[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 5 : *** ตอนที่ ๓ หนึ่ง ฤๅ สอง***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    5 ม.ค. 57


 

ตอนที่ ๓ หนึ่ง ฤๅ สอง

|

 

หนึ่ง ดังรังสีฉาย                         สอง ฤๅ กลายเปลี่ยนแปรได้

เงามืดเคลื่อนคล้อยไป                             บัลลังก์ไร้ซึ่งแสงฉาน

ถึงปกป้องมิดชิด                                     หากพลั้งผิดคงเผาผลาญ

แม้ครอบครองมาเนิ่นนาน             แต่ถึงกาลอาจเลื่อนลอย

 

 

 

 

รัชสมัยพระเจ้ามยองอิน ราชวงศ์โชซอน 

สิบสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังเหตุการณ์ไฟกลางเมืองที่ปะทุจากความขัดแย้งของขุนนางและเชื้อพระวงศ์ จนนำมาซึ่งการสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่  กบฏราชวงศ์สถาปนาตนขึ้นมาครองราชบัลลังก์ได้เพียงไม่นาน ไฟการเมืองก็เผาทำลายทุกอย่างอีกครั้ง ราวกับต้องการให้มอดไหม้ไปตามผลกรรมที่คนเหล่านั้นได้ก่อขึ้น  

หากอำนาจเหมือนเชื้อไฟ... การเมือง ก็เปรียบเหมือนลมที่พัดให้ไฟลุกโชนและทวีความรุนแรงขึ้น

เพียงการเมืองเปลี่ยนขั้ว   อำนาจก็อาจเผาผลาญผู้ที่อ่อนแอให้แดดิ้นสิ้นชีวิตภายในเปลวเพลิง

ภายหลังพระเจ้ายูซอนเสด็จสวรรคตภายในพระตำหนักที่ถูกไฟเผาพร้อมด้วยพระมเหสี และองค์ชายรัชทายาท เหล่าขุนนางข้าราชการผู้ภักดีต่อพระเจ้ายูซอนได้อัญเชิญพระอนุรัชทายาทเข้ามาปราบกบฎ  ก่อนขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้ามยองอิน  ทรงนำตัวผู้อยู่เบื้องหลังการก่อกบฎเข้าสู่การพิจารณาคดี  และพระราชทานโทษอย่างสาสม ทรงปราบปรามและปรับเปลี่ยนการบริหารประเทศใหม่ ใช้สำนักราชบัณฑิตเป็นเข็มทิศในการชี้นำประเทศด้วยปัญญา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และการทรงงานอย่างหนักนำมาซึ่งการสรรเสริญของราษฎรทั้งประเทศ....สิบสามปีที่ผ่านมาภายใต้การปกครองของพระเจ้ามยองอินจึงมีแต่ความสงบสุขร่มเย็น

ทว่า....น้อยคนนักที่จะรู้....ว่าพิษของไฟสงครามครั้งนั้นยังคงลามเลียอยู่ภายในมุมมืดของราชบัลลังก์อย่างเงียบเชียบ...  รอเวลาที่เชื้อไฟจะลุกโหมขึ้นมาอีกครั้งเพื่อแสดงอำนาจของมัน

กระแสลมอันแปรปรวนของการเมือง....พัดให้ไฟแห่งอำนาจคุกรุ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

 

ณ ห้องรอเฝ้า พระตำหนักหลวง

“มาแล้วสินะ”  พระเนตรคมทอดมองบานทวารที่กำลังเปิดออกทีละชั้นด้วยพระทัยเยือกเย็น ... เสียงฝีเท้าของผู้เข้ามาใหม่สร้างความแปลกพระทัยอยู่ไม่ใช่น้อย ....

การฝึกรบที่ชายแดนอย่างหนักเกือบปี  ทำให้องค์รัชทายาทเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ในสงคราม  นักรบสามารถอ่านศัตรูได้จากทุกการเคลื่อนไหว  ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมหายใจ.... การขยับนิ้วมือ   หรือแม้กระทั่งเสียงฝีเท้า

            นิ่ง.. สงบ หนักแน่นและไม่หวั่นไหว

            ช่างเป็นฝีเท้าที่มั่นคงยิ่งนัก

“เสนาเฒ่านี่ร้ายจริง ๆ ....” ตรัสไม่ดังนัก  หากราชองครักษ์รับรู้ได้ถึงสิ่งที่ทรงพระกังวลอยู่ไม่น้อย 

ชิน ก้มศีรษะลงและลอบถอนหายใจอยู่เบื้องหลังวรกายสูงใหญ่ที่ประทับยืนตรง...สง่างามสมฐานันดรศักดิ์แห่งองค์ชายรัชทายาท

เขาเห็นด้วยกับกระแสรับสั่งนั้น

เสนาบดีกลาโหม ฉลาด...และใจเย็น ไม่แปลกเลยที่จะมีอำนาจจนถึงทุกวันนี้

จังหวะที่ถูกองค์รัชทายาทเข้าแทรกแซงด้านการทหาร ...ก็ส่งหมาก ตัวสำคัญเข้ามาในราชสำนัก... เพื่อเบี่ยงเบนความสนพระทัยจากองค์กษัตริย์

“องค์รัชทายาท...”  ขันทีร่างเล็กนำผู้เข้าเฝ้ามาหยุดอยู่เบื้องพระพักตร์  ก่อนกราบทูลนามและที่มาอย่างละเอียดแม้ว่าพระองค์จะไม่อยากฟังนักก็ตาม

ร่างสูงใหญ่...ในชุดผ้าไหมงามระยับโค้งตัวลง ถวายบังคม ตามแบบบุรุษได้อย่างเข้มแข็ง  ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวนั้นกลับอ่อนช้อย...งดงามราวกับกระทำอยู่เป็นกิจวัตร  หาใช่ผู้ที่ห่างร้างจากขนบธรรมเนียมพวกนี้หลายปี  ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบาง  เครื่องหน้าละมุนหวานราวอิสตรี ...หากคงส่วนคมเข้มไว้ที่คิ้วโก่งและดวงตากลมโตโดดเด่นดึงดูดสายตา   

            “ไม่ผิดเลย...” ตรัสกับพระองค์เองแผ่วเบา 

“ถวายบังคม  องค์รัชทายาท  ขอจงทรงพระเจริญ” เสียงทุ้ม...นุ่มกราบทูล ถวายพระพรองค์ชายรัชทายาท

            พระพักตร์คมวาดรอยแย้มสรวลเหนือแนวพระโอษฐ์  ก่อนที่สุรเสียงทุ้มห้าวจะตรัสบอกทั้งขันทีและผู้มาใหม่ด้วยพระบัญชาที่ชัดเจน  

          “ข้าจะนำ....ไปเฝ้าฝ่าบาทเอง”

 

|

 

          “เลิกบ่นซะทีเถอะฮวางซังกุง... เราเบื่อ”

 วรองค์เล็กบางเสด็จ ปลิว ออกจากอุทยานที่ทรงโปรดปรานด้วยพระพักตร์เง้างอ  สุรเสียงเล็กบ่งบอกถึงความเบื่อหน่าย   ขณะที่ฮวางซังกุงและเหล่านางวังที่กำลังตามเสด็จพยายามคว้าชีมาขึ้นสูงเพื่อวิ่งให้ทันการเสด็จของพระชายา  

            แต่ครั้งนี้ซังกุงอภิบาลผู้เคร่งครัดไม่ยอมง่าย ๆ  นางพยายามเอ่ยเสียงดุ ทั้ง ๆ ที่เหนื่อยหอบอยู่ไม่ใช่น้อย 

            “ไม่บ่นได้ยังไงล่ะเพคะ ... อยู่ ๆ ก็ทรงหายไป  พบอีกทีก็ทรงกระโดดลงมาจากต้นไม้ หม่อมฉันอยากตายเพคะ แล้วนี่ปีนขึ้นไปทำอะไรอีกเพคะ อย่าทรงลืมนะเพคะว่าทรงเป็นพระชายา... พระชายาขององค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอนนะเพคะ.... ”

            “รู้แล้ว ๆ  เรารู้แล้วน่า... ย้ำอะไรนักหนา... ” องค์หญิงชักกริ้ว ...กระแสรับสั่งห้วน พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทรงคิดถึงอีกคนที่เพิ่งจากมา

          ท่านพี่ชานยอล....คนใจร้าย
         
ไม่ได้พบกันนาน... นานจนพระองค์รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกคนได้อย่างชัดเจน  ร่างกายของท่านพี่ชานยอลสูงใหญ่กว่าสี่ปีที่แล้วมากนัก  เสียงก็ทุ้มต่ำกว่าเก่า  ไม่รวมกับใบหน้าที่คมคายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            ระยะเวลาเปลี่ยนไป....หากพระชายารับรู้ได้ว่าตาอีกฝ่ายยังคงยิ้มได้อยู่เหมือนเดิมทั้งรอยยิ้มบาง ๆ ก็ยังประดับอยู่ที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาอยู่เสมอ

          “ท่านพี่ชานยอล...จะไม่พูดอะไรกับข้าจริง ๆ หรือ” 

          ในขณะที่ทรงบอกเล่าทุกเรื่องราวในราชสำนักด้วยพระทัยที่ตื่นเต้น   อีกฝ่ายกลับเอาแต่ยิ้ม...และมองพระองค์ราวกับกำลังชมมหรสพอย่างตั้งใจ  จนบางครั้งก็ทรงรู้สึกประหม่าไม่ใช่น้อย

            ด้วยฐานะ...และพระยศที่เพิ่มขึ้น  ตลอดเวลาที่อยู่ในราชวัง นอกจากท่านพ่อ ท่านพี่ รวมไปถึงองค์ชายจงอินและราชองครักษ์ชินที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาแล้ว...พระองค์ก็แทบไม่ได้พบปะชายใดอีก

            สายตาแบบนี้... ไม่คุ้นชินเอาเสียเลย

          “กระหม่อม.... ข้าอยากฟังมากกว่า...”

