[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 24 : *** ตอนพิเศษ ฤทธิ์ไข้ ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 ก.ย. 57

 

             

**คำชี้แจง**
ขออนุญาตแยกเนื้อหาตอนนี้ออกจากเนื้อเรื่องสำคัญ
โดยไม่นำไปเชื่อมโยงหรือมีเหตุการณ์ที่เชื่อมต่อกับเนื้อหาในตอนหลัก
ขอให้อ่านด้วยความบันเทิงและมีความสุขไปกับตัวละครในตอนนี้นะคะ

ตอนพิเศษ ฤทธิ์ไข้


                       

 

 

|

 

                

                กลางดึกปลายฤดูใบไม้ร่วง  ฝนส่งท้ายฤดูโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายโดยไม่มีวี่แววมาก่อน องค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอนเสด็จพาพระชายาของพระองค์ไปท่ามกลางสายฝนเพื่อหาที่ประทับหลบฝน หากด้วยถนนอันชื้นแฉะและผู้คนจำนวนมากที่มาเที่ยวชมงานเทศกาลต่างพากันหลบฝนไปยังที่ต่าง ๆ ใกล้ ๆ จนเต็มไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงฐานันดรของทั้งสองพระองค์เพียงพอที่จะประกาศให้ประชาชนทุกคนต้อนรับเสด็จอย่างเต็มอกเต็มใจ  แต่เพียงสบพระเนตรกันก็พอรู้ว่า ไม่ปรารถนาที่จะทรงทำเช่นนั้น ด้วยเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ ไม่ต้องการความวุ่นวายใด ๆ

                วรกายเล็กถูกโอบให้วิ่งตามมาเคียงคู่  หากพระอาการล้าอย่างเห็นได้ชัดทำให้ทรงปลอบด้วยสุรเสียงอ่อนโยน

                “อดทนอีกนิด  ตรงโน้นมีเพิงเล็ก ๆ พอให้หลบฝนได้”

                ด้วยทรงเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าตอบได้ จึงทรงผงกพระเศียรรับแทน พระสวามีแย้มพระสรวลอย่างเอ็นดู แล้วจึงผ่อนพระกำลังลงเพื่อให้เจ้าของวรกายเล็กได้เสด็จมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยนัก  แม้สายฝนจะเปียกปอนจนฉ่ำไปทั้งพระองค์แล้วก็ตาม

                เมื่อทอดพระเนตรแน่ชัดว่าเพิงเก่า ๆ มีพื้นที่โล่งพอให้ทั้งสองประทับหลบฝนได้อยู่ไม่ห่างไปนัก อารามดีพระทัย ทำให้องค์หญิงพระองค์น้อยทรงเร่งฝีพระบาทขึ้นอีก โดยหารู้ไม่ว่าถนนเบื้องล่างนั้นแฉะด้วยน้ำฝนและมีหลุมโคลนขวางอยู่

                “ระวัง!

                ไม่ทันสิ้นสุรเสียง ฉลองพระบาทฉ่ำโคลนก็ลื่นจนส่งให้วรกายเล็กเซถลาล้มลงในทันที ทว่าผู้ที่รับผลในครั้งนี้กลับเป็นวรกายสูงใหญ่ของพระสวามีที่ระวังอยู่แล้ว ทรงคว้าองค์หญิงแพคฮยอนก่อนจะทรงล้มลงทั้งพระวรกาย โดยมั่นพระทัยว่าไม่มีส่วนใดของพระชายาที่ได้รับความเจ็บปวด หรือเปียกโคลนสกปรกเล่านั้น  

                ครู่ต่อมา ทั้งสองพระองค์พากันเสด็จไปยังเพิงที่ประทับหลบสายฝนหลงฤดูกันโดยไร้การสนทนาใด ๆ ภายใต้ความมืดที่มีเพียงแสงสว่างลิบ ๆ จากโคมไฟที่อยู่ห่างออกไป  มีเพียงสายพระเนตรอ่อนขององค์หญิงน้อยที่ทอดพระเนตรไปยังพระวรกายของอีกพระองค์ที่ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนและเปรอะโคลนไปครึ่งพระองค์ด้วยความรู้สึกผิด  ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวหนาที่สวามีประทานให้บังสายฝน หวังจะช่วยคลุมให้ผู้เป็นเจ้าของหายหนาว  แต่น้ำฝนที่เปียกชุ่มก็ทำให้ทรงทำได้เพียงบิดน้ำจนเนื้อผ้าหมาดลง และพาดลงบนราวไม้ข้าง ๆ เผื่อจะแห้งลงบ้าง

                “หนาวไหมเพคะ” ในที่สุดก็ทรงกล้ารับสั่งออกไป หากผู้ที่ยืนพิงเสาต้นหนึ่ง พลางกอดพระวรกายฉ่ำน้ำไว้คล้ายจะหนาวกลับส่ายพักตร์ปฏิเสธ

                “เจ้าหนาวหรือ อดทนอีกนิดนะ”

                “เปล่าเพคะ  หม่อมฉันไม่เปียกเลยสักนิด”   

                 “ดีแล้ว เดี๋ยวป่วยขึ้นมาจะไม่ดี” รับสั่งพลางประทับยืนอย่างสบาย ๆ ทรงพักพระเพลาข้างหนึ่งไว้ และกอดพาหาไว้แนบพระองค์ราวกับไม่ยี่หระกับความหนาวเย็นนี้  องค์หญิงน้อยทอดพระเนตรผู้ที่ทรงห่วงใยด้วยความเบาพระทัย และขยับไปยังเสาอีกต้น และทอดพระเนตรสายฝนเบื้องหน้าอย่างรอคอย ทรงครุ่นคิดถึงนางวังคนสนิทที่พระสวามียืนยันว่ามีผู้นำส่งถึงวังแล้วอย่างปลอดภัย เชื่อว่าจอง จีเฮน่าจะบอกฮวางซังกุงแล้วว่าพระองค์ประทับอยู่กับผู้ใด  แต่คนอย่างฮวางซังกุงหรือจะยอมเบาใจกับความปลอดภัยของพระองค์ ตลอดคืนนี้จะกล้าหลับหรือไม่  ก็ไม่มีใครรู้       

                ระหว่างกำลังเหม่อมองสายฝน  องค์หญิงแพคฮยอนไม่รู้พระองค์แม้แต่น้อยว่ากำลังถูกสายพระเนตรคมจับจ้องอยู่อย่างลึกซึ้ง 

                “ฝนซาลงแล้วนะเพคะ”

                สุรเสียงที่สดใสขึ้นขององค์หญิงพระชายาทำให้พระองค์เงยพักตร์ขึ้นมามองเม็ดฝนที่กำลังตกห่างเม็ดลงทุกทีด้วยสายพระเนตรที่คาดเดาไม่ได้  พลางทอดพระเนตรหัตถ์เล็กที่ยื่นออกไปรองน้ำฝนเพื่อพิสูจน์ว่าทรงมองไม่ผิดพลาด ก่อนหันมาปรึกษาพระองค์ด้วยพระอาการกระตือรือร้น

                “กลับเลยดีไหมเพคะ”

                “เดี๋ยวก็ตกอีก”

                “ไม่น่าจะหนักกว่านี้แล้วนะเพคะ” ทรงแย้งด้วยสุรเสียงอ่อนอย่างไม่แน่พระทัยนัก

                “รออีกหน่อยน่า... หรือเจ้ากลัวฮวางซังกุงดุ”

                “หม่อมฉันจะกลัวได้ยังไงล่ะเพคะ!

