[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 22 : *** ตอนที่ ๑๐ จังหวะรักในหฤทัย{๓} *** ๑๐๐ %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 734
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 ก.ค. 57

 

             

ตอนที่  ๑๐  จังหวะรักในหฤทัย {๓}


                                                     เป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก
เป็นผู้ชายยิ่งยากกว่าหลายเท่า
หญิงต้องเจียมกายามาแต่เยาว์
ชายต้องเฝ้าวิงวอนให้หล่อนรัก
                                                                         หญิงถึงรักต้องแสร้งแกล้งทำเฉย 
หวังให้ชายอยากเชยยิ่งขึ้นหนัก
ต่างคนต่างซัดกันน่าขันนัก
                                                                        ที่แท้ต่างสมัครจะรักกัน                                                                                                                                                                                                (วิวาหพระสมุท)

 

 

            อากาศเยียบเย็นพัดโอบล้อมพระวรกายหนาที่ตั้งตรงผึ่งผายราวกับมิทรงเกรงกลัวสิ่งใด  ทว่าอุณหภูมิที่ลดลงต่ำทุกขณะกลับดูราวกับจะสร้างความปั่นป่วนให้พระหฤทัยของพระองค์อยู่ไม่น้อย เมื่อยังคงทอดพระเนตรไปยังศาลาหกเหลี่ยมหลังนั้น  กลิ่นดอกไม้ราตรีฟุ้งกระจายโดยรอบชวนให้วาบหวาม  หากมิอาจทำสิ่งใดได้  เมื่อกลิ่นหอมหวานจากวรกายเล็กยังคงติดอยู่ที่ปลายพระนาสิก  เสียงขลุ่ยหวานปนเศร้าลอยแทรกเขามาในพระโสต  ก่อนเลือนหายลับไปพร้อมกับสายลมที่พัดวูบเข้ามากระแทกพระหทัยให้หยุดเต้นในชั่ววูบหนึ่ง

            “ชิน...”  สุรเสียงทุ้มห้าวเอ่ยห้วน แม้จะเบายิ่งกว่าเบา หากราชองครักษ์หนุ่มกลับกระซิบตอบกลับอย่างหนักแน่น พร้อมรับสำหรับทุกบัญชา

            “กระหม่อม...” 

            “หันหลังไปซิ”

            “ชอฮา” ราชองครักษ์หนุ่มเอ่ยขานคำแทนพระนามด้วยความสนเทห์ไม่น้อย

            “อย่าให้ใครเห็นภาพ...ที่ข้าเห็นอยู่ตอนนี้”

            “ในสายตาของกระหม่อม พระองค์มีสิทธิ์ที่จะเข้าไป...”

            “เพื่ออะไรล่ะ... เพื่ออะไร”  รับสั่งถามและทวนกลับกับพระองค์เอง   แม้สายพระเนตรจะยังคงจับจ้องอยู่ที่เดิมก็ตามที

             “ข้าควรเข้าไปเพื่อให้นางเจ็บปวด   เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า... พระชายาของข้ามีรอยด่างพร้อยงั้นหรือ”

            “เกล้ากระหม่อมช่างโง่เขลานัก”

            “ทุกวันนี้ นางยังสบายใจอยู่ได้ก็ด้วยความคิดที่ว่า...ข้าไม่รู้อะไรเลย  แต่หากนางรับรู้ว่าข้ารู้เรื่องทุกอย่าง... ทั้งอดีต และปัจจุบันของนาง  แพคฮยอนของข้าจะเป็นอย่างไร นางโกหกไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ  แล้วต่อไปนางจะมองข้าได้อย่างไร  ถ้าข้าทำเช่นนั้น  คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือนาง”

            ราชองครักษ์ส่วนพระองค์กำหมัดแน่นข้างกาย  ความเจ็บปวดในพระกระแสเสียงขององค์ชายจงอินช่างมากมายจนเขาเองก็อดรู้สึกไปพร้อมกันไม่ได้  ตั้งแต่ครั้นที่ทรงเป็นสาเหตุให้พระชายาประชวรหนักในอดีต  ก็ทรงโทษพระองค์เองตลอดมา  ทุกห้วงพระหฤทัยแทบจะมีแต่พระชายาแพคฮยอน  แม้จะทรงพระโอษฐ์แข็งจนไม่ยอมกล่าวคำหวานหรือคำรักออกมาดั่งชายหนุ่มทั่วไป  แต่สำหรับผู้ที่ได้ใกล้ชิดทุกคนล้วนแล้วแต่รู้ว่า องค์ชายรัชทายาทจงอินนั้นไม่เคยแม้แต่มีสายพระเนตรมองสตรีอื่นได้นอกจากองค์หญิงแพคฮยอน

            “พระชายา...น่าจะทรงทราบว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดบ้างเพื่อปกป้องพระชายา” ชินกราบทูลอย่างจริงใจ

            “นางก็จะทำหน้าไม่ไว้ใจและระแวงว่าข้าตั้งใจจะแกล้งอะไรนาง” แม้กระแสรับสั่งจะฟังดูขบขัน หากสายพระเนตรกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความทรมาน  เมื่อทรงพบกับภาพขององค์หญิงน้องที่เดินลับหายไปหลังพุ่มดอกไม้ใหญ่หลังศาลาหกเหลี่ยมอย่างเงียบเชียบหลังเสียงขลุ่ยหวานนั้นหายไป

            “ตรวจตราดูรอบ ๆ ตำหนักด้วย...อย่าให้ใครเข้ามาเด็ดขาด  อย่าให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว”

            “รับพระบัญชากระหม่อม”

 

 

 

|

 

            สายตาเฉียบแหลมของราชองครักษ์หนุ่มกวาดไปทั่วบริเวณ แม้จะในทิศทางที่เต็มไปด้วยความมืด  เขาตรวจตราดูทุกบริเวณอย่างเคร่งครัดตามพระบัญชาที่ได้รับมา รอบพระตำหนักขาวจะมีทหารรักษาพระองค์อยู่อย่างแน่นหนาก็จริง  แต่การที่องค์ชายชานยอลสามารถเล็ดลอดเข้ามาภายในพระตำหนักได้โดยไม่มีใครรู้เห็นก็จะน่าเป็นกังวลมิใช่น้อย   อาจด้วยเวรยามหละหลวม  การติดสินบน   หรือแม้กระทั่งมีทางลัดที่สามารถเข้ามาภายในพระตำหนักที่อยู่ในชั้นในของพระราชวังหลวงได้    ยิ่งราชองครักษ์ชินตรวจตราอย่างถี่ถ้วนเท่าไหร่ ก็ยิ่งประหลาดใจ เนื่องจากตำหนักขาวเป็นพระตำหนักฝ่ายใน เวรยามหลังกำแพงประตูจึงเป็นนางวังที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเฝ้าตามตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งหมด    แต่น่าแปลกที่คืนนี้นางวังยามต่างน้อยกว่าทุกคราว   บางส่วนที่ยืนเฝ้ายามก็ล้วนแล้วแต่เฝ้ายังตำแหน่งที่สำคัญ หรือลับตาจากบริเวณพื้นที่ศาลาประทับนั้น

