[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 27 : *** ตอนที่ ๑๑ เปลวเพลิงแห่งรัตติกาล{๓}***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 402
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    28 พ.ค. 58

ความเดิมตอนที่แล้ว

จังหวะรักในหฤทัย 

 

        องค์ชายและองค์หญิงรัชทายาทแห่งโชซอนผ่านพิธีขอพระราชบุตร ด้วยพระหฤทัยสองดวงที่ใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคย หากเสียงสั่นไหวในพระทัยทั้งสองกลับไม่อาจลบความหวั่นไหวที่องค์ชายจงอินมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงพระชายากับองค์ชายชานยอลได้   แม้ทรงรับรู้ ก็ไม่อาจบอกให้รู้  ด้วยกลัวว่าพระชายาที่เป็นสตรีหนึ่งเดียวในพระทัยจะเสื่อมเสีย ทำได้เพียงปิดบังและซ่อนเร้นไว้ด้วยความเจ็บปวด 
        แต่ขณะนั้นเอง องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนนั้น ก็ต้องทรงแบกรับความเจ็บปวด จาก 'ความจริง' ที่ทรงมีโอกาสได้รับรู้จากพระโอษฐ์ของ 'ท่านพี่ชานยอล' เช่นเดียวกัน

        การเมืองภายในอาณาจักรโชซอนกำลังวุ่นวาย ขุนนางแตกแยกเป็นสองฝ่าย ทั้งสองล้วนแล้วแต่จับจ้องที่จะแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว และมุ่งครอบครองอำนาจให้ได้มากที่สุด ขณะที่องค์ชายรัชทายาทจงอินผู้รักษาความเที่ยงตรงยิ่งพระชนม์ชีพก็ไม่อาจยินยอมให้ขุนนางเหล่านั้นแสวงหาประโยชน์ได้อย่างง่าย ๆ ในระหว่างที่องค์ชายรัชทายาทจงอินกำลังจะเสด็จไปตรวจสำเภาที่เข้ามาเทียบยังท่าเรือที่องค์ชายชานยอลเป็นผู้ถวายคำปรึกษาในการสร้าง  องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนก็เข้ามาทูลคัดค้านการเดินทางครั้งนี้... ด้วยเหตุผลใด? และเมื่อยังทรงยืนยันว่าจะเสด็จไปยังท่าเรือด้วยพระองค์เอง  และต้องพบกับมือสังหารที่หมายปลงพระชนม์จนทำให้ทรงบาดเจ็บสาหัส! 

       องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินพระทัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต... เมื่อองค์ชายสองพระองค์นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อพระหฤทัยด้วยกันทั้งสิ้น  

    

       

               
 

             

 

 

            

 

 

ตอนที่  ๑๑ เปลวเพลิงแห่งรัตติกาล{๓}

|

 

         กระต่ายจ้องหมายจันทร์             เฝ้าหมายมั่นคะนึงหา

 แม้รู้คือลวงตา                                       เสน่หากลับเย้ายวน

พิศมองแสงเพราพริ้ม                            ที่แย้มยิ้มและเชิญชวน

โดดเต้นไห้โหยหวน                               แล้วคร่ำครวญหลงอาลัย


  

                ยิ่งดึก อากาศยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ แม้อยู่ภายในพระตำหนักที่สามารถป้องกันอุณหภูมิได้ หากยังทรงรับรู้ได้ถึงความหนาวเย็น  หัตถ์เล็กกระชับฉลองพระองค์อุ่นหนาเข้ากับพระวรกาย พลางเลื่อนออกมาเปิดหีบไม้ร่ำผ้าขนาดเล็กที่ประดับตกแต่งด้วยลวดลายสวยงาม กลิ่นหอมที่ทรงคุ้นเคยโชยมาแตะพระนาสิก  ผ้าซับพระพักตร์ที่ปักลวดลายงดงามากฝีพระหัตถ์ของพระองค์วางอยู่ภายในอย่างเป็นระเบียบ  กลิ่นหอมอบอวลแทรกเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวภายในด้ายทุกเส้น ทรงแย้มสรวลเมื่อพับผ้าปักผืนใหม่ที่นางวังเพิ่งนำกลับมาถวาย หลังจากรีดจนเรียบกริบไร้รอยของสะดึงทรงวางผ้าซับพระพักตร์ลงในหีบไม้ แล้วทอดถอนพระหทัย

                ทรงปักเก็บไว้นานแล้ว  เมื่อใดจะถวายหรือเพคะพระอภิบาลมองผืนผ้าปักแล้วยิ้มรื่น

                แล้วใครว่าข้าจะถวายชอฮากัน

                หม่อมฉันยังไม่ได้พูดเลยนะเพคะว่าจะถวายใคร

                ฮวางซังกุง..สุรเสียงกดลงต่ำ พระเนตรฉุนเฉียว

                พระอาญามิพ้นเกล้าเพคะ หม่อมฉันเพียงเย้าเล่น           

                ข้าไม่ตลกด้วยหรอก

                ขอพระราชทานอภัยเพคะฮวางซังกุงหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย  ก่อนจะกราบทูลถามต่อ แล้วจะทรงเก็บไว้ต่อไปหรือเพคะ

                ก็เก็บไว้ให้หอม ๆ จะได้นำมาใช้ภายหลัง...รับสั่งปัด ๆ หากฮวางซังกุงกลับแย้งขึ้นมา ดวงตาของนางจับจ้องผืนผ้านั้นอย่างรู้เท่าทัน

                ปกติทรงใช้แต่ลายบุปผา... จะทรงใช้ผ้าซับพระพักตร์ลายพระอาทิตย์เช่นนี้หรือเพคะ ปกติทรงปักนี้ทีไร..ก็เก็บไว้ในหีบไม้ร่ำทุกที

                ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว

                องค์หญิงเพคะ...นำถวายชอฮาเสียเถิดเพคะ ทรงปักไว้ตั้งหลายผืน หากไม่ส่งไปยังเจ้าของ ก็จะเสียของนะเพคะ

                พระอภิบาลรีบยุ ด้วยทราบดีว่าที่ผ่านมาองค์หญิงน้อยผู้น่าสงสารของนางทรงเข้าพระทัยผิดว่าองค์ชายรัชทายาทจงอินทรงรังเกียจพระองค์มาตลอด แม้ว่าได้ทรงปักผ้าคราใดจะปรากฏผ้าลายพระอาทิตย์อันเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าของพระตำหนักตะวันออกอยู่เสมอ  ก็ไม่เคยกล้าถวายไปยังอีกพระองค์เสียที...ครั้งเดียวที่ผ้าซับพระพักตร์ลายพระอาทิตย์ส่งไปถึงองค์ชายจงอิน ก็เมื่อพระมเหสีทรงมาพบเข้าโดยบังเอิญ และทราบเจตนาของพระสุณิสา

                หม่อมฉันทำอะไรไม่เป็นนอกจากสิ่งนี้เพคะ...หากถวายไป ก็เกรงว่าจะไม่พอพระทัย   

                ฮวางซังกุงคิดถึงเรื่องนั้นแล้วก็กระแอมเบา  องค์หญิงน้อยที่น่าสงสารของนางช่างไร้เดียงสานัก หากเป็นนางอื่น ๆ ที่ได้เข้าไปถวายตัวกับฝ่าบาทหรือราชวงศ์พระองค์อื่น เพียงแค่พระสวามีใส่พระทัยเพียงเล็กน้อยก็คงเข้าข้างตัวเองเสียใหญ่โตว่าทรงรักใคร่กว่าคนอื่น ๆ ขณะที่เซจาบินของนางกลับไม่ทรงรู้อะไรเอาเสียเลย ทั้งที่ชอฮาแสดงออกชัดเจนขนาดนี้

                “เข้าเฝ้าครั้งหน้า...นำไปถวายเถอะเพคะ ทรงเป็นพระชายาพระสวามีกันจริง ๆ แล้ว จะถวายไปก็ไม่เสียหายนะเพคะ”

                “นี่.. เลิกพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ” ทรงปรามพระอภิบาลด้วยสุรเสียงกริ้วโกรธ หากปรางนวลที่ซับสีพระโลหิตนั้นก็ทำให้ฮวางซังกุงยิ้มกริ่ม

                ชอฮา...คงพอพระทัยที่ได้รับสิ่งนี้มากเลยนะเพคะ  หรือจะถวายให้เป็นของขวัญวันพระราชสมภพดีเพคะ  อีกไม่นานก็ถึงแล้ว

