[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 25 : ***ตอนที่ ๑๑ เปลวเพลิงแห่งรัตติกาล {๑} ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 ก.พ. 58

ความเดิมตอนที่แล้ว

จังหวะรักในหฤทัย 

 

        องค์ชายและองค์หญิงรัชทายาทแห่งโชซอนผ่านพิธีขอพระราชบุตร ด้วยพระหฤทัยสองดวงที่ใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคย หากเสียงสั่นไหวในพระทัยทั้งสองกลับไม่อาจลบความหวั่นไหวที่องค์ชายจงอินมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงพระชายากับองค์ชายชานยอลได้   แม้ทรงรับรู้ ก็ไม่อาจบอกให้รู้  ด้วยกลัวว่าพระชายาที่เป็นสตรีหนึ่งเดียวในพระทัยจะเสื่อมเสีย ทำได้เพียงปิดบังและซ่อนเร้นไว้ด้วยความเจ็บปวด 
        แต่ขณะนั้นเอง องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนนั้น ก็ต้องทรงแบกรับความเจ็บปวด จาก 'ความจริง' ที่ทรงมีโอกาสได้รับรู้จากพระโอษฐ์ของ 'ท่านพี่ชานยอล' เช่นเดียวกัน


 

             

 

 

            

 

 

ตอนที่  ๑๑ เปลวเพลิงแห่งรัตติกาล

|

 

         กระต่ายจ้องหมายจันทร์             เฝ้าหมายมั่นคะนึงหา

 แม้รู้คือลวงตา                                       เสน่หากลับเย้ายวน

พิศมองแสงเพราพริ้ม                            ที่แย้มยิ้มและเชิญชวน

โดดเต้นไห้โหยหวน                               แล้วคร่ำครวญหลงอาลัย

 

               

               

                เช้าตรู่ของวันที่ดอกไม้ฟ้าโปรยเกล็ดใสร่วงคว้างลงมาครั้งแรกภายในพระราชวังหลวง  อากาศเยียบเย็นที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ส่งข่าวคราวจากหมู่บ้านนอกพระราชวังว่าขณะนี้สถานการณ์ภัยพิบัติกำลังมาเยือน  อุณหภูมิที่น่าจะลดลงต่ำกว่าทุกปีกำลังคืบคลานเข้ามาทำลายไออุ่นหรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้คนมากกว่าที่เคยพบมา  ไม่ใช่ราษฎรทุกคนที่จะมีบ้านเรือนและเสื้อผ้าที่อบอุ่นพอสำหรับรับมือกับภัยพิบัติหนาวนี้ รายงานผู้เสียชีวิตจากความหนาวเย็นจึงมีเข้ามาสู่วังหลวงทุกวัน ส่งผลให้ผู้ปกครองเมืองต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันส่งฎีกาขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พระราชทรัพย์จากท้องพระคลังถูกส่งไปเพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยที่อบอุ่นสำหรับชาวเมืองที่ยากจน

                แต่ถึงกระนั้นความหนาวเหน็บที่ปกคลุมทุกพื้นที่นั้นกลับทำให้สถานการณ์บ้านเมืองทำให้ภายในพระราชวังคุกรุ่นด้วยไฟร้อนทางการเมือง  ด้วยความพยายามของขุนนางข้าราชการประจำเมืองต่าง ๆ ที่ต่างเรียกร้องขอพระราชทานงบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนในความปกครองของตนให้เท่าเทียมไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่น ๆ ส่งผลให้ฝ่ายพระคลังและผู้ตัดสินใจจัดสรรงบประมาณนั้นลำบากใจไม่น้อย โดยเฉพาะขุนนางข้าราชการที่อยู่คนละขั้วอำนาจ ต่างก็พยายามช่วงชิง ผลประโยชน์นี้ให้ตกอยู่กับฝ่ายของตนให้มากที่สุด  จนดูเหมือนว่า เจ้าเมืองที่อยู่ฝ่ายที่มีอำนาจมากที่สุด จะได้รับการ ปันผลมากที่สุดเช่นกัน  ทำให้ฝ่ายที่ได้น้อยกว่าไม่ยินยอม และเรียกร้องเพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น  แม้จะอยู่ภายในท้องพระโรงที่ฝ่าบาททรงประทับเป็นประมุขบนราชบัลลังก์ ก็ไม่อาจทำให้ขุนนางทั้งสองฝ่ายสามารถสงบลงได้ ผลของการวินิจฉัยทุกครั้งจึงมักบ่มเพาะความไม่พึงพอใจไว้ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ จนความขัดแย้งเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหนักยิ่งขึ้นกว่าครั้งใด ๆ ในรัชกาล  ทว่าเวลายิ่งผ่านไปเท่าใด ดูเหมือนว่าความขัดแย้งนั้นจะมากขึ้น  โดยเฉพาะเมื่อผลประโยชน์สำคัญจาก ท่าเรือที่เพิ่งเปิดใช้เมื่อไม่นานมานี้ กำลังสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับผู้รับผิดชอบ และทำให้เกิดการกระทบกระทั่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ ของขุนนางทั้งสองฝั่งดังน้ำกับน้ำมัน ที่ไม่มีวันผสมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ไม่ว่าจะพยายามเท่าใด

                แม้ว่ากษัตริย์มยองอินจะต้องทรงงานหนักเพียงใด  แต่ฎีกาหลายสิบฉบับต่อวันถูกส่งมาถวายแด่ฝ่าบาทก็ทำให้มิได้ทรงหยุดหย่อน ท้องพระโรงและห้องทรงพระอักษรแทบไม่เคยร้างจากผู้คนและข่าวร้องเรียน  ส่งผลให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่างวุ่นวายกันทั้งพระราชวัง แม้กระทั่งฝ่ายในที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเข้าเฝ้า แต่ละพระองค์กันไม่น้อย ขึ้นชื่อว่า เชื้อพระวงศ์ที่พำนักอยู่ภายในวังหลวงต่างกุมอำนาจและ หูตาผ่านขุนนางไว้ไม่มากก็น้อย

                เว้นก็เพียงพระตำหนักเดียวที่เงียบสงบ ที่คล้ายกับบุปผาที่แบ่งบานล้อสายลมอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่คุกรุ่นอยู่รอบ ๆ เปลวไฟที่อาจลุกโหมทำลายล้างทุกอย่างได้หากมีสายลมพัดโหมหรือได้ถ่านฟืนเป็นเชื้อเพลิงในการลุกโชน   แม้พระราชวังหลวงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ราวกับมีไฟคุอยู่เช่นนั้น  แต่ตำหนักขาวอันเป็นที่ประทับขององค์หญิงพระชายาในองค์ชายรัชทายาทจงอินกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  มิมีผู้ใดนำไฟเข้ามาให้ร้อนพระหฤทัย  ด้วยเหตุนี้ไฟในที่จะนำไปสู่พระอันตรายของผู้เป็นเจ้าของจึงไม่มี เพราะพระราชอำนาจของสมเด็จพระราชินีอึนฮีนั้นราวกับแนวกันไฟ ที่ได้ปกป้องคุ้มครองให้บุปผางามดอกสำคัญของพระโอรสสงบนิ่งภายในวงล้อมของไฟการเมือง

                แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เพียงเชื้อแห่งไฟที่กรุ่นในกำแพงรั้วของพระราชวัง แต่ยังมีผู้หอบเอาเชื้อเหล่านั้นไปก่อไว้อย่างสงบเงียบ รอคอยวันเวลาที่จะส่งมันกลับมาลุกโหมเพื่ออำนาจที่ตนต้องการอยู่หลายราย เมื่ออำนาจนั้นขึ้นอยู่กับผลของการต่อสู้ การเตรียมการเพื่อสิ่งที่ต้องการนั้น จึงต้องทำไปอย่างเงียบเชียบและรอบคอบ  แม้มีผู้ล่วงรู้ถึงเจตนาที่ไม่ซื่อตรงนั้น  ก็ไม่อาจหาหลักฐานใด ๆ มาจัดการได้  ต่างฝ่ายราวกับรอคอยที่จะเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจนเพื่อเริ่มต้นสงคราม แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลา  ผู้ที่ก่อเชื้อไฟ  กับผู้ที่คอยดับเชื้อไฟ  จึงมิอาจหยุดนิ่งและประมาทได้เลยสักพริบตาเดียว  เพราะหากไม่ระวัง ไฟนั้นอาจทำหน้าที่ของมันด้วยการลุกลามจนยากที่จะสงบลงได้อย่างง่ายดาย

                “เซจาบินเพคะ...เซจาบิน  องค์หญิงเพคะ!

                ฮวางซังกุงใช้เสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้เจ้าของวรกายเล็กที่ประทับนิ่งอยู่ตรงหน้ามาครู่ใหญ่แล้วทรงรู้สึกพระองค์  พักตร์ขาวตอบรับเสียงนั้นด้วยความตกพระทัย พระเนตรที่เหม่อลอยมาตลอดกระพริบถี่ เมื่อทอดพระเนตรกลับมา

                “เจ้าว่าอะไรนะ”

                “หม่อมฉันทูลว่าถึงเวลากระยาหารเช้าแล้วเพคะ...ตั้งเครื่องเสวยเลยไหมเพคะ”

                “ข้า...ยังไม่ค่อยหิว” ทรงส่ายพระพักตร์และปฏิเสธ พลางสัมผัสพระยี่ภู่อุ่นหนาที่รองรับพระวรกายอยู่ด้วยพระราชหฤทัยที่หวนคำนึงถึงเรื่องราวที่รบกวนพระหฤทัยมาเป็นระยะเวลานาน

                “ช่วงนี้... ชอฮา ไม่เสด็จเลยเหรอ”

                รับสั่งนั้นทำให้พระอภิบาลเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ ก่อนรอยยิ้มกว้างจะขยายออกด้วยความปลาบปลื้มในหัวใจ นางรีบกราบทูลด้วยความกระตือรือร้น  ดวงตาแพรวพราวด้วยความคาดหวังบางอย่าง

                “ช่วงนี้ชอฮาทรงงานหนักเพคะ  เสด็จหาไหมเพคะ... หม่อมฉันว่า หากได้ตั้งเครื่องเสวยกระยาหารเช้าร่วมกัน  ชอฮาจะต้องดีพระทัยแน่เลยเพคะ ช่วงนี้ยิ่งทรงงานหนัก แทบไม่ได้บรรทมเลย เดี๋ยวหม่อมฉันจะให้คนรีบไปกราบทูล ทางพระตำหนักตะวันออกจะได้ตั้งเครื่องเสวย  ปกติตำหนักนั้นตั้งเครื่องช้าเพคะ น่าจะทันเวลา ระหว่างนี้ก็ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์แล้วก็แต่งพระพักตร์สักนิด  หม่อมฉันว่า”

                “ฮวางซังกุง...” สุรเสียงเยียบเย็นรับสั่งเบาอยู่ในพระศอ เป็นการปรามคนที่ตื่นเต้นดีใจกับรับสั่งเพียงแค่ประโยคเดียว

                “พ...เพคะ” พระอภิบาลฮวางสงบลง สีหน้าเริงร่าค่อยจืดเจื่อนลงเล็กน้อย ”ไม่พอพระทัยหรือเพคะ”