          “แต่ข้าไม่อยากคุยอยู่คนเดียวนี่นา”

หน้ายิ้มละไมของผู้ที่อาวุโสกว่าทำให้พระองค์รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กหญิงอายุสิบขวบ.... จากหนึ่งอาทิตย์แรกที่ถูกบังคับให้ไป เล่นด้วยที่ป่าหลังบ้าน ... ท่านพี่ชานยอลสรรหาการละเล่นมากมายมาให้พระองค์เล่นอย่างไม่รู้เบื่อ

เด็กหญิงตัวน้อยเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในป่านั้น ผ่านคำบอกเล่าของผู้ที่เติบโตมาท่ามกลางใบไม้และเสียงของป่า 

ระยะเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว.... รู้ตัวอีกที ลูกสาวคนสุดท้องของตระกูลก็ถูกพาเข้าวังหลวงตามพระบัญชาของฝ่าบาท  การคัดเลือกพระชายาขององค์รัชทายาทเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบเนื่องมาช้านาน  ขุนนางข้าราชการ และเศรษฐีทุกคนในโชซอนต้องส่งธิดาของตนมาเข้าคัดเลือกตามกฎหมาย ไม่มีใครขัดขืนได้

พยอน  แพคฮยอนเข้ามาโดยแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำสิ่งใด.... หากราวกับมีบัญชาจากสวรรค์ที่ลิขิตชะตาให้เด็กหญิงคนหนึ่งต้องเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในรั้วอันกว้างขวางของวังหลวงตั้งแต่อายุเพียง ๑๒ ปี

ชีวิต องค์หญิงน้อย ของครอบครัว และป่าหลังบ้านจบลง... และตำแหน่งองค์หญิงพระชายาก็เข้ามาแทนที่

“แล้วท่านพี่มาที่นี่ได้ยังไง...ใครพามา  รู้ไหมว่าที่นี่น่ะเข้ามาไม่ได้ง่าย ๆ ....หรือว่าพี่ชางมินพามา???

          นานมาแล้วที่ไม่มีใครให้ซักถาม...ไม่มีใครที่รับฟังพระองค์เหมือนเช่นที่เคยมีในวัยเด็ก เพียงแค่ทอดพระเนตรเห็นเครื่องหน้าที่คุ้นตาของผู้ที่เคยสนิทสนมด้วย  พระชายาก็แทบกลั้นความยินดีไว้ไม่ได้

          ใช่เพียงไม่ตอบ... หากท่านพี่ชานยอลยังหักหาญน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

          “ข้าต้องไปแล้ว”

          กระทั่งบัดนี้... องค์หญิงพระชายายังไม่ทรงทราบว่าการที่ท่านพี่ชานยอลปรากฏกายขึ้นมาต่อหน้าพระองค์นั้นหลังจากไม่ได้พบมากว่าสามปีเป็นเพราะความบังเอิญหรือว่าเหตุผลใด

          ดูราวกับ...กำลังปิดบังซ่อนเร้นอะไรบางอย่างอยู่

            .....

          “ข้าจะได้เจอท่านอีกไหม....” ไม่ทรงถามต่อ พระองค์ เคารพ การเปิดเผยตนของอีกฝ่ายมากพอจะไม่ซักไซ้ให้รำคาญใจ หากยังมีความหวังเล็ก ๆ ....ที่จะได้พบปะกับพระสหายที่ไม่ได้เจอกันนานอีกครั้ง

          “หากองค์หญิงต้องการ....” ริมฝีปากอิ่มวาดยิ้มอวดฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ เสียงทุ้มนุ่ม...หนักแน่น  “จะมาอีก”

          พระเนตรเรียวหลุบลงมองพระบาทที่กวัดแกว่งอยู่กลางอากาศ.... โอษฐ์บางเม้มแน่นเมื่อได้ยินประโยคนั้น

          “ท่านพ่อกับท่านแม่ก็พูดแบบนี้บ่อย ๆ ....แม้แต่พี่ชางมินเอง.... อยู่ใกล้แค่นี้ ยังไม่มาหาข้าเลย ทุกคนบอกว่าจะมาหาข้า... แต่ไม่เคยบอกว่าเมื่อไหร่.... มีงานใหญ่ประจำปีถึงจะมาให้ข้าเห็นสักที”

          “องค์หญิง....”

            “วังหลวงเหงาแค่ไหน ....ท่านรู้บ้างไหม”

            ใบไม้แห้งร่วงหล่น....ปลิดปลิวอย่างน่าเศร้า

          ฝ่ามือหนายื่นมาใกล้  พร้อมกับของบางอย่างที่ทำให้ทรงตกพระทัยไม่น้อย

“ฝากไว้ก่อน...แทนคำสัญญา  หากข้าไม่มา...ก็ขอให้เก็บไว้”

สายพระเนตรทอดมองผู้หยิบยื่นเลาขลุ่ยนั้นให้ด้วยความหวั่นไหว  ทรงทราบดี.... ท่านพี่รักขลุ่ยเลานี้มากเพียงใด .... ทุกคราที่พบ ขลุ่ยนี้ราวกับเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างสูงใหญ่นี้ แม้จะทรงได้จับต้องบ้างก็ตาม   แต่ขลุ่ยเลานี้ก็ไม่เคยห่างจากสายตาของผู้เป็นเจ้าของเลย

“นี่มันของสำคัญของท่านไม่ใช่หรือ”

รอยยิ้ม...คลี่บาง   ชานยอลส่ายหน้าคล้ายกับพระองค์ตรัสผิดพลาด

“ข้ารู้ดี...ว่าสิ่งใดสำคัญ ...จะต้องรักษา และดูแลให้ดีที่สุด”

“พูดอะไร ไม่เห็นเข้าใจเลย” พระพักตร์มุ่ย งุนงง.. หากขลุ่ยไม้ไผ่เลาสวยที่วางอยู่บนฝ่ามือใหญ่นั้นกลับทำให้ทรงมั่นพระทัยยิ่งกว่าวาจาที่เอื้อนเอ่ย “แต่ สัญญาแล้วนะ...”

          สัญญาแล้วนะ.... ต้องกลับมาหาข้าด้วย  

            “สัญญา... องค์หญิงน้อย”

แม้ว่า  ทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

 

            หัตถ์น้อยกระชับเลาขลุ่ยเรียบลื่นก่อนที่แนวพระโอษฐ์จะคลี่ตรง   พระเนตรเอ่อท้น คล้ายจะหลั่งรินพระอัสสุชล

            ท่านพี่ชานยอล... 

          ข้าควรดีใจใช่หรือไม่ 

            “องค์หญิงเพคะ ..นั่นขลุ่ยของใครเพคะ ” พระชายาถอนพระหทัยยาว เนตรกระพริบถี่ไล่อัสสุชล เมื่อยินเสียงอย่างคนเจ้าระเบียบของฮวางซังกุง

            ทีเรื่องแบบนี้ล่ะหูตาไวเชียวนะ! ฮวาง ซังกุง

            “อย่ายุ่งน่า... ก็ของข้าไง ท่านพี่ชางมินส่งมาให้ข้าเมื่อสามวันก่อนไง” รับสั่งปัด ๆ  พระพักตร์ยุ่งแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อก็ตามที

            ใช่... ซังกุงอภิบาลถวายการรับใช้องค์หญิงพระชายามานานพอ  สิ่งของส่วนพระองค์ไม่มีชิ้นใดหลุดรอดไปจากสายตาของนางได้ ...แล้วนับประสาอะไรกับขลุ่ยไม้ไผ่เลาสวยที่มองชั่วพริบตาเดียวก็รู้ว่าใช่เพียงเครื่องดนตรีธรรมดา ... เพราะลวดลายประดับทองนั้นบอกชัดว่าเป็นของสูงค่า

            คิดแล้วก็สะกิดใจ ... ประจวบกับองค์หญิงพระชายาทรงผ่อนพระกำลังและก้าวพระบาทช้าลง ฮวางซังกุงจึงถือโอกาสนั้นขยับเข้าไปใกล้วรองค์บอบบาง และพิจารณาของในพระหัตถ์อย่างตั้งใจ

            “แน่ใจหรือเพคะ....หม่อมฉันไม่ยักเคยเห็น  ขอหม่อมฉันมองใกล้ ๆ ได้ไหม”    

            “ไม่ได้...เจ้ารู้ไหมว่าขลุ่ยนี่สำคัญขนาดไหน  ขนาดเจ้าของยังไม่ยอมให้ห่างมือเลย”

            “แค่ให้ดูใกล้ ๆ ก็ได้เพคะ  หม่อมฉันขอแค่....อยากเห็นลายพวกนั้น”

            พระชายาขมวดพระขนงยุ่งอีกตามเคย หากทรงยอมให้นางได้ดูใกล้ ๆ ตามที่เอ่ยปากขอ ... โอษฐ์บางสีหวานยื่นราวกับทรงสงสัย   เป็นกิริยาที่ปกติฮวางซังกุงคงจะถวาย เพี้ยะ เบา ๆ อย่างขัดใจ กับความไม่งามนั้น   หากครั้งนี้ซังกุงคนสนิทกลับจดจ่อกับของในพระหัตถ์มากกว่าอื่นใด

            “ทรงได้สิ่งนี้มาจากที่ไหนเพคะ.. ”  พินิจเพียงครู่ ... สีหน้าเคร่งเครียดของฮวางซังกุงก็ปรากฏขึ้นมา 

“จากท่านอาจารย์ของข้า  มีอะไรหรือ...”  รับสั่งคล้ายไม่ใส่ใจ ...หากท่าทีของพระอภิบาลกลับแปลกไปจนรู้สึกร้อนพระทัย

            “พระอาจารย์ของพระองค์.... มีอายุหรือยังเพคะ  ”

            “ก็ไม่...”

            “สัก...เท่าไหร่เพคะ ... สิบเจ็ด...สิบแปด ได้ไหมเพคะ “

            “เจ้ารู้ได้ยังไง” พักตร์ยุ่งซีดลงเล็กน้อย... นอกจากเป็นซังกุงแล้วฮวางซังกุงยังเป็นหมอดูด้วยหรือ?