                “ไม่กลัวก็อยู่ต่อเถอะ  ถ้าตกหนักกว่านี้ระหว่างทางกลับวังจะแย่กว่า เพราะหาที่หลบไม่ได้”

                “”งั้นจะรอให้ถึงเช้าหรือเพคะ” กราบทูลด้วยสุรเสียงหวั่นวิตก

                “ไม่ถึงหรอก... ” รับสั่งสั้น คล้ายไม่ใส่พระทัยนัก

                “ตอนนี้ก็หยุดแล้วนี่เพคะ”

                “เดี๋ยวก็ตกอีก   แพคฮยอน...ทำไมดื้อเพียงนี้นะ”

                “ก็หม่อมฉัน.... ”    

                เมื่อ คนดื้อทราบดีว่าแย้งแค่ไหนก็ถูกสกัดด้วยสุรเสียงหนักแน่นทุกครา  จึงพิจารณาพื้นที่ข้างนอกเพิงที่ประทับ แล้วจึงตัดสินพระทัยก้าวพระบาทออกไปพิสูจน์สายฝนด้วยพระองค์เอง 

                “แพคฮยอน! ด้วยตระหนักในความหุนหันพลันแล่นของพระชายาผู้ยังทรงพระเยาว์ดี ทันทีที่อีกพระองค์เสด็จออกไปนอกชายคา  ก็ทรงถลาตามไปคว้าพระหัตถ์เล็กกลับเข้ามาทันที  จนทรงลืมไปชั่วขณะว่าพยายามซุกซ่อนพระอาการผิดปกติแถวพระบาทซ้ายมาพักใหญ่

                วรกายสูงใหญ่ร่วงลงกับพื้นทันทีที่คว้าพระชายาได้  องค์หญิงแพคฮยอนหันกลับมาด้วยความตกพระทัย ก่อนจะพบกับพระพักตร์ที่ซ่อนความเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิดนั้น

                “ชอฮา!...”

               

 

|

 

                “ทำไมถึงไม่รับสั่งก่อนล่ะเพคะ”

                “ก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากนี่”

                องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนก้มพักตร์ทอดพระเนตรพระเพลาที่ ไมได้เจ็บอะไรมากด้วยสายพระเนตรที่เคร่งขรึม  ผู้ที่กำลังประชวรประทับอยู่บนตั่งไม้ที่แม้จะชื้นเพราะหยาดฝนที่เทลงมาเมื่อครู่ ทั้งสองพระองค์ก็แทบไม่ได้สนพระทัย  องค์หญิงแนบพระชานุลงกับพื้นเพื่อตรวจตราพระอาการของสวามี พออยู่ในที่ ๆ มีแสงสว่างมากพอจึงทำให้ทรงเห็นพระอาการบวมที่ข้อพระบาทอย่างเด่นชัด ทั้งบวมและช้ำเป็นสีเขียวสลับแดงเป็นบริเวณกว้างอย่างน่ากลัว

                “แน่พระทัยหรือเพคะ”

                “แน่ใจสิ...โอ๊ย เจ้านี่มัน!” สุรเสียงทุ้มร้องลั่นทันทีที่นิ้วพระหัตถ์ของอีกพระองค์กดลงบนบริเวณที่บวมเบ่งขึ้นเพราะการล้มก่อนหน้านั้น พักตร์คมคร้ามบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

                “ข้าเป็นวังเซจานะ” ทรงขู่ด้วยเสียงลอดพระทนต์  หากพระชายากลับไม่หวั่นเกรงกับพระราชอำนาจเลยแม้แต่น้อย

                “หม่อมฉันทราบดีเพคะ ยกพระบาทขึ้นวางบนตรงนี้ด้วยเพคะ”  แม้จะกราบทูลเช่นนั้น หากทรงค่อย ๆ ประคองพระเพลาขึ้นไปวางบนแผ่นไม้ด้วย เพื่อช่วยชะลอการหมุนเวียนพระโลหิตไม่ให้มาคั่งที่ข้อพระบาทมากขึ้น ทรงตรวจตราอย่างละเอียดระหว่างรอเจ้าของโรงน้ำชาตอบรับการเข้าพัก

                หลังจากฝนเริ่มหยุดตก  พระชายาก็ทรงดื้อดึงที่จะเสด็จกลับพระตำหนัก องค์ชายก็ออกมายุดยื้อ จนแสดงพระอาการให้รู้ว่ากำลังเจ็บที่ข้อพระบาท เมื่อตรวจพบร่องรอยที่เกิดจากการพลิกเมื่อครู่นี้ จึงทรงตกพระทัยไม่น้อย  เพราะเพิ่งทราบว่าอีกพระองค์เก็บคงซ่อนความเจ็บปวดไว้ครู่ใหญ่เลยทีเดียว ด้วยการศึกษาจากหนังสือการแพทย์ และคำสอนจากท่านพ่อตั้งแต่วัยเยาว์พระอาการเช่นนี้คงไม่สามารถเดินทางเป็นระยะทางจากกลางเมืองถึงกำแพงวังได้อย่างแน่แท้ โชคร้ายที่ป่านนี้ท่านราชองครักษ์คงพานางวังจองกลับพระตำหนักขาว  จึงไม่อาจที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงที   

                หลังจาก วังเซจาจึงรับสั่งว่าใกล้ ๆ นี้มีโรงน้ำชาที่อาจจะสามารถพักชั่วคราวได้ จึงทรงช่วยประคองเจ้าของวรกายสูงใหญ่และหนาหนักยิ่งนักไปอย่างทุลักทุเล กว่าจะถึงจุดหมายก็ทำเอาแทบหมดพระกำลัง ยิ่งเจ้าของโรงน้ำชาทำท่าทีเหมือนไม่แน่ใจว่ามีห้องว่างหรือไม่ ก็ยิ่งอ่อนพระทัย แม้หญิงวัยกลางคนท่าทางเจนคนฉีกยิ้มหวานต้อนรับแขกอย่างเต็มอกเต็มใจก็จริง แต่การหายไปพักใหญ่เช่นนี้ก็ทำให้ทรงพระทัยแป้วอยู่ไม่น้อยเลย

                “แม่หนูจ๊ะ... แม่หนูคนสวย” เสียงแหลมเล็กของหญิงเจ้าของโรงน้ำชาดังขึ้นจากเบื้องหลัง

                “พ..พูดอะไรอย่างนั้นล่ะป้า  ข้าเป็นผู้ชายนะ” ทรงแย้งออกไปด้วยสีพระพักตร์แดงฉาน ด้วยมั่นใจว่าฉลองพระองค์ที่ทรงสวมอยู่นั้นคือของชายหนุ่ม โดยไม่ทรงรู้เลยแม้แต่น้อยว่าบัดนี้พระเกศาที่เคยรวบไว้อย่างลวก ๆ  และสวมด้วยหมวกคัดนั้นหลุดลุ่ยจนสยายยาวล้อมกรอบดวงพักตร์ให้น่ามองยิ่งขึ้น   ยิ่งฟังสุรเสียงทุ้มนุ่มทรงพระสรวลอยู่ในคอทำให้พระองค์รู้สึกเหมือนถูกสบประมาท

                “แหม...มีส่วนไหนที่บอกว่าเจ้าเป็นผู้ชายล่ะหึ...เอาชุดผัวมาใส่กันผู้ชายมารุ่มร่ามใส่น่ะสิ ข้ารู้ทัน  มามะ เข้ามา ๆ เสียเวลา ตอนนี้ฉันหาห้องให้หนูกับผัวแล้วล่ะ”

                “ป้านี่ตาถึงจริง ๆ ” อีกพระองค์ชมเปาะ จนแม่หนูคนสวยแทบจะถลึงตาใส่ถ้าไม่ติดว่าทรงคิดได้ก่อนว่าคนเจ็บนั้นเป็นถึงองค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอน

                “มาเร็ว ๆ  ผัวเจ้าเจ็บอยู่ใช่ไหมนี่ มา...ข้าช่วย”

                 องค์หญิงกัดพระโอษฐ์ขบพระทนต์แน่นเพื่อสะกดกลั้นพระอารมณ์ แม้จะนึกขอบคุณน้ำใจของสตรีผู้นี้แค่ไหนก็ตาม  

                ในที่สุดสตรีทั้งสองก็พาบุรุษหนึ่งเดียวมาถึงห้องพักได้  ห้องแคบ ๆ วางฟูกขนาดไม่ใหญ่นักไว้  อับชื้นและน่าอึดอัด ข้างในมีตะเกียงน้ำมันจุดอยู่บนโต๊ะที่อยู่ข้างประตู นางพาคนเจ็บมานั่งนอกฟูกหนา เพื่อไม่ให้เปียก

                “อย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนอนล่ะ เปียกขนาดนี้เดี๋ยวฟูกข้าพังหมด”

                “ค่าห้อง...”

