[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 23 : *** ตอนพิเศษ ฤทธิ์จัณฑ์ ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 432
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 ก.ค. 57

 

             

**คำชี้แจง**
ขออนุญาตแยกเนื้อหาตอนนี้ออกจากเนื้อเรื่องสำคัญ
โดยไม่นำไปเชื่อมโยงหรือมีเหตุการณ์ที่เชื่อมต่อกับเนื้อหาในตอนหลัก
ขอให้อ่านด้วยความบันเทิงและมีความสุขไปกับตัวละครในตอนนี้นะคะ

ตอนพิเศษ ฤทธิ์จัณฑ์


                       

 

 

|

 

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก

สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป

แต่เมาใจนั้นประจำทุกค่ำคืน

                                                (นิราศภูเขาทอง)

 

                พระตำหนักตะวันออกสว่างไสวด้วยแสงเทียนภายหลังอาทิตย์ยอแสงไปได้ไม่กี่อึดใจ  วรกายสูงใหญ่ประทับอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษรสีดำมะเมื่อม พระขนงขมวดมุ่นเนื่องด้วยทรงจดจ่อกับม้วนฎีกาที่ถูกส่งต่อจากพระเจ้ามยองอินและวางกองเป็นตั้งสูงจนไม่น่าจะทรงตรวจสอบได้หมดในเร็ววัน แม้จะมีฝ่ายตรวจรับฎีกาอยู่แล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมือนคลื่นใต้น้ำยิ่งทำให้ไว้วางพระทัยไม่ได้  ทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าจะตรวจสอบทุกอย่างด้วยพระองค์เองอย่างรอบคอบ

                แม้จะทรงก้มพระพักตร์อยู่กับฎีกา หากสายพระเนตรเฉียบคมกลับทรงรับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นหน้าบานทวารได้อย่างรวดเร็ว เมื่อราชองครักษ์ส่วนพระองค์ได้กระซิบให้ขันทีซอที่คอยถวายงานอยู่ห่าง ๆ ให้หลบออกไปจากห้อง  แม้ไม่มีสุ้มเสียงใด ๆ ให้เป็นที่ระคายพระโสต หากทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมาจับจองร่างสูงใหญ่ของราชองครักษ์ชินในทันที

                “มีอะไรหรือ”

                เพียงทอดพระเนตรสีหน้าของชินก็ทรงเดาได้ว่าอาจจะเกิดเรื่องใดขึ้น  แต่ประกายระยิบระยับที่ปรากฏอยู่นั้นทำให้ทรงคาดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่

                “จันทร์เต็มดวงในราตรีนี้ช่างดึงดูดหัวใจกระหม่อมเหลือเกิน ชอฮา”

                “จันทร์เต็มดวงหรือ? รับสั่งทวนอย่างประหลาดพระทัยไม่น้อย  ยิ่งทอดพระเนตรมุมปากที่กระตุกขึ้นของชินก็ยิ่งข้องพระทัย  

                “เป็นจันทร์เต็มดวงส่งท้ายก่อนถึงฤดูหนาว คนข้างนอกนั้นก็เลยจัดงานชมใบไม้เปลี่ยนสีกันอย่างครึกครื้น น่าดึงดูดใจยิ่งนักกระหม่อม”

                “เจ้าอยากเที่ยวชมงานหรือ  ราชองครักษ์...” ทรงเลิกพระขนงขณะรับสั่งคล้ายหยอกเย้า  หากทรงใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนถึงนัยยะที่ซ่อนอยู่ในคำกราบทูลนั้น   “หรือว่า....” ทรงร้องอยู่ในพระศออย่างเข้าพระทัย  ก่อนถอนอัสสาสะลึก...ยาว และส่ายพระพักตร์อย่างอ่อนพระทัย

                “ลิงน้อยหนีเที่ยวอีกแล้วหรือ”  รับสั่งนั้นเรียกรอยยิ้มกว้างบนริมฝีปากของราชองครักษ์หนุ่ม  “นี่นางจะจำได้ไหมว่านางเข้าหอแล้ว... จะทำตัวเป็นภรรยาที่ดีสักนิดไม่ได้หรือไง” 

                “ยินมาว่า ทหารยามคนหนึ่งเดือดร้อนไม่ใช่น้อยกับการหาชุดมาใส่เข้าเวร”

                “ทหารยาม!....ดีจริง ๆ  นี่เรื่องเกิดนานหรือยัง ทำไมเพิ่งมาบอก ป่านนี้ไปถึงไหนแล้ว”

                “เพิ่งเสด็จออกนอกวังเมื่อครู่นี้เอง  กระหม่อมฝากคนช่วยติดตามแล้ว  หากทรงม้าติดตามไปคงไม่กี่อึดใจก็ถึง”

                วรกายสูงใหญ่ประทับยืนขึ้นเต็มความสูง ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์บรรทมเป็นฉลองพระองค์ที่ทะมัดทะแมงขึ้นอย่างรวดเร็วตามประสาทหารหนุ่ม พร้อม บ่นอุบถึงพระชายาแบบที่ทำให้ชินแทบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้

            “ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าจะจับนางตีก้นแรง ๆ ซะให้เข็ด  ลิงน้อย!