            “ไม่ทรงแปลกพระทัยเลยหรือเพคะ.... ลองดูตราประทับนั่นสิเพคะ” พระหัตถ์บอบบางยื่นเลาขลุ่ยที่อีกฝ่ายสนใจให้เพ่งพิจใกล้กว่าเดิม

“ตราประทับของเชื้อพระวงศ์...พระองค์สำคัญ”

            “เอ๊ะ.....”  วรกายเล็กสะดุ้งกับคำกราบทูล  พระเนตรเรียวกะพริบถี่  โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายทูลตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ปะปนด้วยความกังวลใจสุดซึ้ง

            “นี่คือ....ตราประทับขององค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อนเพคะ..... พระโอรสของพระเจ้ายูซอนเพคะ องค์รัชทายาทยองอัน.... ”

“ไม่ใช่หรอก...ก็......” ตั้งพระทัยตรัสปฏิเสธ

แต่ชั่วพริบตานั้น.... ภาพของร่างสูงใหญ่ที่กระโดดลงจากต้นไม้ด้วยความคล่องแคล่วก็ผุดขึ้นมาในพระหฤทัย ที่ผ่านมาทรงคุ้นเคยกับเสื้อผ้าแพรพรรณของคนในวังหลวงจนไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงนั้นเลยด้วยซ้ำ

ชุดผ้าไหม...สวยงาม  ประดับลวดลายด้วยไหมสีทองสูงค่า ... วาววับ 

มีเพียงผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่จะได้ใส่ 

“นี่ของพี่ชาน....ยอล”

พระชายาอยากจะตีพระเศียรพระองค์เองนัก .... เหตุใดจึงไม่เคยสังเกตมาก่อนถึงรายละเอียดเหล่านั้น  หากท่านพ่อทราบเรื่อง...พระองค์คงถูกดุไม่น้อย  

ตำราประวัติศาสตร์ที่ทรงศึกษามาอย่างถี่ถ้วน...และได้รับคำชมจากทั้งท่านอาจารย์ ท่านพ่อ และท่านพี่กลับไม่ได้ช่วยให้พระองค์มีความรอบคอบเลย

เหตุใดจึงไม่เคยสะกิดใจ...          

 

“หากองค์หญิงต้องการ...จะมาอีก”       

เสียงนุ่มนวล....ภาษาของคนชั้นสูง...ที่ทรงคิดมาตลอดว่ามาจากการศึกษาจากตำรามากมายที่มีอยู่เต็มบ้านของท่านพี่ชานยอล 

เพลงขลุ่ยที่ไพเราะไม่แพ้เสียงขับขานของนักดนตรีในราชสำนัก บทกวีแพรวพราว และความฉลาดหลักแหลมที่ท่านพี่ชานยอลแสดงให้เห็นตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน 

หัตถ์เล็กกำรอบเลาขลุ่ย..

ท่านพี่....ท่านพี่ชานยอล  บอกที....

 

ราชอาณาจักรโชซอน ...หน้าที่ ๓๙  วรรค ๓  

องค์รัชทายาทลำดับที่หนึ่งในพระเจ้ายูซอน   เจ้าชายยองอัน พระราชโอรสของพระราชินีทันอึย   ตระกูลปาร์คแห่งซูวอน

 

 

 

 

            |||

 

            “องค์ชายยองอัน....”

            ภายในโถงทางเข้าก่อนถึงห้องส่วนพระองค์ของฝ่าบาท ราชองครักษ์ชินก้าวถอยไปติดผนัง เพื่อเปิดโอกาสให้ ทั้งสองพระองค์ อยู่เพียงลำพัง  ขณะที่เขาคอยเฝ้าระวังอยู่เบื้องหลัง

            วรกายสูง...สง่า   ขององค์ชายยองอันทำให้ราชองครักษ์ชินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย  แม้รู้อยู่บ้างว่าก่อนจะเสด็จมาถึงพระตำหนักหลวง  ทรงผ่านอะไรมาบ้าง...  หากเจ้าชายที่พลัดราชบัลลังก์ไปกว่าสิบสามปีนั้น...จะยังคงความสง่างามได้ถึงเพียงนี้ ก็ต้องนับว่าทรงเจริญพระชันษามาอย่างไม่มีที่ติ  จึงยังคงลักษณะอันดีขององค์ชายเอาไว้อย่างครบถ้วน

            พระศอตั้งตรง ... พระพักตร์ประดับรอยแย้มสรวลบาง  พระเนตรทอดมองไปข้างหน้าไม่เลื่อนลอย ... ไร้ท่าทีตื่นกลัวสถานที่  หรือแม้แต่ประหม่ากับการอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เชื้อพระวงศ์

            “เกล้ากระหม่อมขอพระราชทานอภัยที่ทำให้ฝ่าบาทต้องทรงรอ... ”

            “เปล่าเลย..หม่อมฉันต่างหากที่ต้องขออภัยที่ไม่ได้ไปถวายการต้อนรับด้วยตัวเอง” กระแสรับสั่งให้เกียรติอีกพระองค์ในฐานะ อดีตองค์รัชทายาท พระดำรัสยกย่องเสมอพระยศเดียวกัน

หากฝ่ายได้รับกลับส่ายพระพักตร์

            “ปัจจุบัน ....เกล้ากระหม่อมเป็นเพียงชายสามัญเท่านั้น มิอาจคาดหวังให้ฝ่าบาทลดพระองค์เสด็จไปต้อนรับ...”

            กระแสรับสั่งนุ่มนวล...โอนอ่อน  เจียมพระองค์  หากเจือด้วยสำเนียงคมลึกแบบนักการทูต สายพระเนตรสว่างสดใสทอรัศมีดึงดูดอยู่ไม่น้อยหากพูดตามภาษานางวังตามที่ราชองครักษ์ชินเคยได้ยินผ่านหูมา...คงจะกล่าวกันในทำนองว่า “พระทัยดีเหลือเกิน”

            พักตร์ขาว เกลี้ยงเกลา...ขนงโก่งหนารับกับเนตรพราวระยับ พระนาสิกเชิดโด่ง  พระโอษฐ์สีอ่อน แทบไม่มีที่ให้ติได้

            คล้ายภาพวาด... ราวรูปสลักหินอ่อน

            สง่า...งามสมเป็น อดีตองค์รัชทายาท สมฐานันดรแห่งองค์ชายยิ่งนัก

สายที่รายงานให้ข้อมูลที่ตรง...และชัดเจนจนนึกอยากตบรางวัลให้ตอนนี้ ..... 

            องค์รัชทายาทเสียอีกที่ใช้ชีวิตกับการฝึกรบกับทหาร จนละเลยกิริยานุ่มนวลเหล่านี้...ทรงคุ้นชินกับสุรเสียงห้าว ห้วน... และตรง! ตามประสาทหาร พระฉวีคมเข้มคร้ามแดด... กล้ามพระมังสาแกร่ง แข็งแรง  พระพักตร์คมคายสมเป็นนักรบหากมีเสน่ห์ในสายตาสตรีอยู่ใช่ย่อย

          เรื่องนี้ราชองครักษ์สังเกตจากปฏิกิริยาของนางทั้งหลายที่ทรงไป เยี่ยมเยียน ทุกครั้งที่เสด็จนอกวัง

            แม้จะแตกต่าง.....ทั้งพระสิริโฉม  และการวางพระองค์  แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว...คงไม่มีพระองค์ใดหย่อนไปกว่ากันนัก

เว้นก็เพียงแค่...พระยศ

“ทรงทราบดีอยู่แล้ว...ว่าการเสด็จครั้งนี้เพื่ออะไร  เหตุใดยังรับสั่งเช่นนั้น....  ตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งโชซอนสูงส่งแค่ไหน  พระองค์ก็ทรงทราบดี”

“อดีต...ก็คืออดีต” พระพักตร์ของ อีกพระองค์ ยังคงมีรอยแย้มสรวลละไม.. กระแสรับสั่งนุ่มนวล “...เพราะปัจจุบัน ตำแหน่งนั้นเป็นของฝ่าบาทแล้ว.... หาใช่กระหม่อมไม่ องค์ชายที่ไม่มีบัลลังก์....ค่าก็เพียงสามัญชนธรรมดาเท่านั้น  กระหม่อมคิดว่าพระองค์ทรงทราบดี”

          “ถ่อมพระองค์เกินไปแล้ว .... เพราะก่อนที่หม่อมฉันจะดำรงตำแหน่งนี้ .... หม่อมฉันก็เป็นเพียงแค่สามัญชนคนหนึ่งเช่นเดียวกับพระองค์”      องค์รัชทายาททรงพระสรวลดัง...  ขณะดำริในพระทัย

            หากคิดเช่นนั้นจริง....จะเสด็จมาถึงที่นี่หรือ

          หลักฐานในประวัติศาสตร์ชัดเจน

.....ชั่วข้ามคืน ...เปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นกษัตริย์ได้.....  และเปลี่ยนกษัตริย์ให้ไร้ตัวตนได้เช่นกัน

          ไม่แน่..

การเมือง... ไม่มีอะไรแน่นอน

            “คิดว่าทรงเคยได้ยิน .... มังกรก็คือมังกร ไม่ว่าจะเปลี่ยนที่อยู่ไปที่ใด  มังกรก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ”

            “แต่มังกรที่ขาหัก ...คนก็เรียกว่ามังกรพิการนะ”

            “หม่อมฉันไม่เห็นว่าพระองค์จะเป็นดั่งที่รับสั่งเลยแม้แต่น้อย....”

            แม้ครั้งสุดท้ายที่องค์รัชทายาทจงอินได้เข้าเฝ้าพระเจ้ายูซอน จะมีพระชันษาเยาว์วัยนัก หากในสายตาขององค์ชายน้อยที่อายุเพียง ๔ ชันษา  พระองค์ยังจำได้ถึงสายพระเนตรลึกล้ำและอ่อนโยนของกษัตริย์พระองค์เก่า พระพักตร์ประดับด้วยรอยแย้มสรวลบาง...

องค์รัชทายาทจงอินแทบไม่มีข้อสงสัยเลยด้วยซ้ำว่าองค์รัชทายาทที่หายสาบสูญไปในกองเพลิงของพระตำหนักหลวงเมื่อสิบสามปีก่อน คือพระองค์เดียวกันหรือไม่

เพราะผู้อยู่เบื้องพระพักตร์..   เหมือนราวแกะ มาจากพิมพ์เดียวกับ เสด็จลุง ที่ยังอยู่ในพระหทัยเสมอมา

            “แม้หม่อมฉันจะยังเด็กมาก  แต่ยังจำพระพักตร์ของเสด็จลุงได้ดี ... ใบหน้าของพระองค์เหมือนเสด็จลุงไม่มีผิดเพี้ยน”

            นอกจากนั้นสายพระเนตรสดใสทอประกายลึกล้ำ...ขณะเดียวกันก็นิ่งสงบราวผืนน้ำในสระหลวงไม่ต่างจากพระราชบิดาที่ล่วงลับไปแล้วเลยแม้แต่น้อย

            “เสด็จพ่อ...  ฝ่าบาท ยังคงระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ ทรงรอวันนี้มานานมากเหลือเกิน”

            “เกล้ากระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก... แต่กระหม่อมเองก็ร้างห่างจากเรื่องในรั้วในวังมานานมากแล้ว   หากทำสิ่งใดที่ไม่สมควรก็ขอพระราชทานอภัยด้วย”

            “หม่อมฉันยังยืนยันคำเดิม....มังกร... ก็คือมังกร   สายเลือดมังกร...ไม่มีทางที่จะถูกลบเลือนไปได้ด้วยระยะเวลา หรือแม้กระทั่งเปลวไฟ”

สายพระเนตรวูบไหวยามที่พระองค์ตรัสถึง เปลวไฟ

หากเพียงพริบตาเดียว ร่องรอยสดใสก็กลับคืนสู่ปกติ

“อย่าเปรียบถึงมังกรเลย ...เพียงแค่นกอินทรีก็สูงค่าเกินพอแล้วสำหรับกระหม่อม” ทรงถ่อมพระองค์ไม่คลาย ... หากพักตร์นิ่งกลับดูคล้ายมีรอยเย้ยหยันอยู่ภายในสายพระเนตร

“พระองค์คงเคยได้ยินภาษิตที่ว่า..... พญาอินทรีที่ถูกหักปีกไปแล้ว มิอาจกลับคืนเป็นเจ้าแห่งท้องฟ้าได้อีก...”

