Draconic Chronicle

ตอนที่ 10 : I-10: Czarnoksiężnik

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 894
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    31 ม.ค. 60




10



            ตัวตนที่แท้จริงของโซโกลอฟอาจไม่ใช่อย่างที่คนอื่นพูดถึงกัน แต่เมื่อกิลเบิร์ตลองสนทนาด้วยแล้ว มันก็จริงตามที่ข่าวเล่าลือนั่นแหละ นางเป็นคนต่างชาติ ตาดุ น่ากลัว และอันตรายเกินกว่าที่คิดไว้เสียอีก


            เขามีโอกาสตามเข้าไปดูผลงานของโซโกลอฟในป่ากับคนอื่นด้วย ยังจำได้ดีว่ากลิ่นศพแรงมาก เลือดซึ่งแข็งตัวแล้วสาดกระเซ็นไปทั่ว ร่างไร้วิญญาณของหมาป่าสี่ตัวกระจายไปแต่ล่ะทิศ บางตัวกระดูกคอหัก บางตัวแข็งทื่อเย็นเฉียบ แต่มีตัวหนึ่งที่หักเป็นสองท่อน ข้าง ๆ ศพหมาป่าที่คล้ายถูกแช่แข็ง ก็ปรากฎเกล็ดน้ำแข็งแหลมละเลงทั่ว แม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่ฤดูหนาวที่จะเกิดน้ำค้างแข็งก็ตาม เขาไม่คิดว่าทั้งหมดเป็นผลงานของโซโกลอฟ แต่การที่นางยังมีชีวิตอยู่เป็นหลักฐาน ราล์ฟเองก็เจอถังไม้ใส่เลือดหมูที่นางหิ้วเข้ามาในป่าแตกกระจายอยู่ในบริเวณอีกด้วย


            ดูซปัซเตรสซ์ตาเหลือกเมื่อเห็นชาวบ้านผู้ชายช่วยกันขนศพของหมาป่าสี่ตัวออกมาให้ดู เขาพูดไม่ออก ปั้นยิ้มใจดียังไม่ได้ด้วยซ้ำ ทุกคนต่างต้องการที่จะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร สุดท้ายเขาก็สั่นหัว ลั่นออกมาว่าต้องการเจอชาร์น็อคเซียซ์นิคภายในทันที ราล์ฟจึงพาเขาไปยังห้องทำงานชั้นสองทางปีกซ้ายของคฤหาสน์ มันเป็นห้องกว้าง มีตู้หนังสือแบ่งสัดส่วนพื้นที่ข้างใน กิลเบิร์ตนั่งฟังบทสนทนาอยู่ข้างหลังชั้นหนังสือ ดูซปัซเตรสซ์ซึ่งมาถึงก็เปิดปากโวยวายเสียงดังจึงไม่ได้สังเกตเห็นเขา


            “นั่นไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์! มันไม่มีทางที่จะเป็นฝีมือของมนุษย์ปุถุชน” เขาว่า พลางหอบหายใจไปด้วย “หมาป่าสี่ตัว... โดยเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียวน่ะหรือ พระผู้เป็นเจ้ายังไม่สามารถให้พรเช่นนั้นได้เลย!


            “ท่านต้องการจะสื่อว่านั่นไม่ใช่ฝีมือนาง?” น็อคส์ถามกลับ


            “ถูกต้อง และหากเจ้าได้เห็นสภาพของหมาป่าทั้งสี่ตัว เจ้าจะเข้าใจทันทีว่า ไม่มีทางเลย ไม่มี ที่เด็กผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนฆ่า แม้แต่ผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ก็ตามเถอะ ยกเว้นเสียแต่... นางเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์”


            กิลเบิร์ตกลั้นลมหายใจ พลางนึกถึงใบหน้าของโซโกลอฟขึ้นมา จริง ๆ แล้วนางก็เข้าข่ายลักษณะของแม่มดหลายประการทีเดียว ตามที่ศาสนจักรประกาศรูปลักษณ์ภายนอกของแม่มดออกมา มักเป็นผู้หญิง ไม่เกี่ยงวัย ผมสีดำขลับ (หรือมีสีที่แตกต่างไปจากคนอื่นในท้องถิ่นนั้น ๆ) อาจจะเป็นคนต่างชาติ รวมถึงมีนิสัยที่ไม่เป็นมิตร สันโดษ เก็บตัว


            หากถามเขา เขาก็คิดว่าโซโกลอฟมีสิทธิ์ที่จะเป็นแม่มดเหมือนกัน


            แต่น็อคส์คงไม่คิดอย่างนั้น เพราะเขาตอกดูซปัซเตรสซ์กลับทันที “ท่านกำลังจะโยนนางลงไปอยู่ในกลุ่มชั้นบัพพาชนียกรรม เพียงเพราะท่านคิดไปเองว่านางเป็นแม่มด”


            “เจ้าไม่มีสิทธิ์กล่าวหาข้าเช่นนั้น!


กิลเบิร์ตชะเง้อออกไปเห็นดูซปัซเตรสซ์ยกนิ้วชี้หน้าน็อคส์ เขาโกรธจนไหล่สั่นเทิ้ม ขัดกับสีหน้าราบเรียบของคู่สนทนาที่อ่อนเยาว์กว่า “ข้าคือผู้รับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า หน้าที่ของข้าคือคอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่พยายามขัดศรัทธาของผู้คน และข้าไม่ต้องการให้เกิดความโกลาหลในบ้านเกิดของข้า ฉะนั้น ข้าจะไม่ปล่อยให้มีแม่มดป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เป็นอันขาด!


