Draconic Chronicle

ตอนที่ 12 : I-12: The Squire

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 845
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 ก.พ. 60




12



            อัศวินตาฟ้าสั่งให้นอร์แมนกับราล์ฟมาคุมอากาเบลแทนในวันต่อมา เธอดีใจที่ไม่ต้องเจอหน้ามันทั้งวัน ยกเว้นช่วงมื้อเย็น แต่กลายเป็นว่ากิลเบิร์ตก็ไม่สามารถไปทำธุระกับเซอร์น็อคส์ ๆ ด้วยได้ มันเลยจำเป็นต้องตามเธอมานอกคฤหาสน์ทั้งวัน โดยจะทำหน้าบูด และย่นจมูกไปด้วยเวลาได้กลิ่นมูลสัตว์ตามกระท่อม จากนั้นก็จะโอ้อวดว่า ที่ปราสาทของข้าไม่มีหรอกนะ ความสกปรกแบบนี้น่ะ


            ปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้คือ แม้จะยังไม่ต้องช่วยงานที่คฤหาสน์ แต่อากาเบลกลับคิดหาวิธีแก้พันธสัญญาชีวิตวิธีอื่นไม่ออก การนอนกลิ้งเกลือกในป่าไปวัน ๆ เท่านั้นที่สามารถช่วยคลายความกังวลได้ แถมวิธีของอัศวินตาฟ้าก็ใช่ว่าจะได้ผล เธอยังไม่ได้คุยกับมันเลยด้วยซ้ำ นอกจากนั้น หัวใจของเธอจะเบาโหวงแปลก ๆ ยามได้อยู่ในร่างมังกรของตัวเอง และเมื่อเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์ตามปกติ เธอจะรู้สึกเหมือนได้ยกหินหนักอึ้งในใจนั้นทิ้งไป นั่นทำให้เธอยิ่งหงุดหงิดกับความคิดซึ่งวิ่งไม่หยุดในหัว มันไม่ได้หมายความว่าเธออ้าแขนโอบรับความเป็นมนุษย์เต็มตัว แต่เป็นความรู้สึกอย่างอื่น... ความรู้สึกผิด? เธอไม่รู้


ท้องฟ้ายามเย็นเปลี่ยนป่าให้กลายเป็นสีส้มอบอุ่น อากาเบลดึงหญ้าเล่นเสร็จก็ย่ำเท้าเดินออกมาจากป่า เธอเห็นแค่ราล์ฟที่กำลังคุยกับชาวบ้านผู้ชายหน้ากระต๊อบ ไม่มีนอร์แมนกับกิลเบิร์ต ม้าก็เหลือแค่สองตัวซึ่งกำลังยืนเล็มหญ้าอยู่ นอร์แมนคงกลับคฤหาสน์ไปแล้ว อาจจะไปพูดกับอัศวินตาฟ้าให้เปลี่ยนงานจากดูแลเด็กไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่าต่อชีวิตมากกว่าแทน


            เธอหยุดชะงักเมื่อสบตากับเด็กสาวคนหนึ่งที่เพิ่งโผล่มุมกระต๊อบออกมาร่วมวงสนทนาของราล์ฟกับชาวบ้าน


ยายหัวน้ำตาลที่เคยโยนขนมปังให้ ใบหน้ามอมแมมของมันกลายเป็นสีทองนวลเมื่อโดนแสงอาทิตย์ใกล้ลับฟ้าทอผ่าน กระทั่งดวงตาสีเขียวยังเหลื่อมสีเหลืองส้ม มันค่อย ๆ วางถังน้ำหนักอึ้งในมือไว้บนพื้น พลางสำรวจอากาเบลตั้งแต่หัวจรดเท้า ครู่หนึ่งมันมีสีหน้าเศร้าสร้อยถึงความแตกต่างระหว่างชุดเก่าสีตกของตัวเองกับชุดสภาพดีของอากาเบล


            “โซโกลอฟ มาทักทายสาวน้อยเขาหน่อยซิ จะได้มีเพื่อนอายุเท่า ๆ กันบ้างอย่างไร” ราล์ฟหันมาเรียก


            “บ้ารึไง” อากาเบลว่า


ถึงจะปฏิเสธไป แต่ราล์ฟก็เริ่มต้นบทสนทนาให้เอง มันแนะนำเธอให้กับเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่ยิ้มแห้ง ยายเด็กนั่นดูเขินอายขณะทบทวนชื่อโซโกลอฟ อากาเบลจึงยกมือเปื้อนเศษดินกุมหน้ายอมรับสถานการณ์โดยไม่ลืมประชดราล์ฟ ขอบคุณมากค่ะท่าน เหอะ...ก่อนจะเดินกอดอกและทำหน้าบึ้งตรงไปหาม้าเคียงข้างวงสนทนา