                “จะไปหาทำไมล่ะ  พูดเหมือนกับว่าหากข้าไม่ไปเข้าเฝ้า จะเสวยไม่ได้ซะอย่างนั้น”                                    

                “แหม... ก็ไม่ถึงกับเสวยไม่ได้นะเพคะ  แต่อาจจะเสวยได้มากขึ้น  รสอร่อยถูกพระโอษฐ์มากขึ้นก็ได้เพคะ”

                คำกราบทูลนั้นทำให้พระโอษฐ์สีหวานเหยียดตรงด้วยความหงุดหงิดพระทัย จนอดดำริไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วฮวางซังกุงเป็นซังกุงติดตามของผู้ใดกันแน่ ระหว่างพระองค์กับองค์ชายรัชทายาท

                “ไม่ต้องหรอก  ไปทำไม ไม่มีธุระ” ทรงปฏิเสธเสียงแข็ง

                “เซจาบินเสด็จหาชอฮา ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลยนี่เพคะ อีกอย่าง...ทรงเข้าพิธีแล้วด้วย ไม่มีผู้ใดกล้าครหาแน่นอนเพคะ”

                “ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นเสียหน่อย” ทรงส่ายพระพักตร์ และรับสั่งอธิบาย “ข้าแค่ห่วงว่าจะรบกวน ช่วงนี้... เหมือนจะทรงยุ่ง ๆ เพราะไม่เห็นเสด็จมาแถวนี้เลย”

                ฮวางซังกุงยืดกายขึ้น คล้ายจะกราบทูลแย้งด้วยความดีใจที่องค์หญิงน้อยของตนจะทรงมีพระคำนึงถึงพระกรณียกิจของพระสวามี  แต่นั่นก็ก่อนที่พระพักตร์เรียบเฉยจะหันมาทอดพระเนตรพระอภิบาลด้วยสายพระเนตรว่า “ทรงรู้ทัน”

                “หมายความว่าถ้าข้าไปกวนแล้วทำเรื่องวุ่นวาย จะกริ้วเอาเปล่า ๆ ข้ายิ่งทำอะไรก็ไม่ถูกพระทัยอยู่”

                “องค์หญิงเพคะ... ชอฮาไม่รับสั่งเช่นนั้นหรอกเพคะ  เดี๋ยวนี้ชอฮาน่ะทรงพระทัยดี๊ดี เสด็จมาแต่ละทีก็ไม่เคยรับสั่งห้วนห้าวเหมือนสมัยยังทรงพระเยาว์เลยเพคะ  ทรงเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ นะเพคะ”

                “เสด็จมาบ่อยเท่าไหร่กันเชียว เจ้าถึงได้บอกว่าพระทัยดีขนาดนั้น”

                “ก็ตอนที่....”ฮวางซังกุงตั้งใจที่จะทูลตอบทันที ก่อนที่คำตอบนั้นจะหลุดหายไปในคอ  เมื่อหวนนึกถึงพระบัญชาหนักแน่นของอีกพระองค์ ที่มักจะ”แอบ”เสด็จมาหาพระชายา หลังจากไฟในห้องพระบรรทมปิดแล้ว     

                “ไม่ต้องไปบอกล่ะว่าข้ามาหา”

            “ทำไมล่ะเพคะ”

            “เดี๋ยวนางนอนไม่หลับ”

                        หลังจากรับสั่งติดตลก ฮวางซังกุงก็ทำได้เพียงแค่รับพระบัญชา แทบทุกคืน พระวรกายใหญ่จะเข้ามาประทับอยู่ภายในห้องพระบรรทมครู่ใหญ่ แล้วจึงเสด็จกลับพระตำหนักเงียบ ๆ ไม่ให้พระชายาทรงล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย พระอภิบาลเคยตั้งใจจะทูลถาม แต่พระพักตร์เคร่งเครียดก็ทำให้นางลืมเสียทุกครั้ง  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น คงทำให้ทรงงานหนักไม่ใช่น้อย ฮวางซังกุงอดคิดไปไม่ได้ว่า องค์ชายรัชทายาทจงอินคงไม่ปรารถนาจะให้พระชายาสังเกตเห็นพระอาการเหน็ดเหนื่อยนั้น

                “ตอนไหน”

                “ก็ตอน... หม่อมฉันหมายความว่าตอนนี้ชอฮาทรงงานหนักมากเลยเพคะ...”ฮวางซังกุงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที 

                พระขนงขมวดมุ่นเมื่อทรงฟังพระอภิบาลกราบทูลดังนั้น

                “เพราะตอนนี้มีฎีกามากมายที่เข้ามาให้ทรงพิจารณา ทรงรับแทนฝ่าบาทแทบทั้งหมด  หม่อมฉันได้ยินมาว่าทรงงานทั้งวันทั้งคืน แทบไม่ได้บรรทมเลยเพคะ  พระมเหสีเองก็ทรงคาดหวังให้พระชายาเสด็จไปช่วยกราบทูลให้ชอฮาเสวยพระกระยาหารและบรรทมให้เป็นเวลาด้วยเพคะ” ฮวางซังกุงกราบทูลปดทันทีทีเห็นสายพระเนตรอ่อนลง  แม้จะเป็นการกล่าวอ้างเบื้องสูง... แต่พระอภิบาลก็เข้าข้างตัวเองว่า หากพระมเหสีทรงทราบเรื่องก็คงยินยอมให้นางกราบทูลเช่นเดียวกันนี้โดยไม่ทรงลงพระอาญา

                “พระมเหสีรับสั่งเช่นนั้นหรือ”

                “หม่อมฉันว่าจะกราบทูลก็หลายวันแล้ว แต่ก็คิดว่าชอฮาคงทำเช่นนี้ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็คงปกติ  เลยไม่ได้กราบทูลเพคะ เกรงว่าองค์หญิงจะทรงลำบากพระทัย ไม่นึกเลยว่าจะทรงงานหามรุ่งหามค่ำติด ๆ กันแบบนี้ หม่อมฉันเศร้าใจยิ่งนักเพคะ”

                พระอภิบาลแสดงสีหน้าเศร้าหมองเมื่อกราบทูลให้ทรงทราบถึงพระกรณียกิจขององค์ชายรัชทายาทที่หนักหนา ทั้งยังกล่าวเสริมว่าขณะนี้พระวรกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด น่าสงสารยิ่งนัก   

                “หม่อมฉันแค่ได้ยินมาจากนางวังพระตำหนักโน้นก็เจ็บปวดมากแล้วเพคะ  แต่หม่อมฉันจะทรงทำอะไรได้อย่างไร ในเมื่อเป็นแค่ซังกุงต่ำต้อยเพียงนี้  องค์หญิงเพคะ... ทรงพิจารณาดูก่อนเถอะเพคะ  ป่านนี้แล้วชอฮาจะทรงซูบผอมแค่ไหน ”

                สายตาฮวางซังกุงลอบชำเลืองขณะกราบทูล ด้วยความมั่นใจว่าแม้จะมีพระปรีชาฉลาดเฉลียวเพียงใด  แต่มีหรือจะสู้เล่ห์เหลี่ยมของผู้อาวุโสกว่าได้

                “ทำอย่างกับว่าข้าไปแล้วจะทรงอ้วนท้วนสมบูรณ์เสียอย่างนั้น” ทรงบ่นด้วยสุรเสียงเบายิ่ง และเบายิ่งกว่าเมื่อรับสั่งอุบอิบอยู่ในพระศอด้วยพระบัญชาที่ทำให้ฮวางซังกุงเผยยิ้มกว้าง

                “อยากทำอะไรก็ทำไปสิ ข้าจะได้รีบเปลี่ยนชุด”                

                “เพค้า มามา!

|

 

                เป็นเรื่องปกติของผู้ที่ทำหน้าที่อยู่เหนือประชาชนทุกคนที่จะต้องเฝ้าทำงานในช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่ในห้วงนิทรา ทั้งเพื่อป้องกันระวังภัย และใช้เวลาอันเงียบสงบในเวลาค่ำคืนนี้ในการครุ่นคิดถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดกับราชอาณาจักรของตนเอง  องค์ชายรัชทายาททรงเรียนรู้ผ่านพระบิดาว่าราชบัลลังก์ไม่ใช่สถานที่ที่แสนวิเศษและทำให้ได้ทุกสิ่งที่ต้องการเพียงแค่กระดิกนิ้วพระหัตถ์  หากคือสถานที่ที่ตามมาด้วยความรับผิดชอบอันเปี่ยมล้น และความคาดหวังที่มากมายจนอาจกดทับพระอังสาให้มากขึ้นทุกครั้งที่ต้องทรงตัดสินพระทัยทำสิ่งใดไป ทุกพระวินิจฉัยล้วนแต่สำคัญจนไม่อาจละเลยได้เลย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หิมะอันหนาวเหน็บโปรยปรายลงมาสร้างความทุกข์ทรมานให้ราษฎรทุกหัวระแหง โดยเฉพาะดินแดนทางเหนือขึ้นไป ฎีกามากมายที่ทรงขอทำหน้าที่รับผิดชอบแทนพระบิดานั้นแทบไม่พร่องลงไปเลย เพราะทันทีที่ทรงตอบและแก้ไขปัญหาจากฎีกานั้นเสร็จสิ้น ก็จะมีฉบับใหม่ที่นำมาวางไว้รอให้ทรงเปิดพิจารณาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่อย ๆ บ่อยครั้งช่วงเวลาตรวจสอบฎีกานั้นจึงยาวนานตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนกระทั่งเช้าตรู่ บางวันก็ยาวไปจนถึงเที่ยงวัน อาจมีช่วงเวลาพักสายพระเนตรบ้าง ก็เพียงแค่ครึ่งชั่วยามที่เสด็จไปรับกลิ่นดอกไม้พอให้ชื่นพระทัยในบางค่ำคืน

                หิมะตกหนักเช่นนี้ ตำหนักขาวน่าจะเย็นลงไม่ใช่น้อย หากเสด็จไปไถ่ถามเรื่องระบบถ่ายเทไอร้อนภายในพระตำหนักทำงานดีหรือไม่ เผื่อเหลือเผื่อขาดจะได้ช่วยดูแลให้ และหากโชคดีกว่านั้นอาจจะได้เห็นริมฝีปากสีอ่อนแย้มสรวลกลับมาให้ชื่นพระทัยบ้างสักนิด

                พระโอษฐ์หนาแทบกลั้นรอยแย้มพระสรวลไว้ไม่ได้ เมื่อดำริถึง

                “เสียงดังจริง ข้างนอกทำอะไรกัน”

                “ได้ยินว่าน่าจะเตรียมพระกระยาหารเช้า กระหม่อม” ชินกราบทูล  ทว่าใบหน้าเปื้อนยิ้มที่คาดเดาไม่ออกนั้นก็ทำให้ไม่ทรงล่วงรู้เช่นเคยว่าราชองครักษ์คนสนิทกำลังคิดหรือวางแผนอะไรไว้ในใจบ้าง  ทรงทอดพระเนตรร่างสูงใหญ่ที่นั่งคุมทางเข้าบานทวาร และคอยเดินตรวจตราบริเวณโดยรอบ ๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยตลอดคืนแล้วจึงทอดถอนพระทัยยาว