                ของเล็กน้อยแบบนี้จะนำขึ้นถวายในวันสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร

                แค่ทรงทราบว่าเป็นขององค์หญิง...ชอฮาก็คงพอพระทัยที่สุดแล้วเพคะ

                องค์หญิงพระชายาเม้มพระโอษฐ์นิ่ง อึกอัก พระพักตร์แดงจัด ด้วยมิรู้ว่าจะทรงหาคำใดมาต้านทานคำพูดของฮวางซังกุง

                หม่อมฉัน... อยากให้ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระทัยที่ดีต่อกันเพคะ... อีกไม่นานองค์หญิงของฮวางซังกุงจะได้กลายเป็นพระมารดาของรัชทายาทองค์ต่อไป...เมื่อชอฮาได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็จะกลายเป็นพระมารดาของโซชอน ที่ผ่านมาหม่อมฉันถวายการรับใช้องค์หญิงในฐานะของพระอภิบาลของวังเซจาบินเพคะ  แต่ต่อไป...ผู้ที่หม่อมฉันจะถวายการรับใช้ จะเป็นพระมารดาผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน ซังกุงผู้ต้อยต่ำอย่างหม่อมฉันก็ปรารถนาอย่างยิ่งให้ทั้งสองพระองค์ได้ครองคู่กันไปตลอดพระชนม์ชีพเพคะ

                องค์หญิงแพคฮยอนทอดพระเนตรฮวางซังกุงด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม... ฮวางซังกุงที่ตามพระองค์ไม่ทัน และเป็นลูกไล่ให้ทรงพระสรวลอยู่เสมอ กลับซุกซ่อนตัวตนที่จริงจังเอาไว้อย่างมากมายจนพระองค์ไม่เคยจับได้   แต่ในขณะนี้...ฮวางซังกุงกลับกลายเป็นพระอภิบาลที่พร้อมจะนำพาพระองค์ไปสู่หน้าที่ที่แท้จริง

                สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว... พระองค์จะยังเป็นเด็กที่วิ่งหนีไปซ่อนโดยไม่มีผู้ใดว่ากล่าวได้อีกแล้ว 

                อยู่ ๆ เจ้าพูดอะไรขึ้นมา...ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย ที่ผ่านมาข้ายังทำหน้าที่พระชายาได้ไม่ดีพอหรือ

                ไม่ใช่ไม่ดีเพคะ...แต่แค่ทรงทำ หน้าที่ยังไม่พอ สักวันจะทรงเข้าใจเพคะว่าองค์หญิงพระชายาแท้จริงคืออะไร

                แล้วข้าต้องทำอะไรอีก

                ฮวางซังกุงส่ายหน้า นางขยับมาจับพระหัตถ์บอบบางขององค์หญิงที่ถวายการดูแลมาตั้งแต่ยังเล็กด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี

                สิ่งนั้น... หม่อมฉันสอนไม่ได้หรอกเพคะ  หากต้องทรงรับรู้ด้วยพระองค์เอง... หม่อมฉันเชื่อว่า เมื่อถึงเวลา องค์หญิงจะกลายเป็นวังเซจาบินที่ที่สมบูรณ์ของวังเซจาเพคะ

                ข้าไม่เข้าใจ...

                ดอกไม้บนราชบัลลังก์... มิได้ประดับไว้เพื่อความงดงามเพียงอย่างเดียว และตอนนี้ดอกไม้ของหม่อมฉันก็ยังไม่แย้มงามพอที่จะวางลงคู่บัลลังก์เพคะ ยังต้องทรงเรียนรู้อีกมาก”            

                แล้วเมื่อไหร่กัน ฮวางซังกุง.. เมื่อไหร่ที่ข้าจะพร้อม

                พระอภิบาลยิ้มรับ และถวายคำตอบ

                เมื่อดอกไม้...รู้ตัวว่า จะแบ่งบาน[1]เพื่อผู้ใดเพคะ


                องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนทรงนิ่งอึ้งไป...พระขนงขมวดมุ่น สายพระเนตรใคร่ครวญถึงปริศนาที่ฮวางซังกุงทิ้งไว้จนยุ่งไปทั้งดวงพักตร์  พระอภิบาลหัวเราะคิก แล้วจึงเรียกนางวังสองนางเข้าไปจัดพระยี่ภู่สำหรับบรรทม

                ดึกมากแล้ว บรรทมเถอะเพคะ... พรุ่งนี้เมื่อชอฮาเสด็จกลับ  หม่อมฉันอยากให้เสด็จไปเรียนรู้หน้าที่ของดอกไม้ที่จะวางคู่บัลลังก์ด้วยพระองค์เองเพคะ

                เจ้ากลายเป็นซังกุงจอมบงการขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันทรงบ่นอุบ หากครั้งนี้กลับไม่ดื้อดึงเช่นแต่ก่อน ที่กว่าจะขอร้องให้บรรทมได้ก็ต้องผ่านไปดึกดื่นค่อนคืน

                เมื่อวังเซจาบินของหม่อมฉันเป็นสตรีที่งามพร้อมถึงเพียงนี้ไงเพคะ

                พระพักตร์ย่นมองฮวางซังกุงคล้ายไม่เชื่อนัก  วรกายบอบบางลุกขึ้นเต็มพระองค์แล้วก้าวไปยังที่พระบรรทมอย่างว่าง่าย

                “วันนี้จีเฮไปไหนหรือ เรียกจีเฮมานอนกับข้าที่ห้องด้วย”

                “แค่นี้นางวังอื่นก็อิจฉานางมากแล้วเพคะ”

                ปกติแล้วจะมีนางวังอื่นมาถวายการดูแลอย่างใกล้ชิดถึงเพียงไม่กี่นางส่วนมากมักได้รับการจัดเวรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเฝ้าหน้าบานทวาร เพื่อถวายการดูแลหากทรงเรียกหาในยามดึกสงัด ปกติมีเพียงฮวางซังกุงเท่านั้นที่ได้เฝ้าภายในห้องพระบรรทม แต่จีเฮที่นอกจากจะเป็นนางวังคู่พระทัยแล้ว ยังได้รับพระอนุญาตให้เข้ามาถวายการดูแลภายในห้องด้วย ซึ่งทำให้นางวังหลายคนเขม่นนางวังจองไม่น้อย เพราะได้รับพระกรุณามากกว่าบุคคลอื่น

                “ข้ารักนางก็เพราะนางไม่ขี้อิจฉาเหมือนคนอื่นนี่แหละ”

                ฮวางซังกุงถอนหายใจเฮือกใหญ่ นอกจากหน้าที่ของพระชายาแล้ว...ต่อไปนางคงต้องสอนเรื่องการปฏิบัติตนต่อข้ารับใช้ต่อไป หากขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงสุดเมื่อใด พระทัยที่อ่อนโยนเช่นนี้อาจจะกลายเป็นภัยร้ายต่อพระองค์ได้

                “กลับมาแล้วเรียกนางมาหาข้าด้วย...”

                “เพคะ... ”

                พระเนตรเบิกโพลงในความมืดแม้เทียนดับลงไปแล้ว ผ้าคลุมบรรทมปกป้องวรกายเล็กบางจนถึงพระศอ  ความอบอุ่นทำให้ทรงคิดถึงอีกพระองค์...

                “ข้านี่บ้าจริง” ที่ทรงคิดถึงองค์ชายจงอินมากขนาดนี้ก็คงเพราะถูกฮวางซังกุงกับทุกคนย้ำเรื่องหน้าที่ของพระชายาอย่างแน่นอน...

                องค์หญิงทรงทอดถอนพระทัยก่อนพลิกพระวรกายตะแคง... รู้สึกกังวลถึงบุรุษอีกหนึ่งที่ขาดการติดต่อไปหลายวัน

                ท่านพี่... กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

                หากเป็นดังเช่นเมื่อก่อน  หากยังทรงเป็นเพียงพยอน แพคฮยอนคนเดิม พระองค์คงไม่ลังเลพระทัยที่จะตรงเข้าไปคาดคั้น และถามว่าท่านพี่ชานยอลกำลังจะทำอะไรกันแน่...

                หากทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมก็คงดี

                “บรรทมแล้วหรือเพคะ” เสียงกระซิบหวิวคุ้นหูของนางวังคนสนิททำให้องค์หญิงน้อยประทับนั่งทันที เมื่อทรงหันกลับมาแล้วพบใบหน้าจีเฮปรากฏในความมืดสลัวจึงดุด้วยความไม่พอพระทัยนัก เพราะจีเฮขอไปช่วยเพื่อนนางวังที่กำลังป่วยเข้าเวรที่ห้องเครื่องตั้งแต่บ่ายแก่     

                “จีเฮ... ไหนบอกว่าไปแค่แป๊บเดียววัน”

                “ขอพระราชทานอภัยเพคะ... องค์หญิง...หม่อมฉัน  เมื่อครู่...ที่ประตูวัง” ประโยคตะกุกตะกักของนางวังคนโปรดทำให้พระขนงขมวดยุ่ง

                “มีอะไรหรือเปล่า”

                “ชอฮาเสด็จกลับแล้วเพคะ” นางกราบทูลด้วยเสียงสั่นระริก..

                “เหตุใดจึงกลับเร็วนัก นี่ยังไม่สว่างเลย ไม่น่าจะ...”

                องค์หญิงพระชายาคว้ามือจีเฮมาจับ  มือเย็นเฉียบก็กำลังสั่นเทาเช่นกัน  พระหฤทัยหล่นวูบ เมื่อทรงจับความผิดปกตินั้นได้

                “เกิดอะไรขึ้น...จีเฮ...เกิดอะไรขึ้น”

                “ชิน..บอก...บอกว่าระหว่างทาง...ทรงถูกลอบทำร้ายเพคะ  ชอฮา...ทรง..บาดเจ็บสาหัสเพคะ”

|

                องค์ชายรัชทายาทจงอินตื่นพระบรรทมขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดทั่วพระวรกาย ความทรงจำสุดท้ายที่พระองค์มีอยู่ก็คือแสงดาวพร่างพรายและวรกายบนเปลสนาม  บาดแผลนั้นใหญ่กว่าที่คิดไว้ เพราะมันได้สร้างความทรมานทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ยิ่งอากาศและลมที่พัดผ่านเข้ามาทำให้ทรงจับไข้และหนาวสั่นไปถึงขั้วพระหทัย สิ่งเดียวที่ตามมาทำให้ทรงลืมความเจ็บปวดนั้นก็คือสุรเสียงหวานของพระชายา กลิ่นหอมคุ้นเคยและไออุ่นจากพระหัตถ์เล็ก

                ดวงพักตร์หวานลอยอยู่ไม่ห่างจากสายพระเนตร โอษฐ์บางเม้มสนิท อัสสุชลหยดใสเปื้อนพวงแก้ม ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาจากเจ้าของวรกายเล็กเลยแม้แต่น้อย  

                “ข้าห้ามทุกคนแล้วว่าไม่ให้บอกเจ้า” 

                นิ้วพระหัตถ์เรียวงามสอดรอบหัตถ์ใหญ่และกระชับแน่นขึ้น แม้เงียบ หากทรงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในดวงเนตรคู่นั้น ฝ่าพระหัตถ์อีกข้างยกขึ้น แตะปรางนิ่ม พลางเกลี่ยหยดน้ำที่ไหลบ่าลงมาอย่างนุ่มนวล

                “โกรธข้าหรือ ทั้งที่บอกแล้วว่าจะไม่เป็นอะไร...แต่ก็เจ็บมาจนได้”

                พระชายาแพคฮยอนส่ายพักตร์ สุรเสียงสั่นเครือ

                “เพราะหม่อมฉัน ทั้งหมด... เป็นเพราะหม่อมฉัน”

                ขนงเข้มขมวดมุ่น ประโยคนั้นราวกับมีดที่เฉือนลงมาซ้ำบาดแผลของพระองค์ให้กว้างขึ้นอีก เนตรไหวระริกราวกับต้องการสารภาพอะไรบางอย่าง...คำสารภาพ ที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าหมายถึงเรื่องอะไร    

                “เสด็จแบบนั้นอันตรายนะเพคะ”

                แพคฮยอน... เจ้ารู้อะไรมาแค่ไหนกัน 

                หรือวันนั้น...กับองค์ชายชานยอล

                พระเนตรฉายประกายหม่นวูบลงเมื่อตระหนักถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น...

                “ที่ทรงเป็นเช่นนี้ก็เพราะหม่อมฉัน”

                “อย่าพูด...”

                นิ้วพระหัตถ์เลื่อนลงไปแตะที่โอษฐ์บางเฉียบ ไม่ให้กล่าวสิ่งใดออกมา

                “แต่..ชอฮา... ย...อย่าขยับเพคะ แพทย์หลวงบอกว่าไม่ให้ขยับพระองค์”

                สุรเสียงหวานรีบเอ่ยห้าม  เมื่อวรกายใหญ่ขยับลุกขึ้น  พักตร์ยับย่นคงเพราะบาดแผลที่พันด้วยผ้าตั้งแต่พระอุระ  รอยพระโลหิตซึมออกเป็นวงกว้าง

                “อย่า..”

                “ช่างหมอ... พวกเจ้าตรงนั้น  ออกไปก่อน”

                พระบัญชาก้องดังทำให้เหล่าขันที นางในรวมถึงชินต่างถอยออกไปจากห้อง เมื่อบานทวารปิดลงอีกครั้ง พระพักตร์เข้มจึงหันมาจับจ้องเพียงพระชายา  เนตรคมเข้มฉายประกายจริงจังจนองค์หญิงแพคฮยอนมิสามารถเอ่ยอะไรได้

                “แพคฮยอน ฟัง..” สุรเสียงทุ้มรับสั่งพอให้ได้ยินเพียงสองพระองค์ “ไม่ว่านั่นคืออะไร... และเจ้ารู้อะไรมา อย่าพูดอะไรเด็ดขาด”

                “ชอฮา...”

                “นี่คือคำสั่ง” พระบัญชาสำทับอีกครั้ง เป็นการย้ำว่าไม่มีเหตุผลใดสำหรับเรื่องนี้ แต่แพคฮยอนของพระองค์ก็ยังเป็นแพคฮยอนคนเดิม

                “แต่...หม่อมฉัน...”

                “อย่าดื้อ แพคฮยอน” ทรงทอดถอนพระทัยยาว เมื่อทรงมองออกว่าดวงพักตร์ของคนดื้อมิฟังพระบัญชาแต่โดยง่าย... “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ โดยเฉพาะเจ้าควรจะพูดมันออกมา  เรื่องนี้จะต้องไม่เกี่ยวกับเจ้า”

                องค์หญิงพระชายาก้มพักตร์ลง ดวงเนตรจับจ้องไปที่ฝ่าพระหัตถ์ใหญ่ที่รวบหัตถ์เล็กเอาไว้จนมิด ความรู้สึกวุ่นวายสับสนมากมายวนเวียนอยู่ในพระหฤทัย ยิ่งเมื่อเลื่อนสายพระเนตรขึ้นมามองวรกายท่อนบนที่เปลือยเปล่ามีผ้าพันแผลกว่าครึ่ง รอยแดงจากพระโลหิตที่ซึมออกเป็นวงกว้างมากกว่าเดิมทำให้ทรงกัดพระทนต์  

                “ฟังข้าสักครั้งนะ”

                “...”

                “ว่าไง ตอบสิ”

                พระพักตร์งามก้มงุด ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธรับสั่งนั้น หากทรงเปลี่ยนประเด็นไปยังบาดแผลนั้นแทน

                “แผล...พระโลหิต... เจ็บมากไหมเพคะ”  

                “อย่าเปลี่ยนเรื่องได้ไหม” รับสั่งดุ ก่อนทรงพระสรวลเมื่อเห็นเนตรเรียวเริ่มคลอด้วยอัสสุชลใสอีกครั้ง แม้จะเจ็บแผลอีกครั้ง แต่เมื่อปรางเรื่ออยู่ใกล้เพียงคืบ ก็อดใจไม่ไหวที่จะทำตามพระทัยปรารถนาอีกครั้ง  โอษฐ์อุ่นประทับลงบนปรางนวล นาสิกฝังใต้ฉวีนิ่ม และสูดกลิ่นหอมที่ทรงหลงใหลฟอดใหญ่

                “ชอฮา!