            “ขะ-ข้าชื่อลิลี่... เด็กสาวผมสีน้ำตาลพูด


            “ได้ยินแล้ว”


            แล้วอากาเบลก็รีบปีนขึ้นม้าเป็นการบอกราล์ฟว่ากลับคฤหาสน์กันได้แล้ว เธอไม่ได้หันไปมองลิลี่อีกเลยหลังจากม้าออกตัว มันก็คงแค่ยิ้มน้อย ๆ รีบยกถังน้ำ แล้วเดินกลับเข้ากระต๊อบไปพร้อมกับชาวบ้านผู้ชายอีกคน



***



            วันต่อมา กิลเบิร์ตเดินทางมาด้วย และเมื่อถึงยามเย็น อากาเบลก็เจอลิลี่อีกครั้ง คราวนี้เธอโดนราล์ฟดุจนหูชา เพราะเธอตั้งใจเมินยายหัวน้ำตาลนั่น (“อย่าทำนิสัยเสียอย่างนี้ซี่!”) ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังยืนหยัดไม่คุยด้วยอยู่ดี (“หยิ่งอย่างกับเป็นเจ้าหญิงซะเอง” ราล์ฟบ่น) กิลเบิร์ตจึงทำตัวเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวเข้ามาช่วย ราวกับลิลี่กำลังโดนปิศาจทำร้ายอย่างไงอย่างงั้น


“โซโกลอฟ เจ้าไม่ควรทำตัวแบบนี้ใส่คนอื่นนะ!” มันว่า พลางสั่นหัวไม่ชอบใจกับการกระทำ “น็อคส์ต้องรู้...”


            อากาเบลกลอกตา พลางพูดงึมงำในลำคอ “ไม่ต้องให้ถึงหูไอ้เวรนั่นหรอกน่า”


ลิลี่ยืนตัวตรง เกร็งจัดกับสถานการณ์ มือก็ทัดเรือนผมแห้งกับใบหูอย่างกังวล คงอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วก็ไม่อยากทำความรู้จักด้วยหรอก แต่มันก็ยอมยิ้มบางขณะก้มหัวขอบคุณกิลเบิร์ต เพราะเกรงใจเจ้าชายแห่งแอเธลวิน


            มันเริ่มทักทาย สะ-สวัสดี


            “ข้าคุยไม่เก่งอากาเบลบอก


อ๋อ เข้าใจแล้ว


            แล้วต่างฝ่ายก็ต่างเงียบ เธอหันไปมองชาวบ้านซึ่งกำลังแบกฟางอยู่ไกล ๆ ส่วนลิลี่ก็หันไปเจอกิลเบิร์ตส่งยิ้มให้ พร้อมโบกมือเร่งให้คุยเพิ่ม ยังไม่มีใครกล้าพูดเพิ่มเติม นอกจากฟังเสียงฝูงนกใกล้กลับรัง


            “เจ้าทำงานที่คฤหาสน์หรือ ลิลี่ตัดสินใจถามต่อ


            “หา? ใครทำ?”


            “ข้าหมายถึงเจ้า


            “มั้ง ประมาณนั้น


            เงียบอีกรอบ


            ลิลี่แหงนหน้ามองสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้า อีกแป๊บเดียวก็จะมืดแล้ว


            “ดี ข้าต้องกลับก่อน


            “ได้สิมันยิ้มโล่งอก ข้าก็ต้องรีบกลับเหมือนกันว่าแล้วก็ยกตะกร้าขึ้นมากอด แล้วหันหลังเดินหนีไป


            อากาเบลขี่ม้ากลับคฤหาสน์ข้างราล์ฟกับกิลเบิร์ตอย่างเงียบเชียบ ความเคยชินทีละนิดละน้อยต่อโลกมนุษย์ทำให้เธอตัวสั่น รู้สึกหวาดกลัวแปลก ๆ เมื่ออากาศเย็นแห้งของฤดูหนาวที่ใกล้จะเดินทางมาถึงพัดผ่านไป บางครั้งเธอจะรู้สึกเหมือนตนอยู่ต่างแดนต่างถิ่นซึ่งผู้คนพูดคนละภาษา และที่ตรงนั้นมีแค่เธอคนเดียวที่รู้สึกเหงาหงอยไร้ชีวิตชีวา ไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้เต็มร้อย... แต่ทว่า ในบางครั้ง เธอก็ไม่คิดเช่นนั้น เธอกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่...