               

 

 

|

 

 

                “จะเสด็จกลับตอนไหนเพคะ”

                “เจ้าติดนิสัยฮวางซังกุงแล้วเหรอ”

                สุรเสียงใสรับสั่งห้วน  วรกายเล็กในชุดทหารยามที่นางวังคนสนิทนำมาถวายสาวพระบาทยาวอย่างทะมัดทะแมง และเข้มแข็งสมชายชาตรี เกศายาวถูกรวบมัดด้วยเชือกเป็นทรงซังทู[๑]และสวมทับไว้ด้วยหมวกคัด[๒]ปีกกว้างเพื่อหลบซ่อนพระพักตร์หวานไว้จากสายตาคนทั่วไป  แม้พระกิริยาจะไม่ต่างจากชายหนุ่มทั่วไป  หากวรกายที่แบบบางนั้นกลับทำให้นางวังจองไม่แน่ใจนักว่าจะเสด็จ หนีเที่ยวได้อย่างปลอดภัยนัก

                ด้วยพระอัชฌาสัยสดใส ร่าเริง และซุกซนขององค์หญิงพระชายา  บ่อยครั้งที่จีเฮจะต้องได้รับพระบัญชาให้หา ที่เล่นมาถวายบ่อยครั้ง  จึงแทบไม่มีสถานที่ใดในวังหลวงที่องค์หญิงน้อยและนางไม่รู้จัก  แต่จนถึงตอนนี้ นางเองก็ไม่แน่ใจนัก ว่าการออกมาเล่นเช่นนี้จะเป็นการดี  เพราะไม่ได้อยู่ในรั้ววังหลวงอีกแล้ว

                “ฮวางซังกุงน่าจะเป็นห่วงนะเพคะ”

                “ข้าเขียนจดหมายบอกนางแล้วน่า...ไม่เป็นอะไรหรอก  ไหนเจ้าบอกว่างานเทศกาลนี้จัดยาวนานจนถึงรุ่งเช้าอย่างไรเล่า  ไม่น่าจะมีอันตรายหรอก เดี๋ยวข้าก็กลับแล้ว นาน ๆ ทีได้ออกมาลำพังเช่นนี้ ข้าขอเที่ยวชมเมืองให้ชื่นใจทีเถอะ”

                “เพคะ มามา...”

                จอง จีเฮรับพระบัญชาอย่างว่าง่าย  แต่ก็อดคิดไปถึงปฏิกิริยาของพระอภิบาลขององค์หญิงไม่ได้...ป่านนี้น่าจะได้พบกับพระหัตถเลขาที่วางอยู่เหนือพระเขนยแล้ว เป็นอันคาดว่าทันทีที่อ่านจบ ฮวางซังกุงคงได้ไล่บี้กับนางวังทุกนางจน ตำหนักแตก อย่างแน่นอน

“ก่อนมัชฌิมราตรีข้าจะกลับ       มิเลือนลับหลบลี้หนีหาย

อย่าขัดเคืองขุ่นข้องไม่สบาย                โปรดผ่อนกายพักใจก่อนนะคนดี”

                องค์หญิงพระชายาแย้มสรวลกว้าง ก่อนมองหญิงสาวที่ตามเสด็จมาด้วยอย่างรักใคร่ พาหาบางสอดเข้าที่แขนเรียวเล็กของนางวังจอง และซบพระพักตร์ลงกับหญิงสาวที่เป็นเหมือนพระเชษฐภคินี พระสหาย และหญิงรับใช้อย่างออดอ้อน

                “ตอนนี้เจ้าเป็นท่านพี่ของข้า  ข้าเป็นน้องชายของเจ้า....”

                “เพคะ มามา”

                “ไม่สิ! เจ้านี่ ข้าเป็นน้องชายของเจ้านะ  เรียกข้าว่าน้องชายสิ  น้องชายแพคฮยอน” สุรเสียงสดใสรับสั่งดุแกมบัญชา ก่อนจะทรงพระสรวลดังลั่นตลอดทางเมื่อทอดพระเนตรสีหน้าปั้นยากของนางวังคู่พระทัยเลียบกำแพงพระราชวังตรงไปยังงานเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่จัดอยู่กลางเมืองหลวง   

                “จ...จะให้หม่อมฉันเรียกพระองค์อย่างนั้นได้อย่างไรเพคะ”

                “ข้าสั่ง” รังสั่งง่าย ๆ  “รับพระบัญชาเร็วเข้า”

                “พ ...เพคะ...”

                “ได้สิ...น้องชาย  พูดซิ”

                นางวังจองสูดหายใจเข้าลึก และเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

                “ได้สิ น้องชาย”

                “ดีมาก พี่สาวข้า  วันนี้เราไปเที่ยวเล่นให้หนำใจกันเถอะ”

                องค์หญิงพระชายาผู้กลายเป็นชายวัยกำดัดแย้มพระโอษฐ์อย่างพอพระทัย  แล้วจึงเสด็จนำล่วงหน้าไปด้วยความร่าเริง  ฝ่ายนางวังจองก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเพราะทำอะไรไม่ได้นอกจากตามพระบัญชา และอยู่เคียงข้างป้องกันอันตรายให้องค์หญิงอย่างภักดี  

                มองชุดทหารยามที่แอบไปขโมยมาจากราวซักรีดของทหารชั้นผู้น้อยแล้วถอนหายใจอีกครา  ป่านนี้ข้างในวังหลวงคงจะวุ่นวายมิใช่น้อย  พระชายาที่เพิ่งผ่านพระราชพิธีขอพระราชบุตรมาไม่กี่วันจะหลุดรอดจากสายพระเนตรของ องค์ชายแห่งพระตำหนักตะวันออกได้หรือ...