            “นางไม่ใช่แม่มด”


            “คำพูดของลูกหลานพ่อมดจะมีน้ำหนักสักเพียงใดเชียว? เจ้าอาจจะถูกคนแถบนี้เรียกว่าชาร์น็อคเซียซ์นิคจนชิน จนลืมไปว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับข้า หรือแม้กระทั่งพวกชาวบ้าน หรือทาสติดที่ดิน เบลนเฮล์ม ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็คือฟอร์เซเคน เจ้าคือคนที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง และจะต้องตายไปอย่างไร้ค่า!


            “โอ้ ข้าไม่รู้เลยว่าท่านอยู่ที่นี่” กิลเบิร์ตตัดสินใจกระโดดเข้าไปห้ามทัพ พลางส่งยิ้มแห้งให้ดูซปัซเตรสซ์ที่ตระหนกตกใจกับการปรากฎตัวของเขาจัด “เป็นอย่างไรบ้างท่าน ตะโกนซะดังเชียว คุยอะไรกันอยู่เหรอ”


            “ฝะ-ฝ่าบาท กระหม่อมแค่กำลังสนทนากับชาร์น็อคเซียซ์นิคถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านเท่านั้น แต่ได้ข้อสรุปเป็นที่แน่ชัดกันแล้ว ประเดี๋ยวกระหม่อมจะขอตัวกลับไปโบสถ์พะย่ะค่ะ”


            “ดีเลย มากับข้าสิ”


            แต่ก่อนที่กิลเบิร์ตจะเปิดประตูห้องทำงานออกไป น็อคส์ก็รั้งเสียงต่ำ “ให้สร้อยกับนาง และยอมรับว่านางเป็นศาสนิกชนซะ”


            ดูซปัซเตรสซ์ตาเขียวปั๊ด พลางลูบศีรษะล้านด้วยมืออันสั่นสะท้าน เขาต้องสูดลมหายใจลึกเป็นนาทีระหว่างเดินตามกิลเบิร์ตออกไปข้างนอกห้อง เมื่อพ้นจากสายตาของน็อคส์แล้ว เขาก็คลายความตึงเครียดลง รอยยิ้มเผยชัด พร้อมกับโบกมือให้บรรดาคนรับใช้ที่ก้มหัวผ่านไปสมตำแหน่งพ่อพระดังเดิม


            “ท่านนักบวช” กิลเบิร์ตเรียก พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอด้วยความลำบากใจ “ข้าแนะนำให้ท่านทำตามที่น็อคส์บอก” เขาพยายามไม่สนใจสายตางงงวยของอีกฝ่าย “เพื่อชีวิตของท่านเอง”


            ความกลัวฉายชัดผ่านดวงตาสีเข้มเล็ก ๆ ของดูซปัซเตรสซ์ “กระหม่อมมิอาจ


            “อย่าทำเป็นเล่นไป ข้าพูดจริง ๆ นะท่านนักบวช ท่านเป็นจุดศูนย์กลาง–ที่ยึดเหนี่ยวของชาวบ้าน และท่านควรจะมีชีวิตที่ดีต่อไป ไม่ใช่มาพังเพราะความขัดแย้งนี้” กิลเบิร์ตอธิบาย ด้วยความหวังว่าคู่สนทนาจะสามารถเข้าใจจุดประสงค์ชัดเจน “โซโกลอฟเป็น” เขาเริ่มสร้างเรื่อง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพูดออกไปตรง ๆ “นางเป็นลูกศิษย์ที่น็อคส์ตั้งความคาดหวังไว้มาก”


            “แต่


            “น่านะ น็อคส์ไม่อยากให้เส้นทางของโซโกลอฟล้มเหลวตั้งแต่เริ่มหรอก”


            “ท่านห้ามชาร์น็อคเซียซ์นิคไม่ได้หรือ ฝ่าบาท”


            กิลเบิร์ตนึกโทษตัวเองที่ออกมาห้ามความขัดแย้งระหว่างดูซปัซเตรสซ์กับน็อคส์ เขาไม่คุ้นเคยกับความวิตกกังวลนี้เลย ตอนนี้จึงไม่รู้ว่าควรจะยิ้มอย่างไงดี หรือเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงเหตุการณ์ตลก ๆ หรือบรรดาสายตาหลงใหลของสาว ๆ ดี เขารู้แค่ว่าตอนนี้ตัวเองคงยิ้มเหมือนหน้าเสียมาก


            เขาเหม่อมองไปทิศอื่น “ถ้าข้าห้ามได้ก็ดีสิ”


            “พะย่ะค่ะ?”


            “ได้โปรด เชื่อข้าเถอะ ท่านนักบวช หากท่านยังหวงชีวิตของท่านอยู่” เขาตัดสินใจย้ำอีกรอบ ครั้งนี้หนักแน่นและจริงจังจนผู้ที่สูงอายุกว่าชะงักงัน เหมือนทั้งผวาและโมโหไปพร้อม ๆ กัน “อำนาจของข้าไม่สามารถสู้คนที่อยู่เบื้องหลังน็อคส์ได้เลยแม้แต่น้อย” ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นถึงเจ้าชายลำดับที่สองแห่งอาณาจักรแอเธลวินก็ตาม