                “ข้าสั่งไว้แล้วว่ายังไม่หิว จะเตรียมไว้ทำไม”

                “ทางขันทีลีอาจจะกังวล จึงจัดเตรียมกระยาหารเช้าไว้ถวาย เห็นว่าจัดชุดใหญ่ บำรุงพระวรกายเต็มที่” ราชองครักษ์กราบทูลรายงาน จากการออกไปตรวจตราเมื่อครู่ที่ผ่านมา  “กระหม่อมว่าอย่างน้อยก็เสวยสักหน่อยก่อน  กระยาหารเช้าดีที่สุดนะกระหม่อม”

                “ข้าเพิ่งดื่มชาไป ยังไม่หิว อันที่จริงเจ้าไปกินก่อนดีกว่านะชิน บ่ายแก่ ๆ นี้ข้าว่าจะควบม้าเร็วออกไปตรวจท่าเรือ อยากให้เจ้ากินและพักก่อน จะได้เดินทางไหว เจ้าแทบไม่ได้นอนมาสามคืนแล้ว”

                “กระหม่อมหลับได้เมื่อเห็นว่าทรงปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงแล้วเท่านั้น แล้วกระหม่อมว่าขณะนี้ชอฮาก็ไม่ได้ทรงอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยนัก บรรทมบ้างเถิดกระหม่อม อย่าเอาแต่ทรงห่วงผู้อื่นเลย” ชินกราบทูลด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อีกอย่าง กระหม่อมพักอยู่ตลอด แทบไม่ได้ทำสิ่งใดเลย จึงไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องไปพัก”  

                “เจ้านี่คิดแต่จะขัดพระบัญชาองค์ชายรัชทายาทเหรอ” ทรงกระแทกเสียง  ก่อนโคลงพระเศียรอย่างอ่อนพระทัย “ถ้าไม่นอนงั้นนั่งหลับตรงนี้นี่แหละ หลับตาไปซะ ข้ารำคาญสายตาเจ้า นี่เป็นพระบัญชาขององค์ชายรัชทายาท ขัดขืนพระบัญชาโทษหนักนะ”

                “รับด้วยเกล้า กระหม่อมมิอาจฝืนพระบัญชา” ชินก้มศีรษะรับประกาศิตนั้นด้วยรอยยิ้มกว้าง  เขาขยับร่างกายพลางกระชับดาบในมือ  และปิดตาลงในท่านั่งเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ จากการถูกฝึกมาอย่างเชี่ยวชาญ  เขาเปิดประสาทการรับรู้ให้ทำงานขณะทิ้งลงสู่ห้วงนิทราอย่างน่ามหัศจรรย์  หากมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ทันทีที่ได้ยินเสียง หรือการเคลื่อนไหวที่ต่างออกไป มือขวาของชินจะคว้าดาบขึ้นมาปกป้องเขาด้วยความฉับไวสมเป็นราชองครักษ์

                “อ้อ...กระหม่อมลืมกราบทูล” เมื่อหลับตาไปตามพระบัญชาแล้ว ชินจึงถวายการรายงานเรื่องสำคัญที่รับรู้ และมีส่วนเกี่ยวข้องเล็กน้อยให้กับองค์ชายรัชทายาท  “เหมือนสำรับกระยาหารเช้าทั้งหมดจะถูกจัดมาจากตำหนักขาว  ที่เสียงดังตอนนี้ กระหม่อมว่าน่าจะเพราะองค์หญิงจะเสด็จมาร่วมโต๊ะเสวยด้วยมากกว่าอย่างอื่น”

                “เจ้าว่ายังไงนะ...ละ...แล้วทำไมถึงไม่รีบบอกข้า!

                “ทางตำหนักขาวส่งคนมาแจ้งว่าเซจาบินทรงปรารถนาที่จะเสด็จเงียบ ๆ ไม่ให้เตรียมการอะไรมาก  กระหม่อมเกรงจะขัดพระบัญชาองค์หญิงพระชายาจึงไม่ได้กราบทูลพระองค์ก่อนหน้านี้”

                “ชิน! เจ้านี่มัน... เจ้าเป็นองครักษ์ของข้าหรือชายาข้ากันแน่”    

                “พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมเป็นราชองครักษ์ของพระองค์อย่างแน่แท้  แต่พระบัญชาของพระชายามีค่าเทียบเท่ากับพระองค์  เกล้ากระหม่อมจึงทำได้เพียงรับพระบัญชาตามประสาผู้น้อย” ชินผู้ฉลาดเฉลียวกราลทูลด้วยสีหน้าที่ดูสลดเล็กน้อย  แม้ว่ารอยยิ้มที่ยังคลี่ออกกว้างความสนุกบางอย่างจะทำให้ผู้ทอดพระเนตรทรงอยากจะยกพระบาทเตะแรง ๆ ก็ตามที “กระหม่อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พระบัญชาของพระชายาน่าจะมีพระราชอำนาจไม่มากก็น้อย...”

                “เจ้า..” สุรเสียงแข็งกร้าวดังลอดพระทนต์ออกมาด้วยพระอารมณ์ที่คุกรุ่น แม้ว่าจะทรงอยากจะไล่เจ้าคนรู้ทันไปเลี้ยงม้าเสียให้เข็ด แต่เจ้าคนชอบม้านี่ก็ดูจะชื่นชอบอาชีพคนเก็บขี้ช้างมากกว่าเป็นองครักษ์ จนถูกไล่ไปทีไรก็เอาแต่ยิ้มร่า มีความสุขไปได้เสียทุกที

                หากไม่ทันที่จะลงพระอาญาให้กับองครักษ์จอมเจ้าเล่ห์ของพระองค์  เสียงขันทีลีก็ร้องดังก้องกังวานไปทั้งพระตำหนัก พร้อมกับการเคลื่อนของขบวน

            “องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนเสด็จ”

            สิ้นเสียงแหลมก้องดังของขันทีลี  เสียงก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอก็ตรงมาที่ห้องทรงพระอักษร วรกายสูงใหญ่ลุกขึ้นประทับยืนอยู่หลังเก้าอี้ไม้สีดำสนิทอย่างกระสับกระส่าย 

                “กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลความคิดเห็นว่า  หากทรงเลือกที่จะปฏิเสธพระกระยาหารมื้อนี้  พระชายาอาจจะทรงน้อยพระทัย และทรงคิดว่าพระองค์รังเกียจมากกว่าเดิมก็ได้”

                “ถ้าคิดแบบนั้นก็โง่เกินไปแล้ว  เป็นพระชายาได้ยังไง” รับสั่งกับพระองค์อย่างว้าวุ่นในพระทัย ความคิดที่ชินบังอาจกราบทูลนั้นก็เป็นจริงไม่ใช่น้อย... นางยิ่งชอบคิดว่าพระองค์เกลียดนางเสมอ ตั้งแต่ตอนที่ทำให้นางบาดเจ็บครั้งนั้น   

            “เกลียดหม่อมฉันมากหรือเพคะ”

                “ผู้หญิงนี่โง่ทุกคนเลยเหรอ” รับสั่งเงียบยิ่งกว่าเงียบ ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะหยุดลงหน้าบานทวาร พร้อมกับเงาร่างที่ปรากฏให้เห็นหลังบานทวารบุกระดาษที่ทำให้พระหทัยเต้นแรง  ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพระอารมณ์กริ้วเมื่อทอดพระเนตรลงมาเห็นรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่ของราชองครักษ์ที่ได้รับพระบัญชาให้พักผ่อนเงียบ ๆ

                “ทรงงานอยู่หรือเปล่าเพคะ ชอฮา” สุรเสียงใสนิ่มเย็นกราบทูลอยู่เบื้องหลังประตู “หม่อมฉันทราบว่ายังไม่เสวยกระยาหารเช้า... เลยคิดว่าน่าจะได้ขึ้นโต๊ะเสวยด้วยกัน”         

                “... ”

                สุรเสียงนั้นกระตุกพระหทัยอีกครั้ง อาจเพราะทรงโหมงานหนักมาตลอดทั้งคืน ทำไมทรงคิดไม่ออกว่าจะรับสั่งตอบพระชายาไปว่าอะไร  ประทับยืนคว้างอยู่ครู่ใหญ่พร้อมกับเสียงที่เงียบลง

                หลังประตูหน้าห้องทรงพระอักษร สีพระพักตร์ขององค์หญิงพระชายาซีดลงเมื่อไร้การตอบรับจากผู้ที่ทรงงานอยู่ข้างใน องค์หญิงถอนพระทัยยาว และหันกลับไปทอดพระเนตรพระอภิบาลด้วยสายพระเนตรที่คล้ายจะรับสั่งว่า เห็นไหม ข้าบอกแล้ว

                “เซจาบินเพคะ หม่อมฉัน...”  ฮวางซังกุงสีหน้าเลิ่กลั่ก

                “หากไม่มีพระประสงค์ตอนนี้  หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ” สุรเสียงหม่นกล่าวลาพร้อมหมุนพระวรกายกลับทันที ทั้งพระอภิบาลและนางวังคนสนิทที่ติดตามมาพร้อมกับสำรับพระกระยาหารต่างมองกันหน้าตื่น 

                “องค์หญิงเพคะ”

                “กลับเถอะ”

                “เดี๋ยว!! แพคฮยอน”

                บานทวารเปิดกว้าง ปรากฏพระวรกายขององค์ชายรัชทายาทพร้อมกับสุรเสียงทุ้มห้าว  เจ้าของพระนามยินแล้วจึงหันมายังต้นเสียง  ชั่วขณะที่สบสายพระเนตร  องค์หญิงพระชายารู้สึกถึงไอร้อนวูบที่อยู่เหนือพระพักตร์ อาจเพราะความเปลี่ยนแปลงของอีกพระองค์

                'พระสวามี' ดูซูบผอมลงกว่าที่พบครั้งสุดท้ายมากนัก มัสสุเขียวครึ้มเหนือพระโอษฐ์ทำให้ดูเข้มและดุขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ทว่าสายพระเนตรคมที่ทอดลงมากลับอ่อนกว่าที่เคย ใต้ดวงเนตรเป็นสีดำคล้ำราวกับไม่ได้บรรทมมาหลายวัน

                “ชอฮา..”

