[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 26 : *** ตอนที่ ๑๑ เปลวเพลิงแห่งรัตติกาล{๒} ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 พ.ค. 58

ความเดิมตอนที่แล้ว

จังหวะรักในหฤทัย 

 

        องค์ชายและองค์หญิงรัชทายาทแห่งโชซอนผ่านพิธีขอพระราชบุตร ด้วยพระหฤทัยสองดวงที่ใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคย หากเสียงสั่นไหวในพระทัยทั้งสองกลับไม่อาจลบความหวั่นไหวที่องค์ชายจงอินมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงพระชายากับองค์ชายชานยอลได้   แม้ทรงรับรู้ ก็ไม่อาจบอกให้รู้  ด้วยกลัวว่าพระชายาที่เป็นสตรีหนึ่งเดียวในพระทัยจะเสื่อมเสีย ทำได้เพียงปิดบังและซ่อนเร้นไว้ด้วยความเจ็บปวด 
        แต่ขณะนั้นเอง องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนนั้น ก็ต้องทรงแบกรับความเจ็บปวด จาก 'ความจริง' ที่ทรงมีโอกาสได้รับรู้จากพระโอษฐ์ของ 'ท่านพี่ชานยอล' เช่นเดียวกัน

        การเมืองภายในอาณาจักรโชซอนกำลังวุ่นวาย ขุนนางแตกแยกเป็นสองฝ่าย ทั้งสองล้วนแล้วแต่จับจ้องที่จะแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว และมุ่งครอบครองอำนาจให้ได้มากที่สุด ขณะที่องค์ชายรัชทายาทจงอินผู้รักษาความเที่ยงตรงยิ่งพระชนม์ชีพก็ไม่อาจยินยอมให้ขุนนางเหล่านั้นแสวงหาประโยชน์ได้อย่างง่าย ๆ ในระหว่างที่องค์ชายรัชทายาทจงอินกำลังจะเสด็จไปตรวจสำเภาที่เข้ามาเทียบยังท่าเรือที่องค์ชายชานยอลเป็นผู้ถวายคำปรึกษาในการสร้าง  องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนก็เข้ามาทูลคัดค้านการเดินทางครั้งนี้... ด้วยเหตุผลใด? และเมื่อยังทรงยืนยันว่าจะเสด็จไปยังท่าเรือด้วยพระองค์เอง  จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับการตัดสินพระทัยในครั้งนี้

          อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เมื่อทั้งอำนาจและความรัก...ล้วนแล้วแต่มีผู้ต้องการครอบครอง

       

               
 

             

 

 

            

 

 

ตอนที่  ๑๑ เปลวเพลิงแห่งรัตติกาล

|

 

         กระต่ายจ้องหมายจันทร์             เฝ้าหมายมั่นคะนึงหา

 แม้รู้คือลวงตา                                       เสน่หากลับเย้ายวน

พิศมองแสงเพราพริ้ม                            ที่แย้มยิ้มและเชิญชวน

โดดเต้นไห้โหยหวน                               แล้วคร่ำครวญหลงอาลัย



                หิมะโปรยปรายลงมาหลังจากแผ่นหลังของชายผู้หนึ่งลับหายไปจากสายตา กลบรอยย่ำบนพื้นหิมะขาวให้จางหายไปราวกับไม่มีมาก่อน  รอยเท้าของราชบัณฑิตคนสำคัญแห่งซองกยุนกวาน ราชบัณฑิตชางมิน  องค์ชายชานยอลหวนคำนึงถึงสายตาลำบากใจของพระสหาย ที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พระองค์กำลังทำนัก แต่ก็ยินดีและเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างดี

                ทรงรู้ดีกว่าใครว่าชางมินซื่อสัตย์ต่อประเทศโชซอนมากเพียงใด  แต่ถึงกระนั้น...ก็มีจุดอ่อน ที่สามารถทำให้คนที่รู้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง 

                ไม่ว่าใคร...ต่อให้ฉลาดเฉลียว มีอำนาจ หรือแข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ย่อมมีจุดอ่อนเสมอ 

                แม้แต่พระองค์เอง

                “ยองอัน”

                เสียงนุ่มนวลฉ่ำเย็นราวกับสายน้ำดังขึ้นจากเบื้องหลัง ด้วยนามเดิมของอดีตองค์ชายรัชทายาท ทำให้วรกายสูงใหญ่ทรงหันกลับไปทันที  ทรงคลี่โอษฐ์แย้มสรวลกว้าง ก่อนก้าวพระบาทไปยังพระมารดาที่ถือซื้อชุดผ้าฝ้ายบุนวมตัวใหญ่มาด้วย

                “เพื่อนกลับแล้วหรือ”

                องค์ชายชานยอลพยักหน้า แล้วจึงรับฉลองพระองค์กันหนาวนั้นจากพระมารดามาไว้ในพระหัตถ์จากนั้นจึงยกมันห่มให้กับร่างบอบบางของผู้นำมาให้แทน               

                “แม่เอามาให้เจ้า” อดีตพระมเหสีทันอึยกล่าว แม้จะยินดีให้บุตรชายคนเดียวห่มให้ก็ตาม

                “แต่ข้าอยากห่มให้ท่านแม่”

                “ลูกชายแม่แสนดีเช่นนี้ เมื่อไหร่จะพาลูกสะใภ้มาให้แม่ชื่นใจบ้างนะ แม่ชักอยากได้หลานน่ารัก ๆ เสียแล้วสิ” น้ำเสียงนุ่มหวานกล่าวขณะจับจ้องดวงพักตร์ของผู้เป็นดั่งดวงใจของนาง

                “ท่านแม่ก็รู้ ว่าข้ากำลังรออยู่”

                สุรเสียงขององค์ชายผู้เพิ่งผ่านพระราชพิธีแต่งตั้งตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้ทำให้สตรีที่ผ่านชีวิตในวังหลวงและพระราชบัลลังก์มากว่าครึ่งชีวิตสะท้อนอยู่ภายในใจ ลมหายใจของนางขาดห้วง

                “ยองอัน... หยุดดีไหมลูก  เถ้าแก่หลิวเคยบอกแม่ว่า หากต้องการที่ทางในต้าชิง ก็แค่นั่งสำเภาไปเท่านั้น ที่นั่นมีทุกอย่างให้เรานะ”

                “ท่านแม่ก็รู้...ว่าข้ากลับมาเพราะอะไร  เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้อีก”

                “แม่รู้ ยองอัน...” พระมารดากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “แต่แม่อยากให้ลูกคิดดี ๆ อีกครั้ง...มีหนทางมากมายที่จะได้มาโดยไม่ต้องสูญเสีย”

                แม้รู้จักบุตรของตนดี  แต่เพราะเหตุนั้น นางจึงหวาดหวั่นว่าสิ่งที่บุตรชายคิด หรือเตรียมการไว้นั้น จะทำให้เกิดเรื่องราวที่ไม่ควรเกิด

                “มีหนทางเช่นนั้นด้วยหรือท่านแม่” ยินแล้วทรงพระสรวลลึก สายพระเนตรมองไปยังฟ้าเบื้องบน “นับตั้งแต่พวกเราถูกทำให้ออกมาจากที่แห่งนั้น ข้าก็ไม่เห็นทางเลย... ไม่ว่าทางใด ก็ต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้น”

                “ยองอัน”

                “ความจริงแล้ว... เราต่างหากที่เป็นฝ่ายสูญเสียมาตลอด หากเราจะทำอะไรขึ้นมาเพื่อให้ได้ของที่เป็นของเรากลับคืนมา มันก็เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับแล้วมิใช่หรือ”

                “แล้วมันคุ้มหรือลูก...คุ้มกับชีวิตทั้งหมดของลูกแล้วหรือ”

                คำถามของพระมารดาทำให้องค์ชายชานยอลกัดพระทนต์

                “ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่มีวันทำให้ท่านแม่ต้องสูญเสียสิ่งใดอีก  แม้แต่ชีวิตของข้า” องค์ชายชานยอลให้คำมั่น “ผู้ที่สูญเสีย จะไม่ใช่เราอีกแล้ว”

                “แม่ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น...”

                พระมารดาผู้เคยสูงศักดิ์ปฏิเสธแล้วทอดถอนหายใจ พลางส่งมือเย็นเฉียบของตนไปบีบกระชับฝ่าพระหัตถ์ร้อนรุ่มของบุตรชาย เมื่อรับรู้ได้ว่าชีวิตของ องค์ชายชานยอลหลังจากนี้ คงเป็นไปตามความเมตตาของฟ้าดิน ด้วยรู้ว่าลูกเติบใหญ่จนไม่อาจห้ามปรามได้แล้ว และได้แต่กราบทูลขอพระสวามีที่ประทับอยู่บนสรวงสวรรค์ให้ช่วยคุ้มครองพระโอรส

                ชอนนา... ช่วยลูกเราด้วย  อย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีกับลูกของเราเลยเพคะ

                “หลังจากนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ หรือไป...ไม่ได้เป็นเพราะผู้อื่นอีกแล้ว  แต่ข้าจะเป็นผู้บงการทั้งหมด ทุกอย่างจะอยู่ในกำมือของข้า ไม่ใช่คนพวกนั้นอีกต่อไป”

                องค์ชายชานยอลทรงคิดถึงใบหน้าของเสนาธิการกลาโหม ผู้ชักนำให้พระองค์กลับมา และคอยอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนพระองค์อย่างเป็นทางการ ขุนนางเฒ่านั่นมีทุกสิ่งที่ต้องการ  ทั้งอำนาจ พรรคพวก และตำแหน่งหน้าที่ที่ใช้คานกับอีกฝั่งได้อย่างไม่ลำบากนัก  ที่สำคัญความทะเยอทะยานนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ทรงใช้เป็นสะพานในการไปถึงฝั่งที่ฝันไว้ได้ง่าย

                ทุกขณะที่สบสายตากัน  แม้จะด้วยฐานะของมิตร แต่ก็ยากที่จะให้ใจทั้งหมด ด้วยรู้ดีว่าแต่ละฝ่ายต้องการสิ่งใดบ้าง จากการร่วมมือกันครั้งนี้

                หลังได้รับการแต่งตั้ง พระองค์ไม่อาจออกไปพบอีกฝ่ายได้อย่างเปิดเผย แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าใครก็คงรู้ว่ามี ใครบ้าง ที่อยู่ฝั่งเดียวกับพระองค์ 

                อย่างอื่น...ก็แค่รอเวลา  

                “แล้วเจ้าของหัวใจของลูก... รู้เรื่องบ้างหรือไม่”

                องค์ชายตอบคำถามพระมารดาด้วยสายพระเนตรที่ว่างเปล่า ดวงพักตร์ที่ถอดมาจากพระบิดาแทบทุกสัดส่วนเบือนหลบไปยังพื้นสีขาวและหิมะที่กำลังโปรยปราย  ดวงพระหฤทัยหน่วงราวถูกถมด้วยศิลาหนักอึ้ง เพราะนั่นคำถามที่พระองค์ก็ไม่กล้าตอบ... แม้แต่การแสวงหาคำตอบก็ยากเต็มทน