            “เดี๋ยว ๆ ข้าขอย้อนกลับไปทำธุระหน่อยกิลเบิร์ตโพล่งขึ้นมา ก่อนจะหันม้ากลับไปเส้นทางเดิมโดยไม่รอถามความเห็นของคนอื่น อากาเบลหน้าหงิกทันที อ้อ ใช่แล้ว โซโกลอฟ เจ้ารู้รึเปล่าว่าพรุ่งนี้เราจะต้องเดินทางกันน่ะ?


            เมื่อเธอเพิกเฉยกับคำถาม ราล์ฟจึงต้องพูดแทนกิลเบิร์ตที่หันมาส่งสายตาลูกหมาหลงทางให้อย่างช่วยไม่ได้ เราต้องกลับไปที่ปราสาทของท่านเจ้าชาย สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงวันหยุดพักผ่อนประจำปีเฉย ๆ


            “เรา?”


            “เจ้า ข้า นอร์แมน ฝ่าบาท ชาร์น็อคเซียซ์นิค


            “ไปทำอะไรอากาเบลถามเสียงแข็ง


            “ก็กลับไปฝึกไง เจ้าเป็นอัศวินฝึกหัดไม่ใช่เหรอ เวลาพักหมดแล้วนะกิลเบิร์ตตอบ มันฉงนพอ ๆ กับเธอที่เลิกคิ้วไม่เข้าใจ น็อคส์ไม่ได้บอกหรือว่าเขารับเจ้ามาเป็นอัศวินฝึกหัดน่ะ? รู้ไหมว่านั่นคือหนึ่งในเกียรติยศที่คน ๆ นึงจะได้รับเชียวนะ!”


            อัศวินฝึกหัด? อากาเบลงงเป็นไก่ตาแตก


            กิลเบิร์ตลงจากหลังม้าตรงไปที่กระต๊อบใต้คบเพลิงทึมทึบเพื่อพูดคุยกับชาวบ้าน ระหว่างนั้นอากาเบลก็ยกมือกุมขมับตัวเอง อัศวินฝึกหัด... เป็นศิษย์อีกทีของอัศวิน ราล์ฟอธิบายว่าเธอจะได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ของอาชีพนี้ และเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่อัศวินตาฟ้าเลือกเด็กผู้หญิงมาสืบทอดเจตนารมย์ เธอไม่กังวลกับบทเรียนในอนาคต (อย่างน้อยก็ตอนนี้) แต่อัศวินตาฟ้าจะกลายเป็นเจ้านาย... อาจารย์... ครู... ของเธอน่ะนะ? แล้วเธอจะทำกิริยาแย่ ๆ ใส่มันอย่างโจ่งแจ้งได้อย่างไง!


            “ปราสาทที่ว่าไกลไหมเธอถามราล์ฟ แล้วทำไมไม่พักผ่อนที่ปราสาทตั้งแต่แรก?


            “ขี่ม้าประมาณหนึ่งวันได้ ส่วนสาเหตุที่มาอยู่คฤหาสน์แทนก็เพราะท่านเจ้าชายอยากเปลี่ยนบรรยากาศอย่างไงเล่า พระเจ้าช่วย! เจ้าคงไม่ทันงานเลี้ยงฉลองเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้วใช่ไหม งานนั้นท่านเจ้าชายเป็นคนจัดเองเชียวล่ะ


            “ไม่เห็นจะรู้เรื่อง”


ราล์ฟระบายลมหายใจเหนื่อยอ่อน เอาเถอะ อย่างไรพรุ่งนี้ก็ช่วยทำตัวดี ๆ ด้วยระหว่างเดินทาง นอร์แมนจะมาดูแลเจ้าแทน ช่วงนี้มีพวกอนารยชนมาไล่เผาหมู่บ้าน ข้าจะไปตรวจดูกับชาร์น็อคเซียซ์นิค เผื่อเจอพวกมันสักตัว


            อากาเบลยักไหล่ (ราล์ฟอุทาน “ทำตัวให้สมหญิงหน่อยซิ!”) มันจึงหันไปคุยกับกิลเบิร์ตที่เพิ่งเดินกลับออกมาจากกระต๊อบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสามก็เริ่มต้นเดินทางกลับคฤหาสน์อีกครั้ง โดยมีเธอเงียบอยู่คนเดียวดังเดิม



