[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 3 : *** ตอนที่ ๑ วังเซจา ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 ม.ค. 57

 

 

ตอนที่ ๑  วังเซจา

|

อันวาสนาดั่งฟ้า             สีทอง

แสงรุ่งสมใจปอง             สว่างหล้า

แม้นมิครุ่นคิดครอง         มาดมุ่ง  หมายนา

เพียงอยู่เฉยเทพฟ้า          ต่างจ้องสนองบุญ

 

 

          กลิ่นความตายและกลิ่นโลหิตกำจายอยู่ทั่วบริเวณ

            เบื้องพระพักตร์คือลานกว้างที่เต็มไปด้วยซากไม้สีดำไหม้กระจัดกระจาย แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแล้วก็ตาม แต่กลิ่นเพลิงไหม้คละคลุ้ง  และภาพเปลวไฟลุกโหมที่มอดไหม้ลามเลียโครงสร้างของพระตำหนักที่เคยงดงามยังคงปรากฏอยู่ในห้วงพระคำนึง   

พระเจ้ามยองอินเสด็จประทับอยู่เบื้องหน้าซากพระตำหนักที่แม้จะเหลือเพียงเถ้าถ่านและเศษซากความสวยงาม  หากยังทรงมีพระราชหฤทัยระลึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์  ครั้นยังดำรงฐานะพระอนุชาองค์รัชทายาท  และเฝ้าติดตามสมเด็จพระเชษฐาไปทุกที่ 

พระเชษฐาผู้แข็งแกร่ง ทั้งมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน เหมาะสมกับตำแหน่งวังเซจาแห่งราชวงศ์โชซอนทุกประการ

            “หม่อมฉันไม่อาจปกป้องพระองค์ได้... ไม่อาจ” พระสุรเสียงสั่นพระพักตร์อิดโรยยามทอดพระเนตรไปยังพระตำหนักที่พระเชษฐาทรงโปรดยิ่ง  “แม้เพียงตอนนี้ หม่อมฉันก็ไม่อาจเข้มแข็งพอ....”

            “ท่านพ่อเป็นอะไร”                                        

            เจ้าชายพระองค์น้อยยืนเขย่งส้นพระบาท พระพักตร์คมชัดราวกับถอดมาจากพิมพ์เดียวกับพระบิดาเงยขึ้นจ้องมองพระบิดา ด้วยพระทัยที่หวังจะได้รับการโอบอุ้มเหมือนเช่นที่เคย   สายพระเนตรบอกความสงสัยและประหลาดพระทัยกับท่าทีที่แปลกไปของพระบิดานับตั้งแต่พระองค์ถูกจับจูงเข้ามาในที่ ๆ ทุกคนเรียกว่า วังหลวง

หัตถ์เล็กกระตุกอุ้งพระหัตถ์ที่ใหญ่กว่าเพียงไม่นาน  ท่อนพระกรแข็งแกร่งก็ตวัดขึ้นอุ้มองค์ชายน้อยลอยลิ่วขึ้นมาประทับบนพระพาหา  ดวงเนตรคมแวววาวมองพระพักตร์อาบอัสสุชลด้วยสายพระเนตรอันใคร่รู้

            “ใครทำให้ท่านพ่อร้องไห้”  องค์ชายน้อยทูลถาม  สุรเสียงซื่อบริสุทธิ์ตามพระชนมายุเพียง ๔ ชันษาส่งให้นิ้วพระหัตถ์ของพระบิดาปาดสายอัสสุชลที่หลั่งรินไม่ให้ต้องวรกายของพระโอรส

            “พ่อหนักเหลือเกิน...” กระแสพระดำรัสแหบพร่า  แผ่วเบา

            “ลูกหนักหรือท่านพ่อ” 

พระพักตร์คมส่ายปฏิเสธ  

            “เปล่า...ไม่ใช่เจ้า  สิ่งที่พ่อแบกอยู่ต่างหาก ที่หนัก... หนักอึ้งจนพ่อทนไม่ไหว”

            “พ่อแบกอะไรอยู่  ลูกไม่เห็นมีอะไรเลย”  ดวงเนตรใสพิจารณาพระอังสาสง่าผ่าเผยที่ว่างเปล่าก่อนแย้งด้วยความสนเท่ห์พระทัยยิ่งนัก

            ท่านพ่อขององค์ชายน้อยแย้มสรวล  หากเป็นการแย้มสรวลที่เต็มไปด้วยความหนักพระทัยกว่าครั้งใดในพระชนม์ชีพ

“ถูกแล้วที่เจ้ามองไม่เห็น... เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า   แม้แต่พ่อ...ก็ยังมองเห็นได้ไม่ชัดพอ”

            “แล้วลูกจะมองเห็นได้ไหม”  องค์ชายน้อยผู้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งข้องพระทัยผ่านไปเฉย ๆ ตรัสขึ้น

            “สักวัน...   อีกไม่นาน เจ้าก็จะได้เห็น”

            เบื้องหลังกองเพลิงที่เผาไหม้ทุกสรรพสิ่ง   เงามืดดำที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง  เหมือนคลื่นยักษ์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ท้องทะเลที่เงียบสงบ  รอเวลาที่จะลุกขึ้นมาถาโถมประหัตประหารทุกชีวิตที่ขวางทาง...

            พระเจ้ามยองอินไม่เคยต้องการสิ่งใดนอกจากเป็นแค่พระอนุชาของสมเด็จพระเชษฐา

            ราชบัลลังก์...การเมือง... อำนาจ   ล้วนเป็นสิ่งห่างไกลจากพระทัยปรารถนา 

แม้พระองค์ไม่เคยต้องการสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย...

          หากแผ่นดินขาดกษัตริย์ไม่ได้

หน้าที่ จึงสำคัญกว่า....

            “สักวัน... เจ้าก็จะได้เห็นเหมือนที่พ่อเห็น  และหนักอึ้งเหมือนที่พ่อกำลังรู้สึก” กระแสรับสั่งเหนื่อยอ่อน 

            “พ่อแค่อยากให้เจ้าได้รู้ ...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ... พ่อไม่เคยคิดปรารถนาที่จะได้ยืนอยู่ที่นี่  ยืนอยู่เบื้องหน้าพระตำหนักของพระเชษฐาที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน  และทำได้เพียงกราบบังคมทูลปรึกษากับดวงพระวิญญาณของพระองค์อยู่เช่นนี้”

            “ลูกไม่เข้าใจ”

            “ไม่เป็นไร ลูกชายของพ่อ...แต่ขอให้จงจำไว้”  พระเจ้ามยองอินตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบา หากดังกังวาน ชัดเจนราวกับต้องการให้พระโอรสสดับรับฟังด้วยความตั้งพระทัย  

“หลังจากนี้  เจ้าไม่ใช่แค่ลูกชายของพ่อแล้ว  เจ้าจงเรียกข้าว่าเสด็จพ่อ จงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และขวนขวายหาสรรพวิทยาทุกชนิดเท่าที่จะทำได้  เจ้าจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุด  ทุกคนจะก้มลงแทบเท้าเจ้า และบุปผาทุกดอกบนโชซอนจะเบ่งบานสำหรับเจ้า”

            “ทำไมล่ะท่านพ่อ ทำไมลูกถึงต้องมีสิ่งเหล่านี้  ที่นี่คนเยอะ วุ่นวาย เรากลับไปอยู่บ้านเราไม่ได้เหรอ”

            สุรเสียงใสตรัสถามด้วยพระทัยอันไร้เดียงสา 

          “ลูกเอ๋ย ...วังหลวงคือบ้านของเจ้า  ประเทศแห่งนี้เป็นสมบัติของเจ้า เพราะจากนี้ไป เจ้าคือวังเซจา...

องค์รัชทายาทแห่งโชซอน  อนาคตของประเทศนี้”

 

|||

 

            ใบไม้หลากสีบ่งบอกฤดูกาลสะบัดโบกไปตามสายลมพัดพลิ้ว บ้างร่วงหล่นเคว้งคว้างลงมาทับถมพื้นเบื้องล่าง  บ้างยังคงยืนหยัดโอ้อวดสายลมอยู่บนกิ่งก้านอย่างทรหดรอที่จะถูกพัดปลิดปลิวในเวลาต่อมา  วันนี้เป็นวันที่อากาศเย็น อุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอย่างสม่ำเสมอจนแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง นอกเสียจากนับจากจำนวนเสื้อผ้าที่คนใส่รับรู้ได้ว่าหนาขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่เดือนก็คงย่างก้าวเข้าสู่ฤดูที่ทั้งเมืองจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ  ถึงตอนนั้นก็ทำให้ผู้ที่เฝ้ามองอดคิดไปไม่ได้ว่าคนข้างนอกรั้วและห่างไกลออกไปจะรู้สึกถึงความหนาวเย็นมากน้อยเพียงใด 

            จะหนาวเหน็บเช่นไร ... หากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ของราษฎรข้างนอกยังคงไม่ละเลยโอกาสที่จะ ขโมย ความอบอุ่นของประชาชนมาก่อฐานอำนาจให้ตนเองอยู่เช่นนี้

วรกายสูงใหญ่ในฉลองพระองค์ผ้าไหมชั้นสูง ประดับลายมังกรสีทองสง่างามแทรกด้วยตราราชลัญจกรประจำพระองค์ที่ปักด้วยดิ้นไหมสีทองละเอียด  พระพักตร์คร้ามเข้ม คมดุ หากชวนให้สายตาของผู้ที่เผลอมองมาต้องหยุดชะงักกับพระสิริโฉมงดงาม เนตรคมสีนิล ทอประกายลึกล้ำราวท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะเสด็จทอดพระเนตรระลอกน้ำกว้าง  เคียงข้างด้วยราชองครักษ์ประจำพระองค์  ผู้ที่ไม่เคยละมือจากดาบพระราชทานที่ห้อยติดอยู่ข้างตัวแม้แต่วินาทีเดียว 

            “เจ้าคิดว่าอย่างไร...ชิน” สุรเสียงนิ่งเรียบไม่ดังนัก  ราวกับทรงกลัวว่าจะมีใครได้ยินบทสนทนานี้

            “อำนาจเหมือนไฟ ... น้อยคนนักที่จะรู้จักควบคุมกองไฟของตนให้อยู่ในขนาดเท่าเดิมได้” น้ำเสียงเนิบนาบ ...ทว่า คม ลึก ทำให้ทรงพอพระทัยอยู่ไม่น้อย

“หรือไม่... ก็จงใจที่จะทำให้ไฟมันลุกลามมากกว่าเดิม” เขากล่าวต่อ  ส่งให้แนวพระโอษฐ์แย้มขึ้น  ...พอพระทัย

            ชินฉลาด...หัวไวเหมือนทุกที

            “ยิ่งกองไฟเก่าที่เคยคุโชนมาก่อนคงจะยิ่งควบคุมยากสินะ” ตรัสต่อ

            “ถ่านไฟเดิมยังคงเหลือเชื้อไฟอยู่ไม่น้อยกระหม่อม... ยิ่งมีผู้เติมเชื้อให้ ก็ยิ่งแรง...” ดวงตาขององครักษ์หนุ่มสว่างวูบวาบหลังจากกลับมาจากการออกว่าราชการที่ชายแดนพร้อมกับองค์ชายมาเป็นเวลาปีกว่า เขาตระหนักดีว่าสิ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในพระทัยคือเรื่องใดบ้าง และความสำคัญของ เรื่อง เหล่านั้นมากพอที่จะทำให้ทรงจดจ่อกับการหาทางออกให้กับปัญหาพวกนี้อยู่ตลอดเวลา

“น่าเบื่อ....” องค์ชายโคลงพระเศียรเล็กน้อย “พวกนี้เหมือนปลวก... ถ้าไม่รีบกำจัดจะทำลายโครงสร้างจากภายใน... ”

“กระหม่อมจะพยายามกำจัดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“เสนาบดีกลาโหมดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเรื่องนี้นะ...” พระสรวลดัง พระเนตรสดใสเมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ ทรงพอพระทัยอยู่ไม่น้อยเมื่อพูดถึงเฒ่าพิษผู้นั้น 

สีหน้าของเสนาบดีกลาโหมยามที่รู้ว่า ปลวก ที่ตัวเองเฝ้าเลี้ยงดูไว้สำหรับเรื่องบางอย่างถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตานั้นชวนอภิรมย์อยู่ไม่น้อย 

“คนของเฒ่านั่นมีอยู่ไม่น้อยนะ  คงต้องระวัง”

“ขออย่าทรงห่วง... กระหม่อมวางกำลังไว้อย่างดี คนพวกนั้นฉลาด จงรักภักดี ...และยังรู้จักหลบหลีกเมื่อถึงคราวคับขัน  มั่นใจว่าหากเกิดการเคลื่อนไหว ทุกอย่างจะรับรู้ถึงเรา”  

สีพระพักตร์คลายลงบอกถึงความวางใจ ...