            คงมีหลายคำถามวิ่งพล่านในใจของดูซปัซเตรสซ์ แต่เขาก็ไม่ได้เปิดปากพูดออกมา นอกจากถอนหายใจ ไหล่ห่อ แสดงออกว่ายอมแพ้ต่อสิ่งที่ความโอบอ้อมอารีของพระเจ้าก็ไม่อาจยับยั้งได้ เขาคล้ายกับหมดกำลังใจไปชั่วขณะ แต่กิลเบิร์ตคิดว่าสภาพนั้นคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก เพราะเดี๋ยวประเด็นนี้ก็ถูกลืมไปในท้ายที่สุด


            “กระหม่อมรับทราบแล้ว” เขาพึมพำ


            เย็นวันนั้น โซโกลอฟหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาว่านางเป็นแม่มดด้วยการถูกประกาศว่าพระเจ้าต้อนรับนางแล้ว โดยมีกิลเบิร์ตคอยเฝ้าครุ่นคิดในใจว่า เด็กสาวคนนี้ แท้จริงแล้ว มีความสำคัญอย่างไรกับชาร์น็อคเซียซ์นิคกันแน่



***



            มันจะไม่อันตรายหรือท่าน? เสียงไม่คุ้นหูเอ่ยถาม


            อากาเบลเงยหน้าจากถุงมือสภาพหลุดลุ่ยทั้งสองข้างขึ้นมามองผู้ชายผมน้ำตาลแซมขาววัยกลางคน เขากำลังเท้าคางระหว่างมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตัว เธอพบว่าตัวเองอยู่ในบาร์ซึ่งจุดเทียนสลัว ๆ และตกแต่งด้วยกะโหลกสัตว์ตามผนังไม้ ผู้คนน้อยนิด แต่ก็ทำให้บาร์คับแคบจัด เธอเบือนมองจากเตาผิงหินอบอุ่นด้านซ้ายมือมาที่โต๊ะกลมมุมห้องซึ่งถูกจับจองโดยเธอกับคู่สนทนาปริศนา บนโต๊ะมีเหล้าตั้งไว้อยู่สองขวด


ผู้ชายแปลกหน้าขยับเก้าอี้ ดูท่าทางไม่สบายใจ เขายกมือลูบศีรษะเหมือนจู่ ๆ นึกครึ้มอยากจัดทรงผมของตัวเอง


            ไม่เลย เธอตอบกลับอย่างแช่มชื่น เราประสบความสำเร็จอย่างมาก


            บทสนทนาแผ่วเบาลงจนโดนเสียงของผู้คนในบาร์กลบหมด ชายตรงหน้าคลายสีหน้าเคร่งเครียดลงเล็กน้อยเมื่อได้รับคำยืนยันว่าทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี เขาคว้าเหล้าไปดื่มอึกใหญ่ ดวงตาสีฟ้าเข้มเล็กหยี่มองแขกโต๊ะข้างเคียง ก่อนเขาจะขมวดคิ้ว พลางเพยิดหน้าไปยังประตูไม้ ชายร่างเล็กอีกคนซึ่งน่าจะอยู่กลุ่มเดียวกันขยิบตาให้เป็นสัญญาณ เธอพยักหน้าแล้วกวักนิ้วเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะ เขาจัดการดื่มเหล้าจนหมดขวดแล้วลุกพรวด


            ระหว่างเปิดประตูไม้ออกไปข้างนอกบาร์ เธอเดินสวนกับใครบางคน—


            —ภาพถูกเปลี่ยน


อากาเบลกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานหรูหราโทนสีน้ำตาลเข้ม มีตู้หนังสือทำจากไม้มะฮอกกานีอย่างดีตั้งไว้รอบห้องทรงกลม ความรู้สึกแรกของเธอคือ ห้องนี้น่าจะเป็นห้องของคนร่ำรวย ไม่ก็ของคนมีตำแหน่งสูง ดูจากเครื่องเรือนและความสะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะโต๊ะไม้สีเข้มที่เธอวางศอกทาบไว้อยู่ หนังสือเก่ากึกปกสีเขียวมรกตเล่มหนึ่งเปิดค้างไว้กลางโต๊ะ


            เธออ่านมัน แต่ในหัวไม่สามารถประเมินตัวอักษรได้เลยแม้แต่น้อย มันเป็นภาพพร่ามัวและเลือนราง เธอต้องกะพริบตาถี่ ๆ สู้ ถึงกระนั้น เธอกลับนั่งยิ้มอย่างพออกพอใจเหมือนเข้าใจทุกอย่างที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือ ความรู้สึกหนึ่งสว่างวาบบนใบหน้า หัวใจพองโต เธอทั้งสุขใจและตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กัน—


            ภาพตัดไปกลายเป็นหน้ากระท่อมตั้งโดดเดี่ยวใกล้ชายแดนป่า เธอยืนพิงต้นสนเคียงกับคู่สนทนาที่บาร์เก่า ๆ ก่อนหน้า เขามีชื่อเรียก แต่เธอจำไม่ได้ ตอนนี้ทั้งสองกำลังมองตรงไปที่โต๊ะไม้ข้างกระท่อมเพื่อฟังบทสนทนา คู่สนทนาฉีกยิ้ม มือสั่นอย่างชอบใจ เขาพึมพำว่า “วิเศษมาก” ซ้ำไปซ้ำมา อากาเบลไม่รู้ว่าเขามีความสุขกับอะไร แต่ตัวเธอตอนนี้ก็กำลังยิ้มเช่นกัน