องค์รัชทายาทจงอินแย้มสรวลกว้าง  ก่อนตรัสพร้อมสายพระเนตรคมกล้าราวกับต้องการบอกกระแสรับสั่งบางอย่างไปให้ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด

“หม่อมฉันว่า...หากจะมีผู้รักษาขาที่หักไปให้กลับฟื้นขึ้นมาบินได้อีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

          “จะมีคนกล้าเสี่ยงถึงเพียงนั้นหรือกระหม่อม... ”สุรเสียงหนักแน่นทูลตอบ ...เรียกเสียงพระสรวลดังจากทั้งสองพระองค์ในเวลาต่อมา

          ชินลอบถอนหายใจลึกให้กับบรรยากาศตึงเครียดของเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง ราชองครักษ์หนุ่มแทบไม่อยากคิดต่อไปว่า บรรยากาศแบบนี้จะส่งผลไปถึงขุนนางข้าราชการข้างนอกอย่างไรบ้าง....

            คานอำนาจแห่งโชซอน.....จะเอนเอียงไปยังฝั่งใด   

          ปัจจุบัน...หรืออดีต

         

|||


            “นับตั้งแต่ สมเด็จพระพันปีหลวงซอนซุน พระมเหสีของกษัตริย์ฮองโจ ได้ก่อกบฎโดยการวางแผนชิงพระราชบัลลังก์จากกษัตริย์ยูซอน  และก่อการได้สำเร็จ ส่งผลให้กษัตริย์ยูซอนสวรรคตภายในพระตำหนักหลวง  พระมเหสี และองค์รัชทายาทยองอันหายสาบสูญ.....” 

เสียงก้องกังวานของหัวหน้าขันทีประจำพระองค์ภายในท้องพระโรงที่กว้างใหญ่ ประกาศพระบรมราชโองการสำคัญของวันต่อหน้าพระพักตร์กษัตริย์มยองอิน องค์รัชทายาท เสนาบดีและขุนนาง  ราชโองการสืบความย้อนไปยังอดีตที่จารึกไว้โดยละเอียดแม้ว่าจะไม่มีใครในที่ประชุมที่ไม่เคยรับรู้เหตุการณ์สำคัญนั้น

         องค์ชายยูซอน องค์ชายรัชทายาทที่เกิดจากพระสนมขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์  แต่ครองแผ่นดินได้เพียงแค่ ๕ ปี ... ก็เกิดกบฏชิงราชบัลลังก์ด้วยฝีมือขุนนางที่สนับสนุนวังแดบี  สมเด็จพระพันปีหลวงซอนซุน... พระมเหสีของกษัตริย์ฮองโจ  ที่ต้องการให้พระราชนัดดาที่พระชนมายุเพียง ๑๐ ชันษาได้ขึ้นครองราชย์  ด้วยการวางแผนอย่างแยบยลส่งผลให้กษัตริย์ยูซอน ทั้งพระมเหสีทึนอึยและพระโอรสถูกลอบปลงพระชนม์ ภายในพระตำหนักหลวง

            ต่อมาพระพันปีหลวงแต่งตั้งพระราชนัดดาให้เป็นกษัตริย์ชอลจง  และกลายเป็นผู้สำเร็จราชการแทน   ภายหลังเกิดการแตกแยกภายใน เสนาบดีที่ไม่ต้องการให้พระราชอำนาจอยู่ในมือของพระพันปีหลวงแต่เพียงผู้เดียวจึงเกิดการโค่นอำนาจ   องค์ชายมยองอินผู้เป็นอนุชารัชทายาทของกษัตริย์ยูซอนได้รับการสนับสนุนจากขุนนางให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์    สมเด็จพระพันปีหลวงซองซุนและกษัตริย์ชอลจงได้รับการตัดสินโทษ และรับพระราชทานยาพิษ ขุนนางข้าราชการที่มีส่วนร่วมกับกบฎครั้งนั้นถูกกวาดล้างครั้งใหญ่...

            องค์รัชทายาทจงอินรับฟังโองการด้วยพระทัยนิ่งสงบ ทรงเดาได้ตั้งแต่ทอดพระเนตรพักตร์ขององค์ชายผู้หายสาบสูญไปสิบสามปีแล้วว่าเสด็จพ่อจะทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้

            อาจเรียกว่าเป็นจุดอ่อนเดียวของพระองค์.... กษัตริย์มยองอิน

            พระพักตร์ที่เหมือนพระเจ้ายูซอนนั่นคงจะทำให้ทรงหวั่นไหวอยู่ไม่น้อยเพราะเพียงแว้บแรกที่องค์รัชทายาทนำองค์ชายยองอันเข้าเฝ้าเสด็จพ่อผู้สงบเยือกเย็นก็ทรงหลั่งพระอัสสุชล ก่อนโผเข้ากอดวรกายสูงใหญ่ของอีกพระองค์ในทันที

          “ยองอัน ...หลานอา.... ยองอัน  อาขอโทษ...อาปกป้องเจ้าไม่ได้” 

            ทรงเข้าเฝ้าไม่นานเลย  ฝ่าบาทก็ทรงร่างพระบรมราชโองการเร่งด่วน...  พร้อมกับ เรียกประชุม

            “สมเด็จพระเจ้ามยองอิน  กษัตริย์แห่งโชซอน ลงพระนาม  ณ วันที่...... ”

            เสนาบดีกลาโหมฉลาดที่พาองค์ชายกลับเข้าวัง....ฉลาดที่อ่านพระทัยของสมเด็จพ่อได้อย่างเด็ดขาด

            วังหลวง...ที่มีองค์ชายอยู่สองพระองค์  .... เป็นไปได้ยาก  ที่องค์ชายพระองค์หนึ่งจะกล้าทิ้งพระราชวังออกไปตรวจตรา ข้างนอก เหมือนอย่างที่เคย

            ช่องว่างนั้น... คงช่วยให้เสนาบดีกลับมามีอำนาจเหนือกองทัพได้อีกครั้ง

            “ประกาศแต่งตั้ง  องค์ชายยองอัน  พระโอรสแห่งกษัตริย์ยูซอน กษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอนลำดับที่ ๒๑ เข้ารับพระราชทานอิสริยยศคืนสู่ตำแหน่ง พระราชนัดดา... ถวายพระนาม องค์ชายชานยอล ....ตระกูลปาร์คแห่งซูวอน

            “หากเป็นไปได้... หม่อมฉันขอพระราชทานนามที่ใช้ในปัจจุบัน  เพราะชินเสียแล้ว...หากเปลี่ยนไปใช้ชื่อพร้อมกับพระยศใหม่...อาจจำไม่ได้ ”

          รัชทายาทจงอินได้ยินพระสำเนียงทุ้มหวาน ... นุ่มนวลกราบทูลภายหลังที่สมเด็จพระเจ้ามยองอินทรงตัดสินพระทัยอย่างรวดเร็วว่าต้องการให้องค์ชายผู้หายสาบสูญกลับคืนสู่ตำแหน่ง

          หากธรรมเนียมของวังหลวง...เมื่อมีการถวายพระยศ  จะต้องมีพระนามใหม่  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างดีจากราชบัณฑิตเพื่อให้สมพระเกียรติ และความเป็นสิริมงคล

            ในกรณีนี้... ตามปกติไม่น่าจะเป็นไปได้

          “ได้สิ...หลานชาย”สมเด็จพระเจ้ามยองอินดำรัสพร้อมกับพระสรวลดัง “ไม่มีปัญหาเลย... ”

            องค์รัชทายาทจงอินถอนพระทัยลึก  ทรงรับรู้ได้ถึงเสียงกระซิบเบาของผู้ที่นั่งต่อหน้าพระพักตร์ ...ถกเถียง  แลกเปลี่ยน...เกี่ยวกับพระบรมราชโองการ เพราะเสนาบดีทุกฝ่าย หรือแม้กระทั่งขุนนางทุกคนที่เข้าร่วมประชุมในเวลานี้ต่างรู้ดีว่าวาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้มีสิ่งใดแอบแฝง

          การประกาศแต่งตั้งองค์ชายชานยอลสู่ตำแหน่ง.... พระราชนัดดา

          ลูก... กับ หลานชาย

แค่หลาน.....อาจไม่สลักสำคัญ...   สำหรับกษัตริย์พระองค์อื่น อาจไม่ต้องหนักพระทัยนัก ที่จะต้องเลือก.... 

          หากพระราชหฤทัยของกษัตริย์มยองอิน....ลึกล้ำนัก

 

อำนาจ...เริ่มเอียงเอน             

ขุนนางที่เคยรับใช้พระเจ้ามยองอินตั้งแต่สมัยยังเป็นเพียงพระอนุชาองค์รัชทายาท ต่างรู้ดี.... ทรงรักพระเชษฐาเหนือสิ่งอื่นใด ฝ่าบาททรงภักดีต่อสมเด็จพระเชษฐายิ่งกว่าพระชนม์ชีพของพระองค์เอง....

องค์ชายมยองอินพระทัยอ่อนโยน.... มิใฝ่ในอำนาจ และการเมือง

ไม่แปลกที่จะทรง ให้พระเจ้ายูซอนได้ทุกอย่าง....