ชิน  หาใช่เพียงผู้ปกป้อง  หากคือที่พึ่ง และมันสมองอันมีค่าของพระองค์เสมอมา

 

“อะไรที่เหมือนจะมั่นคง...บางทีมันก็ไม่มั่นคงเอาซะเลยนะ เจ้าว่าไหมชิน”

“สิ่งที่ควรจะเป็นของผู้หนึ่ง ...ย่อมไม่มีทางเป็นของผู้ใดได้อีกกระหม่อม... อย่าทรงวิตก”

“แล้วเจ้าคิดว่าของสิ่งนั้นเป็นของเราตั้งแต่แรกหรือไงชิน...” สุรเสียงดุค้าน... กระแสรับสั่งดังกล่าวทำให้ราชองครักษ์ชินก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“กระหม่อม..ไม่ทราบ” 

 “ไฟ...เคยเกิดขึ้นแล้ว  หากวันนี้มันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” 

ราชองครักษ์ขมวดคิ้วกับกระแสรับสั่งดังกล่าว ... แม้จะมีพระสรวล  หากชายหนุ่มรู้ดีว่าองค์ชายไม่ได้กำลังสบายพระทัยนัก และคงกำลังดำริถึงบางสิ่งที่เขาไม่เข้าใจนัก 

“เจ้าก็เคยได้ยินนี่....ไฟที่เกิดจากภายใน ลุกลามง่ายกว่าข้างนอก” 

 

 

แกร๊บ....

เสียงกิ่งไม้ลั่นกรอบแกรบอยู่เบื้องบนอย่างผิดปกติทำให้ราชองครักษ์เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนที่ดวงตาคมกริบจะเบิกกว้าง พร้อมกับร่างกายที่เคลื่อนไหวไปโดยอัตโนมัติ เพื่อปกป้องผู้ที่อยู่เหนือทุกสิ่งในชีวิตเขาอย่างรวดเร็วที่สุด   

          “ระวัง....กระหม่อม”

“เหมียววว”

ตุบ!!!!

 

|||

 

 

“เจ้าเหมียว...หนีข้าไปอีกแล้วนะ!!

พระเนตรที่ยังคงนิ่งคม จับจ้องภาพตรงหน้าด้วยความตกพระทัย แม้ว่าการฝึกรบอย่างเข้มข้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะทำให้สัญชาตญาณการหนีภัยของพระองค์ดีขึ้นมากก็ตามที 

ชั่วพริบตาเดียวกับที่องครักษ์ชินกระตุกพระกรเพื่อให้หลบพ้นจากรัศมีของแมวน้อยที่กระโดดลงมาจากกิ่งไม้เบื้องบน ร่างระหงอีกร่างก็ตามลงมาบริเวณเดียวกับที่พระองค์เพิ่งประทับยืนอยู่เมื่อครู่นี้ กลิ่นหอมราวดอกไม้ที่ไม่คุ้นเคยลอยฟุ้งแตะพระนาสิกจนต้องทอดพระเนตรที่มาของกลิ่นนั้น

สีพระพักตร์พลันเปลี่ยนเป็นสนพระทัย เมื่อทรงพบว่าร่างเล็กในชุดฮวาลยอสีครามของซังกุงสาวใช้ที่หล่นลงมาจากกิ่งไม้เบื้องบนทำเหมือนไม่รับรู้แม้แต่นิดเดียวว่าพระองค์ประทับยืนอยู่ข้างหลัง  

ใบหน้าขาวนวลดูเยาว์วัยกำลังยู่ยี่ และบ่งบอกถึงความไม่พอใจเมื่อแมวสีขาวที่หล่นแผลวลงมาก่อนวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว  ทิ้งเพียงเสียงร้องไว้ให้กับผู้อยู่ข้างหลังต้องหงุดหงิดใจเท่านั้น

“ต่อไปจะไม่ช่วยเลยนะ คอยดู ให้ติดอยู่บนต้นไม้แบบนั้นแหละ เจ้าเหมียวบ้า! ถ้าเจอตัวจะจับอาบน้ำซะให้เข็ด!

            “คนอะไร แม้แต่แมวก็ยังจะแกล้ง...”

            ร่างเล็กบางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยิน  คนแกล้งแมว หมุนตัวกลับมาด้วยใบหน้าที่ยุ่งกว่า   แต่ทันทีที่หันมาเผชิญกับพระพักตร์คม อีกฝ่ายก็ถอยหลังราวเห็นสิ่งประหลาด    

            “อะ....เอ๊ะ! ”   เสียงหวานร้องลั่น 

“เจอกันเมื่อไหร่ก็เป็นนางวังทุกทีเลย  ไม่เบื่อหรือไงนะ” 

สุรเสียงเต็มไปด้วยความขบขันเมื่อทอดพระเนตรเห็นอาการตกใจระดับ เกินกว่าปกติ ของนาง  ทรงพิจารณาผู้อยู่เบื้องพระพักตร์อย่างละเอียด  พระเนตรคมพราวระยับเมื่อมีพระราชหฤทัยระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต...  ที่ดูเหมือนจะผ่านมาไม่นานนี้เอง ร่างเล็กกว่าตอนนี้มากพอสมควร กำลังวิ่งตัวปลิวผ่านพระองค์ไปโดยสวมชุดนางวังฝึกหัดที่ขนาดไม่พอดีตัวเอาเสียเลย เป็นภาระให้ซังกุงตัวจริง หลายคนเดินตามหาด้วยสีหน้าร้อนรน

“ยังซนเหมือนเดิมเลยนะ” ถ้อยรับสั่งย้ำสิ่งที่ดำริอยู่  

            เนตรเรียวเล็กเบิกกว้าง... ตกพระทัยนักกับภาพที่อยู่เบื้องพระพักตร์

“สะ... เสด็จมาตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะ ทำไมหม่อมฉันไม่เห็น” เจ้าของนามกล่าวขานจากพระโอษฐ์ของผู้มีศักดิ์สูงกว่าถามกลับ  “อ... อ...  องค์ชาย”

องค์ชายแย้มสรวลให้กับเสียงตะกุกตะกักของเจ้าของวรองค์โปร่งบาง

ดวงพักตร์รูปไข่ขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เนตรสีน้ำตาลเข้มเรียวเล็กเฉี่ยวคม เด็ดเดี่ยว หากไม่คลายความสดใส ร่าเริง ขณะที่ขนงโก่งเข้ารูปขมวดมุ่นและพระนาสิกเชิดรั้นบ่งบอกถึงอัชฌาสัยดื้อรั้นของเจ้าของอยู่ไม่น้อย เกศาสีดำขลับเงางามรวบเก็บและผูกไว้ด้วยผ้าสีแดงไม่ต่างจากซังกุงทั่วไปที่รับใช้อยู่ในพระราชวัง  โอษฐ์บางสีกลีบกุหลาบแดงระเรื่อดึงสายพระเนตรให้จับจ้องอย่างเผลอไผลชั่วครู่หนึ่ง

แม้ว่าทรงประจักษ์กับความ ซุกซน ที่ไม่แตกต่างจากที่เคยพบอีกครั้ง  หากเครื่องประกอบดวงพักตร์ที่ทอดพระเนตรอยู่คล้ายจะถูกเสลาสลักให้กลมกลึง ละมุนละไมขึ้นด้วยกาลเวลาเพียงไม่นาน จนอดแปลกพระทัยไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ...    

ต่อให้อยู่ในชุดของเซ็งกักชิ.. นางวังฝึกหัดด้อยฐานะก็ตาม  หากกิริยาท่าทางและวรกายที่ตั้งตรง สง่างามผิดกับนางวังทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด 

รัศมีงามเฉิดฉาย ราวถูกอบรมบ่มเพาะมาอย่างดี

ไม่น่าเชื่อ... ว่าเวลาแค่ปีเดียว จะเปลี่ยนให้ลิงกลายเป็นหญิงสูงศักดิ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“องค์ชายอะไร หือ” สุรเสียงทุ้มห้าวย้ำ 

พระเนตรพราวระยับ ...สนุก เมื่อทอดพระเนตรอาการ ดื้อ จากเนตรงามที่ขัดแย้งกับท่าทียอม ในขณะนี้

แม้กระทั่งราชองครักษ์ชิน  ผู้ถอยห่างจากทั้งสองพระองค์อย่างเจียมตัว ยังมองด้วยความสนุก  

ชินคุ้นเสียแล้วกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า  แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงอดขำไม่ได้กับผู้สูงศักดิ์ทั้งสองที่ไม่เคยยอมแพ้ ให้อีกพระองค์   หากคราวใดเกิดการผิดพลาด ก็ต้องหาเรื่องอื่นมาอ้างให้ชนะจนได้สักเรื่อง

การโต้เถียงระหว่างองค์ชาย...กับองค์หญิง  ไม่เคยมีสักครั้งที่จะหยุดลงง่าย ๆ 

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำ... อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมจบเช่นเดียวกัน

“องค์....องค์ชายรัชทายาท...”  เสียงอ่อน ...หวาน เอ่ยมาในที่สุด

ดูราวจะเป็นฝ่ายยอมก่อน หากทรงขบพระโอษฐ์ล่างไว้ พร้อมกับพระขนงขมวดปม  แม้ดวงพักตร์จะก้มลง แต่ก็ดูจะแสดงให้เห็นถึงความพยศอยู่ไม่น้อย

“ถวายบังคมเพคะ ชอฮา” วรกายโค้งเชื่องช้า ก้มพระเศียรสง่างาม 

“โอ๊ะ ไม่น่าเชื่อว่าลิงน้อยจะถวายบังคมเป็น ข้านึกว่าทำเป็นแต่ปีนต้นไม้กับวิ่งซ่อนหาซะอีก”

พระพักตร์ที่ก้มลงเมื่อครู่บูดบึ้งทันทีเมื่อกลับมายังท่วงท่าเดิม  สุรเสียงที่ลอยมาทำให้หงุดหงิดพระทัยอยู่ไม่น้อยถึงจะถูกหาว่าซนเหมือนลิงก็เถอะ  แต่เรื่องถวายบังคมพระองค์เชื่อว่าทรงทำได้งามไม่แพ้ใครเช่นกัน 

จะไม่ให้งามได้อย่างไร ... ก็ฮวางซังกุงเล่นให้ตาราง ฝึกฝน การถวายบังคมเสียวันละสามชั่วโมง  

ช้า ๆ ... นั่นแหละเพคะ ก้มพระเศียรมาก ๆ  ทรงวรกายให้แข็งแรง   พระกรขนานพื้น ทำพระองค์ให้เสมือนรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง ...นั่นแหละเพคะ   งามมากเพคะ มามา..

...ว้าย แบบนั้นไม่ได้เพคะ  ลองใหม่อีกสามรอบเพคะ!!

            “หม่อมฉันไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะเพคะ...แล้ว..แล้วก็  ไม่ใช่องค์หญิงลิงน้อยด้วย!!!