            ผู้ชายสวมผ้าคลุมขนสัตว์คล้ายกันยืนรวมข้างโต๊ะไม้ มีบางคนยืนห่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้คนนอกเข้าใกล้ อากาเบลเห็นทันทีว่าหนึ่งในเหล่าผู้ชายตรงโต๊ะไม้เป็นเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า น่าจะอายุประมาณสิบเก้าปี เป็นคน ๆ เดียวกันกับที่เธอสวนตอนออกมาจากบาร์ บัดนี้เขามีสภาพย่ำแย่ ใบหน้าซูบโทรมราวกับอดอยาก เหมือนป่วยหนักมาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ


            มีชาวบ้านพบเห็นมังกรป้วนเปี้ยนหมู่บ้านแถวนี้บ่อยครั้ง ยังมีหลักฐานที่พวกมันเกาะยอดโบสถ์อยู่เลย ผู้ชายรูปร่างกำยำที่สุดเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบหลายนาที เป็นสีเงินทั้งสองตัว ตัวหนึ่งคำรามเสียงดัง อีกตัวพ่นเกล็ดน้ำแข็งได้ แต่นั่นก็นานมาแล้ว หลายสิบปี ตอนนี้ยังไม่มีใครเจอมังกรใกล้ ๆ อีก ยกเว้นแต่จะนับตัวที่เห็นบินไกล ๆ บนฟ้า


            มังกรพ่นเกล็ดน้ำแข็ง? น่ากลัวใช้ได้คนนึงพูดปนขำ แต่ริมฝีปากที่สั่นระริกแสดงให้เห็นว่าเขาแอบหวาดหวั่นในใจ


            ไม่ขนาดนั้นหรอก พวกชาวบ้านตาเฒ่าบอกว่ายังไม่เคยมีใครตายจากมังกรสองตัวนั้นเลย บาดเจ็บสาหัสน่ะมี แต่เป็นฝีมือตัวที่คำรามเสียงดังมากกว่า ไอ้ตัวธาตุน้ำแข็งน่ะอ่อนเปลี้ยมาก คนแรกบอก ที่เหลือจึงเป่าปากอย่างโล่งอก อากาเบลที่แอบฟังอยู่ถึงกับเลือดขึ้นหน้า เธออยากกระโจนใส่แทบแย่ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับตามใจนึก


อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าแถวนี้มีมังกรแน่ ๆ ไม่งั้นพวกเราคงไม่ได้ภารกิจให้เดินทางมาไกลถึงชายแดนแอเธลวินหรอก ผู้ชายร่างท้วมหนาพูด ทีนี้ ปัญหาก็คือ... เราต้องเข้าป่าไปลึกแค่ไหนถึงจะเจอมังกร?


            เด็กหนุ่มหนึ่งเดียวยืนนิ่งไม่ไหวติงมองแผนที่บนโต๊ะไม้ เขาดูเด็กที่สุดในกลุ่ม ไม่มีท่าทางทรงอำนาจอย่างที่อากาเบลจำได้ อาจเป็นเพราะเขาโดนรัศมีของคนอื่นกลบหมด การแต่งกายก็เช่นกัน มันเป็นผ้าเก่า ๆ สีจืด ทำให้เขาไร้ความโดดเด่น ไม่ใช่ชุดสีดำทั้งตัวที่เขานิยมใส่ มันเทียบกับชุดของผู้ชายร่างกำยำที่พูดก่อนคนแรกไม่ได้ด้วยซ้ำ


            ‘เอาอย่างนี้แล้วกัน เราจะค่อย ๆ สำรวจป่าไปทีล่ะส่วน กลุ่มผู้ชายพยักหน้าเห็นด้วย คนที่เป็นหัวหน้าจึงอธิบายต่ออย่างเคร่งเครียด อาจจะเป็นงานที่ยากไปหน่อย แต่ก็ไม่น่าจะลำบากมาก ส่วนเจ้าน่ะ... เจ้าไหวใช่ไหม เบลนเฮล์ม?


            จู่ ๆ ความตื่นตระหนกก็ถาโถมใส่อากาเบล – ภาพที่เห็นเป็นเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน



***



            อากาเบลสะลึมสะลือผงกหัว พลางสูดกลิ่นหญ้าเต็มปอด ละอองน้ำตกสาดกระเซ็นใส่ ทำให้ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง เธอขยับร่างใหญ่โต และยืดปีกคลายความเมื่อย จากนั้นจึงหรี่ตามองท้องฟ้าสีแดงอมน้ำเงิน แสงอันอ่อนล้าบ่งบอกว่าอีกไม่นานพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน และอิสรภาพของวันนี้ก็ใกล้จะหมดไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า


            เมื่อครู่... เธอฝันประหลาด เกี่ยวกับสถานที่ที่ไม่เคยไป ถึงผู้คนที่ไม่เคยเจอ


            ยกเว้นเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอเดินสวนในบาร์ แม้ร่างกายของเขาจะเป็นควันลอยละล่องไม่ชัดเจนเหมือนคนอื่น แต่เส้นผมสีทองอ่อน และนัยน์ตาสีฟ้ากลับแจ่มแจ้ง เขาสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนามีหิมะติดประปรายบริเวณบ่ามายังหัวไหล่ เธอยังประหลาดใจที่ตัวเองสามารถเก็บรายละเอียดอย่างหนวดบางกับใต้ตาสีเข้มราวกับอดหลับอดนอนของเขาได้