                “โอ๊ยไม่ต้องห่วง มีคนจ่าย....  เอ้ย ไม่ใช่ ค่อยมาจ่ายข้าพรุ่งนี้แล้วกัน  มีอะไรก็เรียกข้าได้นะ”

                หลังจากหญิงเจ้าของสถานที่หายไปลับสายพระเนตร  องค์หญิงแพคฮยอนพาดฉลองพระองค์ที่ใช้กันฝนไว้เมื่อสักครู่ไว้บริเวณตะขอเล็ก ๆ ข้างประตู แม้ผ้าหมาดลงแล้วส่วนหนึ่ง แต่คงไม่เหมาะที่จะนำมาสวมในค่ำคืนที่อากาศชื้นเช่นนี้  เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ  วรกายบอบบางจึงเคลื่อนมาประทับนิ่งด้วยมิรู้จะทรงทำสิ่งใดต่อ  ทั้งสองประทับนิ่งอยู่ตำแหน่งเดิมไม่ขยับเขยื้อน  แสงจากตะเกียงน้ำมันลุกโชติช่วงสว่างไสวจนราชนิกูลทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรพระพักตร์กันแล้วก็ทรงขัดเขินขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ  องค์หญิงพระชายายืดพระวรกายเล็กน้อย ก่อนในพระศอ แล้วจึงกราบทูลให้พระสวามีทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ที่เปียกโชก  ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือไม่มีฉลองพระองค์ใดมาผลัดเปลี่ยน สุดท้ายจึงทรงตัดสินพระทัยไปขอความช่วยเหลือจากหญิงเจ้าของโรงน้ำชา 

                องค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอนรับคำของพระชายา แล้วตรัสย้ำให้ระวังรักษาพระองค์ เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง บุรุษผู้ประทับอยู่เพียงลำพังก็เบือนหน้าไปยังบัญชร[๑]เก่าคร่ำคราที่เปิดแง้มไว้   ก่อนรับสั่งดังด้วยแน่พระทัยยิ่ง

                “อยู่ตรงนั้นหรือเปล่า”

                “กระหม่อม...” เสียงบัญชรไม้ลั่นเอี๊ยด พร้อมกับเสียงตอบรับพระดำรัสของชิน  เขาขยับแสดงตัวให้ปรากฏต่อสายพระเนตร ชั่วขณะนั้นร่างสูงใหญ่ของราชองครักษ์หนุ่มก็ตวัดตนเข้ามา“พระอาการเป็นอย่างไรบ้างกระหม่อม”

                ชินตระหนักในหน้าที่ของตนเองเสมอนับตั้งแต่ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นราชองครักษ์ส่วนพระองค์ในองค์ชายรัชทายาท  ไม่เคยมีสักอึดใจที่เขาละเลยหน้าที่  หากมีข้อตกลงที่รับรู้ร่วมกันว่า หากคราใดไม่ทรงเรียกหา ชินก็จะเฝ้าอารักขาอยู่เพียงห่าง ๆ เพื่อป้องกันพระราชภัยเท่านั้น ไม่เข้ามาสร้างความขุ่นพระทัยให้เจ้าเหนือหัวของตน

                โดยเฉพาะคราที่ประทับอยู่กับหนึ่งในพระหฤทัยอย่างพระชายา  ชินจะทำหน้าที่เพียงจัดเตรียมสิ่งที่น่าจะจำเป็นสำหรับองค์รัชทายาทเท่านั้น

                “พอไหว ไม่นักหนานักหรอก แค่เคล็ดนิดหน่อย แล้วเจ้าพาผู้หญิงไปส่งแล้วหรือ”

                “นางดื้อนัก...ไม่ยอมกลับไปกับทหารเพราะห่วงพระชายา จึงขอตามเสด็จมาอยู่ใกล้ ๆ แต่อยู่อีกห้องกระหม่อม”

                “ถ้านายบ่าวเจอกันคงรีบกลับวังคืนนี้เลยล่ะมั้ง..”

                “กระหม่อมกำชับนางแล้ว นางตั้งใจจะรอถึงเช้า”

                องค์ชายรัชทายาทแย้มพระสรวลน้อย ๆ เมื่อพบประกายสดใสภายในดวงตาของราชองครักษ์หนุ่ม ก่อนรับสั่งอย่างทรงรู้ทัน

                “คนนี้หรือที่เจ้าเคยบอกว่าเป็นสหายในวัยเด็ก”

                “ก..กระหม่อม” ชินรับคำอย่างตกใจเล็กน้อย

                “เท่าที่ดูก็น่ารักดีนะ... คงไม่ซนเท่าลิงน้อยใช่ไหม”

                “นางฉลาด และมีไหวพริบ เรื่องซนกระหม่อมไม่แน่ใจ เพียงแต่ได้ยินว่านางเป็นคนพาเซจาบินเสด็จหนีฮวางซังกุง อยู่บ่อย ๆ” ชินกราบทูลอย่างอ่อนใจเล็กน้อย ฝ่ายสดับจึงทรงพระสรวลลั่น 

                สนทนาเพียงไม่นาน เสียงฝีพระบาทซอยถี่ก็แว่วเข้ามาในโสตประสาทของผู้เจนการทหารทั้งสอง ชินรีบได้ถวายพระโอสถเม็ดสำหรับบรรเทาพระอาการปวดไข้และโอสถประคบที่ได้ไว้ แล้วรีบผลุบหายไปจากพระบัญชรอย่างรวดเร็ว  สายพระเนตรวาววับทอดพระเนตรห่อโอสถในพระหัตถ์  ก่อนสรวลเบาอยู่ในพระศอ แล้วจึงขยับไปซ่อนไว้ใต้ฟูกหนาอย่างฉับไว

                “มาแล้วเพคะ”

                “ทำไมเร็วนักล่ะ”

                “กลัวจะประชวรหวัดสิเพคะ”กราบทูลด้วยพักตร์เง้างอน เนตรเขียวขุ่นเพราะทรงคิดไปว่าอีกพระองค์จะหาว่าพระองค์เสด็จเร็ว ไม่เรียบร้อย ไม่รักษากิริยาเช่นเคย “หม่อมฉันได้แค่พระสนับเพลานะเพคะ ทรงผลัดก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะประชวรหนักกว่าเดิม ผลัดแล้วหม่อมฉันจะพันพระบาทให้เพคะ พรุ่งนี้เช้าเสด็จกลับจะได้ให้แพทย์หลวงมาตรวจพระอาการ” สุรเสียงหวานกราบทูลยาวไม่ต่างจากที่ฮวางซังกุงเคยทำ พร้อมถวายห่อผ้า โดยมิทันสังเกตสีพระพักตร์ของพระสวามีที่กำลังแย้มสรวลละไมเลยแม้แต่น้อย