พักตร์บูดบึ้ง พระโอษฐ์เม้มตึง ดูออกว่าพยายามซ่อนไว้ แต่ซ่อนไม่มิด เลยแสดงออกชัดเจนทั้งสีพระพักตร์และสุรเสียง

องค์หญิงทอดพระเนตรวรกายสูงใหญ่เขม็ง พระเสโทเม็ดพราวเกาะอยู่บนพระฉวีคร้ามแดดที่เข้มขึ้นจนรู้สึกแปลกตา แม้จะดูซูบพระองค์ไปกว่าเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว หากพระวรกายที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนกลับทำให้ทรงรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าการถูกขนานพระนามว่า  องค์หญิงลิงน้อยเสียอีก

            ทั้ง ๆ ที่เมื่อสามปีก่อนยังวรกายไม่ได้ห่างกันมากนัก   แต่ตอนนี้พระองค์กลับเป็นฝ่ายที่ไม่เติบโตขึ้นเลย 

            พี่ชายโกหก...ไหนบอกว่าถ้ายืดตัวบ่อย ๆ จะสูงขึ้นอย่างไรล่ะ 

          นี่กระไร เศียรของพระองค์สูงไม่ถึงพระเนตรด้วยซ้ำ

“อ้าวเหรอ...ลืมไป  โตขึ้นนิดหน่อยแล้วนี่  แต่ยังไงก็ยังเป็นลิงอยู่ดี”

            “ชอฮา!!!”  องค์หญิงตะโกนเสียงสูง พระโอษฐ์ยังคงเม้มสนิทด้วยความไม่พอพระทัยกับคำเปรียบที่องค์ชายประทานให้ 

            “ข้ารู้จักฐานะของตัวเองดี...ไม่ต้องย้ำ เซจาบิน  เอ๊ะ  หรือจะบอกว่าเซ็งกักชิดีล่ะ ข้าชักไม่แน่ใจแล้วล่ะว่าผ่านไปหนึ่งปี เจ้าซนจนโดนปลดจากตำแหน่งไปเป็นนางวังฝึกหัดหรือเปล่า”

            พระสรวลดังลั่น และพระเนตรวาววับทำให้เซจาบินกำพระหัตถ์ใต้ผ้าแพรชุดฮวาลยอแน่น  ถวายคำตอบให้ฝ่าบาทอย่างเผ็ดร้อนที่สุดในพระทัย

          หม่อมฉันไม่ทำให้ตัวเองถูกปลดหรอกเพคะ  ยังไงก็จะตามหลอกหลอนเป็นพระชายาพระองค์ไปจนถึงที่สุด!!

 

 

            “มามา.... มามาอยู่ไหนเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยแล้วนะเพคะ ”

            เสียงแว่วที่ดังมาทำให้ทั้งสองชะงัก    ก่อนที่รอยสรวลสนุกขององค์ชายจะคลี่ออกกว้างอีกครั้งเมื่อดำริได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร

            “โธ่...ฮวางซังกุง” ตรัสราวกับทรงกำลังสำราญพระทัยไม่น้อยกับเหตุการณ์ดังกล่าว

“ข้ารู้สึกสงสารนางเหลือเกิน ไม่น่าเลย...”

            “ชอฮาเพคะ!!!...” สุรเสียงและพักตร์บึ้งตึงบ่งบอกถึงความขุ่นพระทัยที่ทวีขึ้นทุกที ทว่า ดูเหมือนองค์ชายจะไม่ทรงรู้พระองค์ว่ากำลังทำให้องค์หญิงทรงกริ้ว

            ไม่สิ ต้องเรียกว่าทรงรู้...แต่ห้ามพระทัยไม่ให้ทำไม่ได้มากกว่า

            “หือ... เจ้าก็สงสารฮวางซังกุงเหมือนกันเหรอองค์หญิง  ถือว่าเป็นกรรมของนางแล้วกันนะ”  

            องครักษ์ชินส่ายหน้าเล็กน้อยให้กับองค์เหนือหัวของตน...ห่างมานาน ดูเหมือนวิชาการทูตและการทหารที่ได้ร่ำเรียนทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาจะทำให้พระปรีชาสามารถทางด้านการ ถกเถียง เก่งยิ่งขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมา คงจะทำให้ครั้งนี้ทรงถือไพ่เหนือกว่าองค์หญิงมากนัก

หลายเดือนที่ผ่านมาองค์ชายทรงหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาที่ถูกขมวดปมไว้แน่นจนแทบไม่มีเวลาหาสิ่งเกษมสำราญอื่นใด   หากการได้ปะทะพระคารมกับองค์หญิงพระชายาทำให้พอพระราชหฤทัยเขาก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่

“องค์หญิง...  ตายแล้ว ทำไมสวมฉลองพระองค์แบบนี้....นี่เอามาจากที่ไหนเพคะ”

ตาคมกริบของซังกุงอภิบาล ผู้เคร่งระเบียบวินัยกวาดตามองเจ้าหญิงในการดูแลของตนและเอามือทาบอก

ก่อนที่สายตาจะหันมาพบกับวรกายสูงใหญ่ของอีกพระองค์

“อ๊ะ!.... องค์ชาย   ถวายบังคมเพคะ องค์ชาย”

ร่างโปร่งของหญิงวัยกลางคนถลามาไม่ห่างกับทั้งสองพระองค์ พร้อมด้วยซังกุงรับใช้ประจำตำหนักกว่าหกคนที่มีสีหน้าเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กัน  อาการเหนื่อยหอบของฮวางซังกุงทำให้ราชองครักษ์รู้สึกสงสารไม่ต่างจากที่องค์ชายรับสั่ง

“เป็นไงล่ะฮวางซังกุง เหนื่อยไหม” กระแสรับสั่งนุ่มนวลพร้อมพระพักตร์ละไมทำให้ผู้มาใหม่แปลกใจไม่น้อย

“พ... เพ..เพคะ ชอฮา... เหนื่อยอะไรเพคะ” ซังกุงคนสนิททูลถาม ทั้ง ๆ ที่เหงื่อเม็ดโตผุดออกมาเต็มหน้า 

“ก็เอาแต่วิ่งตามองค์หญิงลิงน้อยจนไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้ ... ข้าเห็นใจเจ้าจริง ๆ ”

องค์หญิงผู้ถูกพาดพิงยิ่งมีพระพักตร์บูดบึ้ง  ก่อนจะทรงตรัสแย้งขึ้น

“เลิกเรียกหม่อมฉันว่าลิงน้อยได้ไหมเพคะ  หม่อมฉันไม่ชอบ!

“องค์หญิงเพคะ!!! กราบทูลเช่นนั้นกับฝ่าบาทได้ยังไงเพคะ” ซังกุงอภิบาลแทบสิ้นสติกับพระสุรเสียงแว้ด ขององค์หญิงที่ใช้กับอีกพระองค์

แม้นางวังในพระตำหนักขาวจะคุ้นเคยกับการเอาแต่พระทัยเช่นนี้กันทุกคน  แต่อย่างน้อยพระชายาก็ไม่เคยใช้พระสุรเสียงเช่นนี้กับคนอื่นนอกพระตำหนัก 

เมื่อก่อน ฮวางซังกุงพยายามทำใจให้ชินกับการ โต้เถียง ของสองพระองค์อยู่  แต่ภายหลังเกิดห่างหายจากเรื่องน่าระทึกเช่นนี้ไปเกือบปีเพราะองค์ชายไม่ได้ทรงประทับอยู่วังหลวง 

พอมาพบอีกครั้งก็ทำให้นางอดเวียนศีรษะไม่ได้

“หม่อมฉันสมควรตาย หม่อมฉันให้การอบรมองค์หญิงไม่ดีพอ หม่อมฉันสมควรตายเพคะฝ่าบาท ”

“ก็เราไม่ใช่ลิงนี่นา... เราพูดผิดตรงไหน” องค์หญิงน้อยแย้ง...มิได้นำพากับเสียงว้าวุ่นของพระอภิบาล

            “ไม่ใช่ลิงได้ยังไง  เห็นเจ้าปีนต้นไม้ไปเล่นกับแมวอยู่” สุรเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น  พระพักตร์จับจ้องไปยังพักตร์งอง้ำขององค์หญิงพระชายา 

            “ปีนต้นไม้..โอ้” เพียงได้ฟัง หน้าของฮวางซังกุงพลันซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด

สตรีผู้เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมชาววังมาเนิ่นนาน รู้สึกเหมือนองค์หญิงที่เฝ้าฟูมฟักอบรมมาเกือบห้าปีกำลังฆ่านางอย่างเลือดเย็น

            แค่ทรงนำชุดฮวาลยอไร้ความงดงามของนางวังฝึกหัดมาใส่ต่อหน้าพระพักตร์องค์ชาย แทนที่จะสวมทังอีอันสวยงามสูงศักดิ์สมฐานะ ซังกุงก็รู้สึกเหมือนจะสลบเหมือด แล้วนี่...  ปีนต้นไม้

          องค์หญิง!!

“หม่อมฉันสมควรตายเพคะ   หม่อมฉันสมควรตาย” ฮวางซังกุงยังคงไม่หยุดที่จะพูดประโยคเดิม

            “พอเถอะ  ฮวางซังกุง  ถ้าเจ้าอยู่กับองค์หญิงแบบนี้ ข้าว่าเจ้าคงได้ตายวันละหลาย ๆ  รอบแน่ ๆ   อีกอย่างวันนี้ข้าก็ไม่ได้อารมณ์ดีพอจะสั่งประหารใครหรอกนะ... เอาไว้ข้าอารมณ์ดีก่อนแล้วกันนะ ”

            ราชองครักษ์แทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว ...  โดยเฉพาะตอนเห็นหน้าไร้สีของฮวางซังกุงที่มองสลับระหว่างองค์ชายและพระชายาอย่างน่าสงสาร

“เป็นพระกรุณาเพคะชอฮา... เป็นพระกรุณาเพคะ ”

            “ฮวางซังกุง  เราจะกลับตำหนักแล้ว ทูลลาเพคะ ...ชอฮา!

แม้รับสั่งจะฟังดูอ่อนหวานสมกิริยาขององค์หญิง  หากสุรเสียงท้ายเอ่ยพระยศกลับกระแทกดุดัน เป็นผลให้ฮวางซังกุงทำสีหน้าเลิกลั่กอีกครั้ง  

วรองค์บอบบางถวายบังคมลา ก่อนลอบสะบัดพระพักตร์บึ้งตึงเพื่อบอกให้ทรงรับรู้ว่า ไม่พอพระทัย

แม้เพียงนิดก็ยังจะทำสินะ

ชอฮา... องค์ชายรัชทายาททรงพระสรวลตามดังลั่น ขณะทอดพระเนตรองค์หญิงพระชายาที่เสด็จเร็วพร้อมกับนางวังทั้งหลาย   
            แม้องค์หญิงจะถวายบังคมงดงาม ทว่า...  พระพักตร์งอเง้ายังคงบอกพระองค์เสมอว่า ไม่ว่าตอนสิบเอ็ดขวบ...หรือเติบโตเป็นดรุณีวัยสิบห้า ก็ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไปเลย

นางไม่เคยเปลี่ยน

          พยอน  แพคฮยอน...

 

|||

 

ฮวางซังกุงลอบมองพระอาการขององค์หญิงอย่างห่วงใย   วรกายบอบบางเสด็จกลับไปกลับมาจนหญิงสูงวัยเองก็อดเวียนศีรษะไม่ได้  

ถ้านางไม่ได้อยู่รับใช้องค์หญิงพระชายามาเกือบสี่ปี คงจะไม่เข้าใจนัก ...

แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา บอกนางว่าหลังจากที่องค์หญิงสนทนากับองค์ชาย สิ่งที่นางควรทำคือการเฝ้ามองอยู่เฉย ๆ และกราบทูลเท่าที่

องค์หญิงทรงรับสั่งถามเท่านั้น    

            “ชิ... ว่าเราซนเป็นลิง   ตัวเองนั่นแหละ ตากแดดจนเกรียมขนาดนั้น”

ถึงฮวางซังกุงจะบอกตัวเองเช่นนั้น  แต่สุรเสียงหงุดหงิดก็ทำให้ซังกุงอภิบาลชักห่วงใย  หลังจากทรงบ่นอุบอิบอยู่เพียงพระองค์เดียวมาระยะหนึ่งและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

            “มามา... ” ฮวางซังกุงขยับเข้าไปใกล้องค์หญิงทีละน้อย ...