                รู้เรื่องหรือ.. ทรงแค่นพระสรวล

                องค์ชายชานยอลไม่แน่ใจเลยว่า หากถึงเวลาที่อีกพระองค์ต้อง รู้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง..

                 |

                “พระโอสถบำรุงพระวรกายเพคะ องค์หญิง”

                พระอภิบาลฮวางซังกุงถวายพระโอสถถ้วยใหญ่ด้วยใบหน้าที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างสุขสมหวัง องค์หญิงน้อยเม้มพระโอษฐ์อย่างหงุดหงิดพระทัยเมื่อดวงตาของซังกุงคู่พระทัยฉายความปลาบปลื้มออกมาอย่างเห็นได้ชัด  ไม่นับรวมกับท่าทางปลื้มปริ่มที่แสดงออกมาตั้งแต่เสด็จออกจากพระตำหนักตะวันออก

                “บำรุงพระครรภ์เพคะ”

                “ข้ายังไม่ได้ท้อง!” เซจาบินทรง แว้ดด้วยสุรเสียงแหลมเล็ก ขณะที่ริ้วแดงพาดยาวตั้งแต่พระปรางนวลจนถึงพระกรรณสองข้าง

                “หม่อมฉันหมายถึง...” ฮวางซังกุงเอียงหน้าด้วยความขัดเขิน และจ้องไปยังพระศอขาวเนียนที่ปรากฏร่องรอยสีดอกพลัมเข้มเป็นจุด ๆ อย่างสมใจ อดชื่นชมองค์ชายรัชทายาทว่าทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างหาที่เปรียบไม่ได้  หากความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานองค์หญิงน้อยของนางก็คงกลายเป็นพระมารดาของพระโอรส พระธิดาองค์น้อย ๆ อย่างแน่นอน 

                “ในอนาคตเพคะ” พระอภิบาลกราบทูลอย่างหมายมั่น

                องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนทอดถอดถอนพระทัยยาว แต่จะทรงกล่าวสิ่งใดแก้ตัวก็ไม่ได้ เพราะภาพที่ข้าราชบริพารได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้คงทำให้ทรงปฏิเสธยากว่า ไม่ได้มีอะไร

                ทั้งที่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งที่ผู้เป็น สามี-ภรรยา พึงกระทำต่อกัน ดังเช่นที่ฮวางซังกุงเคยกราบทูลแนะนำไว้  และไม่มีใครเลยแม้แต่ผู้เดียวจะทูลทัดทานหรือห้ามปราม  แต่สำหรับพระองค์แล้ว กลับเป็นสิ่งแปลกใหม่ และยากลำบากเหลือเกินที่จะสามารถคิดว่าทั้งหมดคือเรื่องปกติ

                แค่พระอาการร้อนวูบวาบตลอดดวงพักตร์และพระหทัยที่เต้นไม่เป็นส่ำนี่ก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่สุดแล้ว...ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว

                “อ้อ... ชอฮาเสด็จออกแล้วนะเพคะ” ฮวางซังกุงรีบกราบทูลเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้สำคัญไม่แพ้พระโอสถ

                “ท่าเรือหรือ” คำกราบทูลนั้นทำให้ทรงลืมท่าทางของฮวางซังกุงจนหมดสิ้น เพราะความกังวลมีมากกว่า

                “เพคะ”

                “อีกไม่ถึงสองชั่วยามก็ค่ำแล้วเหตุใดยัง..เหตุใดจึงไม่ไปตอนยามเช้า นี่ทรงม้าไปเองหรือ”

                “เพคะ เห็นว่าทรงม้าเร็วไป น่าจะถึงก่อนค่ำ  เห็นว่าจะทรงตรวจสอบเรื่องเรือสินค้าที่เข้ามาราตรีนี้  ก็เลยไม่เสด็จอย่างเอิกเหริก”

                “รู้ไหมว่าเสด็จไปกับใครบ้าง”  

                “เสด็จกับท่านชินแล้วก็ทหารกองราชองครักษ์เกือบ ๆ สิบนายเพคะ เพราะเช่นนั้น.. ชอฮาก็เลยทรงฝากพระบัญชามาด้วยเพคะ” ฮวางซังกุงกราบทูลพร้อมกับหน้าแดงจัด

                “ว่า..”

                พระอภิบาลเอียงตัวไปกระแอมให้คล่องคอ แล้วจึงกราบทูลตามที่ได้ยินมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

                “ไม่ต้องกังวล...หลับให้สบาย รุ่งเช้าข้าจะกลับ’  แล้วก็ พาทหารไปด้วยเยอะเลย ไม่ต้องห่วง

                องค์หญิงพระชายาสดับแล้วทอดถอนพระทัย นึกตำหนิพระองค์เองไม่ได้ว่าอย่างน้อยก็ควรอยู่ส่งเสด็จ หรือไม่ก็...

                “รอข้าอีกนิด... ข้าจะทำทุกอย่างโดยเร็วที่สุด  และจะนำเจ้ากลับคืนมาเป็นของข้าให้ได้”

                สุรเสียงขององค์ชายชานยอลยังคงก้องอยู่ในกระแสความทรงจำของพระองค์ ยิ่งใคร่ครวญเท่าไหร่ก็ยิ่งหวาดหวั่น...ด้วยความกลัวว่าอีกพระองค์จะดำเนินการอะไรต่อไป..

                และสิ่งเหล่านั้นจะทำอันตรายแก่องค์ชายรัชทายาทหรือไม่...

                “องค์หญิง... เป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ”

                 “เปล่า  ข้าไม่เป็นอะไร ข้าแค่.. ห่วงว่าพระองค์จะเป็นอันตรายเท่านั้น ใกล้ค่ำแล้วน่าจะเดินทางลำบาก”

                “หม่อมฉันไม่ทราบมาก่อนเลยว่าองค์หญิงทรงห่วงชอฮาถึงเพียงนี้” พระอภิบาลกราบทูลพลางก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่กลั้นไว้แทบไม่ได้ “หากชอฮาทรงได้ยินคงดีพระทัยนะเพคะ”

                “ข...ข้าก็แค่ไม่สบายใจเฉย ๆ  เจ้าก็ไม่ต้องพูดมากล่ะ ยิ่งชอบทำอะไรให้ข้าอับอายอยู่เรื่อย”

                “หม่อมฉันก็ทำตามหน้าที่เฉย ๆ ” ฮวางซังกุงแก้ด้วยท่าทางเขินอาย

                “ไม่ต้องล้อข้าเลยนะ” ทรง แว้ด อีกครา  เนตรเขียวปัดทำให้พระอภิบาลรีบโบกมือปฏิเสธทันควัน

                “เปล่านะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย  หม่อมฉันหมายถึงหน้าที่ที่จะถวายพระเกษมสำราญให้ทั้งสองพระองค์ และรอคอยพระราชโอรสต่างหากล่ะเพคะ”

                “พอเลย!

                พระอภิบาลเก็บปากเก็บคำทันทีเมื่อเห็นสีพระพักตร์  ด้วยรู้ว่าพระอารมณ์ตอนนี้เริ่มไม่เหมาะกับการหยอกเย้านัก  ฮวางซังกุงหันไปอมยิ้มกับนางวังคนอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังอย่างรู้กัน ดูเหมือนว่าหลังพระราชพิธีขอพระราชบุตร องค์หญิงน้อยของนางจะเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเอ่ยถึงพระสวามีก็จะทรงขัดเขิน ต่างจากก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน  ฮวางซังกุงคิดถึงแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่แปลกเลยว่าเหตุใดเมื่อบ่าย ชอฮาจึงกริ้วขันทีซอเสียตำหนักแตก แถมองค์หญิงน้อยของนางก็พระทัยลอยไม่อยู่กับพระองค์ไปเสียพักใหญ่

                ว่ากันว่าผู้หญิงที่ผ่านค่ำคืนแรกกับสามีก็มักเปลี่ยนไปทั้งนั้น... ไม่คิดเลยว่าองค์หญิงน้อยจอมซนของฮวางซังกุงจะเติบโตเช่นนี้

                “ฮวางซังกุง”

                “เพค้า”   

                “ข้าได้ยินนางวังพวกนั้นพูดเรื่องขุนนาง...เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

                “เอ๊ะ  นางพวกนี้นี่” ทันทีที่ได้ยินกระแสรับสั่ง ฮวางซังกุงรีบหันไปดุนางวังทั้งหลายที่นั่งอยู่เบื้องหลัง ใบหน้ายิ้มกริ่มเมื่อครู่กลายเป็นซีดเผือด ทั้งหมดก้มหน้าหลบสายตาในฉับพลัน ไม่มีใครมองพระอภิบาลฮวางแม้แต่ผู้เดียว   

                ฮวางซังกุงฮึดฮัดอย่างขัดใจ สงสัยต้องอบรมกันใหม่... ไม่อยากคิดเลยว่าหากพระมเหสีทรงทราบเรื่องขึ้นมาจะเป็นอย่างไร...

                พระอภิบาลคิดถึงพระราชเสาวนีย์ที่พระมเหสีทรงให้ไว้ก่อนที่จะเข้ามาถวายการรับใช้องค์หญิงพระชายาที่ยังทรงพระเยาว์ พระมเหสีไม่ทรงต้องการให้องค์หญิงพระชายาทรงทราบเรื่องทางการเมืองมากนัก

                “ไม่มีอะไรหรอกเพคะ เรื่องการเมือง  ไม่เกี่ยวกับพระองค์เลยเพคะ อย่าทรงวิตกไปเลย”

                “ข้าไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องพวกนี้เลยใช่ไหม”

                “เซจาบินเพคะ...”

                “ไหนเจ้าบอกว่าข้าอยู่ในฐานะพระชายาขององค์ชายรัชทายาท... ขณะที่ชอฮาทรงงานหนัก ข้ากลับไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องใด ๆ เลย”

                “หม่อมฉันไม่ได้หมายถึงเช่นนั้นนะเพคะ องค์หญิง...”

                “แล้วหมายความว่าอย่างไร...ข้าเป็นแค่คนเดียวในวังที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้เลย”

                ฮวางซังกุงลำบากใจนัก  แต่เมื่อมองไปยังพระพักตร์ขององค์หญิงน้อยของนางแล้วก็ใจอ่อนยวบ  ยิ่งกระแสรับสั่งตัดพ้อนั้นก็ยิ่งทำให้พระอภิบาลสะเทือนใจ

                “เจ้าจะให้ข้าดื่มโอสถบำรุงครรภ์พวกนี้ทุกวันเพื่อให้ข้ามีรัชทายาททั้งที่ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยหรือไง...แล้วต่อไปข้าจะปกป้องลูกข้ายังไง”

                “องค์หญิง...”