                จอง จีเฮเหลียวมองดูรอบกายตามประสาคนรอบคอบและได้รับการฝึกฝนมาจากสหายในวัยเด็กอย่างราชองครักษ์ชิน  ด้วยมั่นใจว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีผู้ใดติดตามมาอารักขาองค์หญิงผู้แสนสำคัญบ้าง   

                เพียงไม่กี่อึดใจ ก็พบกับร่างหนึ่งในชุดดำเข้มซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบเหนือกำแพงสูง  นางวังสาวผู้เฉลียวฉลาดพิจารณาอย่างรวดเร็วเพื่อกวาดสายตาหาพู่สีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของทหารรักษาพระองค์ในองค์ชายรัชทายาท  เมื่อแน่ชัดว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไว้ใจได้  จึงสบตากับบุรุษในความมืด และโค้งคำนับให้อย่างอ่อนน้อม  เพื่อฝากความปลอดภัยขององค์หญิงให้กับชายหนุ่ม  ฝ่ายผู้ติดตามพยักหน้ารับฉับไว  ก่อนเคลื่อนไหวกายติดตามองค์หญิงน้อยไปอย่างเงียบเชียบ

                “พี่สาว  ทำอะไรอยู่ เร็วเข้า เดี๋ยวอดเที่ยวนะ”

                “ได้เพ....  เอ่อ  ได้...ข้ากำลังจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว น้องแพคฮยอน”

                จีเฮไม่รู้ว่าองค์หญิงจะทรงทราบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนไหน   แต่ในแผ่นดินโชซอนแห่งนี้  คงไม่มีสตรีใดที่จะโชคดีมากไปกว่าองค์หญิงพระชายาอีกแล้ว

                แม้มิเคยเอื้อนเอ่ยสิ่งใด   แต่สำหรับจีเฮผู้มองพระองค์อยู่เสมอ  นางก็รับรู้ได้ว่าไม่ว่าเมื่อไหร่  สายพระเนตรของพระองค์ก็ไม่เคยห่างจากเซจาบินเลย  สายพระเนตรที่แสนลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยความหมาย... จับจ้อง  และแย้มพระสรวลด้วยความรักใคร่อยู่เบื้องหลัง เมื่อพระชายาทอดพระเนตรไปยังทิศทางอื่น

                คงไม่ปล่อยให้พระชายาห่างจากสายพระเนตรแม้แต่ครู่เดียว

                เดี๋ยวก็คงตามมาใช่ไหมเพคะ   ตามมา... เพื่อจะทรงได้ดูแล ปกป้องพระชายาที่ทรงรักยิ่งกว่าใคร

 

|

 

                เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามายังกลางเมือง เสียงดังกึกก้องจากเครื่องดนตรีและบทสนทนาของผู้คนดังตามรายทาง    โคมไฟหลากสีสันห้อยแขวนสว่างไสวตลอดทาง  ส่องให้ใบไม้เปลี่ยนสีดูงดงามยิ่งขึ้น    เส้นทางเดินกลางเมืองถูกจับจ้องด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่นำของนานาชนิดมาวางขาย  ทั้งอาหาร ผ้า และเครื่องประดับ องค์หญิงน้อยเสด็จไปทางโน้นที ทางนี้ทีอย่างร่าเริง  ดวงเนตรเบิกกว้าง สดใสขณะทอดพระเนตรสินค้าแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  ทอดพระเนตรด้วยความตื่นเต้นแล้วก็เสด็จมาดึงแขนนางวังจองให้ตามไปชื่นชมด้วยกัน  สุรเสียงใสตรัสชมทุกสิ่งไม่ขาดปาก  ไม่ว่าทอดพระเนตรสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ทำให้พอพระทัยทั้งสิ้น  หนุ่มน้อยตื่นตาตื่นใจกับทุกอย่างจนทำให้ผู้ถูกบังคับให้เป็นพี่สาวมองตามไปด้วยรอยยิ้ม

                แม้จะเป็นนางใน แต่จีเฮก็ได้มีโอกาสลากลับบ้านเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง นางจึงไม่แปลกใจกับเทศกาลเช่นนี้  ทั้งสองหยุดยืนหน้าร้านขายเครื่องประดับ  และช่วยกันเลือกพีนนฺยอและตอลจัม[๓]หลากหลายแบบที่ทำจากวัสดุแปลกตา สีสันสดใส ไม่เคร่งขรึมเช่นที่นางวังใช้กัน  นางวังจองได้รับพระบัญชาให้ช่วยเลือกไปเป็นของฝากให้กับนางรับใช้ในพระตำหนักและฮวางซังกุง  นางจึงตั้งใจเลือกเฟ้นอย่างดี  เพราะเหตุนั้นเอง จึงทำให้จีเฮละสายตาไปจากวรกายเล็กที่เสด็จห่างออกไปยังซุ้มขายเครื่องดื่มที่อยู่ไม่ห่างนักอย่างเงียบกริบ

                “เอ้า พ่อหนุ่ม ลองชิมนี่ด้วยอีกซักจอก  ไม่แรงเท่าจอกที่แล้ว แต่รสชาติเยี่ยม!

                 จอง จีเฮ ไม่รู้เลยว่าชั่วขณะที่คลาดสายตามานั้น  องค์หญิงแพคฮยอนในชุดหนุ่มน้อยได้หลงเข้าไปในซุ้มที่วางไหสุราสารพัดสูตรไปด้วยความใสซื่อ  กว่าจะจ่ายเงินค่าของฝากเหล้านั้นเสร็จ และรู้ตัวว่า น้องชายได้หายไปนานแค่ไหน ก็ตอนที่ก้าวเท้าไปถึงและพบกับพระโสต พระพักตร์แดงก่ำ และดวงตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์ของน้ำจัณฑ์

                “เซจา....  น้องชาย  เจ้าดื่มเหล้าไปหรือ!