            ราชองครักษ์หนุ่มใช้สายตาแหลมคมไม่ต่างจากพญาอินทรีจับจ้องไปทั่วทุกพื้นที่ ก่อนจะพบเงามืดของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนฝังตัวอยู่ภายในเถาไม้เลื้อยของดอกไม้ราตรีที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วพระตำหนัก นางยืนสอดมือไว้ใต้ชุดพร้อมเหลียวมองทุกพื้นที่อย่างระหวาดระแวง   เมื่อเคลื่อนเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ   ชินจึงอดชื่นชมหญิงสาวไม่น้อยที่สามารถหาตำแหน่งที่มองเห็นบริเวณทั้งหมดของพระตำหนักได้อย่างทั่วถึง โดยที่ไม่มีใครเห็น เนื่องจากเถาของไม้ราตรีที่ทอดยาวตลอดกำแพงนั้นบดบังสายตาไว้  ก่อนที่คิ้วเข้มของราชองครักษ์ร่างสูงใหญ่จะขมวดยุ่งเมื่อทุกอย่างกระจ่างแจ้ง

            “จีเฮ....”  เขากระซิบเบา  เมื่อเคลื่อนกายมาหยุดอยู่ห่างจากนางไม่เท่าไหร่  ภายใต้ร่มไม้เลื้อยเป็นโพรงใหญ่ที่สามารถให้ผู้ใหญ่สองคนยืนอยู่ได้อย่างสบาย  ด้วยการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ ชินจึงสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบจนคนที่ยืนอยู่ก่อนไม่อาจรับรู้ได้  หญิงร่างเล็กในชุดฮวาลยอสะดุ้งสุดตัว ก่อนหันกลับมาด้วยสีหน้าตกใจ แสงคบเพลิงจากมุมกำแพงที่อยู่ห่างออกไปส่องให้เห็นใบหน้าขาวซีดใต้เงาสลัวและดวงตาหวาดกลัว  มือเล็กบีบชายชีมาของตนเองแน่นและสั่นเทา   แม้จะรู้จักคุ้นเคยกันดี ด้วยเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่วัยเยาว์  แต่ถึงตอนนี้  หญิงสาวคงตื่นตระหนกไม่น้อยที่อยู่ ๆ เขาปรากฏตัวขึ้น

            “ชิน...ข้า”

            “ไม่ต้องกลัว ข้ามาผู้เดียว” เขากระซิบเบา  ก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับมือเล็กที่สั่นระริกมากุมไว้เพื่อปลอบประโลมในฐานะคนคุ้นเคย   แม้เขาอยากจะถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น   แต่ดวงตาคู่สวยที่ซุกซ่อนความเสียใจเอาไว้ไม่มิดก็ทำให้เขารู้ได้ในทันที

           เจ้าเองก็รู้เรื่องนี้ใช่หรือไม่

          “ช...ชอฮา... เสด็จกลับไปแล้วหรือ”

            “ไม่ต้องกังวล... จะไม่มีใครรู้”

            ชายหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย  เพื่อปลอบให้นางคลายความตระหนก  ริมฝีปากของนางวังจองจีเฮแบะออก ก่อนที่หยดน้ำตาเม็ดโตจะไหลรินออกมาจากดวงตาในทันที  หนุ่มวัยฉกรรจ์ค่อยเกลี่ยน้ำตาของเพื่อนในวัยเด็กของตนออกมาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน

            “องค์หญิงให้เจ้าดูต้นทางงั้นหรือ”

            “ข้า..ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

            “ข้าผิดเอง  ข้า....ห้ามไม่ได้  ข้าไม่ได้อยากให้องค์หญิงเสื่อมเสียพระเกียรติ  ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนี้  องค์หญิงไม่ได้ตั้งพระทัยที่จะทำเช่นนี้  องค์ชายชานยอลต่างหากที่บีบบังคับให้พระองค์มาพบ”  

            จองจีเฮรู้สึกผิดยิ่งนัก  การชักนำให้บุรุษที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับองค์หญิงผู้เป็นถึงพระชายาขององค์ชายรัชทายาทเข้ามาในพระตำหนักเช่นนี้ ช่างราวกับหญิงชั้นต่ำที่น่าอับอาย  หากมีใครล่วงรู้เข้า พระเกียรติขององค์หญิงจะเสื่อมเสียเพียงใด   โดยเฉพาะหากองค์ชายจงอินทรงทราบเรื่อง  จะเกิดปัญหาร้ายแรงเพียงไร   นางกลัวเหลือเกิน

            “ไม่ต้องห่วง...จีเฮ   ชอฮา...ทรงห่วงพระเกียรติขององค์หญิง ยิ่งกว่าพระหทัยของพระองค์เองเสียอีก”

            “ชอฮา...ทรงทราบเรื่องหรือ”

            “ทรงทอดพระเนตรอยู่ไม่ห่างนัก... ไม่ต้องห่วง    แม้ทรงเชื่อพระทัยพระชายายิ่งกว่าใคร แต่ก็ทรงอยากแน่พระทัยว่า จะไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่จะรับรู้เรื่องนี้  เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ ว่าไม่มีใครล่วงรู้เรื่องนี้”

            “ข้าเป็นผู้จัดเวรยามในค่ำคืนนี้  องค์หญิงรับสั่งว่าปรารถนาจะเสด็จมาชมดอกไม้ราตรีที่นี่ ไม่ให้ใครรบกวน  นางวังยามทั้งหมดจึงไปตรวจตราบริเวณอื่น ไม่เข้าใกล้ศาลาที่ประทับ”

            “งั้นเจ้าก็เป็นคนดูต้นทางจริง ๆ ”

            นางวังจองก้มหน้าหลบสายตาคมกล้าของราชองครักษ์หนุ่ม   ด้วยเกรงกลัวจะหลุดพิรุธออกมาให้เขาจับได้ว่า แท้ที่จริงแล้วนางต่างหากที่เป็นคนนำสารจากองค์ชายชานยอลเข้ามาให้องค์หญิง

            “ดีแล้วที่เป็นเจ้า  ชอฮาทรงห่วงเซจาบินยิ่งกว่าผู้ใด  จึงไม่ปรารถนาให้ใครทราบถึงเรื่องนี้” ชินแจ้ง

            “ชอฮาไม่กริ้วเลยหรือที่เซจาบินพบกับบุรุษอื่น ไม่ทรงหึงหวงเลยหรือไร”

            คำถามนั้นทำให้ชินหัวเราะเบา  ด้วยรู้ดีว่าป่านนี้พระทัยขององค์ชายคงร้อนรุ่มไม่น้อย

            “ทั้งหึงและหวงเลยด้วยซ้ำ” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบ พร้อมด้วยรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมุมปาก “แต่เพราะรักและห่วงมากกว่า  จึงทำอะไรไม่ได้  นอกจากเฝ้ามอง”

            “ชอฮาน่ะหรือ”

            “ทรงเชื่อพระทัยองค์หญิงพระชายาเท่ากับพระทัยของตนเอง... ทรงเชื่อในคำสัตย์ที่เซจาบินได้รับสั่งไว้ตั้งแต่วันอภิเษกสมรส” 

            “แม้ว่า บุรุษอีกท่านจะทรง....” นางโพล่งขึ้น  ก่อนเสียงของนางจะหายลงไปในลำคอ  ริมฝีปากของนางสั่นระริก

            ทั้งที่นางวิตกมาตลอด  ด้วยเกรงกลัวว่าจะมีใครล่วงรู้เรื่องราวในค่ำคืนนี้ขององค์หญิงและทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ   แต่เมื่อได้รับรู้ว่า  องค์ชายผู้เป็นพระสวามีขององค์หญิงแพคฮยอนมิสั่นไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งยังห่วงชายาของพระองค์ถึงเพียงนี้   นางวังเช่นนางก็รู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าไปควักดวงใจออกมาทิ้ง

            “จีเฮ  เป็นอะไร”

            แม้ภักดีด้วยชีวิต หากจะมีใครหักห้ามหัวใจตนเองได้   เฉกเช่นนางที่ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีกับองค์หญิงพระชายาเท่าชีวิต  แต่หัวใจนั้นเล่ากลับปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรจะปรารถนา

            “แม้ว่าข้าจงรักภักดีกับองค์หญิงแพคฮยอนเท่าชีวิต   แต่ในบางครั้ง   ข้าก็รู้สึกอิจฉาพระองค์ไม่ได้  ข้าถึงได้...”