***



            เพราะไม่มีข้าวของติดตัว อากาเบลจึงใช้เวลาเช้าตรู่ของวันใหม่ที่ทุกคนต้องตื่นมาจัดสัมภาระนอนหลับยาวจนได้ยินเสียงเคาะประตูถี่ ปกติแล้วหากเป็นอัศวินตาฟ้ามาปลุก (ซึ่งช่วงหลังนาน ๆ ทีจะโผล่มา) มันคงยืนรอข้างนอกเฉย ๆ เพราะทราบดีว่าเธอจะชอบปิดปากเงียบไม่ตอบเพราะความขี้เกียจ และมักจะไม่ใส่เสื้อผ้านอนด้วย แต่ครั้งนี้เป็นสาวใช้กับนอร์แมน เมื่อไม่ได้ยินเสียงขานรับ ก็ทำท่าจะไขกุญแจเข้ามาโขกสับ อากาเบลเลยจำเป็นต้องรีบใส่เสื้อผ้าลวก ๆ ก่อนประตูเปิดผาง


            “อย่าให้เห็นว่าทำลายข้าวของอีกเมื่อไปถึงปราสาท!” นอร์แมนบ่นชุดแรก มีรายงานว่าเจ้าซ่อนเศษแจกันไว้ใต้เตียง!”


            อากาเบลเหมือนจะได้ยินเสียงเดาะลิ้นกวนประสาทของอัศวินตาฟ้า ให้ตายเถอะ


            ทันทีที่เดินออกไปรับอากาศเย็นฉ่ำยามเช้าตรู่ข้างนอกคฤหาสน์ เธอก็ทำหน้าเหยเก การอยู่กับกิลเบิร์ตแทนราล์ฟนั้นแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก มันทั้งพูดมาก ขี้โอ่ ชอบอวด ยังไม่นับนอร์แมนที่ชอบทำหน้าเง้าหน้างอตลอดเวลาข้าง ๆ นี้อีก รับประกันได้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องน่าเบื่อจนหัวระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ เพราะกิลเบิร์ตพูดน้ำไหลไฟดับอย่างแน่นอน อีกปัญหาคือการสักการะบูชาราชามังกรตอนเที่ยงตรง ถ้าโชคดีคณะเดินทางอาจจะหยุดพักในเวลาดังกล่าว


            หัวใจบีบรัดเบาเหวงเมื่อคิดว่า ถ้าไม่ต้องพักตอนกลางวันก็คงจะดี เธอจะได้มีข้ออ้างไม่ทำพิธีสักการะราชามังกร มันคือความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เธอได้กลับไปอยู่ในร่างเดิม และเธอมั่นใจว่ามันคือความรู้สึกผิดกับบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งกำลังดูดความเป็นชีวิตชีวาในแต่ละวันไปอย่างเชื่องช้า



***



            การเดินทางผ่านไปอย่างน่าเบื่อ ยิ่งมีเสียงกิลเบิร์ตคุยฉอด ๆ อยู่ฉากหลังแล้วก็ยิ่งทำให้อยากพาม้าหนีไปอีกทางแทน คู่สนทนาของเจ้าชายปากมากคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนอร์แมนที่หัวเราะขำขันเรื่อย ๆ ร่วมกับผู้ชายคนอื่นซึ่งขนมาคุ้มกันหลายคน อากาเบลโดนดึงเข้าบทสนทนาบ้าง แต่ต้องขอบคุณนอร์แมนที่ไม่ชอบเธอจัดจนเป็นคนเปลี่ยนเรื่องเองตลอด ส่วนอัศวินตาฟ้ากับราล์ฟแยกไปตั้งแต่ครึ่งทาง กว่าจะกลับมาคงตกดึกไม่ก็วันใหม่เลย


            อย่างไรก็ตาม มีเรื่องเดียวที่อากาเบลไม่เข้าใจที่สุด นั่นคือ... ทำไมถึงมีลิลี่ก้มหน้าทำท่าอึดอัดท่ามกลางผู้คนอยู่ในคณะเดินทางด้วย? มันสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มหลวมโพลกจนทำให้ดูตัวเล็กขึ้นถนัดตา จะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกหากมันไม่มานั่งซ้อนท้ายข้างหลังเธอ โดยมีมือทั้งสองข้างจับเอวเธอไว้แน่นเพราะไม่ชินกับการขี่ม้า


            “ท่านเจ้าชายจ้างข้าไปเป็นสาวใช้ที่ปราสาทของพระองค์น่ะ เพราะเคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์เอ่ยชมข้ากับฝ่าบาทไว้เยอะลิลี่ไขข้อสงสัย


            “เคาน์เตสแห่งมาโซว์แชย์?”