                ดวงพักตร์ผ่องใสที่บัดนี้เต็มไปด้วยเลือดฝาดหันมามองตามคำถามนั้น และแย้มสรวลกว้างไม่ต่างจากทุกครั้งที่พระอารมณ์ดี  แต่คราวนี้นางมั่นใจว่าที่ทรงแย้มพระโอษฐ์เช่นนี้น่าจะมาจากน้ำที่อยู่ในจอกไม้ไผ่นั่นด้วย

                “ไม่ใช่ ๆ พี่สาว...นี่น้ำหมักดอกไม้ ขอข้าลองอีกจอกนะ” 

                ฟังเผิน ๆ เป็นประโยคขอร้อง  หากทันทีที่พูดจบ น้องชายร่างเล็กก็กระดก น้ำหมักดอกไม้ภายในรวดเดียวจนจีเฮเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ

                “องค์....  น้อยชาย! เจ้าไม่ควรดื่มแบบนี้นะ”

                “เจ้าเหมือนฮวางซังกุงอีกแล้ว...” ทรงบ่นพร้อมกับพระนาสิกที่ขมวดมุ่น ก่อนหันไปแย้มพระโอษฐ์หวานกับคนที่ยืนยิ้มแฉ่งหลังไหสุรา  สวมบทเป็นหนุ่มน้อยอย่างแนบเนียนและถามอย่างกระฉับกระเฉง “ทั้งหมดนี่เท่าไหร่นะ ข้าชอบจอกสุดท้ายจริง รสหวานฉ่ำในปาก  รสดีกว่าทุกไหจริง ๆ เถ้าแก่”               

                “แหม่!เจ้านี่ลิ้นมังกรจริง ๆ  เอ้า ข้าแถมให้อีกกระบอก รับรองหมดกระบอกนี่ คืนนี้หลับสบาย!

                “ไม่เอาแล้วเถ้าแก่  ข้าไม่ให้น้องข้าดื่มแล้ว”

                “ได้ไงพี่สาว”สุรเสียงขุ่นขึ้นทันที ไม่ทรงรับฟังคำปฏิเสธของหญิงสาว  หัตถ์เล็กยื่นไปรับกระบอกสุราที่เถ้าแก่อารมณ์ดีแถมให้ และแย้มโอษฐ์อวดพระทนต์ขาวสดใส “เอ้าคิดเงินเลย ขอบใจมากเถ้าแก่ ขอให้ร่ำรวย”

                “จอกละยี่สิบพุน เจ้าดื่มไปสี่จอก...ทั้งหมดก็ แปดสิบพุน[๔]

                “เอาไปหนึ่งนยังเลย ไม่ต้องทอน”

                จอง จีเฮรับฟังบทสนทนาของทั้งสองด้วยความหนักใจ องค์หญิงน้อยดูจะติดพระทัยกับสุราหมักดอกไม้มิใช่น้อย ไม่ว่านางจะพยายายามกราบทูลเพียงใดว่านั่นคือน้ำจัณฑ์ดีกรีแรงเท่าไหร่ ก็ไม่ทรงรับฟัง  ทั้งยังทรงแย้งกลับว่านั่นเป็นเพียงแค่น้ำหมักดอกไม้เท่านั้น  เพราะรสชาติหวานไม่ขมบาดคอเหมือนน้ำจัณฑ์ที่เคยขอฮวางซังกุงลองเสวยด้วยความใคร่รู้ในครั้งนั้น

                “เสด็จเถอะเพคะ” จีเฮกระซิบข้างพระกรรณขององค์หญิงน้อยผู้ติดใจในรสชาติน้ำเมา ไม่ดังนัก เพราะเกรงว่าผู้คนจำนวนมากที่เดินผ่านไปผ่านมาจะได้ยิน แล้วล่วงรู้ถึงฐานันดรที่แท้จริงของเด็กหนุ่มผู้นี้ และเป็นอันตรายได้

                “ได้ ๆ ช้าชอบจริง ๆ นะจีเฮ...”

                “ทราบแล้วเพคะ อย่าเพิ่งเสวยเลยนะเพคะ เดี๋ยวจะกลับพระตำหนักไม่ได้”

                “ข้าบอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่เหล้า ทำไมข้าจะกลับไม่ได้ ต่อให้หมดกระบอกนี่ข้าก็ไม่เมาหรอก” องค์หญิงในร่างหนุ่มน้อยขึ้นเสียงดังขึ้นเพราะถูกสบประมาท  หัตถ์เล็กจึงยกกระบอกไม้ไผ่ในมือขึ้น หวังจะกระดกเข้าพระโอษฐ์อีกคราว  หากจังหวะที่ยกขึ้น กระบอกไม้ไผ่ก็ลอยลิ่วขึ้นสูงจนเอื้อมคว้าไม่ได้

                “เอ๊ะ!

                “เปลี่ยนจากลิงน้อยไปเป็นขี้เมาแล้วหรือไง”

                 วรกายเล็กหมุนพระองค์กลับไปยังต้นเสียงทันที  ทรงรับรู้โดยไม่ต้องใคร่ครวญเลยด้วยซ้ำว่าประโยคนั้นจะเป็นของผู้ใด  ด้วยทรงคุ้นเคยมาทั้งชีวิต

                “เป็นทหารแท้ ๆ ออกมาดื่มเหล้าเมามายแต่หัวค่ำแบบนี้ ใช้ได้ที่ไหน”

                “ชอฮา...” นางวังจองแทบตะโกนออกมาเมื่อเห็นพระพักตร์ขององค์ชายรัชทายาท  หากทรงส่ายพระพักตร์และใช้พระดัชนีแนบพระโอษฐ์เป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ควรเอ่ยออกมา   นางจึงทำได้แค่ค้อมศีรษะคำนับเท่านั้น  หากองค์หญิงน้อยในชุดทหารยามกลับประทับนิ่ง พร้อมกับพระพักตร์ที่ชาวูบ

                “เสด็จตามหม่อมฉันมาหรือเพคะ” ทรงกระซิบเสียงลอดพระทนต์อย่างขุ่นเคืองพระทัย  ก่อนที่เจ้าของวรกายสูงใหญ่จะยกพระอังสาขึ้นด้วยพระอาการที่กวนพระอารมณ์ยิ่งนัก

                “เจ้าคิดว่าข้าเป็นสามีที่ต้องตามภรรยาทุกฝีก้าวขนาดนั้นเลยเหรอ...”

                “ไม่คิดสักนิดเพคะ” กราบทูลเสียงเบา  พระพักตร์ยุ่ง  “โอ๊ย!”    