                “หายเจ็บแล้ว” พระเนตรกรุ้มกริ่ม เมื่อพบว่าปรางนิ่มที่ประทับจุมพิตไว้เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

                “อย่าล้อเล่นสิเพคะ”

                “ความจริง...ข้าคิดว่าจะตายอยู่กลางป่าซะแล้ว” ทรงเคลื่อนพระพักตร์ออกมาแล้วสารภาพ เนตรคมจับจ้องโอษฐ์บางเฉียบที่สั่นระริกนั้นด้วยรอยแย้มสรวลบาง “พอคิดว่า ไม่ได้แล้วล่ะ...ถ้าตายไป เจ้าต้องโกรธข้าแน่ ๆ ก็เลยไม่เป็นอะไรดีกว่า”

                ”อย่ารับสั่งเล่น ๆ แบบนี้สิเพคะ หม่อมฉันใจไม่ดี”

                “ข้ากลับมาที่นี่ได้เพราะเจ้าเลยรู้ไหม... แพคฮยอน”  

                ดวงเนตรคมกริบเปล่งประกายระยิบระยับ  ทรงรับสั่งด้วยความสัตย์จริง...แม้ตอนนี้จะทรงเจ็บแผลมากเพียงใด  แต่เมื่อพระชายาอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ ก็ทรงลืมแทบทุกอย่างได้ทั้งหมด

                โอษฐ์อุ่นแนบบนกลีบบุปผาสีหวานที่แย้มรับผู้เป็นเจ้าของอีกครั้ง จุมพิตนุ่มนวล บดเบียดคลึงเคล้าด้วยพระอารมณ์อ่อนหวาน เนตรเรียวงามหลุบลงแล้วปิดสนิทยินยอมรับจูบครั้งนี้โดยไม่ทรงขัดขืน ทั้งยังทรงปล่อยให้อีกพระองค์นำไปยังหนทางที่น่าหลงใหลนี้

                “หม่อมฉันอยากให้เสด็จไปเรียนรู้หน้าที่ของดอกไม้ที่จะวางคู่บัลลังก์ด้วยพระองค์เองเพคะ”

                แม้จะยังไม่ทรงเข้าพระทัยนัก... ว่าพระอารมณ์ที่พรึงเพริศและปั่นป่วนจนหาทางออกไม่ได้นี้จะเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ของ ดอกไม้ที่ฮวางซังกุงต้องการให้ทรงเรียนรู้หรือไม่  หากสัมผัสนุ่มนวล อ่อนหวานที่มากกว่าจูบครั้งไหนและรอยแย้มสรวลบางที่อยู่บนพระพักตร์ขององค์ชายรัชทายาทนั้นก็ทำให้ทรงตัดสินพระทัยถามขึ้นด้วยสุรเสียงสั่น

                “ชอฮา”

                “หือ” ทรงตอบรับขณะที่นิ้วพระหัตถ์เกลี่ยเช็ดร่องรอยหยาดอัสสุชลที่เปรอะเปื้อนดวงหน้า

                “หม่อมฉัน.. เป็นวังเซจาบินที่ดีหรือยังเพคะ”

                คำถามนั้นทำให้องค์ชายจงอินทรงพระสรวล...หากเป็นพระสรวลที่สั่นพระทัยขององค์หญิงพระชายามากที่สุดในชีวิต

                “นึกยังไงถึงถามขึ้นมา” รับสั่งถาม ขณะที่เนตรคมจับจ้องไปยังดวงเนตรที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความไหวหวั่น ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

                “ขณะที่ชอฮาทรงงานหนัก หม่อมฉันกลับไม่ได้ทำอะไรเลย”

                คำตอบนั้นทำให้พระขนงเลิกขึ้นสูงด้วยความประหลาดพระทัย

                ลิงน้อยของพระองค์...โตขึ้นขนาดนี้แล้วหรือ

                “ไม่ต้องทำอะไรหรอก  อย่าเลย งานพวกนั้นเป็นหน้าที่ของข้า เจ้าอยู่อย่างสบาย ๆ ข้าก็พอใจแล้ว”

                “ชอฮา...” สุรเสียงหวานคล้ายจะแย้ง หากองค์ชายจงอินกลับโยกพระเศียร

                “เจ้าเป็นวังเซจาบินที่ดีมากแล้ว...มากที่สุดสำหรับข้าแล้ว แพคฮยอน แค่อยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”

                “แต่..”

                “เมื่อไหร่เจ้าจะเชื่อข้าโดยไม่แต่บ้างนะ” สุรเสียงแหบพร่าดุ ก่อนจะทรงตอกย้ำคำกล่าวนั้นด้วยพระโอษฐ์ที่ดุดันราวกับต้องการลงโทษคนที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ อย่างพระชายาให้อ่อนยวบในอ้อมพระกร

                ไม่นานหลังจากนั้น บาดแผลใหญ่ก็ประท้วงด้วยรอยเลือดที่ขยายวงกว้างจนซึมออกมาเปรอะฉลองพระองค์ของพระชายา อีกทั้งพิษไข้ที่ลดลงไปเมื่อไม่นานมานี้ก็มีท่าทางจะเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นจนผู้ที่ได้รับจุมพิตหนักหน่วงนั้นรับรู้ได้ แม้เจ้าของบาดแผลจะทรงแสดงราวกับไม่รู้สึกอะไรกับความเจ็บปวดนั้น แต่องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนกลับยอมไม่ได้ สุรเสียงหวานเรียกหาแพทย์หลวงโดยเร็ว  ทันทีที่ทุกฝ่ายเข้ามาในห้อง ก็ถึงเวลาเปลี่ยนผ้าพันแผลและทำความสะอาดบาดแผลครั้งใหญ่อีกครั้ง  

                “อย่าเพิ่งไป...อยู่กับข้าก่อน” ทรงรวบพระหัตถ์ของพระชายาที่กำลังขยับออกให้พื้นที่กับแพทย์หลวงเข้ามาถวายการรักษาไว้แน่น สายพระเนตรร้องขอทำให้วรกายเล็กประทับยืนคว้างด้วยความสับสน

                “ยิ่งรับสั่ง แผลก็จะฉีกกว้างยิ่งกว่าเดิม ขอให้หม่อมฉันถวายการรักษาก่อนเถิดกระหม่อม”

                “อย่ารับสั่งเลยเพคะ หม่อมฉันจะอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้เอง”  

                ราชองครักษ์ชินที่เข้ามาพร้อมกับหมอหลวงมองเจ้าเหนือหัวของตนเองด้วยสายตาอ่อนใจระคนขบขัน  เขาถอนหายใจ ก่อนกราบทูลด้วยน้ำเสียงขึงขัง

                “หากยังทรงขัดคำสั่งแพทย์หลวงอีก กระหม่อมคงต้องเชิญเสด็จองค์หญิงกลับพระตำหนักก่อน จะได้ให้แพทย์ถวายการรักษาได้อย่างถนัดยิ่งขึ้น”

                “ชิน! เจ้านี่”

                “ชอฮาเพคะ เชื่อแพทย์หลวง เชื่อชินเถอะเพคะ เดี๋ยวแผลฉีกนะเพคะ”

                ชินยิ้มกริ่มเมื่อองค์หญิงพระชายารับสั่งเช่นนั้น เขายืนกอดอกคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง ขณะที่เจ้าของพระตำหนักกัดพระทนต์กรอด สายพระเนตรมองมาที่เขาอย่างคาดโทษ พระโอษฐ์ขยับเป็นพระบัญชา ข้าจะให้เจ้าไปล้างคอกม้า

                แผลฉีกออกกว้างตามที่คาดการณ์ไว้ สีหน้าของแพทย์หลวงยุ่งยากเมื่อเห็นบาดแผล ผู้ช่วยแพทย์หลายนางผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาช่วยกันถวายการรักษาอย่างขันแข็ง ขณะที่เจ้าของบาดแผลกลับกัดพระทนต์ไว้โดยไม่ทรงส่งเสียงใดออกมา องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนเปลี่ยนมาประทับนั่งด้านตรงข้ามกับแพทย์หลวง และกุมหัตถ์ใหญ่ข้างนั้นไว้แทน พระหัตถ์เกร็งขึ้นทุกครั้งที่แพทย์หลวงแตะต้องส่วนที่ฉีกขาดนั้น

                หลังถวายการรักษาและเสวยพระโอสถแล้ว ก็ทรงบรรทมหลับไปอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ลืมรับสั่งทิ้งท้ายไว้ทั้งที่แทบส่งเสียงไม่ได้แล้ว   

                “อยู่กับข้านะ”

                “เพคะ”

 