                ฮวางซังกุงถอนหายใจเบา ในฐานะผู้น้อย...นางไม่ควรขัดพระเสาวนีย์ก็จริง แต่เมื่อมองไปยังพระพักตร์ขององค์หญิงน้อยผู้ไร้เดียงสาของตนแล้วก็ต้องสะท้อนใจ... ที่ผ่านมานางก็ลำบากใจไม่ใช่น้อยที่ต้องปิดบังและดูแลเซจาบินราวไข่ในหิน เพราะคาดเดาไม่ได้เลยว่าเมื่อทรงมีพระราชอำนาจมากกว่านี้เมื่อไหร่ จะทรงใช้พระอำนาจนี้ เป็นหรือไม่  

                แม้ราชบัณฑิตพยอนจะเป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดในขณะนี้...แต่หากองค์หญิงแพคฮยอนไม่ทรงรู้เท่าทันการเมืองเลย จะเป็นอย่างไร...

                รัชทายาท

                พระอภิบาลสบพระเนตรเรียวงามด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ใช่แล้ว...ดังที่องค์หญิงรับสั่งมา หากวันข้างหน้าองค์รัชทายาทประสูติขึ้นมา...องค์หญิงจะไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการปกป้องอีกต่อไป...แต่จะต้องทำหน้าที่ปกป้องด้วยเช่นกัน

                ฮวางซังกุงมั่นใจว่าที่ผ่านมาองค์หญิงทรงทราบเรื่องอยู่บ้างแล้ว เพียงแสร้งว่าไม่ทรงรู้ เพราะว่าพระมเหสี...นาง รวมไปถึงพระบิดาไม่ต้องการให้ยุ่งเกี่ยว  อย่างน้อยจีเฮที่ทรงรักใคร่ราวกับพี่สาวแท้ ๆ ก็น่าจะกราบทูลให้ฟังบ้าง... แต่ทรงทราบแค่ไหน รู้มากน้อยเพียงใด ฮวางซังกุงไม่แน่ใจ... ซึ่งน่าจะดีกว่า ถ้าทุกอย่างถูกถ่ายทอดให้ฟังจากปากของนางเอง  

                “ได้เพคะ”

                หลังจากตัดสินใจ  ฮวางซังกุงใช้เวลาไม่นานในการไล่นางวังทั้งหมดออกไปจากห้องพระบรรทม แล้วเริ่มกราบทูลเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ให้ทรงรับฟัง             

                ฮวางซังกุงเล่าถึงขุนนางสองฝ่ายที่กำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนี้ ท่านคิม ชอกจู เสนาธิการมหาดไทย และฝ่ายชเว ฮึงซอนเสนาธิการกลาโหม  เป็นที่รับรู้กันว่าท่านซอกจูคือพระญาติของพระมเหสี  ส่วนท่านฮึงซอน...คือผู้ที่มีส่วนช่วยในการปราบกบฎที่สังหารฝ่าบาทพระองค์ก่อน  เสนาธิการฮึงซอนมีอำนาจมากนัก เพราะมีกำลังทหารอยู่ในมือ  เล่ากันว่าเมื่อองค์ชายรัชทายาทเสด็จไปเข้าร่วมกันฝึกทหาร กองทัพได้ถูกตรวจสอบอย่างหนักจากวังหลวงเป็นครั้งแรก  

                “หม่อมฉันได้ยินว่า... ท่านฮึงซอนกับชอฮา...ไม่ค่อยดีต่อกันนักเพคะ”

                “ที่ทรงเน้นเรื่องการทหารก็เพราะสิ่งนี้เองสินะ”

                แม้องค์หญิงน้อยแทบไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัด  แต่ประวัติศาสตร์ที่เคยได้ทรงอ่านมาบอกว่าขุนนางนั้นมีอำนาจมากกว่ากษัตริย์แทบทุกพระองค์เสมอมา... หมากแห่งการเมืองจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่คือขุนนางข้าราชการที่ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระบาท 

                หากขุนนางไม่ถวายความจงรักภักดี... ก็อาจนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงได้

                “เพคะ ชอฮาไม่โปรดการทำงานของท่านฮึงซอนนัก...จึงพยายามตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส”

                “แต่อย่างน้อยชอฮาก็มีท่านซอกจูใช่ไหม”        

                “ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว... ชอฮาก็ไม่โปรดท่านซอกจูเช่นเดียวกันเพคะ”

                “ทำไม”

                “ไม่มีขุนนางผู้ใดซื่อตรงต่อหน้าที่อย่างสมบูรณ์หรอกเพคะ... ทุกคนล้วนแล้วแต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น  หากชอฮา... ทรงเถรตรงยิ่งกว่าผู้ใด จึงไมโปรดขุนนางเหล่านั้นนักเพคะ  ท่านซอกจูเองหวาดหวั่นชอฮาอยู่เช่นเดียวกันเพคะ แต่พระมเหสีทรงร้องขอไว้เพคะ”

                “พระมเหสี...”

                พระอภิบายยิ้มอ่อน...เมื่อทราบว่าองค์หญิงทรงเข้าพระทัยได้อย่างรวดเร็ว

                “ทั้งหมดนี้ คือการเมืองเพคะ... การเมือง ก็คือผลประโยชน์...เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกัน...ก็อยู่ฝ่ายเดียวกันเพคะ”

                “พระมเหสียืมอำนาจในการปกป้องราชบัลลังก์ของชอฮาไว้...ด้วยอำนาจของท่านซอกจูใช่ไหม  แล้ว...ก็ทรงตอบแทนท่านซอกจูด้วยผลประโยชน์บางอย่าง...หรือเปล่า”

                ฮวางซังกุงค้อมตัวลงเพื่อหลบสายพระเนตร ด้วยมิอาจถวายคำตอบได้

                “ต่อเถอะ...ข้าไม่ขัดล่ะ”

                พระอภิบาลเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงพระชายา  ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก... แล้วกราบทูลสิ่งที่ต้องการให้องค์หญิงน้อยของนางทรงรับรู้มากที่สุด

                “สิ่งที่เป็นปัญหาในตอนนี้ก็คือ...  องค์ชายชานยอลเพคะ”

                “หมายความว่าอย่างไร ท่าน..พี่”

                “ผู้สนับสนุนให้องค์ชายชานยอลกลับเข้าวัง ก็คือท่านฮึงซอนเพคะ”

                “อะไรนะ..” สุรเสียงหวานแหบลง... คล้ายไม่ทรงเชื่อนักกับสิ่งที่ได้รับรู้ “หมายความว่าท่านเสนากลาโหม... ไม่ชอบชอฮา  ก็เลยพาท่านพ.  องค์ชายชานยอลกลับมา งั้นเหรอ”

                “หม่อมฉันไม่กล้าตัดสินไปเช่นนั้นเพคะ... แต่สถานการณ์ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นว่าเจตนาน่าจะเป็นเช่นนั้น ความจริงแล้ว... องค์ชายชานยอลก็คืออดีตองค์ชายรัชทายาท พระเกียรติและฐานันดรศักดิ์ครบถ้วน... เว้นก็แต่พระยศที่ลดลง  การมีองค์ชายที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ถึงสองพระองค์ไม่ใช่เรื่องดีเพคะ หากมีผู้คิดการใหญ่... ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเพคะ”

                “แบบนั้นเองเหรอ”

                ทรงก้มพระพักตร์...สายพระเนตรทองมองพรมอุ่นอย่างเลื่อนลอย

                “ช่วงหลังมานี้ท่านเสนาธิการผลักดันให้เกิดโครงการหลายอย่าง ทั้งท่าเรือ การเก็บภาษีแล้วก็พวกไม้หอมต่าง ๆ  หม่อมฉันได้ยินมาว่า...ขุนนางที่ได้รับผิดชอบโครงการพวกนั้นพอใจมาก  ทองเข้าพระคลังมากขึ้น”

                “ก็ดีแล้วนี่นา”

                “แต่ก็มีขุนนางบางส่วนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการค้า... เพราะผิดหลักขงจื้อ เสนอให้ฝ่าบาทคัดค้าน แต่ก็หาวิธีการที่ทำให้ท้องพระคลังมีทองเพิ่มมากขึ้นได้ดีกว่านี้ไม่ได้... “

                “ความจริง... เมื่อหลายปีก่อน กองทัพสั่งซื้ออาวุธจากแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมสำหรับการศึก  ครั้งนั้นทองในท้องพระคลังลดลงมาก ยิ่งช่วงหลังประชาชนเกิดโรคระบาดและยากจน ฝ่าบาทจึงพระราชทานพระราชทรัพย์ไปช่วย  ซึ่งทรัพย์สมบัติในท้องพระคลังก็ร่อยหรอลงมาหลายรัชสมัยแล้วเพคะ ยิ่งช่วงสร้างพระตำหนักหลาย ๆ แห่ง ฝ่ายการคลังค่อนข้างแย่เลยเหมือนกันเพคะ”

                ฮวางซังกุงกราบทูลไปเรื่อย ๆ แม้จะทราบผ่านพระหัตถ์ทีกำแน่นว่าทำพระทัยลำบาก...แต่ทั้งหมดนี้คือเรื่องจำเป็น

                “หม่อมฉันได้ยินมาว่า...ความจริงแล้ว องค์ชายชานยอลอยู่เบื้องหลัง.. ไม่สิ  ทรงเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการนี้”

                “อะไรนะ...”ทรงแทบไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร  ปกติแล้วองค์ชายไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนี่นา”

                “ใช่เพคะ...ปกติแล้วเป็นเช่นนั้น.. หากครั้งนี้ฝ่าบาททรงขอคำปรึกษาเอง ทางขุนนางก็เลยพูดอะไรมากไม่ได้  องค์ชายชานยอลเคยเสด็จทางเรือไปต้าชิงเพคะ ทั้งยังทรงรอบรู้เรื่องการค้าขายอย่างดี”

                “แล้ว... มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า  ท่าน...องค์ชายชานยอลทรงทำสิ่งใดหรือไม่”

                พระพักตร์ซีดเผือดลงขณะรับสั่งถาม

                “ไม่เพคะ  องค์ชายชานยอลไม่ทรงเข้ามายุ่งเลย... แต่... แต่... มีข่าวว่าขุนนางบางส่วนอาจไม่ได้ชี้แจงรายได้และส่งภาษีเข้าท้องพระคลังอย่างเต็มที่ ชอฮาสั่งสอบเรื่องบัญชีทั้งหมดเพคะ ขุนนางที่รับผิดชอบต่างก็วุ่นวายกันไปใหญ่  แต่ขณะนั้น องค์ชายชานยอลก็ไม่ทรงออกหน้าเลยเพคะ...”