            “ตระกูลเซลี่


            “ไม่ต้องละ”


ลิลี่ถอนหายใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง มันเป็นความฝันของข้าน่ะ... ที่จริงแล้วก็ไม่เชิงความฝันหรอก แต่ก็เป็นงานที่พ่อตอบรับให้เลย ไม่ใช่สาว ๆ ทุกคนในหมู่บ้านจะได้งานดี ๆ แบบนี้หรอก ฝ่าบาทใจดีมากที่ยอมให้เพื่อนสนิทของข้ามาด้วย


            “นี่คืองานดี ๆ ของเจ้าแล้ว? พูดจริง?อากาเบลถามเยาะเย้ย


            “สำหรับชีเมียอย่างเราก็คงไม่มีทางเลือกนักหรอกอีกฝ่ายเริ่มโต้เสียงแข็ง


            “อะไรคือชีเมีย?”


            “ชาวบ้าน คนรับใช้ ชาวนา ไพร่อย่างไงล่ะ”


            คณะเดินทางหยุดพักในช่วงบ่าย (ไม่ใช่เที่ยงตรง อากาเบลจึงไม่ได้ทำพิธีสักการะ) ก่อนจะออกเดินทางต่อหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น กระทั่งท้องฟ้าเริ่มเข้มจัด ทุกคนถึงจะเห็นเนินเขาสูงอันเป็นที่ตั้งของปราสาทหินสีเทาขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำที่ขุดล้อมรอบกำแพงหินมหึมา แต่ละมุมกำแพงคือหอคอยหลังคากลมมีเงาตะคุ้มของคนเดินไปมาอยู่ ลูกไฟสีส้มกระจายเป็นจุด ๆ ในความมืด คณะเดินทางต้องข้ามสะพานกว้างไปรอคนข้างในเปิดประตูทางเข้าหลักที่สูงใหญ่กว่าหลายเท่า


            ลิลี่อ้าปากค้างกับความใหญ่โตของปราสาทตรงหน้า อากาเบลก็เช่นกัน ยิ่งเมื่อผ่านประตูเข้าไปพบสถาปัตยกรรม เธอก็หยุดหันมองรอบ ๆ ด้วยความเพลิดเพลินไม่ได้ ที่นี่มีคฤหาสน์ที่สวยกว่าและหลังโตกว่าคฤหาสน์ที่จากมา ทำจากหิน สลักผนังเป็นเส้นคดโค้ง หลังคาทรงแหลม แต่แบนราบตามเสาหลัก ยังมีอีกหลายหลังถูกแยกด้วยสวนหญ้าไต่ระดับไปตามเนินเขา บรรดาแมกไม้ปกคลุมด้านหลังคฤหาสน์ใหญ่ และไล่เรียงไปตามเส้นถนน ส่งกลิ่นชื้นของดินสลับกับกลิ่นดอกไม้ไปทั่ว


            “รู้รึเปล่า ข้าไม่ใช่แค่เจ้าชายนะ ข้ามียศขุนนางมาร์ควิสด้วยจู่ ๆ กิลเบิร์ตก็ลดความเร็วม้าหันมาพูดด้วย


            “มาร์ควิส?” ลิลี่พึมพำเสียงเบา แต่ก็ไม่รอดหูเจ้าชายผู้รอการโอ้อวดใจจดใจจ่อ


            “ยศฐาบรรดาศักดิ์กิลเบิร์ตยืดอกอธิบาย สูงกว่ายศบารอน ไวเคานต์ หรือเอิร์ลเสียอีก รู้ไหม ถ้าไม่นับพี่ของข้าที่เป็นดยุคนะ ท่านพ่อมอบปราสาทหลังนี้มาให้ข้าพร้อมยศเชียวล่ะ เจ้าต้องมาดูการตกแต่งภายในนะ สวยมากเลย...