               

                เสียงระฆังบอกเวลาย่ำรุ่งตีลั่นทั่วพระราชวัง แม้ว่าพระอาทิตย์จะยังไม่ขึ้นมาจากขอบฟ้าก็ตาม องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนขยับพระวรกายที่อยู่กับที่มากว่าสองชั่วยาม ก่อนพยักหน้าให้กับฮวางซังกุงและจองจีเฮที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง 

                ราชองครักษ์ชินขยับกายที่แข็งแทบเป็นหินมาตลอดเวลาเมื่อบุคคลทั้งสามเคลื่อนไหว  องค์หญิงแพคฮยอนจึงมีรับสั่งกับราชองครักษ์หนุ่มด้วยสุรเสียงเบาหวิว เพื่อไม่ให้รบกวนอีกพระองค์

                “ข้าจะกลับตำหนักครู่หนึ่ง ฝากท่านชินด้วย”

                “เป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้ว ขอให้เซจาบินทรงพักผ่อนพระวรกายก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาเฝ้าเถิดกระหม่อม หากประชวรไปอีกพระองค์ ชอฮาจะทรงไม่สบายพระทัย”

                “ไม่เป็นไรหรอก  ข้าไม่เป็นไร คงไปไม่นาน...” ดวงเนตรจับจ้องไปยังวรกายสูงใหญ่ แล้วจึงทอดถอนพระทัยยาว “เดี๋ยวข้าจะกลับมา”

                ชินก้มศีรษะรับพระบัญชา  และมองตามขบวนเสด็จเล็ก ๆ ไปอย่างครุ่นคิด และเมื่อบานทวารปิดลง เหลือเพียงเขาและองค์ชายรัชทายาทจงอินเท่านั้น สุรเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นตามที่เขาคาดเดาไว้

                “ชิน”

                “กระหม่อม” ชินสาวเท้าไปคุกเข่าลงใกล้พระยี่ภู่  สุรเสียงทุ้มกระซิบหวิว  พระเนตรคมปิดประกายว้าวุ่นเคร่งเครียดไว้ไม่มิด

                “ข้าไว้ใจแค่เจ้า... ฝากนางด้วย”

                “แต่พระองค์..”

                “ที่นี่คนมาก ไม่มีใครทำอะไรข้าได้ ขันทีลีก็อยู่ข้างนอก แต่นาง... ข้าไม่ไว้ใจคนอื่นให้ทำเรื่องนี้”

                ชินถอนหายใจ...แม้ความปลอดภัยขององค์ชายรัชทายาทคือสิ่งสูงสุดในชีวิตที่เขาต้องรักษา  หากพระทัยขององค์ชายนั้นมีแต่เพียงพระเกียรติของพระชายา  

                “กระหม่อมรับด้วยเกล้า..”

                “กลับมาพร้อมกับนาง... ข้าจะหลับจนกว่านางจะกลับมา”

                ชินพยักหน้ารับ เขาส่งมีดสั้นประจำพระองค์ให้กับพระหัตถ์ใหญ่ใต้ผ้าคลุมบรรทมเพื่อความปลอดภัย

                “กระหม่อมจะส่งอินฮันเข้ามาถวายการอารักขา”

                ทรงส่ายพักตร์... ด้วยไม่ปรารถนาให้มีผู้ใดข้องใจในการหายไปของชินเลยแม้แต่คนเดียว

                “ไปอย่างเงียบ ๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้” สายพระเนตรสุดท้ายก่อนที่ทรงปิดลงนั้นฝากฝังชินด้วยสิ่งเดิมทุกครั้ง

                ชินใช้ความมืดและความเร็วแฝงกายซ่อนเร้นผ่านขันทีและนางวังทุกคนออกจากพระตำหนักตะวันออกเพื่อติดตามองค์หญิงรัชทายาทแพคฮยอนกลับไปยังพระตำหนักขาวตามพระบัญชา

                พระบัญชาที่มีดำริขึ้น ด้วยเหตุผลที่ชินอ่อนใจนัก

                น่าเสียดาย...ที่พระชายาไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงพระดำริเหล่านี้ของพระสวามี  หากได้ทรงล่วงรู้ว่าองค์ชายจงอินรักพระองค์มากเพียงใด จะยังทรงติดต่อกับองค์ชายพลัดราชบัลลังก์พระองค์นั้นหรือไม่  

                หากได้ทรงล่วงรู้ว่าที่ผ่านมา องค์ชายจงอินทรงปกป้องพระเกียรติของพระองค์มากถึงเพียงนี้... จะยังทรงปันพระทัยให้กับสหายในวัยเด็กผู้นั้นอีกหรือไม่  

                เขาคิดอย่างเสียดาย...ก่อนที่จะสะท้านอยู่ในหัวใจ...เขาจะยังมีสิทธิ์อะไรที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์นั้น ในเมื่อเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกัน

                สหายในวัยเด็กเช่นเขา ก็ไม่อาจคิดฝันอะไรกับนางวังผู้เป็นสตรีต้องห้าม และสมบัติของเจ้าเหนือหัวของตนเอง แต่ก็ยังปรารถนาจะได้ปกป้องดูแลอยู่ไกล ๆ เช่นทุกวันนี้

                ร่างสูงใหญ่ขยับกายหลบใต้ร่มเงาไม้เพื่อซุกซ่อนตัวเองจากขบวนนางวังที่กำลังเริ่มออกทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ กระทั่งเห็นชายชีมายาวกรอมเท้าที่เขาจำได้ชัดเจนว่าเป็นของจีเฮเคลื่อนแอบแฝงผ่านนางวังคนอื่น ๆ ออกมาจากพระตำหนักขาวอย่างแนบเนียน  ทว่าใบหน้าที่ก้มงุดนั้นบอกเขาว่านั่นไม่ใช่จอง จีเฮที่เขารู้จักมาทั้งชีวิต ร่างเล็กนั้นเดินรั้งท้ายขบวนที่ออกมาจากพระตำหนัก ก่อนจะลดฝีเท้าลงแล้วเบี่ยงเส้นทางเพื่อตรงดิ่งออกไปทางลัดที่จะพาไปนอกประตูวังอย่างเร็วที่สุด

                องค์หญิงพระชายา!

                หากสิ่งที่นางทำเกี่ยวข้องกับองค์ชายชานยอล...ก็ขอให้แน่ใจว่า นางจะไม่เสี่ยมเสียจากเรื่องนั้น อย่าให้มีผู้ใดล่วงรู้...นอกจากข้าและนาง และองค์ชายชานยอล

|

                วรกายแบบบางในชุดนางวังเสด็จไปด้วยความรวดเร็วดั่งสายลมด้วยช่องทางพิเศษที่มักทรงใช้เสด็จหนีไปพร้อมกับจีเฮเสมอ  เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรงหนีออกมานอกรั้วพระราชวัง จึงทำให้องค์หญิงรัชทายาทแพคฮยอนสามารถเสด็จออกมาได้ด้วยความคล่องแคล่วและไม่มีผู้ใดจับได้ อีกทั้งช่วงเวลาย่ำรุ่งที่มีแสงสลัวรางจากพระอาทิตย์ที่ยังไม่ลอยขึ้นมาจากขอบฟ้าเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในวังหลวงตื่นขึ้นมาตระเตรียมงานกันอย่างวุ่นวาย จึงไม่มีใครสนใจกันและกัน

                ตอนนี้ที่ตำหนักขาว จอง จีเฮอยู่กำลังนอนอยู่ที่ประทับของพระองค์โดยไม่มีผู้ใดสงสัย เพราะรับสั่งแล้วว่าจะทรงบรรทมเพียงลำพัง องค์หญิงแพคฮยอนต้องการเพียงเวลาไม่นานในการสนทนาและสะสางเรื่องทุกอย่างกับบุรุษผู้นั้น

                เพียงไม่นานก็ทรงมาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่ที่จีเฮเขียนไว้ในแผนที่ ตราประทับราชวงศ์หน้าประตูบ่งบอกว่านี่คือบ้านพระราชทานที่ฝ่าบาทพระราชทานให้หลังจากแต่งตั้ง ที่ห่วงประตูมีเหล็กดุนลายคล้ายกับที่ประทับตราครั่งไว้บนขลุ่ย...