                หากทรงจำไม่ผิด นี่อาจเป็นครั้งแรก  หรือหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่การพบกันนั้น เริ่มต้นด้วยสุรเสียงนุ่มนวล และสายพระเนตรอ่อนหวานขององค์ชายรัชทายาทจงอิน   ฝ่าพระหัตถ์แกร่งเอื้อมมาคว้าข้อพระกรเล็กหลวม ๆ พร้อมกับรอยแย้มพระสรวลที่ทำให้พระพักตร์ร้อนขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้

                “ข้าหิวพอดี ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ”

                |

 

                ตลอดระยะเวลาเสวยพระกระยาหารเช้าที่ล่วงเลยไปจนถึงช่วงสายของวัน  ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่คนละฝั่งของโต๊ะไม้ ไร้คำโต้เถียงระหว่างกัน หากทำให้บรรยากาศรอบ ๆ พระวรกายองค์ชายรัชทายาทอบอุ่นยิ่งกว่าทุกวัน เครื่องเสวยที่พร่องลงไปมากทำให้ทั้งขันทีลีและผู้รับผิดชอบในการถวายพระกระยาหารยิ้มได้ในรอบหลายวัน จนต้องแอบกระซิบกับฮวางซังกุงที่นั่งรอถวายงานอยู่ห่าง ๆ ด้วยความปลื้มปิติว่า

                “ขอเชิญเสด็จเซจาบินมาร่วมโต๊ะเสวยทุกวันจะได้ไหม  ชอฮาจะได้เสวยมาก ๆ เช่นนี้อีก  ยิ่งทรงงานหนักก็แทบไม่เสวยสิ่งใดเลย ข้านี่หวั่นนักว่าจะทรงประชวรเข้าสักวัน”

                ฮวางซังกุงเอียงหน้ามากระซิบตอบกับขันทีลีอย่างสุขใจไม่แพ้กัน

                “ข้าก็หวังเช่นนั้น  หรือหากทางนี้สะดวกจะเสด็จไปทางตำหนักขาว ข้าก็ยินดีนัก ตำหนักขาวต้องการเตรียมโต๊ะเสวยถวายทั้งสองพระองค์เช่นเดียวกัน”

                พระอภิบาลทั้งสองมองตากันด้วยความเข้าใจ แล้วจึงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แม้จะด้วยความสำรวม แต่ก็ทำให้นางวังที่อยู่รอบ ๆ อดขำไปด้วยไม่ได้ 

                นับตั้งแต่เข้าพิธีอภิเษกล่วงมาถึงปีที่ ๓  ครั้งนี้ถือเป็นโต๊ะเสวยแรกของทั้งสองพระองค์  องค์ชายรัชทายาทจงอินทรงรู้สึกได้ว่าพระองค์ช่างเป็นสวามีที่แทบไม่รู้จักชายาของตนเองเลย ในระยะปีแรกที่อภิเษกพระองค์ก็ยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจ และใส่พระทัยกับพระชายาที่ต้องเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยมากเท่าที่ควร หลังจากนั้นก็ไม่ได้ประทับอยู่ในวังหลวง อาศัยเพียงคำบอกเล่า และการเฝ้ามององค์หญิงจอมซนที่เป็นที่รักใคร่ของคนในวังอยู่ห่าง ๆ ความห่างเหินนี้ทำให้ทรงเรียนรู้ว่าหลังจากนี้ไปพระองค์จะต้องทำความรู้จักองค์หญิงแพคฮยอนให้มากกว่านี้

                “นี่เจ้าไม่กินผักเลยหรือ” สุรเสียงเข้มดังขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทรงเริ่มต้นเสวย พักตร์ที่ถูกแต่งด้วยเครื่องพระสำอางบาง ๆ งดงามกว่าหลายวันที่ผ่านมาเงยขึ้นด้วยความตกพระทัย จากที่ก้มงุดและเสวยอย่างเงียบ ๆ มาเป็นเวลานานสองนาน

                “เพคะ...”

                “มิน่าล่ะ ตัวถึงเล็กแบบนี้ ที่ป่วยบ่อย ๆ ก็เพราะกินแต่ข้าวแต่เนื้อแบบนี้ล่ะสิ” รับสั่งดุแกมสรวลทำให้ผู้ที่กำลังใช้พระทนต์บดเคี้ยวเนื้อที่โปรดเป็นพิเศษถึงกับแทบเสวยไม่ลง เนตรใสขุ่นเล็กน้อยพร้อมกับกลีบพระโอษฐ์ที่เม้มสนิท    

                “แพทย์หลวงบอกว่าถ้าอยากให้แข็งแรงต้องกินเนื้อเยอะ ๆ เพคะ”

                “อ๋อ...หมอบอก เจ้าก็เลยไม่กินผักเลยแม้แต่อย่างเดียว” รับสั่งทวนคำ แต่สุรเสียงประชดประชันเล็ก ๆ นั้นทำให้พระชายาตอบด้วยสุรเสียงเบายิ่ง ราวกับกำลังข่มพระอารมณ์ไว้

                “เพคะ”

                “เจ้านี่ชอบทำหน้าหงุดหงิดใส่ข้าตลอด” ทรงพระสรวลเล็กน้อย สายพระเนตรคมอ่อนลง แต่สว่างไสวและระยิบระยับขณะทอดพระเนตรโอษฐ์คว่ำนั้น

                “หม่อมฉันจะกล้าทำหน้าหงุดหงิดใส่พระองค์ได้ยังไง”

                ประโยคนั้นทำให้ทรงพระสรวลดังกว่าเดิม ครั้งนี้ไม่ทรงแย้งอะไร  แต่กลับทรงคีบเนื้อปรุงรสพร้อมผักไปวางบนถ้วยของพระชายาแทน

                “กินเยอะ ๆ หน่อยสิ  กินผักด้วย”

                “เพคะ” สุรเสียงหวานรับพระบัญชาอย่างกล้ำกลืน ก่อนทรงคีบเสวยแต่โดยดี แม้สีพระพักตร์จะไม่ค่อยดีนักก็ตาม

                “เลือกกินเป็นเด็กไปได้  แตงกวานี่ด้วยสิ” ทรงคีบเผื่ออีก ด้วยความปรารถนาดี  หากครั้งนี้หัตถ์เล็กชะงักนิ่ง ไม่ยอมเสวยทันที หากเลี่ยงไปคีบอย่างอื่นที่อยู่ข้าง ๆ แทน  องค์ชายจงอินไม่ทรงยัดเยียดสิ่งใดให้อีก หากเฝ้าทอดพระเนตรพฤติกรรมการเสวยอาหารของพระชายาแทน  แม้จะดูฝืนเพียงใด แต่ผักทุกชิ้นก็ถูกเสวยจนหมด เหลือแต่เพียงแตงกวาเจ้าปัญหาที่ถูกเขี่ยทิ้งไว้  

                “ไม่กินแตงกวาเหรอ”

                “เปล่าเพคะ” ผู้ที่ได้รับคำถามสะดุ้ง ปฏิเสธโดยเร็วพลัน

                “เจ้านี่... จะพยศกับข้าไปซะทุกอย่างเลยหรือไง  เอะอะอะไรก็เปล่า ไม่กินก็ไม่ว่า กินไม่ได้ก็แค่บอก ไม่ได้บังคับ ไม่ต้องคิดว่าข้าอยากแกล้ง มองข้าในแง่ดีบ้างก็ได้แพคฮยอน ที่พูดก็แค่เป็นห่วง”

                “ทรงห่วงหม่อมฉันด้วยเหรอเพคะ”

                “ถ้าไม่ห่วงเจ้าจะไปห่วงใครได้ล่ะ”

                “ก็...” คล้ายว่าจะ ทรงเถียงขึ้นมาอีกครามครัน  แต่ประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่กลับต่างออกไปจากที่ทรงคุ้นเคยมากนัก ขนงโก่งจึงเลิกขึ้นด้วยความประหลาดพระทัย “รับสั่งว่าอะไรนะเพคะ”

                “ข้าเป็นห่วงเจ้า” สุรเสียงเข้มกระชากเล็กน้อย  หากเนตรเรียวกลับกระพริบถี่ราวกับไม่เชื่อรับสั่งนั้น “แล้วเจ้าไม่เป็นห่วงข้าบ้างเลยหรือไง”

                “เปล่า.. เอ่อ ไม่ใช่แบบนั้นเพคะ” พระชายากราบทูลตะกุกตะกัก

                “เสียใจจริง ๆ ชายาของข้าช่างเย็นชานัก ที่มากินข้าวกับข้าก็เพราะหน้าที่อีกแล้วใช่ไหม ข้านี่น่าสงสารจริง ๆ ขันทีลี ข้าอิ่มแล้ว เก็บโต๊ะเถอะ”

                “ชอฮา”

                “เสียใจนัก นึกว่าไม่ได้พบกันหลายวัน ชายาของข้าจะเป็นห่วงเป็นใยกันบ้าง ข้าคงเป็นบุรุษที่น่าสงสารที่สุดในแผ่นดินโชซอนแล้วล่ะ” รับสั่งอย่างน้อยพระทัย

                “อย่ารับสั่งเช่นนั้นสิเพคะ” องค์หญิงพระชายาเลื่อนสายพระเนตรขึ้นมายังพักตร์คมคร้าม ซูบผอม และเต็มไปด้วยไรพระมัสสุเขียวครึ้ม  พระราศีหมองคล้ำ ราวกับไม่ได้บรรทมมาหลายคืน  ยิ่งรับฟังคำ ฟ้องจากขันทีลีและราชองครักษ์ชินแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าพระองค์ต่างหาก  ที่ไม่ได้ ทำหน้าที่ใด ๆ เลย  เพราะแค่หน้าที่ของพระชายาที่ดี ก็ยังไม่สามารถทำได้เลย “หม่อมฉันต้องการที่จะทำหน้าที่พระชายาที่ดีจริง ๆ เพคะ แต่เพราะหม่อมฉันก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำแบบไหนบ้าง หม่อมฉันก็เลยมาเพคะ”

                เมื่อคำกราบทูลของพระชายา  ทำให้รับสั่งเย้านั้นกลายเป็นความจริง  องค์ชายรัชทายาทจงอินทอดถอนพระทัยยาวด้วยพระอารมณ์น้อยพระทัยยิ่งกว่าเมื่อครู่  พระหฤทัยที่อิ่มเอมมาตลอดระยะเวลาที่นั่งร่วมโต๊ะเสวย กลับกลายเป็นห่อเหี่ยวจนแทบหมดพระพละกำลังที่จะทำสิ่งใด

                “แค่เจ้าอยู่แบบนี้เจ้าก็ทำหน้าที่ได้ดีแล้วล่ะ  ไม่ต้องฝืนมาหรอก  ไม่ต้องทำหน้าที่ หรือทำอะไรให้ข้าหรอก... ทำอย่างที่ใจเจ้าต้องการก็พอ  อย่างไรเสียเจ้าเป็นชายาที่ดีที่สุดของข้าอยู่ดี”

                “ม..ไม่ใช่นะเพคะ ชอฮา  หม่อมฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”

                “หมายความว่ายังไง”

                “หม่อมฉันหมายความว่า...” เรื่อริ้วสีแดงจัดขยายออกมาจากใต้พระฉวี ส่งไอร้อนวูบวาบตลอดดวงพักตร์ “หม่อมฉันตั้งใจมาเข้าเฝ้าในฐานะชายา แต่ไม่ได้มาเพื่อทำหน้าที่พระชายาแค่นั้นนะเพคะ ที่มา...ก็เพราะว่าหม่อมฉันเป็นห่วงพระองค์”

                เสียงที่เป็นผลจากพระหฤทัยดวงน้อยที่เต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากพระทรวง  ดังรัวจนแทบไม่อาจรับรู้ได้ว่าเสียงนั้นมาจากผู้พูดหรือผู้ฟัง  

                “หม่อมฉัน... เป็นห่วงจริง ๆ นะเพคะ”  