“เป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ”

“ที่หายไปเป็นปีคงไปเล่นสนุกกับองครักษ์ข้างนอกวังสบายใจเฉิบล่ะสิ...  อยากจะมาอวดให้เราอิจฉาสินะ  ใช่ซี่ ไม่ต้องอยู่ให้ใครบังคับในวังทุกวันแบบเรานี่”

ซังกุงอภิบาลมองพระฉวีขาวนวลเนียนบนพระพักตร์แสดงพระอารมณ์เคร่งเครียด ย่นยู่ บึ้งตึง เง้างอน และยังเปลี่ยนไปมาตามพระอารมณ์ที่ขึ้นลงรวดเร็วด้วยความสนใจ  ทั้ง ๆ ที่ทรงประทับอยู่ในอุทยานดอกไม้ที่ปกติจะทรงโปรดแท้ ๆ  แต่บุปผาที่น่าสงสารกลับไม่มีทีท่าว่าจะดึงดูดพระทัยขององค์หญิงได้เลยแม้แต่น้อย 

มองโลกในแง่ดีก็คงเป็นการดีที่องค์หญิงมีพระทัยจดจ่อกับองค์ชายจนไม่สนใจสิ่งอื่นใด

แต่หากมองอีกแง่...  พระทัยจดจ่อนั้นกลับไม่ได้เป็นไปในทางที่ดีเลยแม้แต่น้อย

สามปีแล้ว... ตั้งแต่พิธีอภิเษกสมรส  ทั้งสองพระองค์ยังไม่เคยรับสั่งกันด้วยพระสุรเสียงอ่อนหวานประนีประนอม ให้อภัยกันและกันเหมือนคู่ครองทั่วไปเลยสักครั้ง

ยังคงไม่ลืมที่จะปะทะพระคารม ทุ่มเถียง หาหนทางชนะคะคานกันราวกับเด็กไม่ยอมโตกันทั้งสองพระองค์  ทั้ง ๆ ที่พระชายาก็พระชนมายุได้ ๑๕ ชันษา  ส่วนองค์ชายก็ย่างเข้า ๑๗ ชันษาแล้ว  

ฮวางซังกุงคร่ำครวญอยู่ในอก   ...นอกจากร่างกายที่ปวดระบมไปแทบทุกส่วนเพราะวิ่งตามพระนางมาตลอดทั้งวัน  หัวใจของนางก็ร้าวรานไม่แพ้กัน 

พระมเหสีเพคะ...หม่อมฉันทำสุดความสามารถแล้วจริง ๆ เพคะ

องค์หญิงน้อยของหม่อมฉัน... เมื่อไหร่จะเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่เสียทีเพคะ

“ทรงบ่นอะไรเพคะ...มามา” 

“ก็แค่หมั่นไส้ใครบางคนเท่านั้นเอง” องค์หญิงตรัส.... พระขนงขมวดมุ่นเมื่อดำรัสถึง ใครบางคน แม้จะไม่ทรงเฉลยว่าเป็นใคร  หากผู้ฟังกลับรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

            “ยะ...อย่า อย่าบอกนะว่าทรงหมายถึงองค์ชายรัชทายาทน่ะเพคะ” ฮวางซังกุงเอามือทาบอก ...ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อหู

“องค์หญิง... ทรงอยากให้หม่อมฉันตายจริง ๆ ใช่ไหมเพคะ”  หญิงสูงวัยกว่ากล่าวด้วยความรู้สึกแทบจะหมดแรง

            “เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่าฮวางซังกุง... ขอแค่หมั่นไส้คนเดียวก็ไม่ได้เหรอ เราสัญญาว่าจะไม่บอกให้องค์ชายรู้หรอกว่าเราหมั่นไส้พระองค์มาก ๆ ”

            “องค์หญิงเพคะ....” นางลากเสียงแผ่วหวิวราวคนอ่อนแรง

            “ฆ่าหม่อมฉันเถอะเพคะ ... ถ้าพระมเหสีทรงรู้เรื่องนี้เข้า  หม่อมฉันจะหัวหลุดจากบ่าเอานะเพคะ”         

            “ฮวางซังกุง เรารู้ว่านั่นคือใคร ไม่ต้องบอกเราก็รู้.... เราไม่ทูลให้พระมเหสีทรงทราบหรอก มันเป็นแค่ความรู้สึกน่ะ  เจ้าเข้าใจเราหน่อยสิ” กระแสรับสั่งดื้อดึงทำให้ฮวางซังกุงอยากจะกราบทูลด้วยความสัจจริง

หากแม้แต่นางยังไม่เข้าใจองค์หญิงแล้ว ...คงไม่มีมนุษย์ผู้ใดเข้าใจองค์หญิงอีกเป็นแน่

            “เพคะ... มามา”

            “ดี...” สีพระพักตร์คลายจากความเคร่งเครียด ... หากถ้อยรับสั่งต่อมากลับทำให้ฮวางซังกุงแทบทรุด

“แต่ไม่เจอแค่ปีเดียว...องค์ชายทรงพระเพี้ยนขึ้นนะ  ว่าไหมฮวางซังกุง”

            หญิงสูงวัยกว่าเอามือทาบอกตน และคร่ำครวญอย่างตกใจ

            “ตายล่ะ  ใครสอนให้องค์หญิงตรัสเช่นนั้นล่ะเพคะ  ตายแล้ว..หม่อมฉันอยากตายจริง ๆ”

            "เรียกงั้นไม่ได้เหรอ  หรือต้องเรียกว่า ทรงพระสติวิปลาสดี ?"  

ฮวางซังกุงเงยหน้ามองสีพระพักตร์เรียบ พระเนตรระยิบระยับสดใสราวกับกำลังพระเกษมสำราญยิ่งเมื่อได้ทรงแกล้ง’  ให้นางต้องเวียนศีรษะวันละหลาย ๆ ครั้ง  ยิ่งนางพยายามห้ามเท่าไหร่ ก็เหมือนเป็นการยุให้พระองค์ยั่วยุนางยิ่งขึ้น จนบางทีก็นึกอยากถวายพระเพี้ยะสักครั้งสองครั้ง

ทว่าจังหวะเดียวกับที่พระอภิบาลทอดถอนหายใจกับตัวเอง   โอษฐ์บางกลับคลายลง.... พักตร์หมอง....เศร้า 

...พระเนตรหลุบลงเบื้องล่างคล้ายพยายามลบเลือนบางอย่างที่ติดอยู่ในพระทัย.... ที่ใครบางคนอาจลืมไปแล้ว

ไม่!....

พระองค์เองก็ควรลืม.... ลืมให้หมดทุกสิ่งเช่นเดียวกัน 

ลืม....และทำตน...ให้สมกับเป็น พระชายา

ลอบถอนพระหทัยยาว ขณะเดียวกับที่ฮวางซังกุงเงยหน้าขึ้นมา พร้อมกับสีหน้าอ่อนระโหย

"มามา..  อยากให้หม่อมฉันตายจริง ๆ ใช่ไหมเพคะ"

ทุกอย่างลบเลือน  เหลือเพียงรอยแย้มพระโอษฐ์สดใส 'สม' พระชายาองค์รัชทายาทที่ทุกคนรู้จัก!

            “อย่าเพิ่งชิงตายสิ  ถ้าฮวางซังกุงตาย เราจะแกล้งใครได้ล่ะ หึ ” พระสรวลร่าเริงบอกถึงความพอพระทัย และยังทรงหันพระพักตร์มาทางนางพร้อมกับรับสั่ง 

“อยู่ให้เราแกล้งไปนาน ๆ นะฮวางซังกุง ”

            “มามา....” ซังกุงคนสนิทถอนสะอื้น ถวายทางเลือกให้องค์หญิงด้วยความน้อยใจ

“ทรงหันไปแกล้งนางวังสาว ๆ พวกนั้นบ้างสิเพคะ”

            “ไม่มีใครแกล้งสนุกเท่าซังกุงนี่นา”

            นางวังหกคนที่ยืนเรียงรายอยู่ไม่ห่างพากันหัวเราะ ทุกนางรู้ดีว่าองค์หญิงตำหนักขาว... กับองค์ชายตำหนักตะวันออกมักมีเหตุวิวาทะกันอยู่เสมอ  หากทุกครั้งก็ดูเหมือนจะมีเพียงฮวางซังกุงที่เป็นเดือดเป็นร้อนเหลือเกิน และไม่ยอม ชิน เสียที

            แม้องค์หญิงพระชายาก็ดูจะซุกซนไม่เปลี่ยนแปลงจากวันที่เข้าวังมา  หากแต่พระเจ้ามยองอินและพระมเหสีก็ดูเหมือนจะมีพระทัยรักใคร่องค์หญิงไม่น้อย อาจเพราะทั้งสองพระองค์ไม่ทรงมีพระธิดาก็เป็นไปได้  โดยเฉพาะพระมเหสีที่แสดงพระอาการชัดว่าโปรดพระสุณิสายิ่งกว่าที่แสดงออกกับพระโอรสเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนั้น  พระอัฌชาสัยร่าเริงแจ่มใสขององค์หญิง พระสิริโฉมงดงามไร้ที่ติ และพระปรีชาสามารถในด้านต่าง ๆ  ทำให้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าองค์หญิงน้อยจากตระกูลพยอน เมืองอันดงกลายเป็นที่รักของคนทั้งวังภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน

            เหตุนี้ จึงทำให้นางวังทั้งหลายเข้าร่วมวงพนันอย่างลับ ๆ ว่าสุดท้ายแล้วองค์ชายกับองค์หญิงจะลงเอยกันได้เหมือนพระนางในนิยายรักเก่าแก่ที่ตอนต้นเรื่องทะเลาะกันแทบตายแต่ตอนท้ายเรื่องกลับรักกันหรือไม่

          ตั้งหลายปีแล้ว แต่ยังทรงไม่มีทีท่าว่าจะรักกันเลยนา...  แบบนี้  ชอฮาอาจจะต้องรับพระสนมเพิ่ม

“พระมเหสีทรงโปรดพระสุณิสาเหมือนพระธิดา  ถึงชอฮารับพระสนม  พระองค์ก็ไม่ทรงโปรดหรอก”

          เจ้าไม่รู้อะไร ...ทรงวิวาทกันแบบนี้ ...  เดี๋ยวคอยดู พระโอรสพระธิดาล้นวัง

            ทว่า เสียงส่วนใหญ่กลับลงความเห็นว่าเหมือนนิยายรักเสียมากกว่าจนเจ้ามือพนันถึงกับยกเลิก เพราะดูวี่แววแล้วน่าจะ เสีย มากกว่า ได้

 

            “อยากฟังเพลงไหม ? ” สุรเสียงสดใสร้องถาม  

            “เพคะ มามา” ซังกุงและนางวังฝึกหัดสบตากัน ก่อนหันตอบองค์หญิงพระชายา 

พักตร์งดงามประดับด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์ตอบรับเสียงนั้น

เวลาที่พระอารมณ์ขุ่นมัว องค์หญิงมักหาอะไรมาทำให้พวกนางชมอยู่เสมอ 

            “งั้นฟังนะ... ”

พระกรบอบบางเอื้อมคว้าใบไม้ขนาดพอดีพระหัตถ์มาแนบโอษฐ์บาง    เนตรสีน้ำตาลระยิบระยับราวดวงดาวที่พราวแสงในค่ำคืนแรม    

            เสียงลมหวิวกระทบใบไม้เฉียบบาง  ลมแผ่วหวานส่งผ่านเสียงแปลกหูดังเป็นจังหวะจากเครื่องดนตรีธรรมชาติ 

พระชายาแพคฮยอนพยายามถ่ายทอดทุกท่วงทำนองจากความทรงจำให้ออกมาเป็นบทเพลงอันไพเราะเหมือนที่เคยรับฟังจากผู้หนึ่ง

            บทเพลงไร้ฉันทลักษณ์บทหนึ่ง .... ใครบางคนเคยสอน

            บทเพลงที่ไม่ว่าจะมาจากขลุ่ยไม้ไผ่เสียงหวาน... หรือขลุ่ยใบไม้แผ่วหวิว  ท่านผู้นั้นก็ทำให้เพลงนี้ไพเราะได้มากกว่าที่เคยรับฟังจากผู้ใด

           

ท้องฟ้าใกล้ตา  แผ่นดินไกลใจ

            เบื้องหน้า  หรือเบื้องหลัง

            เพียงเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง

 

          วรองค์ตั้งตรงสง่างามยามปล่อยเสียงครวญลอยหวิวไปตามสายลม

ชั่วระยะที่ลมหายใจหยุดนิ่งไป  ... กลีบพระโอษฐ์บางละจากใบไม้สีเขียวเข้ม 

ทอดพระเนตรรอยช้ำบนกลีบใบบางที่เกิดจากพระหัตถ์เรียวและพระวาโย ก่อนแย้มโอษฐ์เศร้า   แม้ฮวางซังกุงจะปรบมือชื่นชมพร้อมกับนางวังคนอื่น ๆ ก็ตาม

            “เพราะมากเพคะ   ไม่น่าเชื่อเลยนะเพคะว่าใบไม้แบบนี้จะนำมาเป่าให้เป็นเพลงได้เพราะขนาดนี้....”