มันหยุดการโอ้อวดตามประสาทันทีเมื่อเจออากาเบลขึงตาใส่ มันถึงนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ไม่มีอัศวินตาฟ้าอยู่ในคณะเดินทางด้วย จึงแสร้งฮัมเพลงและเร่งม้าไปคุยกับนอร์แมนข้างหน้าแทน เป็นเวลาพอดีกับที่มีทหารม้าเร็วรุดเข้ามาหา ขณะที่กิลเบิร์ตรับจดหมายจากมือทหารมาเปิดอ่าน อากาเบลก็ลงจากหลังม้าเมื่อถึงที่หมาย ก่อนจะหายใจเฮือกใหญ่ หลุดร้องเสียงดัง แขนซ้ายเจ็บแปล็บโดยไม่มีสาเหตุ


            “ขะ-ขอโทษ ข้าเผลอไปโดนอะไรหรือเปล่าลิลี่รีบพูด


            ไม่ใช่เพราะลิลี่ มันไม่ได้แตะแขนซ้ายด้วยซ้ำ อากาเบลยกมือกุมบริเวณดังกล่าวทันที พลางสั่นหัวให้เด็กสาวข้างกายที่หันไปช่วยคนรับใช้ยกของ เธอรู้สึกถึงความแสบชา... เหมือนโดนของมีคมฟัน แต่บริเวณดังกล่าวไม่มีรอยแผลหรือเลือดแม้แต่กระปริบเดียว ทว่ากลับเจ็บปวดเหมือนโดนทำร้ายจนเลือดตกยางออก และสิ่งแรกที่เธอสันนิษฐานทันทีคือพันธสัญญาชีวิต


            อัศวินตาฟ้าโดนทำร้าย?


            แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่ความเจ็บปวดจะเชื่อมโยงมาหาเธอ


            “ข้าควรจะรอน็อคส์ก่อนนะ เขาคงกำลังเดินทางกลับมาจากหมู่บ้านทางตะวันตกเฉียงใต้อยู่ แถวนั้นใกล้เฮเนวิงมากเชียวล่ะ ไม่รู้ว่าเขาจะเจอพวกอนารยชนกับโจรดักระหว่างทางไหม กิลเบิร์ตคุยกับทหารม้าเร็ว


            “เฮ้ อีกนานไหม...” อากาเบลถาม และพอโดนนอร์แมนยกนิ้วชี้หน้า เธอจึงจำใจแก้ประโยค พลางพยายามเสแสร้งว่าไม่ได้อยากจับหัวมันทุบพื้นแทบแย่ “อีกนานไหม ฝ่าบาท กว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคกับราล์ฟจะกลับมา”


            นอร์แมนหัวเราะหึในลำคอ “เด็กหัดโกหก”


จู่ ๆ เธอก็ใจหายวาบ เผลอนึกถึงตอนที่เคยโกหกแม่กับมังกรที่สเนียเซนี่ พวกเขาอาจจะมองเห็นคำโกหกทะลุปรุโปร่ง และปล่อยให้เธอดื่มดำชัยชนะจอมปลอมที่คิดว่าตัวเองหลอกผู้ใหญ่ได้มาตลอด


            “จะรีบอยากเจอสองคนนั้นไปทำไม กิลเบิร์ตถาม


            อากาเบลอิดออดกับคำตอบ


            “เป็นห่วงสินะ? ข้าเข้าใจ ๆ ถ้าเจ้านายเจ้าตายขึ้นมา เจ้าก็จะเคว้งเลยสิ ต้องหาเจ้านายใหม่ ไม่งั้นก็จะต้องเป็นอัศวินฝึกหัดต่อไปทั้งชีวิตแวบหนึ่งนอร์แมนชักสีหน้าไม่พอใจ ตาก็จ้องท้ายทอยของเจ้าชายเขม็ง จะเป็นอัศวินนี่ลำบากใช่เล่นเลยนะ พออายุได้เจ็ดขวบก็ต้องมาเป็นเด็กรับใช้ แล้วก็เลื่อนมาเป็นอัศวินฝึกหัด กว่าจะเป็นอัศวินเต็มตัวก็ต้องอายุยี่สิบเอ็ดได้แน่ะ ใช่แล้ว! เจ้าต้องรู้เกี่ยวกับน็อคส์เพิ่มนะ รู้รึเปล่าว่าตอนที่เขาได้เป็นอัศวิน เขาอายุน้อยที่สุดในบันทึกของแอเธลวินเชียวล่ะ! ส่วนเรื่องอื่นก็... เขาร่าเริงกว่านี้นะเมื่อก่อน เอ่อ ข้าก็รู้แค่นี้แหละ ที่ ๆ น็อคส์จากมา? ไม่รู้แฮะ จำไม่ได้ด้วยว่าเขาเคยบอกไหม แต่เจ้าอยากรู้รึเปล่าว่าตอนข้าเกิดเป็นอย่างไร มันเป็นวันที่ท้องฟ้าสว่างสดใสมากเชียวล่ะ ไม่เหมือนวันที่พี่ข้าเกิด...