          “พระจันทร์กับน้ำเต้า[1]ชินผู้รับรู้หัวใจของนางดีกล่าวขึ้น  ก่อนแหงนหน้าไปบนท้องฟ้า ที่มีพระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กึ่งกลาง ท่ามกลางรัตติกาลสีดำสนิทและดวงดาวระยิบระยับ

            “เจ้าจำนิทานเรื่องนี้ได้หรือไม่”

            “จำได้สิ...”

            “น้ำเต้าผลกลม ๆ เห็นพระจันทร์ ก็อิจฉายิ่งนัก...น้ำเต้าอยากเป็นพระจันทร์ เพียงเพราะมันคิดว่า รูปร่างของมันช่างเหมือนพระจันทร์ยิ่งนัก”

            จีเฮยิ้มเศร้า  เฝ้ามองพระจันทร์ที่หายไปข้างหลังพุ่มบุปผาราตรีกับบุรุษหนึ่งด้วยความหม่นหมอง

            “แล้วพระจันทร์ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อนานมาแล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ปรารถนาจะเป็นนักร้อง เพราะพบคนร้องเพลงเก่ง... ปรารถนาจะเป็นคนวาดรูปสวย  เพราะไปเห็นศิลปิน  แต่สุดท้ายเธอก็กลายเป็นนักแต่งนิทานที่มีชื่อเสียงแทน  น้ำเต้าถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...” ชินเล่านิทานด้วยน้ำเสียงไม่ต่างจากกำลังเล่าให้จีเฮสมัยเป็นเด็กหญิงฟัง  ก่อนจะหยุด และหันไปยิ้มให้กับสหายสาวที่จดจำมันได้เป็นอย่างดีไม่แพ้กัน

            “พระจันทร์ตอบน้ำเต้าว่า เพราะคนเรามีพรสวรรค์และชีวิตที่แตกต่างกันออกไป”

            “ใช่... น้ำเต้าก็มีชีวิตแตกต่างกับพระจันทร์ที่ต้องลอยส่องสว่างอยู่บนฟ้า”

            “เจ้ากำลังจะบอกว่าน้ำเต้าเช่นข้า...คงมิอาจเป็นจันทรา เคียงข้างดวงตะวันได้เลยหรือ”

            “เปล่าเสียหน่อย  จีเฮ... ” ชินบีบกระชับมือเล็กแน่นขึ้นอีก  และบอกอย่างอ่อนโยน “ข้าจะบอกว่า น้ำเต้านั้นแม้จะเป็นพระจันทร์ไม่ได้  แต่เมื่อน้ำเต้าได้เติบโตและสุกเต็มที่  มันจะกลายเป็นภาชนะที่แข็งแรง และมีประโยชน์มากกับทุกคน”

            “ชิน...”

            “จีเฮของข้าเป็นคนเก่ง...แม้เจ้าจะเข้าวังเพียงลำพัง  ไม่มีผู้อุปถัมภ์เช่นซังกุงนางอื่น แต่กลับเป็นที่โปรดปรานขององค์หญิงพระชายาถึงเพียงนี้ได้  สักวันข้างหน้า ต้องเป็นวันของเจ้าแน่ ๆ ”

            “ขอบใจนะชิน”

          “สิ่งที่ข้าบอกก็คือ อยากให้เจ้าอยู่อย่างน้ำเต้าผู้ทระนง และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่ฝืนตนจนกลายเป็นจันทราปลอม ๆ ที่หาความภาคภูมิไม่ได้   ไม่มีผู้ใดห้ามหัวใจได้หรอก จีเฮ  ที่ทำได้ก็คือการห้ามกระทำของตัวเองไม่ให้ทำผิดต่างหาก”

            หญิงสาวรับฟังสหายในวัยเด็กด้วยความรู้สึกอึดอัดอยู่ในอก  แม้จะรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของราชองครักษ์หนุ่ม  นางพยายามเจียมตัวเจียมตน  และมุ่งมั่นที่จะจงรักภักดีให้กับองค์หญิงแพคฮยอนด้วยชีวิตในฐานะของนางวังคนสนิท แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า

           มีผู้ใดบนโลกที่ห้ามหัวใจของตนเองไม่ให้ไขว่คว้าหาความรักได้อย่างแท้จริงบ้าง...
 

 |

                “ใส่ดี ๆ จนกว่าจะถึงห้องนอนห้ามถอดเด็ดขาด  แล้วก็....ห้ามป่วยอีกนะ...”

                พระชายาแพคฮยอนทอดพระเนตรพระปฤษฎางค์ของผู้เป็นเจ้าของฉลองพระองค์ตัวหนาสำหรับอุณหภูมิเฉียบเย็นนี้ไปจนกระทั่งลับหายไปในเงามืด  ท่ามกลางเสียงพระหฤทัยที่เต้นแรงแทบไม่เป็นจังหวะ  ด้วยมิอาจรู้เลยว่ามาจากสายพระเนตรคมกล้าของพระสวามี  หรือเพราะการรอคอยที่จะได้พบผู้ที่ส่งสารผ่านนางวังจองมาให้กับพระองค์  วรกายบอบบางประทับนั่งสลับยืนชะเง้อมองทางนั้นที ทางนี้ทีอย่างลุกลน ไม่แน่พระทัยนักว่าผู้ส่งสารจะมาในเวลาใด  เนื่องจากกว่าที่พระองค์จะเสด็จออกมายังศาลาที่ประทับได้ก็ต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะออกมาได้เพียงลำพังกับนางวังคนสนิท   โดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าอยู่ ๆ องค์ชายจงอินจะเสด็จมาในเวลาเดียวกันนี้

                หนักพระทัยไม่น้อยไปกว่าผู้ใด  เมื่อมิอาจละเลยบุรุษผู้ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ทั้งที่อยู่ในฐานะของชายาผู้ที่เป็นอนาคตของประเทศ  แม้จะทรงทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์พระทัยก็ตามที                                                             

                ระหว่างที่พระหทัยว้าวุ่นไปด้วยความคิดคำนึง สายลมเฉียบเย็นก็พัดเข้ามาปะทะพระวรกายอีกระลอกหนึ่ง  ก่อนที่เสียงขลุ่ยหวานจะดังคลอมาตามสายลมนั้น   เป็นบทเพลงที่เคยสดับนับครั้งไม่ถ้วน   เพราะมาจากบทกวีที่พระองค์โปรดมากที่สุดตั้งแต่วัยเยาว์

                “ท่านพี่ เป่าขลุ่ยจากกวีบทนี้ได้หรือไม่”       

                “ได้สิ...แต่มีข้อแม้หนึ่งอย่างนะ”

                “ข้อแม้หรือ”