            เสียงชื่นชมไม่ได้ทำให้พระพักตร์ที่หม่นลงกลับคืนได้ ... เช่นเดียวกับใบไม้ช้ำ ๆ ที่ไม่อาจให้เสียงเพลงที่ไพเราะได้เช่นกัน

            “ไม่เลย.. ไม่เพราะเลยสักนิด เราเผลอทำใบไม้ช้ำ เพลงก็เลยเพี้ยน”  สุรเสียงบ่งบอกถึงความผิดหวัง หากฮวางซังกุงไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย 

            “เพี้ยนเหรอเพคะ หม่อมฉันว่าใบไม้แค่นี้สามารถทำให้เกิดเสียงไพเราะขนาดนี้ได้ ก็ถือว่าสุดยอดแล้วเพคะ ” 

            “ไม่ใช่แค่เกิดเสียง.. แต่นี่คือบทเพลงนะฮวางซังกุง” องค์หญิงส่ายพระพักตร์และตรัสแก้ 

“เพราะเจ้าแค่ ได้ยิน เลยไม่ได้ฟังสินะ”

            ฮวางซังกุงหน้าเจื่อนทันที ...    นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อน ๆ

“หม่อมฉันไม่ค่อยได้ฟังดนตรีนี่เพคะ”

องค์หญิงพระชายาเบือนพระพักตร์มาพร้อมกับพระโอษฐ์คลี่หวาน  พระเนตรใสวาวแววเมื่อทรงหวนระลึกถึงเรื่องราวในอดีต

“น่าเสียดายที่เรายังเป่าไม่เก่ง...  เพลงนี้ยาก  ถ้ามีโอกาสเราจะฝึกให้เก่ง ๆ แล้วเป่าให้พวกเจ้าฟังอีกนะ... “

“หม่อมฉันจะรอเพคะ มามา...”  ซังกุงและนางวังทั้งหลายประสานเสียง

“ความจริง  ถ้าเจ้าได้ฟังจากท่านผู้นั้น  เจ้าจะรู้ว่าขลุ่ยใบไม้ เพลงขลุ่ยใบไม้...ไพเราะยิ่งกว่าเพลงใด ๆ ที่เจ้าเคยได้ฟัง”

            “พระอาจารย์ของพระองค์เหรอเพคะ”  นางวังผู้หนึ่งทูลถาม

“ใช่..” ทอดพระเนตรยาวไกลขณะมีกระแสรับสั่ง  ... 

“แต่ที่เขาเก่งไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นอาจารย์ของข้าหรอกนะ”

            “แล้วเขาเป็นใครหรือเพคะ ? ” ฮวางซังกุงทูลถามบ้าง

“เจ้าของสายลม... เขาคือเจ้าของสายลม” ทรงเฉลย

สายลมอ่อนไหว ... มีอิสระที่จะพัดพลิ้วไปทางใดก็ได้  สายลมที่พาเสียงครวญหวานที่โอบล้อมความสุข  ความสบายใจมาให้กับเด็กหญิงผู้หนึ่ง

“เสียดาย สายลมผู้นั้นจากข้าไปนานแล้ว” สายพระเนตรยาวไกลปรากฏร่องรอยระยิบระยับ ขณะทรงมีพระราชหฤทัยระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

นิ่ง.. สงบ          

“ไม่สิ... ข้าต่างหาก ที่จากเขามา” ตรัสแก้

ทว่าสิ้นสุรเสียงหวาน   เสียงแผ่วหวิวก็ดังขึ้นจากเสียงกระซิบ...         

....

เพลงใบไม้ครวญ

 

....ใบไม้หวิวพลิ้วหวานมานานเนิ่น                   

พระพายเพลินโบกสะบัดไม่พักผ่อน        

เพลงขลุ่ยครวญหวนไห้ใจอาวรณ์          

ขับขานกลอนถอนหทัย...ไม่ร้างรา

 

            “องค์หญิงเพคะ... เสียงขลุ่ย...ขลุ่ยใบไม้”

            “เรา....ฟัง ฟังอยู่...”

            แม้ไม่ต้องมีผู้ใดกราบทูล...  พระองค์ก็ทรงรับรู้  เพราะเพลงที่ดังก้องพระโสตองค์หญิงพระชายา กำลังถูกส่งผ่านไปถึงพยอน  แพคฮยอน... อดีตธิดาตระกูลพยอนแห่งอันดงด้วยพระทัยที่เต้นแรง รัว...

จำได้ดี...

แม้ผ่านมานานเท่าไรก็ยังจำได้ดี  บทเพลงของท่านผู้นั้น... 

            ผู้เป็นเจ้าของสายลมที่พัดโอบล้อมพระวรกาย  และฝากเสียงกระซิบเบามากับกลีบดอกไม้ปลิดปลิว

          เจ้าของ...เสียงครวญคร่ำของเหล่าใบไม้

          “ท่านพี่.... ท่านพี่ชานยอล”     

 

|||

 

 




 


 
 

ขอพื้นที่ทักทายกันเบา ๆ สักเล็กน้อย

            ฟิคเรื่องนี้เกิดจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าของคนสามคน ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่ดี  ไว้เป็นความภาคภูมิใจของตนเอง Flower of the REALM จึงถือว่าเป็นโปรเจคใหญ่มาก เพราะใช้เวลาวางพล็อตมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม  ล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  เพิ่งเขียนได้แค่ ๕ ตอนเอง... (๑๐๐ หน้าเอสี่)
            ถึงเนื้อเรื่องเริ่มแรกจะเกิดจากความอยากสนองนี้ดของวป.(y_prand)  แต่ทุกอย่างก็มาสมบูรณ์เมื่อมี coolly_mint และ faiene ร่วมกันช่วยเติมต่อ แต่งเติมเสริมเนื้อหา  พวกเราสามคนทำงานกันค่อนข้างหนัก  วางพล็อตอย่างละเอียดมาก หาข้อมูลกันอย่างจริงจัง)  แม้ว่าวป.เป็นคนเขียนทั้งหมด   แต่บก.faiene และ Coolly_mint ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ฟิคสำเร็จด้วยอย่างมาก    เพราะช่วงไหนวป.เริ่มเขียนได้เวิ่นเว้อ  ไร้ประโยชน์ก็จะโดนทั้งสองช่วยหั่นมาซะเหี้ยนหลายรอบแล้ว..(วป.ร้องไห้กระซิกๆ) 
             ใครที่ฟอลทวิตของวป.ไว้คงจะเห็นว่าสี่เดือนที่ผ่านมาอินี่บ่นตลอด ฮ่าๆ แต่ก็เพราะว่าอยากให้งานออกมาดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้    ตอนที่ลงนี้ไม่ใช่ร่างแรกที่พวกเราเขียน  แต่มันผ่านการแก้ไข ดัดแปลง ปรับเปลี่ยน ตรวจทานครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความตั้งใจ  

ใครที่อ่านฟิคเรื่องนี้แล้วชอบ ประทับใจหรืออยากติชม  พวกเราสามคนยินดีนะคะ จะกด fav ไว้  เขียนคอมเมนท์  ให้เรตติ้ง เขียนวิจารณ์ หรือแม้กระทั่งทักท้วงอย่างมีเหตุผลเราก็ยินดีที่จะรับฟังนะคะ   เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยน้า T/\T ทุกคอมเมนท์ถือว่าเป็นพลังและเชื้อไฟให้เราอยากสร้างสรรค์งานต่อ  
            สำหรับคนที่อยากเวิ่นเว้อในทวิต  เชิญติดแท็ก #มูกุงฮวา ได้นะคะ 

                                                                                                            ขอให้สนุกกับฟิค
                                                                                                            วป. (และคณะ)


ป.ล. ตอนหน้าจะมาพูดคุยเล่าเรื่องอาถรรพ์ฟิคเรื่องนี้นะคะ  คิคิ  แล้วจะลากอีกสองคนมาทอล์คด้วยน้า >w< 

 


 

 

:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #374 lavani (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 21:44

    ( ̄▽ ̄;)


    ชอฮาแกล้งเซจาบินได้ยังไง 


    555555555555 


    เราแอบสงสารเซจาบินนะ ชอฮาไม่ยอมกันเลยเหอะ


    (อ่านไปยิ้มไป เอ๊ะ? ยังไง มันมุ้งมิ้งมาก)


    แต่..


    แต่...ไอที่ว่า "ตากแดดจนเกรียมขนาดนั้น"


    555555555555555555555555555555555555


    ขำลั่น แง ขำค้าง หยุด! หยุดข้าที


     


    / เป็นกำลังใจให้คนเขียนทุกคน ทีมงานทุกคนนะ (。ゝ∀.)ゞ


    ประทับใจจริงๆค่ะ เป็นไคแพคเรื่องแรกที่เราอ่าน 


    (แต่อ่านเรื่องนี้รอบที่สอง อะไรยังไง?) (ฮ่าๆ) มันสวยงามนะคะ ปริ่ม


    เห็นถึงความตั้งใจของคนเขียน บอกเลย 


    จะพยายามตามอ่านและเม้นท์ทุกตอนตามความรู้สึกของเรานะคะ


    อ่านด้วยล่ะ 555555555555 

    #374
    0
  2. #343 uuika (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 00:05
    พฮือออออออ ชอบมากเลยค่ะไรท์
    รวมเล่มเมื่อไหร่บอกนะคะ ;////////;
    #343
    0
  3. #323 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 14:39
    นี่มันสุดยอดมากจริงๆค่ะ ภาษาสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สุดๆอ่ะ ตอนแรกเหมือนเริ่มฟิคมาจะเครียดค่ะองค์หญิงทำพิษ สดใสเลยทีเดียว 555555555555555555555 น่าติดตามมากๆค่ะ ขอให้อย่าดราม่าเล้ยยยยยย
    #323
    0
  4. #290 oommyhippyty (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2557 / 00:40
    โง้ยยยยยยยยยยยยยย ได้เวลามาอ่านซักที แค่ตอนแรกก็เขินมากมายแล้ว จากที่ดูมาตั้งแต่บทนำ

    คำศัพท์และหนังสือที่ค้นคว้ามา รับรู้ได้เลยว่ามีความตั้งใจกับฟิคเรื่องนี้มากมากมากมากแค่ไหน เราแทบขนลุกเลย

    เราเม้นยาวไม่เก่งหรือวิจารณ์อะไรไม่เป็นเท่าไหร่ จะขอเม้นท์ไปตามความรู้สึกเลยนะคะ TT

    ภาษาสวยมากมันไร้ที่ติจริงๆ บรรยายได้เห็นภาพ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนชอบฟิคหรือละครอะไรแนวนี้มากนัก

    แต่แต่ละฉากในนี้มันชัดเจนมากเลย จะเริ่มอ่านก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะไหวรึเปล่า กลัวไม่ได้ศัพท์อะไรแล้วจะงง

    พอได้อ่านจริงๆแล้ว ไม่เลยค่ะ ชอบมาก TTTTTTTTT เนื้อเรื่องอะไรยังไม่ขอเดาเพราะเดาไปก็คงไม่ถูก แง่ว

    จะติดตามๆเรื่อยๆ เพราะแค่เปิดมาก็มั่นใจได้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องไม่ทำให้เราผิดหวัง