                ชั่วขณะนั้น สิ้นเสียงหวานที่เปล่งถ้อยจับพระทัย  องค์ชายรัชทายาทจงอินปรารถนาให้ตนเองเป็นเพียงแค่บุรุษสามัญชนที่กำลังนั่งอยู่เคียงข้างภรรยาที่งดงามที่สุดของเขาในบ้านหลังไม่ใหญ่นัก ไม่มีข้าราชบริพารมากมายของเฝ้าจับจ้องทุกการกระทำ  ไม่มีอำนาจใด ๆ ให้รักษา  ไม่มีความขัดแย้ง.. ไม่มีอันตรายที่ไม่มีวันมองเห็นคอยมุ่งประหัตประหารเขาและคนที่รักอยู่ทุกครั้งที่ประมาท  หากเป็นเช่นนั้นแล้ว  ชายที่ชื่อจงอิน คงไม่มีทางนั่งมองแก้มนวลที่ขึ้นสีแดงจัด และดวงตาที่ฉ่ำหวานนี้อยู่เฉย ๆ แบบนี้ ทันทีที่นางพูดจบ เขาจะคว้าร่างบอบบางเข้ามาจุมพิต และพร่ำบอกคำรักให้นางรับรู้ถึงความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่เต็มอกซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า 

                ข้ารักเจ้า... รักเจ้า แพคฮยอน

            แล้วเจ้าล่ะ รักข้าบ้างหรือเปล่า  

                “อิ่มหรือยัง” สุรเสียงปราณียิ่ง ทำให้ผู้ที่กำลังก้มงุดพร้อมพักตร์แดงฉานงุนงง

                “อิ่มแล้วเพคะ”

                “มาเก็บโต๊ะเถอะ” รับสั่งกับข้าราชบริพารผู้เฝ้าทั้งสองพระองค์อยู่ห่าง ๆ ด้วยความภักดี นางวังทั้งสองตำหนักเคลื่อนเข้ามาเก็บด้วยความเรียบร้อย เมื่อนางวังถวายน้ำล้างพระหัตถ์จนเรียบร้อยแล้ว จึงรับสั่งดังยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้ยินไปถึงชินที่แม้จะไม่ปรากฏตัวให้เห็น แต่คงไม่แคล้วตามมาเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูไม่ยอมพักผ่อนเช่นเคย ”ฝากบอกชินด้วยว่ากินข้าวกินปลาแล้วไปพักเสีย ถ้าไม่พักก็ฝากขันทีลีเรียกกองทหารราชองครักษ์มาลากตัวไปคอกม้าซะตั้งแต่วันนี้  บ่ายแก่ค่อยออกเดินทาง”

                ขันทีลีรับพระบัญชา พร้อมกับเสียงหัวเราะกวนพระอารมณ์ที่ดังลอยมา  ทรงพระสรวลเบา ก่อนมีพระบัญชาต่อกับนางวังคนอื่น ๆ ที่มาจากพระตำหนักขาว

                “ข้าอยากอยู่กับพระชายาตามลำพัง”

                สิ้นพระบัญชา เหล่านางในที่ติดตามองค์หญิงพระชายาแพคฮยอนทั้งหมดตอบรับ แล้วจึงเคลื่อนกายหายไปเบื้องหลังประตูห้องส่วนพระองค์ด้วยความรวดเร็ว  ทิ้งให้ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่เพียงลำพังตามเช่นที่องค์ชายรัชทายาททรงปรารถนา แม้องค์หญิงน้อยผู้ไร้เดียงสาจะประทับอย่างไม่สงบนัก เพราะยังคงไม่ชินนักกับการอยู่ลำพังในที่รโหฐานเช่นนี้

                “หน้าเจ้าแดงไปหมดแล้ว” สุรเสียงเข้มรับสั่งอ่อนโยนเมื่อทรงหันกลับมา  “ไม่เป็นอะไรแน่นะ ไม่ได้ป่วยใช่ไหม” ทรงใช้หลังพระหัตถ์วัดอุณหภูมิที่พระนลาฎ  พระศอ และพระฉวีส่วนอื่น ๆ อย่างถี่ถ้วน แต่ยิ่งตรวจสอบ  รอยแดงที่เกิดขึ้นนั้นก็คล้ายจะลุกลามขึ้นทุกที

                “เปล่าเพคะ”

                “สงสัยอากาศหนาว” รับสั่งเพียงเท่านั้น ด้วยไม่ปรารถนาจะเร้าให้พระชายาเขินอาย จึงเลื่อนพระหัตถ์มากอบหัตถ์เล็กกว่าไว้ในอุ้งพระหัตถ์  นุ่มนวลและอ่อนโยน ตั้งพระทัยไว้แน่วแน่ว่าจะไม่ปล่อยไปอย่างง่าย ๆ  “ดูแลตัวเองด้วย ข้าเป็นห่วง”          

                “เพคะ”

                ไออุ่นจากพระหัตถ์หนาแผ่ซ่านเข้ามาให้พระชายาอุ่นวาบไปทั้งพระวรกาย  นิ้วพระหัตถ์แกร่งที่เคลื่อนอยู่บนหัตถ์ของพระองค์แข็งและหยาบ ด้วยเป็นหัตถ์ที่ทรงทั้งอาวุธและราชกิจทุกอย่างมาโดยแทบไม่ได้พัก

                “จะเสด็จไหนเหรอเพคะ”

                “ว่าจะไปตรวจแถวท่าเรือกับชิน หลังเปิดท่าเรืออย่างเป็นทางการข้าก็ไม่ได้เข้าไปดูเลย วันนี้ดึก ๆ จะมีสำเภาใหญ่เข้า น่าจะไปดูเสียหน่อย ก็เลยตั้งใจว่าจะไปเงียบ ๆ กับชินสองคนน่ะ ข้าเร่งตรวจฎีกาให้เสร็จ ถ้าไปม้าเร็วตอนบ่ายนี้น่าจะทัน” ทรงอธิบายให้ฟัง   หากพระชายากลับไม่เห็นด้วยกับแผนการนั้น

                “เสด็จแบบนั้นอันตรายนะเพคะ”

                “อันตรายยังไงกัน”               

                “หม่อมฉันได้ยินมาว่าระยะทางไกลจากวังหลวงมาก เกรงว่าจะ...มีอันตราย อาจมีคนที่ไม่หวังดี... หรือเกิดเรื่องไม่ดีก็ได้นะเพคะ อย่าเสด็จเลยเพคะ  หรือไม่ ก็จัดขบวนเสด็จไป  จะได้มีคนคอยคุ้มกัน ฝ่ายราชองครักษ์ก็ได้เพคะ”

                “ข้าเป็นถึงองค์รัชทายาทนะ  จะมีใครไม่หวังดีมาทำอะไรได้ล่ะ”

                ก็นั่นแหละเพคะที่อันตราย... เพราะว่าเป็นองค์ชายรัชทายาท 

            อันตรายนั้นมุ่งตรงมาที่องค์ชายรัชทายาทเท่านั้น

            “ระวังไว้ดีกว่าเพคะ”

                “เจ้าว่าอันตรายเหรอ...” ทรงถามกลับ  ก่อนความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาคู่สวยจะทำให้ทรงฉุกคิด จึงทรงตั้งข้อสังเกตบางประการให้กับคำทักท้วงนั้น “แปลกจริง ฤดูหนาวแบบนี้ ข้าคิดว่าเจ้าจะห่วงที่ทางมีหิมะหนา หรืออากาศหนาวซะอีก”

                สิ้นคำถามนั้น ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างทั้งสองอีกครั้ง  พักตร์งามก้มงุดราวกับไม่รู้จะกราบทูลสิ่งใดต่อ

            ลำบากใจหรือ...แพคฮยอน

                แม้ไม่ทรงถามออกไป แต่กลับสามารถรับรู้คำตอบได้ผ่านทางเนตรที่เศร้าสร้อยนั้น

                “ไม่เป็นไร ขอบใจมาก ข้าจะระวัง เดี๋ยวให้ทหารตามไปเยอะ ๆ เจ้าจะได้ไม่เป็นห่วง”

                ทรงเชยพักตร์หม่นขึ้น แล้วแย้มสรวลให้กับเนตรที่กำลังพยายามปกปิดบางอย่างไว้ไม่มิดนั้นอย่างอ่อนโยน 

                “ขอบใจนะ แพคฮยอน”

                “เพคะ”                  

                ต่อให้บทสนทนาดังกล่าวจะทำให้พระองค์ฉุกคิดจนอยากจะไปสืบเสาะที่มาของคำเตือนนี้ แต่เมื่อได้อยู่เพียงลำพังอย่างใกล้ชิดกับสตรีผู้เป็นเจ้าของพระหฤทัยเช่นนี้  จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทรงตัดทุกสิ่งที่วุ่นวายออกไปจากพระทัย  ว่าแล้วก็อดคิดถึงราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่ถวายคำแนะนำเรื่องพระชายามาตลอด หากทรงแกล้งกวนอารมณ์อีกครั้ง ป่านนี้เจ้าของวรกายเล็กก็คงกลับตำหนักขาวไปพร้อมกับพักตร์บึ้งตึงแล้ว การทำตามคำแนะนำของชินก็ทำให้อะไร ๆ ดีขึ้นมาก

            อย่างน้อยก็ได้พูดคุยสนทนากันเช่นผู้ที่เป็นสามีภรรยากันจริง ๆ

                ดำริแล้วทอดพระเนตรพักตร์หวานด้วยความสำราญพระหฤทัย จวบจนกระทั่งทรงรับรู้ได้ว่าริ้วรอยแดงจัดที่ค่อย ๆ กระจายออกจากปรางนิ่มนั้นกำลังเด่นชัดขึ้นอีกครา ทรงลอบสังเกตเนตรที่หลุบลงมองหัตถ์ใหญ่ที่ยังไม่ยอมปล่อยเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียวแล้วจึงแย้มสรวลด้วยความพอพระทัย  แสร้งไม่รับรู้ว่าเจ้าของรอยแดงบนดวงพักตร์นั้นกำลังใช้ความพยายามมากเพียงใดที่จะดึงหัตถ์เล็กออกไปอย่างนุ่มนวลที่สุด   

                “อากาศหนาวแบบนี้ไม่ค่อยดีเลยเนอะ”

                “เพคะ” ทรงตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะกราบทูลด้วย “พระหัตถ์ของพระองค์”

                “หืม” แสร้งเลิกพระขนงอย่างสงสัย คล้ายไม่ทรงรับรู้ว่าพระชายาอยากเป็นอิสระจากพระองค์ “มีอะไรหรือ”  

                ทว่า คำตอบที่องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนกลับผิดไปจากที่ทรงคาดหมายไว้ไปคนละทาง

                “ทรงงานหนักใช่ไหมเพคะ”

                “ไม่เท่าไหร่”

                “พระหัตถ์ตอนนี้ทรงเหมือนท่านพ่อตอนที่โหมงานหนักเลยเพคะ  ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ เข้าจะแย่นะเพคะ”

                “ขนาดนั้นเลย”

                “ท่านแม่บอกหม่อมฉันเสมอว่า ของบางอย่าง ถ้าใช้งานอย่างเดียว แต่ไม่ยอมรักษา สักวันก็จะเสื่อมสภาพและใช้งานไม่ได้ ร่างกายก็เหมือนกันเพคะ  ทุกส่วนบนร่างกายเมื่อใช้งานมากแค่ไหนก็ต้องพักและบำรุงมากเท่านั้น”

                “งั้นเหรอ”

                “พักบ้างนะเพคะ...”