                “เมื่อข้าเป่า  เจ้าต้องร้อง”

                “ได้อยู่แล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าข้าเสียงของข้าน่ะ ใสเหมือนแก้วเลยนะ”

                “ก็เพราะรู้  ข้าถึงอยากฟังไงล่ะ แพคฮยอน” เสียงทุ้มแหบด้วยกำลังย่างเข้าวัยหนุ่มตอบง่าย พร้อมด้วยรอยยิ้มและความสุขที่ทอระยิบระยับอยู่ในดวงตาทรงเสน่ห์   เขาก้มมองหนังสือกวีที่วางอยู่บนตักและอ่านตัวอักษรจีนนั้นอย่างคล่องแคล่วผิดกับเด็กหนุ่มชาวบ้านทั่วไปที่ธิดาตระกูลพยอนเคยรู้จัก   “....ชุนเสียว”

                “รุ่งอรุณแห่งใบไม้ผลิ...” เด็กหญิงพยักหน้า พร้อมกับแปลชื่อนั้นเป็นภาษาของตนอย่างชัดเจน สมกับเป็นบุตรสาวของราชบัณฑิต ที่อ่านเขียนตัวฮันจาได้อย่างคล่องแคล่ว แม้พระเจ้าเซจงจะทรงประดิษฐ์อักษราฮันกึลขึ้นใช้อย่างแพร่หลายแล้ว แต่ตัวฮันจาก็ยังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักปราชญ์ราชสำนักเช่นเดิม ด้วยถือว่าเป็นอักษรชั้นสูงที่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถอ่านเขียนได้ 

 

                                                                        春  眠  不    

                            啼 

                      夜  来    雨  声 ,    

                      花  落  知  多  少 。

                                        

                

 

                    ใบไม้ผลิหลับอยู่มิรู้เช้า

                   แว่วเสียงเจ้าสกุณาทุกแห่งหน

                  หลังราตรีที่พิรุณพัดผ่านพ้น

                 บุปผาข้าจักร่วงหล่นไปเท่าใด

                                                                                                        ชุนเสี่ยว [2]

                วรกายบอบบางประทับนิ่งอยู่ที่เดิม โดยไม่เสด็จไปไหน  สุรเสียงหวานใสร้องเพลงคลอตามเสียงขลุ่ยไปจนจบเพลง ตามสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อนานมาแล้ว   ท่านพี่เป่าขลุ่ย  แพคฮยอนร้องเพลง  

                “ท่านอยู่ตรงนั้นหรือ” รับสั่งถามไปยังต้นเสียงที่หายไป   สายลมพัดหวิวล้อมรอบคล้ายจะทวีความแรงยิ่งขึ้น  ก่อนทรงกระชับฉลองพระองค์อุ่นหนาของพระสวามีเข้ากับพระวรกายแน่น  เพื่อรับไออุ่นที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในเนื้อผ้า  และปกป้องตนจากลมหนาวอันเกรี้ยวกราด

                 “กระหม่อมอยู่ตรงนี้... ครู่ใหญ่แล้ว”

                “ไม่หนาวหรือเพคะ”  สุรเสียงหวานถามกลับอย่างนอบน้อม แม้หางเสียงจะฟังดูประชดเมื่อได้ยินคำกราบทูลขององค์ชายชานยอลที่มีต่อพระองค์ผู้เป็นพระชายาองค์ชายรัชทายาท   

                บอกกี่ครั้งแล้ว...ว่าให้เหมือนเดิม

                เสียงหัวเราะขบขันแผ่วหวิวลอยมาพร้อมกับคำตอบที่ดูผ่อนคลายกว่าเดิม

                “โกรธหรือ”

                “โกรธสิเพคะ”  กระแสรับสั่งเง้างอนทำให้รอยแย้มของอีกฝ่ายยิ่งกว้างขึ้น          

                “อย่าโกรธข้าเลย หากเจ้าโกรธ หรือเกลียดข้าไปอีกคน  ข้าก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว”

                “ท่านพี่....”

                “... ลมหนาว  กองเพลิง  สายฝนและความเจ็บปวดทุกอย่าง  ข้าผ่านมาหมดแล้ว  ไม่มีอะไรที่ข้าหวาดกลัวอีก  แพคฮยอน  ยกเว้นเรื่องเดียว.... แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ”

                รอบ ๆ ศาลาไม้ที่ประทับชมอุทยานขององค์หญิงพระชายาแวดล้อมไปด้วยไม้ดอกนานาพันธุ์  ปลูกสลับกันเป็นทิวแถวอย่างสวยงาม  ถัดจากแถวดอกไม้สูงเท่าพระชงฆ์ มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นกล้าแกร่งอยู่เคียงข้าง โดยที่มีเถาไม้เลื้อยทอดขึ้นสูง พันเกี่ยวต้นไม้บริเวณนั้นจนกลายเป็นอุโมงค์ดอกไม้ที่งดงาม แม้เบื้องหน้าคล้ายพุ่มไม้สูง ดูแน่นหนา แต่ข้างในกลับเป็นอุโมงค์กว้างพอที่จะให้พระองค์หลบซ่อนจากสายตาของฮวางซังกุงได้    องค์หญิงแพคฮยอนทรงเรียนรู้ที่สำรวจ และหาที่ซ่อนส่วนพระองค์ทั่วพระตำหนัก  ฮวางซังกุงก็ไม่ใช่คนที่จะรู้ทันพระองค์นัก  จึงมักจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน    เมื่อองค์หญิงพระชายาจับน้ำเสียงของบุรุษหนุ่มที่อาจหาญลอบเข้ามาในพระตำหนักฝ่ายในได้  จึงทรงสาวพระบาทไปหาอย่างรวดเร็ว      

                คล้ายกับรออยู่แล้ว...  วรกายสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิท ซ่อนพระองค์กลมกลืนกับราตรีไม่เว้นแม้กระทั่งพักตร์รูปไข่ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าสีดำสนิท  ดวงเนตรสว่างสดใสอยู่ในความมืด ทันทีที่วรกายบอบบางเสด็จไปยังเบื้องพระพักตร์  หัตถ์ใหญ่ก็กระตุกผ้าสีดำลง เผยให้เห็นพระฉวีสว่างไสว และ รอยแย้มพระโอษฐ์งดงามที่คุ้นเคย พระหัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่งถือโคมถือขนาดเล็กพอให้เห็นสลัว  แต่ก็ไม่สว่างจนอาจทำให้คนภายนอกสังเกตเห็นได้

                “ทำไมท่านพี่ถึงรู้ที่ซ่อนของข้าได้”

                “ข้ารู้จักเจ้ายิ่งกว่าผู้ใด... เหตุใดจะไม่รู้ ว่าเจ้าหญิงจอมซนของข้า จะหลบซ่อนตัวได้ที่ไหนบ้าง”  แม้คำกราบทูลจะฟังดูไม่จริงจัง  หากองค์หญิงแพคฮยอนรับรู้ได้ว่าในกระแสเสียงนั้นมีความชัดเจนอยู่มากน้อยเพียงใด “เจ้าอาจไม่เชื่อ... แต่ไม่มีเรื่องไหนของเจ้า  ที่ข้าไม่รู้”

                “ท่านพี่แอบเข้ามาในนี้นานแล้วก่อนที่จะเข้าเฝ้าฝ่าบาทใช่ไหม”  