                “จริงหรือ”

                “เพคะ... ทรงฉลาดนัก  นอกจากจะทรงโอนอ่อนมากกว่าองค์ชายจงอินแล้ว  ก็วางพระองค์ดี... ทรงเป็นที่รักใคร่ของขุนนางมากกว่าเพคะ  โดยเฉพาะขุนนางที่อยู่ฝ่ายท่านฮึงซอน จนตอนนี้มีกลุ่มสนับสนุนองค์ชายชานยอลชัดเจนมากกว่าเดิมแล้วเพคะ”

                ฮวางซังกุงเล่าถึงเหตุการณ์ที่ขุนนางทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันหนัก แม้แต่การกระทบกระทั่งต่อหน้าพระพักตร์ เพราะเรื่องของการเปิดท่าเรือ  ขุนนางฝ่ายมหาดไทยเป็นขุนนางหัวเก่า ที่ยึดมั่นหลักขงจื้ออย่างเคร่งครัด  การค้าขายคือสิ่งที่ผิดหลักการนี้อย่างชัดเจน  ขณะที่เสนาบดีกลาโหมและการคลังนั้นชื่นชอบทองและการค้าขายเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งฝ่าบาททรงชื่นชมการค้าสำเภากับต้าชิง และดำริว่านี่เป็นวิธีที่จะช่วยให้สถานการณ์ในท้องพระคลังดีขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ขุนนางฝ่ายตระกูลคิมได้รับการสนับสนุนจากพระมเหสี  ยิ่งนานวันขุนนางทั้งสองก็ยิ่งขัดแย้งกันอย่างหนัก  สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ราวน้ำกับน้ำมัน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถปรับเข้ากันได้ 

                “ทางขุนนางฝั่งท่านฮึงซอน...ขัดแย้งกับชอฮาอย่างมากเพคะ  ทางนั้นก็เลยพยายามที่จะผลักดันให้องค์ชายชานยอลมีตำแหน่งขึ้นมาในราชวงศ์ จะได้มีอำนาจและมีปากเสียงในท้องพระโรงมากขึ้น”

                “ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์ชายในกรณีพิเศษแล้วนี่... กุน ขั้น ๒ ”

                “ใช่เพคะ” พระอภิบาลรับคำ... ก่อนที่จะกล่าวต่อไป

                “และยังสนับสนุน...ให้ทรงได้ตำแหน่งรัชทายาทอันดับที่สองเพคะ”

                “รัชทายาท...อันดับสอง”

                “... เพคะ แต่โชคดีที่ทางราชบัณฑิตแห่งซองกยุนกวานได้คัดค้าน พระเชษฐาขององค์หญิง ท่านชางมินได้ทำการคัดค้านร่วมกับราชบัณฑิตทั้งหมดแล้วเพคะ ทางซองกยุนกวานมีปากมีเสียงในที่ประชุมไม่ใช่น้อย หากคัดค้านสำเร็จ องค์ชายชานยอล ก็ยังมีตำแหน่งเพียงชานยอลกุนเช่นเดิมเพคะ”

                “หากท่านพี่ชางมินคัดค้านไม่สำเร็จล่ะ...”

                “ก็อาจมีการแต่งตั้งวังเซซนขึ้นมาเพคะ  ซึ่งควรจะเป็นของชอฮากับเซจาบินก่อนเพคะ”

                “วังเซซน.... หากตอนนี้ข้ามีลูกชาย... ลูกของข้าก็จะได้เป็นวังเซซนใช่หรือไม่”

                “ใช่เพคะ... แต่ถึงแม้ว่าองค์ชายชานยอลได้ตำแหน่งนี้ไป แล้วองค์หญิงมีพระโอรสในภายหลัง ก็ยังมีสิทธิ์ในตำแหน่งนี้เพคะ องค์ชายชานยอลจะกลายเป็นองค์ชายรัชทายาทอันดับที่สาม  นั่นเป็นเหตุผลที่ทุกฝ่ายต้องการให้ทั้งสองพระองค์มีองค์รัชทายาทในเร็ววันเพคะ” 

                วรกายเล็กกำลังสั่นสะท้าน... พระพักตร์ซีดเผือด  หากพระเนตร นาสิก..และพระกรรณนั้นกำลังแดงก่ำ  

                พระอภิบาลมององค์หญิงน้อยของตนด้วยความเข้าใจ... ด้วยรู้แน่ว่าความสัมพันธ์ที่เซจาบินมีต่อองค์ชายชานยอลคงไม่ใช่เรื่องที่ฉาบฉวย แต่เมื่อดำรงอยู่ในฐานะของพระอภิบาล... ฮวางซังกุงคงมิอาจยินยอมให้พระชายาเดินทางผิด  ถึงตอนนี้...นางเพียงปรารถนาให้องค์หญิงทรงรับรู้ ว่าควรเลือกสิ่งใด     

                “ฮวางซังกุง”

                “เพคะ...”

                “ถ้าหากข้ายังไม่มีพระโอรส...แล้วเกิดอะไรขึ้นกับชอฮา... องค์ชายชานยอล ก็อาจได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อไปใช่ไหม”

                “เซจาบิน อย่ารับสั่งเช่นนั้นเพคะ ไม่สมควรอย่างยิ่งเพคะ  อย่าแม้แต่ดำรินะเพคะ... ไม่สมควรเลยเพคะ!

                ฮวางซังกุงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจัง  แต่เมื่ออัสสุชลร่วงผล็อยจากพระเนตร   หัวใจของพระอภิบาลก็ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

                หัตถ์เรียวยาวที่สั่นเทายื่นออกมา บอกว่ากำลังทรงต้องการที่พึ่งที่สุด  ฮวางซังกุงรีบรุดเข้าไปกุมพระหัตถ์ไว้อย่างแน่นหนา แล้วแนบลงที่อกตัวเองเพื่อถวาย

                “องค์หญิง...เป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ  เกิดอะไรขึ้นเพคะ”

                “ข้า..ห่วงพระองค์  ห่วงชอฮา...เหลือเกิน”

                ห่วง...และกลัว

                กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์ 

                กลัวว่า... ท่านพี่ชานยอล... จะทำอะไรลงไป

|

                หลายวันก่อน

                ราชบัณฑิตชางมินเพียงยิ้มรับเมื่อขุนนางซง แดซูพาร่างผอมเกร็งก้าวเข้ามาในห้อง  ชายหนุ่มเดาได้ไม่ยากว่าการมาพบในครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร...ซองกยุนกวานคือสถานที่ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายของขุนนาง เมื่อยามอำนาจภายในไม่ลงรอยกัน

                สมองของโซชอน...คือผู้ตัดสิน และขี้ชาดว่า ท้ายที่สุดแล้ว... ฝ่าบาทควรรับฟังผู้ใด 

                แม้ชางมินจะยังไม่สามารถขึ้นมีอำนาจในการตัดสินใจได้เท่าบิดา... หากเมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสูงสุดของบัณฑิตซองกยุนกวานทั้งหมด  พ่วงด้วยตำแหน่งพระเชษฐาขององค์หญิงพระชายา  

                ตามที่คาดการณ์ไว้...

                ขุนนางซงเล่าเรื่องราวความขัดแย้งทั้งหมด และข่าวเรื่องการขอแต่งตั้งองค์ชายชานยอลให้เป็นรัชทายาทอันดับสองในทันที

                “ท่านราชบัณฑิต...หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ท่านจะยอมจริง ๆ หรือ...หากพระชายาประสูติพระโอรสขึ้นมาภายหลัง มิแย่หรือ ในฐานะที่ท่านเป็นพระเชษฐภรรดา[1]ของวังเซจา  ท่านจะยอมให้องค์ชายชานยอลได้รับการแต่งตั้งจริง ๆ หรือ”

                สีหน้าของราชบัณฑิตหนุ่มเรียบเฉย

                “ท่านเองก็ทราบว่าหากองค์หญิงพระชายาทรงมีพระประสูติกาลพระโอรส... อย่างไรเสีย ตำแหน่งวังเซซนก็ย่อมตกเป็นของพระโอรสอยู่แล้ว  แม้องค์ชายชานยอลได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา ก็ต้องถูกลดขั้นลงมาเป็นรัชทายาทอันดับสามอยู่ดี” เขาว่า สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าวิตกกังวลของขุนนางวัยกลางคนที่อยู่ตรงข้าม แม้จะคาดเดาได้ว่าขุนนางซงต้องการอะไรจากการเข้ามาพบเขาในครั้งนี้  หากชางมินกลับเย้าไปราวกับไม่รู้เรื่องราวใดมาก่อน ด้วยความปรารถนาที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้วอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด

                 ชางมินพิจารณาอย่างใคร่ครวญ...ขณะคาดเดาในใจว่าขุนนางซงจะใช้เหตุผลใดมาอ้าง

                คงหนีไม่พ้น... พระชายา

                “แล้วถ้าหากวังเซจาบินไม่อาจมีพระโอรส.. ท่านก็ทรงทราบดีว่าหากเป็นเช่นนั้น ตำแหน่งขององค์ชายรัชทายาทจะสั่นคลอนเพียงใด  ยิ่งถ้าหากองค์ชายชานยอลทรงมีพระโอรสก่อน...”

                “ท่านห่วงอะไรหรือ ขุนนางซง”  ชางมินหัวเราะ และถามในฐานะของราชบัณฑิต...มิใช่พี่ชายขององค์หญิงพระชายา   

                “หากในระหว่างนี้  เกิดอะไรขึ้นกับองค์ชายรัชทายาท...ท่านก็รู้  ว่าสถานการณ์ตอนนี้น่ากลัวเพียงใด”

                “ท่านกังวลไปเองหรือเปล่า วังเซจาบินเองก็เพิ่งเข้าพิธีขอพระราชบุตรไปไม่นานนี้  ท่านคิดว่าในระยะนี้ท่านเสนาชเวจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนองค์ชายชานยอลงั้นหรือ”

                “ท่านก็รู้...ว่าเสนาเฒ่านั่นได้ประโยชน์อะไรบ้างจากท่าเรือ... แล้วยิ่งตอนนี้ องค์ชายชานยอลแทบจะเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ไม่มีผู้ใดกล้าแตะได้  ใคร ๆ ก็รู้ว่าฝ่าบาททรงรักและเคารพพระเชษฐามากเพียงใด”

                “ลูก...กับหลาน ใครสำคัญกว่า  ท่านขุนนางซงเองก็น่าจะเลือกได้นี่”

                “แต่ฝ่าบาทไม่ใช่เช่นนั้น...”ซง แดซูรีบแย้ง  “ฝ่าบาทมิทรงปรารถนาราชบัลลังก์นี้ หากสามารถส่งมอบให้กับเจ้าของเดิมได้...ก็คงไม่ทรงรีรอ”

                “ท่านมั่นใจถึงเพียงนั้นเชียว”

                “ข้าถึงต้องมาหาท่าน  ตอนนี้ขุนนางฝั่งเสนาธิการชเวพร้อมที่จะสนับสนุนองค์ชายชานยอล  ฝ่าบาทเอง... ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าหากทรงพิจารณาเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง จะทรงตัดสินพระทัยเช่นไร”

                “ท่านเกรงว่าฝ่าบาทจะรับฎีกาแต่งตั้งองค์ชายชานยอลเป็นวังเซซนงั้นหรือ”

                “ข้าเกรงต่อไปอีกว่า.. หากเกิดอะไรขึ้นกับวังเซจา ราชบัลลังก์ก็คง...”