            แม้จะทรงครองราชบัลลังก์มานานแล้ว หากผู้ถวายการรับใช้ใกล้ชิดยังสัมผัสได้ถึงพระทัยห่วงหาอาวรณ์ถึงบุคคลที่สูญสิ้นไปในกองเพลิงครั้งนั้น

          เราจะทำทุกอย่างเพื่อท่านพี่....จะทำแทนพระองค์ให้ดีที่สุด

            บัดนี้.... เมื่อผู้แทนองค์พระเชษฐา ได้ปรากฎขึ้น  ใช่เพียงแค่พระพักตร์ที่เหมือนราวกับถอดจากพิมพ์เดียวของ ฝ่าบาทองค์ก่อนหากพระอิริยาบถ หรือแม้กระทั่งสายพระเนตร....ยังแทบเหมือนพระองค์เดียวกัน

            แม้จะไม่มีหลักฐานอื่น นอกจากตราประจำพระองค์ที่ทรงแสดงให้กับที่ประชุมได้เห็นอย่างทั่วถึง  ... ก็คงไม่มีใครที่ไม่เชื่อสักนิดว่าผู้เป็นเจ้าของวรกายสูงใหญ่ตรงหน้าไม่ใช่ องค์ชายผู้สาบสูญ พระองค์นั้น

            แล้วฝ่าบาทมีหรือ...ที่พระทัยจะไม่หวั่นไหว

กษัตริย์มยองอินทรงพระปรีชาสามารถ... หากพระทัยยังอ่อนยิ่งนัก โดยเฉพาะทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพระเชษฐา

ใช่แต่ฝ่าบาทที่หวั่นไหว.... ตำแหน่งรัชทายาทเองก็เริ่มจะสั่นคลอน

 

            องค์ชายสองพระองค์....

            กับขุนนางสองฝั่ง...

ฤๅจะถึงวันที่บัลลังก์ต้องถูกสั่นคลอนอำนาจแห่งโชซอนอาจต้องถูกแย่งชิงอีกครา

            ขุนนางข้าราชการ  ...ผู้สนองราชโองการพระราชาที่นั่งอยู่ทั่วท้องพระโรงทั้งสองฝั่งต่างตระหนักได้ดี    ยามที่พักตร์ขององค์ชายทั้งสองฝ่ายหันเข้าหากัน

            ทางเลือกมีไม่มาก.... อาจต้องสวามิภักดิ์...ขั้วใดขั้วหนึ่ง

            แม้ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทจะมั่นคง.... แต่ทุกคนต่างรู้ การเมืองไม่มีคำว่าแน่นอน

            อนาคตของโชซอน.... กษัตริย์พระองค์ต่อไป

          ระหว่างองค์ชายรัชทายาท ...กับองค์ชายพลัดบัลลังก์

            เจ้าชายพระองค์หนึ่งอาจต้องเข้มแข็งมากพอจะฝ่าอีกพระองค์ไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุด

เพราะราชบัลลังก์...  มีที่ประทับสำหรับกษัตริย์เพียงแค่พระองค์เดียว

 

|||

 

            “ทรงกริ้วเรื่องอะไรอยู่หรือเพคะ ...”

            ฮวางซังกุงถอนใจแรง  ขณะพยายามซอยเท้าถี่เพื่อเดินให้ทันองค์หญิงรัชทายาทที่เสด็จนำลิ่วไปไกลแล้ว   พักตร์บึ้งตึงมาครู่ใหญ่ยังไม่ยอมคลาย   สุรเสียงหวานพึมพำอะไรบางอย่างที่ซังกุงอภิบาลยังจับใจความไม่ออก

            “องค์ชายชานยอลหรือ! .... คอยดูนะ”

            ฮวางซังกุงเบิกตากว้างเมื่อมองไปยังวรกายเล็กบางขององค์หญิงที่ก้มพระพักตร์มองรถยา...ทางเดินหินที่นำไปสู่พระตำหนักหลวงขององค์พระมเหสีเพียงอย่างเดียวและไม่ทอดพระเนตรมองเบื้องพระพักตร์เลยแม้แต่นิดเดียว  ยามที่เสด็จถึงหัวมุมพระตำหนัก พระอภิบาลจึงตะโกนดังลั่น

“องค์หญิงเพคะ..ระวัง”  

            หากไม่ทนเสียแล้ว

“ว้าย!

            องค์หญิงรัชทายาทเสด็จชนวรกายสูงใหญ่อย่างไม่ทันตั้งพระองค์  ส่งผลให้พระองค์ปะทะแรงกับผู้ที่แข็งแรงกว่าจนแทบล้ม โชคดีที่พระหัตถ์แกร่งคว้าพระพาหาบอบบางได้อย่างรวดเร็ว 

          “องค์หญิง!!

          “ตายแล้ว...องค์หญิงเพคะ”

          “เจ้า!

            สามเสียงประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย ... ซังกุงอภิบาลวิ่งตรงไปหาวรกายเล็กบางที่กำลังอยู่ในอ้อมพระกรของบุรุษร่างสูงไม่คุ้นตาขณะที่องค์ชายรัชทายาทประทับอยู่เคียงข้างไม่ห่าง

            องค์หญิงเงยพระพักตร์  และพบกับใบหน้าคุ้นพระเนตรกำลังเคร่งเครียด  นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง...  พระพาหาบางจึงถูกปล่อยจากการเกาะกุมที่แข็งแรง   สุรเสียงเบาเอ่ยอย่างลืมพระองค์

            “ทะ...ท่าน...ท่านพะ... เอ่อ ”

            “เดินดูทางหน่อย... ” ท่านพี่ เอ่ย.... เสียงดุ  หากทรงทราบดี ว่าดุเพราะห่วง

            ถึงท่านพี่ชานยอลจะดุพระองค์มากแค่ไหน  แต่ก็เป็นไปด้วยความปรารถนาดี   ถ้าเทียบกับอีกคนแล้ว...

            “ซุ่มซ่ามจริง!!

            พระพักตร์หวานหันขวับมายังผู้ที่ตรัสประโยคดังกล่าว

            “ไม่ทรงช่วยแล้วยังพระทัยร้ายอีกนะเพคะ!!

            “แล้วใครใช้ให้องค์หญิงเดินก้มหน้าก้มตาไม่มองใครอย่างนี้ล่ะ... คราวหน้าเกิดชนเสา ชนต้นไม้ชนอะไรขึ้นมานี่โทษใครไม่ได้นะ”

            “ชอ...ชอฮา!!!”  ทรงตะโกนเสียงสูงอีกครั้ง... พระโอษฐ์บางเม้มสนิทด้วยพระทัยที่ขุ่นเคือง

            แตกต่างไหมล่ะ!!          

            “องค์หญิงเพคะ... อย่าทรงวิวาทกันสิเพคะ” ฮวางซังกุงเริ่มหน้าเสียกับการโต้เถียงของทั้งสองพระองค์.... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...การโต้เถียงต่อหน้าบุรุษอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างองค์ชายรัชทายาท

            หนึ่งคือราชองครักษ์ชินผู้ที่อยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทมาเป็นเวลานานฮวางซังกุงชินเสียแล้ว... เพราะองครักษ์ชินเป็นอีกหนึ่งคนที่คอยยืนยิ้มให้กับทั้งสองพระองค์ตลอด... แต่อีกคน...

            ซังกุงอภิบาลแห่งองค์หญิงรัชทายาททาบอกด้วยความตกใจ....

            ฝ่าบาท!...พระเจ้ายูซอน  

            “เราก็ผิดทุกทีแหละ...” องค์หญิงพระชายาทรงบ่นอุบกับคำท้วงของซังกุงคนสนิท ทำเหมือนพระองค์เป็นฝ่ายเริ่มก่อนทุกครั้งอย่างนั้นแหละ!

            “รู้ตัวด้วย...” ตรัสด้วยพระพักตร์เรียบ... พระโอษฐ์แย้มบางเหมือนทุกครั้งที่ทรงได้ วิวาทกับองค์หญิงพระชายา  หากครั้งนี้....กลับไม่มีการตอบกลับอย่างกระฟัดกระเฟียดเหมือนทุกครั้ง  เพราะ....

            “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า...องค์หญิง”

            ทรงสดับสุรเสียงทุ้มนุ่มตรัสอย่างอ่อนโยนแล้วกำพระหัตถ์แน่น ...พระพักตร์เกลี้ยงเกลาขององค์ชายชานยอลที่ทอดพระเนตรมององค์หญิงพระชายาทำให้องค์รัชทายาทจงอินรู้สึกเหมือนมีก้อนหินวางทับอยู่เหนือพระอุระ

            คำกราบทูลหวานนุ่มนวลทำให้องค์ชายรัชทายาทรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกพระทัย ...

            “เปล่าค่ะท่าน..พ...  เอ่อ  เปล่าเพคะ....”

            “องค์หญิง.....”

            “หม่อมฉันเพิ่งทราบข่าว... จากนางวังเพคะ   ถวายบังคมเพคะ.... องค์ชาย....ยองอัน”

            “คงพอรู้ข่าวแล้วใช่ไหม... อีกไม่นานคงมีพระราชพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ” องค์ชายจงอินทรงพระสรวล กระแสรับสั่งทุ้มห้าวบอกข่าวให้แก่พระชายา ก่อนถูกแทรกด้วยสุรเสียงนุ่มนวล... พร้อมรอยแย้มบางเหนือพระโอษฐ์

            “ชานยอล....หม่อมฉันยังคงเป็น....ชานยอล หากทรงต้องการเรียก....ขอให้ใช้นามนี้”

            พระชายาแพคฮยอนก้มพระพักตร์ และทูลตอบคำขอนั้นอย่างว่าง่าย ด้วยสุรเสียงเป็นทางการ

“เพคะ.... องค์ชายชานยอล ถวายบังคมเพคะ” ทรงถวายบังคมเนิบช้า...สง่างาม พร้อมด้วยฮวางซังกุงและนางวังประจำพระองค์ก่อนพระพักตร์งามจะเงยขึ้น และสบพระเนตรกับเจ้าของวรกายสูงใหญ่คล้ายจะ ตัดพ้อ

            “ดูเหมือนพระชายาจะประชวรนะ ฮวางซังกุง...  หน้าเขียวเชียว” ทรงขัดขึ้นมาอีกครั้ง   

            “ชอฮา!!!

            “ตอนนี้หน้าแดงอีกล่ะ...”พระปรางนวลขึ้นสีแดงจัดตามรับสั่งขององค์รัชทายาท 

            องค์หญิงพระชายาทอดพระเนตรสองพระองค์สลับกันด้วยพระทัยขุ่น .... พระองค์หนึ่งก็คอยแต่จะทำให้ทรงกริ้ว... ตรัสแต่ละอย่างก็คล้ายกับชวนตีเหลือเกิน ส่วนอีกพระองค์...

            คนโกหก....

