผ่าพันธุ์ต่ำต้อย ไม่ใช่ความตายของมังกรที่ตนใฝ่ฝัน... ทางออกมันง่ายดายแค่เธอบินหนีไปเลย หากไม่ติดไอ้พันธสัญญาชีวิตที่ยิ่งขับดันความเกลียดชังให้พุ่งพวยราวกับเปลวไฟนี่!


            “เจ้า...


            “หุบปากไปไอ้เวร ข้าไม่รบให้พวกมนุษย์เด็ดขาด!


            “โซโกลอฟ” อัศวินตาฟ้าพูดอย่างอดทน คราวนี้มันย่างสามขุมตรงมา และทาบนิ้วชี้ที่ริมฝีปากของตัวเอง ทำให้อากาเบลที่ใกล้จะกรีดร้องแทบแย่นิ่งงันไป ข้าต้องการให้เจ้ามองสถานการณ์นี้ในฐานะมังกร”


            ความสูงของอีกฝ่ายที่ทอดเงาลงมาตรึงเธอให้ยืนนิ่งอยู่กับที่ เอวติดกับโต๊ะ แม้จะไม่ได้ยืนประชิดกันเลยก็ตาม


“ข้าต้องการให้เจ้ามองว่ามนุษย์สองอาณาจักรกำลังรบกันจนอ่อนแรง และมีเจ้าอยู่เหนือสุด เป็นอิสระบนท้องฟ้า


            สายลมไร้ตัวตนพัดมาปะทะกับร่างกายของอากาเบลเต็ม ๆ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในห้องใต้ดินปิดอับ และนัยน์ตาสีฟ้าตรงหน้าก็พาให้เธอเฝ้าฝันถึงท้องฟ้าสีครามซึ่งเธอมักจะได้บินอยู่เบื้องล่างเป็นประจำ


อย่ามองว่าเป็นเพราะพันธสัญญาชีวิต เจ้าจึงต้องรบเพื่อมนุษย์อัศวินตาฟ้ากระซิบ เพราะข้าจะไม่ขอให้เจ้ารบเพื่อแอเธลวิน หรือเพื่อความอยู่รอดของเจ้า ซึ่งมีต้นเหตุมาจากพันธสัญญาชีวิต


            ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน หลงเหลือแต่เสียงลมหายใจสั้น ๆ ด้วยอารมณ์โกรธของอากาเบล เธอไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่สามารถขยับร่างกายได้ ทำไมเธอถึงนิ่งแข็งเป็นหินแบบนี้? เธอสาบานได้เลยว่าตอนนี้เธออยากต่อยหน้าอัศวินตาฟ้าจนจะเป็นบ้าแล้ว แต่คงเป็นเพราะใจนึงก็อยากรับฟังข้อเสนอที่เหลือกระมัง


            “ข้าจะฆ่าเจ้า” เธอกระซิบกลับ


            อัศวินตาฟ้ายิ้มเยาะที่มุมปาก “งั้นก็ฆ่าข้าให้ได้”


            เกิดการจ้องตาขึ้น


            ถ้าไม่ให้มองในมุมว่ารบเพื่อแอเธลวิน งั้นข้าจะออกไปสู้เพื่ออะไร อากาเบลถามเสียงต่ำ


            “ความชอบของเจ้า”


            เธอขมวดคิ้ว และคนที่เป็นฝ่ายหลบตาก่อนคืออัศวินตาฟ้า


            “ทุกชีวิตนอกกำแพงปราสาทนั่น เจ้าอยากฆ่าหรือไม่ ฆ่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ทำให้เจ้าต้องมีชีวิตแบบนี้