            อะไรบางอย่างเรียกร้องให้เธอใช้คำสรรพนาม เขา แทนมัน...อาจเป็นเพราะความฝัน


            อากาเบลพ่นไอเย็นผ่านรูจมูกอย่างหงุดหงิด ในหัวยิ่งพยายามประท้วงความคิดดังกล่าวสุดกู่ ขณะเฝ้ามองแสงอาทิตย์คล้อยต่ำไปบรรจบกับเส้นขอบฟ้า พลันร่างกายก็เบาลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อกะพริบตาอีกที เธอก็อยู่ในร่างมนุษย์เด็กสาว เรือนผมยาวสีดำทิ้งตัวบนแผ่นหลัง บางส่วนหล่นปรกหน้าผากจนเธอต้องปัดทิ้งเรื่อย ๆ ด้วยความรำคาญใจ


            ม้าสามตัวยืนรออยู่นอกป่าท่ามกลางความมืดซึ่งเริ่มคืบคลาน อากาเบลกระทืบเท้าเดินตรงไปดึงเชือกของม้าตัวหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองเพื่อนร่วมเดินทางอีกสองคน กิลเบิร์ตสวมฮู้ดปิดใบหน้า มือลูบคมดาบอย่างสนใจ ข้าง ๆ คืออัศวินตาฟ้าผู้หมกมุ่นอยู่กับหนังสือปกสีน้ำเงิน ความฝันเมื่อครู่ผุดขึ้นมากลางคัน เธอจึงสังเกตเห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้ช่างแตกต่างจากใบหน้าในความฝันไปเยอะทีเดียว อย่างน้อยคือ ปัจจุบันใต้ตาไม่คล้ำ กรอบหน้าไร้หนวดบาง และดูปกติดี ไม่อดอยาก


            มันคือความฝันที่รวบรวมสิ่งที่เธอเคยเห็นและหลงลืมไปแล้วในอดีตมาสร้างสถานการณ์อะไรบางอย่างขึ้นมาหรือเปล่า อากาเบลไม่คิดเช่นนั้นเสียเท่าไร แต่เธอก็จนปัญญา


            “โซโกลอฟมาแล้ว ในที่สุดก็จะได้กลับเสียที!” กิลเบิร์ตโพล่งขึ้น มือยัดดาบเก็บเข้าฝักดังเดิม นี่ข้าต้องตามมาด้วยตลอดทั้งสัปดาห์เลยใช่ไหม เหมือนชาวบ้านมาส่งลูกเรียนหนังสือที่โบสถ์เลย ทั้ง ๆ ที่ข้าเป็นเจ้าชายยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ


            หุบปากเถอะ อากาเบลต่อว่าในใจ พลางปีนม้าอย่างทุลักทุเล นอร์แมน ผู้ติดตามของอัศวินตาฟ้าเพิ่งสอนเธอขี่ม้าหลังจากมื้อเช้าจบไปแค่สองชั่วโมงเท่านั้น ตอนนั้นเธอยังจุกจากอาหารอยู่เลยด้วยซ้ำ ที่เหลือก็ตามมีตามเกิด ถ้าเธอทำพลาด ก็ร่วงลงมา ไม่ก็กรณีเลวร้ายที่สุดคือโดนม้าเตะ และมีอัศวินตาฟ้ายืนทำหน้าตาย แต่จริง ๆ แล้วกลั้นขำมองจากวงนอกอยู่


            ทั้งสามขี่ม้ามุ่งหน้ากลับคฤหาสน์อย่างเงียบเชียบ ถ้าไม่นับกิลเบิร์ตที่ยังพูดพล่ามเป็นต่อยหอย (“ท่านพ่อไว้ใจให้ข้าทำงานเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นน่ะ” แล้วมันก็ฉีกยิ้มกว้าง) อากาเบลไม่ตอบ มีเพียงอัศวินตาฟ้าซึ่งพยักหน้าบ้าง แสดงออกว่ากำลังฟังอยู่ เธอจึงเบือนหน้าไปมองทิวทัศน์รอบด้านแทน มือก็กำชับบังเหียนม้าไว้แน่นไม่ให้ตัวเองตกจากพาหนะ


            หมู่บ้านแถบนี้ดูเงียบเหงาใช้ได้ บรรดากระท่อมและกระต๊อบหลายหลังตั้งห่างกัน – แบ่งเขตด้วยไร่พืชผัก – ยกเว้นบริเวณใกล้ป่าที่อากาเบลเข้าไปนอนพักมา เธอพบชาวบ้านผู้ชายในชุดสกปรกเปื้อนจุดดำทั่วตัวกำลังต้อนวัวตัวใหญ่เข้ากระท่อม กลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ลอยมาแตะจมูกเบาบาง ม้าของเธอเยาะผ่านกระท่อมอีกสองสามหลัง ปะทั้งชายและหญิงสวมเสื้อผ้าเก่ากึกระหว่างหิ้วของไม่ก็ถังน้ำ ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยฝุ่นดิน แม้จะมีแสงน้อยนิดในเวลานี้ แต่เธอก็เห็นว่าใบหน้านั้นมันเขรอะจนเธอนึกเหนียวตัวแทน... เธอย่นจมูกเมื่อรับกลิ่นตัวสกปรกจากทิศทางของชาวบ้านได้


            “พวกนั้นไม่อาบน้ำบ้างเลยรึไง ชาวบ้านน่ะเธอถามขึ้นเมื่อเดินทางพ้นกระท่อมหลังเล็กน่าอึดอัดไป