                อยู่ ๆ เสียงเอะอะวุ่นวาย ตะโกนประกาศลดแลกแจกแถมสินค้าจากร้านค้าที่อยู่ไม่ห่างก็ดังลั่น เรียกฝูงคนจำนวนมากให้กรูเข้าไปอย่างรวดเร็วด้วยความโลภ แม้ทั้งสองพระองค์จะประทับยืนอยู่ริมขอบถนนก็ไม่วายถูกเบียดจนองค์หญิงน้อยประทับยืนนิ่งไม่ได้ พระเนตรหลับปี๋เมื่อถูกกระแทกพระชายาแทบไม่รู้พระองค์เลยแม้แต่น้อยขณะถูกพาไหลไปกับฝูงชน จนกระทั่งพาหาใหญ่โอบรอบบั้นพระองค์คอดเข้ามาใกล้ชิด และพาพระวรกายแบบบางเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ที่ไร้ผู้คนวุ่นวายนั้น  หมวกคัดปีกกว้างเบียดติดจนต้องเงยพระพักตร์ขึ้น  โดยหารู้ไม่ว่าสายพระเนตรคมกริบของอีกพระองค์ทรงจับจ้องอยู่ก่อนแล้ว  ด้วยความตกพระทัยจึงก้มพักตร์ลงรวดเร็ว จนปีกหมวกกระแทกเข้ากับพระนาสิกของพระสวามี

                “อ๊ะ  โอ๊ย เจ้านี่!”   พาหาแข็งแกร่งปล่อยจากวรกายเล็กทันทีด้วยความเจ็บปวด 

                “เจ็บไหมเพคะ...”

                “เจ็บน่ะสิ ถามได้ หมวกของเจ้า ถอดออกมาให้ข้าฉีกเดี๋ยวนี้เลย!” ทรงโวยวายลั่น พร้อมจับพระนาสิกที่ถูกประทุษร้ายเอาไว้แน่น                    

                “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจนี่เพคะ น..นั่นพระโลหิต...ไหล”        

                ในที่สุด  องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนก็ตัดสินใจถอดหมวกคัดออก  ก่อนจะทรงหยิบเอาผ้าซับพระพักตร์ขึ้นมาช่วยซับพระโลหิตกำเดาที่ไหลออกมาจากพระนาสิกอย่างเบาพระหัตถ์  โอษฐ์บางคว่ำ นาสิกมุ่น พระเนตรที่ปรือฉ่ำด้วยฤทธิ์ของน้ำหมักดอกไม้เมื่อครู่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ตรอกที่ประทับอยู่ด้วยกันนั้นแคบและมืดสลัว มีเพียงแสงจากถนนสายหลักที่ส่องเข้ามา  ด้วยมีร้านขายเครื่องประดับที่บังเยื้องปากทางไว้   ตอนซับพระโลหิตจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก

                “เบามือหน่อย  ข้าเจ็บนะ”

                “หม่อมฉันก็เบามือที่สุดแล้วนะเพคะ  เบากว่านี้ไม่ได้แล้ว”

                “ยังจะเถียงอีก  นี่ข้าเจ็บเพราะเจ้านะ! โอ๊ย”

                “เจ็บมากไหมเพคะ เอียงพักตร์มาทางนี้หน่อย หม่อมฉันไม่เห็นเพคะ”

                องค์หญิงยืดพระบาทขึ้นสูงเพื่อซับพระโลหิตกำเดาและช่วยบีบพระนาสิกไม่ให้พระโลหิตสีเข้มไหลออกมา และเฝ้ารอจนกระทั่งไม่มีไหลลงมาอีกแล้ว  ผ้าซับพระพักตร์สีขาวบางเปรอะโลหิตทั้งผืน

                “หยุดไหลแล้วเพคะ”  กราบทูลอย่างโล่งพระทัย  แต่เจ้าของพระนาสิกที่มิได้สนใจความเจ็บปวดของตนตั้งแต่เอาแต่จับจ้องพักตร์ว้าวุ่นขณะช่วยห้ามพระโลหิตให้ กลับค่อย ๆ กระตุกรอยแย้มที่มุมพระโอษฐ์

                “หายเมาแล้วเหรอ”

                “หม่อมฉันไม่ได้เมาเพคะ”

                “แน่ใจ!

                “แน่เพคะ ที่หม่อมฉันดื่มไม่ใช่น้ำจัณฑ์ แต่เป็นน้ำหมักดอกไม้... จะเมาได้อย่างไรเพคะ” ทรงแย้งเสียงแข็ง

                “เจ้านี่น่ะหรือไม่ใช่เหล้า?” ฝ่ายถามยกกระบอก น้ำหมักดอกไม้ของอีกพระองค์ขึ้นพร้อมถามเสียงกลั้วรอยสรวล  “เจ้านี่น่ะหรือ”

                ตรัสถามย้ำอีกครั้ง

                “ขอคืนด้วยเพคะ  หม่อมฉันซื้อมาเองนะเพคะ”

                “แน่ใจว่าดื่มหมดแล้วจะไม่เมา”

                “แน่ใจสิเพคะ”

                “เจ้านี่...ดื้อไม่เคยเปลี่ยนจริง ๆ ” แม้จะขบขันไม่น้อยกับความดื้อของเจ้าของกระบอกน้ำเมา  แต่สุดท้ายพระองค์ก็ทรงยื่นให้ พร้อมกับรับสั่งท้าทาย “ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะเมาหรือเปล่า”

                “หม่อมฉันพิสูจน์ให้ก็ได้เพคะ”

                องค์ชายรัชทายาทจงอินอยากจะลงโทษเจ้าของวรกายเล็กยิ่งนัก เพราะยิ่งบอกว่าดื้อ ก็เหมือนอยากชอบทำตัวดื้อขึ้นไปทุกขณะ  ทันทีที่พระองค์ได้ยินคำกราบทูลนั้น  หัตถ์เล็กก็ยกเจ้ากระบอก น้ำหมักดอกไม้นั้นกระดกเข้าพระโอษฐ์อย่างรวดเร็ว  เร็วจนพระองค์แทบคว้าไม่ทัน กว่าจะทรงตั้งหลักได้ก็ตอนที่พระชายาเสวยน้ำจัณฑ์เข้าไปอึกใหญ่จนสำลัก

                “แค่ก ๆ ”

                “นี่เจ้า....”