          ค่อนขอดในพระทัยอย่างเง้างอน   แทบลืมบางสิ่งที่ทำให้ทรงพระกังวลโดยสิ้นเชิง

            “ตอนนี้แดดแรง อาจประชวรได้ องค์หญิงน้อ......เอ่อพระชายาควรเสด็จแต่ในร่ม หากพระฉวีไหม้ควรใช้ว่านเย็นทา”

            “นี่เป็นองค์ชายหรือเป็นหมอหลวงกันแน่อะ องค์ชายชานยอล... ”

            “องค์หญิงเพคะ!!! ” ฮวางซังกุงแทบจะถวายพระเพี้ยะให้กับพระดำรัส กวน นั้น...

            นอกจากองค์รัชทายาทแล้ว ยังมีองค์ชายชานยอลอีกพระองค์..... ต่อไปชีวิตนางจะเป็นเช่นไรนะ

            “ผู้อยู่แต่ในป่าเขา...ย่อมเรียนรู้ที่จะปกป้องและดูแลตนเอง... องค์หญิงน้อยทรงทราบดีมิใช่หรือ”

            เนตรขุ่นมองอีกพระองค์ ชะงักกับสายพระเนตรวาววับ...และคำเรียกขานที่คุ้นเคย

          องค์หญิงน้อย...ขอโทษ         

          ในความเงียบ...ที่คลี่คลุมลงมายังบรรยากาศรอบคนทั้งสองคน  แทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นพักตร์เรียบ.... และสายพระเนตรที่แวววาวขึ้นด้วยความรู้สึกบางอย่าง ... ทั้งหม่นหมอง  และลุกโชนไปพร้อม ๆ กันอย่างน่าประหลาด

          ควรหรือ....ที่พระชายา จะทรงมอบ รอยยิ้ม ให้กับผู้อื่น....นอกจากพระองค์

            ภาพที่ทอดพระเนตรจากศาลาของพระตำหนักขาวย้อนกลับเข้ามาในพระราชหฤทัย  

             องค์หญิงน้อยงั้นหรือ?

          “องค์หญิงลิงน้อยล่ะไม่ว่า!!!พระดำรัสแบบ ผ่ากลางปล้องทำให้องค์หญิงดึงพระองค์กลับมาจากสายพระเนตรขององค์ชายชานยอล...  ก่อนทูลถามเสียงสูง        

            “ว่าไงนะเพคะ..ชอฮา”

            “เปล๊า   โน่น ข้าเห็นลิงมันปีนต้นไม้อยู่ตรงโน้น...เห็นน่าสนใจดี” แม้จะตรัสด้วยพระพักตร์เรียบเฉย แต่กลับส่งผลให้องค์หญิงรัชทายาทสั่นไปทั้งพระองค์

            “ชอฮา!!!

            คำก็ลิง...สองคำก็ลิง  เมื่อไหร่จะเลิกเห็นพระองค์เป็นลิงซะทีนะ องค์ชาย

            “องค์หญิงเพคะ...อย่าลืมว่าต้องเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมเหสีเพคะ ....”  

            ฮวางซังกุงรีบขัดขึ้น... ขืนปล่อยให้ทั้งองค์หญิงพระชายาอยู่ตรงนี้   นางอาจต้องหัวใจวายตายภายในระยะเวลาไม่นานนี้แน่ ๆ ...

            “จริงสิ...สายแล้ว...”

            ได้ผล... สีพระพักตร์ขององค์รัชทายาทค่อยคลายลงเมื่อได้ยินคำว่า พระมเหสี สุรเสียงที่ชวนให้องค์หญิงขุ่นพระทัยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นกระแสรับสั่งที่อ่อนลง

            “งั้นไปเถอะ เดี๋ยวเสด็จแม่รอนาน...”

            “ทูลลาเพคะ...องค์รัชทายาทจงอิน องค์ชายชานยอล ไปก่อนนะท่านชิน” ทรงโค้งพระวรกายงดงามเพื่อกราบทูลลาอย่างไม่มีที่ติ  ก่อนโบกมือลาราชองครักษ์ผู้ยืนเงียบกริบอยู่เบื้องหลังองค์ชายทั้งสองพระองค์อย่างไม่ทรงถือพระองค์ ก่อนเสด็จองค์ตรงไปยังพระตำหนักหลวงรวดเร็วราวลมพัด

            พระโอษฐ์สีอ่อนแย้มบางเมื่อทอดพระเนตรตามพระปฤษฎางค์เล็กบางที่เคลื่อนไปพร้อมกับนางวังอีกห้าหกคน....

องค์หญิงน้อยทำอะไรเร็ว... แม้กระทั่งใจ...ก็ทั้งเร็ว และร้อน 

จะเป็นองค์หญิงน้อย...หรือองค์หญิงรัชทายาท    แพคฮยอน...ก็ยังคงเป็นแพคฮยอนเสมอ

            “ทรงรู้จักกันก่อนหน้านี้หรือ”

            กระแสรับสั่งขององค์ชายรัชทายาทดังขึ้น... กระชากให้องค์ชายชานยอลกลับจากความทรงจำในวันวานอย่างรวดเร็ว    สีพระพักตร์อ่อนโยน  และรอยแย้มสรวลบางประดับอยู่ไม่เคยห่าง พร้อมกับพระพักตร์ที่ส่ายเบา

            “ฝ่าบาทอาจเข้าพระทัยผิด หม่อมฉันจะรู้จักองค์หญิงได้อย่างไร ” ทรงปฏิเสธ ทว่า... พระเนตรสีนิลทอประกายลึกซึ้ง เมื่อตรัสถึง องค์หญิงน้อย

            “งั้นหรือ... นั่นสิเนอะ” เนตรคมสว่างวาบ....ขณะที่องค์รัชทายาทตรัสเสียงห้าว ชัด” พระชายาขององค์รัชทายาท...จะรู้จักคนที่หายสาบสูญไปเป็นสิบปีได้อย่างไรล่ะ”

          กระแสรับสั่งดังก้อง....  กระแทกพระหทัย รอยแย้มพระโอษฐ์คลายลง....เศร้าสร้อย

            ใครจะไม่รู้....ว่าทรงตอกย้ำ...ให้รู้

          องค์หญิงแพคฮยอน  คือพระชายาขององค์รัชทายาท....

          องค์ปัจจุบัน

         

            |||

 

 

ป.ล.  ตอนต้นจะเห็นว่าชานยอลใช้คำว่า เกล้ากระหม่อม...กระหม่อม  อยู่ แต่ตอนท้ายใช้คำว่าหม่อมฉัน  เพราะว่าตอนต้นชานยอลยังไม่ได้หวนกลับคืนสู่ตำแหน่ง ... เลยใช้คำว่า กระหม่อม ซึ่งเป็นคำแทนของผู้น้อยที่พูดกับเชื้อพระวงศ์   ภายหลัง ตอนจบตอน ชานยอลได้ตำแหน่งเป็นองค์ชายเหมือนเดิมแล้ว   เลยใช้คำว่า หม่อมฉัน ซึ่งใช้กับเชื้อพระวงศ์ที่พระยศใกล้เคียงกัน   อย่างจงอินก็จะใช้แทนหม่อมฉันกับชานยอลด้วย

ป.ล. เชื่อไหม  องค์ชายยองอันมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ?
เชื่อไหม  องค์ชายยองอันเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งของเกาหลี

และเชื่อไหม...  ไรท์เตอร์ตั้งชื่อองค์ชายยองอันก่อนอ่านประวัติศาสตร์เกาหลี
เชื่อไหม นี่คือ "อาถรรพ์ฟิคดอกไม้"

 

 


 

:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #454 แฟนฟิค (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 03:07
    อาถรรพ์ไรท์น่ากลัว..
    #454
    0
  2. #433 namilee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 11:15
    หลงรักพราชายาน้องแพคแล้วล่ะสิ คิคิคิ
    #433
    0
  3. #376 lavani (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 22:11
     *´∀`)*´∀`)´∀`)*´∀`)  
    หึหึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า
    ชอฮาเริ่มหวงแล้วสินะ 55555555 (ชอบ)
    อยากให้แสดงอะไรออกมาเงี้ย กร๊าก -/-  ย้ำชัดเจนไปเลย 
    (ถึงจะไม่ต่อหน้าก็เหอะ นี่มันปากแข็งชัดๆ) 
    ให้รู้ว่า...ของของใครไปเลยสินะ Σ(∀■∀#)
    #376
    0
  4. #345 uuika (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 18:18
    พฮือออออออออออออ
    เลือกไม่ถูกอ่ะ เลืกจงอินก็สงสารยอล เลือกยอลก็สงสารจงอิน ;0;
    #345
    0
  5. #325 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 15:30
    องค์รัชทายาทจงอินหวงองค์หญิงไม่น้อยเลยสินะเพคะ ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ แต่สงสารองค์ชายชานยอลนะคะ T_T มีการไปย้ำตำแหน่งขององค์หญิงแพคฮยอน ด้วยการเรียกว่าพระชายาขององค์รัชทายาทนี่เหมือนการยกพระบาทขึ้นเหยียบย่ำลงบนเศียรขององค์ชายชานยอลแบบนี้ น่าจับตีเสียจริงๆค่ะองค์รัชทายาท #หมั่นไส้ อย่าให้ทั้งสองต้องมาห้ำหั่นกันเองเลย โถ่ ติดคำราชาศัพท์มาแบบมั่วๆไปหมด อั่ก ฟิคทำพิษค่ะ ถถถถถถถถถ
    #325
    0
  6. #255 รับผ่าหมาออกจากปาก (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 20:39
    การเมืองไม่แน่นอน..
    แบ่งเป็นสองฝั่ง สองขั้ว
    ลูกหรือหลาน?..
    ไม่อยากจะคิดถึงต่อจากนี้เลยสิน่า.
    ๕๕๕๕๕๕ '
    ไหนจะเรื่องของหัวใจอีกน่ะสิ..
    ต้องแย่งชิงกันอีกหรือนี่?
     
