[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 4 : *** ตอนที่ ๒ บทเพลงใบไม้และสายลม ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 745
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 ม.ค. 57

 

 

ตอนที่ ๒  บทเพลงใบไม้และสายลม

|

เมื่อใดที่ยินเพลงใบไม้

เมื่อนั้น... จงรู้ว่ามีคนส่งมาให้เจ้า

เพราะสายลมกำลังพัดพาความคิดถึงไปให้เจ้าฟัง

 

 

          สูงขึ้นไป... 

สายลมแรงนำพาใบไม้ที่เพิ่งผลัดสีตามฤดูกาลสะบัดพลิ้ว  ใบไม้แห้งกรอบบางส่วนร่วงหล่นลงทับถมกันอยู่เบื้องล่าง เหลือแต่ใบสดที่ยังมีแรงยึดเหนี่ยวมากพอที่จะประคับประคองตนต้านสายลมโบกสะบัดอยู่เบื้องบน   เสียงย่ำใบไม้ดังกรอบแกรบแทรกผ่านเสียงแผ่วของทิวไม้  สรรพเสียงรอบบริเวณดูจะเงียบลงเพื่อเงี่ยฟังการเคลื่อนไหวของใครบางคนที่อยู่ข้างล่าง 

            “ต้องถึงสิ... ”

            ร่างเล็กพยายามเขย่งตัวกระโดดขึ้นให้สูงเท่าที่จะทำได้  แขนบอบบางไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ เกินเอื้อม อย่างเหนื่อยอ่อน แม้จะมีท่อนไม้ช่วยต่อความยาวให้ก็ตาม  หากก็ยังไม่สามารถนำผ้าแพรขาวบางที่ต้องลมแรงพัดปลิวขึ้นไปติดอยู่บนกิ่งไม้ได้พักใหญ่กลับลงมาได้

เหงื่อเม็ดโตผุดออกมาชุ่มผิวบอบบาง  ทว่า... ประกายมุ่งมั่นภายในดวงตาเรียวสวยกลับไม่มีทีท่าว่าจะหายไป แม้ว่าร่างน้อยจะดูเหนื่อยอ่อนไม่น้อยก็ตาม

            รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของใครบางคน

ผู้เฝ้ามอง ...และจับจ้องอย่างเงียบเชียบมาพักใหญ่

            เสียงเพลงแว่วหวิว แผ่วเบาและนุ่มนวล  ชวนให้ เด็กน้อย หยุดชะงัก มือที่ถือไม้ยาวลดลงข้างลำตัว  คิ้วสีน้ำตาลเข้มขมวดยุ่ง ขณะที่ใบหน้าขาวผ่องหันรีหันขวางด้วยสงสัยในที่มาของเสียงนั้น 

            เด็กหญิงพบว่ามีเพียงตน ที่ยืนเดียวดายอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ยืนต้นที่เรียงรายเป็นทิวแถว   แก้มฟูขยายออกอย่างขัดใจขณะที่หน้าขาวกลับซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

            สายลมพัดพลิ้วต้องผิวกาย มีเพียงใบไม้เท่านั้นที่ขยับเขยื้อน...  หากต้นเสียงเมื่อครู่นั้นเล่า มาจากที่ใด ?

            “ใครน่ะ” คิ้วโก่งขยับเข้าหากันผูกเป็นปม ... คุณหนูแห่งตระกูลพยอนไม่ชอบให้ใครล้อเล่น หรือขัดใจ นางจึงปรารถนาคำตอบจากคำถามนั้นโดยไว 

            “ได้ยินไหม... ข้าถามว่าใคร” เสียงแหลมเล็กเริ่มสั่น เช่นเดียวกับริมฝีปากสั่นระริกไหว 

            ... หาไม่แล้ว...เสียงดนตรี ผสานกับใบไม้พัดหวิว ๆ ชวนให้อกโหวงเหวงนี้คงทำให้ร่างเล็กต้องวิ่งหนีกลับบ้านแน่

          นี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้ามาจริง ๆ นะ... อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย

            “นี่!!!  ด.. ได้ยินไหม”

ที่ที่ถูกเรียกว่า ป่าหลังบ้าน

ป่าหลังบ้านไม่ใช่ป่าใหญ่ที่กว้างขวางมากมาย ไม่ได้อยู่หลังบ้านของนางจริง ๆ จนสามารถแวะเวียนเข้ามาได้ง่าย ๆ ... แต่ก็ไม่ได้ไกลเกินกว่าจะแอบหนีพี่เลี้ยงเข้ามา 

ต้นไม้สีสวยตามฤดูกาลดึงดูดให้นางก้าวเข้ามาชื่นชมความสวยงามนั้น  ลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลลงมาจากผาสูงไม่ไกลบริเวณนี้ช่วยให้อากาศเย็น เสียงนก และสัตว์ป่าดังก้อง ราวกับต้อนรับให้นางเข้ามาชื่นชมสวนธรรมชาติที่น่าดึงดูดใจนี้

            ท่านพี่ชางมิน  พี่ชายแท้ ๆ ของนางกำลังศึกษาอยู่ในสำนักราชบัณฑิต ที่วังหลวง กิน นอน ใช้ชีวิตและร่ำเรียนอยู่ที่นั่น  ได้กลับบ้านเพียงแค่เดือนละสองสามครั้ง  กระนั้น ทุกครั้งที่กลับบ้านพี่ชายก็มักกล่าวถึงความสนุกสนานยามไปเที่ยว ป่าหลังบ้าน ตามประสาเด็กผู้ชายให้นางต้องอิจฉาอยู่เสมอ

เด็กหญิงอยากจะติดตามพี่ชายมาเล่นบ้าง ...ติดที่ว่านางไม่ใช่เด็กผู้ชายและไม่มีกิจกรรมอะไรสนุกพอจะให้ทำ 

ถึงนางจะพยายามร้องขอมากแค่ไหนก็ตาม พี่ชายก็มักจะทำหน้าดุ และย้ำทุกครั้งว่าที่นั่นไม่ใช่ ที่สำหรับเด็ก(ผู้หญิง)

          อย่าไปเที่ยวป่าแถวนั้นนะ ... เป็นป่ามีเจ้าของ เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา

            ก่อนหน้านี้เด็กหญิงไม่เข้าใจนักว่า เจ้าของ คืออะไร...  หากในวินาทีที่รอบข้างไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว...  บุตรสาวของตระกูลราชบัณฑิตก็อดที่จะหวาดกลัวไม่ได้  

สายลมเย็นเยือกผิดกับสภาพอากาศอบอ้าวทำให้นางรู้สึกขนลุกแปลก ๆ  หน้าหวานซีดเซียวราวกับพร้อมจะแบะปากร้องไห้ได้หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

บทเพลงโหยไห้ ก้องกังวาน สำเนียงไม่คุ้นหูยังคงบรรเลงต่อไปไม่หยุด... และราวกับสรรพสำเนียงในป่าจะพร้อมใจกันเงียบสงัดเพื่อรับฟังเสียงดนตรีไร้ที่มานั้น...   แม้เสียงนั้นจะดังอยู่ไม่ไกล  แต่เด็กหญิงกลับกลัวเกินกว่าจะทนอยู่เฉย ๆ ได้

            “ใคร!!...ออกมาเดี๋ยวนี้ ยะ...อย่าล้อเล่นกับข้านะ”

            เสียงหัวเราะก้องสะท้อนเป็นคำตอบ  จนผู้ฟังเม้มริมฝีปากแน่น และคว้าชีมา...กระโปรงผ้าไหมสีชมพูสดของชุดฮันบกราคาแพงเพื่อเตรียมวิ่งหนี   หากเสียงนุ่มกลับดังขึ้น  ราวกับเจ้าของเสียงรู้ว่านางกำลังกลัว 

            “ใครน่ะ!!!!

            “เราอยู่นี่”

            เด็กหญิงเลิกคิ้ว  ก่อนถามเสียงห้วน “ไหนล่ะ... ”

            “เงยหน้าขึ้นมา...  เอียงซ้าย  ... เห็นเราหรือยัง”

น้ำเสียงสดใสค่อยทำให้เด็กหญิงใจชื้น ... อย่างน้อยก็ไม่น่าจะใช่ภูติผีปีศาจอย่างที่กลัวแต่แรก... นางเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาตำแหน่งของต้นเสียงนั้น  ตาเรียวเล็กกวาดไปรอบ ๆ  กิ่งก้านที่พาดติดกัน คิ้วโก่งขมวดยุ่ง ก่อนที่จะคลายออกเมื่อเห็นร่างสูงที่หลบซ่อนอยู่บนกิ่งไม้สูงใหญ่ กลมกลืนกับสภาพพื้นที่รอบ ๆ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของมัน 

ร่างนั้นอยู่ไม่ห่างจากบริเวณที่นางพยายามสอยผ้าผืนบางของตน... น่าแปลก ที่ก่อนหน้านั้นนางไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่ามี คนอยู่ใกล้ ๆ ด้วย

คนบ้าอะไร... ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ได้คุ้นเคยแถมยังทำตัวกลมกลืนสุด ๆ   นี่ถ้าอีกฝ่ายไม่เอ่ยขึ้นมานางก็คงไม่รู้ว่าบนนั้นมีคนอยู่

“เจ้า...เป็นคนทำเสียงเมื่อกี้เหรอ”

คนที่อยู่สูงกว่าเลิกคิ้ว  พลางยกของในมือขึ้นมาให้นางเห็นชัดขึ้น  ขลุ่ยไม้ไผ่เลาสวยในมือทำให้นางเข้าใจในทันที

            “ใช่... เพราะใช่ไหมล่ะ”

เด็กหญิงกะพริบตาถี่ หลังจากได้ยินคำถามของคนที่เกือบทำให้นางวิ่งหนีเพราะคิดว่าเป็นเสียงดนตรีจากเทพยดา(หรือผีสาง)ที่รักษาป่า... 

เพราะเหรอ..?   เด็กหญิงครุ่นคิด... แม้นางจะเคยได้ยินเสียงขลุ่ยไม้ไผ่แบบนี้หลายครั้ง  แต่ไม่มีครั้งใดที่ฟังดูโหยหวน...เศร้าสร้อย และหวาดกลัวไปถึงขั้วหัวใจขนาดนี้

ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายที่อายุพอ ๆ กับพี่ชายของนาง... คงคิดไปแล้วว่ามาจากนักดนตรีเก่ง ๆ จากราชสำนักเหมือนที่นางเคยฟังครั้งที่ตามท่านพ่อเข้าไปในวังหลวง

ความจริงก็เพราะใช่ย่อย... ออกจะเพราะกว่าที่พี่ชางมินเป่า   ....แต่นางก็ไม่ยอมพูดหรอก!!!