            “เจ้าจะกล้าอาบไหมล่ะ ใช้แม่น้ำแถบนี้น่ะกิลเบิร์ตตอบ ดูสิ


มันชี้นิ้วไปที่ชาวบ้านสองคนซึ่งกำลังเทอะไรบางอย่างลงแม่น้ำอยู่ อากาเบลเลิกคิ้ว พอม้าเดินไปถึงสะพานสำหรับข้ามไปยังฝั่งคฤหาสน์เคียงชาวบ้านทั้งสองซึ่งยังขมักเขม้นทิ้งขยะ เธอถึงกับย่นจมูกอีกรอบ ไม่ใช่ขยะทั่วไป ของเสียจากลำไส้มนุษย์ ฉับพลันเธอก็นึกถึงคืนที่ไล่ล่ามาเจออัศวินตาฟ้าครั้งแรก ข้างแม่น้ำนี่แหละ อาจจะเป็นแม่น้ำตรงนี้ก็ได้ เวลานั้นเธอทั้งโกรธทั้งแค้นจนประสาทสัมผัสไม่ได้กลิ่นอย่างแน่นอน และที่สำคัญ เธอเหยียบแม่น้ำนี้ด้วย


            “ในคฤหาสน์ใช้น้ำจากแหล่งเดียวกันรึเปล่าอากาเบลรีบถาม รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาทันใด แต่เมื่อเห็นกิลเบิร์ตเบิกตาโตตกใจ และรีบสั่นหัวปฏิเสธ เธอก็พอโล่งอกขึ้นมาบ้าง มีน้ำตกในป่าไม่ใช่รึไง ทำไมพวกมันไม่ไปใช้น้ำแถวนั้น?


            “อันตราย สัตว์ป่าเพ่นพ่านเยอะอัศวินตาฟ้าตอบแทน ส่วนกิลเบิร์ตทำสีหน้าเหมือนอยากถามว่าเธอเดินเข้าไปลึกขนาดเจอน้ำตกได้เลยหรือ สงสัยเป็นเพราะร่างมังกรของเธอ สัตว์ป่าที่ว่าเลยไม่กล้าโผล่หัวมา ที่จริงก็มีบางครั้งที่เธอได้ยินเสียงปีนป่ายต้นไม้ใกล้ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เธอรู้สึกพึงพอใจที่แหล่งน้ำของตัวเองไม่ต้องกลายเป็นน้ำเสีย


            ทั้งสามเดินทางมาถึงคฤหาสน์ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำ และอากาศก็เย็นจัดแล้ว อากาเบลลงจากหลังม้าเสร็จก็เดินฉับ ๆ เข้าไปในตัวอาคารโดยไม่พูดไม่จา ทิ้งให้อัศวินตาฟ้ากับกิลเบิร์ตยืนสนทนาระหว่างรอคนรับใช้จัดการพาม้ากลับเข้าคอก เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นชวนหาว ข้างในคฤหาสน์จุดเทียนสว่างไสวทุกทิศ สาวใช้คนหนึ่งก้มหัวให้ขณะเดินผ่านไป อากาเบลห่อไหล่ เธอยังกลับขึ้นห้องไม่ได้ เหลืออาหารมื้อเย็น แต่เพราะขี้คร้านจะรอ เธอจึงย่ำเท้าโครม ๆ ตรงไปยังห้องรับประทานอาหาร เห็นว่าบนโต๊ะยาวมีขนมปังและซุปจัดวางไว้สำหรับหลายคน


            นอร์แมนเป็นผู้ชายวัยกลางคน ผมสีน้ำตาลเข้มแซมสีขาวเล็กน้อย มันทำหน้าดุพร้อมกับยกมือห้ามอากาเบลที่คว้าขนมปังก้อนใหญ่ขึ้นมา นังหนู รอชาร์น็อคเซียซ์นิคกับเจ้าชายกิลเบิร์ตก่อน!”


            “ทำไมต้องรอด้วยวะ” เธองึมงำ


            “สามหาว!


            ราล์ฟที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นอร์แมนลูบมือตัวเองอย่างอดทน ส่วนอากาเบลคิ้วกระตุก รู้สึกอยากกลายเป็นมังกรขึ้นมาตงิด ๆ เธอหันหลังเดินหนีเตรียมจะกลับขึ้นไปยังห้องนอน แต่ดันเจอะกับอัศวินตาฟ้าซึ่งกำลังยืนฝืนฟังมุขตลกของกิลเบิร์ตหน้าห้องรับประทานอาหารเสียก่อน มันหันมาส่งสายตาสั่งให้ไปหาที่นั่ง


ดังนั้น มื้อเย็นจึงเริ่มต้นขึ้นโดยมีอากาเบลนั่งหน้าบูดใส่คนอื่นร่วมโต๊ะ


            “ท่านอัศวิน ท่านจะต้องไปฝั่งตะวันออกหรือเปล่าขอรับนอร์แมนเอ่ยถามอย่างสุภาพ มันดูแก่ที่สุดในโต๊ะอาหารนี้แล้ว ข้าคิดว่าอีกสักพักสงครามครั้งใหญ่คงจะปะทุอย่างแน่นอน พวกตะวันออกพยายามแย่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเราไป มีความเป็นไปได้ว่าศาสนจักรจะเรียกอัศวินทุกสารทิศไปรบ


            “ไม่หรอกกิลเบิร์ตโบกไม้โบกมือ ข้าวางแผนจะให้น็อคส์เป็นองครักษ์อยู่ อย่างน้อยถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ข้าก็มีเหตุผลพอให้เขาอยู่