     
    ตลกองค์ชายจงอิน 
    >[+++]<
    หึงหวงได้น่ารักจริงๆ 
    ปัจจุบันสำคัญกว่าสินะ..
    #255
    0
  7. #209 Windy Boy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 11:16
    นั่นไงงงงงงง ท่านพี่ชานยอลเป็นองค์ชายรัชทายาทองค์ก่อนจริงๆ ด้วย แงงงงง เราว่าคนนี้ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ ถึงแม้จะเจียมตัวในฐานะอดีตองค์ชายรัชทายาท แต่จะกลับเข้าวังแล้วยอมคืนฐานันดรศักดิ์เป็นองค์ชายทำไมถ้าไม่ต้องการาชบังลังก์กลับมาเป็นของตน(อาจจะตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นแต่ขอชมองค์ชายจงอินว่าอ่านเกมได้ไกลในเรื่องนี้) เราว่าเรื่องบัลลังก์เหมือนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพระเจ้ามยองอิน ผลจะออก "ลูก" หรือ "หลาน" สำหรับคนที่ไม่เคยต้องการเป็นกษัตรย์อย่างพระองค์คงเลือกได้ไม่ยากแต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายขุนนางด้วยอยู่ดี ขุนนางมีสองฝ่ายอาจจะต้องแตกหักก็เป็นได้ โอ้โห พอนึกถึงการชิงบังลังก์ จินตนาการล่วงหน้า(ไว้ก่อน)รู้สึกมันจริงๆ อึ้ยยยยยยย ฉากที่จงอินคุยกับชานยอลบรรยากาศมันช่างอึดอัดแปลกๆ เหมือนทั้งสองกำลังลองเชิงซึ่งกันและกันอยู่เลย ขอบอกว่าชอบฉากสองคนนี้มากๆ เลยค่ะ แล้วตอนที่จงอินถามว่ารู้จักกันกับองค์หญิงมาก่อนไหมแล้วชานยอลบอกว่าไม่นี่คือแอบคิดแทนว่าทำไมจะต้องโกหกล่ะ มีอะไรปิดบังกันหรือเปล่าแต่ถ้าเป็นองค์ชายรัชทายาทแล้วไม่สวนกลับออกมาอย่างนั้น แสดงความเหนือกว่าออกมาให้อีกฝ่ายเห็น "พระชายาขององค์รัชทายาทจะรู้จักคนที่หายสาบสูญไปกว่าสิบปีได้อย่างไรล่ะ" แอบเหน็บแนมและตอกย้ำเบาๆ ถึงฐานะ จุดนี้รู้สึกจุกแทนองค์ชายชานยอล 5555555555555 แล้วก็ชอบตรงนี้ "ควรหรือที่พระชายาจะทรงมอบรอยยิ้มให้กับผู้อื่นนอกจากพระองค์" อย่างนี้เขาเรียกว่าทรงหึงเพคะะะะะะะ 5555555555555555555 " ก็แหม ตัวเองชอบทำให้เขาหน้างอ พอคนอื่นทำให้เขายิ้มก็หวงรอยยิ้ม อย่าปากแข็งเอาแต่ชวนองค์หญิงทะเลาะเลยน่าองค์ชายจงอิน
    #209
    0
  8. #144 BB_Yok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2556 / 17:26
    ชอฮา.....ทรงหวงองค์หญิงรัชทายาทหรือเพคะ???

    ดีแล้วล่ะที่องค์ชายชานยอลกลับมา

    คนบ้างคนจะได้รู้ใจตัวเองซักที

    แต่เราว่านะ มันต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นซักอย่างแน่นอนเลย
    #144
    0
  9. #121 32fds (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 / 11:09
    จะเป็นอะไรไหมคะ ถ้าจะบอกว่าระแวงชานยอล งือออออ ไม่ชอบชานยอลเลยยยย (ที่จริงเมนแท้ๆ)
    แต่ความรักที่ชานยอลมีให้แพคฮยอนมันช่างบริสุทธิ์TT
    แต่ถ้าจะให้เลือก เรารักไคแพคอ่าาาาาาาา เพราะชนโยลเป็นของพี่ฟ่าน (ห้ะ !!??? คนละเรื่องเดียวกัน)
    ไคดูเป็นห่วงน้องมาก แต่ก็นะ เรื่องหัวใจมักมีอุปสรรคเสมอ ช่างน่าสงสารพ่อกัมจงสุดเซ็กซี่ขยี้ใจของหนูTT
    พี่นิ่มคะ เราเข้าใจจงอินนะคะ
    เวลาที่เซจาบินเอ่ยด้วยเสียงหวานหยาดเยิ้มตะกุกตะกักว่า "ชอฮา..." 
    ดูเป็นสรรพนามที่มีความหมายทางด้านจิตใจมากๆ... แบบ mon cheri , mi amor ประมาณนั้น
    ถ้าหากจะหวานล้ำมาก ถ้าเกิดเรื่องนี้มีตอนที่ แพค อ้อนออด "ชอฮา เพคะ..." ในตอนที่เริ่มรักกันแล้วเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ
    >////////< เมื่อไหร่จะรักกันนะ TT 
     
    #121
    0
  10. #120 32fds (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 / 11:07
    จะเป็นอะไรไหมคะ ถ้าจะบอกว่าระแวงชานยอล งือออออ ไม่ชอบชานยอลเลยยยย (ที่จริงเมนแท้ๆ)
    แต่ความรักที่ชานยอลมีให้แพคฮยอนมันช่างบริสุทธิ์TT
    แต่ถ้าจะให้เลือก เรารักไคแพคอ่าาาาาาาา เพราะชนโยลเป็นของพี่ฟ่าน (ห้ะ !!??? คนละเรื่องเดียวกัน)
    ไคดูเป็นห่วงน้องมาก แต่ก็นะ เรื่องหัวใจมักมีอุปสรรคเสมอ ช่างน่าสงสารพ่อกัมจงสุดเซ็กซี่ขยี้ใจของหนูTT
    พี่นิ่มคะ เราเข้าใจจงอินนะคะ
    เวลาที่เซจาบินเอ่ยด้วยเสียงหวานหยาดเยิ้มตะกุกตะกักว่า "ชอฮา..." 
    ดูเป็นสรรพนามที่มีความหมายทางด้านจิตใจมากๆ... แบบ mon cheri , mi amor ประมาณนั้น
    ถ้าหากจะหวานล้ำมาก ถ้าเกิดเรื่องนี้มีตอนที่ แพค อ้อนออด "ชอฮา เพคะ..." ในตอนที่เริ่มรักกันแล้วเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ
    >////////< เมื่อไหร่จะรักกันนะ TT 
     
    #120
    0
  11. #104 luvnats (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 / 22:02
    บรรยายให้องค์ชายยองอันดูน่าสงารมากค่ะ

    อ่านแล้วรู้สึกว่าในความเจียมเนื้อเจียมตนขององค์ชาย
    มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ด้วยเนื้อแท้
    พระองค์ปรารถนาเป็นเฉกเช่นคนธรรมดา

    ตอนท้ายบทที่องค์รัชทายาทรับสั่งนี่
    ให้อารมณ์ประกาศแสดงความเป็นเจ้าของกลายๆนะ
    #104
    0
  12. #84 timvasabi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2556 / 13:56
    เขียนได้ดีมากอะค่ะ เราเม้นยาวๆไม่เป็น ยอมรับว่าศัพท์บางศัพท์ไม่เข้าใจ อ่านแล้วจับใจความเอา

    รู้ได้ถึงความเศร้า หม่นหมองอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีรักที่สมหวังของทั้ง 3 คนเลย

    เหมือนรอๆๆๆที่ไม่รู้เมื่อไรจะมา เมื่อไรจะถึง เมื่อไรจะได้เคียงคู่กัน จะมีวันนั้นไหมก็ไม่รู้

    ใจจริงเชียร์ชานนะ เขารักมาก่อน ลึกซึ้งในด้านจิตใจกันมาก่อน องค์หญิงน้อยของชานยอล

    อยากให้เป็นของชานยอลคนเดียว สงสารเจอแต่ความเจ็บปวดมาเยอะ อยากให้สมหวังบ้าง



    บรรยากาศวังหลวงเป็นอะไรที่นรกอะ เปรียบแบบนี้เลย ไม่สนุกเลย เศร้ามากๆๆๆ
    #84
    0
  13. #65 ShawolBB (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2556 / 15:31
    สงสารไม่ถูกจริงๆ แต่ไม่แน่บางทีอ่านต่อๆไปอาจเลือกได้ว่าสงสารใครดี เอ๊ะยังไง5555

    คัมแบคสเตจแล้วองค์ชายชานยอล กลิ่นมาม่าคลุ้งเลย (ชอบ)

    แน่นอนว่าถ้าเป็นอย่างตอนนี้องค์หญิงเลือกชาน ที่ใจดีกว่า อ่อนโยนกว่า คุ้นเคยกว่า

    ไม่เหมือนอีกคนนอกจากแสดงอาการอะไรไม่ชัดเจนแล้วยังดำอีก (ต้องถูกกล่าวหาว่าดำทุกครั้งไป)

    สองคนสองแบบ จะเอาแบบไหนเลือกนะองค์หญิง (เชียร์หาสีดำๆ)

    ตอนต่อไปหรือถ้าอ่านต่อๆไปอาจได้กรีดร้องใส่หน้าชานยอล กลับป่ากลับป่ากลับป่า #แม่ยกพี่ชานเราอินอยู่ใจเย็นนะ

    เราสองสามคน หวังว่าตอนต่อไปองค์ชายดำจะขี่ม้ามืดทำตัวอ่อนโยนให้นางหวั่นไหวบ้างอะไรบ้าง



    อย่าแพ้เค้านะ เพราะฉันเชียร์อยู่ อยู่ อยู่

    เชียร์ทั้งคนเขียนและพระเอก กิกิ  
    #65
    0
  14. #59 [K3] (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2556 / 20:39
    ขอบคุณพี่นิ่มที่หน้าแรกที่อธิบายการเมืองแบบ สั้นๆกระชับ และเข้าใจง่าย ไม่งั้นเค้าตายแน่ๆ ORZ

    5555555555555555 แต่ชอบตอนที่บรรยายที่การเดินมากอ่ะพี่นิ่ม > < มันชัดเจนดีค่ะ

    เป็นรายละเอียดที่พี่ใส่มาแล้วหนูชอบนะ

    อ่านถึงตรง ส่ง 'หมาก' ตอนแรกแอบคิดถึงแบคฮยอนแหละ แต่เค้าโดนหลอก 555555555

    เพราะพอถึงที่พี่นิ่มบรรยาย ร่างสูงใหญ่ *หาใช่ผู้ที่ห่างร้างจากขนบธรรมเนียม ก็นึกถึงชานยอลทันที แล้วอ่านๆมาหลังๆก็รู้ว่า คิดถูกล่ะ~

    นิ่ง.. สงบ หนักแน่นและไม่หวั่นไหว < ป๊าดดดดดดดดด หล่อแม้แต่การเดินอ่ะ >/////< คือถ้าเด็กอยู่ก็คงไม่คิดอะไรกับสายตาคนอื่น

    นี่มโนเอาเอง ฮ่าาาา แต่แบคเริ่มมีไม่ชินกับสายตาผู้ชาย ถึงเค้าจะยังไม่รู้ว่าแบคคิดยังไงกับชานก็เถอะ

    แต่ตอนนี้ ขอปริ่มก่อน 555555555555555555555555

    ปริ่มได้ไม่กี่นาทีเค้าเหมือนโดนถีบตกจากต้นไม้เลย ตอนที่เจอประโยคนี้..