                “เห็นไหมเพคะ มัน... ไม่ใช่ แค่ก ๆ ”     

                พระเนตตรคมฉายแสงคมกล้า เมื่อทอดพระเนตรสีพระพักตร์แดงจัดดั่งผลพลัมสุก ของคนเบื้องหน้าอย่างอ่อนพระทัย ทรงฉวยกระบอกน้ำจัณฑ์ที่ยังเหลืออยู่กว่าครึ่ง และเสวยรวดเดียวจนหมด              

                รสชาติหวานสดชื่น แทบจะกลบรสขมปร่าของน้ำเมาไปจนหมด  หากความร้อนวูบที่ไหลผ่านพระศอลงไปกลับบอกให้พระองค์ทราบว่านี่มิใช่น้ำจัณฑ์ธรรมดาเลย  หากองค์หญิงน้อยของพระองค์เสวยหมดกระบอก อย่างน้อยก็คงเดินไม่เป็นทางกันไปบ้าง   ทรงคว่ำกระบอกน้ำจัณฑ์หวานลงแสดงให้เจ้าของทราบว่าไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียว จนอีกพระองค์จ้องพระเนตรค้าง

                “ชอฮา! นั่น....ของหม่อมฉันนะเพคะ”

                “กลับตำหนักได้แล้ว”

                “ทำไมเสวยของหม่อมฉันหมดแบบนั้นล่ะเพคะ”

                “เจ้าลิงขี้เมา ยังไม่รู้ตัวอีก  เดี๋ยว...”

                ทรงไม่อดทนนัก ยิ่งเห็นริมฝีปากสีแดงสดเผยอออกเพราะโต้แย้งกับพระองค์อย่างไม่ยอมแพ้ พาหาแกร่งจึงตวัดรอบบั้นพระองค์เพื่อดึงวรกายบอบบางเข้าหาอีกครั้ง   โอษฐ์หนาประทับจูบบนกลีบโอษฐ์นิ่มร้อนรุ่มหนักหน่วงคล้ายจะลงโทษ แต่เพียงชั่วอึดใจก็ถอนออก  องค์หญิงพระชายากระพริบเนตรถี่อย่างตื่น ๆ ไม่กล้าขยับพระองค์ทำสิ่งใดต่อ จนราวกับว่ากำลังเชื้อเชิญให้พระองค์มอบจุมพิตอีกครั้งอย่างไม่รู้ประสีประสา

                “ช..ฮา” สุรเสียงหวิว แผ่วเบากระซิบ ปฤษฎางค์บอบบางแนบกับแผ่นราวไม้เบื้องหลัง  ขณะหนึ่งที่ทรงพยายามยับยั้งพระทัยไม่ให้ทำสิ่งใดต่อ  องค์หญิงแพคฮยอนกลับเป็นฝ่ายนิ่งเฉย ราวกับกำลังเฝ้ารอ  จนไม่อาจห้ามพระทัยให้หยุดยั้งได้อีกต่อไป  กลิ่นดอกไม้หวานละมุนกรุ่นจากฉวีนวลเจือด้วยกลิ่นสุราอ่อน ๆ ยิ่งดึงดูดให้พระองค์ไม่ทรงลังเล

                ทรงประกบพระโอษฐ์แนบชิดกลีบเนื้อนิ่มอีกครา หนักหน่วง และดูดดื่มกว่าเคย ลูกแก้วกลมใสในเนตรเรียวเล็กฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์น้ำเมาไม่อาจต้านทานความใกล้ชิดนี้ได้ ฉลองพระองค์บริเวณพระอังสาถูกนิ้วพระหัตถ์เรียวงามขยุ้มแน่นเมื่อจุมพิตร้อนแทรกผ่านรสหวานของน้ำจัณฑ์หมักดอกไม้  มิรู้แน่ชัดนักว่าจูบกับน้ำเมานั้นสิ่งใดหวานสำหรับพระชายายิ่งกว่ากัน หากทรงแน่พระทัยจากริ้วแดงฉานที่ขึ้นสีจัดกว่าเดิมทั่วพักตร์และพระศอกยาวระหงนั้นว่าจูบนี้ร้อนแรงกว่าน้ำจัณฑ์ทั้งกระบอกอย่างแน่นอน

                แต่ที่ทำให้ทรงประหลาดพระทัยมากยิ่งไปกว่าจุมพิตนี้ก็คือ การตอบรับที่ทั้งไร้เดียงสาและสั่นสะท้านนี้ เกิดมาจากฤทธิ์ของน้ำจัณฑ์ หรือสิเน่หาในรสจูบกันแน่

                   |

 

                “โกรธหรือ...”

                “เปล่าเพคะ”

                “ก็ไม่เห็นพูดอะไรนี่ นึกว่าโกรธที่จ...” สีพระพักตร์คมคร้ามขององค์ชายรัชทายาทจงอินดูยุ่งยาก เมื่อพยายามพูดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แล้วมีวรกายเล็กที่หมุนกลับมาด้วยแววเนตรวาวโรจน์  ทรงหยุดพระโอษฐ์ไว้ที่คำนั้น ก่อนรับสั่งใหม่               “เห็นเงียบไป  คิดว่าโกรธอะไร”

                “หม่อมฉันหาจีเฮอยู่เพคะ” โอษฐ์แดงช้ำเม้มสนิทอย่างขุ่นเคือง ก่อนกราบทูลเสียงอ่อน  แล้วจึงยืดพระบาทขึ้นสูงเพื่อสอดส่ายหานางวังคนสนิทท่ามกลางฝูงคนมากมาย ที่แน่นขนัดตลอดถนนสายหลัก  วรกายแบบบางเสด็จนำลิ่วมาจากจุดที่ประทับอยู่นานสองนานอย่างพื้นเสีย  ด้วยขัดเขินและกริ้วพระองค์เองที่ปล่อยให้ความใกล้ชิดทำให้ต้องทรงถูกจุมพิตอีกครั้ง

                ต่อให้ทรงเข้าหอในฐานะสามีภรรยากันแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าพระสวามีจะทรงทำอะไรตามพระทัยพระองค์ได้ทุกอย่าง...