                องค์ชายชานยอลแย้มพระโอษฐ์กว้างขึ้นอีก  แม้จะสดับได้ว่าในน้ำเสียงนั้น มีร่องรอยของความกริ้วโกรธอยู่ด้วย

                “ครึ่งปี...และก่อนหน้านั้น  อีกหลายเพลา”

                “เหตุใดจึงไม่บอกข้า!  เหตุใดจึงเพิ่งเผยตนออกมา” ทรงคาดคั้นด้วยสุรเสียงสั่นเครือ   คำตอบนั้นทำให้พระองค์ทรงสะเทือนพระทัยไม่น้อย  แม้จะทรงคาดเดามานาน  แต่ก็ไม่คิดว่าพระดำรินั้นจะถูกต้อง   องค์หญิงพระชายาเม้มพระโอษฐ์แน่นก่อนตะโกนเอ่ยพระนามซ้ำด้วยความน้อยพระทัย  “บอกข้า...ท่านพี่ชานยอล  เหตุใดจึงทำเช่นนั้น  ข้าไม่สำคัญสำหรับท่านเลยหรือ”

                ดวงเนตรฉ่ำหวานที่ทอดพระเนตรลงมามองพระองค์รื้นด้วยรอยโศก  รอยแย้มที่ประดับอยู่บนพระโอษฐ์คลายลงเป็นเคร่งขรึม

                “ไม่ใช่เลย  ไม่เคยมีสักวันที่เจ้าไม่สำคัญ”

                “แล้วเหตุใดท่านจึง....จึงเพิ่งเปิดเผยตน”

                “ยิ่งสำคัญ  ก็ยิ่งต้องปกป้อง... ยิ่งรักก็ต้องยิ่งถนอม   ยิ่งสนใจ  ก็ต้องทำเหมือนไม่ใส่ใจ” สุรเสียงทุ้มนุ่มตอบ  ก่อนจะแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้าสีดำกำมะหยี่อย่างไร้จุดหมาย    “มีอะไรอีกหลายอย่างที่ข้าต้องทำในระหว่างนั้น   หากเปิดเผยออกไปก็เกรงว่า จะทำให้หญิงที่ข้ารักที่สุด  ต้องลำบาก... และไม่สบายใจ”

                “ท่านพี่”  องค์หญิงแพคฮยอนรับสั่งได้เพียงเท่านั้น  ก่อนที่ทุกอย่างในพระหทัยจะหายลับไปในพระศอ

                “ที่ผ่านมา  ทุกสิ่งและทุกอย่างก็เพื่อเจ้า  เจ้าหญิงของข้า”  รับสั่งหนักแน่น  เมื่อทอดพระเนตรสีพระพักตร์ที่เปลี่ยนไปของหญิงสาวตรงหน้า...  ผู้ที่ตอนนี้  อยู่ในฐานะของ องค์หญิงพระชายาในองค์ชายรัชทายาท

                “ข้างในนี้เป็นเขตพระราชฐาน  ยิ่งดึกดื่นและใกล้วันพิธี ทหารเวรยามข้างนอกยิ่งรัดกุม ท่านพี่ส่งสารมาได้อย่างไร ” ทรงเปลี่ยนเรื่องทันที

                “นางวังจองเป็นคนดี  รอบคอบและน่าไว้ใจ  คงไม่มีเรื่องเล็ดรอดออกไป”

                “ท่านสนิทกับจีเฮตั้งแต่เมื่อใดหรือ... ทำไมข้าถึงไม่ทราบ”

                “ไม่ต้องห่วง  แพคฮยอน  ข้ามีแค่เจ้า... ไม่เคยคิดมองใคร” รับสั่งปนเสียงสรวล  หากองค์หญิงน้อยกลับไม่ทรงขบขันไปด้วย  สุรเสียงใสตรัสห้วน

                “ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น”

                “ข้ารู้สึกว่านางวังจองมีบางสิ่งที่เหมือนกับข้าก็เท่านั้น  ยิ่งนางเป็นคนเดียวที่เข้าใจเจ้าที่สุด...  ข้าก็ยิ่งวางใจ นางฉลาดพอที่จะช่วยให้ข้าได้พบเจ้าได้”

                องค์หญิงแพคฮยอนพยายามจับจ้องพระเนตรคู่ที่คุ้นเคย  และทรงทบทวนความทรงจำในอดีตที่เคยมีกับบุรุษตรงหน้า  ชั่วขณะใจที่ทรงจับได้  ขณะที่ทรงเป็น องค์ชายชานยอลมีบางอย่างที่ต่างไปจาก ท่านพี่ชานยอลไม่ใช่น้อย  ทั้งสายพระเนตร รอยมุ่งมั่น หรือแม้กระทั่งรอยแย้มพระโอษฐ์

                คราใดที่รับสั่งถึงอำนาจราชสำนัก  ก็คล้ายว่า ท่านพี่ของพระองค์จะหลุดลอยไป

                ทว่า  องค์หญิงแพคฮยอนกลับจับกระแสความกระหายในอำนาจนั้นไม่ได้  สิ่งที่สัมผัสได้  มีเพียงไอร้อน ระอุคุโชนราวกับกองฟืนและเชื้อไฟที่รอกลายเป็นไฟลุกโหม

                สายลมนิ่งสงบในวันวาน   กำลังก่อตัวเป็นพายุเกรี้ยวกราด  รอวันพัดทุกอย่างให้พังพินาศลงไป

                “ท่านพี่... ”

                “ข้าชอบให้เจ้าเรียกเช่นนี้จริง”

                “ข้าเองก็ชอบที่จะเรียกท่านเช่นนี้  ท่านพี่”   

                จบประโยคนั้น   ทั้งสองพระองค์จึงประทับนิ่งไปครู่หนึ่ง  มีเพียงสายพระเนตรสองคู่เท่านั้นที่เอื้อนเอ่ยถ้อยรับสั่งต่อกันอย่างเงียบเชียบ  ท่ามกลางลมหนาวและกลีบดอกไม้ที่ร่วงโปรยอยู่รอบพระวรกาย   บุรุษร่างสูงย่อพระองค์เพื่อวางโคมนั้นลงวางที่พื้น  เพื่อยื่นพระหัตถ์มาคว้าข้อพระกรเล็กเข้ามาประคองไว้อย่างทะนุถนอม   

                องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนสะดุ้งเล็กน้อย  แม้อยากจะขยับพระองค์ออก ด้วยตระหนักในฐานะพระชายา   แต่เพราะฝ่าพระหัตถ์ของเจ้าชายพลัดราชบัลลังก์ทั้งสั่นเทา และเฉียบเย็น  แม้สัมผัสนั้นจะจะอ่อนโยน  หากทรงรับรู้ได้ว่าหัตถ์ที่เคยจับแต่เครื่องดนตรี พู่กันและหนังสือกวี กลับกระด้างกว่าหลายปีก่อนมากนัก  จนอดดำริไม่ได้ว่า  ตลอดเวลาที่ไม่ได้พบกัน ท่านพี่ได้ทำอะไรไปบ้าง

                “วันนี้ฟ้าสวยมาก   เจ้าว่าไหม ”

                “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อน  ท่านเคยพูดว่า  จันทร์เสี้ยว กับแสงดาว... เป็นจิตรกรรมที่งดงามที่สุดของโลกนี้  ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจนัก... เพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้” 

                “อาจเพราะบนฟ้านั้นไม่มีมนุษย์หน้าไหนไปแตะต้องมันได้  มันก็เลยยังสวย...และงามอยู่เสมอ”