    ขอหวีดตอนพระนางปะทะคารมกันดีกว่า

    คือเขินมาก แค่โผล่มาแว๊บแรก องค์หญิงก็ซนมากๆแล้ว >< ชอบฉากเปิดตัวของแพคฮยอนนะ รู้เลยว่าต้องแสบแน่ๆ

    แค่ตอนแรกเราก็ชอบแพคฮยอนมากๆแล้ว เอ็นดูพอๆกับทุกคนในวังเหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ด้วยเลย แงง

    ทั้งคู่ดูยังไม่รู้สึกอะไรกัน แต่ชอฮาก็ชอบแกล้งองค์หญิงลิงน้อยนะคะ น่ารักน่าแกล้งจริงๆนั่นแหละ

    ชอบที่องค์ชายจิกกัดองค์หญิงใส่ฮวางซังกุงจังเลย มันจั๊กจี้หัวใจ คิกคักมากๆ 55555555555555

    จะได้มีอารมณ์กุ๊กกิ๊กหวานแหววให้คนอื่นชื่นใจบ่อยๆ ถึงองค์หญิงจะมีท่านพี่ชานยอลอยู่ในใจ(?)รึเปล่า

    แต่ก็นะ พระนางยังไงก็ต้องคู่กัน ฮิฮิ



    แค่ได้ยินเสียงเพลงก็รู้แล้วว่าท่านพี่ชานยอลหล่อมากแค่ไหน ต้องมาไฝว้กับชอฮาต่อนะะะะ แอร๊ย
    #290
    0
  5. #284 Clothia (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2557 / 20:44
    องค์หญิงแบคฮยอน ต้องเคยผูกพันกับท่านพี่มาก่อนใช่มั้ย แต่ว่าจำเป็นต้องมาอภิเษกกับองค์รัชทายาท ที่องค์หญิงตรัสว่า เราต่างหากที่จากเขามา บางทีองค์หญิงอาจจะรู้สึกอะไรบางอย่างกับท่านชานยอล ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท
    #284
    0
  6. #252 รับผ่าหมาออกจากปาก (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 17:12

    องค์หญิงดูแก่นเซี้ยวจริงๆ


    ฮ่าๆ น่ารักดีค่ะ..


    เมื่อไหร่องค์หญิงจะเป็นผู้ใหญ่ซะทีน้อ..


    สงสารฮวางซังกุงที่ไม่ชินซักที!


     


    ตอนนี้องค์ชายกับองค์หญิง


    ดูเหมือนยังไม่มีความรู้สึก


    ที่เรียกว่าความรักจริงๆเลยสินะ..


    แต่เวลาอ่านช่วงที่องค์หญิงพูดถึงท่านพี่ชานยอลแล้ว


    มันดูเหมือนจะผูกพันธ์มากกว่า...



    ปล.สู้ๆนะคะไรต์ เป็นกำลังใจให้

    แต่ละคนเม้นท์กันโหดจริงๆ คิคิ


     

    #252
    0
  7. #230 ภภภภ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2556 / 00:20
    มีเวลามาอ่านเรื่องนี้สักที ฮืออออออ
    แค่อ่านคำบรรยายก็ปลื้มปริ่มมากเลยค่ะ ดีงามเหลือเกิน
    องค์หญิงแบคฮยอนของหม่อมฉัน ต้องเข้มแข็ง ร่าเริง สดใส และทำหน้าที่ของตน แต่ก็ยังเด็กมาก ก็มีซนตามประสา
    แค่ตอนแรกก็หลงรักองค์หญิงเสียแล้วค่ะ
    #230
    0
  8. #205 ไอ่โบกี้! (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2556 / 22:03
    น้ำตาเอ่อเหมือนกันนะคะ ตอนที่องค์หญิงครวญเพลง T___T
    อินมากจริงๆ แต่ก็อยากให้องชายและองค์หญิงลงเอยกันมากกว่า แหงะ
    #205
    0
  9. #196 u_turn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2556 / 21:21
    เห็นคอมเม้นแล้วตกใจค่ะ เม้นไม่เก่ง ขอเม้นสั้นๆนะค่ะ

    ชอบภาษามากเลยค่ะ ภาษาสวยมาก  สึกซึ้ง  กินใจ  

    บรรยายละเอียด เห็นภาพชัดเจน และให้รู้สึกตามไปกับตัวละครด้วย

    ชอบมากกตอนที่องค์หญิงเถียงกับองค์ชาย ฮาดีค่ะ

    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะค่ะ สู้ๆ
    #196
    0
  10. #182 Windy Boy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 02:43
    ขอชมว่าเขียนได้ละเอียดอ่อนรับรู้ถึงอารมณ์ของฟิคจริงๆ ค่ะ ตอนแรกเปิดมาเจอหน้าแรกของฟิคจะร้องไห้ ข้อความในรูปที่เหมือนแนะนำตัวละครหลักใช้ภาษาสวยละเอียดอ่อนมาก นอกจากภาษาดีแล้วยังศึกษาประวัติศาสตร์มาดีด้วยขอชื่นชมค่ะ ไม่ได้อ่านเพราะชานยอล แพคฮยอน หรือจงอินนะคะ อ่านเพราะตัวฟิคเนื้อหาของฟิคเลย ไม่ได้ชิปสามคนนี้ แต่ถ้าดึงภาพลักษณ์มาประกอบจินตนาการก็ถือว่าช่วยให้จินตนาการหน้าตาตัวละครได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นฟิคที่ตามหามานาน ชอบที่เปรียบจงอินเหมือนพระอาทิตย์ ชานยอลเหมือนสายลม แพคฮยอนเหมือนดอกไม้ ชอบแต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง 555555555555 ระหว่างจงอินกับชานยอลแอบเชียร์จงอินแหละ แต่คิดว่าแพคฮยอนคงมีใจให้กับชานยอลมากกว่า ไม่รู้อะ เรื่องจะเป็นยังไงก็ติดตามต่อไปค่ะ  

    เป็นกำลังใจให้ทีมงานทุกคนค่ะ สู้ๆ นะคะ
    #182
    0
  11. #166 fatipa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2556 / 22:11
    ถึงจะย้อนยุค แต่ยังคงความน่ารักสดใส ชอบมากๆเลยค่ะ
    องค์หญิงน่ารักมากๆ(องค์หญิงลิงน้อย^^) นางมีคนรักเก่าคือชานยอลเนาะ
    จะลงเอยกับองค์รัชทายาทไคยังไง ติดตามนะคะ ลุ้นๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ :) :) :)
    #166
    0
  12. #142 BB_Yok (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2556 / 16:22
    ภาษาสวยงามมากกกกกกก

    อ่านลื่นดี

    เราชอบมากเลยยยย
    #142
    0
  13. #118 32fds (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 / 09:37
    ก่อนอื่นเลยนะคะ ต้องบอกก่อนว่านี่คือการอ่าน ไคแพค ครั้งที่ 2
    ครั้งแรกคือ OS ของพี่นิ่ม เรื่อง tonight
    และการรู้จักพี่นิ่มครั้งแรกคือ 11 ราตรี
    ซึ่งกลับกลายเป็นเสพติดฟิคพรีเรียตของพี่ไปแล้ว TT 
    ตามเข้ามาเช็คทุกวันว่าอัพดอกไม้หรือยัง TOT
    เรื่องทั้งเรื่องมีมนต์เสน่ห์มากๆ จนหนูตกหลุมรักความรักของที่สามคน
    ตกหลุมรักเนื้อเรื่อง ตกหลุมรักในความรู้สึก บรรยากาศ และตัวอารมณ์ที่ถูกถ่ายทอดออกมา
     
    เริ่มต้นที่บทนำเลยนะคะ มัน...ไร้ที่ติมากๆ! เราเห็นภาพทุกบทสนทนาเลยก็ว่าได้
    ดอกไม้ที่งดงามที่สุด...เบ่งบานอยู่ภายในหัวใจของหม่อมฉันเสมอ
    ตอนแรก... ตกหลุมรักวังเซจาเข้าอย่างจังกับความหาญกล้า ความดุดัน ...ทรงพระเท่ห์มากเพคะ~! >O<
    แต่กลับอ่อนหวานลงบ้างเมื่อได้แอบมองเซจาบินอยู่ไกลๆ
    ความเอ็นดูที่วังเซจามีให้เซจาบินเรารู้สึกได้จริงๆTT คิดแล้วยิ่งฟิน 
    ส่วนองค์หญิงรัชทยาทนี่ก็แสนดื้อแสนซนพยศน่าดู น่ารักมากๆคะ 
    วังเซจาคงมีความสุข ยิ้มได้ หัวเราะได้ หากได้อยู่กับเซจาบินตลอดไป
    แล้วตกที่เซจาบินตกลงมาจากต้นไม้ - จงอินถามว่า "องค์ชายอะไร หืม..."
    "องค์...องค์ชายรัชยาท" <<< คือตอนนี้สครีมค่าาาาาาาา 
    เพราะเราคิดว่าจงอินพยายามย้ำตัวเองว่าสูงศักดิ์ >///////< Bad Boy ~ 5555
    #118
    0
  14. #117 32fds (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 / 09:37
    ก่อนอื่นเลยนะคะ ต้องบอกก่อนว่านี่คือการอ่าน ไคแพค ครั้งที่ 2
    ครั้งแรกคือ OS ของพี่นิ่ม เรื่อง tonight
    และการรู้จักพี่นิ่มครั้งแรกคือ 11 ราตรี
    ซึ่งกลับกลายเป็นเสพติดฟิคพรีเรียตของพี่ไปแล้ว TT 
    ตามเข้ามาเช็คทุกวันว่าอัพดอกไม้หรือยัง TOT
    เรื่องทั้งเรื่องมีมนต์เสน่ห์มากๆ จนหนูตกหลุมรักความรักของที่สามคน
    ตกหลุมรักเนื้อเรื่อง ตกหลุมรักในความรู้สึก บรรยากาศ และตัวอารมณ์ที่ถูกถ่ายทอดออกมา
     
    เริ่มต้นที่บทนำเลยนะคะ มัน...ไร้ที่ติมากๆ! เราเห็นภาพทุกบทสนทนาเลยก็ว่าได้
    ดอกไม้ที่งดงามที่สุด...เบ่งบานอยู่ภายในหัวใจของหม่อมฉันเสมอ
    ตอนแรก... ตกหลุมรักวังเซจาเข้าอย่างจังกับความหาญกล้า ความดุดัน ...ทรงพระเท่ห์มากเพคะ~! >O<
    แต่กลับอ่อนหวานลงบ้างเมื่อได้แอบมองเซจาบินอยู่ไกลๆ
    ความเอ็นดูที่วังเซจามีให้เซจาบินเรารู้สึกได้จริงๆTT คิดแล้วยิ่งฟิน 
    ส่วนองค์หญิงรัชทยาทนี่ก็แสนดื้อแสนซนพยศน่าดู น่ารักมากๆคะ 
    วังเซจาคงมีความสุข ยิ้มได้ หัวเราะได้ หากได้อยู่กับเซจาบินตลอดไป
    แล้วตกที่เซจาบินตกลงมาจากต้นไม้ - จงอินถามว่า "องค์ชายอะไร หืม..."
    "องค์...องค์ชายรัชยาท" <<< คือตอนนี้สครีมค่าาาาาาาา 
    เพราะเราคิดว่าจงอินพยายามย้ำตัวเองว่าสูงศักดิ์ >///////< Bad Boy ~ 5555
    #117
    0
  15. #64 ShawolBB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2556 / 14:25
    สวยงาม.