                กราบทูลอย่างนุ่มนวลพร้อมกับที่นิ้วพระหัตถ์เรียวยาวเริ่มกดน้ำหนักลงบนอุ้งพระหัตถ์หนา แกร่งและหยาบกร้านจากการทรงอาวุธอย่างสม่ำเสมอ  แม้สิ่งที่พระชายาทรงรับรู้ผ่านทางข้าราชบริพารคนอื่น ๆ ว่าระยะหลังนี้มักทรงพระอักษรอยู่เสมอและตรวจสอบฎีกาอยู่เสมอจนแทบไม่ได้บรรทม องค์หญิงแพคฮยอนทรงเรียนรู้วิธีการนวดพระหัตถ์มาจากพระมารดา แม้จะไม่เก่งเท่า แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้พระสวามีคลายจากพระอาการอ่อนล้าได้บ้าง ปลายนิ้วพระหัตถ์เลื่อนไปทีละส่วน กดย้ำ คลึงจนอุ้งพระหัตถ์ที่แข็งเกร็งค่อยผ่อนคลายลง

                “นี่ก็เพราะห่วงข้าใช่ไหม”

                ถ้อยรับสั่งอ่อนหวานนั้น กระตุกพระหฤทัยของผู้ฟังยิ่งนัก  แต่ถึงกระนั้น สายพระเนตรคมเข้มก็ทรงพระอำนาจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะทูลตอบได้

                “ใช่เพคะ” 

                สิ้นคำตอบ รอยแย้มสรวลกว้างอวดพระทนต์ขาวสะอาดก็ฉายชัดอยู่บนพระพักตร์คมคร้าม ก่อนจะทรงถอนพระทัยและปิดพระเนตรลงทันที  “ขอโทษนะ แพคฮยอน”

                วรกายใหญ่ทิ้งลงมาหาพระชายาทันที  กว่าที่องค์หญิงแพคฮยอนจะทรงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อพระพักตร์ของพระสวามีวางอยู่บนอังสาบอบบาง ไออุ่นและน้ำหนักจากพระวรกายใหญ่ทำให้องค์หญิงจนแทบขยับไม่ได้ ยิ่งอ้อมพระกรที่โอบไว้ทั้งหมดก็ทำให้ทรงทำสิ่งใดไม่ถูก

                “ชอฮา... ปล่อยหม่อมฉันเถอะเพคะ”

                “ข้าไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว” ทรงสารภาพ สุรเสียงอ่อนระโหยจนผู้ฟังตกพระทัยด้วยไม่เคยสัมผัสได้ถึงความอ่อนล้าถึงเพียงนี้  “และตอนนี้ก็ง่วงมาก”

                “ชอฮา...”

                “อยู่กับข้าก่อนได้ไหม อย่าเพิ่งไปไหน... อย่าเพิ่งกลับ”

                “ได้...ได้เพคะ”

                “หลายวันมานี้ชินก็ไม่ได้พักเลย เจ้านั่นขี้ระแวงยิ่งกว่าข้าซะอีก ระวังแล้วระวังอีก ถ้ารู้ว่าข้าจะหลับตอนนี้ ชินก็คงไม่ได้หลับแน่”  

                สุรเสียงปราณีและความห่วงใยผู้อยู่ในฐานะด้อยกว่าอย่างราชองครักษ์อย่างไม่มีสิ่งใดเคลือบแคลงนั้นทำให้องค์หญิงพระชายาทรงรู้สึกผิด เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทรงพยายามมองพระสวามีในแง่ดีเลย มีเพียงแง่มุมเย็นชา ดุดัน และพระทัยร้ายเท่านั้น 

                “อย่าไปไหนนะ...” “

                ถึงตอนนี้ องค์หญิงแพคฮยอนถึงได้รู้ว่า หน้าที่ที่แท้จริงของพระชายามีอะไรมากไปกว่าที่ฮวางซังกุงหรือฝ่ายพิธีบอกไว้มากนัก มากกว่าการปรนนิบัติ ดูแล และห่วงใย  อาจต้องรวมไปถึงการได้เข้าไปอยู่ในพระหฤทัยของกันและกัน

                “ตอนที่ตื่นขึ้นมา ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าเป็นคนแรก”

                ถ้านั่นทำให้หม่อมฉันกลายเป็นพระชายาที่ดี...  และเข้าใจชีวิตคู่มากกว่านี้  หม่อมฉันก็จะทำเพคะ

                “เพคะ ชอฮา”

            องค์ชายรัชทายาทจงอินทอดพระวรกายลงเบื้องล่าง วางพระเศียรลงบนพระเพลาของพระชายา และปิดพระเนตรลงโดยมิยอมปล่อยพระหัตถ์ขวาเลย

                “ครั้งหน้า นวดมือให้ข้าอีกนะ”

                “ได้เพคะ แต่ตอนนี้บรรทมเถอะเพคะ”

                “ข้าเคยได้ยินเจ้าเป่าใบไม้” สุรเสียงเบาหวิวทำให้ทรงตกพระทัย

                “ได้ยินเมื่อไหร่เพคะ”  

                “นานมากแล้ว... เพราะดี ข้าอยากฟังอีก”

                “หม่อมฉันเป่าขลุ่ยใบไม้ไม่เก่งเท่าไหร่หรอกเพคะ” องค์หญิงแพคฮยอนปัดด้วยพระหทัยที่ไม่เป็นส่ำ ทุกคราที่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับขลุ่ยใบไม้  ก็หวนไปคิดถึงเรื่องที่รบกวนพระหฤทัยมาหลายเพลานั้น  “ถ้ามีเวลาหม่อมฉันจะเป่าขลุ่ยไม้ไผ่ถวายนะเพคะ”

                “วันนี้พระชายาของข้าใจดีนัก”

                “ไหนว่าหม่อมฉันใจร้ายไงเพคะ”

                “ก็ตอนนั้นเจ้าใจร้าย แต่ตอนนี้ใจดีนี่นา” แม้หลับพระเนตรอยู่ แต่รอยแย้มสรวลที่คลี่กว้างไม่หุบนั้นก็ทำให้องค์หญิงผู้ทำหน้าที่เขนยให้อยู่อดหงุดหงิดเล็ก ๆ ไม่ได้  แม้จะไม่ทรงรู้ตัวเลยว่า ขณะนั้น พระองค์เองก็แย้มสรวลกว้างเช่นกัน  

                “โกหกบ้างก็ได้นะเพคะ”

                องค์ชายรัชทายาทจงอินสรวลเบาอยู่ในพระศอ ก่อนจะทรงเข้าสู่ห้วงบรรทมไปพร้อมกับเสียงหวานที่ครวญเพลงกล่อมนุ่มนวลราวกับเสียงจากเทพธิดาจากสวรรค์  เสียงใสกังวานดังก้องราวกับกำลังสะกดให้พระองค์จมลงไปอยู่ใต้ภวังค์ แม้จะพยายามต่อต้านมากแค่ไหนก็ตามที    

            “บรรทมเถอะเพคะ หม่อมฉันจะปกป้องพระองค์เอง”

               

                |

               

                ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผู้ทำหน้าที่เป็นพระเขนย ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นผู้บรรทมแทน กว่าจะรู้พระองค์ก็ตอนทื่ทรงพบกับพระพักตร์คมที่ลอยอยู่ห่างไม่ถึงคืบ วรกายใหญ่ตะแคงให้ท่อนพระกรรองรับพระเศียร  ขณะที่พระหัตถ์อีกข้างค่อย ๆ เกลี่ยบนปรางนวลอย่างอ่อนโยน จนผู้ที่ได้รับสัมผัสนั้นไม่อาจแน่พระทัยได้ว่าพระองค์กำลังนิทราอยู่หรือไม่

                “ตื่นแล้วหรือ แพคฮยอน”

                “หม่อมฉันหลับหรือเพคะ”

                “ใช่..หลับ แต่ตอนนี้ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตื่นหรือยัง” สุรเสียงนุ่มนวลเย้า หากพระสติที่ยังไม่ครบถ้วนทำให้พระเนตรเรียวหลุบลงอีกครั้ง  วรกายบอบบางขดหาความอบอุ่น ก่อนเคลื่อนไปซุกพระอุระกว้างที่เต็มไปด้วยอุ่นไอของพระสวามี เมื่อได้รับสิ่งที่ทรงต้องการ ก็ทรงเอื้อนเอ่ยด้วยถ้อยรับสั่งอ่อนหวาน ไม่ต่างจากที่เคยกล่าวกับฮวางซังกุงเมื่อครั้นทรงถูกปลุกให้ตื่นในยามเช้า

                “หม่อมฉันง่วงเพคะ”

                “ตื่นเถอะแพคฮยอน”

                “ไม่... ไม่เพคะ...” ปฏิเสธเบาหวิว ทั้งที่ดวงเนตรปิดสนิท   

                “ข้าจะไม่ได้ทำงานเพราะเจ้าคนเดียวเลยรู้ไหม หืม..”

                “เพคะ..”

                “ข้าต้องจัดการเจ้ายังไงนะ แพคฮยอน” องค์ชายจงอินเฝ้ามองพระชายาที่ยังคงไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังทำให้พระหทัยของพระองค์เป็นเช่นไร พักตร์อ่อนเยาว์ที่กำลังงัวเงียอย่างไร้จริตเสแสร้งและสุรเสียงหวานในพระศอนั้น ยิ่งทำให้พระองค์ทรงต้องการที่จะละทิ้งทุกสิ่ง  เพื่อให้ได้ทำตามพระทัยปรารถนากับพระชายาผู้น่ารักใคร่ยิ่งกว่าสตรีใดในแผ่นดินนี้ 

                “ต้องจูบก่อนใช่ไหม เจ้าหญิงถึงจะตื่น” รับสั่งกับพระองค์อย่างซุกซน  ก่อนที่ความเงียบและเสียงเล็ก ๆ ที่แทรกผ่านขึ้นมาจะทำให้พระดำริเจ้าเล่ห์นั้นเปลี่ยนเป็นความจริงจังในสายพระเนตร ที่องค์หญิงพระชายามิอาจรับรู้

                โอษฐ์อุ่นหนาประทับเบาบางเหนือกลีบพระโอษฐ์นิ่ม บดเบียดนุ่มนวลพลางเชยหนุขึ้นให้รองรับจุมพิตที่หนักหน่วงขึ้นทุกขณะตามห้วงพระอารมณ์ของบุรุษวัยฉกกรรจ์ จนองค์ชายรัชทายาทจงอินไม่แน่พระทัยนักว่า หากพระชายาไม่รู้สึกพระองค์ขึ้นมาในเวลานี้ จะทรงทำสิ่งใดต่อไป

                โชคดีที่ไม่ทันที่จะเผลอไผลไปมากกว่านั้น ดวงเนตรเรียวเล็กก็ลืมขึ้น พร้อมกับวรกายที่แข็งขืน ไม่โอนอ่อนเช่นยามไม่มีสติ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่ถอนพระโอษฐ์ออกมาทั้งหมด เพียงคลอเคลียโอษฐ์นิ่มอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งให้ไออุ่นอ่อนหวาน ราวกับต้องการครอบครองพื้นที่แสนหวานนี้ไปจนกว่าจะได้รับการปฏิเสธ

                “ตื่นแล้วหรือ”

                “ชอฮา!