                หัตถ์เล็กหยิบขลุ่ยที่อีกพระองค์มอบไว้ให้เทียบกับลายดุนนั้น...ก็ยิ่งแน่พระทัยว่าคือลายเดียวกัน ลายประทับของ...อดีตองค์ชายรัชทายาทยองอัน

                ก๊อก ก๊อก

                “มีใครอยู่บ้างไหม... องค์ชายชานยอล”

                บ้านถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา ราวกับจะบอกว่าเจ้าของบ้านนั้นไม่ต้องการต้อนรับผู้ใด ทรงเคาะประตูด้วยหัตถ์ทั้งสองกระทั่งแดงก่ำ  ไอสีขาวออกมาจากพระโอษฐ์เพราะความหนาวเย็น สุรเสียงหวานร้องเรียกคนในบ้าน เวลาผ่านไปจนเริ่มร้อนพระทัย กำแพงบ้านสูงใหญ่นั้นก็เกินกว่าที่จะทรงปีนขึ้นได้   

                “องค์ชายชานยอล... ข้าต้องการพบท่าน... ท่านพี่” สุรเสียงหวานเบาหวิว... เมื่อทรงเอ่ยด้วยสรรพนามที่รับรู้กันดี....เพียงสองพระองค์เท่านั้น

                ห้วงดำรินั้นทำให้ทรงก้มลงทอดพระเนตรของที่อยู่ในมือ...

 

....ใบไม้หวิวพลิ้วหวานมานานเนิ่น                    

พระพายเพลินโบกสะบัดไม่พักผ่อน 

เพลงขลุ่ยครวญหวนไห้ใจอาวรณ์                      

                                                                ขับขานกลอนถอนหทัย...ไม่ร้างรา

 

                หัตถ์ที่พลิกหน้ากระดาษหยุดชะงักกับเสียงที่ได้ยิน  เสียงขลุ่ยแว่วหวาน หากเจือร่องรอยโศกไว้อย่างปิดไม่มิดกระตุกพระหฤทัยให้เต้นไม่เป็นจังหวะ

                เพลงใบไม้ครวญ...

                บทเพลงที่ใบไม้ คร่ำครวญ..ร่ำร้องหาผู้เป็นที่รักด้วยหัวใจที่แหลกสลาย...   

                เพลงที่มีไม่กี่คนที่รู้จัก... และเคยได้ยินมัน!

                วรกายสูงใหญ่ทรงลุกขึ้น คว้าฉลองพระองค์บุนวมคลุมพระองค์และก้าวพระบาทพรวดตรงไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่พระทัยขององค์ชายชานยอลนั้นมีแต่ความร้อนรุ่ม ด้วยแน่พระทัยว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร

                “แพคฮยอน!

                เสียงขลุ่ยหายไปเมื่อประตูรั้วถูกเปิดออก  วรกายบอบบางประทับยืนอยู่แล้ว  เนตรหวานเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่กระตุกพระทัยขององค์ชายชานยอล  ฉลองพระองค์ที่เป็นชุดของนางวังและการไม่มีร่างของจอง จีเฮติดตามมาด้วยทำให้ทรงตั้งคำถามถึงการเสด็จมาของผู้เป็นดวงใจ

                “ทำไมถึง...มาที่นี่”

                “หม่อมฉันมีเรื่องจะถามเพคะ...องค์ชายชานยอล” พักตร์เรียบเฉย ไม่ทำให้พระทัยขององค์ชายชานยอลปวดร้าวเท่าสุรเสียงเยียบเย็น...ราวกับไม่เคยรู้จักกัน

                “เสด็จมาในฐานะวังเซจาบินหรือกระหม่อม” หัตถ์ใหญ่กำแน่นขณะรับสั่งกับผู้อยู่ในฐานันดรที่สูงกว่า ความผิดหวังแทรกอยู่ภายในทุกพื้นที่ของพระหทัย    

                “หากหม่อมฉันกล่าวเช่นนั้น จะทรงตอบคำถามนี้ได้ไหม...เพคะ”

                “เกล้ากระหม่อมไม่พร้อมรับฟังคำถามในขณะนี้ ในสถานที่นี่ ซึ่งไม่สมพระเกียรติขององค์หญิงพระชายานัก”

                “ท่าน...”

                “เชิญเสด็จกลับเถิด  เกล้ากระหม่อมมิได้เตรียมถวายการต้อนรับไว้ล่วงหน้า”

                สุรเสียงทุ้มต่ำกราบทูลกับผู้เป็นองค์หญิงพระชายาเรียบเฉย พระโอษฐ์สั่นระริกขณะก้มพระเศียรเป็นการแสดงความเคารพ ก่อนที่จะทรงหมุนวรกายใหญ่กลับไปยังตัวบ้าน

                “ท่านพี่...”  สุรเสียงหวานร้องเรียก พร้อมกับยื่นพระหัตถ์มาคว้าท่อนพระกรแกร่งไว้ แรงสะอื้นทำให้รับสั่งต่อมาสั่นเครือ “ท่านพี่!

                “เกล้ากระหม่อมไม่อาจ...เป็นท่านพี่ของพระองค์ได้  อีกแล้วมิใช่หรือ”

                องค์ชายชานยอลทรงทอดถอนพระทัย และหันกลับมาอีกครั้ง  องค์หญิงน้อยของพระองค์เพียงกรรแสงนิ่ง  ไม่รับสั่งอะไร หากหยาดน้ำที่เปื้อนบนดวงพักตร์ก็สั่นสะเทือนพระหทัยไม่ต่างจากรับสั่งเย็นชาเมื่อครู่     

                เมื่อทอดพระเนตรมาที่หัตถ์เล็กสั่นเทาบนท่อนพระกร และวรกายที่กำลังสั่นสะท้าน ก็ทรงตัดสินพระทัยละทิฐิไว้ องค์ชายชานยอลถอดฉลองพระองค์อุ่นไปคลุมวรกายบอบบาง  แล้วดึงข้อพระกรให้เข้ามาภายในรั้วบ้าน  เนตรคมกวาดดูรอบ ๆ อย่างระแวดระวังแล้วปิดประตู   ก่อนจะคว้าหัตถ์เล็กที่เย็นเฉียบเพราะความหนาวเย็นตรงเข้าไปในตัวบ้าน แสงเทียนจากตะเกียงสว่างไสวทำให้เห็นพักตร์ขององค์หญิงพระชายาที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน

                “เข้ามา” รับสั่งดุด้วยถ้อยคำที่คุ้นเคย ไม่ต่างจากตอนที่ยังเป็นเพียงเด็กชายในป่าใหญ่ และอีกฝ่ายเป็นน้องสาวที่ไม่มียศศักดิ์ใด ๆ  “ไม่ถูกกับอากาศหนาว แล้วออกมาทำไมตอนนี้ ทำไมถึงกล้าออกมาข้างนอกคนเดียว แล้วนางวังจองไปไหน ทำไมถึงไม่มาด้วย ทำแบบนี้มันอันตรายมากรู้ไหม”

                “ข้ามีเรื่องจะถามท่านพี่”

                “เรื่องอะไร เหตุใดจึงรีบร้อน...บอกแล้วมิใช่หรือว่าให้ติดต่อผ่านนางวังจอง”

                องค์หญิงน้อยเงยพระพักตร์ขึ้น ทอดพระเนตรผู้เป็นดั่งพี่ชายแท้ ๆ ด้วยพระหฤทัยที่ว้าวุ่น บทสนทนาในราตรีนั้นยังคงดังก้องอยู่ในพระทัย ทุกสิ่งที่ ท่านพี่ บอกมาในวันนั้น ล้วนแล้วแต่น่ากลัวเกินกว่าที่จะทรงวางพระทัยได้

                ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ... เหตุผลของทุกสิ่งที่องค์ชายชานยอลทรงกระทำมานั้น  ล้วนแล้วมาจากพระองค์

                “เมื่อคืน ชอฮาเสด็จไปท่าเรือ... ท่านพี่รู้เรื่องนี้หรือไม่” รับสั่งถามด้วยความหวาดหวั่น พระเนตรหลุบลงยังพื้นกระดานไม้เงาวับเพื่อไม่ให้อีกพระองค์อ่านความรู้สึกใด ๆ ภายในสายพระเนตรได้

                เพราะหากทรงอ่านได้... ก็จะรับรู้ว่า  องค์หญิงแพคฮยอนนั้นกลัวการคาดเดานี้มากเพียงใด       

                “มีของบางอย่างของข้า  ที่ถูกฉกชิงไป   มันเคยเป็นของข้า  แต่บัดนี้...มันถูกแย่งไปแล้ว  ของสิ่งนั้น...มีแค่คนเดียว ที่สามารถเป็นเจ้าของได้”

                “ข้าหมายถึงเจ้า”

                “เมื่อคืนมีเรือสินค้าแล่นมาจากต้าชิง...เสด็จไปตรวจหรือ”

                “ท่านพี่รอบรู้นัก สมแล้วที่เป็นผู้เสนอการสร้างท่าเรือ”

                “องค์หญิงน้อย...นี่ไม่ใช่คำถามที่เจ้าต้องการนี่” สุรเสียงทุ้มกล่าว...