“จะ....เจ้าเป็นใคร ... แล้วขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง” เสียงหวานไม่ยอมแม้แต่จะเอ่ยถึงเรื่องเสียงดนตรีนั่น... หากถามไปอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

“อ้าว... ก็ปีนขึ้นมาสิ” เจ้าของเสียงนุ่มตอบพลางหัวเราะร่วน  ทำให้บุตรสาวแห่งตระกูลราชบัณฑิตเชิดจมูกรั้นขึ้นด้วยความขุ่นใจ

            “ข้ารู้... แต่สูงขนาดนั้น เจ้าปีนขึ้นไปได้ยังไง ไม่กลัวตกเหรอ”

            “ไม่นี่ ...” อีกฝ่ายส่ายหน้า และถามต่อด้วยสีหน้าสดใส  “ว่าแต่เจ้าเถอะ ทำอะไรอยู่... มีอะไรให้ข้าช่วยไหม เด็กน้อย”

“ข้าไม่ใช่เด็ก!!” นางแย้งเสียงสูง!!

อะไรกัน...ทำไม   ไม่ว่าใครก็มองว่านางเป็นเด็ก

ตาเรียวสวยมองคนที่อยู่เบื้องบนด้วยอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก  พลางจ้องมองร่างสูงเก้งก้างที่นั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้แข็งแรงอย่างพิจารณา  ไม่พอใจนักที่เห็นชัดว่า เขา ผู้นั้นสูงและอายุมากกว่านางแน่นอน... 

สักสาม....ถึงสี่ปีล่ะมั้ง...  อายุคงเท่า ๆ กับท่านพี่ชางมิน...  เด็กหญิงครุ่นคิด กะคะเนอยู่ในใจ

เขาอยู่ในชุดฮันบกสีหม่น ดูทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว  ผมสีดำสลวยปล่อยยาวพลิ้วถึงกลางหลังไม่ได้รวบเก็บเหมือนเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน  เนื้อผ้าบางส่วนขาด และมีรอยปะชุน ราวกับปล่อยปละละเลยกับการดูแลตัวเอง  หากทุกสิ่งที่อยู่บนร่างนั้นกลับดูเข้ากัน... และส่งเสริมให้ร่างสูงนั้นดูดีไม่น้อย

ถึงจะอยู่ในผ้าป่านเก่า ๆ ไม่พิถีพิถัน  แต่นางกลับรับรู้ถึงความสง่างามบางอย่าง

โดยเฉพาะเวลาที่ริมฝีปากสีอ่อนคลี่ยิ้มกว้าง ... พร้อมกับดวงตากลมโตที่ทอประกายระยิบระยับเห็นได้ชัดแม้จะอยู่ห่างไกล

หน้าเรียวรูปไข่ขาวนวล ประดับด้วยเครื่องหน้าที่เหมาะเจาะราวกับถูกสลักเสลาออกมาจากฝีมือช่าง .... จมูกโด่งกลมกลึงดึงสายตาให้ชวนมอง หากดวงตากลมโตเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน  คิ้วเข้มโก่งสอดรับกับรูปหน้าได้เป็นอย่างดี  ริมฝีปากหยักอิ่มสวย  ดูละมุนละไมเกลี้ยงเกลาเหมือนรูปสลัก

ถ้าไม่ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนั้นแล้ว ... นางคงจินตนาการไม่ได้ว่าคนที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้นั่นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ เพราะใบหน้าที่นางเห็นอยู่ในขณะนี้ ผสมผสานระหว่างความคมชัดของเพศชาย กับความละมุนสวยของเพศหญิงได้อย่างลงตัว  

 “อย่างน้อยก็เด็กกว่าเราแล้วกันน่า”

            “ถึงจะเด็กกว่าเจ้า ข้าก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ...”   ยืดตัวให้เห็นว่าไม่ใช่เด็ก  “ข้าท่องตำราขงจื้อได้แล้วด้วย... แถมท่านอาจารย์ยังชมอีกว่าข้าฉลาดเฉลียวกว่าคนวัยเดียวกัน”

            คนอยู่เบื้องบนยิ้มกว้างอวดฟันขาวเป็นระเบียบรับคำโอ้อวด   น้ำเสียงทุ้มหวานมีร่องรอยขบขันอยู่ไม่น้อย

            “ก็ได้ ๆ ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าไม่ใช่เด็ก... เพราะเจ้าน่ะเก่งเกินเด็กทั่วไป จริงไหม”

            “ใช่!” เด็กหญิงเชิดหน้ารับคำ   ก่อนจะตระหนักได้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นก็คือคำสบประมาทว่า....

ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังคงเป็น เด็ก อยู่วันยังค่ำ!

          ”เจ้า!!”  บุตรสาวแห่งตระกูลราชบัณฑิตกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ ... หากอะไรบางอย่างที่อยู่ในมืออีกฝ่ายทำให้นางต้องเบิกตากว้าง ... และแบะปาก       

            “นะ...นั่น ของข้า”

            ผ้า... ผ้าปักผืนแรกในชีวิตนาง.... ผ้าผืนที่นางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ให้ใครเห็นเป็นอันขาด!!

            ทว่าคนบนต้นไม้มองผ้าสีขาวในมือที่กำลังโบกสูง และยิ้มแฉ่งก่อนเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

            “ของเจ้า ? ...นี่เจ้าปักเองงั้นเหรอ ?

            คำถามนั้นทำให้หน้าขาวบึ้งตึง....

            “จะล้อว่าข้าปักผ้าไม่ได้เรื่องงั้นเหรอ  นี่งานชิ้นแรกนะ  ชิ้นต่อไปมันต้องสวยกว่านี้แน่ ๆ” ริมฝีปากสีสดสั่นระริกด้วยความโกรธ ใบหน้างองุ้มเบือนไปยังทิศทางอื่น....โกรธตัวเองที่ปล่อยให้ผ้าหลุดมือไป โกรธทั้งคนแปลกหน้าคนนั้นที่ถือวิสาสะหยิบเอาผ้าของนางไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

            มีใครปักผ้าสวยมาตั้งแต่เกิดบ้างล่ะ... เด็กผู้หญิงคนอื่นยังปักได้แย่กว่านางเลย  ทำไมต้องล้อด้วย

            “ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรเจ้าเลยสักนิดนะ” เด็กหนุ่มร่างสูงหัวเราะลั่น

            “ข้ารู้...เจ้าจะล้อข้า!อ๊ะ!... นะ นี่เจ้า”

          ตุบ!

          เด็กหญิงหวีดร้องทันทีที่หันกลับมาเพราะเจ้าของเสียงหัวเราะเมื่อครู่กระโดดลงมาอยู่ตรงหน้าแบบไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงยืดตัวขึ้น พลางปัดมือเปื้อนฝุ่นไปมาพร้อมกับรอยยิ้มอวดฟันขาวสะอาด

          “จะ...เจ้า!!! นางอ้าปากค้าง ... ตำแหน่งที่อีกฝ่ายเคยนั่งอยู่นั้นอยู่บนกิ่งที่สูงพอสมควร “เป็นลิงหรือไง  โดดลงมาได้ ตกใจหมด”

            “เจ้านี่ตลกดีนะ” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นเคย ไม่โกรธเคืองที่ถูกต่อว่า ...จนคนว่าเป็นฝ่ายเม้มปากแน่นด้วยความขุ่นเคือง

            “ข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าผ้าของเจ้าไม่สวย อันที่จริง...ข้าว่าสำหรับคนที่เพิ่งปักครั้งแรก มันสวยใช้ได้เลยล่ะ”

            ดวงตาเรียวสวยกะพริบถี่ด้วยความประหลาดใจ ... พิจารณาการแต่งกายของอีกฝ่ายก็ยิ่งพบแต่ความแปลกใจ ร่างในชุดเก่า ๆมอมแมมเต็มไปด้วยรอยปะและขาดวิ่นเหมือนคนที่ไม่ได้เปลี่ยนชุดมาสักเดือนหนึ่งแล้ว ยิ่งรวมกับผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มที่ยาวรุงรังแล้ว คนตรงหน้าก็ดูจะห่างไกลจากงานศิลปะที่ละเอียดอ่อนมากเหลือเกิน

            ทว่า... ยิ่งฟังสิ่งที่เด็กหนุ่มร่างสูงพูด  นางก็อดคล้อยตามไม่ได้

            “คงตั้งใจปักมาก... เพราะงานละเอียด ผ้ากับไหมที่ใช้ก็เลือกเป็นของดี เสียอย่างเดียวใจร้อนไปหน่อย...”

            “จะ...เจ้ารู้ได้ยังไง”

            “ฝีเข็ม....”          เสียงทุ้มเฉลย  ลูกแก้วดำขลับภายในดวงตากลมโตสะท้อนประกายวิบวับขณะจับจ้องผ้าผืนน้อยในมือ  นางมองตามสายตานั้นด้วยความสนใจ มือเรียวยาวไล้ไปบนเส้นไหมละเอียดที่ปักอยู่บนผ้าแผ่วเบาอย่างพิจารณา  ... ก่อนเอ่ยต่อ “เห็นความตั้งใจในบางช่วง... ตั้งใจมาก  แต่พอผ่านมาสักระยะ ฝีเข็มตรงนี้บอกว่าเจ้าเริ่มเบื่อ ไหมก็เลยไม่ละเอียดเท่าอีกช่วง”

            ปลายนิ้วชี้หยุดลงที่ไหมกลีบสีเหลืองพร้อมกับยิ้มบาง เด็กหญิงอึ้งเล็กน้อย ...ก่อนก้มหน้าและแก้ตัวงึมงำ

            “ก็มันเหนื่อยแล้ว....”

ผ้าผืนนี้นางตั้งใจปักมาเพื่อเป็นของขวัญให้ท่านพี่ชางมินที่กำลังจะสอบเลื่อนขั้นในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้า ความตั้งใจอันแรงกล้าทำให้นางตัดสินใจให้ท่านแม่สอนปักผ้า ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ท่านแม่พยายามจ้ำจี้จ้ำไชให้นางหัดงานฝีมือพวกนี้ หากเด็กหญิงก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงอยู่เรื่อยไป เพราะคิดว่างานแบบนี้ฝึกเมื่อไหร่ก็ได้... เอาไว้โตก่อนค่อยหัดก็ไม่น่าจะมีปัญหา

พอมาลงมือจริง ๆ ถึงรู้ว่ามันยาก และต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะลงเข็มให้สม่ำเสมอสำหรับคนใจร้อนอย่างนางแล้วยิ่งยาก ...

ต่อให้ไม่อยากจะยอมรับเรื่องแบบนี้กับคนแปลกหน้าก็เถอะ... แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาก็เป็นเรื่องจริงเด็กหญิงจึงทำได้เพียงแต่ก้มหน้ายอมรับอย่างจำใจ

            “แต่แค่นี้ก็เก่งมากแล้ว”   

            “จริงเหรอ....”