                “หืม” นาสิกโด่งฝังลงบนพระปรางและสูดกลิ่นกรุ่นกำจายของดอกไม้หอมอีกครั้ง แม้จะมั่นใจว่าชายาของพระองค์มีพระสติกลับคืนมาเต็มที่แล้วก็ตาม 

                ห้ามข้าสิ...แพคฮยอน

                อนาคตแห่งโชซอนกล่าวอยู่ในพระทัยอย่างร้อนรน... ด้วยตระหนักดีว่าความใกล้ชิดและทุกสิ่งที่แวดล้อมอยู่ในขณะนี้กำลังทำให้พระองค์ไม่สามารถควบคุมสิ่งใดได้  เพราะทรงไม่ปรารถนาที่จะหยุดยั้งมันด้วยพระองค์เอง...  หากจะมีผู้ใดห้ามได้ ก็คงมีเพียงพระชายาเท่านั้น  

                “ชอฮา... ” สุรเสียงหวานสั่นระริกเช่นเดียวกับดวงแก้วดำขลับภายในเนตรเรียวงาม หัตถ์เล็กสะท้านไหวจนต้องเกาะเกี่ยวฉลองพระองค์พระสวามีไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว  แม้จะทอดพระวรกายอยู่ภายใต้อ้อมพระกรอุ่นหนาแล้วก็ตาม

                สัมผัสนุ่มนวล และอ่อนหวานจนทำให้พระทัยเต้นไม่เป็นจังหวะ พระวรกายเบาหวิวจนราวกับกำลังล่องลอยบนฟากฟ้า จนไม่แน่พระทัยว่าที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร ทรงตื่นจากฝันแล้วก็ฝันอีกครั้ง หรือนี่บางที...อาจเป็นฝันซ้อนฝัน

                “หม่อมฉัน...”   

                องค์หญิงแพคฮยอนสั่นสะท้านไปด้วยความว้าวุ่น ความใกล้ชิดเช่นนี้คงทำให้สตรีวัยแรกรุ่นทุกคนตกอยู่ในภวังค์ที่หาทางออกไม่ได้เช่นเดียวกัน ทรงลืมเลือนทุกสิ่ง ไม่อาจกล่าวห้ามปราม หรือแม้แต่ตอบรับการกระทำดังกล่าวได้ หัตถ์อุ่นที่ทรงแตะต้องพระองค์อย่างละมุนละไม  อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นจนแทบร้อนรุ่ม และสุรเสียงเข้มราวกับพระบัญชาที่ทำให้พระชายาไม่อาจผลักไสหรือห้ามปราม  

                ไม่เป็นไร... นี่อาจเป็นแค่ฝัน

                “ไม่ชอบใช่ไหม”

                “ไม่...” คำทูลตอบรับแหบหวิวแทบทำให้ผู้ฟังขาดพระทัยลงในขณะนั้น “ไม่ใช่เพคะ”

                ห้ามข้าสิ... หากเจ้าไม่ห้ามข้าตอนนี้ ข้าจะ...

                “ถ้าเช่นนั้น...จนกว่าเจ้าจะไม่ชอบ”

                โอษฐ์อุ่นย้ำรอยจูบหนักหน่วงขึ้น พลางแทรกเข้าไปค้นหาเกสรหวานภายในพื้นที่อันอ่อนหวานบริสุทธิ์อีกครา ท่อนพระกรเกี่ยวตวัดวรกายเล็กบางแนบพระอุระ กดให้ปฤษฎางค์บอบบางแทบฝังลงไปกับพื้นที่ปูด้วยยี่ภู่กำมะหยี่อ่อนนุ่ม ก่อนเลื่อนลงมายังพระศอเปล่าเปลือย สุรเสียงหอบสะท้านหาได้ขัดขวางไม่ให้พระโอษฐ์หยุดยั้ง  แต่กลับกระตุ้นให้ทรงฝากทิ้งร่องรอยความเป็นเจ้าของไว้บนพระฉวีขาวผ่องจนแดงช้ำ  พระหัตถ์ขยับขึ้นมาเพื่อปลดปมของสายผ้าที่ผูกฉลองพระองค์ชั้นนอกของพระชายาให้หลุดออกจากกัน จนพักตร์แดงจัดเบือนหลบสายพระเนตร  

                ทว่าราวกับเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ไม่ปราณีกับผู้เป็นอนาคตของโชซอน เพราะเสียงก้องกังวานของขันทีผู้ทำหน้าที่ดูแลตำหนักตะวันออกเปิดทวารประตูออกด้วยความเร่งรีบ พร้อมกับกราบทูลด้วยพระราชโองการจากองค์เหนือหัว

                “ขอพระราชทานอภัย ฝ่าบาททรงมีพระราชบัญชาให้ชอฮาเสด็จหาเป็นการ....ด่วน....ช..ชอฮา... เซจาบิน  เกล้ากระหม่อมช่าง... ” 

                ความกระตือรือร้นและรีบเร่งแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจที่สุดในชีวิต ร่างสมส่วนของหัวหน้าขันทีผู้มีอำนาจสูงสุดในพระตำหนักทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมกับหน้าที่ซีดเผือด โดยเฉพาะเมื่อสุรเสียงทุ้มห้าวดุดันรับสั่งขึ้นด้วยความเยียบเย็น

                “นั่นคงด่วนจริง ๆ ”

                “เกล้ากระหม่อมสมควรตาย!

               

                ฝ่ายองค์หญิงพระชายาแพคฮยอนแทบจำไม่ได้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้แต่ตอนที่พระสวามีประคองให้ทรงลุกขึ้น และช่วยดูแลฉลองพระองค์ที่ ไม่เรียบร้อยให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ระยะเวลาอันแสนสั้นเพราะพระราชโองการเร่งด่วนของฝ่าบาททำให้องค์ชายจงอินเสด็จไปในทันทีที่ขันทีลีกราบทูลเสียงสั่นจากเบื้องหลังบานทวารอย่างน่าสงสารเป็นครั้งที่ ๒ พระหฤทัยอ่อนโอนและว่างเปล่าราวกับจะถูกกระชากไปพร้อม ๆ กับพระปฤษฎางค์ของพระสวามีที่ผละจากไปด้วยพระราชกิจที่สำคัญยิ่งยวดจากประมุขของประเทศ  

                เป็นครั้งแรกในชีวิต  ที่องค์หญิงแพคฮยอนเข้าใจว่าผู้เป็นภรรยาควรต้องรู้สึกเช่นไร  เมื่อต้องยืนส่งสามีที่กำลังจะออกไปทำงาน

                สายพระเนตรคมปลาบยังคงทิ้งริ้วรอยร้อนวูบวาบให้กับทั้งดวงพักตร์ พร้อมกับไออุ่นที่เริ่มจะทรงคุ้นเคยก่อนจะหมุนพระวรกายจากไป ไอรักซาบซ่านอยู่เหนือกลีบพระโอษฐ์เนิ่นนานจนกระทั่งถึงตำหนักส่วนพระองค์ โดยที่ทรงจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อยว่าออกมาจากพระตำหนักตะวันออกด้วยวิธีใด    

                ขณะเสด็จกลับพระตำหนักขาวด้วยความคิดคำนึงที่มากล้นนั้น พระหฤทัยวูบไหว และพระวรกายเบาหวิว ทำให้ทรงรู้สึกคล้ายกับว่าไม่ได้นำของบางอย่างกลับมาด้วย อาจลืมทิ้งไว้ที่ใดสักแห่งในพระตำหนักตะวันออก 

                หรือไม่ก็มีใครสักคนขโมยมันไปแล้ว

คราใดประสบเนตร                  ฤ  ก็เราละร้อนและหนาว

เธอไกลก็ดูราว                        นภะไร้ตะวันและเดือน

โอ้ว่า ณ ครานี้                        แหละฤดีจะฟั่นจะเฟือน

ด้วยรักกระทำเชือน                ละฉันนี้จะทำไฉน



-มัทนะพาธา , บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ -

|

 

 

 

 

 

          

TBC.




 

 
 









 

 

 

 


กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและยังไม่ลืมบุปผาเล็ก ๆ ดอกนี้นะคะ T_T ไม่ได้อัพมาตั้งนานแล้ว 
ขอบคุณทุกท่านที่ยังรอคอยจริง ๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนมาก  

-/\- กราบ

ป.ล. กลับมาพร้อมกับตอนหวานซึ้งต้อนรับเดือนแห่งความรัก
จึงขออัญเชิญวรรคงามของบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ อย่างมัทนะพาธามาอยู่ในฟิคด้วย 
หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจหัวจิตหัวใจขององค์หญิงน้อยจอมซนมากขึ้น >///< 

ส่วนบทพี่ชาญ...ตอนหน้าเข้มข้นมากเลยค่ะ  คอนเฟิร์ม  

ป.ล. ๒  ตอนนี้ผู้เขียนกังวลเกี่ยวกับภาษามาก ถ้ามีการใช้คำหรือราชาศัพท์แปลก ๆ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ เขียนจบแล้วก็ยังไม่ได้ตรวจพรูฟมากเท่าที่ควร 
ถ้าได้รีไรท์ใหม่จะทำให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ค่ะ