    'หากยังมีความหวังเล็กๆ ....ที่จะได้พบปะกับพระสหายที่ไม่ได้เจอกันนานอีกครั้ง'

    พระสหาย O <



    ชอบตอนที่องค์รัชทายาท กับอดีตองค์รัชทายาท เจอกันมาก ดูแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

    เหมือน ขาว กับ ดำ .. สีผิวน่ะนะ 5555555555555555 อร๊ายยยยย เก๊าล้อเล่น~

    2คนนี้มีเสน่ห์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยจริงๆค่ะ แล้วอย่างนี้องค์หญิงจะเลือกได้มั้ยเนี่ย > <

    ลำบากใจแทนนะ 5555555555555555 < เผือกมาก -..-

    เค้าลังเลมากไม่รู้จะเชียร์ใครดี คือชานยอลให้ความรู้สึก พึ่งพาได้ อบอุ่น อ่อนโยน แต่ก็มีความรู้สึกแบบพี่ชายคนนึง

    ส่วนจงอินเนี่ย กวนประสาทมาก แต่เค้าชอบนะ 55555555555555

    ยิ่งตอนที่แทรกขึ้นมาว่า องค์หญิงลิงน้อย นี่ กร๊ากกกก เลย ชอบมากกกกกกค่ะ



    เรื่องการเมืองสมัยก่อนนี่เค้าโนคอมเม้นท์จริงๆค่ะพี่นิ่ม ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย

    รู้สึกแย่นะ การที่คนต้องมาแก่งแย่งชิงดีกัน ใช้ลูกตัวเองเป็นเครื่องมือ T T

    ยังเด็กๆอยู่กันทั้งนั้นเลย ต้องมาเป็นตุ๊กตาเป็นหุ่นเชิดให้พ่อแม่ เฮ่อออ น่าสงสาร



    ลูก... กับ หลานชาย

    แค่หลาน.....อาจไม่สลักสำคัญ... สำหรับกษัตริย์พระองค์อื่น อาจไม่ต้องหนักพระทัยนัก

    ที่จะต้องเลือก....

    หากพระราชหฤทัยของกษัตริย์มยองอิน....ลึกล้ำนัก



    อ่านแล้วเข้าใจเลยนะคะ ถ้ามยองอินจะเลือกหลานมากกว่าลูก

    เพราะเห็นตั้งแต่พาร์ทแรกแล้ว ว่า เขาไม่ได้ต้องการอพนาจเหล่านี้เลย และรักพี่ชายตัวเองมากแค่ไหน







    ปล. เมื่อกี๊เก๊าเสร่อแปะเม้นท์ผิดตอนแหละ 55555555555 ดันไปแปะตรงบทนำ ขอโทษนะคะ >/\
    #59
    0
  15. #56 Renoir92 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2556 / 21:26
    ดีที่เราเปิดเข้ามาเช็คพอดี เด็กดีไม่เตือนเลยว่าอัพ แงๆ T_T

    อยากจะยืนยันคำพูดเดิม เราชอบการบรรยายถึงชานยอลมากๆอะ คือหล่อ คือเป๊ะ คือใช่ เกร้สสสสส
    ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้าชานยอลมาก่อนแล้วอ่านก็ตกหลุมรักได้ง่ายๆเลย ทรงพระสง่างามทรงพระเริ่ดสะแมนแตนเพคะ ; - ;

    "ใช่แต่ฝ่าบาทที่หวั่นไหว ... ตำแหน่งรัชทายาทเองก็เริ่มจะสั่นคลอน"
    ขนลุกประโยคนี้มากๆ T-T ทำใจก่อนที่วันนั้นจะมาถึง วันที่จะต้องชิงบัลลังค์และชิงนางงง
    แต่เราแอบคิดว่าชานยอลจะเป็นฝ่ายยอมทุกอย่าง ยอมทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องบัลลังค์ โฮฮ #มโนและเจ็บไปเอง
    พระอาทิตย์มีได้แค่ดวงเดียว เหมือนกษัตริย์ที่มีได้เพียงพระองค์เดียว และผู้หญิงของกษัตริย์ก็เป็นได้แค่ของกษัตริย์พระองค์เดียว ฮ่อลลล

    องค์หญิงลิงน้อยก็ยังทรงพระแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าเหมือนเดิม แต่ดรอปลงเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านพี่ชานยอล
    องค์ชายทั้งสองนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนนึงก็สุภาพซะ จะชอบแกล้งองค์หญิงเฉพาะตอนอยู่กันสองคนรึเปล่าน้อ?
    อีกคนก็ชอบกัดชอบแกล้ง แต่ชอบแบบองค์ชายจงอินนะ มีสีสันดี 55555
    แล้วองค์ชายจงอินสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของสองคนนั้นใช่มั้ยย หึงใช่ป่าวววว ดูประโยคสุดท้าย คือตอกย้ำแบบจริงจังอะ
    เจ้าของโดยชอบธรรมของบุปผาในอุทยานต้องห้ามเค้าย้ำสิทธิ์ของตัวเองอะะะะ เจ็บแทน
    ท่านพี่ชานยอลมาซบอกน้อยๆของน้องได้นะเพคะ T_T

    ปล.ดิทแก้คำผิดค่ะ เม้นป่วงๆงงๆก็ขอโทษด้วยนะคะ 
    สู้ๆค่ะ ♥



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 มิถุนายน 2556 / 21:48
    #56
    0
  16. #55 Renoir92 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2556 / 17:19
    นั่นไงงงง โฮฮฮ ทุกคนเข้าใจว่ารัชทายาทองค์ก่อนตายไปแล้วนี่เอง
    ท่านพี่ชานยอลถึงต้องหลบๆซ่อนๆ ; - ; พระรองน่าสงสารเสมอ ฮึก T-T
    ชานแบคเป็นอะไรที่แบบ  หยำพนะราไยำีะ้ตไิรีถ่ัไอรน่ายภ #ไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไง
    มันทั้งน่ารัก แล้วก็เศร้ามากๆ วังหลวงเหงาแค่ไหน ท่านรู้มั้ย โอยยย อยากจะเป็นชานยอลแล้วดึงนุ้งแบคมากกอดดด ฮึ่ยยย
    ตั้งตารออีก 50% นะคะ ♥

    #55
    0
  17. #54 ppyoy. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2556 / 18:16
    เปิดมาด้วยคำถามอีกแล้ววว ใครเป็นคนที่เข้าเฝ้า? ชานยอล?
    ฮู้ยยยย แสดงว่าองค์รัชทายาทจงอินต้องไม่ถูกกับท่านพี่ชานยอลชัวร์เลย
    คือทุกคนเข้าใจผิดว่าชานยอลตายไปแล้วในกองไฟ? แล้วถ้าไม่เกิดเหตุองค์ชายจงอินคงไม่ได้ขึ้นครองราชย์
    งี้แสดงว่าพวกเสณาเฒ่าพยายามดันชานยอลกลับขึ้นบัลลังก์แต่องค์ชายพยายามจะไม่ให้มันเกิดขึ้น รึเปล่าหว่า
    นี่เดาแบบ เอาทุกอย่างมาผูกๆๆๆๆ #สรุปคือมั่ว ถถถถถถถถถถถถถถถถ
    แต่ดูพี่ชานยอลเป็นมิตรไม่ได้ดูอยากจะแก่งแย่งชิงดีกับใครเลย ; [] ; หล่อสุดๆเลยคนนี้
    แอบเอะใจตั้งแต่ตอนก่อนว่าชานยอลต้องไม่ธรรมดาแต่ไม่คิดว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้
    นึกว่าแค่แบบ ขุนนางชั้นสูงง อันนี้เป็นองค์ชายเหมือนกัน
    งี้ถ้าชานแพครักกันเรื่องชนชันก็ไม่เป็นปัญหาสิคะ งิ้งง #ผิด #นางถวายตัวไปแล้ว





    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 มิถุนายน 2556 / 21:34
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 7 มิถุนายน 2556 / 21:53
    #54
    0
  18. #53 Miso Seo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2556 / 18:13
    เอ่อออ.. แบบนั้นมันแลหลอนๆ ชอบกลนะเนี่ย 5555 ท่านพี่ชานยอล เมื่อ องค์ชายจงอินจะโผล่มาละเนี่ย
    #53
    0
  19. #52 ป๋ายคือของข้า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 / 23:18
    แอร้กกกกกกกกกกกกกกกกก!! มัวแต่ไปขลุกยุกลับ อซ เลยมาช้า



    มาช้าดีกว่าไม่มา ฮรี่ววววววววววววว!!



    อ่อส ไม่นะ..... ไม่.... กลิ่นดราม่าเรื่องบัลลังก์ลอยมาตุๆ



    โฮรกกกกกกก!! ท่านพี่ชานยอล เป็นองค์ราชทายาทองค์ก่อนจริงๆ โฮรกกกกกกก!!



    รัก 3 เส้า เรา 3 คน อร่อกกกกกกกกก... หาขื่อผูกคอ



    งือ.... อีก 50% ศุกร์หน้าสินะ ฮร่อกกก TT TT



    รอนะคะเจ้ รอออออออ...



    สู้ๆ ค่ะอาเจ้และทีมงาน *ชู๊ตหัวใจแบบอินฟินิท* เลิ๊ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
    #52
    0
  20. #51 .: bowlingz :. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 / 23:16
    โอ้ๆๆ เอาแล้วไง... ท่านพี่ชานยอล... ที่แท้ก็ องค์ชายรัชทายาทคนก่อนองค์ชายจงอิน
    แง้ ดราม่าจิบังเกิดไหม T^T แต่ก็สงสารท่านพี่ชานยอลนะ งือออ
    นี่องค์หญิงน้อยพยอน หลงรักท่านพี่ชานยอลรึป่าวนะ ถ้าจะคิดถึงขนาดนี้
    ฮืออออ ไม่นะ องค์ชายจงอินของเราล่ะ ;_;

    #51
    0
  21. #50 bam (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 / 23:12
    ยอลเป็นเจ้าชายจริงๆด้วยอ่า

    อ่านแล้วอยากให้เป็นชานแบคอ่า สงสารชานยอล

    ดูแล้วมันน่าจะเป็นไคแบคแหะ อ่านต่อๆ รอคะๆ
    #50
    0