    ตั้งแต่อินโทรแล้วรู้สึกว่าอินโทรหวานๆ หวานๆบอกไม่ถูก เพลงเพราะมากบิ้วให้สุดพลัง ชวนมโนสุดๆ

    อ่านตอนแรกแล้วอมยิ้มตลอด เหมือนดูซีรีส์ย้อนยุค ตอนที่องค์ชายเจอเจ้าหญิงลิงน้อยบินลงจากต้นไม้คือน่ารักอะ

    อ่านเงียบๆในห้องสมุดแล้วฟังเพลงด้วยมันได้ฟีลมาก ประหนึ่งนั่งอ่านริมน้ำตก

    วกเข้าเรื่องฟิคอีก พี่ชานสายลมแค่นางกล่าวถึงก็หล่อแล้ว นั่งเดาเล่นๆต้องมีมาม่า

    อยากรู้ความสัมพันธ์ของสองคนนั้นก่อนเข้าวัง จะอธิบายเป็นตัวหนังสือยังไงดี เอ่อออ พูดยากแต่อยากพูด55

    นางเองก็ยังคิดถึงพี่ชาน โอยยยยยยย มโนได้ไกลกว่านั่งพิมพ์คอมเมนต์ให้พี่นิ่มอีก

    มันไปไกลแล้วแต่จะพิมย์ยังไง ชอบมากเลย อ่านเรื่อยๆ เย็นๆ สวยค่ะ

    มันเคลิ้มเอ้อะ! ภาษาสำนวนสวยจริงๆอ่านของพี่นิ่มก็สวยทุกเรื่อง กิกิ (อันนี้พูดจริงๆเลย)



    ขอบคุณสำหรับฟิคสวยๆนี้นะคะ เห็นอยู่เสมอในทวีตถึงความตั้งใจมาก

    สู้ๆนะคะ #แหวกม่านอ่านตอนต่อไป



    **ที่บอกว่าองค์ชายไปตากแดดเกรียม อินี่นางอ่านแล้วก็พูดในใจ 'เออ ดำ!'

    #เมนได้เป็นพระเอกแล้วแซะตะมายยยย
    #64
    0
  16. #48 bam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2556 / 16:41
    เราชอบอ่านแนวย้อนยุกแบบนี้อ่ะ

    ภาษาสวยมาก องค์หญิงน้อยก็น่ารัก

    แล้วท่านพี่ชานยอลนี่เป็นอะไรกับองค์หญิงนะ
    #48
    0
  17. #45 Renoir92 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 14:25
    โฮฮฮฮฮฮ ขอร้องไห้ก่อนค่ะ ภาษาสวยมากกก ฮืออออ

    จงอินตัวน้อยถามท่านพ่อน่ารักจังงงง

    ทุกอย่างเปลี่ยนไปตอนที่ต้องเรียกท่านพ่อว่าเสด็จพ่อ

    ภาระในภายภาคหน้าขององค์ชาย สิ่งที่ต้องเจอคือต้องรับมือกับพวกเสนาแน่ๆ

    อ่านละนึกถึงเดอะมูนเบาๆ เพราะดู Teaser แล้วเป็นฉากในเรื่อง เราชอบเรื่องนี้มากๆ แอร๊ยยย

    นึกภาพน้องไคเป็นชอฮาแล้วเท่ไม่เบา เพราะคงเป็นราชาที่ไม่โง่ 555555555



    นางเอกของเราก็แก่นเซี้ยวซะจริงๆ น่ารักกก อยากจะฟัดแก้ม

    ถ้าเราเป็นฮวาซังกุงคงตายวันละหลายๆรอบแบบที่ชอฮาบอก 55555

    เดี๋ยวก็ปีนต้นไม้ เดี๋ยวก็ปลอมตัว ลิงน้อยดีๆนี่เอง 555

    ชอฮาก็้เอ็นดูเหมือนกันล่ะสิ ยิ้มบ่อยเชียว

    นางเอกของเรามีบ่นถึงด้วยแสดงว่าก็แอบคิดถึงแล้วก็แอบมีใจให้นิดๆสินะ นิดๆจริงๆ 555

    เพราะนางดูคิดถึงท่านพี่มากกว่าอะ โอย เขิน ท่านพี่เป่าขลุ่ย หล่อฝุดดด



    ฮอลลล รักสามเส้าแน่ๆ คงทำใจไม่ได้ถ้าเห็นท่านพี่เจ็บปวด T_T

    รอฉากพระเอกพระรองไฝว้กันนะคะ (?) 55555555



    ติดตามค่ะ ><
    #45
    0
  18. #42 ppyoy. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 00:12


    สารภาพว่า รอฟิคเรื่องนี้ตั้งแต่เห็นไรท์เตอร์ทวิตถึงเลยค่ะ ; v ; ไม่เคยอ่านฟิคพีเรียดมาก่อนเลย แต่ตั้งใจจริงๆว่าจะอ่านเรื่องนี้ แล้วก็ไม่ผิดหวังตั้งแต่ตอนแรก คำบรรยายพาจินตนาการสมจริง จริงๆ เหมือนกำลังดูซีรีย์เกาหลีเจ๋งๆเรื่องนึงเลย ชื่นชมไรท์เตอร์จริงๆค่ะที่เขียนออกมาได้ดีขนาดนี้เพราะมันยากมากๆ ทั้งเนื้อเรื่อง ข้อมูล ราชาศัพท์แต่เก็บรายละเอียดได้ทุกจุดเลย



    ตอนแรกที่อ่านว่าเป็นฟิคชายหญิงแล้วแบคฮยอนเป็นผู้หญิงก็ยังกลัวว่าตัวเองจะจินตนาการไม่ออก แต่ไปๆมาๆก็อ่านได้แถมเขินตามอีก องค์ชายแกล้งองค์หญิงลิงอะ น่ารักกกกกกกก เอ็นดูเจ้าหญิงเหมือนกันอะดิ องค์หญิงแก่นๆน่ารักกกก~

    แล้วอะไรคือเสด็จกลับตำหนักแล้วนินทาองค์ชายว่าตากแดดจนเกรียม ถถถถถถถถถถถถถถถถถถ ทรงงานหนักไงงง เลยทรงเกรียม แหม่

    ชอบคาแรคเตอร์ทั้งวังเซจากับองค์หญิงพยอนเลยยย วังเซจาดูฉลาด เป็นผู้ใหญ่เป็นผู้นำ สมกับเป็นผู้สืบทอดปกครองประเทศ หลงค่ะ พูดเลยว่าหลงองค์รัชทายาทจงอินมากกกก มามาก็น่ารัก ทั้งใสทั้งแก่น น่าจับหยิกแก้มให้หน้าบูดๆ นึกถึงตอนทำหน้างอเวลาโดนแกล้งแล้วคงน่ารักคูณพัน แบบนี้องค์รัชทายาทหลงแย่ นี่ยังกล้าไปแหย่ว่าเค้าโดนปลด ถึงพยอนโดนปลดองค์ชายก็ไม่ให้เค้าปลดปะเพคะ? - v -



    อ่านตอนแรกแอบมีละอองดราม่ามาแล้ว องค์หญิงแอบคิดถึงท่านพี่ชานยอล? คือนี่ขนาดยังไม่โผล่มาเต็มตัวยังหล่อเลยอะค่ะท่านพี่

    ท่านพี่ชานยอลกับขลุ่ยใบไม้ หล่อพอๆกับองค์ชายจงอินเลอออ . _ . เหมือนพยอนจะผูกพันธ์กับท่านพี่ชานยอล แถมคิดถึงเค้าแบบนี้นี่มีลับลมคมในนะคะ การเข้าวังขององค์หญิงรึเปล่าที่ทำให้ต้องจากท่านพี่ชานยอลลล แล้วองค์หญิงคิดไงกับท่านพี่กันแน่ ทำไมรู้สึกว่ามันแอบมากกว่าพี่น้องงง กรีดดดดดด

    อยากรู้แล้ววว ; w ;

    ตามไปอ่านตอนต่อไปนะคะไรท์เตอร์ รอติดตามอยู่นะคะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆที่ตั้งใจเขียนให้ได้อ่านนะคะ

    . ////////////////////// .

    #42
    0
  19. #41 ヽจี | ดี . (?) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 / 22:20
    จริงด้วยเเหะมีเเต่คอมเมนต์ยาวยาว
    เค้าขอสั้นสั้นเเบบความเห็นข้างล่างได้มั้ย ><'
    ไรท์เตอร์เจ๋งมากเลย กรี้ดกร้าดดดดดด สู้สู้ต่อไปนะฮะ
    เราจะตามเม้นเเละเป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์เย้
    ทั้งสามท่าน จุ้บจุ้บจุ้กกรู้วววววววว  ไรท์เตอร์ไฟร์ติ้ง


    #41
    0
  20. #30 Miso Seo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 16:00
    - -* มีแต่คนเม้นยาวๆ กลัว ไรท์จะตายลาย ขอสั้นๆ ง่ายๆ ชอบจังเลยค่ะ

    บทพระนางก็พ่อแง่แม่งอน น่ารักดี เมื่อไหร่จะรักกันละเนี่ย

    สงสัยจะยาวเป็นมหากาพย์ (แต่ก็จะรออ่าน) เพราะแค่ 5 หน้า ปาไป 100 หน้าเอสี่ 0.0

    แถมใช้คำราชาศัพท์ด้วย ดูแลจะยาก ขอเป็นกำลังใจให้ไรท์ทั้ง 3 คนนะคะ ^^v
    #30
    0
  21. #26 ป๋ายคือของข้า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 / 23:04
    ปร๊าดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!! ขอสกรีมแพพ



    นี่ไรท์เตรียมเรื่องนี้มาตั้งแต่ปลายมกราฯ O{}O !!!!!!!!!!!!!!!!!!



    เอาไปเลย 10 กะโหลก #โยนกะโหลกไปให้รัวๆ



    ไรท์ต้องคัดกรองอย่างละเอียดถีถ้วนฝุดๆ



    ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา #กราบ



    ชอบโมเม้นที่ชอฮา กับ วังเซจาบิน เถียงกัน ดูน่ารักดี >3<



    อ่านแล้วจิ้นตามว่าแบคเป็นผู้หญิง โอ้ยยยยยยยยยยย!! โคตะระมหาฟินครับพี่น้อง ><



    แบคสวยเฟร่ออออออออออออ!!



    แล้วตอนที่แบคเป่าใบไม้นั้น แอบมโนว่าเป็นเพลงประกอบฟิคเรื่องนี้ (มันให้ฟิลดี ฮรี่ววววววววว!!)



    แล้วตอนท้าย โอ้ยๆๆๆๆ ท่านพี่........ ท่านพี่ชานยอลรู้มั้ย ท่านออกมาท่านก็กินซีนไปทั้งเรื่องเลย



    *นอกเรื่อง* อะไรเอ่ยคือในทวิตไรท์วป.มีแต่วอนอู (อาเจ้กินเด็ก 55555555555555)



    สุดท้ายนี้ขอบอกจากใจซาแซงคนนี้ว่า Fighting นะคะไรท์ แอร้ >< *ปาใจใส่รัวๆ*
    #26
    0
  22. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  23. #23 ชนม~ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 / 03:24
    ในที่สุดพี่ก็ได้อ่านฟิคเรื่องนี้ของน้องวป.และคณะ อยากบอกว่าดีใจมาก เพราะรอคอยมาตลอด

    พอได้อ่านตอนแรกรู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่รอคอยจริง ๆ ทุกคำพูด ทุกบทบรรยายที่น้องเขียนออกมา

    พี่รู้สึกได้เลยว่าคนเขียนนั้นใส่ใจในรายละเอียดมาก ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็เลยอ่านแบบละเอียด ๆ

    ค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ ซึมซับทุกตัวอักษร



    อ่านตอนแรกที่เป็นเรื่องราวขององค์ชายรัชทายาทตอนเด็ก

    รู้สึกชอบในคำพูดของพระเจ้ามยองอินมาก ที่บอกกับองค์ชายว่าหนักเหลือเกิน อ่านแล้วรู้สึกหนักไปด้วยเลย

    คืออินไปกับความรู้สึกมาก ชอบการสนทนาของพ่อลูกมาก ตอนที่องค์ชายถามว่าลูกหนักหรือ คืออออออ

    มันน่ารักมากนะ >/////< ทำไมองค์ชายตอนเด็กแลดูใส ๆ ไร้เดียงสาขนาดนี้

    กลัวท่านพ่อไม่อยากอุ้มหรือเพคะองค์ชาย ฮรวก!!!!!! *เอาหน้าไถหมอน*

    พี่ชอบตอนที่ท่านพ่อบอกว่าให้เรียกว่าเสด็จพ่อแทน มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตขององค์ชายเลย

    แล้วสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นซักวันองค์ชายก็จะได้สัมผัสเอง เอาตรง ๆ พี่ชอบคำพูดที่บอกว่าเพราะสิ่งนั้นมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

    กรี๊ดดดดดดดดดดด คือคำนี้มันแทนทุกสิ่งอย่างที่องค์ชายกำลังจะเจอ ทำไมน้องวป.เปรียบซะพ่ีเห็นภาพขนาดนี้ (เห็นอะไร?)