            “ฝ่าบาทราล์ฟพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางลูบมือหยาบไปมา สงครามครั้งนี้จะไม่ใช่แค่สงครามระหว่างอาณาจักรอีกต่อไปพะย่ะค่ะ เราจะต้องร่วมรบกับอัศวินจากอาณาจักรอื่น ฉะนั้น... แล้วทั้งโต๊ะก็เงียบกริบ


            กิลเบิร์ตหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด สงสัยคงจะไม่ใช่แค่น็อคส์ที่ต้องไปรบมันจิบไวน์เล็กน้อย แล้วขยับมือห่างจากจานขนมปังกับถ้วยซุปซึ่งบรรดาคนรับใช้กำลังยกไป แอเธลวินประกาศตัวไว้ชัดเจนว่าน้อมรับอาซีมุส ข้าคงต้องไปรบด้วย


            “พวกตะวันออกใช้ข้ออ้างรบ เพราะที่นั่นเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระเจ้าของพวกมันพะย่ะค่ะนอร์แมนกัดฟันพูด มือสั่นด้วยความโกรธ พวกมันมาจากดินแดนทะเลทราย กระหม่อมไม่คิดว่านวัตกรรมพวกมันจะดีพอสู้เราได้พะย่ะค่ะ


            “ใช่ ๆ ข้าก็คิดอย่างนั้นแหละกิลเบิร์ตเออออตาม สงครามกับเฮเนวิงช่วงหลังเราก็ชนะมาตลอด พวกนั้นสู้พลธนูยาวของเราไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญ เรามีตระกูลอัศวินฝีมือดีหลายตระกูล คลาร์ก แบล็คตัน ครอว์ฟอร์ด ไฮทาว์เวอร์ อ้อ... โดยเฉพาะเบลนเฮล์ม ใช่ไหมน็อคส์ เจ้าคืออัศวินผู้พิชิตมังกรนี่


            อากาเบลคิ้วกระตุก ก่อนจะหันไปจ้องหน้าอัศวินตาฟ้าที่เสมองไปทางอื่น รู้สึกพึงพอใจลึก ๆ ที่มันยังนั่งนิ่ง หลังตรงแด่ว ไม่ได้ทำท่าเหมือนชอบฉายาที่ได้รับ (มันอาจจะกลัวโดนเธอด่ากลางโต๊ะ) เบลนเฮล์ม?” เธอโพล่งพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก เรียกสายตาของทุกคนให้หันมามอง ในโต๊ะนี้มีใครรู้ชื่อจริงของเซอร์น็อคส์ ๆ บ้าง?


เธอตั้งใจเรียกชื่อล้อเลียน และทำมือกวักคล้ายกับกำลังเคาะประตูอยู่ กิลเบิร์ตหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเอง และเพราะคนที่ตกเป็นเป้าหมายไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย (นอกจากพยักหน้าคล้ายเยาะเย้ยใส่แวบหนึ่ง) เธอจึงเมินนอร์แมนกับราล์ฟที่ทำตาโตไม่พอใจ ระหว่างนั้น บรรดาคนรับใช้ก็ทยอยกลับมาพร้อมอาหารจานหลักกลิ่นหอม


            “เจ้าจะต้องเรียกท่านอัศวินว่าชาร์น็อคเซียซ์นิค!” นอร์แมนเตือน


            “เฮอะ ชื่อแปลกจะตายชัก ไม่เอาหรอก


            “แล้วมันแปลกตรงไหนกิลเบิร์ตทำหน้างง อ้อ ที่จริงก็แปลก น็อคส์ไม่ใช่คนแอเธลวินที่จะต้องใช้ชื่ออย่างเรา ๆ นี่


            “เซอร์น็อคส์ ๆ พิชิตมังกรได้จริงเหรออากาเบลถามกลั้วหัวเราะ ยังตั้งใจใช้ชื่อเล่นล้อเลียนต่อเพื่อให้สองผู้ติดตามของอัศวินตาฟ้าเป็นเดือดเป็นร้อนหนัก พิชิตแบบไหนล่ะ ลากมาทั้งตัว? ตัดหัว? หรือแค่พูดต่อ ๆ กันมาแล้วก็เฮโลตามไป?


            “ระวังปากหน่อย!” นอร์แมนเตือนอีกรอบ


            “น็อคส์พิชิตมังกรได้จริง!” กิลเบิร์ตออกตัวแทน ข้าอยู่ตอนที่เขาเดินทางกลับมาแอเธลวิน เชื่อสิ ข้าจำได้แม่นเชียวล่ะ เขามีดวงตาสีเงินของมังกร ดวงตานั้นใหญ่มหึมา ต้องใช้ผู้ชายยกหลายคนทีเดียว ไม่ใช่ของสัตว์อื่นแน่!”


            อากาเบลนึกโมโหตัวเองที่ดันถามเรื่องพวกนี้ออกไป คำตอบของมันจึงย้อนกลับมาทำร้ายอย่างเจ็บแสบเลยทีเดียว


            “แล้วพวกเราก็เอาดวงตาของมังกรมาศึกษา อัล... พี่ชายของข้าน่ะนะ เขาเป็นผู้รับผิดชอบโครงการผ่ากิลเบิร์ตยังคงพูดต่อ จึงไม่ทันเห็นว่าใบหน้าของอากาเบลกำลังกลายเป็นสีแดงบูดเบี้ยว เขาห้ามคนนอกเข้าไปยุ่งด้วย ข้าเห็นอีกทีก็ตอนที่แปลงสภาพดวงตากลายเป็นจี้สร้อยคอแล้ว หนึ่งในของขวัญสำหรับน็อคส์น่ะ ก็น่าประหลาดนะที่ข้างในนัยน์ตาเป็นแร่