            “ข้าจะโกหกทำไม”เจ้าของร่างสูงเก้งก้างหัวเราะ ลูกแก้วในดวงตาเปล่งประกายวาววับอย่างน่าหมั่นไส้  โดยเฉพาะเมื่อคิ้วเข้มยักขึ้นข้างหนึ่ง พร้อมกับร่างที่ก้มลงมาจนหน้ารูปไข่อยู่ระดับเดียวกับสายตานาง “แล้วเจ้าจะไม่ขอบคุณข้าสักคำเลยเหรอ”

            คำถามนั้นทำให้เด็กหญิงเบ้ปากและอมลมจนแก้มป่อง ดวงตาเขียวปัดขณะมองหน้าอีกฝ่ายและเอ่ยเสียงสูงหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างถือตัว 

            “ขอบคุณเรื่องอะไร!!

“เรื่องที่ข้าช่วยเก็บผ้าปักผืนนี้ให้เจ้าไง เอ๊ะ หรือเจ้าไม่ต้องการแล้ว งั้นขอบใจนะ ข้าจะเก็บเอาไว้เอง”

“ดะ..เดี๋ยวสิ ใครบอกว่าไม่เอา” เด็กหญิงทำตาโต... รีบคว้าแขนอีกฝ่ายไว้เมื่อเห็นมือที่ถือผ้าปักของนางไว้ตวัดไปอีกด้าน “ใจเย็นสิ.... ขอข้าเถอะ”

“ก็เจ้าทำเหมือนไม่อยากได้” ฝ่ายชายเอ่ยเสียงสูง คล้ายจะยั่วยวนอยู่ในที

“อยากได้สิ ...ขอบคุณ...ที่เอาลงมาให้”

“แต่ข้าเปลี่ยนใจล่ะ” ดวงตากลมโตมองนางพร้อมกับน้ำเสียงเย็นชา  หากรอยยิ้มบางกลับยังคงประดับอยู่ที่มุมปาก “ข้าว่า.... ของแบบนี้มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

            “แลกเปลี่ยนอะไร... ข้าขอบคุณเจ้าแล้วไง”

            “ก็เจ้าช้า...ตอนนี้ข้าไม่อยากได้คำขอบคุณแล้วล่ะ” อีกฝ่ายว่าหน้าตาเฉย

            “นี่เจ้า!!!”   เด็กหญิงกระทืบเท้าตามประสาของคนที่ไม่เคยมีใครขัดใจ   นางเกิดมาในฐานะธิดาคนเล็กของตระกูล ด้วยความที่ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก  ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ รวมไปถึงพี่ชายคนเดียวจึงให้ความรักกับนางเต็มที่ เอาอกเอาใจนางแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะท่านพ่อที่ทุ่มเทให้การรักษานางอย่างดี  จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์แม้จะมีรูปร่างที่เล็กกว่าเด็กผู้หญิงหลายคนในเมืองก็ตามที

            “เจ้าต้องการอะไร!!!... ”  นางมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ...สภาพเสื้อผ้า และความมอมแมมของคนตรงหน้าทำให้นางรู้สึกไม่ต่างจากเห็นคนชั้นต่ำ[i] ไร้บ้านที่อาศัยตามข้างถนนในเมืองที่นอนรอความช่วยเหลือ แต่ผิวเนียนละเอียดนั่นรวมไปถึงใบหน้าเกลี้ยงเกลาและมัดกล้ามเนื้อแน่นอย่างคนมีสุขภาพดีทำให้นางรู้สึกแปลกไป

            อย่างน้อยก็ไม่น่าจะใช่คนข้างถนน...

            ที่สำคัญรัศมีแปลก ๆ และดวงตาระยิบระยับนั่นอีก  ยิ่งมองก็ยิ่งแปลก   คนอะไรยิ้มสดใสอยู่ได้ตลอดเวลา...

            ไม่ได้ยิ้มแค่ปาก... แต่ดวงตานั่นแหละ ที่ยิ้มสดใสมากกว่า

            “เจ้าต้องมาหาข้าอีก...ตกลงไหม”

            “ว่าไงนะ”           ข้อเสนอของเด็กหนุ่มทำให้นางตกใจ   ...ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเลยสักนิด

          ขืนมาที่นี่บ่อย ๆ ต้องถูกท่านพี่หรือท่านพ่อดุแน่ ๆ

            “เจ้าต้องมาเล่นกับข้า... ครบกำหนดแล้วข้าจะคืนผ้าให้เจ้า”

            เด็กหญิงมองสายตาวาววับยามเอ่ยคำว่า เล่น และส่ายหน้าแรง

            “ไม่ได้...ข้าไม่ว่าง”

            “งั้นหมายความว่าผ้าผืนนี้เป็นของข้า”

            “ได้ยังไง!!!

            “ได้สิ..”เด็กหนุ่มบอกหน้าตาเฉย

            “...จะ...เจ้า” เจ้าของร่างเล็กกว่าสั่นไปทั้งร่าง  ริมฝีปากเม้มแน่นจนคนมองกลัวว่ามันจะแตก... หากรอยยิ้มอารมณ์ดียังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าของเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว

            “ช้าอีกแล้ว... แสดงว่าผ้านี่เป็นของ...”

            “ตกลง!!! ข้ามาเล่นกับเจ้าก็ได้” เด็กหญิงรีบตอบรับทันที  ประสบการณ์เมื่อครู่ทำให้นางรู้สึกว่าต้องระวังคนตรงหน้ามากกว่าเดิม   ร่างเล็กมองฟันขาวเป็นระเบียบเด่นสะดุดตายามที่ริมฝีปากบางแย้มกว้างด้วยความหวาดระแวง

            “นานแค่ไหน”

            “หนึ่งอาทิตย์” เด็กหนุ่มตอบ... ดวงตาทอประกายระยิบ

            “แล้วข้าจะมั่นใจได้ยังไงว่าถ้าข้ามาหนึ่งอาทิตย์แล้วเจ้าจะคืนผ้าของข้า”น้ำเสียงของเด็กหญิงยังขุ่นเคือง

            “สัจจะ!”น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียบ.... หากมีพลังพอที่จะทำให้เด็กหญิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

            ...ก่อนที่ประโยคถัดมาจะทำให้นางย่นจมูกใส่ด้วยความหมั่นไส้

“พระราชาตรัสแล้วไม่คืนคำ... ”

            “แล้วเจ้าเป็นพระราชาตั้งแต่เมื่อไหร่” เด็กหญิงมองตาขุ่นและกวาดสายตาตั้งแต่เส้นผมยาวสลวยรุงรังลงมาถึงรองเท้าขาด ๆ ที่อีกฝ่ายใส่อยู่ “มอมแมมแบบนี้คงได้เป็นแค่ทหารเฝ้าประตูวังเท่านั้นแหละ  เป็นเจ้าชายยังดูแทบไม่ได้เลย”

            เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ ... ก่อนก้มมองชุดที่ตัวเองสวมอยู่และขมวดคิ้วยุ่ง

            “ดูไม่ได้จริง ๆ เหรอ?

            “ดูไม่ได้สุด ๆ ”

            “แค่องค์ชายก็ยังไม่ได้เหรอ”

            “ถ้าแต่งตัวดี ๆ กว่านี้คงจะได้มั้ง” นางตอบ...  รอยยิ้มปรากฏบนหน้ารูปไข่อีกครั้ง  ตามด้วยน้ำเสียงยืนยันเสียงดัง...ชัดเจน และก้องกังวาน

            “งั้นคราวหน้าข้าจะแต่งตัวสมเป็นองค์ชายมาให้เจ้าดู”

            ......

            เด็กหญิงมองคนสูงกว่าด้วยสีหน้าประหลาด ...พูดอะไรไม่ออก ไม่แน่ใจว่าอึ้ง...หรืออ่อนใจกับความกระตือรือร้นอยากเป็น องค์ชาย ของอีกฝ่ายกันแน่

            “เอ้า...ไม่เชื่อเหรอ  ข้าเป็นองค์ชายจริง ๆ นะ”เจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มสำทับ แววตาวาววับ ดูสนุกกับเหตุการณ์ตรงหน้า

          “ถ้าเจ้าได้เป็นองค์ชาย ข้าคงเป็นองค์หญิงแล้วมั้ง” นางบ่นอุบ

องค์ชายใต้ต้นไม้หัวเราะร่า... ก่อนแสร้งก้มโค้งศีรษะเร็ว พร้อมกับยื่นผ้าปักสีขาวในมือไปข้างหน้า เสียงทุ้มนุ่มเหมือนเด็กหนุ่มที่เสียงเพิ่งแตกเอ่ยอย่างอารมณ์ดี  แม้คนฟังแทบจะดิ้นเร่าด้วยความไม่พอใจก็ตาม

            “ถวายบังคม  องค์หญิงผ้าขาว”                      

            เจ้าของผิวขาวนวลกลมกลืนไปกับผืนผ้าปักมองเขาด้วยดวงตาเขียวปัด ...ทว่าดูออกว่าใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับคนที่ถูกเลี้ยงมาด้วยความรัก... และการใส่ใจจากคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด ชีวิตของเด็กน้อยแก้มยุ้ยตรงหน้าคงถูกเติมเต็ม... และเติบโตมาท่ามกลางชีวิตที่สงบสุข

ผ้าขาว....

บริสุทธิ์ราวผ้าขาว

ต่างจากเขา...ที่กลายเป็นผ้าสกปรกและเต็มไปด้วยร่องรอยขาดวิ่นเพราะพิษของไฟร้าย

            “ข้าชื่อแพคฮยอนต่างหาก....  พยอน  แพคฮยอน” เสียงหวานก้องกังวาน บอกชัด... ถึงชื่อเสียงอันแท้จริงของตนด้วยความภาคภูมิ

            เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อย .... มุมปากยกขึ้นอย่างมีเลศนัย หากแววตาที่เคยสดใสกลับหม่นลง

            ชื่อนั้นสะกิดให้หวนคิดถึงความทรงจำที่ตกตะกอนอยู่ภายในใจมาเนิ่นนาน

ใครจะไม่รู้จักตระกูลพยอน.....  ตระกูลที่เป็นมันสมองของประเทศ  และรับใช้ราชบัลลังก์แห่งโชซอนมาหลายชั่วคน

ราชบัลลังก์.....

การเมือง...

 

          ผ้าขาวเอ๋ย....ในอนาคตข้างหน้า เจ้าจะถูกแต่งแต้มด้วยสีใดบ้าง

          อย่างน้อย...ก็ขออย่าให้สีดำที่ชั่วร้ายมาระบายทับความขาวสะอาดนี้ก่อนถึงเวลาอันควรเลย

          “งั้น...ถวายบังคม องค์หญิงแพคฮยอน” เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส พร้อมกับรอยยิ้มกว้างอย่างล้อเลียน ... เรียกให้หน้าขาวย่นยู่อีกครา

            ในวันนั้น... ทั้งเด็กหญิงและเด็กชายคงไม่มีใครคิดว่าสิ่งที่พูดเล่น ๆ จะเป็นความจริงในเวลาต่อมา

            ทว่า...ใครจะรู้

          อนาคต...