                “ระหว่างทางองค์ชายทรงถูกลอบทำร้าย...หมายปลงพระชนม์ ทรงบาดเจ็บสาหัส  โชคดีที่กลับมารักษาได้ทัน...โชคดี”

                “... นี่คือคำถามของเจ้าหรือ” หัตถ์ใหญ่ปล่อยจากการเกาะกุมทันทีที่ได้ยิน  พระบาทก้าวถอยออกห่างผู้เป็นที่รักขณะที่กัดพระทนต์แน่น   “เจ้าอยากรู้ว่าข้า...ส่งคนไปลอบปลงพระชนม์องค์ชายหรือไม่ งั้นหรือ”

                องค์หญิงพระชายาไม่ทรงตอบคำถามนั้น อัสสุชลที่ไหลรินออกมาจากดวงเนตรแดงช้ำคือคำยืนยันความผิดหวังที่มีต่อผู้เป็นดั่งพี่ชายแท้ ๆ  

                ช่วยบอกข้าที...ว่าสิ่งที่ข้าคิดไว้มันผิด

                ท่านไม่ใช่คนที่ทำเช่นนั้น

                “หากข้าตอบว่าใช่ เจ้าจะทำอะไร”

                องค์หญิงแพคฮยอนทอดพระเนตรเจ้าของเสียงทุ้มต่ำด้วยความเจ็บปวด ราวกับเป็นผู้ต้องคมดาบนั้นเสียเอง

                ทำไม...

                พระโอษฐ์สั่นระริก หากไม่มีสุรเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้เลย วรกายสูงใหญ่ก้าวกลับมาหา พร้อมกับคำถามที่ทำให้ผู้รับฟังรู้สึกราวกับโลกได้พังลงมาตรงหน้า

                “หากข้าทำ  หากข้าสั่งให้คนไปลอบปลงพระชนม์วังเซจา...เจ้าจะทำอะไรพี่ ”

                เพี้ยะ!

                หัตถ์เรียวยาวฟาดไปยังพระพักตร์ของอีกพระองค์ดังลั่น พักตร์คมหันไปตามแรงฟาดนั้นและนิ่งอยู่เช่นนั้น ขณะที่ขลุ่ยอีกข้างที่ได้รับมาถูกปากลับไปยังผู้เป็นเจ้าของ เลาขลุ่ยพุ่งไปกระทบผนังห้อง ก่อนตกลงกระทบกระดานไม้เบื้องล่าง  เสียงกระทบของเลาขลุ่ยราวกับเสียงพระหทัยที่กำลังแตกสลายของทั้งสองพระองค์

                “หัวใจของท่านพี่ทำด้วยอะไร!

                สุรเสียงสั่นเครือกล่าวด้วยความผิดหวัง ก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียง

                “ท่านไม่ใช่ท่านพี่ชานยอลที่ข้ารู้จัก... ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว” 

                ทรงเปลื้องฉลองพระองค์อุ่นที่วางอยู่เหนือพระอังสาออก แล้วหันกลับไปยังประตูทั้งที่อัสสุชลยังเต็มพระพักตร์  สายพระเนตรพร่าเลือนจนแทบไม่เห็นอะไร วรกายบอบบางเสด็จไปข้างหน้าราวกับผู้หลงทาง 

                “หากรู้ว่าข้าเลวร้ายถึงขั้นนั้นแล้ว...เหตุใดยังกล้ามาที่นี่ เจ้าไม่รู้หรือ  ว่าข้าอาจทำเรื่องน่ากลัวได้มากกว่านั้น”

                พระหทัยขององค์หญิงแทบหยุดเต้น... เมื่อวรกายสูงใหญ่กระชากพระองค์ไปอยู่ในอ้อมพระกร ไออุ่นจากวรกายของบุรุษเบื้องหลังร้อนรุ่มจนไม่ต่างจากการประทับอยู่บนกองเพลิง  พระพักตร์ร้อนวูบเมื่อสุรเสียงทุ้มต่ำ เรียบเฉยกระซิบอยู่ข้างพระกรรณ  

                “องค์ชายทรงบาดเจ็บอยู่เช่นนั้น  หากองค์หญิงพระชายาทรงหายไปในระหว่างนี้...ก็คงจะไม่มีใครทันคิดถึง...จริงไหม”

                “ท่านพี่... อย่าทำเช่นนี้”

                “ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่เหรอ...ว่าข้ากลับมาเพื่ออะไร และทำอะไรได้บ้าง”

                เมื่อเชื้อไฟที่คุกรุ่นเพียงน้อยต้องสายลมรุนแรง เปลวเพลิงจึงเริ่มต้นลุกโชนอีกครั้ง  

                ในรัตติกาลที่มืดมิดนี้ คงไม่มีอะไรหยุดไฟนั้นได้ นอกเสียจากตัวสายลมเอง  

                “ เพราะข้ากลับมาครั้งนี้... ก็เพื่อชิงดวงใจของข้าคืน”

|


 

 TBC.


[1] แบ่งบาน ผู้เขียนตั้งใจใช้คำว่าแบ่งบาน แทนเบ่งบานนะคะ  (คำเก่า) แบ่งบานหมายถึงกิริยาที่ดอกไม้ค่อย ๆ ขยายบานทีละกลีบ ค่อย ๆแย้มแบ่งบานออกมา


พูดคุยกันเล็กน้อย


                สวัสดีทุกคนค่า

                 มาอัพสองตอนติด หลังจากห่างหายไปนานมาก ขอโทษแฟนฟิคทุกคนที่ติดตามมาตลอดนะคะ  ช่วงนี้ตัวผู้เขียนเรียนหนัก กำลังอยู่ในช่วงปั่นงานส่งอาจารย์อย่างคร่ำเคร่ง(?) (ใคร ๆ ก็รู้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่แต่งฟิคได้ลื่นที่สุด ๕๕๕๕)  แถมเนื้อเรื่องก็กำลังเข้มข้นเลยทีเดียว การเมืองอาจมากไปซะหน่อย  ขอให้ค่อย ๆทำความเข้าใจนะคะ อาจยังไม่เก่งพอจะทำให้ทั้งศึกรบศึกรักน่าอ่านทั้งสองอย่าง  แต่สักวันจะพัฒนาตัวเองให้เขียนดีขึ้นกว่านี้ค่ะ 

               เนื่องจากเรื่องนี้เขียนค่อนข้างนานมาก ใช้เวลาในการเขียนค่อนข้างมาก อาจมีข้อบกพร่องหลายอย่าง ทั้งภาษา คำศัพท์หรือการเรียบเรียงเนื้อหา  ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้จริง ๆ นะคะ ยอมรับเลยว่าบางอย่างก็ค่อนข้างทำได้ไม่ดีเลย  แต่จะพยายามค่อย ๆรีไรท์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ หวังว่าเมื่อเขียนจบและรวมเป็นเล่มได้แล้ว ผู้เขียนจะสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

              ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ติดตามมาตลอดนะคะ ทุกคนเป็นกำลังใจเขียนเรื่องนี้ต่อไปจริง ๆ ค่ะ กลับมาอ่านความเห็นทั้งในเรื่องและในแท็ก #มูกุงฮวา ทีไรก็อยากเข็นตอนใหม่ ๆ ออกมาให้ทุกคนได้อ่านกันทุกครั้งเลย   รออ่านทุกความเห็นเสมอค่ะ ไม่ว่าสั้นหรือยาวเขียนก็ได้นะคะ สั้น ๆ แค่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบก็ได้ รอคอยทุกความเห็นเลย