                “หากข้าเก่งกว่านี้อีกสักนิด... ข้าจะจำลองผืนฟ้านี้ มาเป็นผ้าปักให้ท่าน”

                “จริงหรือ”

                “ข้าปักผ้าเก่งมากแล้วนะ  หากท่านไม่เชื่อ  ข้าจะปักมาให้ดู”

                “เชื่อสิ  ข้าเชื่อเจ้าทุกอย่าง” รับสั่งเรียบง่าย  พร้อมกระชับหัตถ์เย็นแน่นกว่าเดิม 

                “ท่านพี่”

                “หือ”

                “นัดพบครั้งนี้... มีจุดหมายใดหรือไม่   เหตุใดจึงเสี่ยงถึงขนาดนี้”         

                เจ้าชายชานยอลคลี่พระโอษฐ์น้อย ๆ และเบือนพระพักตร์มายังเจ้าของคำถาม  ก่อนเอื้อนเอ่ยเป็นกวีบทหนึ่ง  ที่ทำให้พระขนงโก่งขมวดยุ่ง  พักตร์งามถอดสี

                “อีกไม่นานดวงดาราในคืนแรม  จะอร่ามจ้าแจ่มแข่งแสงจันทร์”

                “ดวงดาวที่คอยให้ถึงคืนเดือนแรม  เพื่อท้าแข่งกับแสงจันทร์ที่แสงด้อยลง...งั้นหรือ”

                สิ้นรับสั่งคล้ายไม่แน่ใจนัก  สุรเสียงทุ้มก็สรวลดังอยู่ในลำคออย่างพอพระทัย  หากสำหรับคนฟังแล้ว กลับดังก้องราวกลองใหญ่ในงานพระราชพิธีสำคัญ

                “เจ้าเข้าใจอะไรได้รวดเร็วเสมอ  แพคฮยอน”

                “ท่านพี่คิดอะไรอยู่ตอนนี้....  คิดจะทำอะไรกันแน่” รับสั่งอย่างร้อนรน   ยิ่งทอดพระเนตรพระพักตร์เปื้อนรอยแย้มสรวล ก็ยิ่งร้อนพระทัย   

                “มีของบางอย่างของข้า  ที่ถูกฉกชิงไป   มันเคยเป็นของข้า  แต่บัดนี้...มันถูกแย่งไปแล้ว  ของสิ่งนั้น...มีแค่คนเดียว ที่สามารถเป็นเจ้าของได้”  รับสั่งเบายิ่งกว่าเบา

                “ราชบัลลังก์หรือเพคะ”  ยิ่งสดับรับรู้ก็ยิ่งร้อนรน  ทรงคาดคั้นทั้งด้วยสุรเสียงและสายพระเนตร “แต่....นั่นหมายถึง กบฏ”

                ดวงเนตรเรียวเล็กเบิกกว้างด้วยความตกพระทัยกับสิ่งที่วาบเข้ามา  ทรงกระซิบด้วยเสียงที่เบายิ่ง...ปรารถนาด้วยพระหทัยแรงกล้าว่าอีกฝ่ายจะทรงปฏิเสธ

                “ข้าหมายถึงเจ้า”

                “ข...ข้า” ทวนคำอย่างไม่แน่พระทัย   ทว่า  กระแสรับสั่งต่อมาของอีกพระองค์กลับชัดเจนเกินกว่าที่จะดำริไปทิศทางอื่นได้แล้ว  องค์หญิงน้อยชักมือกลับด้วยความตกพระทัยยิ่งกว่าคราแรก  ชาวูบตั้งแต่พระบาทถึงพระเศียร

                “ใช่ ทุกสิ่งที่ข้าทำมาทั้งหมด  ก็เพื่อเจ้า   ถึงเวลานี้ข้าพร้อมทุกอย่างแล้ว   ทอง  อาวุธ หรือแม้แต่... กำลังพล ข้าทำได้ทุกอย่าง ขอให้ได้เจ้าคืนกลับมา”  สุรเสียงทุ้มกล่าวด้วยพระพักตร์นิ่งเย็น ดวงเนตรคมฉายแสงแรงกล้าในเงามืดสลัว

                “ถึงตอนนี้ ข้าต้องการรู้แค่อย่างเดียวว่า ดวงใจดวงนี้ ยังเป็นของข้าอยู่อีกหรือเปล่า   เพราะข้ากลับมาครั้งนี้... ก็เพื่อชิงดวงใจของข้าคืน...  ”

                ราชสำนักแห่งนี้  เป็นสถานที่รวบรวมผู้คนที่ล้วนแล้วแต่กระหายซึ่งอำนาจ   ท่านพ่อท่านแม่สอนสั่งและตักเตือนพระองค์มาตั้งแต่จำความได้   ทั้งสองสอนให้ทรงหลีกเลี่ยงที่จะเอาพระองค์เข้าไปไกลความขัดแย้งเหล่านั้น  แม้ทรงทราบ ก็ต้องแสร้งให้ไม่ทราบ  ไม่รู้ความก็ต้องแกล้งเป็นไม่รู้   ทั้งนี้เพื่อรักษาตนเอาไว้  ปกป้องผู้ที่ควรปกป้องมากที่สุด    องค์หญิงแพคฮยอนกระทำตามอย่างดีตลอดมา   แม้จะดูเป็นองค์หญิงผู้ซุกซน  แต่ก็ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ทราบความเป็นไปของฝ่ายต่าง ๆ ภายในวังหลวง   โดยเฉพาะในตอนที่ราชสำนักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย  ทั้งฝ่ายสนับสนุนองค์ชายรัชทายาท   และฝ่ายขององค์ชายชานยอล 

                แต่ด้วยความเชื่อมั่น   องค์หญิงแพคฮยอนเชื่ออยู่ในพระทัยลึก ๆ มาตลอดว่า  ท่านพี่ชานยอล’  ไม่มีวันเข้าร่วมกับอีกฝ่ายเพื่อโค่นราชบัลลังก์.... ไม่มีวัน

                วรกายแบบบางราวถูกสาปให้แข็งทื่ออยู่อย่างนั้น  ไม่มีกำลังแม้แต่จะก้าวกลับหลังไปโดยดี  องค์หญิงแพคฮยอนก้าวถอยหลังเมื่อถูกต้อนด้วยรับสั่งเหล่านั้น    ถึงเวลานี้  พระองค์ไม่อาจตอบคำถามใดได้แม้แต่ข้อเดียว... ไม่ว่าเรื่องพระหฤทัย  หรือแม้แต่ความรู้สึกที่ทรงมีต่อบุรุษผู้เป็นดั่งพระเชษฐา   

                “ไม่!