 

|||

 

 

          “ท่านพี่....เรียกสิ ...ท่านพี่ชานยอล”

          “ใครจะไปเรียก! ” เจ้าของแก้มยุ้ยสะบัดหน้าพรืด ... ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เรียกเสียงหัวเราะดังลั่นป่าให้กับอีกคน

          “นี่...ท่านจ้าวป่า ขลุ่ยของท่านน่ะ”

          “หือ? ”เด็กหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยให้กับคำว่า จ้าวป่า ที่อีกฝ่ายเรียกตน  ก่อนคลี่ยิ้มร่าเริงเมื่อเห็นริ้วรอยเขินอายประดับใบหน้าหวานที่กำลังเชิดขึ้นราวกับเย่อหยิ่ง  ...

“มีอะไรรึ องค์หญิงน้อย”

แม้ท่าทางปั้นปึ่งของนางจะบอกว่าไม่ชอบให้เขาเรียกแบบนี้ก็ตามที แต่เขาก็ยังคงเรียกนางด้วยชื่อนั้น...  เพราะท่าทางอ้อนแอ้น...บอบบาง และอาการเอาแต่ใจของแพคฮยอนไม่ต่างจากเจ้าหญิงองค์น้อย ๆ

ถือตัว...หวาดระแวง ... แต่โชคดีที่นางไม่ใช่คนดูถูกคนอื่น เหมือนที่เขาเคยเห็นคนที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์เคยเป็น หาไม่แล้ว...นางคงไม่ยอมแม้แต่จะมาคลุกคลีกับคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเขาเป็นแน่

ถึงจะเป็นเช่นนั้น  แต่เขามองออก...ว่านางยอมรับเขาและไม่ได้หวาดระแวงเขาเหมือนเช่นครั้งแรกที่พบกัน

“จะเป็นไปได้ไหม...ถ้า  ...ท่านจะสอนข้าเป่าขลุ่ย...”

ท่าทางขัดเขิน หากคาดหวังกับคำตอบ ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาคิดสักนิด  เป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่เด็กหนุ่มตัดสินใจทำเช่นนี้

มือเล็กรับขลุ่ยไม้ไปด้วยความตื่นเต้น นางคงไม่รู้  ว่านอกจากท่านแม่....แทบไม่เคยมีใครได้เห็นขลุ่ยไม้ไผ่เลาสวยของเขา...

และโชคดีที่นางยังเด็กเกินกว่าจะสังเกตเห็นเลาขลุ่ยที่ผิดแผกจากขลุ่ยทั่วไป

หาไม่แล้ว... เขาอาจจะต้อง หนี อีกครั้ง

รอยประทับสีแดงชาด และลวดลายโดดเด่นสวยงาม...อีกทั้งเหรียญตราสลักทองที่ห้อยอยู่ท้ายพู่สีแดงโบกพลิ้วยามที่ริมฝีปากบางสวยใกล้ชิดกับเลาขลุ่ย

รอยยิ้มคลี่ออกกว้าง... เมื่อลมที่เป่าออกมาถูกถ่ายทอดออกเป็นเสียงหวาน   แม้จะเป็นเพียงเสียงฟู่ ๆ ไม่มีจังหวะ... หากคนฟังกลับรู้สึกว่ามันเพราะจับใจ

ตาเรียวเล็กทอประกายสดใส...วาววับ  สนุกกับเสียงแว่วหวานที่ดังออกมาทุกครั้งที่ปลายนิ้วเรียวสวยพรมพลิ้วบนช่องลม

เด็กหนุ่มจ้องมองตาคู่ใสและริมฝีปากคู่นั้นนิ่งนาน ... ก่อนที่เสียงกึกก้องดังลั่นในอกจะทำให้เขารู้ตัวว่ารอยยิ้มงดงามทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ.... พาลให้รู้สึกว่ามือไม้เก้งก้างจนไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน  

เมื่อคิดไม่ตก...ก็ได้แต่เด็ดใบไม้ใกล้มือมาประคองป้องไว้ที่ปาก ก่อนเสียงแหลมใสจะดังขึ้นกลบเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ในเวลาต่อมา

 “นี่!!!!

เจ้าของร่างสูงที่กำลังพยายามจดจ่อกับการบังคับจังหวะลมกับใบไม้บอบบางในมือสะดุ้งเฮือก เมื่อคนข้างตัวคว้าแขนเขาแน่น ก่อนมองของในมือเขาด้วยดวงตาสงสัยและตื่นใจ

“อะ...อะไร”

“เป่าอะไร...ไม่สิ  เป่าได้ยังไง...นี่ใบไม้ไม่ใช่เหรอ”

          “ใช่... ใบไม้ ไม่เคยฟังเหรอ...เพลงใบไม้” 

“ข้าตัดสินใจละ ......สอนข้าหน่อยนะ  ข้าจะเอาไปเป่าอวดท่านพี่ของข้า  ขลุ่ยธรรมดามันง่ายไป ...ขลุ่ยใบไม้ดีกว่า...นะ นะ ท่าน....ท่านพี่ชานยอล..สอนข้าหน่อยนะ”

            มือน้อยเขย่าแขนเขาแรง  หน้าสวยจดจ่อ...ตั้งใจ

          แพคฮยอนเอาแต่ใจตัวเองก็จริง แต่ใช่ว่าเจ้าตัวจะรู้จักแค่รอให้ผู้อื่นเอาใจ

          “นะ..สอนข้าที...ท่านพี่ชานยอล

เด็กหญิงยังฉลาดพอที่จะเอาใจผู้อื่นด้วย

 

 

 

            “องค์หญิงเพคะ ... เสด็จไหนแล้วเพคะ! เจ้าไปทางโน้นซิ  ตายล่ะ... ทำไมหายไปเร็วอย่างนี้นะ ”

            ฮวางซังกุงรีบสาวเท้าไปรอบ ๆ อุทยาน       สีหน้าแตกตื่น  ...  ซังกุงสาวใช้ที่เหลือก็ต่างช่วยกันค้นหาองค์หญิงที่เสด็จลับสายตาไปเมื่อครู่ด้วยเช่นกัน แต่ละคนปาดเหงื่อพลางสอดส่ายสายตาค้นหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  เสียงตะโกนเรียกพระยศดังลั่นจนหน้าสวยย่นยู่

            แต่ฮวางซังกุงก็ยังคงเป็นฮวางซังกุง.... นางเป็นสาวชาววังที่มีหูตากว้างไกลเฉพาะเรื่องของ ชาววัง   หากสำหรับเรื่องที่ผิดแผก หรือแตกต่างไปจากปกติอย่างที่วรองค์เล็กทรงกระทำอยู่บ่อยครั้งก็ยังอยู่เหนือการคาดเดาของนางอยู่ดี

            ถ้ารู้จักพระองค์ดี... อย่างน้อยก็ควรเงยหน้าขึ้นมามองเบื้องบนบ้างสิ

            ไม่ไหวจริง ๆ ฮวางซังกุง...

            “เสียงดังขนาดนี้...ดอกไม้ของข้าตกใจไม่ยอมบานกันหมด” ตรัสเสียงขุ่นขณะที่พระโอษฐ์บึ้งตึง

ผู้เฝ้ามองแอบลอบยิ้มกับร่างที่ประทับอยู่ไม่ห่าง เหนือกิ่งไม้แข็งแรงที่ทอดออกห่างจากลำต้น หัตถ์เรียวบางเกาะเกี่ยวกิ่งเล็ก ๆ ข้างพระองค์หลวม ๆ  และปล่อยให้พระเพลากวัดแกว่งอย่างอิสระกลางอากาศ  ไม่ทรงพระวิตกใด ๆ กับความสูงเหนือพื้นดินหลายช่วงตัวนี้เลยแม้แต่น้อยต่างจากสตรีทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

            “ใช่จะโทษเพียงนางเหล่านั้น  ผู้เป็นต้นเหตุแห่งเสียงก็มีความผิดด้วยนะกระหม่อม....”

            เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ยเรียบเฉย...  ดวงตาคมจับจ้องดวงพักตร์ที่ค้อนขวับทันที  โอษฐ์บางขบเม้มแน่นสนิทจนเขากลัวเหลือเกินว่าจะช้ำจนห้อพระโลหิต

            “หมายถึงท่านสินะ....ต้นเหตุแห่งความผิดทั้งปวง! ท่านปาร์ค ชานยอล”

            เจ้าของชื่อเลิกคิ้ว.... ทูลถามกลับ

            “กระหม่อมรึ? .... ความผิดของกระหม่อมคืออะไร ขอทรงอธิบาย”

            “ไม่รู้ล่ะ...ความผิดท่าน...ความผิดของท่านทั้งหมด รู้ไว้ด้วย” สุรเสียงอ่อนหวานชัดเจน  พระพักตร์สดใสหันกลับมายังอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ห่าง “อยู่ ๆ ก็เรียกข้ามา  ตกใจแทบแย่”

            “กระหม่อมเรียกพระองค์ตอนไหน...  แค่เป่าใบไม้เล่นเฉย ๆ”

            ชายหนุ่มทูลตอบตามความจริง  ... แม้จะโทษตัวเองอยู่ไม่น้อยที่พลั้งพลาดด้วยการตอบรับเสียงเป่าใบไม้แรกนั้นไปด้วยเพลงที่คุ้นเคย   แต่ที่น่าตกใจคือเพียงเขาลดมือจากใบไม้สีเขียวที่ใช้แทนขลุ่ย  ภาพที่ปรากฏเบื้องล่างก็คือพักตร์ที่ประดับด้วยรอยยิ้ม และเนตรงดงามสะท้อนประกายใสวับ....

            จับตา....ไม่เคยเปลี่ยน

            “ท่านพี่...ท่านพี่ชานยอล” สุรเสียงแผ่วหวิว รับสั่งชื่อของเขาชัดเจน... ก่อนที่วรกายคล่องแคล่วจะป่ายปีนขึ้นมาบนกิ่งไม้ใหญ่อย่างรวดเร็วจนเขาแทบไม่อยากเชื่อ

            ไม่คิด.... ว่าเพลงนั้น จะยังคงมีความหมายอยู่ถึงทุกวันนี้

....ใบไม้หวิวพลิ้วหวานมานานเนิ่น                   

พระพายเชิญโบกสะบัดไม่พักผ่อน

เพลงขลุ่ยครวญหวนไห้ใจอาวรณ์          

ขับขานกลอนถอนหทัย...ไม่ร้างรา

 “อย่าปฏิเสธ.... ท่านไม่เคยเป่าเพลงใบไม้ครวญเล่น ๆ  ทุกครั้งที่ท่านเป่า....ท่านกำลังเรียกข้า” ทรงแย้ง นาสิกงามย่น และเชิดใส่เขาอย่างเง้างอน  “คิดว่าข้าจำไม่ได้หรือไง... ข้าจำได้หมดนั่นแหละ ทุกอย่างเกี่ยวกับท่าน คิดว่าข้าเป็นคนลืมง่าย ๆ หรือไงท่านปาร์ค ชานยอล!!!