                ลิงน้อยของพระองค์...โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเหมือนกัน

                “แบบนี้ข้าก็โป๊แย่”

                “หม่อมฉันไม่มองหรอกเพคะ”

                “ข้าจะไว้ใจได้อย่างไรเล่า  บุรุษเช่นข้าอยู่ลำพังกับสตรีเพียงสองต่อสอง เกิดตกดึกเจ้าดับตะเกียงเข้ามาทำอะไรข้าขึ้นมาจะทำอย่างไร เท้าข้ายิ่งเจ็บ ๆ อยู่”             

                “ชอฮาเพคะ...” สุรเสียงหวานเจือรอยดุดั่งแม่เสือทำให้บุรุษชาติทหารรู้พระองค์ว่า คราวนี้คงต้องเป็นฝ่ายทรงยอมอย่างแน่แท้  แต่ก็มิวายแอบบ่นงุบงิบพอสะกิดหฤทัยของพระชายาให้เจ็บ ๆ คัน ๆ ได้บ้าง

                “ดุจริง เจ้านี่เหมือนฮวางซังกุง กับคิมซังกุงเข้าไปทุกที อีกไม่นานคงเหมือนเสด็จแม่”

            “หม่อมฉันจะกราบทูลพระมเหสี”

            เมื่ออ้างถึงสตรีผู้อยู่เหนือกว่าในทุกด้าน ฝ่ายผู้แกล้งหยอกล้อด้วยความย่ามพระทัยจึงสงบโอษฐ์นิ่ง และทรงทำตามคำกราบทูลนั้นอย่างว่าง่าย

               

|

 

                องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนไม่เคยรู้เลยว่าเวลาราตรียามอยู่นอกพระตำหนักขาวนั้นช่างยาวนานยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังกับพระสวามี  เสียงฝนภายนอกผสานกับเสียงลมกรรโชกแรงกระแทกบานบัญชรไม้กระแทกกรอบจนวรกายเล็กสะดุ้งไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่ทรงได้ยิน แสงตะเกียงค่อยอ่อนแรงลงทุกทีเนื่องจากเชื้อไฟที่ใกล้หมดลง  องค์ชายรัชทายาทจงอินสวมเพียงสนับเพลา ปล่อยวรกายท่อนบนเปลือยเปล่า อวดมังสาแน่น แข็งแกร่งอย่างไม่ขัดเขิน พลอยทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมห้องต้องเบือนสายพระเนตรไปยังที่อื่น 

                หลังจากตรวจอาการบวมที่พระบาทแล้ว ก็ทรงใช้ผ้าสะอาดที่ขอมาจากหญิงเจ้าของโรงน้ำชาช่วยพันบริเวณที่เป่งบวมอย่างเห็นได้ชัดไว้อย่างระมัดระวังหลังจากนั้นจึงทำการแบ่งพื้นที่บนยี่ภู่เก่าของโรงน้ำชาด้วยการวางแนวนอน และกั้นแบ่งเขตแดนด้วยของใช้ที่มีอยู่น้อยนิดในภายในห้องนั้นท่ามกลางสายพระเนตรวาววับเป็นประกายและไม่มีการห้ามปรามใด ๆ องค์หญิงน้อยก็ทรงขยับมาประทับมุมห้อง และกราบทูลแกมบังคับให้ คนเจ็บทิ้งวรกายลงบรรทมก่อน  อีกพระองค์ทำตามโดยง่าย แต่ก็ยังไม่วายทรงแกล้งปล่อยพระทรวงให้เปลือยอยู่เช่นนั้น  จนเจ้าของหัตถ์เล็กต้องเสด็จไปถวายดึงผ้าแพรเนื้อบางคลุมวรกายใหญ่จนถึงพระศอ แล้วจึงเบือนพระพักตร์ไปยังทิศทางอื่นอีกครา  เสียงพระสรวลหึหึกลั้วอยู่ใต้พระทรวงค่อย ๆ หายไปในเวลาไม่นาน องค์หญิงน้อยจึงค่อยผ่อนคลายพระทัย วรกายที่ยืดตรงแน่วอย่างสง่างามค่อยเอนลงไปกับผนัง เกือบหลุดไปในห้วงนิทรารมย์ กระทั่งทรงสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงสายฟ้าฟาดภายนอก  เนตรเรียวทอดไปยังวรกายสูงใหญ่ที่บรรทมอยู่ใต้ผ้าแพรผืนสีเข้มด้วยพระขนงขมวดมุ่น สีพระพักตร์คมคร้ามดูซีดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งที่เป็นเช่นนั้นพระเสโทเม็ดใหญ่กลับผุดออกมาทั่วพระพักตร์อย่างน่าตกพระทัย

                “ชอฮา...ทรงเป็นอะไรเพคะ!

                พระวรกายสั่นสะท้านจนทำให้องค์ชายผู้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมาตลอดพระชนม์ชีพอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ  พระชายาทรงพยายามใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ได้ร่ำเรียนจากพระบิดา และตำราทางการแพทย์ที่ศึกษาด้วยพระองค์เองในการช่วยปฐมพยาบาลให้กับผู้ที่กำลังจับไข้หนัก  สิ่งที่ต้องทรงทำก็คือทำให้ไข้ลดลงมากที่สุด องค์หญิงน้อยหัตถ์สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว  เพราะไอร้อนที่ระอุออกมาจากพระมังสาเข้มนั้นไม่ต่างจากระอุไอที่พวยพุ่งมาจากกาน้ำร้อน  ยิ่งอยู่เพียงลำพังก็ทรงหวั่นวิตกจนแทบทรงทำสิ่งใดไม่ถูก ทรงใช้ผ้าซับพระพักตร์ส่วนพระองค์ไปรองกับหยาดน้ำฝนที่โปรยปรายอยู่นอกพระบัญชร  บิดหมาดแล้วเสด็จกลับมาช่วยเช็ดวรกายสูงใหญ่เพื่อให้ไข้ลดลง พลางส่งเสียงเรียกพระสติให้คืนกลับมา

                “แพค...แพคฮยอนหนาว..หนาว”

                “ชอฮา หนาวมากไหมเพคะ  หม่อมฉันจะทำอย่างไรดี”

                เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง  อาการไข้กลับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กระนั้นก็มาพอที่จะสร้างความกังวลในพระทัยได้อย่างมากนัก เพราะในกลางดึกเช่นนี้ พระองค์ไม่อาจเรียกหาผู้ใดให้ช่วยได้ ฝ่ายพระพักตร์ซีดเผือดจึงกลายเป็นองค์หญิงพระชายาแพคฮยอนแทน ทรงสับสนและพะว้าพะวงกับพระอาการดังกล่าว

                “ชอฮา... รอตรงนี้สักเดี๋ยวนะเพคะ”

                รับสั่งเร็ว พร้อมกับคว้าผ้าทุกผืนที่พบมาช่วยคลุมวรกายที่สั่นสะท้านให้ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บ แล้วเสด็จออกจากห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ

                เสียงลมหวีดอื้ออึงและสายฝนแรงที่สาดเข้าหาพระวรกายเล็กขณะเสด็จวิ่งไปตามระเบียงทางเดิน เพื่อขอความช่วยเหลือใครสักคนที่จะช่วยทุเลาพระอาการประชวรของพระสวามีได้ ทว่าแทบทุกห้องหับกลับปิดสนิท ฝูงคนที่ครึกครื้นเมื่อตอนที่เสด็จมาคราแรกหายไปจนหมด  องค์หญิงพระชายาเสด็จไปยังหน้าโรงน้ำชา หวังให้หญิงเจ้าของโรงน้ำชาอยู่แถวนั้น ทรงพะว้าพะวงหมุนซ้ายขวาอย่างเคว้งคว้าง

                “ข้า... ข้าต้องทำอย่างไร”     

                หันรีหันขวางอยู่ไม่นาน  หญิงวัยกลางคนที่เชิญเสด็จทั้งสองพระองค์เข้ามาพักโดยไม่รู้ถึงฐานันดรที่แท้จริงก็เดินตรงมาด้วยท่าทางหงุดหงิดราวกับถูกใครทำให้ขัดใจ  นางเดินขยี้หัวมาพร้อมใบหน้ายับยุ่งบอกว่าเพิ่งตื่นจากที่นอนเมื่อไม่นานมานี้  ก่อนที่จะเงยหน้ามาพบกับพระองค์ และถามด้วยเสียงหงุดหงิดใจ

                “มีอะไร!