                “ระวังหน่อย ท่านซง” ชางมินเดาะลิ้น  และกล่าวต่อไปด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “..กล่าวเช่นนี้ ไม่ต่างกับจะบอกว่าองค์ชายชานยอลจะก่อกบฎเลยนะ”

                “ข...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น  ท่านราชบัณฑิต ข้าเพียงแต่กังวล  ตอนนี้แม้แต่ท่านเสนาซอกจูเองก็กังวลเรื่องนี้  พระชายาเองก็ยังไม่มีพระโอรสเสียที  ทั้งทีอภิเษกมาหลายปีแล้ว มิฉะนั้นอาจจะต้องแต่งพระสนมเข้าอีก”

                “พระชายาเพิ่งเข้าพิธีขอพระราชบุตรเมื่อไม่นานมานี้เอง...เหตุใดจึงยกเรื่องนี้มาพูดอีก”

                “ท่านก็ทราบดีว่าเหตุผลที่เพิ่งเข้าพิธีนั้น ก็เพราะพลานามัยของพระชายาไม่สมบูรณ์นักมิใช่หรือ ท่านราชบัณฑิต”

                “บังอาจ!”  ราชบัณฑิตหนุ่มทุบโต๊ะ  “เจ้ากำลังลบหลู่พระเกียรติของพระชายา”

                “ข้าขออภัย ท่านชางมิน แต่ข้าจำเป็น...” ขุนนางซงรีบอธิบายด้วยความร้อนรน “ฝ่ายนั้นกำลังนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม  ท่านทราบหรือไม่ว่า หากพระโอรสของวังเซจาประสูติขึ้นมาจากพระมารดาของฝั่งเสนาชเว อะไรจะเกิดขึ้น.. อำนาจทั้งหมด จะถูกส่งไปยังเสนาเฒ่านั่น ไม่มีใครทำอะไรได้อีกแล้ว แม้แต่ฝ่าบาท”

                “หากทางราชบัณฑิตและท่านช่วยขัดขวางการแต่งตั้งในครั้งนี้  ข้าและขุนนางฝ่ายท่านซอกจู จะขัดขวางไม่ให้ผู้ใดขึ้นมาเป็นพระสนม  หรือทำให้พระชายาแพคฮยอนต้องหมองพระทัยเป็นอันขาด”

                ราชบัณฑิตชางมินทอดถอนหายใจ  ดวงตาคมกริบเหม่อมองไปยังบทกวีที่แขวนอยู่ริมหน้าต่าง ลายเส้นงดงามเขียนเป็นอักษรฮันจา ภาษิตจีนที่ทำให้ราชบัณฑิตเช่นเขาต้องตระหนักอยู่เสมอ

ปุถุชนหาใช่นักปราชญ์บัณฑิตไม่  ใครบ้างจะไม่ทำผิดเลย

                 แม้เขาที่เป็นบัณฑิตเอง... ก็ยังทำผิดด้วยเช่นกัน

                “ได้...ข้าจะช่วย”

                ขุนนางซงมีท่าทีเบาใจอย่างเห็นได้ชัด  รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าที่อึดอัดมาตลอดการสนทนา

                “ข้านึกแล้วว่าท่านต้องเห็นแก่พระชายา...”

                “ผิดแล้ว...ท่านซง” น้ำเสียงนุ่มนวล หากเฉียบขาดของชางมินดังขึ้นในทันที  “สิ่งที่ข้าทำไม่ใช่เพื่อพระชายา หรือเพื่อใคร  ราชบัณฑิตซองกยุนกวานมีหน้าที่ท้วงติงเมื่อราชสำนักทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โปรดเข้าใจใหม่ด้วย”

                “ป...เปล่านะท่านชางมิน  ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น  ข้าเพียงแค่... ท่านก็เป็นราชบัณฑิตที่เฉลียวฉลาด และยังเป็นพระเชษฐาขององค์หญิง อย่างไรก็ต้องเห็นแก่ทั้งบ้านเมืองและน้องสาวอยู่แล้ว  ข้าก็พูดรวม ๆ ไปเท่านั้น”

                “ใช่...ข้าเข้าใจดี  ที่ข้าไม่ได้ตอบรับตั้งแต่แรกก็เพราะข้ามันไม่เหมาะ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นพี่ชายของพระชายา หากข้าตอบรับเพราะพระองค์ ผู้คนจะครหาได้ว่าผู้เป็นราชบัณฑิตวางตัวไม่ถูกต้อง”

                “อ้อ...ข้า..ข้าก็คิดเช่นนั้น”

                ชางมินหัวเราะในคอเมื่อเห็นอีกฝ่ายลอบถอนหายใจ

                “ท่านคิดว่าข้าอยู่ฝ่ายองค์ชายชานยอลหรือ” 

                “เปล่า...ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ...ข้าจะคิดเช่นนั้นได้อย่างไร” ขุนนางวัยกลางคนรีบปฏิเสธ แต่เมื่อสบตาเฉียบคมของราชบัณฑิตชางมิน เขาก็ต้องตอบด้วยน้ำเสียงเบาหวิวไปอย่างไม่มีทางเลือก “ข้าแค่ได้ยินว่าท่านพูดคุยกับองค์ชายชานยอลอยู่บ่อย ๆ เกรงว่า...”

                เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราชบัณฑิตหนุ่มก็ระเบิดเสียงหัวเราะทันที

                “งั้นหรือ... เช่นนั้นหรือ  เพราะแบบนั้นก็เลยยกเรื่องพระชายามาพูดกับข้าสินะ”

                “ไม่ ไม่ใช่นะท่านบัณฑิต ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น”

                “องค์ชายชานยอลทรงมีพระปรีชาสามารถนัก... ทรงเฉลียวฉลาด และรู้จักวางพระองค์ดี  ไม่ถือพระองค์กับบัณฑิตผู้ต่ำต้อยเช่นข้า  ระยะนี้ฝ่าบาททรงมีพระราชประสงค์ให้ปรึกษาเรื่องการค้ากับต้าชิง ก็เลยมีเรื่องคุยกันอยู่ตลอด”

                “อ๋อ...ข้าเข้าใจแล้ว”

 

                ชางมินมองตามแผ่นหลังของขุนนางซงไปจนกระทั่งประตูถูกปิดลงอีกครั้ง  ขณะนึกถึงวันที่ได้ไปดื่มน้ำชากับสหายร่วมสาบาน  องค์ชายชานยอลได้รับสั่งถึงเรื่องนี้ไว้

                “อีกไม่นาน จะมีข่าวออกไปเรื่องการแต่งตั้งข้าเป็นองค์รัชทายาทอันดับสอง... ถึงเวลานั้น  ราชบัณฑิตซองกยุนกวานน่าจะมีบทบาทสำคัญในตอนนั้น”

                “ทรงต้องการให้กระหม่อมคัดค้านหรือ”

                “ใช่... ให้บัณฑิตทั้งหมดช่วยคัดค้านก็ยิ่งดี  ความจริง มันก็คงไม่ดีนักที่อดีตวังเซจาของกษัตริย์องค์ก่อนเช่นข้าจะเข้ามารับตำแหน่งนี้”

                “ดำริสิ่งใดอยู่กันแน่... องค์ชาย” เขามองสหายของตนอย่างไม่มั่นใจนัก กาลเวลาและหลายสิ่งได้ทำให้ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป... ถึงตอนนี้ เขาแทบไม่รู้จัก ชานยอลเลย

                “เจ้าก็รู้....ว่าข้ารักนางเพียงใด ชางมิน...”

                “ข้าสามารถปกป้องนางได้ด้วยชีวิต...จะไม่มีผู้ใด หรืออะไร ทำร้ายนางได้”

                “จะทรงทำสิ่งใดกัน” เขากังวล...และยิ่งหวาดหวั่นเมื่อได้ยินต่อไป

                “มีแผนการบางอย่างที่ข้าบอกใครไม่ได้... แต่นั่น จะเกี่ยวพันกับนาง  ทั้งหมดที่ข้ากำลังทำ...ก็คือปกป้องแพคฮยอน”

                “องค์ชาย...”

                “ข้าไม่เคยเข้าใจท่านเลย”

                “สิ่งที่อยากจะขอให้เจ้าเชื่อก็คือ  ข้าไม่มีวันทำให้ดอกไม้ในมือของข้า...ต้องบอบช้ำเป็นอันขาด”

                ชางมินถอนหายใจ  แม้จะผิดต่อคำสาบานที่มีให้ต่อฝ่าบาทในวันที่รับตำแหน่งนี้   แต่เขาก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาเท่านั้น.... ทั้งน้องสาวเพียงคนเดียว และสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาต่างก็สำคัญไม่แพ้กับราชบัลลังก์

                สิ่งที่ชางมินกำลังทำก็แค่... ปกป้องคนที่เขารักทั้งสอง ด้วยความสามารถของตนเอง

|

                ขบวนเสด็จขององค์ชายรัชทายาทจงอินเคลื่อนที่ไปด้วยความรวดเร็ว ขาทั้งสี่ของไค ม้าทรงพ่วงพีตัวโปรดขยับอย่างคล่องแคล่วลัดเลาะตัดไปตามทางที่ลัดไปสู่ท่าเรือใหญ่ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้  วันนี้มีสำเภาใหญ่จากต้าชิงมาเทียบท่า  เรือนั้นเต็มไปด้วยสินค้าและพ่อค้าที่โดยสารมาจากแผ่นดินใหญ่  องค์ชายจงอินรู้ดีว่าการมาถึงของสำเภาใหญ่นี้น่าจะทำให้ขุนนางกลุ่มหนึ่งได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลภายในช่วงระยะเวลาแค่ขนถ่ายสินค้าลงมา ทรงตั้งพระทัยที่จะเสด็จมาตรวจตราอย่างเงียบ ๆ ไม่เอิกเกริกนัก  แต่เมื่อพระชายาแพคฮยอนแสดงความห่วงใยพระองค์ถึงเพียงนี้ จึงต้องจัดตั้งขบวนม้าที่ประกอบด้วยทหารรักษาพระองค์สิบกว่านายตามเสด็จมาด้วย แม้จะผิดไปจากพระราชประสงค์เดิมที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดผิดสังเกตก็ตาม

                อากาศหนาวเย็นยะเยือกพัดผ่านจนต้องทรงกดพระเศียรลงเพื่อลดแรงต้านของลม ทรงกระตุกสายบังเหียนเพื่อกระตุ้นให้ม้าทรงทะยานไปข้างหน้าไม่หยุด ด้วยเป้าหมายที่จะให้ถึงท่าเรือก่อนค่ำ... ไคไต่ลงเนินเขาอย่างรวดเร็ว ปราดเปรียวว่องไวสมเป็นม้าแข่ง ทั้งยังเริ่มทำความเร็วขึ้นเมื่อพบว่า ข้างหน้ามีม้านำขบวนที่ราชองครักษ์ของเขาขี่อยู่เพียงสองตัว  องค์ชายรัชทายาทจงอินหัวเราะเมื่อสังเกตอาการม้าทรงประจำพระองค์ เหตุใดจึงไม่รู้อุปนิสัยของม้าทรงตัวโปรด

                ไคไม่ชอบอยู่เบื้องหลัง...