            กระแสรับสั่งนั้นทำให้เขาหัวเราะลั่น ....ฝ่ามือหนาเอื้อมไปตั้งใจจะวางบนพระเศียรได้รูปสวยอย่างเอ็นดูเหมือนที่เคยทำ...

.... ไม่สิ เหมือนที่เคยทำได้

ทว่า...ภาพของพระตำหนักพระชายาสวยตระหง่านที่อยู่เบื้องหลังคล้ายจะตอกย้ำให้เห็นถึงสถานะอันแตกต่าง พลอยทำให้เขาต้องลดมือลงก่อนที่อีกพระองค์จะทันทอดพระเนตรเห็น

เมื่อแตกต่างเช่นนี้...ก็ควรเจียมตัว.... เจียมตน

เพลงขลุ่ยครวญหวนไห้ใจอาวรณ์          

            โชคดีของเขา....ที่องค์หญิงน้อยยังไม่ทันได้รับรู้ความหมายที่แท้จริงของเพลงใบไม้ครวญ  โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย ...ที่เขาไม่เคยถวายการสอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เพลงใบไม้เศร้าสร้อยคร่ำครวญหา

ขับขาน..ไขว่คว้า ยอดดวงใจ

แม้ดวงตาหม่นเล็กน้อย..  หากชานยอลเรียนรู้ที่จะซ่อนความเศร้าสร้อยได้อย่างมิดชิดมาตลอดชีวิต ริมฝีปากอิ่มจึงคลี่ออกอวดฟันขาวสะอาดที่เรียงเป็นระเบียบและดวงตาขี้เล่น

            “ทรงจำได้ด้วยหรือ....  จำเพลงใบไม้ครวญของกระหม่อมได้ด้วยหรือ?

            “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ” ตรัสเบา  เนตรงามบอกชัดว่ากำลังขุ่นพระทัย ก่อนรับสั่งต่อไป  “ใช้คำพูดปกติกับข้าก็ได้  ยังไงข้าก็ยังเป็นศิษย์ของท่านเหมือนเดิม”

            ใบหน้ากลมกลึง...เกลี้ยงเกลาราวรูปสลักวาดยิ้มจาง ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำ  ขณะทูลตอบด้วยความเจียมตน...

“หามิได้... คนไร้บ้านอย่างข้าหรือจะอาจเอื้อมเป็นพระอาจารย์ของพระองค์”

            “ท่านพี่ชานยอล!!!”พระกรเล็กฟาดแขนใหญ่ที่ยึดกิ่งไม้ข้างตัวเป็นหลักให้ตัวเอง

            “โอ๊ย! องค์หญิง...กระหม่อมเจ็บ”

“ไม่เจอกันไม่กี่ปีทำตัวห่างเหินกับข้าเหรอ!!! กล้าเหรอ”  สุรเสียงแหลมเล็กตรัสดัง พระเนตรขุ่น.... บอกให้รู้ทรง กริ้ว มากกว่าทุกครั้ง ...

ถ้าเป็นคนอื่น...คงไม่เข้าใจ  แต่เขาเรียนรู้พระอารมณ์นี้มานานเกินกว่าที่จะมองไม่ออก   

พระอาการเช่นนี้... หากเป็นคนอื่น คงพาลคิดไปว่าองค์หญิงกำลังโกรธ.... ขุ่นเคือง  หรือไม่พอพระทัยตนอยู่

คงไม่มีใครคิดว่าพระองค์กำลังน้อยพระทัย..

น้อยใจข้าอยู่หรือองค์หญิงน้อย 

ไม่น่าเชื่อ...ว่าจะยังทรง...คิดถึงกันอยู่

            ครั้งสุดท้ายที่พบกัน... วรองค์บอบบางยังคงอยู่ในชุดฮันบกสีสดใส  รอยแย้มโอษฐ์สวย และเนตรพราวระยับยังคงงดงามไม่ต่างจากตอนนี้... จะมีเปลี่ยนไปบ้างตามพระชันษาที่เจริญขึ้น หากในสายตาของเขา นาง กลับไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป           

            สามปีแล้ว...  แพคฮยอนจอมซนในวันก่อน ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง... แม้กระทั่งทักษะการปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วนี่ด้วย 

ยังคงเป็นแพคฮยอนคนเดิมของเขาอยู่เสมอ

            เด็กหญิงร่างเล็ก คล่องแคล่ว ฉลาด ช่างพูด แต่หงุดหงิดง่ายมักขว้างค้อนคม ๆ ผ่านดวงหน้างอเง้า และดวงตาเขียวปัดให้เขาทุกครั้งที่เผลอพูดจาขัดหูนาง  ทว่า...ยิ้มแต่ละครั้ง...กลับขโมยหัวใจคนมองไปได้อย่างน่าประหลาด

            เขาเฝ้ามองภาพความเป็นไปในวังหลวงบนต้นไม้ใหญ่นานพอสมควร...ก่อนจะได้ยินเสียงเป่าใบไม้แว่วหวิวผ่านหู  ความทรงจำไหลบ่าเข้ามาทะลวงหัวใจที่ปิดตายของเขาอีกครั้งหนึ่ง

            โดยเฉพาะเวลานี้... ตอนที่ นาง อยู่ตรงนี้.... นั่งห้อยขาบนกิ่งไม้ วาดยิ้มทั้งปากและตา พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วสนทนากับเขาเหมือนวันก่อน  ...

            ทะเลาะบ้าง... หงุดหงิดบ้าง  โต้เถียงกับเขาบ้าง

            เป็นความสัมพันธ์ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของเด็กหนุ่มที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าและอยู่ในป่าเสมือนหนึ่งว่ามีต้นไม้เป็นบ้าน  กับเด็กหญิงที่เป็นลูกสาวคนสุดท้องของตระกูลใหญ่

            ไม่มีใครรู้.... และไม่มีใครล่วงเข้ามาแยกทั้งสองได้

 ...กระทั่งวันนั้น

          “ขอประกาศให้พยอน แพคฮยอน ธิดาแห่งราชบัณฑิตพยอน  เป็นองค์หญิงรัชทายาทแห่งโชซอน  เซจาบิน...พระชายาขององค์ชายรัชทายาท จงอิน ณ บัดนี้ ...... ขอประกาศให้พยอน แพคฮยอน ..........”

ยังคงจดจำ... จังหวะที่หัวใจหยุดเต้น   ยามได้ยินเสียงประกาศดังกึกก้องทั้งเมือง 

ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า

ขบวนแห่แหนยิ่งใหญ่... จากวังหลวง

แม้ไร้เงาสตรีผู้ถูกเลือก หากการมองผู้ถือราชโองการกำลังถ่ายทอดพระหัตถเลขาขององค์เหนือหัวด้วยเสียงอันดังกลับมีค่าไม่ต่างกับได้เห็น พระชายา

เสียงแซ่ซ้อง สรรเสริญดังแว่วมาเป็นระยะ ... การแต่งตั้งพระชายาขององค์รัชทายาทถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะนั่นหมายความว่า... อนาคตของประเทศในภายภาคหน้าจะมาจากเลือดเนื้อของชาวเมืองอันดง

น่าภาคภูมิใจ...

ฆ้อง ระฆัง... ขลุ่ยและเครื่องดนตรีในราชสำนักอีกหลายชนิดถูกบรรเลงขึ้นท่ามกลางความปิติของคนทั้งเมือง

            “เจ้ารู้...ว่าข้ารู้สึกยังไง  เจ้ารู้...  ว่าข้าต้องการนาง”

เสียงกรีดร้องบ้าคลั่งด้วยความเสียใจแทรกผ่านเสียงประกาศที่ดังแว่วมา  ยามสดับเสียงเพลงยินดีกึกก้อง ลมหายใจก็ราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปทรมานให้หัวใจแหลกสลาย

          “.....ไม่มีทางเลือก... ไม่มีอีกแล้ว” ใบหน้าของผู้เอ่ยประโยคนั้นเศร้าสร้อย ... ลมหายใจสะท้อนลึกด้วยความรู้สึกผิด... และเจ็บปวดไม่แพ้กัน 

          แม้รักทั้งสอง... หากทางที่เลือกได้มีเพียงหนึ่งเท่านั้น...

            เขาต้อง เลือก หนทางที่ดีที่สุด....เพื่อคนที่สำคัญที่สุด

            “ตำแหน่งขององค์หญิงพระชายา  จะช่วยปกป้องให้แพคฮยอนปลอดภัย”

            ผ่านไปนานแล้ว....นานเกินไปแล้ว  แต่ก็ยังรู้สึกอยู่เสมอ

            ยิ่งมองดวงพักตร์ที่เจริญวัยขึ้นจนงดงามไม่มีที่ตินี้  ก็ยิ่งทำให้ลมหายใจสะท้อนลึก แม้จะอยู่ในชุดซังกุงที่คงจะหยิบมาสวมใส่ด้วยความซุกซนเหมือนเด็ก ๆ ... แต่รัศมีความสง่างามยังแผ่กระจายล้อมรอบวรองค์เล็กบางอย่างชัดเจน

            นางของเขา กลายเป็นสตรีสูงศักดิ์ไปเสียแล้ว ....

ชานยอลหัวเราะลั่นเพื่อ ซ่อน...และกลบ ความเศร้าหมองในดวงตาให้ลบเลือนไป...

            “ไม่ได้เจอกันนาน... เกือบสี่ปีแล้ว...  ขลุ่ยใบไม้ของเจ้า  ยังฟังดูร่าเริงไม่เปลี่ยนเลยนะ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเบาด้วย ภาษา ที่คุ้นเคย...อย่างที่อยากจะพูดมาตลอด

            เขารู้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่าแพคฮยอนไม่เคยเปลี่ยน ...แต่ ฐานะที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เขาไม่อาจทำตามใจตัวเองได้อีก

            “แล้ว... ทำไม ” พระขนงขมวดยุ่ง  พักตร์ยังไม่คลายกังวล  “ขลุ่ยใบไม้ของท่านพี่ฟังดูน่าเศร้านักล่ะ”

            ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มอยู่เสมอค่อยคลายลงโดยที่ชานยอลแทบไม่รู้ตัวเองเมื่อฟังกระแสรับสั่งนั้น

          .....พ่ายแพ้.... 

ไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไร  หัวใจก็ยังคงพ่ายแพ้ให้กับนางเสมอ

            “ที่เศร้า  คงเพราะขลุ่ยใบไม้ กำลังคิดถึงแพคฮยอนของข้าเมื่อหลายปีก่อน...”  ลูกแก้วดำขลับภายในดวงตาสวยสะท้อนประกายลึกซึ้ง...เจ็บปวด และทรมานสุดหัวใจ

            “ท่านพี่...”

            “ไม่น่าเชื่อนะ....”  

            ชานยอลแอบเข้ามาที่นี่หลายครั้ง... ซุกซ่อนตัวเองอยู่เบื้องบน เพื่อเฝ้ามอง...