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #912 คุณลิลหรี่ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 10:36
    อัศวินตาฟ้านี่มาแปลกนะ เหมือนเข้าใจนางเอกเป็นอย่างดีแต่ขณะเดียวกันก็หลอกหล่อให้ใช้ปะโยชน์ได้เก่งจริงๆ
    #912
    0
  2. #868 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 16:44
    แรงจูงใจที่ดี
    #868
    0
  3. #846 papadam (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 23:04
    ดูเหมือนตัวเอกเรื่องนี้รักกันปานจะฉีกดากดม
    แม๊ะ ถ้ารักกันเนี้ย พิศดารน่ะท่าน
    #846
    0
  4. #772 minggg- (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:28
    โหยยยยย ชนะเลิศ
    หาเแรงจูงใจในการฆ่า เอ๊ยย รบได้ดีมากกก
    #772
    0
  5. #85 Melani Fulano (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 15:12
    แหม่ สุภาพบุรุษเสียจริง เหอ ๆ อากาเบลก็ยังทำตัวเหมือนอยู่ถ้ำอยู่เนือง ๆ 555+ ในที่สุดก็มีบทสนทนาจนได้นะครับ ไม่งั้นมีแต่ฉากสบถกับทุบกัน (ซึ่งก็สนุกดี ( ͡~ ͜ʖ ͡°) ) เป็นการจบตอนที่เปรี้ยงปร้างจริง ติดตาม ๆ กำลังสนุกเลยครับ
    #85
    1
    • #85-1 Parewine(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2558 / 17:35
      แหม ก็ออกมาจากถ้ำจริง ๆ
      #85-1
  6. #84 silverysnow (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 15:26
    มันจะรักกันได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่พันธะสัญญาสะกดจิต อา
    #84
    1
    • #84-1 Parewine(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2558 / 17:35
      ต้องลุ้นต่อไปค่า แฮ่ อย่างไรก็ขอขอบคุณที่เข้ามาอ่านมาก ๆ นะคะ
      #84-1
  7. #83 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 14:43
    อากาเบล หนูอยากรู้มั้ยลูกว่าทำยังไงพันธะสัญญาถึงจะให้เข้าใกล้ดีทริคได้

    เดี๋ยวพี่บอกให้ "จับกดโล้ดดดดดดด"  //// เปรี้ยงงงงโดน1มังกร 1อัศวินกระโดดถีบพร้อมกัน

    เอื้อกกกก....ฝากลูกเมียข้าด้วยยยย
    #83
    1
    • #83-1 Parewine(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2558 / 17:35
      ฮาาาา เหมือนทุกคนพร้อมใจโดนถีบกัน จะรีบมาอัพนะคะ XD
      #83-1
  8. #82 mammy >< (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 08:04
    สนุกมากค่าาา รอติดตามอยู่น๊าาา :)
    #82
    1
    • #82-1 Parewine(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2558 / 17:34
      ขอบคุณมาก ๆ ค่า XD ดีใจมาก ๆ ที่ชอบ จะรีบอัพนะค้า
      #82-1
  9. #81 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 05:42
    อีกรอบ.. ดีทริคเห็นทั้งหมดขนาดนั้น เลือดกำเดาไม่ยักไหลแหะ แต่ก้น่ะเห้นหมดเลย เห้ยหมดเลย แบบนี้ต้องรับผิดชอบ หนูเบลแล้วล่ะ หุ หุ
    #81
    1
    • #81-1 Parewine(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2558 / 17:34
      แอร้ย ดีทริคยิ่งยึดถือการเป็นgentlemenด้วย XD
      #81-1
  10. #80 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 05:35
    อะ อะ อากาเบล พี่นี่อึ้งเลย ทะมายหนูโหดขนาดนี้ ดีทริคมันอุตส่าห์ยอมไปเอาน้ำมาให้ แต่หนูกลับชกหน้า ไหนจะหาทางวางยาพิศอีก .... สู้ต่อไปน่ะดีทริค ปราบพยศ หนูเบลให้ได้
    #80
    1
    • #80-1 Parewine(จากตอนที่ 14)
      5 มิถุนายน 2558 / 17:34
      ต่อจากนี้จะเป็นการตบเกรียนอากาเบลค่ะ ฮา
      #80-1