            พวกมันผ่าดวงตาเธอ? อากาเบลทั้งตะลึงและโมโหยามนึกภาพตาม


            “ถ้าเจ้าสงสัยนักก็ลองดูสร้อยคอของน็อคส์ได้กิลเบิร์ตบอกเสียงชื่นมื่น อัศวินตาฟ้าที่หัวโต๊ะทำเป็นยุ่งกับอาหารทันที เพราะตอนนี้มันไม่มีสร้อยคอที่ว่าอีกแล้ว


            อากาเบลรู้ทันทีว่าถ้ายังนั่งต่อไป เธอจะไม่สามารถควบคุมโทสะได้อย่างแน่นอน เธออยากจะทุบกำปั้นกับโต๊ะจนกว่าจะเจ็บมือเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ทำได้กัดฟันกรอด ๆ พลางกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะจนบรรยากาศอึดอัดและตึงเครียดขึ้น แล้วเธอก็ลุกพรวด เชิดคางใส่สายตาเยือกเย็นของอัศวินตาฟ้าที่ดูไม่พอใจพอ ๆ กัน


            “ข้าอิ่มแล้ว” เธอประกาศ ก่อนจะกระทืบเท้าเดินหนีไป




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

932 ความคิดเห็น

  1. #909 คุณลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 22:59
    อ่านรวดเดียวสิบตอนเลยค่ะ วางไม่ลงจริงๆ การบรรยายก็ดีมาก ชวนให้อ่านต่อตลอด เฟ็นว่ากำลังรีไรท์อยู่ สู้ๆนะคะ
    ชอบที่ค่อยๆเปิดเผยปมต่างๆ อยากรู้แล้วสิว่าสี่ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ว่าแต่ตามังกรใหญ่ขนาดนั้น คิดไม่อกว่าอากาเบลจะตัวใหญ่ขนาดไหน
    ชอบความห่ามของนางเอกมากอะ สมเป็นมังกรมาก่อนจริงๆ อยากรู้จังว่าพระเอกตัวจริงคือใคร ผู้ถูกพระเจ้าทอกทิ้ง และสัญญาชีวิตคืออะไร อยาหรู้อีกคือสองคนนี้จะไปรักกันได้ไง 555 ไรท์สู้ๆค่ะ
    #909
    0
  2. วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 15:07
    โห เข้าใจง่ายขึ้นมากจริงๆ แถมมีแอบย้อนอดีตพระเอกของเราให้อีก
    #864
    0
  3. #768 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 03:09
    ตอนนี้ตอนแรกขอบคุณที่เจ้าชายมาปรามนักบวชนะเนี่ยย
    แต่ไปๆ มาๆ โถ
    #768
    0
  4. #123 DevilMayCry_THE ONE In THE EART (@kingungg) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 / 11:40
    พันธะสัญญาไม่น่าแรงจนบังคับมังกรตนอื่นได้นะครับ ถ้างั้นอาจจะเป็นพันธะสัญญาของราชามังกรหรอคับ
    #123
    1
    • #123-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      19 กรกฎาคม 2558 / 16:29
      อิอิ อีกเดี๋ยวก็จะเฉลย (หรือเผยเบาะแสเพิ่ม) ค่ะ XD
      #123-1
  5. #92 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2558 / 13:38
    ทิฏิจนน่ารำคาญ...
    #92
    1
    • #92-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      11 มิถุนายน 2558 / 20:47
      จริงค่ะ คนเขียนก็แอบรำคาญเองนะตอนเขียน แง แต่จำเป็นต้องดำเนินเช่นนี้ ฮาาา
      #92-1
  6. #61 ปฐพีเร้นลับ (@ttoo1515) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 16:47
    สนุกครับ ขอบคุณครับ
    #61
    1
    • #61-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      24 พฤษภาคม 2558 / 14:32
      ทางนี้ก็ต้องขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มากค่า
      #61-1
  7. #60 ตัวหนอนสายรุ้ง (@4ymmbik) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 16:12
    ตามค่ะ 
    #60
    1
    • #60-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      24 พฤษภาคม 2558 / 14:32
      ขอบคุณที่ติดตามค่า
      #60-1
  8. #59 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 14:57
    อ๊าาาา กำลังสนุกเลย มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆค่าา
    #59
    1
    • #59-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      24 พฤษภาคม 2558 / 14:31
      ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์มาก ๆ เลยค่า XD จะรีบมาต่อนะคะ ดีใจที่อ่านสนุก แฮ่
      #59-1
  9. #55 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 13:56
    อัสวินโหดค่ะ โหดมาก นี่ถึงขั้นจะตัดหัวอ่ากาเบลเลยเหรอ
    #55
    1
    • #55-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      24 พฤษภาคม 2558 / 14:31
      เพราะยังมองอากาเบลว่าเป็นศัตรูอยู่ค่ะ เลยโหดแบบนี้ ;w;
      #55-1
  10. #51 yokona (@rrow) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 12:14
    แล้วอายุดีเทริคอ่ะ? อยากรู้จังว่าจะเด็กกว่าอากาเบลสักแค่ไหน กร๊ากกกกกกก 555+
    #51
    1
    • #51-1 Parewine (@kachelya) (จากตอนที่ 10)
      23 พฤษภาคม 2558 / 12:23
      อายุดีทริคต้องรอต่อไปค่ะ ขอยังไม่เฉลยตอนนี้ XD
      #51-1