                “นางกลับวังไปแล้วมั้ง”

                “ได้ไงเพคะ นางมากับหม่อมฉัน ก็ต้องกลับกับหม่อมฉันสิเพคะ”

                “แล้วเจ้าจะขึ้นเสียงใส่ข้าทำไม หึ...”  รับสั่งเบาด้วยสุรเสียงขุ่นอย่างน้อยพระทัย “อุตส่าห์ตามมา เพราะกลัวมีอันตรายแท้ ๆ ถ้าไม่ได้ข้า ป่านนี้เมาแอ๋อยู่ข้างถนนแล้วมั้ง ไม่ต้องเถียง  ข้าฝากให้ทหารองครักษ์ดูแลนางแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”

                “ทรงตามหม่อมฉันมาตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะ”

                “ใครตาม... ไม่มีซักหน่อย ข้าก็แค่ออกมาเที่ยวเล่นพักผ่อนตามประสาชายหนุ่มทั่วไป  เจ้าต่างหาก... เป็นถึงองค์หญิงพระชายา หลบหนีออกอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน”       

                “หม่อมฉันบอกฮวางซังกุงแล้ว”

                “แน่ใจนะ?

                สุรเสียงกลั้วหัวเราะทำให้องค์หญิงทรงหงุดหงิดพระทัยไม่น้อย  วรกายเล็กในชุดทหารยามแทรกเข้าไปในฝูงคนเมื่อพบว่าคนเริ่มห่างลง  โดยไม่สนพระทัยว่าอีกพระองค์จะเสด็จตามมาหรือไม่  

                องค์ชายรัชทายาทเสด็จตามโดยไม่รับสั่งอะไรอีก นอกจากจับจ้องพระพักตร์ของพระชายาด้วยสายพระเนตรลึกซึ้ง  และใช้พาหากางกั้นไม่ให้ชายขี้เมาท่าทางหยาบคายบางคนที่จะเซถลาเข้ามาชนวรกายเล็กโดยที่คนถูกปกป้องไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย   แม้จะอยู่ในชุดผู้ชาย  แต่ดวงพักตร์หวานที่ไร้สิ่งใดปกปิดก็เด่นสะดุดตาไม่น้อย  ปอยเกศาหล่นลงมาจากปรกนลาฎขาวใส ล้อมกรอบดวงพักตร์ไว้อย่างน่ามอง  ปรางนวลยุ้ยฟูขึ้นสีแดงจัดด้วยเลือดฝาด กลีบโอษฐ์นิ่มอิ่มสวย  ทรงคาดเดาได้จากสายตาชายหนุ่มหลายคนที่จ้องมามองว่า  เครื่องแต่งกายแบบชายนั้นไม่ช่วยปกปิดความเป็นหญิงสาวของพระชายาได้เลย  หากด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดแทบโอบประคองวรกายเล็กไว้ในอ้อมพระพาหาอยู่ตลอด  บุรุษหลาย ๆ คนที่ส่งสายตากรุ้มกริ่มมายังสตรีของพระองค์จึงต้องถูกสายพระเนตรเชือดเฉือนให้เบี่ยงตัวหลบกันเป็นทิวแถว  บ้างก็แสดงอาการหงุดหงิด มายังผู้ที่แสดงออกว่ามีความสัมพันธ์เช่นไรกับเจ้าของร่างเล็กนี้

                อากาศเริ่มเย็นลง หากผู้คนยังสนุกสนานกับเทศกาลส่งท้ายก่อนที่ฤดูหนาวจะมาเยือน             องค์หญิงน้อยเหมือนถูกมนต์สะกดของเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีดึงดูดไปทางโน้นทางนี้ทีอย่างถอนพระองค์ไม่ขึ้น  จนผู้ติดตามเองก็แย้มพระสรวลตลอดเวลา

                เวลาล่วงเลยผ่านไปโดยแทบไม่มีเสียงสนทนาใด ๆ ของคู่สามีภรรยาวัยหนุ่มสาวเลย  องค์หญิงพระชายาเสด็จนำเที่ยวชมเทศกาลจนทั่ว   กระทั่งหยาดฝนได้หล่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่คาดฝัน  วรกายเล็กหันกลับมาหาพระสวามีด้วยสีพระพักตร์ว้าวุ่น หาที่พึ่ง   องค์ชายรัชทายาทแย้มพระโอษฐ์กว้าง แล้วจึงถอดฉลองพระองค์ตัวหนาออกขึ้นวางเหนือพระเศียร  พร้อมกับพาหาใหญ่ที่โอบวรกายเล็กเอาไว้ พาหลบฝนที่เทลงหนักลงมาในเวลาเพียงไม่นาน  ฝูงคนวิ่งกรูหลบฝนคนละทิศละทางดูชุลมุน  จนไม่กล้าแม้แต่จะพาพระชายาหนีหลบฝน  ด้วยเกรงว่าจะพลัดหลงกันท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่แตกตื่นกับฝนส่งท้ายฤดูเช่นนี้   ทรงกระชับพระพาหาแน่นขึ้นเมื่อเจ้าของวรกายเล็กพยายามดิ้นรนออก  ทรงขยับหมวกของอีกพระองค์ที่ทรงหยิบมาด้วยขึ้นบังไม่ให้ฝนแม้แต่หยดเดียวต้องวรกาย  ด้วยทราบดีว่าพลานามัยของชายาองค์น้อยไม่แข็งแรงนัก  หากถูกฝนท่ามกลางอากาศเย็นเช่นนี้  อาจกลับไปประชวรหนัก และถูกฮวางซังกุงดุแน่ ๆ