                “ชอฮา เสด็จช้าลงเถิดกระหม่อม ม้าตัวอื่นฝีเท้าสู้ไคไม่ได้” ชินตะโกนมาจากเบื้องหลัง เยื้องไคออกไปด้านขวา คอยคุมไหล่เขาที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่วา ด้วยเกรงว่าจะเสด็จเฉียดไปและมีอันตราย      

                “เจ้าก็รู้ว่าข้าเคยห้ามไคได้ซะที่ไหน” สุรเสียงปนพระสรวลที่แว่วมาทำให้ชินทอดถอนหายใจ

                “ฝ่าบาททรงอย่าเสด็จห่างขบวนนัก ผ่อนฝีเท้าลงเถิดกระหม่อม”

                ทหารราชองครักษ์เบื้องหลังตะโกนขอพระกรุณา  หากชั่วพริบตานั้น ไคก็เผ่นทะยานอย่างม้าพยศมิฟังผู้ใดพุ่งแซงม้านำขบวนสองตัวนั้นไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว มีเพียงชินที่รู้จักฝีเท้าของไคดีและม้าก็มีฝีเท้าทันกันที่ติดตามมาติด ๆ  ทิ้งให้ราชองครักษ์เบื้องหลังเร่งตามกันมาอย่างไม่รอช้า

                ม้าเร็วสีดำมะเมื่อมทั้งสองไต่ลงพื้นที่ลาดมายังป่ากว้างที่ประกอบด้วยทิวสนที่ขึ้นเป็นแนวยาว โชคดีที่หิมะละลายไปหมดแล้วจึงควบไปได้อย่างไม่ต้องระแวดระวัง เสียงม้ากลุ่มใหญ่เบื้องหลังดังตามมาทำให้พระองค์ไม่ได้ใส่พระทัย  กระทั่ง...

                ฟิ้ว!

                เมื่อธนูดอกใหญ่พุ่งผ่านหน้าม้าไปปักที่ต้นไม้ข้างทางรวดเร็ว องค์ชายรัชทายดึงสายบังเหียนจนไคหยุดตัวเองกระทันหัน สองขาหน้ายกตัวสูงเตะอากาศ ขณะร้องลั่นป่าด้วยความตื่น โชคดีที่ทรงรู้จักไคดีพอที่จะควบคุมให้ไคสงบลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก่อนที่ธนูอีกดอกจะถูกส่งตามมา องค์ชายจงอินสบถลั่น ชักม้าหลบอย่างว่องไว

                “ชอฮา!

                ชินตะโกนแล้วจึงชักดาบประจำตนออกในฉับพลัน เมื่อชายชุดดำบนหลังม้าเกือบสิบคนพร้อมอาวุธครบมือปรากฏตัวล้อมรอบทั้งสองด้วยความรวดเร็ว

                “ชอฮา โปรดระวังพระองค์”

                องค์ชายจงอินแสยะพระโอษฐ์ สายพระเนตรเฉียบคมตวัดมองไปรอบ ๆ พร้อมกับประเมินสถานการณ์  แน่พระทัยว่าคนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่โจรป่าทั่วไป แต่นักรบที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม ธนูที่ตัดหน้าม้าทรงของพระองค์ไปนั้นแค่จงใจประกาศสงคราม

                “ไม่ต้องห่วง..คิดเสียว่าซ้อมรบก็แล้วกัน”

                ชินชักมามาใกล้พระองค์เพื่อป้องกันอันตรายจากผู้มีเจตนาร้าย

                พระหทัยขององค์ชายรัชทายาทเต้นระรัวราวเสียงกลองศึก นานเพียงใดที่ไม่ได้ทรงชักดาบบนหลังม้า มุมพระโอษฐ์กระตุกขึ้น หัตถ์กระชับดาบ...  ช่วงเวลาการต่อสู้ที่พระองค์โปรดที่สุดมาถึงแล้ว

                “อย่าบุ่มบ่ามเลยกระหม่อม อีกไม่กี่อึดใจทหารจะตามมา”

                “เจ้าพูดเหมือนไม่รู้จักข้า...”

                “ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหมว่า...ไคไม่ชอบรอ”

                มือสังหารชักม้าล้อมเข้ามาใกล้  บางส่วนลงจากหลังม้า องค์ชายจงอินสบเนตรกับราชองครักษ์คู่พระทัยที่ผ่านการต่อสู้ร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน

                “โปรดระวังพระองค์”

                “เจ้าก็ด้วย” 

                เหล่ามือสังหารโห่ร้องเป็นสัญญาณการเริ่มต้นต่อสู้  เสียงดาบฟาดฟันดังเกรียวกราวลั่นป่าสน โลหิตสาดกระเซ็นจากบาดแผลของผู้เพลี่ยงพล้ำ ลูกธนูที่สาดเข้าสู่กลางวงล้อมทำให้ทั้งสองตัดสินใจแยกออกห่างจากกัน มือสังหารรุกไล่ และร่วงลงไปด้วยฝีมือที่ด้อยกว่า ชินไม่ปราณีผู้ใดที่เฉียดเข้าใกล้พระวรกายขององค์ชาย

                “อย่าฆ่าทั้งหมด ข้าต้องการสืบสวน”

                “รับด้วยเกล้า”

                เสียงโห่ร้องของมือสังหารและเสียงดาบธนูดังอื้ออึงต่อไปครู่นึง ฝีมือของผู้บุกรุกเก่งกาจกว่าที่คาดเดาไว้  ทรงสังหารได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น  อีกทั้งทุกคนยังสู้ยิบตา แม้บาดเจ็บก็ไม่อนาทร กระทั่งกองทหารม้ารักษาพระองค์ควบม้าติดตามมาทัน สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป

                “ปกป้องชอฮา ฆ่าเท่าที่จำเป็น”

                ชินประกาศกร้าว ทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดตอบรับในทันที!    

|

                ฉับ!

                โลหิตสาดกระจายจากร่างกายของมือสังหารที่องค์ชายรัชทายาทจงอินทรงเลือกที่จะต่อสู้ด้วยพระองค์เอง เมื่อทรงประเมินแล้วว่าไม่อาจจับเป็นได้  หนทางเดียวที่จะจัดการกับร่างในชุดดำนั้นก็คือความตาย  ชินชักม้าเข้ามาใกล้ทันทีเมื่อร่างของศัตรูร่วงผล็อยลงจากหลังม้า

                “ทุกคนเป็นยังไงบ้าง”

                “ปลอดภัยดีกระหม่อม ซงอุกถูกธนูที่แขน นำออกแล้ว โชคดีไม่มีพิษ  คนอื่น ๆ บาดเจ็บเล็กน้อย”

                “ดี” สีพระพักตร์บ่งบอกถึงความพอพระทัย “แล้วเจ้าพวกนี้ที่เหลือเป็นยังไงบ้าง ข้าต้องการรู้ว่าพวกมันเป็นใคร”

                “คือ...” ชินอึกอัก

                “เกิดอะไรขึ้น”

                “บางส่วนถูกทหารฆ่าไปแล้วกระหม่อม  แต่บางคนที่เหลือ...ฆ่าตัวตาย”

                “ว่าไงนะ!” รับสั่งดังลั่น  ก่อนสบถด้วยความไม่พอพระทัย...ฝีมือเช่นนี้คงไม่ใช่โจรป่าธรรมดา ยิ่งฆ่าตัวตายหนีความผิดเช่นนี้ ย่อมชัดเจนว่ามีใครส่งมาเล่นงานพระองค์โดยเฉพาะ

                “ยังรอดอยู่บ้างไหม” รับสั่งถามด้วยความหวัง

                “ตอนนี้เหลือผู้เดียวกระหม่อม  ทหารกำลังล้อมไว้ ทุกนายทราบดีกระหม่อมว่ากำลัง”

                “ข้าต้องการพบมันเดี๋ยวนี้! โอ๊ย” ขณะเก็บดาบเข้าฝาก ก็ทรงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกธนูแฉลบไป

                “ชอฮา! ทรงบาดเจ็บหรือกระหม่อม”

                “ข้าไม่เป็นไร... แค่รอยเล็กน้อย” ทรงยกพระหัตถ์อาบโลหิตขึ้นแสดงให้ราชองครักษ์เบาใจ “ซ้อมรบกับเจ้ายังได้แผลมากกว่านี้อีก”

                “ชอฮา!  แต่แผล...

                “รอก่อน ไม่เป็นไรหรอก คนที่รอดอยู่ไหน ข้าต้องการพบ”

                “ทางนี้กระหม่อม”

                ชินผายมือ ทั้งที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่พระหัตถ์นั้น วรกายสูงใหญ่กระตุกม้าทรงให้ทะยานตรงไปยังทิศทางที่ชินกราบทูล ไม่ห่างออกไปนัก กองทหารส่วนพระองค์ถือดาบล้อมชายผู้หนึ่งอยู่ เมื่อถึงก็ตวัดพระองค์ลงมาด้วยความรวดเร็ว หากด้วยความลืมพระองค์ ทำให้ทรงเผลอใช้พระหัตถ์ข้างที่บาดเจ็บเหนี่ยวลงมาเต็มแรง

                “โอ๊ย”

                ชินพุ่งมายังองค์ชายรัชทายาทอย่างรวดเร็ว  สายตาจับจ้องไปยังพระหัตถ์ที่บัดนี้พระโลหิตสีแดงฉานไหลลงมาไม่หยุด

                “แผลของพระองค์” ชินกระซิบ

                “เจ้านี่...”