            เธอปล่อยให้กิลเบิร์ตจ้อต่อไประหว่างเดินไต่บันไดหินตามมันกับนอร์แมนขึ้นเนินเขา อาการแสบร้อนตรงแขนซ้ายหายไปเองอย่างลึกลับ แค่เพ้อเจ้องั้นหรือ ที่เธอสันนิษฐานถึงพันธสัญญาชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก นั่นเพราะอัศวินตาฟ้าเคยพูดว่าบทลงโทษที่เธอทรมานแทบแย่ มันก็ได้รับเช่นเดียวกัน แต่มันอาจจะแค่พูดเกินจริงเพื่อไม่ให้เธอโมโหมากก็ได้ในตอนนั้น


            นอร์แมนเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนเนินดินสูงสุด ห้องแรกคือโถงกว้างซึ่งถูกอาบไล้ด้วยเทียนไฟสีน้ำตาลอมแดง เต็มไปด้วยการตกแต่งที่เข้ากับเจ้าชายเจ้าของปราสาทได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะบรรดาดอกไม้หลากสีส่งกลิ่นหอมจนมีสภาพกลายเป็นสวนดอกไม้หย่อม ๆ ได้ หุ่นสวมชุดเกราะตามผนังมีน้อยกว่าหุ่นในคฤหาสน์ที่จากมา กิลเบิร์ตน่าจะชอบของสวย ๆ งาม ๆ มากกว่า อย่างรูปภาพธรรมชาติตามผนังกับแจกันสลักเส้นโค้งซึ่งเป็นสีจัดจ้าน แต่ที่ปลายห้องโถง อากาเบลเจอรูปวาดบนผืนผ้ากว้างแขวนไว้เหนือเตาผิง เป็นภาพของชายร่างผอม กระดูกข้อต่อชัดเจน ผมสีเทาเส้นบาง หนวดสีขาวปกคลุมทั่วคางจนใบหน้าดูซูบตอบและชราภาพ มันยืนในชุดสีเข้มยาวและหนาประดับด้วยเพชรพลอย มือสวมแหวนข้างหนึ่งเกาะเก้าอี้ไม้สีแดงเข้มหรูหรา ฉากหลังเป็นผนังไม้สีน้ำตาลทองมีม่านคลุม แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอผ่านจากด้านข้าง


            “อ้อ นั่นพ่อของข้าเอง กษัตริย์แห่งแอเธลวินอย่างไงล่ะกิลเบิร์ตแนะนำ พลางชี้นิ้วไปยังอีกรูปวาดซึ่งเป็นรูปของตัวเองในท่ามองมาที่คนดูด้วยความหล่อเข้มที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนนั่นก็พี่ชายข้า อัลฟองเซ่ ที่เคยบอกว่าเป็นดยุคด้วยไง


            รูปวาดด้านซ้ายต่อจากกษัตริย์แห่งแอเธลวินเผยให้เห็นผู้ชายที่อากาเบลคิดว่าเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าชายมากที่สุด คนนี้มีผมยาวระต้นคอสีดำสนิท และดวงตาสีเขียวใสเหมือนกิลเบิร์ต ทว่าดูอายุเยอะกว่าผู้เป็นน้องชายไม่กี่ปี อาจจะประมาณยี่สิบปลาย ๆ มันฉายแววความเป็นผู้ใหญ่น่าเคารพจากท่ายืนตรง หรือจะบอกว่ามีท่าทางคล้าย ๆ อัศวินตาฟ้าที่มักจะนิ่ง ขรึม ดูอึดอัดเมื่ออยู่ใกล้ ต่างกันตรงที่เจ้าชายคนนี้ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าสว่างไสวมีเค้าโครงอารมณ์ดี—


            เธอปวดหัวจี๊ด ความรู้บางอย่างไหลท่วมเข้ามาอย่างรวดเร็ว มันเป็นภาพพร่ามัวเต็มไปด้วยควันสีเทา เห็นแต่คนท่าทางกระสับกระส่ายไม่ชัดเจนตรงหน้า เธอจึงเดาไม่ออกว่ามีกี่คนในบริเวณนี้กันแน่ ทว่าวินาทีต่อมา เธอก็ได้ยินเสียงของตัวเองไม่ใช่ เป็นเสียงของเธอก็จริง แต่ไม่ใช่เธอที่ควบคุม – กำลังสนทนากับใครบางคนอยู่