                “ทำไม... ป้าถึงได้....” แม้จะทรงสงสัยอยู่ในพระทัยไม่น้อย ทว่าพระอาการประชวรสำคัญกว่าสิ่งใด องค์หญิงจึงตัดสินพระทัยรับสั่งปรึกษาพระอาการไข้  แล้วจึงทรงดึงกึ่งลากนางไปยังห้องพระบรรทม

                “ยุ่งจริง.. ทั้งพวกเจ้าและเจ้านั่น... เฮ้ ถ้าไม่ได้เงินเยอะข้าไม่เหนื่อยขนาดนี้หรอก” นางบ่นหงุดหงิด

                “อะไรนะจ๊ะป้า”

                “ช่างเถอะ พาข้าไปดูผัวเจ้าเร็ว ๆ ดูเสร็จข้าจะได้ไปนอน”

               

|

                องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนทอดพระเนตรตามร่างท้วมของหญิงวัยกลางคนที่เดินออกจากห้องไปหลังจากช่วยตรวจพระอาการอย่างละเอียดและนำผ้าห่มผืนใหญ่พร้อมพระโอสถบรรเทาไข้มาให้ ก่อนช่วยบอกวิธีปฐมพยาบาลอย่างละเอียดทั้ง วิธีกินยาและ วิธีลดไข้ที่ทำให้ทรงตะลึงงงันอยู่นานสองนาน  กว่าจะทรงรู้พระองค์ก็ตอนที่บานทวารไม้กระแทกกรอบดังปัง  

            ไม่มีสติแบบนี้จะให้กินยาอย่างไรล่ะจ๊ะ หรือต้องรอให้ทรง... รอให้ตื่นขึ้นมา

                ‘ก็จับกรอกปากเข้าไปสิ

                ‘แล้วถ้า ข เขาไม่กลืนล่ะ...ข้าจะต้องทำอย่างไร

                ‘เจ้านี่ เป็นเมียซะอย่าง ไม่รู้จักปรนนิบัติผัวเลย มีปากก็ใช้ไปสิ

                สายฝนภายนอกยังคงกระหน่ำแรง สายลมกระแทกบัญชรส่งลมเย็นเยือกเข้ามาเป็นระยะ พลอยทำให้ตะเกียงวูบวาบไป ด้วยน้ำมันที่งวดลงทำให้แสงไฟยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ กลีบพระโอษฐ์สีหวานสั่นระริก ก่อนจะเม้มสนิทด้วยความว้าวุ่น โอสถเม็ดใหญ่ในพระหัตถ์ดูหนักหนาเกินกว่าจะทำให้เสวยได้โดยง่าย แม้คำแนะนำนั้นจะไม่ได้ยากจนไม่ทรงเข้าพระทัย  แต่วิธีการทำนั้นกลับยากเกินกว่าจะลงมือได้เพียงลำพัง

                “แพคฮยอน แพค”

                “พ..เพคะ”

                “ข้า..อยากให้เจ้าอยู่ใกล้ ๆ ”

                “อะไร  อะไรนะเพคะ”

                “ข้าหนาว...อยู่กับข้า”

                สุรเสียงพร่าแหบนั้นคล้ายจะเปล่งออกมาอย่างไม่รู้พระองค์มากกว่าเจตนารับสั่งสิ่งใด วรกายหนาพลิกไปมาอย่างกระสับกระส่าย พระโอษฐ์ขาวจัดแห้งผาก

                “เสวยโอสถก่อนเพคะ เดี๋ยวจะดีขึ้นนะเพคะ”

                “แพคฮยอน...” 

            “หม่อมฉันอยู่ตรงนี้เพคะ”

                หัตถ์บางเคลื่อนไปสัมผัสอุณหภูมิบนพักตร์เข้มอย่างสับสนแล้วจึงเลื่อนลงมายังพระหนุ[๒] เพื่อบังคับพระโอษฐ์ให้อ้าออก ก่อนที่จะทรงตัดสินพระทัยทำในสิ่งที่หาญกล้าที่สุดในชีวิตของสตรี  

                องค์หญิงพระชายาส่งโอสถเม็ดใหญ่เข้าในพระโอษฐ์ของพระองค์เองพร้อมกับน้ำอึกหนึ่ง  แล้วก้มลงประกบโอษฐ์ร้อนรุ่มเพื่อส่งผ่านเม็ดพระโอสถไปยังอีกพระองค์ แม้ทรงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีมาใช้ ก็ไม่อาจห้ามพระหทัยที่เต้นไม่เป็นส่ำและความสะเทิ้นอายของสตรีวัยแรกรุ่นได้เลย

                “เจ้าหรือ...แพคฮยอน” เพียงผละออกด้วยระยะห่างเพียงระอุอุ่นแตะปรางนวล รับสั่งถามก็ดังขึ้น ทรงตอบรับด้วยสุรเสียงพร่า

                “เพคะ”

                “ข้า..ร... ”

            เพียงสันชาตญาณ หรือรู้พระองค์แน่แล้ว

                มิแน่พระทัย  ว่าชั่ววูบนั้น ฝ่ายที่ไม่ทรงรู้พระองค์นั้นคือผู้ดูแลหรือผู้ประชวรกันแน่  เพราะจุมพิตหนักหน่วงที่โน้มพระเศียรให้เข้าไปแนบชิดนั้นจนถอนพระองค์ไม่ขึ้นนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุผลกลใด เนิ่นนานและชวนหวั่นไหวจนไม่อาจควบคุมพระองค์ได้เลย เมื่อฤทธิ์จูบนั้นแรงกว่าฤทธิ์จัณฑ์ที่เสวยเมื่อหัวค่ำนั้นมากนัก จนแทบทำให้พระองค์ทรงซวนเซหาทางออกจากวังวนนี้ไม่ได้

                สุรเสียงเพ้อพร่ำด้วยพิษไข้ทำให้องค์หญิงพระชายาตัดสินพระทัยที่จะทำตามคำแนะของหญิงเจ้าของโรงน้ำชานี้ด้วยพระองค์เอง เพราะเกรงและกลัวเหลือเกินว่า หากพระอาการไข้ยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้ต่อไป จะเกิดพระอาการที่หนักหนาสาหัสจนเกิดอันตรายร้ายแรงได้

                “หนาวเนื้อก็ห่มเนื้อ... เรื่องแค่นี้ไม่รู้รึ  เดี๋ยวไข้ก็ลด ถ้าทำไม่ได้เดี๋ยวข้าไปตามกีแซงใกล้ ๆ มาช่วยปรนนิบัติ

                ทรงฟังคำหญิงวัยป้าแล้วก็ขวางพระทัยอยู่ไม่น้อย  แม้จะยังมิได้ผูกพันกันฉันท์สามีภรรยาอื่น  แต่ในฐานะหญิงผู้หนึ่ง องค์หญิงจะทรงปล่อยให้สามีของตนได้รับการปรนนิบัติจากหญิงเหล่านั้นได้อย่างไร