                “ทำแผลก่อนค่อยไต่สวนก็ได้นี่กระหม่อม  พระโลหิตมากเพียงนี้ บาดแผลน่าจะใหญ่ หากไม่รีบทำแผล จะเป็นอันตรายได้นะกระหม่อม”

                “พอเลย เจ้าไม่ต้องยุ่ง ข้าจะกลับไปให้พระชายาของข้าทำแผลให้”

                “ชอฮา! ทรงเจ็บเพียงนี้ เซจาบินน่าจะกริ้วมากกว่า”

                “กริ้วก็ดี...ข้าชอบ  แต่นางจะใจร้ายกับคนเจ็บได้ก็ว่าไป”

                “ชอฮา.. ” ชินครางด้วยความอ่อนใจ ทั้งห่วงและขำกับความพระทัยดื้อของเจ้าเหนือหัว ทั้งที่ทราบพระเจตนาดีว่าคงไม่ต้องการให้ทหารนายอื่น ๆ กังวลหากทรงมีบาดแผล เมื่ออยู่ในฐานะเพื่อนทหาร บาดเจ็บแค่ไหนก็ไม่ห่วงเท่ากับการที่เจ้าชีวิตต้องมาบาดเจ็บในสนามรบด้วย แม้องค์ชายรัชทายาทจะพยายามดำรงพระองค์เสมือนเพื่อนทหารที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยโดยไม่ถือยศศักดิ์ ทรงพยายามสร้างกองทหารรักษาพระองค์ด้วยวิธีการเช่นนี้มาตลอด ทหารทุกนายคือ เพื่อน

                ชินถอนหายใจ... พูดกันตามจริง  ใครเล่า จะกล้าเป็นเพื่อนกับผู้เป็นอนาคตของโชซอน

                “กลับไปข้าจะปิดตำหนักอยู่กับนางแค่สองคน ห้ามใครเข้ามายุ่งเป็นอันขาด ได้ยินไหมชิน” รับสั่งอย่างหนักแน่น เมื่อทรงคิดถึงสีพระพักตร์ของพระชายาก็อดที่จะแย้มพระสรวลไม่ได้ นึกไปถึงเรื่องที่พยายามกำชับให้ระวังพระองค์ 

                กำชับถึงเพียงขนาดนี้ ถ้าพระองค์ยังบาดเจ็บไปให้เห็นอีก จะถูกกริ้วอย่างที่ชินว่าจริงหรือไม่...

                “รับด้วยเกล้ากระหม่อม”

                ถ้ากริ้วก็คงดี จะได้ทรงหาเหตุที่จะเหนี่ยวรั้งดวงพักตร์บึ้งตึงให้อยู่ใกล้พระองค์ได้อีกนาน ๆ

                “ชอฮา.. มือสังหารทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการที่จะเข้าใกล้ฝ่าบาทกับชิน กระหม่อมคาดว่าน่าจะมีผู้ตั้งใจปองร้ายพระองค์อย่างแน่นอน”

                ทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งกราบทูลกระซิบ  องค์ชายรัชทายาทจงอินหรี่พระเนตรมองร่างสูงใหญ่แข็งแรงสมส่วนที่ถูกทหารของพระองค์หิ้วปีกไว้อย่างพิจารณา บาดแผลใหญ่ที่ไหล่น่าจะทำให้คนธรรมดาหมดฤทธิ์แล้ว  แต่ชายผู้นี้กลับยังไม่มีท่าทีที่อ่อนลงด้วยซ้ำ ทรงสาวพระบาทไปใกล้ชายผู้นั้นและตวาดกร้าว

                “ใครส่งเจ้ามา!

                “ข้าแค่โจรป่า เห็นคนผ่านทางมาก็ปล้น ต้องการทอง...”

                “เส้นทางเช่นนี้ มีคนผ่านมาให้เจ้าซุ่มรอปล้นด้วยหรือ”

                “หากเจ้ายังเดินทางมาเช่นนี้ได้ ก็ต้องมีคนเดินทางมาเช่นกัน” น้ำเสียงของ โจรป่าแหบพร่าไปเพราะร่างกายที่บอบช้ำ หากหางเสียงที่เต็มไปด้วยความยั่วเย้า ราวกับไม่เกรงกลัวสิ่งใดแม้ว่าดาบสิบกว่าเล่มของทหารทุกนายจะจ่อคออยู่ก็ตาม

                “อย่าเล่นลิ้น โจรป่าเช่นพวกเจ้า ต้องฆ่าตัวตายหนีความผิดงั้นหรือ!

                “ถ้างานไม่สำเร็จ...ก็ตายเท่านั้น”

                “สามหาว! เจ้าไม่รู้หรือว่ากำลังพูดกับใคร  ชอฮา โปรดให้กระหม่อมทรมานมันเองเถิด”

                “อย่าเพิ่ง...โซซุน” ทรงยกพระหัตถ์ขวางราชองครักษ์ที่กำลังโกรธจัดต่อกิริยาเช่นนั้น               

                “ชอฮา...หรือ” มือสังหารทวนคำ ดวงตาเฉียบคมตวัดมายังพระองค์ ไอสังหารแผ่ซ่านผ่านสายตาคู่นั้น หากองค์ชายรัชทายาทกลับยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นอย่างพอพระทัยเมื่อสิ่งที่ทรงสันนิษฐานไว้นั้นเป็นจริง

                ที่เหลือก็แค่... ใครส่งมา

                “ใช่  ข้าคือวังเซจาที่เจ้าต้องการตัวอย่างไรล่ะ” รับสั่งเครียด ทหารที่ประกบชายผู้ไม่กริ่งเกรงแม้ความตายกระชากร่างใหญ่นั้นขึ้นให้ยืนต่อหน้าพระพักตร์ สายพระเนตรกร้าว คาดคั้น ก่อนที่จะทรงตวาดลั่น  “ใครส่งเจ้ามา”

                ชายไร้อาวุธมองผู้ทรงอำนาจที่สุดอย่างพิจารณา แววตาวาวโรจน์เมื่อพบว่าอีกฝ่ายยังเด็กนัก

                “ข้าไม่ไว้ใจคนอื่น...” มันกระซิบ ท่าทีชัดเจนว่าต้องการถวายคำตอบแค่พระองค์   

                “นี่คือทหารรักษาพระองค์ของข้า... ไม่มีผู้ใดไว้ใจไม่ได้”

                “ข้าไม่เชื่อ”

                องค์ชายรัชทายาทจงอินกระชับดาบอย่างระมัดระวัง ก่อนรับสั่งถามนายทหารทั้งสองที่ควบคุมมือสังหารไว้

                “ปลดอาวุธแล้วใช่ไหม”

                ทหารหนุ่มพยักหน้า  สีหน้าลังเลเมื่อเสด็จเข้าใกล้ผู้ที่เขาควบคุมอยู่

                “ปล่อย”

                “ชอฮา! อย่าทรงทำเช่นนั้น...” ชินรีบทูลห้าม หากฝ่าพระหัตถ์กลับยกขึ้นเพื่อเตือนไม่ให้เขาเข้าไป  ทหารทุกนายแม้จะลังเล แต่ก็ถอยออกห่างตามพระบัญชา ราชองครักษ์หนุ่มกำดาบในมือแน่น ดวงตาจับจ้องร่างของมือสังหารที่ถูกปล่อยตัวจากทหารมายังอนาคตของโซชอนอย่างระแวดระวัง เขาส่งสัญญาณให้ทหารทุกนายเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

                วรกายสูงใหญ่สาวพระบาทเข้าใกล้ชายผู้นั้น อาการบาดเจ็บทำให้ร่างนั้นคุกเข่าอยู่กับที่ สีหน้าบิดเบี้ยว  เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ในระยะที่ได้ยินเสียงกระซิบ  

                “คนที่ส่งข้ามาก็คือ...”

                ชั่วพริบตาเดียวที่ทรงขยับพระองค์ ชายฉกรรจ์ก็พุ่งเข้าหาวรกายสูงใหญ่สมส่วนในทันที ทว่าพระหัตถ์ที่กระชับดาบในมือก็ฟาดไปยังอกของอีกฝ่ายอย่างว่องไวตามที่ทรงระวังพระองค์อยู่แล้ว โลหิตกระฉูดจากบาดแผลที่แขนล่ำสัน ปลายดาบจ่อที่คอหอยของมือสังหาร หากราวกับมันไม่กลัวความตายใด ๆ เมื่อมือหนึ่งของมันจับที่คมมีดในทันที แม้จะทรงพยายามชักกลับ มันก็ไม่ยอมปล่อย เลือดสด ๆ ทะลักออกมาจากฝ่ามือกร้าน  ใบหน้าคร้ามเข้มแสยะยิ้มพร้อมกับแสดงให้พระองค์เห็นมีดสั้นในมืออีกข้างที่น่าจะกระชากออกจากบั้นพระองค์ในชั่วไม่กี่อึดใจนั้น มันหัวเราะอย่างวิปริต แล้วเงื้อคมมีดหมายจะตัดลมหายใจของตนเอง

                “อย่า!

                ก่อนที่ทหารทั้งหลายจะพุ่งเข้ามาทันท่วงที ทรงปรี่เข้าไปหยุดมีดที่มืดสังหารกำลังจะปลิดชีพตนเองด้วยมืเปล่า  

                “อ๊า”   

                ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่จะคาดเดาได้ ชินพุ่งพรวดเข้ามาขวางระหว่างพระองค์กับร่างไร้วิญญาณของมือสังหารที่ไม่อาจรู้จักได้แม้ชื่อ ร่างกายของมันกระตุกรุนแรง แผลลึกและเฉียดคมเปิดกว้าง ลิ่มเลือดไหลทะลักไม่หยุด ทหารอีกนายเข้ามาตรวจชีพจรและลมหายใจ

                “ตายแล้วกระหม่อม”

                “เจ็บใจนัก!” ทรงสบถลั่น  ขณะที่ชินตรวจสอบพระวรกายอย่างละเอียด

                “ทรงเป็นเช่นไรบ้าง.. ไม่.. ชอ..ชอฮา” เสียงของชินขาดห้วง

                “อะไร”

                “พระโลหิต...”

                “ข้าไม่เป็นอะไร บอกแล้วไงว่าแผลแค่นี้...เอง” ทรงยกพระหัตถ์ข้างที่บาดเจ็บขึ้น แต่ก่อนที่จะทรงรู้พระองค์  หน้าซีดเผือดของชินที่มองลงมากลับทำให้ทรงรู้สึกพระองค์เป็นครั้งแรก เมื่ออาการชาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บ  “ข้า...บาดเจ็บหรือ”

                “ชอฮา” เสียงทหารทั้งกองตะโกนลั่น เมื่อพบว่าบาดแผลที่มือสังหารฝากไว้เป็นครั้งสุดท้ายเป็นทางยาวตั้งแต่พระอุระไปยังพระอุทรนั้นทำให้พระโลหิตอาบชุ่ม ฉลองพระองค์สีดำตลอดพระวรกายทำให้ไม่เห็นความผิดปกติก็จริง หากพระโลหิตที่หยดลงสู่พื้นดินจำนวนมากนั้นทำให้ทหารแทบทุกนายรู้สึกราวกับถูกคนควักดวงใจไป

                “ชอฮา...” ชินรีบประคองวรกายสูงเมื่อทรงทรุดลงมา ราชองครักษ์หนุ่มสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธจัดและตำหนิตนเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสะเพร่าจนปล่อยให้อันตรายเข้าถึงพระองค์ขนาดนี้  หากทรงเป็นอะไรไป... เขาจะไม่ให้อภัยตัวเองอีกเลย   

                ทหารผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่สุดในกองตรงเข้ามาตรวจสอบพระอาการทันทีที่ชินพาพระวรกายเหยียดตรงลงกับพื้น ชินรู้ว่าทรงเป็นทหารเท่ากับเป็นเจ้าชาย...ในยามยากลำบากเช่นนี้ จึงสามารถวางพระเศียรลงแนบแผ่นดินได้อย่างไม่ถือพระองค์