เอลไลเวิร์ธคนพี่เป็นตัวปัญหาพอ ๆ กับเบลนเฮล์มเธอพูด


            อีกเสียงหนึ่ง แหบเบาจนฟังแทบไม่ได้ยิน ไม่ ข้าขอรอดูก่อน จัดการแค่เบลนเฮล์มก็พอเวลานี้


            ความคิด ณ ขณะนั้นดังแจ่มแจ้งในหัวเบลนเฮล์มอัศวินตาฟ้าควรจะตายไปแล้วตั้งแต่การปะทะกับมังกร เขาไม่ได้ฆ่ามังกรด้วยซ้ำ! แค่ควักดวงตามาเป็นหลักฐาน ต่อให้มังกรตัวนั้นนิ่งไปทันทีก็ตาม และต่อให้คนอื่นจะเข้าใจว่าอสูรนั่นตาย แต่เธอรู้ เธอรู้ว่าทุกคนในอาณาจักรแอเธลวินจะเชื่อเบลนเฮล์ม เชื่อว่าไอ้เด็กสามหาวนั่นฆ่ามังกรได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำ!


            ทุกอย่างควรจะจบลงที่เบลนเฮล์มตาย... ตายตามเจ้านั่นไป—




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #866 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 15:40
    โอ้โห พอรีไรต์แล้วมันสุดยอดขึ้นมาก แค่เวอร์ชั่นเดิมก็ทำให้เราติดหนึบได้แล้ว มาเจอรีไรต์แบบนี้มันดีๆมาก มันดูเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นด้วย รู้สึกว่าเปิดทางให้อากาเบลเข้าใจดีทริคมากขึ้น จากเดิมที่พี่อัศวินแกเอาแต่เงียบๆ
    #866
    0
  2. #770 minggg- (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:18
    เริ่มซับซ้อนขึ้นแล้ววว
    การเมืองมนุษย์ก็เข้มข้นเนอะ
    #770
    0
  3. #234 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 00:50
    เริ่มสงสัยว่าจะยูริรึเปล่า
    #234
    1
    • #234-1 p 4 r e w 1 n e(จากตอนที่ 12)
      16 มกราคม 2559 / 18:35
      เรื่องนี้ที่วางไว้คือ นอร์มอล ยูริ (และวายในอนาคตอีกไกลโพ้น) ค่ะ XD
      #234-1
  4. #73 Melani Fulano (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2558 / 01:22
    อากาเบลก็ยังดื้อกับแม่เหมือนเคยเลย แอบตะหงิดใจว่ามังกรไร้เกล็ดที่ตายไปเป็นเพราะช่วยกันออกตามหาอากาเบล ถ้าเป็นงั้นจริงนี่อากาเบลนิสัยแย่ลงไปอีกระดับ = = โดนลงโทษจากทั้งคุณแม่และพันธะสัญญาพร้อมกันเลย อาจจะสมควรนิดหน่อย 555 โกหกต่อไปคงไม่ได้อีกนานแล้ว เขียนดี สนุก น่าติดตามมากครับ รออ่านตอนต่อไป ( ͡° ͜ʖ ͡°)
    #73
    1
    • #73-1 Parewine(จากตอนที่ 12)
      31 พฤษภาคม 2558 / 03:31
      อะไร ๆ ก็อากาเบลตอนนี้ ฮา
      #73-1
  5. #72 Mhew_happy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 21:11
    ต่ออ
    #72
    1
    • #72-1 Parewine(จากตอนที่ 12)
      31 พฤษภาคม 2558 / 03:31
      จะรีบมาต่อทันทีค่า ขอปั่นก่อน แฮ่
      #72-1
  6. #71 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 19:52
    เอ่อ หวใจหดเลยเหรอ ดีทริคเล่นแรงมาก
    #71
    1
    • #71-1 Parewine(จากตอนที่ 12)
      31 พฤษภาคม 2558 / 03:31
      สงสารอากาเบลเนอะ TvT
      #71-1
  7. #70 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 18:03
    ว๊าวๆๆ บทลงโทษมาแล้ววว
    มาต่อเร็วๆนะคะ ขอบคุณค่ะ
    #70
    1
    • #70-1 Parewine(จากตอนที่ 12)
      31 พฤษภาคม 2558 / 03:30
      จะรีบมาต่อนะคะ ปั่นกระจายอยู่ค่า ;w;
      #70-1