และคงทำได้เพียงเฝ้ามอง

ยามที่จับจ้องวรองค์ในชุดทังอีสวยประดับลวดลายด้วยเส้นไหมสูงค่าบ่งบอกฐานะและ ศักดิ์ ของผู้สวมใส่ ผู้จ้องมองก็ทำได้เพียงก้มหน้ามองใบไม้แห้งที่กำลังถูกเหยียบย่ำอย่างน่าสงสารเบื้องล่าง

            ดอกไม้กลีบบางที่เคยเฝ้ารอด้วยความหวังจะเชยชมยามแย้มกลีบบาน... ถูกนำพาไปยังจุดที่เขาเอื้อมมือไม่ถึงเสียแล้ว

            แม้งดงามเพียงใด ก็ไม่อาจไขว่คว้า 

ทั้ง ๆ อยู่ตรงหน้าแต่กลับรู้สึกว่าไกล  ไกลจนไม่อาจก้าวเข้าไปโอบประคองร่างกายบอบบาง ... หรือแม้กระทั่งจับจูงหัตถ์น้อยได้อย่างที่ใจต้องการอีกแล้ว....

          “ไม่คิดมาก่อนเลยว่าองค์หญิงน้อยของข้า จะกลายเป็นพระชายาที่งดงามเพียงนี้ได้”  

 

คงเป็นชะตากรรมที่ทำให้ไม่อาจลืมเลือนความรักที่มีต่อเด็กหญิงแสนซนผู้มีรอยยิ้มสดใสผู้นั้นได้  

ชะตากรรมที่ทำให้ความรักกลายเป็นสิ่งต้องห้าม

เมื่อสตรีเดียวที่รัก  ได้ดำรงตำแหน่งในฐานะเซจาบิน  พระชายาขององค์ชายรัชทายาทองค์ปัจจุบัน

และเป็นชะตากรรม.....ที่ทำให้คนสิ้นวาสนาเช่นเขา ต้องทนเจ็บปวดกับความผิดหวังอยู่ร่ำไป 

                                                พวงบุษบาคลี่แย้ม            แรกพิศ   เพียงมอง

                                    งามยิ่งงามชวนจิต-                     ประพัทธ์

                                    หอมกลีบกลิ่นตรึงติด                   คันธ   รสนา

                                    คิดใฝ่ใจกระหวัด                         จึ่งเฝ้าคนึงหา

            “...เจ้าแน่ใจนะ...ชิน” สุรเสียงทุ้ม ...ห้าว ตรัสเบา   หัตถ์ที่ซ่อนไว้เบื้องหลังกำผืนผ้าสีขาวไว้แน่น...

            ผ้าปักลายดอกไม้ที่เจ้าของละเลยที่จะตรวจสอบก่อนเดินกลับพระตำหนัก  คงร่วงหล่นตอนที่กระโดดตามแมวเหมียวลงมาจากบนต้นไม้ไม่ต่างจากลิงน้อย  และทิ้งไว้ให้พระองค์ต้อง เหนื่อย กับการเสด็จมาคืนให้  

          “ทูลลาเพคะ ...ชอฮา!” นึกถึงพักตร์งามงอเง้า...สะบัดเสียงและหันหลังให้พระองค์อย่างไม่กลัวพระอาญา

          อันที่จริง... พระองค์ก็ไม่เคยถือสานางได้อยู่แล้ว  พระชายาแพคฮยอนเหมือนน้องคนสุดท้องของราชวงศ์....  ต่อให้พระองค์กริ้วโกรธนางแค่ไหน  สุดท้าย กระแสรับสั่งอ่อนโยนของพระมเหสีก็จะทรงปกป้องนางได้ทุกครั้ง

          เซจาบินยังเด็ก...องค์ชายอย่าทรงถือสาเลยนะเพคะ แม่ขอร้อง...

          พระพักตร์คลายลงเล็กน้อยเมื่อดำริถึงเจ้าของผ้าในอุ้งพระหัตถ์  ก่อนทรงถอนพระหทัยลึก  เมื่อราชองครักษ์กราบทูลสิ่งที่ทรงสงสัย

            “ไม่ผิดแน่ กระหม่อม...”

            “งั้นช่วยสืบต่อได้ไหม...  ขอเรื่องที่เกี่ยวกับ.... นั่นด้วย” พักตร์คมเชิดขึ้น บอกให้ราชองครักษ์ประจำพระองค์ทราบว่าหมายถึงสิ่งใด ... ชิน ก้มศีรษะเล็กน้อย รับพระบัญชาอย่างว่าง่าย

            “กระหม่อมจะนำเรื่องกราบทูลให้เร็วที่สุด”

            “ไม่ต้องรีบก็ได้... ยังมีเวลา  ตราบใดที่เสด็จพ่อยังต้องต่อสู้กับเสนาบดีพวกนั้นอยู่... เราก็ยังมีเวลาที่จะหาข้อมูล”

            “กระหม่อม”

            องค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอน... ในรัชสมัยพระเจ้ามยองอินทรงพระสรวลเบาราวกับทรงประชดอะไรบางอย่างอยู่  ก่อนจะทรงถอนพระทัยลึก ...ยาว คล้ายหนักพระทัยกับภาพที่มองเห็นจากศาลาหน้าพระตำหนักพระชายาที่ตั้งอยู่สูงจนมองเห็นอุทยานดอกไม้ที่องค์หญิงโปรดปรานอยู่เบื้องล่าง

            “เจ้าว่าไหมชิน....” 

            แม้จะไกล ...หากทุกภาพเหตุการณ์ปรากฏต่อหน้าสายพระเนตร...

          “นางดูมีความสุขนะ....สุขกว่าตอนเจอข้าซะด้วยซ้ำ

บุปผาในอุทยานต้องห้าม

จะมีใครเด็ดมาชื่นชมได้ นอกจากเจ้าของโดยชอบธรรม

หากคำถามคือ...

ความชอบธรรมนั้นคืออะไร ?

|||

 



[i] ในราชวงศ์โชซอนแบ่งชนชั้นโดยมีกษัตริย์อยู่ยอดปิระมิด   แบ่งออกเป็น ๔ ชนชั้น คือ ๑.ชนชั้นยังบัน แปลว่าสองชนชั้น ประกอบด้วยมุนบัน ชนชั้นปราชญ์ คือขุนนางฝ่ายบุ๋น และมูบัน ชนชั้นนักรบ คือ ขุนนางฝ่ายบู๊ ๒. ชนชั้นจุงอิน หรือชนชั้นกลาง คือกลุ่มคนที่เป็นลูกจ้างของทางราชการ มีอาชีพสี่อย่างคือ ล่ามแปลภาษา นักกฎหมาย แพทย์(ชาย) และโหรหลวง  ๓. ชนชั้นซังมิน คือสามัญชนทั่วไป คือชาวนา ชาวไร่ กรรมกร ชาวประมง   และ ๔. ชนชั้นชอนมิน เป็นชนชั้นต่ำที่สุดในโชซอน เพราะถือกันว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คน ทางการจะเป็นคนควบคุมชนชั้นนี้เสมือนสิ่งของชิ้นหนึ่ง เป็นสมบัติที่ซื้อขายกันได้ มักจะเป็นทาส หรือประกอบอาชีพที่คนดูถูก เช่น คนฆ่าสัตว์ นักแสดงกายกรรม ผู้หญิงอาจจะเป็นมูดัง(ร่างทรง) คีแซง (นางโลม) และอึยนยอ(แพทย์หญิง)     

:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #456 MayD'astra (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 18:51
    เข้ามาอ่านเพราะไคแบค แต่ตอนนี้ทำเราสะเทือนใจจนน้ำตาแทบตกเลยค่ะ เราอินกับพาร์ทของชานยอลมาก
    ทั้งๆที่เราไม่ชิปชานแบคเลยซักนิดเดียว แต่อ่านแล้วสงสารยอลจับใจเลย ฮือออออ
    อ่านแล้วนึกถึงนิยายแนวลิเกฝรั่งของทมยันตี แต่อันนี้เป็นโชซอน555555
    #456
    0
  2. #375 lavani (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 21:57
    (ノ><)ノ
    ใครๆ ก็แกล้งเซจาบินอ่ะ 55555
    มองเห็นเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลย คนอ่านอ่านแล้วยังเอ็นดูเลย ให้ตายเสะะ
    / สงสารท่านชานยอล
    เคยเล่นด้วยกัน อยู่ใกล้กัน ผูกพันธ์ และแอบชอบเงี้ย 
    แล้วมาวันนึงนางต้องไปเป็นของคนอื่นงี้ หมดใจไปเลยป่ะว้า...(TヘTo)
    อ่อม... คนอ่านจะอินไปไหมมมม ? 555555555555555
    มันน่าสงสารแบบปวดร้าวเลยล่ะ ไม่แม้แต่จะได้บอกอะไรเลยด้วยซ้ำ..
    #375
    0
  3. #344 uuika (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 18:16
    หนูชอบแนวพีเรียดเพราะไรท์อ่ะพูดเลย ><
    #344
    0
  4. #324 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 15:10
    ท่านพี่ชานยอลน่าสงสารมากค่ะ
    #324
    0
  5. #292 oommyhippyty (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มีนาคม 2557 / 02:09
    เง้อออออ ขอเม้นอีกรอบ เมื่อกี๊มันไปไม่หมดเม้นไว้ยาวมากเลยนะ ทำไมมันส่งไปแค่นั้น TT

    จะบอกว่า ตอนแรกจะหวีดชานแบคละชอบ แต่พอจงอินโผล่มาก

    ก็ยิ่งชอบตอนที่ตัดไปเป็นจงอินกำลังมองเห็นแพคฮยอนกำลังมีความสุข

    แล้วยังไม่ตัดพ้อลอยๆว่า เขาดูมีความสุขมากกว่า คือระะ??? อย่าปากแข็งน๊า แต่อย่าเพิ่งรู้ใจอะไรเลยเดี๋ยวจบไว TTTTTT

    เราจะบอกว่า วางฉากและบทได้ลงตัวมากเลย ชอบทุกอย่าง แล้วก็เอ็นดูองค์หญิงเหมือนกับที่ทุกคนรู้สึก

    องค์หญิงเป็นสาวน้อยที่นิสัยน่ารักน่าแกล้งให้แว้ดเสียงดังๆแล้วอยากจะหัวเราะใส่นางมากๆ

    หลงรักองค์หญิงเข้าให้แล้วนะ นี่แค่ตอนที่สองเองไม่ใช่เหรออออ นางดูงดงามเลอค่าน่าปกป้องที่สุด

    ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ สิ่งที่เป็นไปก็เป็นเพียงแค่ฐานะ ทุกอย่างยังคงเดิม

    นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนหลงรักนางสินะ TT เรื่องนี้เปิดท่านพี่ได้หล่อมาก หล่อโค่ด