                “ข้า.. เริ่มเจ็บแล้วสิ แผลใหญ่หรือ” รับสั่งถาม พระพักตร์ยุ่งและบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่เริ่มแผ่ออกมาจากพระอุทร 

                “เกล้ากระหม่อมสะเพร่า ไม่ระวังให้ดีพอ เกล้ากระหม่อมสมควรตาย”

                “อย่าเพิ่งตาย...ข้าเป็นคนเอาตัวไปรับมีด ข้ายังไม่ยอมตายเลย”

                “แต่.. ชอฮา”

                “ถ้าสำนึกผิดค่อยไปล้างคอกม้า ถ้าเจ้าตายใครจะคอยป้องกันไม่ให้ข้าตายกัน”

                “อย่าทรงขยับหรือรับสั่งอะไรเลย” แพทย์ทหารรีบกราบทูลห้าม “มิฉะนั้นแผลจะฉีก เกล้ากระหม่อมจะถวายการรักษาเบื้องต้นก่อน  อย่างไรเสียต้องรีบส่งเสด็จกลับวังหลวงด่วน ท่านชิน...” แช อินฮันขอคำปรึกษาจากราชองครักษ์คู่พระองค์ ที่แม้ตกใจแต่ก็ดูมีสติที่สุด

                “ส่งม้าเร็วไปแจ้งที่วังหลวงด่วน เตรียมแพทย์หลวงและทุกอย่างไว้ให้พร้อมการถวายการรักษา ถ้าไปถึงแล้วให้แบ่งกำลังพลจากกองรักษาพระองค์จัดเกี้ยวมารับเสด็จให้เร็วที่สุด อย่าไว้ใจคนนอก อินฮัน แผลเช่นนี้จะสามารถทรงม้าไปได้หรือไม่”

                “อันตรายทีเดียว...แผลลึกและยาวมาก อาจฉีกขาดได้ระหว่างการเดินทาง ข้าต้องเย็บแผลให้พระองค์ แต่ยิ่งช้ายิ่งลำบาก ข้าเกรงว่าพระโลหิตจะไม่หยุด ต้องค่อย ๆ เดินทาง ใกล้ค่ำแล้ว...ยิ่งดึกจะยิ่งลำบาก อากาศหนาวจะทำให้พระองค์แย่ลง หากหิมะตกด้วยจะยิ่งแย่”

                “งั้นคงต้องเดินทางไปด้วย...ทุกคนฟังข้า”

                ชินลุกยืนขึ้นออกคำสั่ง  ราชองครักษ์หนุ่มกะเกณฑ์ทหารฝีมือเยี่ยมสองนายให้ขึ้นม้าประจำตัวเขาตรงไปยังวังหลวง และแบ่งนายทหารไปต้มน้ำ หาสมุนไพรสำหรับถวายการรักษา อีกส่วนไปตัดไม้สำหรับทำเปลสนามสำหรับองค์ชายรัชทายาท ที่เหลือสำรวจศพมือสังหารทั้งหมดอย่างละเอียดด้วยความรวดเร็วที่สุด

                “ชิน...” เสียงแหบพร่าขององค์ชายรัชทายาทดังขึ้นขณะได้ยินคำสั่งของชิน “ข้ายังไม่อยากให้คนตำหนักขาวรู้”

                “ชอฮา  อย่าเพิ่งรับสั่งอะไรเลย..”

                “ไม่ได้...อย่าเพิ่งแจ้งอะไรในวังหลวง ให้พาข้าไปถึงก่อนแล้วค่อยบอก เดี๋ยวแพคฮยอนเป็นห่วง”

                “ชอฮา...” ชินรับพระบัญชาพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขารีบย้ำม้าเร็วที่กำลังเตรียมตัวถึงสิ่งที่ทรงมีพระทัยห่วงใย  แล้วจึงกลับมายืนคุมการรักษาด้วยความร้อนใจ ขณะที่ผู้บาดเจ็บกำลังทรงพึมพำเบาเพื่อไม่ให้กระทบกับบาดแผลดังที่ราชองครักษ์ปรามไว้

                “บ้าจริง... คราวนี้...ลิงน้อยต้องโกรธข้าจริง ๆ แน่”

                ดวงพักตร์หวาน และนัยน์ตาที่มักขุ่นมัวจากรับสั่งของพระองค์บ่อยครั้ง จะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเห็นพระองค์ในสภาพนี้...

                จะโกรธ...หรือเง้างอนอีกหรือไม่

                “ทำไมหนาวจริง... ข้าอยากกอดลิงน้อยแล้วสิ” ทรงครุ่นคิดถึงสตรีเดียวในพระทัย ขณะที่ทรงจมดิ่งลงไปสู่ห้วงพระสุบินเพราะพิษของบาดแผลฉกรรจ์

                พระสุบิน...ที่มีเพียงพระพักตร์ของพระชายาเดียวของพระองค์                     

                “โปรดทรงอดทนอีกนิดเถิดกระหม่อม”

                                |


TBC.

[1] พี่เขย-



พูดคุยสักนิด


            ในครั้งแรกที่อัพ เราเขียนไว้ว่า ๖๐% ใช่ไหมคะ ตอนแรกก็คิดว่าจะอัพเพิ่มอีก ๔๐ %  แต่ปรึกษาหลายๆ  คนแล้ว เห็นว่าน่าจะอัพเป็นอีกตอนไปเลย เพราะตอนนี้ค่อนข้างยาว (๒๖ หน้า A4 เลย)  เคยคุยกับเพื่อนว่าในแอพเด็กดี อาจมีปัญหาว่าแอพจะตัดฟิคเรา ถ้าหากยาวเกินไป   เลยจะจะขอตัดอีกสี่สิบไปไว้ในพาร์ท ๓ เลยนะคะ  

           ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันค่า 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #487 geniusvirtuoso (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2558 / 00:25
    โอ้ยยยยย คือดีมาก สมกับที่รอมานาน
    สงสารชอฮามาก แต่อ่านแล้วปริ่มตรงที่
    ชอฮานึกถึงลิงน้อยตลอด แม้ว่าจะบาดเจ็บ
    ฮืออออออ ส่วนพวกศัตรูนี่ก็โหดจริง ถึงกะยอมตาย
    เพื่อไม่ให้ใครรู้ความลับ โหดเว่อ กลัว T____T
    #487
    0
  2. #477 Namthip Yodsour (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 / 20:41
    อดทนไว้ชอฮา เดี๋ยวก็จะได้เจอแพคแล้ว ไม่ชอบชานยอลเรื่องนี้เลย
    #477
    0
  3. #476 Manow' Cha (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 / 17:29
    ลุ้นตัวโก่งกันเลยทีเดียว องหญิงฉลาดมาก รักองค์ชายมากขึ้นแล้วสินะ ^^ สู้ๆนะคะ
    #476
    0
  4. #475 #ทีมฮุนแบค (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 / 13:22
    ชอฮา!! ถ้ากลับมาเราจะบอกให้ลิงน้อยลงโทษให้หนักเลยยยยยยย!!

    ต้องปลอดภัยนะ แล้วใครคนบงการ หวังว่าคงไม่ใช่พี่สายลมนะ ฮรื่ออออออ

    จะติดตามต่อไปนะคะ ดีใจมากมายที่ไรต์มาอัพแล้ว งื่อๆ
    #475
    0
  5. #474 ลูกแพร์ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 23:50
    ชอฮาตกหลุมรักองค์หญิงน้อยอย่างจังแล้วสินะ คิดถึงแต่เซจาบิน อะไรๆก็เซจาบิน นี่เป็นห่วงอะ อยากให้ชอฮาอ้อนเซจาบินเร็วๆ แต่กลัวชอฮาบาดเจ็บ เจ้ามือสังหารรรร ใครส่งพวกนั้นมาาาา ใจร้ายยยย งื่ออออ
    #474
    0
  6. #473 HwaRyeo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 23:29
    มันชัดเจนมาก ว่าความรู้สึกของพระชายาตอนนี้แทบไม่เหลือความอาลัยรักกับท่านพี่สายลมอีกเลย มีแต่ความวิตกกังวล หวาดกลัว ว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายสวามี ซึ่งชัดเจนมากว่าได้ให้ไปหมดแล้ว ความรัก, ทีนี้มันออกจะดูว่าพระเอกของเราพระเอ้ก พระเอกแต่ก็งี่เง่าหน่อยๆ ที่ขอบทำไรอ้อมค้อมไม่ตรงไปตรงมา แสดงให้คนรอบข้างรู้หมดว่ารู้สึกยังไง ยกเว้นแต่พระชายา ขัดใจแต่ก็หล่อดี 55555 / การเมืองมันเข้มข้นมาก เข้มข้นจนกลัว และเป็นห่วงรัชทายาท ที่ๆยืนมันดูลำบาก เอาใจช่วย ฮือออ
    #473
    0
  7. #472 HwaRyeo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 23:29
    มันชัดเจนมาก ว่าความรู้สึกของพระชายาตอนนี้แทบไม่เหลือความอาลัยรักกับท่านพี่สายลมอีกเลย มีแต่ความวิตกกังวล หวาดกลัว ว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายสวามี ซึ่งชัดเจนมากว่าได้ให้ไปหมดแล้ว ความรัก, ทีนี้มันออกจะดูว่าพระเอกของเราพระเอ้ก พระเอกแต่ก็งี่เง่าหน่อยๆ ที่ขอบทำไรอ้อมค้อมไม่ตรงไปตรงมา แสดงให้คนรอบข้างรู้หมดว่ารู้สึกยังไง ยกเว้นแต่พระชายา ขัดใจแต่ก็หล่อดี 55555 / การเมืองมันเข้มข้นมาก เข้มข้นจนกลัว และเป็นห่วงรัชทายาท ที่ๆยืนมันดูลำบาก เอาใจช่วย ฮือออ
    #472
    0
  8. #471 แฟนฟิค (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 22:54
    ไรท์มาอัพแล้ววว!!!!! เซจาบินเขินได้น่ารักมากเลยไรท์แล้วตอนชอฮาบอกจะปิดตำหนักห้ามใครยุ่งนี่บั้บ โอ้วววว5555555

    องค์หญิงต้องเป็นห่วงชอฮามากๆนะเพคะ แล้วรีบมีพระโอรสด้วยนะกระหม่อม -.., - หม่อมฉันจะรอncของพระองค์นะเพคะ555555

    เป็นกำลังใจให้ไรท์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านเลยน้าาา ชอบเรื่องนี้มากๆ รอเสมอน้าา
    #471
    0
  9. #470 changminbum (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 22:51
    ม่ายยย ชอฮาอย่าเป็นอะไรไปนะ อดทนไว้ก่อน ฮรือออขนาดบาดเจ็บขนาดนี้ยังคิดถึงลิงน้อยตลอด /องค์ชายชานยอลนับวันยิ่งน่ากลัว โอ้ยยยม่ายยย เพิีงอ่านจบแต่ค้างมากไรต์รีบมาต่อเร็วๆน้าาา



    #470
    0