            “สงสัยก่อนออกเรือนไม่ได้ศึกษาวิธีพวกนี้ นั่งซื่อบื้ออยู่อีก ถอดเสื้อผ้าแล้วก็กอดผัวเจ้าแน่น ๆ ขี้คร้านพรุ่งนี้เช้าจะแข็งแรงเหมือนเดิม”

                ใจสาวสั่นสะท้าน เมื่อปลดเปลื้องอาภรณ์แบบชายออก จนวรกายเล็กเหลือเพียงฉลองพระองค์ซับในบางแนบพระฉวียิ่ง ผืนซกซีมาสีขาวปิดพระทรวงไว้อย่างหมิ่นเหม่ โชคดีที่แสงตะเกียงหรี่ลงจนแทบไม่เห็นสิ่งใด และพระสวามีไม่มีพระสติพอจะลืมพระเนตรขึ้นมามองได้  วรองค์เกือบเปลือยค่อยเคลื่อนพระองค์ไปใต้ผืนผ้าคลุมบรรทม แล้วจึงเอื้อมพระกรโอบรอบวรกายหนาด้วยหวังจะถ่ายทอดไออุ่นให้  ท่อนบนที่เปลือยเปล่าร้อนรุ่มอย่างน่าตกพระทัยจนอ้อมพระกรโอบกระชับพระสวามีแน่นขึ้นอีก  พาหาหนาหนักตวัดปะป่ายหาวรกายเล็กเมื่อรับรู้ถึงมังสานุ่มนิ่มและกลิ่นหอมจรุงจากพระฉวีนวล

                “แพคฮยอน เจ้าหรือ..ข้าได้กลิ่นเจ้า”

                “ใช่เพคะ หลับเถอะเพคะ”

                “หอม”

                “ป่วยแล้วยังได้กลิ่นหรือเพคะ” ทูลถามอู้อี้อยู่กับพระทรวงร้อนที่พลิกกลับมาตระกองกอดพระองค์ไว้หลวม ๆ

                “ข้าลืมตาไม่ขึ้น...หนาว..แล้วก็ร้อน” ชั่วขณะที่มั่นพระทัยว่าอีกพระองค์ทรงตื่นบรรทมแล้ว สุรเสียงแหบหวิวคล้ายกับทรงละเมอก็ทำให้อดขันไม่ได้ 

                “หลับพระเนตรดีกว่าเพคะ รุ่งเช้าจะได้ตื่นบรรทมขึ้นมาสดใสนะ”

                “เมื่อกี้ข้าฝันถึงเจ้า”

                “ฝ...ฝัน  ฝันว่าอะไรเพคะ”

                “ฝันว่าเจ้ากำลัง... ไม่รู้สิ...ข้าก็จำไม่ค่อยได้แล้ว”  

                “ที่จำไม่ได้ก็เพราะว่าตอนนี้พระองค์กำลังฝันอยู่น่ะสิเพคะ”

                “จริงเหรอ...ข้าฝันเหรอ ที่ข้าลืมตาไม่ขึ้นก็เพราะฝันใช่ไหม”  

                “ใช่เพคะ” กราบทูลเสียงหนักแน่น พลางสรวลเบากับ ผู้ป่วยที่เชื่อคำปดง่ายดายนี้

                “เฮ้อ...มิน่าล่ะ เจ้าน่ารักขนาดนี้ก็มีแค่ในฝันเท่านั้นแหละ” รับสั่งพึมพำดั่งคนผิดหวัง  โอษฐ์บางกระตุก ก่อนจะเงยพักตร์ขึ้นมองให้แน่พระทัยว่าไม่ได้ทรงแกล้งอยู่  หากดวงเนตรที่ปิดสนิท มีรอยกระตุกตุบ ๆ ใต้เปลือกเนตรและพระพักตร์คมที่ส่ายไปมาอย่างสับสนนั้นก็ทำให้ทรงแย้มสรวลบางอย่างพอพระทัย

                “ตอนนี้หม่อมฉันเป็นอย่างไรล่ะเพคะ”

                “หอม...น่ารัก  ใจดี... แล้วก็..นุ่ม”

                “ปกติหม่อมฉันเป็นอย่างไรเพคะ”

                “ดุ โกรธ...หอม...น่ารัก”

                “แล้วหม่อมฉันตอนปกติกับตอนนี้ต่างกันอย่างไรล่ะเพคะ”  ทรงซักต่ออย่างย่ามพระทัย สำราญพระหฤทัยยิ่งนักเมื่อได้เป็นฝ่ายถือแต้มต่อ แกล้งอีกพระองค์บ้าง  แม้จะไม่รู้พระองค์นักก็ตาม

                “นุ่ม” ผ้าแพรเรียบลื่นเลื่อนตามการขยับของพระองค์ใหญ่  อ้อมพระกรโอบกอดวรกายเล็กไว้แนบชิดจนแทบไม่มีส่วนใดที่สามารถเบี่ยงหลบได้  ครานี้องค์หญิงน้อยทำได้เพียงบรรทมนิ่งด้วยพระอาการ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไม่ทรงทราบเลยว่าอีกพระองค์จะเคลื่อนไหวพระวรกายรวดเร็วเพียงนี้

                ไออุ่นร้อนรุ่มคลี่คลุมวรกายแบบบางจนแทบเป็นหนึ่งเดียว  พักตร์คมเคลื่อนมายังดวงพักตร์รูปไข่อย่างแช่มช้าทว่าหนักแน่นและทิ้งร่องรอยวาบหวามไว้ทุกพื้นที่ที่ลากผ่าน หัตถ์ใหญ่ปะป่ายไปอย่างไร้ทิศทาง  นาสิกโด่งซุกไซ้ไล่เรื่อยตั้งแต่ปรางนวล พระศอระหงและเนินพระทรวงนิ่ม และกลิ่นหอมหวานจรุงใจยิ่งกว่าบุปผาใด แม้หัตถ์น้อยจะผลักไสเต็มแรง หากไม่อาจต้านทานได้เลย

                “ช...ชอฮา ทำอะไรเพคะ ปล่อยนะเพคะ”

                “แพคฮยอน”

                “ปล่อยหม่อมฉันเพคะ!” ทรงขึ้นเสียงดังขึ้น!

                “ขนาดในฝัน เจ้ายังผลักไสข้าเลยนะ”

                “ม...หม่อมฉัน”

                “ในฝัน  เจ้าก็หงุดหงิดใส่ข้าอีกแล้ว”

                “ชอฮา”

                “น้อยใจนัก กับคนอื่นเจ้าใจดี อ่อนหวาน ทำกับข้าแบนนั้นบ้างไม่ได้เหรอ”

                “ถ้าทรงปล่อยหม่อมฉัน...  หม่อมฉันก็จะทำกับพระองค์เพคะ” ทรงฉวยข้อเสนอนั้นโดยไม่ต้องดำริใด ๆ

                “ข้าไม่อยากให้เจ้าหนีข้า...แพคฮยอน”

                ฝัน... ต่อให้ตอนนี้คือฝัน ข้าก็จะจับเจ้าไว้แน่น ๆ

            ทรงพยายามลืมพระเนตรขึ้นอย่างยากลำบาก แม้แต่วรกายที่ยกขึ้นก็ต้องล้มลงไปอย่างน่าหงุดหงิด ไม่มีสิ่งใดที่ได้ดั่งพระทัยเลย  กลิ่นหอมหวานจากหญิงที่รักคล้ายจะล้อเล่นกับพระองค์ บางคราหายไป...บางคราใกล้ชิดจนต้องเอื้อมพระหัตถ์คว้าไว้ และค่อย ๆ แตะต้องทีละน้อยอย่างทะนุถนอม  เสียงหวานของดอกไม้เป็นเสียงที่ผสานกันระหว่างเสียงหัวเราะใสแจ๋วและเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวด  องค์ชายจงอินพยายามจะปลอบประโลมบุปผาบอบบางด้วยพระหัตถ์ที่นุ่มนวล หากก็ไม่สามารถทำได้อย่างมั่นคงนัก      

                “แพคฮยอน...”