    แล้วท่านพ่อขององค์ชายคะ ท่านเป็นกวีแห่งโชซอนหรือเปล่าคะ เปรียบเปรยแต่ละอย่าง คนอ่านอย่างพี่ชอบทุกคำพูดเลย

    คำพูดที่บอกว่าทุกคนจะก้มลงแทบเท้าเจ้า และบุปฝาทุกดอกบนโชซอนจะเบ่งบานสำหรับเจ้า โอ๊ยยยยยยยยย

    พี่ขอคำนับท่านพ่อขององค์ชาย ข้าน้อยอยากเป็นศิษย์เอกของท่านเหลือเกิน *ดวงตาเคลิ้มฝัน*

    หลงใหลคำพูดของพระเจ้ามยองอินทุกคำ



    แล้วพอตอนองค์ชายเติบโต ทำไมพี่รู้สึกว่าองค์ชายจงอินชักจะเหมือนท่านพ่อตรงที่ช่างเปรียบเปรยสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งนี้นัก

    คือชอบนะ ไม่ใช่อะไร พี่ชอบตีความจากสิ่งที่เปรียบ แล้วคือตอนคุยกับชิน สองคนนี้คืออะไรรรรรรร เข้าใจกันอยู่สองคนซินะ

    ถ้ามีคนอื่นมาแอบฟังก็คงเท่านั้น คงไม่รู้อยู่ดีว่าสองคนนี้คุยอะไรกัน มันคือสไตล์ของคนฉลาดเขาคุยโต้ตอบกันหราาาาาา



    ฉากเปิดตัวองค์หญิงพยอน อุกร๊ีดดดดดดดด เปิดตัวด้วยเสียงแกร๊บ และตามมาด้วยการโต้เถียงของชอฮาและเซจาบิน

    หว๋ายยยยยยยยยย องค์หญิงลิงน้อย งื้อออออออออออออ พี่สัมผัสได้ถึงอารมณ์สดใสยามที่น้องพยอนโผล่มา

    อยากรู้จริง ๆ ว่าตอนที่เรียกน้องพยอนด้วยคำนี้ องค์ชายเรียกด้วยความเอ็นดูหรือเปล่า

    เอ็นดูเถอะ องค์หญิงน่ารักนะ (นี่ก็หลงพยอนแบบไม่ลืมหูลืมตา) ฉากที่โต้เถียงกันนั้นมันอะไรรรรรรรร

    แลดูองค์ชายขี้แกล้งนะเพคะ แล้วองค์หญิงก็ไปยืนโต้เถียงให้เค้าแกล้ง โถๆๆๆๆๆ องค์พยอนผู้สดใสของบ่าว

    จะสงสารซังกุงก็สงสารได้ไม่เต็มที่ คือฮานางมากกว่าอ่ะ นางพูดคำว่าหม่อมฉันสมควรตายบ่อยมาก

    จนเหมือนเป็นคำติดปากเลยทีเดียว แล้วองค์หญิงผู้น่ารักก็ชอบแกล้งนางมากด้วย โอยยยย สงสารดีไหมมมมม 5555555

    พระชายาแพคฮยอนเพคะ พระชายามีอดีตอันใดถึงได้เศร้าหมองแบบนี้ ฮืออออออ อย่าเศร้าซิเดี๋ยวพี่เจ็บปวด

    พระชายาเป่าเพลงใบไม้ โอยยยยยย นึกภาพตามแล้วอยากได้ยินเสียงเหลือเกิน

    ตอนที่บอกว่าใครบางคนสอนมา โง๊ยยยยยย แลดูพระชายาจะผูกพันกับคน ๆ นั้นนะ ว่าแต่ผูกพันในแง่ไหน (ไม่อยากคิดเองโลย)

    แล้วคน ๆ นั้นก็กำลังจะโผล่มา อ๊ากกกกกกก พระชายาคะ ถ้าจะจำได้แม่นยำขนาดนี้ เรียกขานด้วยถ้อยคำนี้

    ท่านพี่ชานยอล อร่อก เป็นลม คือจบตอนแรกด้วยคำนี้ พ่ีก็รู้สึกได้ว่าท่านพี่ชานยอลต้องหล่อมากแน่ ๆ

    หล่อโดยที่ไม่ต้องดูรูปเลยซักนิด โง๊ยยยยยยยยย อยากอ่านตอนต่อไปแล้วววววววววว



    น้องวป.เขียนดีมากกกกกก บรรยายความรู้สึกซะพี่อิน เขียนพี่ชานมานิดเดียวแต่รู้สึกได้ว่าหล่อ

    รอตอนต่อไปจากน้องวป.น้าาาาาาาาา อิอิ เป็นกำลังใจให้เสมอนะจุ๊ สู้ๆ น้าาาาาาาา *จับฟัด*
    #23
    0
  24. #20 E-Terk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 / 20:49
    อันดับแรกขอบอกว่า ภาษาสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก 

    นุ่มละมุน ค่อยๆดำเนินเรื่อง บรรยายเยอะจริง แต่ไม่ซ้ำซาก มันคือการค่อยๆละเมียดคำออกมา

    มันให้อารมณ์อ้างว้างเดียวดายของพระราชาและองค์ชายจริงๆนะ 

    ละมุนมาก ตอนที่องค์หญิงแพคฮยอนยืนทะเลาะกันกับองค์ชายจงอินผู้เคร่งขรึม แต่ทรงแย้มสรวลเพราะองค์หญิง >///////<

    เง้ออออ ติดราชาศัพท์ไปด้วยเลย ดูออกเลยว่าฟิคเรื่องนี้ตั้งใจมากๆ แต่เห็นพี่นิ่มแต่งมาตั้งนานแล้ว อยากอ่านตั้งนานแล้ว

    ได้ฤกษ์ลงซะที ไม่ผิดหวังเลย ชอบมาก 

    ยิ่งชอบเพราะชานยอลเป็นบุคคลที่องค์หญิงคิดถึง โอ้วรักสามเส้า #นี่เชียร์ชานยอลนะ #อ้าว #จงอินเป็นตัวเอกนะ

    ชอบราชาศัพท์สามคำนี้ ทรงพระเพี้ยน ทรงพระจิตวิปลาส #ซังกุงเลยบอกว่า อยากจะทรงพระเพี๊ยะซักที

    ฮาาาาาาาาาาาาาาา 

    รอตอนต่อไป ถ้าว่างจะรีบอ่านทันที

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 พฤษภาคม 2556 / 21:00
    #20
    0
  25. #19 [K3] (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 / 20:32






    เริ่มมาก็ดูเครียดแล้วววววววค่ะ *ทรุด*ยังเดาอะไรไม่ออกเลยจริงๆ (เดาได้ก็แปลกนะ เพิ่งตอนแรก กร๊ากกก)

    แต่หนูชอบทั้งคำพูดและฉากระหว่างพ่อลูกมากกกกกอ่ะ มันดูอบอุ่น แบบเหงาๆ

    ตอนที่อุ้มลูก แล้วบอกว่า หนัก แล้วองค์ชายน้อยถามว่า ลูกหนักหรอ คือเป็นคำถามแบบเด็กๆนะ เด็กจะซื่อๆแบบนี้

    แต่ในบรรยากาศตอนนั้น มันก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเลยค่ะ



    เจ้าจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกคนจะก้มลงแทบเท้าเจ้า

    และบุปผาทุกดอกบนโชซอนจะเบ่งบานสำหรับเจ้า



    เห็นภาพมากกกกก ชอบคำว่าบุปผาทุกดอกบนโชซอนจะเบ่งบานสำหรับเจ้า

    ไม่รู้จะพูดความรู้สึกตอนที่อ่านออกมายังไงเลยจริงๆ แต่เค้าชอบประโยคนี้มาก



    ตอนที่องค์ชายคุยกับชิน(เค้าต้องใช้คำราชาศัพท์เวลาคอมเม้นท์ด้วยมั้ย? ฮ่าาาาาาา)

    ก็ยังรู้สึกอยู่ว่าฟิคเรื่องนี้ดูเครียดๆนะ คือดูเป็นการเมือง การแก่งแย่งอำนาจกัน

    แต่พอเจอเสียงแกร๊บ แล้ว เหมียวมานี่เริ่มแบบ คงไม่เครียดอย่างที่คิดสินะ ฮาาาาา

    ความคิดที่ว่าเรื่องนี้จะเครียด ดราม่า อะไรหายไปเลยจริงๆเวลาที่มีองค์หญิงอยู่

    กลายเป็นเรื่องน่ารักไปเลย ชอบคาแรคเตอร์องค์หญิงนะ ดูชีวิตมีสีสันมาก ฮ่าาๆๆๆ

    ฮานางตั้งแต่เอาชุดซังกุงฝึกหัดมาใส่แล้วอ่ะค่ะ

    แล้วก็ชอบเวลาที่องค์ชายองค์หญิงเถียงกันมาก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในดงดอกไม้บานๆ

    จากตอนแรกที่รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางซากตำหนักที่โดนเผา

    ฟิคเรื่องนี้มีหลายอารมณ์จริงๆ



    พอเถอะ ฮวางซังกุง ถ้าเจ้าอยู่กับองค์หญิงแบบนี้

    ข้าว่าเจ้าคงได้ตายวันละหลาย ๆ รอบแน่ ๆ



    ขำมากกกก ประโยคนี้ แต่เห็นด้วยจริงๆค่ะ คงตายแล้วตายอีก ตายแล้วตายอีกวนเวียนอยู่แบบนี้เลย

    ฮวงซังกุงน่ารักมากอ่ะพี่นิ่มมมมม มีการบอกให้ไปแกล้งกำนัลสาวๆแทนด้วย ฮ่าาาาา

    เป็นตัวละครอีกตัวที่ชอบนะ น่ารักดี



    บทเพลงไร้ฉันทลักษณ์บทหนึ่ง .... ใครบางคนเคยสอน

    ตอนเจอใครบางคนนี่ก็คิดไปแล้วว่าชานยอลแน่ๆ..

    แล้วก็ใช่จริงๆด้วย..อารมณ์หลังจากที่อยู่ในดงดอกไม้ของหนูกลับมากลางซากตำหนักอีกแล้วค่ะ!

    เหมือนจะดราม่ารึเปล่า ไม่รู้ คือมันเพิ่งตอนแรกที่อ่าน ฮ่าาาาาาา

    และไม่รู้ทำไม ท่านพี่ชานยอลมาแค่นี้นะคะ สั้นๆ มาแค่เชื่อ กับคำบรรยายนิดหน่อย

    แต่เค้ารู้สึกเลยว่าท่านพี่ดูหล่อ ฮาาาาาาาาาาาาาา สมแล้วที่เป็นฟิคพี่นิ่ม~ ไม่แปลกใจเลยจริงๆนะ



    สรุปความคิดในตอนนี้..ที่คิดและเข้าใจเอาเอง นะคะ

    คิดว่าองค์หญิงเหมือนจะแอบๆชอบท่านพี่ชานยอลอยู่รึเปล่า

    อาจจะเป็นความรู้สึกแบบสมัยเด็กๆ แอบชอบใครสักคน

    แต่ก็ต้องมาแต่งงานกับองค์ชาย เลยทำให้ไม่ได้เจอกันอีก

    ส่วนกับองค์ชายตอนนี้ คิดว่ายังไม่มีความรักอะไรเลยนะ

    แต่อยู่กันมานานหลายปีอยู่ ก็คงมีความผูกพันกันอยู่บ้าง

    แล้วลุ้นมากว่าชานยอลจะกลับมาในชีวิตองค์หญิงยังไง~ และอะไรๆจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

    เค้าเดาอะไรไม่ออกจริงๆตอนนี้~ รออ่านพาร์ทต่อๆไปนะคะ

    #19
    0