               ตอนต่อไปเจอกันเร็ว ๆ นี้นะคะ   

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #505 mm_mpd (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 07:24
    รออออออออออออ
    #505
    0
  2. #503 Nu powe (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 มีนาคม 2560 / 14:25
    กลับมาต่อได้ไหมค่าาาาา
    #503
    0
  3. #499 soysunee (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 กันยายน 2559 / 06:52
    ไรท์จะกลับมาต่ออีกมั้ยคะ ค้างมาก ????????
    #499
    0
  4. #495 ไคโด้ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 13:00
    ดีใจมากกกกกเลย ซอฮาเก่งขึ้นเยอะเลย ปากตรงกับใจแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย พูดอะไรให้องค์หญิงชื่นใจบ้าง แค่นี้องค์หญิงก็ปลื้มใจแล้ว ว่าแต่.....เข้าปีที่สามแล้วนะเพคะ ทำไมยังอยู่แต่ตำหนักตัวเองอีก ควรจะย้ายไปพำนักตำหนักขาวได้แล้วนะเพคะ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะมีลูกล่ะเนี่ย อยู่แต่กับองครักษ์เนี่ย



    โถ องค์ชายชยอล ทำใจเถอะนะ ใจขององค์หญิงไม่ได้อยู่ที่พระองค์แล้ว สงสารองค์ชายชยอลอยู่นะ ถูกแย่งไปทุกอย่างเลย แต่สิ่งใดที่เป็นของคนอื่นแล้ว ก็อย่าแย่งกลับมาเลยนะ อย่าทำร้ายองค์หญิงเลย เดี๋ยวจะได้แต่ตัวไม่ได้หัวใจกลับมาน้า



    รอนะคะ ยังรอไรท์เสมอนะค้า เรื่องที่เขียนเนื้อหาดี ยาก ภาษาสวย

    ขนาดนี้ อยากให้ต่อจนจบมากมากเลย เราอ่าน 2 วันจบเลยน้า ติดมาก จะรอน้าค้า
    #495
    0
  5. #488 geniusvirtuoso (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2558 / 01:01
    กรี๊ดดดดด ลุ้นมาก คือถ้าพี่ชานทำอะไรขึ้นมา แล้วองค์หญิงท้องนี่แย่เลยนะ
    ชินจะช่วยทันไหมมม T_____T (เราคิดลึกไปป่าวเนี่ย?55555)
    ส่วนชอฮานี่ก็ ทุกลมหายใจคือองค์หญิงจริงๆ ซึ้งมากกกกก
    อ่านทุกตัวอักษรแล้วอินมาก เนื้อเรื่องเข้มข้นสุดๆ สมกับที่รอมานาน

    รอตอนต่อไปอยู่น้าาาา เรื่องนี้เดายากมาก ไม่กล้าเดา555
    สู้ๆนะคะไรท์เตอร์ ^___^
    #488
    0
  6. #486 dooseobii (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 04:44
    รออยู่นะคะ U_U
    #486
    0
  7. #485 sdfg (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 12:59
    จากใจเราเลยนะ มันละมุน อบอุ่นมาก ชอบมากๆ ทำไงดี TT พฮืออออ



    ดูเหมือนตอนนี้มันจะเริ่มชัดเจนแล้วว่าบุปผาแย้มบานเพราะสิ่งใด และแย้มบานเพื่อใคร รักกันนานๆนะ TvT บอกตรงๆ เราละลายกับจงอินมาดนี้มากๆ ให้ตายเถอะที่รัก เรายอมเป็นน้อย 555555555555 ขอชื่นชมเลยนะคะ ไรท์แต่งอออกมาได่ดีจริงๆ บ่อยครั้งที่เราเอาแต่อ่านบทกลอนซ้ำๆ เราชอบแบบนี้อะ มันหวานลึกลงในใจอะ



    ให้กำลังใจน้า มาอัพไวไวนะคะ TT
    #485
    0
  8. #484 Namthip Yodsour (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 14:55
    อย่ามาทำร้ายแพคนะ จงอินด้วย พอเถอะชานยอล หยุดดดด สงสารจงอินรักแพคมากแค่ไหน แพคก็ไม่รู้วว สู้ๆค่ะไรต์ อัพอีกเร็วๆนะ รออ่าน
    #484
    0
  9. #483 HwaRyeo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 22:30
    เป็นไงล่ะพระชายา สายลม กับแสงอาทิตย์ เห็นความต่างยังล่ะ พระอาทิตย์ที่เคยร้อนกลับอบอุ่น ส่วนสายลมที่เคยเย็นสบายกลับพัดลมร้อน เหมือนพายุเข้า คนนึงประคบประหงม ทั้งๆที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ แต่ก็ตั้งใจ อดใจรอให้พร้อม... ทีนี้จะมาเวียท่าให้กับท่านพี่สายลมซะงั้น.. แต่พอเรื่องมาถึงขั้นนี้มันทำให้ชัดเจนในเรื่องของความรู้สึก คือชอฮาเองก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย แค่เพียงได้ดอกไม้เคียงข้าง ได้หวังดีก็พอใจ ...ส่วนท่านพี่สายลม ตอนนี้หน้ามืดตามัว แบบว่ากระวนกระวายว่าจะเสียของรัก แต่เดิมจะชิงคืนโดยที่ก็หวังว่าอีกคนยังรักยังมีใจ แต่พอยิ่งมารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะเปลี่ยนใจก็ยิ่งทุรนทุราย ไม่วิธีไหนก็เอาแล้วล่ะ ...ทีนี้คนที่เมนหลักอย่างเซจาบิน ความรู้สึกมันค่อยๆชัดไง จากเดิมไม่กล้า กลัว ตอนนี้มันค่อยๆใกล้ ค่อยๆชัดเจน ในขณะที่ได้รับรู้ด้านมืดของเจ้าของหัวใจเก่า เลยยิ่งไปกันใหญ่ ... คือตอนนี้ท่านพี่สายลมอยู่ในสถานการณ์ที่ติดลบมาก ดอกไม้มองสายลมในแง่ลบ และมองพระอาทิตย์เป็นคนดี เป็นผู้ถูกกระทำ / ทีนี้มันก็จะคาดเดาไง ว่าเซจาบินจะรอดพ้นเงื้อมือพี่สายลมมั้ย ไม่รู้ว่าชินจะช่วยมั้ยหรือยังไง? /ปล. ชินเองก็ชื่นชมดอกไม้ด้วยหรอ
    #483
    0
  10. #482 ลูกแพร์ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 14:20
    กรี๊ดดด ตอนนี้เข้มข้นมากกกกก องค์ชายชานยอลจะทำอะไรองค์หญิง!!!!! โอยยยยๆๆๆ ชินนนน มาช่วยองค์หญิงน้อยที ฮือออออ
    #482
    0
  11. #481 changminbum (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 11:06
    องค์หญิงมีใจให้ชอฮาแล้วใช่ไหมเพคะ รู้ใจตัวเองได้แล้ววว อีกอย่างผ้าปักลายพระอาทิต์มอบให้ชอฮาได้แล้วนะเพคะ ชอฮาจะได้ดีใจ
    #481
    0
  12. #480 changminbum (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 11:01
    ม่ายยยยองค์ชายชานยอลอย่าทำอะไรองค์หญิงนะ ชอฮาทีมอย่างเราไม่ยอมมมมม ไรต์ตัดจบได้แบบลุ้นมาก 
    #480
    0
  13. #479 #ทีมฮุนแบค (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 09:50
    โอยยยยย พี่สายลมพอเถอะ แค่นี้ยังไม่รู้อีกหรอว่าวังเซจาบินรักใครอ่าาาาา


    สงสารพี่สายลมเหมือนกันนะ ก็เค้ารักของเค้ามานาน แต่ไม่คิดเลยว่าจะใจร้ายแบบนี้~~


    สงสารชอฮาอ่า รักมาก รู้ทันตลอด ปกป้องทุกทาง ฮอลลลลลล~~ เรารักชอฮา #ฝากตัวเป็นนางใน 55555555





    #479
    0
  14. #478 Khunprad (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 06:36
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ท่านพี่ชานยอล หยุดเลยนะ ปล่อยองค์หญิงเดี๋ยวนี้ !!!!!!!!!!

    เขาไม่รักแล้วก็ปล่อยเขาไปเถิด รักที่มีแต่การช่วงชิงแบบนี้รักไม่จริงนี่นา โถ่วววววว



    องค์ชายรัชทายาทก็พระทัยหล่อเหลือเกิน หายไวๆ นะเพคะ จะได้ชวนองค์หญิงผลิตพระโอรสกีนเร็วๆ ฮี่ๆๆๆๆ
    #478
    0