                อึดใจเดียวกันนั้น ทรงเหยียบกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังอย่างไม่ระมัดระวัง  วรกายซวนเซใกล้ล้ม   เรือนกายหนาจึงถลาเข้ามาคว้าพระองค์เล็กเข้ามาไว้ในอ้อมพระหัตถ์  รวดเร็วและฉับพลัน เกินกว่าจะทรงเรียกสัมปชัญญะคืนกลับมาได้ในทันที   กว่าจะทรงรู้พระองค์  ก็ตอนที่ถูกโอบเข้าไปไว้เต็มพระวรกายแล้ว

                “รอข้าอีกนิด... ข้าจะทำทุกอย่างโดยเร็วที่สุด  และจะนำเจ้ากลับคืนมาเป็นของข้าให้ได้”

                “ปล่อย... ท่านพี่  ปล่อยข้า” แม้จะรับสั่งได้ไม่ต่างจากกระซิบ ด้วยกลัวว่าจะมีผู้ใดล่วงรู้    แต่องค์หญิงน้อยก็ต่อต้านอย่างเต็มพระกำลัง  ด้วยตระหนักดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้  ไม่ควร เพียงใด  ถึงจะเป็นพี่ชายที่ผูกพัน... แต่พระองค์ในตอนนี้ ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้    

                ทว่าพระองค์ก็แบบบางเกินกว่าจะสู้กับวรกายสูงใหญ่นี้ได้

                “อย่าทำแบบนี้... ปล่อยข้า”  ยิ่งดึงดัน ยิ่งแน่นหนา เมื่ออยู่ในอ้อมพระหัตถ์แกร่งกล้านี้  องค์หญิงทำสิ่งใดไม่ได้มากไปกว่าการสะอื้นอยู่ในพระทรวง ก่อนที่ถ้อยรับสั่งหนึ่งจะทำให้บุรุษผู้แข็งแรงกว่าคลายพระพาหาออก

                 “ข้าแต่งงานแล้ว    ข้า...เป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้ว”

                วรกายสูงใหญ่เคลื่อนห่างออกมาเพื่อจับจ้องดวงพักตร์ที่กำลังซีดเซียวอย่างพิจารณา   เนตรคมวาววาบด้วยความไม่เข้าใจ  ก่อนที่สุรเสียงแหบพร่าจะรับสั่งถามราวกับไร้พระกำลังลงไปในฉับพลัน

                “เจ้ารักสามีของเจ้าหรือ!

                พักตร์ขาวเบือนหลบคำถาม ขนงขมวดมุ่น  ดวงเนตรจับอยู่แค่ดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ท่ามกลางความมืดอย่างว้าวุ่น   ก่อนเลื่อนมายังฝ่าพระหัตถ์หนาที่กุมข้อพระกรไว้

                “ปล่อยข้าเถอะ...”  ทรงร้องขอ... วิงวอน  กระทั่งอีกฝ่ายทรงยินยอมในที่สุด  แม้จะไม่เต็มพระทัยนักก็ตาม

                “ข้าทำตามที่ท่านปรารถนาไม่ได้  ถึงอย่างไรก็ตามตอนนี้ข้าเป็นพระชายาขององค์ชายรัชทายาท   ข้าไม่อาจตามใจตนเองได้  ชีวิตของข้าได้ถูกมอบให้เป็นของราชวงศ์แล้ว”

                “มอบให้เป็นของราชวงศ์งั้นหรือ  ข้าอยากร้องไห้นัก  เจ้าหญิงผ้าขาวของข้ามีค่าแค่นี้หรือ”

                “ท่านพี่เหตุใดถึง... กล่าวเช่นนั้น”

                “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมเจ้าถึงต้องอยู่ที่นี่...ในเวลานี้   เหตุใดองค์ชายรัชทายาท  ถึงไม่ได้ไม่แยแสเจ้าเลย” สีพระพักตร์เครียดขรึมยิ่งขึ้นทุกขณะ   “ก็เพราะว่า.... ราชวงศ์ ต้องการอำนาจของท่านราชบัณฑิตพยอน  ต้องการสมอง และที่ปรึกษาเช่นท่านมยอนเฮ เพื่อทดแทนอำนาจทางการเมืองที่พระองค์ไม่มีอย่างไรเล่า!

                แม้จะรับสั่งด้วยสุรเสียงอันเบา  แต่ถ้อยรับสั่งนั้นก็เกรี้ยวกราดพอที่จะเขย่าพระหฤทัยได้  

                “เจ้าจงรักภักดีกับคนที่มองเห็นเจ้า.เป็นเพียงแค่เบี้ยในกระดาน ที่อาจถูกเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้เท่านั้นหรือ  แม้แต่พระมเหสีที่เจ้าเคารพ... เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระนางทรงทำสิ่งใดไว้บ้าง”

                “พระมเหสี.... ”  ทรงทวนคำอย่างไม่เข้าพระทัย

                “แพคฮยอน  อย่าเชื่อใจคนพวกนั้น ... เจ้าเองก็เป็นแค่เครื่องมือในการสร้างฐานอำนาจเท่านั้น ”

                “ข้าไม่รู้   ตอนนี้หมดเวลาแล้ว...ข้าต้องไป”

                องค์หญิงแพคฮยอนสั่นไปทั้งวรกาย  ทรงพยายามหนี  แต่ก็ทำไม่ได้  เพราะถูกคว้าตัวไว้   พระพักตร์ซีดเผือด ทั้งสับสนและว้าวุ่นในพระทัย

                “รู้ไหมว่าพระมเหสีจงใจให้เจ้าเป็นพระชายาเพราะอะไร..... ไม่ใช่เพราะท่านมยอนเฮผู้เดียว   แต่เพราะเจ้า คือดวงใจของข้า   เพราะเจ้าคือทุกอย่างของข้า  พระองค์จงใจที่จะพรากเจ้าไปจากข้า   แพคฮยอน...ได้ยินไหม    ข้าสูญเสียทุกอย่างไปเพราะพระองค์  แม้แต่หัวใจของข้า”

                “ถึงตอนนี้.... สิ่งที่เจ้าพยายามทำมาทั้งหมด  มันก็คือการปกป้องราชบัลลังก์จอมปลอม  ที่คนพวกนั้นไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของด้วยซ้ำ”

                “และเจ้า  ก็จะกลายเป็นเพียงแค่ดอกไม้ประดับราชบัลลังก์เท่านั้นเอง”

                “ปล่อย.... ปล่อย”

                “แพคฮยอน...ฟังข้า  เจ้าน่ะ  เป็นแค่....”

                เพี้ยะ!

                “ปล่อย!  ก่อนที่ข้า...จะเกลียดท่านพี่ไปมากกว่านี้!” แม้จะรับสั่งด้วยสุรเสียงสั่นเครืออยู่ในพระศอ เบายิ่ง และเจ็บปวด   หากผู้สดับรู้สึกราวกับถูกหยุดเวลาไว้   หฤทัยของบุรุษหนุ่มผู้ต้องเผชิญกับความสูญเสียมาตลอดชีวิต คล้ายกับจะถูกมือหนึ่งคว้าไปทำลายจนดับสิ้น

            เหมือนกับว่า... แผ่นดินตรงหน้ากำลังถล่มลง

            “เกลียดหรือ  เกลียดพี่แล้วหรือ” เสียงสั่นพร่าเอื้อนเอ่ยหวิว  กลีบพระโอษฐ์หนาสั่นระริก  ก่อนที่วรกายสูงใหญ่แข็งแกร่งจะโอนเอนราวถูกเขย่าด้วยมรสุมลูกใหญ่

            “เกลียดพี่แล้วงั้นหรือ.... แพคฮยอน”

            “ท่านพี่กลับไปเถอะ...กลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้” องค์หญิงพระชายาเบือนหน้าหนีจากองค์ชายชานยอล  พร้อมกราบทูลอย่างลำบากพระทัย   วรกายแบบบางหมุนกลับไปยังทิศทางที่เข้ามา พร้อมกับปฤษฎางค์ที่สั่นเทา   พระชายาแพคฮยอนกระชับฉลองพระองค์แนบวรกายยิ่งขึ้น พร้อมกับอัสสุชลที่ไหลลงมาอาบปรางนวล เสียงสะอื้นจากในพระทรวงสะท้านลึก เพราะสิ่งที่รับสั่งออกไปนั้นไม่ต่างจากธนูอาบยาพิษที่พุ่งตรงไปยัง ‘ท่านพี่ของพระองค์