    ดูเป็นพระเอกที่ไม่อาจเอื้อมไปหานางเอกได้เลย ฐานะอะไรก็ไม่ได้ดีพอไปเทียบได้ น่าสงสารอยู่นะ

    โอเคเลยนะ ตอนจบคู่กับใครก็ได้ เชียร์หมด น่ารักไปอีกแบบ แต่รอคอยฉากที่ชายหนุ่มสองคนไฝว้เพื่อสาวน้อยคนนี้อยู่น๊า



    ภาวนาอย่าให้เด็กดีป่วง ให้เม้นอีกรอบก็ลืมหมดละว่าหวีดอะไรไปบ้างนะ ฮื้อ 55555555555555555

    #292
    0
  6. #291 oommyhippyty (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มีนาคม 2557 / 01:54
    โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    จะหวีดชานแบคซะหน่อยนะคะตอนนี้ เจอองค์ชายโผล่มาทีนี้ก็ O<



    อ่านไปเรื่อยๆ แล้วไม่มีสับสนซับซ้อนอะไรมากมายถึงจะมีปมอะไรเที่ยังไม่เฉลยก็เถอะ

    ลงรายละเอียดกับทุกเรื่อง เราก็ตั้งใจอ่าน แต่กลัวจะไม่ได้เก็บละเอียดมาก เพราะว่ามันอ่านได้ไหลลื่นจนไม่ได้คิดอะไรเลย

    กำลังจินตนาการและรู้สึกร่วมด้วยไปอย่างเดียว แฮ่ ชอบองค์หญิงมาก

    มันต้องสนุกมากแน่ๆเลย นี่จะตีสองแล้ว เราจะได้นอนเมื่อไหร่กันน๊าาาา TTTTTTTTTT นี่เม้นอะไรไม่รู้ป่วงมากๆ

    ดีน๊า ที่มาอ่านทีหลัง ถ้าต้องรออัพนี่ต้องแย่แน่ๆ ไปอ่านต่อละ >
    #291
    0
  7. #253 รับผ่าหมาออกจากปาก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 20:16
    เอื้อมเท่าไหร่ก็ไขว้คว้าไว้ไม่ได้สินะ..
    ท่านชานยอล..ผู้น่าสงสาร..
    บางสิ่งบางอย่างถึงจะเรียกคืนมากแค่ไหน..
    ก็ไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมได้หรอก..
    บางอย่างมันก็เปลี่ยนไปแล้ว..
     
     

    ปล. แหม่..
    เหมือนจะออกตัวว่าเชียร์องค์ชายจงอินมากกว่า
    ท่านชานยอลแล้วสินะเรา..
    ๕๕๕๕๕๕ '
     
    #253
    0
  8. #208 Windy Boy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 02:10
    กรีดร้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ตอนนี้เป็นตอนเปิดตัวท่านพี่ชานยอล ขอบอกว่าเขียนและวางบทได้ดึงดูดและโดดเด่นไม่แพ้ตอนที่แล้วที่เปิดตัวองค์รัชทายาทจงอินเลยค่ะ ที่แท้ท่านพี่ชานยอลก็เป็นเพื่อนสมัยเด็กหรืออาจารย์สอนเพลงใบไม้นี่เอง ชานยอลดูเป็นคนอบอุ่น อ่อนโยนและละเอียดลออจัง อาจจะเป็นเพราะว่าถูกแม่เลี้ยงมา ไม่ได้อยู่กับพ่อหรือเปล่านะ แต่ในความอ่อนโยนนั่นก็แฝงไปด้วยความซุกซนตามประสาเด็กผู้ชายอยู่เหมือนกัน เจ้าเล่ห์นิดๆ แต่สุดท้ายก็ยอมให้องค์หญิง ถ้าพ่อชานยอลยังอยู่แท้จริงแล้วชานยอลจะเป็นรัชทายาทหรือเปล่า แม้ว่าบทจะไม่หวือหวาหรืออลังการเท่าจงอินแต่ก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกของตัวละคร คิดถึง อยากเจอแต่กลับเอื้อมมือไปไขว่คว้าไม่ได้ ก็ในเมื่อดอกไม้แสนบริสุทธิ์ที่เคยรู้จักเมื่ออดีต ในวันนี้กลับกลายเป็นดอกไม้ต้องห้ามไปแล้ว อ่านถึงตอนที่สำนักราชวังประกาศแต่งตั้งแพคฮยอนเป็นพระชายาแล้วจะร้องไห้ รู้สึกเสียใจแทนชานยอล แม้จะเป็นตอนเปิดตัว ตอนแรกของชานยอลแต่ทำไมนะถึงได้รู้สึกคล้อยตามได้ขนาดนี้ อาจจะเป็นทั้งภาษาสละสลวยงดงาม บท เนื้อเรื่อง และการดำเนินเรื่องรวมๆ แล้วลงตัวพดิบพอดี ก่อนจบตอนไรเตอร์ได้กล่าวถึงฝั่งจงอินแม้จะมีเนื้อเรื่องไม่มากแต่ก็แฝงความรู้สึกของจงอินลงไปไม่น้อย ภาพที่เห็นนั่นกำลังทำให้น้อยใจองค์หญิงหรือเปล่านะ คิดว่าจงอินเองก็ให้ความสนใจกับองค์หญิงไม่แพ้ชานยอลหรอก แต่อาจจะแสดงออกต่างกันเท่านั้นเอง ก็ในเมื่อจนกันทีไรต้องทะเลาะกันทุกทีใครจะแสดงออกว่ารู้สึกยังไงได้เล่า ชอบเรื่องนี้มากๆ ค่ะ ปรบมือให้ไรเตอร์และทีมงานรัวๆ สู้ๆ นะคะ

    ขอตินิดนึงนะคะ ตรงประโยค "สุรเสียงแหลมเล็กตรัสดังพระเนตรขุ่น...บอกให้รู้ว่าทรง 'กริ้ว' มากกว่าทุกครั้ง" จริงๆ แล้วห้ามใช้ "ทรง" นำหน้า "กริ้ว" ซึ่งเป็นคำราชาศัพท์อยู่แล้ว แต่ถ้าหากรีดเดอร์คนนี้เข้าใจอะไรผิดพลาดขออภัยด้วยค่ะ

    ป.ล.ตอนที่แล้วบอกไรเตอร์ว่าเชียร์จงอินสุดพลังมาตอนนี้เราเบนเข็มมาเชียร์ชานยอลซะแล้ว(เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ) หนักใจและกลุ้มประหนึ่งตัวเองเป็นองค์หญิง 555555555555555555555555555555555555555555555555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 26 ธันวาคม 2556 / 02:15
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 26 ธันวาคม 2556 / 02:24
    #208
    0
  9. #206 ไอ่โบกี้! (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2556 / 22:46
    สงสารองค์ชายชานยอล แต่จะทไวได้ .... ฮือออ
    #206
    0
  10. #197 u_turn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2556 / 22:01
    ท่านพี่ชานยอลของข้า ไม่ใช่และ

    แอบสงสารชานยอลอ่า โอ๊ย แต่จงอินเห็นด้วยหรอเนี่ย

    ชานยยอลนี่เป็นองค์ชายมาก่อนใช่มั้ย แล้วเกี่ยวอะไรกับจงอินหรือเปล่า

    เรื่องมันซับซ้อน...
    #197
    0
  11. #143 BB_Yok (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2556 / 16:53
    ท่านพี่ชานยอลมาแล้วววววววว



    แต่เหมือนองค์ชายจงอินจะน้อยใจเลยนะ
    #143
    0
  12. #63 ShawolBB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2556 / 15:03
    พี่ชานหล่อม้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (ก.ไก่ล้านตัว)

    หล่อและละมุนมาก เค้ามาม่ามาอีกแล้ว

    ชอบตั้งแต่เซจาบินไปสอยผ้าในป่าแล้ว ฮรือออ แล้วเจอกันนี่แบบอะไร ทำไมน่ารัก

    ท่านพี่ชานยอล สเปเชี่ยลมากอะพระราชาในป่า(ตามที่คิดเรื่องไว้ในใจ จะใช่ไหม555)

    มันละมุนละไมบอกไม่ถูก สงสารด้วยเบาๆ เขี่ยองค์ชายดำออกไปสักพัก หล่อจริงๆหลงเลยจริงๆ

    แล้วชอบกว่าอีกคือตอนที่เป่าขลุ่ยใบไม้เหมือนเป่าเรียก

    เฝ้ามองจากเบื้องบน ฐานะที่ไม่อาจเอื้อม แล้วก็นึกเองว่าซัมติงอินเดอะฟิวเจอร์นางจะเอากลับคืน #พิมพ์อะไรน่ะ

    ชอบแบบนี้ มันหน่วงมาก รักดราม่า องค์ชายดำคือนางเจ็บปวดใช่ไหม

    เซจาบินสิงบนต้นไม้ใกล้พี่ชาน ฮรือออออออ เลือกสงสารไม่ถูก

    ชอบมากพี่นิ่มไม่รู้จะพูดยังไง เฟบไว้นานมากเพิ่งได้อ่าน



    แค่บอกว่าให้กำลังใจดูเหมือนๆคำพูดทั่วไปแต่ก็ไม่รู้จะพูดคำไหนไปกว่านี้

    อ่านเรื่องนี้เห็นจริงๆว่าทุกอย่างละเอียดมาก



    ไฟท์ติ้งค่ะ



    #63
    0
  13. #49 bam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2556 / 16:54
    แอบสงสารยอลอ่ะ ได้แต่เฝ้ามอง น้องแพค

    จงอินเห็นด้วยเหรอเนี่ย

    เรื่องมันซับซ้อนอยู่นะ ยอลเป็นองค์ชายมาก่อนเหรอ

    ติดตามๆ
    #49
    0
  14. #46 Renoir92 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 15:19
    ท่านพี่ชานยอลหล่อจังงง ชอบตอนบรรยายถึงชานยอลอะค่ะ
    อ่านแค่นั้นก็หลงละจริงๆ แล้วนึกหน้าตามไปด้วยละแบบ โอยยย ชายปาร์คหล่อมั่กกก
    ฉากที่เจอกันครั้งแรกก็น่ารัก โฮฮฮ ไม่รู้จะเทคะแนนไปฝั่งใครดีเลยค่ะ
    ชอฮากับท่านพี่ชอบแกล้งองค์หญิงเหมือนกันเลย น่ารัก แงงง

    ชานยอลต้องเคยจะได้เป็นองค์ชายรัชทายาทใช่มั้ย เหตุการณ์ในวันนั้นใช่มั้ยที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน
    ซากพระตำหนักที่โดนเผาเคยเป็นของพระเชษฐาของท่านพ่อจงอินใช่หรือไม่ ; - ;?
    ปมคือเพราะอะไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น ทำไมชานยอลต้องหนี ถ้าเกิดมีคนรู้ว่ามีขลุ่ยนั้นอยู่ในมือ
    แล้วทำไมแพคฮยอนถึงไม่ปลอดภัย เหตุเกิดจากพวกเสนาบดีไม่รักดีรึเปล่า คือในหัวตอนนี้เดาเรื่องไว้หลายแบบมากค่ะ 5555