รักทุกคนนะคะ 
ฝากแท็ก #มูกุงฮวา ด้วยค่ะ

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #494 ไคโด้ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 มกราคม 2559 / 21:09
    เฮ้ออออ เมื่อไหร่จะเป็นพระชายาทางพฤตินัยซะทีน้า มีคนขัดตลอดเลย ประหารขันทีดีมั้ยเนี่ย
    #494
    0
  2. #464 geniusvirtuoso (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 16:30
    ในที่สุดก็อัพแล้ว T_____T รอมานานมาก พออ่านแล้วปลื้มมม~ แต่งดีมากๆเลยค่ะ ภาษาสวย เป็นฟิคเรื่องนึงที่เราติดตามนานมาก อ่านมาเรื่อยๆตลอด อยากรู้ความเป็นไป 55555 รอตอนหน้าด้วยคนค่า คิดถึงองค์ชายชานยอล
    #464
    0
  3. #463 twenty-onejd. (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 10:32
    อ่านแล้วใจสั่มากเลยฮะะะะะะ นึกว่าจะไม่ได้อ่านต่อแล้ว หูยย ดีใจมากๆ สนุกมากกกกพระชายายอมอ่อนให้ชอฮาบ้างแล้ว น่ายักกกกก ชอฮาก็เลิกปากแข๋็งบ้างแล้ว อูยยย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มมม ไม่น่าเลยจริงๆ น่าจะสั่งประหารขันท่ี ฮึ่ม!! แล้วมาอัพต่อน้าา ทุกคนรออยู่วววว
    #463
    0
  4. #462 geejajaa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 06:02
    ชอบมากๆเลยอ่ะ แพคฮยอนก็พยายามเข้าหางจงอินมากขึ้น ดีนะที่จงอินก็พ๔ดตรงๆมากขึ้น อยากจะกระโดดถีบขันทีลีแทนจงอิน แต่พอคิดถึงพี่ชานยอลตอนที่จงอินขอให้แพคเปล่าขลุ่ยใบไม้ แสลงใจอ่ะ ฮือออ ชานยอลจะเจ็บปวดมากไหม จะคิดการณ์ร้ายอะไรหรือเปล่า
    #462
    0
  5. #461 ลูกแพร์ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:07
    หวานนนนนนน มากกกกกกๆๆๆๆ อ่านแล้วยิ้มทั้งตอนเลยยยยยย สงสารชอฮาละเกินนนนน โดนขัดจังหวะตล้อดดดดดดด 5555555 แล้วเมื่อไหร่พิธีขอพระราชบุตรจะได้ผลเนี่ยยยย ว่าแต่เซจาบินลืมอะไรน้ออออ อย่าบอกนะว่าลืมหัวใจไว้กับองค์ชาย... อิ๊อิ๊ รอตอนหน้าเลย โง้ยยยย ไม่อยากให้พี่ชาญมายุ่งเลยง่ะ นี่แบบ กำลังดี T_T
    #461
    0
  6. #460 แฟนฟิค (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:03
    เย่ๆๆๆๆๆ ไรท์สุดที่เลิฟมาต่อแล้ววว!!!!!! คือตอนที่ไรท์เมนมาหานี่แบบ.. บ้านแตกจ้าาา5555 นี่ดีใจจริงๆนะเนี่ย อยากอ่านมากๆๆๆๆๆ

    รอเสมอนะไรท์ มรักฟิคเรื่องนี้มากๆๆๆ รักที่อย่าง พล็อตเรื่อง นักแสดง บทบาท ถ้อยคำบรรยายก็ดี อ่านแล้วได้อรรถรส มันโนภาพล้านแปดได้เลยจ่ะ ️️️️️ เราชอบไคแบคด้วยล่ะมั้ง55555



    พูดถึงตอนนี้คือสะใจมากกกกกก ตอนที่ชอฮาน้อยใจแล้วแบบพูดต่อหน้าอ่ะ คือมันใช่มากไรท์ คือนางเก็บความรู้สึกกับองค์หญิงมานานแล้วไง ให้นางพูดความรู้สึกตรงๆไปเลย แบบนี้ได้ใจนู๋มากค่ะ😍😍😍😍 ดูเหมือนองค์หญิงจะเริ่มโอนอ่อนไปกับชอฮาแล้วด้วยยย คือบั่บบบ เขินค่ะ แอบอิจค่ะ😂😂😂😂 แต่เขินจริง แบบขอได้ไหมผู้ชายของเทอ😉😉😉😉



    ว่าด้วยฉากไคลแม็กตอนจบพาร์ทนี่สิ.. ขันทีเจ้าขาเพลาอื่นได้ไหมเพคะ??? กำลังเลยอ่ะ กำลังเลย -,.- ดีงามมากค่ะตอนนี้ ชอฮานางก็ลุ้นให้องค์หญิงบอกหยุด แต่ไม่ค่ะ อื้อหือแม่เจ้า เขินเลยค่ะะ 😳😳😳😳



    ถึงไรท์ผู้น่ารักท่านคงมีภาระหน้าที่ใหญ่หลวง.. หม่อมฉันเข้าพระทัยเพคะ.. .ปาดน้ำตาอิ้ง. ถึงแม้ไรท์ไม่ค่อยได้เค้ามาอัพแต่ทุกๆๆพาร์ทนู๋ก็รอ้สมอนะคะ ผลงานออกมาดีมากถึงมีผิดพลาดบ้าง แต่บอกเลยว่าน้อยค่ะ ไม่มีอวยนะคะ นี่พูดจริงๆเลยค่ะ ไรท์ตั้งใจทำงานมาก ขอบคุณไรท์และทีมงานทุกท่านนะคะที่สร้างผลงานดีดีแบบนี้มาให้นู๋ได้อ่านแบบนี้ พี่ๆเก่งมากๆเลยนะคะ ^_^



    ป.ล. ขอให้ไรท์รักษาสุขภาพด้วยน้าาา งานเยอะด้วยสู้ๆๆๆๆนะคะไรท์

    ป.ล. ติดตามผลงานเสมอนะคะ และที่สำคัญ!!! ขอฉากปาดีดั๊บปั๊บปานะจ่ะ -..-

    💜💛💚💙ไรท์และทีมงานมาก
    #460
    0
  7. #459 Manow' Cha (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:25
    ฟิน~ >///<
    #459
    0
  8. #458 HwaRyeo (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:14
    โหว ห่างหายไปนาน แต่ดีมากที่มีความเดิมตอนที่แล้ว 

    แต่ถึงมี พออ่านตอนนี้ก็อยากกลับไปอ่านตอนก่อนๆอยู่ดี แบบอยากให้อารมณ์มันต่อเนื่องมากกว่านี้



    ถ้าจำไม่ผิดก็เซจาบินคือสับสนมากแหละ มีหลายอย่างที่สลัดจากท่านพี่สายลมไม่ได้ 

    และก็เหมือนจะไม่รู้ตัวเท่าไหร่ว่าติดบ่วงรักของชอฮาไปละ



    ตอนนี้บอกตามตรงว่าปริ่มมาก ซีนหวานชื่นเยอะกว่าที่ผ่านๆมา 

    คือชอฮาเลิกท่ามาก เลิกปากไม่ตรงกับใจสักที

    แล้วเหมือนเซจาบินก็มีความรู้สึกที่เยอะขึ้นเลยเริ่มมีการโอนอ่อน

    คราวนี้มันเลยเข้ากันมากกว่าที่ผ่านๆมา

    ซีนที่เซจาบินบอกให้ระวังอันตราย ซึ่งชอฮารู้อยู่เต็มอกว่าเป็นการตักเตือน

    และมันคงไม่ยากเกินท่าจะเดาว่าอันตรายนั้นคือชานยอล

    อันนี้คือเจ็บ... แบบทุกอย่างที่มันจะทำให้เซจาบินหนักใจ ชอฮาไม่เลือกทำเลย

    ค่อนข้างต่างกับท่านพี่สายลม ที่เลือกเอาหลายๆอย่างมากดดันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ



    แอบเสียดายการพลอดรักอยู่เหมือนกัน กะไว้แล้วว่ายังไงมันต้องมีเรื่องให้หยุด

    แล้วจริงๆ ฮ่าาาา แหม กำลังเข้าด้าย เข้าเข็มแท้ๆ ถถถถ ชอนนา ใจร้าย

    เชื่อว่าถ้าไม่มีคนมาขัด ฉากพลอดรักมันต้องเลยเถิดแน่ๆ ฮ่าาา โหย อด



    แต่... คือไออาการด่วนมากของชอนนา มันทำให้เดาไปในทางไม่ดีไง

    อย่างที่ต้นเรื่องเกริ่นไว้ ว่าการเมืองดุเดือดมาก 

    ท่านพี่สายลม คงทำอะไรบางอย่างที่จะเป็นการทำให้ชอฮาตกอยู่ในสถานการที่ลำบากแหละ



    เฮ้ออ ขอถอนหายใจยาวๆ เริ่มเป็นห่วงชอฮามากขึ้นทุกที

    แต่ที่แน่ๆ ที่เป็นเรื่องน่ายินดี คือเซจาบินมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นละ

    เมื่อก่อนทุกอย่างที่ทำ ข้างที่อยู่คงจะมาจากสมอง หรือหน้าที่ที่จะเลือกข้างชอฮา

    แต่เชื่อว่าต่อจากนี้ เซจาบินจะทำมันด้วยหัวใจ ข้างที่เซจาบินจะเลือกเป็นข้างเดียวกับที่หัวใจเลือก

    และที่น่ายินดียิ่งกว่านั้น คือเซจาบินคงไม่ได้แค่รู้สึกแปลกๆหรอกมั้ง น่าจะเริ่มรู้ละ 

    ว่าความรู้สึกที่มีต่อมาสีไม่เหมือนเดิม ... และไม่นานคงรู้ชัดว่ามันคือความรัก

    เอาใจช่วยชอฮานะ



    แต่ว่า.. ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านพี่สายลมก็น่าสงสารมาก ถ้าพี่สายลมไม่ทำสิ่งเลวร้าย 

    รับรองว่าพี่สายลมจะได้คะแนนสงสารไปมากโข ฮ่าาาาาา



    โอเค เฝ้ารอตอนต่อไปนะคะ
    #458
    0
  9. #457 soohyun-park (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:42
    ไม่รู้ทำไม.. อ่านตอนที่ชอฮาจะขอบรรทมกับเซจาบินละถึงได้น้ำตาไหล...
    อยู่ดีๆความรู้สึกมันก็ตีตื้นขึ้นมาเฉยเลยค่ะ
    ที่รับสั่งว่าให้อยู่ด้วยกันก่อนนะ อย่าเพิ่งไปไหนนะ และเซจาบินมีรับสั่งตอบว่าจะปกป้ององคชายรัชทายาท เอง
    อ่านแล้วมันวื๊ดดดด ขึ้นมาเลย.. น้ำตานะคะ 555555
    น่าจะเป็นความซาบซึ้งเนอะ.. (จนตอนนี้ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย ถถถถถ)

    ดีใจที่ได้เห็นความหวานแหววแบบคู่สามีภรรยาของเซจากับเซจาบินนะคะ
    รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของเซจาเลย เขินตามเซจาบินไปด้วยแล้วเนี่ย 5555
    นี่ก็หวังว่าสองพระองค์จะร่วมโต๊ะเสวยด้วยกันบ่อยๆนะคะ
    เพราะตอนนี้เรารู้แล้วล่ะว่าอะไรกันที่องค์หญิงน้อยทรงทำหายที่พระตำหนักตะวันออก ♡ คึคึคึ

    และสุดท้าย เรื่องขันทีลี.. เข้ามาได้ถูกจังหวะมากเลยข่า
    แต่ก็สงสารนางนะคะ ถ้าไม่ใช้เพราะพระบรมราชโองการด่วน ก็คงไม่กล้าเข้ามาหรอกเนอะ
    คราวหน้าไม่เอาละนะคะคุณพี่ลี จะเอาใจช่วยนะคะ 555555

    รออ่านตอนต่อไปอยู่เสมอนะคะ

    ปล1.ความเดิมตอนที่แล้วช่วยย้อนอดีตได้ดีทีเดียว ขอบคุณนะคะ
    ปล2.มีบทพูดบทนึงของฮวางซังกุงเฟมือนจะใช้คำราชาศัพท์กับตัวเอง ซึ่งคิดว่าน่าจะผิดรึเปล่าอ่ะค่ะ นี่ไม่มั่นใจ แหะๆ
    #457
    0