                “ปล่อยเถอะเพคะ  ไม่หลบฝนหรือเพคะ” รับสั่งอู้อี้แข่งสายฝนอยู่กับพระวรกายหนา

                “รอให้คนอื่นหลบไปก่อน เดี๋ยวถูกชนล้ม”

                “ยืนอยู่แบบนี้จะเปียกนะเพคะ”

                “เจ้าไม่เปียกหรอกน่า...” ทรงยืนยันเสียงหนักแน่น พร้อมขยับพระองค์ช่วยบังสายฝนอีกชั้นหนึ่ง

                “หม่อมฉันหมายถึงพระองค์... ” แม้จะเอ่ยด้วยเสียงอ่อน  หากกระแสเสียงที่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้ผู้ที่บังฝนให้สรวลอยู่ในพระศอ  

                “ไม่เป็นไรหรอก.... เป็นหน้าที่ที่สามีต้องปกป้องคุ้มครองภรรยาก่อนตัวเองอยู่แล้ว  อยู่นิ่ง ๆ ก่อน คนเริ่มน้อย ข้าจะพาเจ้าไปหลบตรงนู้น”

                “....เพคะ”

                “อะไรนะ”

                “ขอบพระทัยสำหรับทุกอย่างเพคะ” สุรเสียงหวานเอ่ยอุบอิบ  เป็นประโยคเรียบง่ายไม่อ่อนหวานเช่นสตรีทั่วไป  หากสำหรับผู้รับฟังกลับดังชัดเจนจนทำให้หฤทัยเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะได้อีกครา เมื่อกวาดสายพระเนตรไปรอบ ๆ อย่างแน่ชัดแล้วว่าปลอดภัย  ก็กระตุกข้อพระกรบางเป็นสัญญาณ  องค์หญิงแพคฮยอนแสดงทีท่ารับรู้  และเตรียมพระองค์ด้วยการเงยพระพักตร์ขึ้นสำรวจรอบ ๆ

                แต่ก่อนที่จะพาพระชายาเสด็จไปหลบฝน โอษฐ์หนาก็ฉกวูบไปขโมยจูบที่ปรางนิ่มฟอดใหญ่โดยที่เจ้าของแทบไม่ทันตั้งตัว  สุรเสียงแหลมเล็กตะโกนลั่นแข่งสายฝนและเสียงสรวลดังของเจ้าชายรัชทายาทแห่งโชซอน

                “ชอฮา!”    

               

|

 

 

 

 

 

 

 

 



[๑] ผมทรงซังทู   ทรงผมของผู้ชายในยุคโชซอน  ลักษณะเกล้าเป็นมวยสูงเหนือกระหม่อม

[๒] หมวกปีกกว้างสำหรับผู้ชาย

[๓] ปิ่นปักผมทรงกลม

[๔] สกุลเงินในสมัยโชซอน  ๑๐๐พุน = ๑ นยัง

                 

          

TBC.
เรื่องยังไม่จบ รอติดตามด้วยนะ

 









 

 

 
 

 

 

 

 

 

เผอิญบนไว้กับชอฮาตอนพรีเซลล์บัตรคอนว่าขอบัตรหกพันแถวเอ =,.=  ตอนนี้ได้เลยขอส่งฉากหวาน ๆ น่ารัก ๆ ให้เป็นกำลังใจชอฮาบ้าง >///< ทีมพี่ชาญไม่โกรธนะคะ 

ฝากแท็ก #มูกุงฮวา  ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะคะ  

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #448 แฟนฟิค (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 13:24
    ขอไคแบคเยอะๆน้าาาไรท์

    เขินมากกกกก
    #448
    0
  2. #439 kriskiss (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 17:00
    ท่านไรท์เตอร์เปิดพรีอร์เดอร์นำ้หมักดอกไม้หรือไม่ ข้าอยากทดลองเป็นพระชายา
    #439
    0
  3. #438 geniusvirtuoso (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2557 / 23:37
    ตอนนี้น่ารัก >____<
    #438
    0
  4. #437 geejajaa (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2557 / 08:15
    ไคแบคน่ารักจังเลยยย แหมนึกว่าเมาแล้วจะฉวยโอกาศได้มากกว่านี้ อิอิ แต่แค่นี้ก็หวานพอฉ่ำใช อิอิ รออ่านสมอนะคะ เป็นกำลังใจให้
    #437
    0
  5. #431 HwaRyeo (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 / 23:08
    แหมๆๆ เอาฉาดหวานมาคลายดราม่าสินะ ก็น่ารักดี เหมือนน้ำจัณฑ์จะช่วยให้ปากขององค์ชายกะองค์หญิงนิ่มลงนิดหน่อย

    เลยทำให้มีฉากหวานๆ ให้ชุ่มชื่นหัวใจ ว่าเขามีโฒเม้นท์ดีๆร่วมกันไม่แพ้พี่ชายสายลมคนนั้นอ่ะนะ



    พี่ชายสายลมตอนนี้ไม่มีบท คิดถึงจัง หวังว่าคุณนิ่มจะยุติธรรมนำเสนอตอนพิเศษนอกเหนือจากเรื่องหล้กของพี่ชายสายลมมั่งนะ ฮิ้ววว
    #431
    0
  6. #430 Nnnnnnnnn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 / 21:32
    งื้ออออออ ชอฮาคนบ้างะะะะะ น่ารักจนตัวจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นแล้วอ่ะ โหยยยยยย ชอฮาจูบเอาหอมเอาอิจฉานะนี่ยยยยย
    #430
    0