    อ่านถึงตรงชานยอลแกล้งถวายบังคม .. ทว่า ใครจะรู้อนาคต ... แล้วขนลุกเลย ไม่รู้ทำไม
    ฮืออออ ตอนแบคเรียกท่านพี่ชานยอลอีก โอย คือเราชอบอ่านหรือชอบดูอะไรที่แบบย้อนไปตอนวัยเด็ก
    มันน่ารัก ละมุน ไร้เดียงสา แล้วพอไล่อ่านมาเรื่อยๆถึงตอนที่เป่าเพลงใบไม้ครวญ องค์หญิงถึงกับรีบมาหาท่านพี่ชานยอล
    ถึงพารากราฟนี้แล้วน้ำตาคลอเลย เหมือนกับว่าทั้งคู่ต่างก็รักกัน แต่ก็รักกันไม่ได้ T-T
    องค์หญิงน้อยชอบท่านพี่ชานยอลมากกว่าชอฮาแน่นอน
    น้อยใจล่ะสิ เห็นองค์หญิงน้อยมีความสุขมากกว่า 5555 สงสารพี่ปาร์คจุงงง

    อ่านสุดท้ายของตอนแล้วเจ็บแทนพี่ปาร์ค T-T
    บุปผาในอุทยานต้องห้าม จะมีใครเด็ดมาชื่นชมได้นอกจากเจ้าของโดยชอบธรรม โอยยยย
    หากคำถามคือ ความชอบธรรมนั้นคืออะไร? คือจงอินไงงง แงงง ใช่มั้ยคะ 55555555 สติแตกไปละ
    หรือมีอะไรมากกว่านั้นก็มิรุ รอติดตามตอนต่แไป สู้ๆนะคะ ชอบเรื่องนี้มากๆ ♥
    #46
    0
  15. #44 ppyoy. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 01:01
    ขอพื้นที่กรีดร้องไห้ท่านพี่ชานยอลกว้างๆ ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ; 0 ;

    ท่านพี่ชานยอลลลลลล พระเอกที่สุดในโลกกว้างๆ โอยยยยยยยย จู่ๆก็ต้องจากกันซะอย่างนั้น

    ในเรื่องมีประโยคปริศนาอีกแล้วว #หรืออ่านไม่แตกเอง ถถถถถถถถถถถ ทำไมแบคต้องไป ทำไมถึงปลอดภัยกว่าา

    มันจะเกี่ยวกับเรื่องที่องค์ชายกำลังจัดการจากตอนแรกมั้ยคะ . - . แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือมันดราม่ามาก

    ไปๆมาๆคือท่านพี่แอบรักองค์หญิงน้อยข้างเดียว? หู้ยยยยยยยย โถท่านพี่ ; - ; ท่านพี่อย่างพระเอกกกกก

    คือในใจแอบยุให้ท่านพี่แย่ง ๕๕๕๕๕๕ ไม่ได้ดิ่ ไม่ควรปะ ว้ากกกกกกกกกกกกกก ชานแบครักต้องห้าม พฮือ



    พระเอกจนตอนนี้องค์ชายแทบดูเป็นตัวร้าย #หื้ออออออ องค์ชายจะให้ชินสืบเรื่องอะไรเพคะ เรื่องปาร์คชานยอล?

    องค์ชายห้ามทำอะไรท่านพี่นะ #กางปีกปกป้องท่านพี่แม้ชีวิตจริงจะเมนคิมจงอิน องค์ชายหน่วงหรือหึงคะนั่น แหม่

    คิดไปเองหรือเปล่าว่าท่านพี่กับองค์รัชทายาทไม่ค่อยลงรอยกัน? องค์ชายจงอินถึงดูโกรธแบบนั้น?

    ยังไม่กล้าเดาเนื้อเรื่องต่อ ถถถถถถถถถ ติดตามตอนต่อไปนะคะ แต่ละตอนยาวม้ากกกกกก ปริ่มเบย ; w ;

    . ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะ :3
    #44
    0
  16. #43 .: bowlingz :. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 00:24
    ฮรือออออออ ชานแพคคืออัลไลลลล

    ท่านพี่ชานยอลแบบ น่าสงสารอ้ะ โฮรววว

    แต่แบบ..เข้าใจเราหน่อยนะ ท่านพี่ไม่ใช่พระเอกง่ะ #โดนฟาด 55555

    ท่านควรักนางมาก ;-; แล้วนางล่ะทคิดอะไรกับท่านพี่ชานยอลบ้างรึป่าวววว

    แล้วนี่องค์ชายจงอินมาเห็นแบบนี้อีก โง้ยยยย จิบ้าตายยย อยากจิทึ้งหัว

    ความดราม่ากำลังจะบังเกิดขึ้น ไม่นะ องค์ชายของเราเป็นพระเอกนะ

    ทรงน้อยอกน้อยใจขนาดนี้ รักนางอย่าวหมดหัวใจแล้วใช่มั้ย ฮรือออออ อินมาก

    รอตอนต่อไปนะคะไรท์เตอร์ มันจิหน่วงจิดราม่าอะไรก็จัดมาหนักๆเลยค่ะ ชอบบบ TTvTT
    #43
    0
  17. #40 ป๋ายคือของข้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 / 23:02
    พี่รู้มั้ย ว่านู๋อยากให้ถึงวันศุกร์เร็วๆ ใจจะขาดแล้ว T T



    ชานแบคนี่มีความลับใช่มั้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!?!?!



    ทำไมความละมุนเวลาชานแบคเจอกันมันออสโมซิสออกมาได้



    ท่านพี่ชานยอลคงรักพยอนมากอ่ะ มากฝุดๆ ฮร่อกกกกก



    แล้วชอฮาเนี่ย แอบรักเซจาบินยุชิม้อยยยยยยย!!



    ตอนท้ายมีแอบมาน้อยใจ



    โอ้ยๆๆ 3P สุดหน่วงของดาว ดาวจิไม่ทลลลลลลเพคะ TTOTT / *วิ่งไปกรรแสงในอุทยานต้องห้าม* //อิน



    เลือกไม่ได้ ฮร่อกกกกก



    คือกำลังแอบคิดว่าชานชานนี่เป็นลูกพี่ชายของพ่อชอฮารึเปล่า?!?



    แบบนั้นก็กลายเป็นว่าชายชานกับจงอินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วชายชานมีศักดิ์เป็นชอฮามาก่อน



    วรั้ยยยยยยยยยย!! จินไปไกลแล้วตรูว 555555555



    เค้าดราม่าบนบัลลังก์ลอยมาตุๆ อุอิ



    รอโมเม้นไคแบคอย่างใจจดใจจ่อ ฮรี่วววววว!!



    เจ้รู้มั้ยว่า 1 อาทิตย์มันนานขนาดไหนสำหรับการรอฟิคเจ้ ฮร่อกกกกกกกกกก!!



    คือเปิดมาทุกวันทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้จะอัพวันศุกร์



    ซาแซงแฟนคนนี้ยังติดตามเจ้สำเหม่อ ขอให้เจ้และทีมงานสู้ๆ ในการแต่งฟิคเรื่องนี้นะคะ *ปาใจใส่รัวๆ*



    เลิ้บบบบบบบบบบบบบบ ค่ะ >3< *โปรยจูบ*
    #40
    0
  18. #38 E-Terk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 / 12:44
    โอ๊ยยยยยยยยยยย ขออีก 50% ในเร็ววันนะเพคะ สนุกมาก ชานยอลเองก็มีสิทธิ์ในการเป็นรัชทายาทใช่มั้ยยยยยย
    โอ๊ย ละมุนมาก ฉากที่ชานยอลเจอกับแพคฮยอน คือแบบ มาในคราบคนจรจัด แต่ผิวพรรณหน้าตาไม่ใช่คนจรจัด
    ลุ้นมากๆเลยค่ะ ภาษางดงามมาก จินตนาการออก มองภาพออก
    แอบเชียร์องค์ชายชานยอลนะเพคะ #อ้าว
    องค์หญิงแพคฮยอนเป็นองค์หญิงที่ใสซื่อ ดูน่าปกป้องนะเพคะ แม้ว่าจะซนไปหน่อย
    ชานยอลก็ดูอบอุ่นโอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    50% นะเพคะ รอด้วยความใจจดใจจ่อยิ่ง
    สู้ๆนะคะ หม่อมชั้นทูนลา 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 พฤษภาคม 2556 / 12:54
    #38
    0
  19. #37 .: bowlingz :. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 / 13:18
    โหยยยย องค์หญิงแพคฮยอน เจอพี่ชาญแล้ววว
    พี่ชาญก็กวนดีนะเนี่ย 5555 แลจะเห็นดูองค์หญิงไม่น้อยเลยน้าา อิอิ
    ชอบที่เค้าเถียงกันจัง น่ารักดีง่ะ >< 
    แต่พี่ชาญดูเป็นคนลึกลับเนอะ เจ้าเป็นใครรร มาจากไหนกันนน
    งือออ รออีก 50% ที่เหลือนะคะ ^^
    #37
    0
  20. #35 sunsand (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 15:57
    นี่ท่านพี่ชานยอลของน้องใช่รึไม่ อิอิ





    ปริ่มมากกกกกก อ่านไปยิ้มไป พี่เขียนให้น่ารักอย่างนี้เพราะรักล่ะสิ



    แพคฮยอนแก่นแก้วเสียจริงเลย เบื้องหลังไฟร้ายคืออะไรน้อ



    น่าติดตาม น่าสนใจ และค้างคาใจ



    มาหาข้าอีกนะ อาทิตย์เดียวจะพอหรือ



    พี่ตั้งใจเขียน หนุก็ตั้งใจอ่าน





    สู้ๆนะคะ 
    #35
    0
  21. #33 ป๋ายคือของข้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2556 / 23:48
    เกร้สสสสสสสส!!!! *สกรีมแพพ*



    นี่เจ้ช่วยบอกทีว่านี่ 50% ไม่ใช่ 100%



    ยาวมากกก แต่ชอบบบบบบ



    โฮรกกกก อย่างดีใจเลยเปิดมาเห็นเจ้อัพฟิค *ปริ่ม* ㅠ ㅠ



    พาร์ทนี้ท่านพี่ชานยอลชิม้อยยยยย



    ทำไมท่านพี่ดูมีเบื้องหลังจังเลยเพคะ



    เหมือนพยอนเป็นองค์หญิงจอมแก่นเลย 5555



    นางคงเป็นต้นแบบ ผญ เกรียนสมัยโชซอน *มีด้วยอ่อวะ*



    รออีก 50% นะคะเจ้



    คิดถึงเจ้มาก รักเจ้ *กอดแน่น*



    Fighting นะคะอาเจ้และทีมงาน *ปาใจใส่แบบอินฟินิท*







    #33
    0