                “ไม่เพคะ...ชอฮา.. อย่าทำเช่นนั้นเพคะ ไม่เพคะ ชอฮา”

                ก่อนที่พระสติจะหลุดลอยไป   เสียงร่ำไห้ขององค์หญิงน้อยในพระหฤทัยดังแว่วมาอยู่ไกล ๆ ทรงถอนพระโอษฐ์จากดอกไม้ แล้วค่อย ๆ ลืมพระเนตรขึ้นอย่างยากลำบาก อัสสุชลอุ่นหลั่งท้นลงมากระทบกับปลายพระนาสิก

                สิ่งที่พระองค์เกลียดที่สุด... ก็คือน้ำตาของแพคฮยอน

                “อย่าร้อง... อย่าร้องเลย แพคฮยอน”

                อย่าร้องไห้เพราะข้าอีก   ข้ารักเจ้าแค่ไหน รู้หรือเปล่าแพคฮยอน  อย่าร้อง...

           

|

 

                “เซจาบินเพคะ หม่อมฉันเป็นห่วงแทบ...แย่... ถวายบังคมเพคะ ชอฮา ขอพระชนมายุยิ่งยืนนานเพคะ”

                รุ่งเช้าวันนั้น  บรรยากาศปลายวสันต์ฤดูค่อนข้างเย็นฉ่ำ เพราะฝนที่เทลงมาส่งท้ายฤดูกาล ทว่าภายในห้องพระบรรทมกลับระอุด้วยพระอารมณ์ไม่ต่างจากถ่านไฟที่กำลังคุกรุ่น  เพียงเพราะเสียงร่ำร้องของฮวางซังกุงและนางกำนัลชุดใหญ่ที่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องพระบรรทมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปลุกให้องค์หญิงตื่นพระบรรทมขึ้นมาด้วยความตกพระทัย เนื่องด้วยอาภรณ์ที่วาบหวิวและไม่อยู่ในภาพที่น่าดูนัก

                แถมฝ่ายที่ตื่นบรรทมก่อนก็เอาแต่ประทับนิ่งมองพระองค์ด้วยสายพระเนตรวาววับกรุ้มกริ่มจนวางองค์ไม่ถูก

                ป่านนี้ฮวางซังกุงจะคิดอย่างไร... แม่สาวใช้เหล่านั้นอีก

            องค์หญิงแพคฮยอนไม่แน่พระทัยเลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นคืออะไรกันแน่  ความเลือนรางที่กระจางชัดในบางขณะเมื่อนึกถึงนั้นทำให้ทรงไม่มั่นพระทัยว่าได้ทำสิ่งใดลงไป และทรงตกอยู่ในห้วงนิทราไปตั้งแต่เมื่อใด  เมื่อรู้สึกพระองค์อีกครั้ง ก็พบกับพักตร์คมคร้ามที่ปกติยิ่งทอดพระเนตรพระองค์อยู่ก่อนแล้ว  องค์ชายรัชทายาทราวกับไม่ใช่ผู้ที่ประชวรไข้หนักเมื่อราตรีที่ผ่านมา ทรงแจ่มใสและพระอัฌาสัยดีจนพระองค์ต้องเป็นฝ่ายหน้าร้อนผ่าว เมื่อพบกับพระองค์ในสภาพสายซกชีมาผูกหลวมจนแทบหลุดจากพระทรวงได้ง่าย ๆ แค่สะกิดเบา ๆ  เกศาขมวดมุ่นดั่งทหารหนุ่มก่อนออกจากวังสยายยาวราวกับได้รับการแปรงอย่างดี  ที่สำคัญกว่าก็คือพระฉวีขาว ปรากฏร่องรอยของช้ำเป็นจ้ำ ๆ มากมายจนไม่อาจเดาได้ว่ามาจากจากที่แห่งใด  โดยเฉพาะตั้งแต่พระศอลงมาจนถึงเนินพระทรวง

                “ข้า...จำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไปบ้าง”

                “หม่อมฉันก็ไม่ได้จำหรอกเพคะ” สุรเสียงที่เคยหวานขุ่นไปในทันที 

                “จริงหรือ... แต่เสียงเจ้าสั่น”

                “ชอฮา!” รับสั่งดังลั่นอย่างไม่รู้พระองค์จนฝ่ายเย้าต้องนิ่งไป ดวงพักตร์ขาวสะอาดว้าวุ่นและฉายความกังวลจนปิดไม่มิด  วรกายแบบบางหมุนพระองค์ไปจัดฉลองพระองค์อย่างรวดเร็วทั้งที่สั่นเทิ้มไปทั้งหมด

                “กลัวหรือโกรธ”

                “เปล่าเพคะ”

                “โกหกไม่เก่งเลย”

                “เปล่า..เพคะ”

                “โกรธที่ข้าบอกว่าจำไม่ได้...”

                “ไม่เพคะ”

                “งั้นก็กลัว...”

                “ม...ไม่เพคะ”

                “กลัวสินะ... กลัวอะไรหรือ”

                “ไม่นี่เพคะ”

                รับสั่งนั้นทำให้ปฤษฎางค์บอบบางยิ่งสั่นเทา ริ้วแดงและหัตถ์ที่กำแน่นทำให้ทรงแย้มสรวลด้วยความอ่อนพระทัยกับพระชายา ทรงตวัดโอบ คนไม่กลัวเข้ามาอยู่ในอ้อมพระกรอย่างรวดเร็ว  อีกพระองค์ดิ้นขลุกขลักดั่งม้าพยศ แต่กลับพ่ายแพ้ในเวลาไม่นาน สีพระพักตร์สับสนว้าวุ่นทำให้พอเดาได้ว่าหฤทัยที่เต้นรัวจนได้ยินอย่างชัดเจนนี้กำลังสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกใด

                “หม่อมฉัน...ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร”

                ถ้อยสารภาพนั้นทำให้ผู้ฟังแย้มสรวลกว้างยิ่งขึ้น ก่อนวางพระหนุลงบนอังสาเล็กด้วยความเข้าพระทัย

                คงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น และพลาดพลั้งสิ่งใดไปบ้างหรือไม่ ลิงน้อยของพระองค์  แท้จริงแล้วก็เป็นแค่สาวน้อยวัยกำดัดที่ใสซื่อบริสุทธิ์และมิรู้เท่าทันชายใด 

                ทั่วแผ่นดินนี้... คงหาสตรีเช่นแพคฮยอนไม่ได้อีกแล้ว หนึ่งเดียวที่ทำให้พระองค์เป็นเช่นนี้

                หากเป็นหลายปีก่อน ด้วยความคึกคะนอง  ก็คงแสร้งหยอกเจ้าของดวงหน้าสับสนนี้ให้ตกตะลึงพรึงเพริศไปกับสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยความย่ามพระทัย   แต่หลังจากพระองค์ทรงรู้ว่า พระทัยขององค์หญิงน้อยผู้นี้บอบบางไม่ต่างจากวรกายเลย  ก็ไม่อาจแกล้งให้หวาดหวั่นอย่างร้ายกาจได้อีกแล้ว

            “ไม่ต้องกลัว  ไม่มีอะไรหรอก จนกว่าจะถึงวันนั้น  ข้าบอกแล้ว  ว่าจะรอ...” รับสั่งหนักแน่น

                “รอให้ทุกอย่างของเจ้าเป็นของข้า...อย่างที่เจ้าอยากให้เป็น  ถึงวันนั้น เจ้าก็จะกลายเป็นภรรยาของข้าอย่างสมบูรณ์... แพคฮยอน ข้ารอได้”

 

 

|

 

                 



[๑] หน้าต่าง

 

 

[๒] คาง


          

TBC.
ตอนพิเศษจบแล้ว ต่อไปเป็นเนื้อเรื่องหลักนะคะ 


ป.ล. อาจมีคำผิดบ้างนะคะ ตอนนี้แทบไม่ได้พรูฟเลย  

ขออภัยในความผิดพลาดค่ะ

 









 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

ฝากแท็ก #มูกุงฮวา  ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะคะ  

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #447 pammy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 18:22
    ถ้าแบคฮยอนรักชอฮาแล้วชานยอลจะหยุดทำกบฎมั้ยอะ ถ้าแบคฮยอนยอมรับกับชานยอล

    แต่วันนั้นต้องเป็นอะไรที่ชานยอลใจสลายแน่นอน

    แค่แบคฮยอนพูดคำว่าเกลียด ชานยอลยังร้องไห้ขนาดนั้น

    แต่สงสารชานยอลจริงๆนะ ที่ทุกอย่างที่รักกลับไปเป็นของจงอินหมด

    แต่ก็โทษจงอินไม่ได้ปะวะ ชานยอลต้องรับความจริงสิ

    ที่ชานยอลกลับมาวังเพราะแบคฮยอนใช่มั้ย

    ถ้าแบคฮยอนไม่ได้เป็นเซจาบินมันคงดีกว่านี้

    อย่างน้อยชานยอลก็คงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่

    แล้วเมื่อไหร่จงอินถึงจะพูดตรงๆ เลิกอ้อมไปอ้อมมาเป็นถนนสักที

    คือถึงจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ก็อยากให้ฮุคเต็มๆใจแบคฮยอน

    เอาแบบ แบคฮยอนได้มั่นใจชัดเจนไปเลยว่าหัวใจตัวเองเป็นของใคร

    เรื่องนี้คือเขินพีคอะ นี่อ่านอยู่บนเตียง แล้วดิ้นๆถีบผ้าห่ม จิกหมอน

    เขินไม่ไหวจริงๆ มึนอึนทั้งคู่

    มาพีคอีกตรงที่จงอินรู้เรื่องแบคฮยอนกับชานยอลตลอด

    แต่ทำเป็นไม่รู้เพื่อไม่ให้แบคฮยอนเสียหาย

    แถมเป็นคนดูต้นทางให้อีกนะ ดีกว่านี้มีอีกมั้ยอะ ฮืออออ

    ตอนที่แบคฮยอนละเมอเปรียบเทียบจูบจงอินกับชานยอลนี่มันหน่วงจริงๆอะ สงสารมาก

    แล้วยิ่งกว่านั้นตอนจงอินเจอเค้านัดพบกันอีก สงสารชอฮามากค่ะ

    แต่ยังดีที่แบคฮยอนยังไม่ทิ้งผ้าที่จงอินห่มให้

    แบคฮยอนรักจงอินรึเปล่า รักแบบหวั่นไหว หรือรักเพราะเป็นหน้าที่นะ

    กับชานยอลเราว่าอาจจะเป็นความผูกพัน ที่ทำให้แบคฮยอนไม่กล้าปฏิเสธ

    แบคฮยอนพูดตลอดว่าชานยอลคือคนสำคัญในชีวิต

    แต่เป็นเพราะเป็นสหายแต่เด็กๆรึเปล่า

    นับถือความรักของชานยอลที่ให้แบคฮยอนจริงๆอะ มั่งคงเหลือเกิน

    อยู่ทีมชอฮาแต่ไม่อยากให้ชานยอลเจ็บ

    ชานยอลมองผู้หญิงอื่นบ้างได้มั้ย เรื่องมันจะได้คลี่คลาย ฮือออ

    ไรท์เตอร์มาต่อหน่อยนะ นี่อยากรู้ว่าชานยอลจะกบฎยังไง แล้วจงอินจะแก้ไขยังไง

    คือชานยอลคงไม่ต้องการอะไรถ้าได้แบคฮยอนกลับคืนมา

    แต่จงอินก็คงไม่ให้เพราะรักไม่เต็มหัวใจอย่างนั้น

    ถ้าจงอินเลือกระหว่างบัลลังก์กับแบคฮยอน จงอินจะเลือกอะไรนะ

    ถ้าเป็นชานยอลเรามั่นใจว่าชานยอลเลือกแบคฮยอน

    ไรท์เตอรรรรร์ อย่าลืมมาต่อนะคะ ฮือออ ค้างมักสสสสสส์
    #447
    0
  2. #446 ลูกแพร์ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 02:06
    ทีมชอฮาค่ะ ชอฮาเอาใจไปเต็มๆเลย ดีขนาดนี้ องค์หญิงพร้อมสักทีสิ อยากให้มีพระราชโอรสแล้วววว ไรท์เตอร์มาต่อเร็วๆนะคะ อยากรู้เรื่องต่อแว้วววว
    #446
    0
  3. #445 aomy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2557 / 14:40
    นี่เขินมากพูดเลย แต่แบบ

    แอบอ่านที่ทำงานอ้ะ ไม่มีผ้าห่มให้กัด

    กัดโต๊ะทำงานแทนได้มั้ย ฮืออออ

    ฟินนนนนนนนนนน
    #445
    0
  4. #444 geniusvirtuoso (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2557 / 20:45
    โอ้ยอ่านแล้วเขินมากอ้ะ -/////- ชอฮาทรงน่าร้ากกกกกกกกมาก ฮือออออ รออ่านต่อไม่ไหวแล้ว
    #444
    0
  5. #443 geejajaa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 16:03
    ไคแพคน่ารักมากอ่ะ จงอินทำซึน แถมแกล้งหลอกแพคฮยอนด้วยนะ แหมๆคนเรา ก็งี้แหละ สองต่อสองในห้อง อะไรๆก็เกิดขึ้นได้อิอิ รออ่านเสมอๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #443
    0
  6. #442 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 09:41
    พระชายางอแงอ่ะนั่ลล๊าคคคคคคคคคคคคคคคคค ชอฮาง่าาาาาาาาาาาาาาาาา เขินนนนนนนน
    #442
    0
  7. #441 HwaRyeo (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 06:15
    อูวววสว คิดถึง ไม่ได้อ่านเรื่องนี้นานละ / ไม่ใช่เนื้อเรื่องหลัก แต่เป็นฉากสวีท เราชอบนะ เพราะในเนื้องเรื่องหลักแบบนี้หาได้น้อย มันดาม่าซะส่วนใหญ่ น้อยครั้งที่จะพูดจาดีๆต่อกัน / เราชอบตอนนี้มากกว่าฤทธิ์จัณนะ แบบอิชอฮามันจงใจป่วยไง แกล้งป่าวไม่แน่ใจ ที่หายเร็วแท้เนี่ย ส่วนยาที่ชินแอบเอามาให้นี่คงไม่กินจะได้เอาไว้เรียกร้องความสนใจ ดูปฏิกริยาของชายางี้ป้ะ ที่แน่ๆงานนี้ชอฮาคุ้ม คือเจ็บตัว ป่วย แต่ก็ได้กอดแน่งน้อยไว้ตลอดคืน ได้ทำนั่นนี่(?) คุ้มละคุ้ม 5555
    #441
    0