            แม้แต่การทอดพระเนตรพักตร์ที่ซีดเผือดลงนั้นจะยากเพียงใด... แต่องค์หญิงแพคฮยอนเพิ่งรู้ตอนนี้ว่า การก้าวพระบาทไปข้างหน้านั้นยากยิ่งกว่า

            ราตรีมืดมิดและเงียบสงบกำลังเขย่าพระองค์ให้สั่นไหวและรวดร้าว  หัตถ์เล็กสั่นระริกยกขึ้นปิดพระโอษฐ์ไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดรอดออกมา    แต่ถึงกระนั้น... เสียงสะอื้นลึกจากคนที่อยู่เบื้องหลังนั้นกลับทำให้รู้สึกทรมานยิ่งกว่าการห้ามไม่ให้พระองค์  เองกรรแสงออกมา

            “อย่าร้องไห้  แพคฮยอน ย...อย่าร้อง...”

            “ท่านห้ามคนอื่นร้องไห้ได้ยังไง ในเมื่อท่านก็ร้องเหมือนกัน”

            “ถ้าหากเจ้าเกลียดข้าแล้ว  เจ้าต้องไม่ร้อง  เจ้าต้อง... เข้มแข็งพอที่จะเดินจากไปให้ไกล...ไกลจากสายตาของข้า”

            “ท่านต่างหากล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายเดินไปให้ไกลจากข้า  ท่านต่างหากล่ะที่ต้องไป ”

            “เจ้าอยากให้ข้าไปหรือ” ข้างหลังนั้น  สุรเสียงเบายิ่งกว่าเบาแว่วมาอย่างทรมาน  ทุกคำที่เปล่งออกมานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจนแม้แต่คนฟังเองก็ทนไม่ได้  “... นั่นคือความปรารถนาของเจ้าหรือ  นั่นคือสิ่งที่ข้าควรทำเพื่อเจ้าหรือ”

            อัสสุชลไหลอาบดวงพักตร์จนแทบไม่เหลือพื้นที่ใดที่ไม่ได้รับสายน้ำแห่งความทรมานนั้น  ทรงหมุนวรกายกลับคืนยังบุรุษผู้ที่กำลังร้องไห้หนักไม่ต่างกัน   เพื่อที่จะพบกับวรกายสูงที่ประทับอยู่เบื้องล่าง  พระชงฆ์ติดอยู่ที่พื้น อังสาสั่นสะท้านราวกับใบไม้ที่ต้องลมแรง  ยิ่งมองไปยังดวงเนตรอาบชุ่มก็ยิ่งรวดร้าวไม่ต่างกัน

            เสด็จไปอย่างเงียบเชียบพร้อมเสียงสะท้านในพระทรวง    หัตถ์เล็กหยิบผ้าซับพระพักตร์ส่วนพระองค์ขึ้น  และทรุดวรกายลงยังพื้นดินในระดับเดียวกัน   ไม่มีรับสั่งใดระหว่างทั้งสองเมื่อเนตรสองคู่กำลังแลกเปลี่ยนทุกสิ่งในพระหทัยให้แก่กันอย่างลึกซึ้ง นิ้วพระหัตถ์บอบบางค่อย ๆ ใช้ผ้าบรรจงเช็ดอัสสุชลบนพักตร์ขาวอย่างบรรจง   ต่อให้ไม่มีทีท่าว่าน้ำใส ๆ นั้นจะหยุดไหลบ่าออกมาก็ตามที  

            “ห้ามร้อง... หยุด  นี่เป็นพระบัญชา”   

            “พระบัญชา ขององค์หญิงพระชายหรือ  กระหม่อม”

            “ขององค์หญิงน้อย... องค์หญิงผ้าขาว... ของท่าน” 

            “รับด้วยเกล้า... เกล้ากระหม่อมขอรับพระบัญชา”

            ทรงก้มพระเศียรลงเล็กน้อยเพื่อรับบัญชาของผู้ที่อยู่เบื้องพระพักตร์ สตรีที่ไม่ได้อยู่แค่เหนือเกล้าแต่ประทับอยู่เหนือ ‘หฤทัยของพระองค์มาเนิ่นนาน   เจ้าของวรกายที่บอบบางและน่าถนอมกำลังกรรแสงหนักไม่ต่างกัน   เมื่อเงยขึ้นองค์ชายชานยอลจึงส่งเสียงจากพระศออย่างไม่พึงพระทัยนัก  เพราะพักตร์นวลเองก็เปรอะไปด้วยอัสสุชล   หัตถ์ใหญ่ยกขึ้นเกลี่ยอย่างทะนุถนอม  แต่เมื่อกรรแสงแรงขึ้น จึงทรงดึงผ้าจากหัตถ์เล็กออก และใช้ชายด้านที่ยังแห้งเช็ดให้อีกพระองค์บ้าง

            ซึมซับรับรู้โดยไม่มีคำพูดใด ๆ ว่ากำลังเจ็บปวดเพียงใดจากการทำร้ายกันและกัน    ทั้งผู้กระทำและถูกกระทำก็ล้วนแล้วแต่ต้องรับผลนั้นเช่นเดียวกัน

เอี๋ยนเซียว[3]ปีนี้ราตรีหมอง

ฉันเหม่อมองจันทราเด่นแสงโคมฉาย

แต่หนึ่งคนที่เคยพบเมื่อปีกลาย [4]

กลับลับหายทิ้งให้ฉันนองน้ำตา   

                                      (เซิงจาจื่อ : นัดพบหลังอาทิตย์อัสดง[5] )

            “วันนั้น...เป็นวันที่พระจันทร์สวยที่สุด  ข้านอนแทบไม่หลับ  เพราะนัดกับเจ้าไว้ว่าเย็นวันนั้น  จะไปพบกันที่เทศกาลประดับโคมด้วยกัน  ข้าจะแต่งตัวหล่อ ๆ ให้เหมือนเจ้าชาย  ให้เหมาะสมฐานะของคุณหนูตระกูลพยอน   และเดินชมดอกไม้กับเจ้าทั้งคืน   ข้าจะบอกทุกอย่างกับเจ้า  บอกว่าความจริงแล้วข้าไม่ใช่คนจรหมอนหมิ่น  ไม่ใช่คนป่าที่ไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่งจนต้องสร้างกระท่อมเก่า ๆ ไว้กลางป่า  ข้าจะบอกกับเจ้าว่า... ข้าเหมาะสมกับฐานะของตระกูลราชบัณฑิตเพียงใด และมอบสิ่งนี้ให้กับเจ้า”

            “ข้าผิดนัด ข้าไปพบท่านไม่ได้..ท..ท่านพี่”

            ห่อผ้ากำมะหยี่สีแดงยาวประทับลายมังกรสีทองถูกดึงออกมาเปิดออก  พร้อมกับส่งมอบให้หัตถ์เล็กรับไว้   เนตรเรียวเล็กจับจ้องพีนฺยอสีทอง  ส่วนปลายเป็นรูปหงส์คาบพระจันทร์อันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชินี 

            “มันเคยเป็นของท่านแม่... ท่านพ่อ มอบให้ท่านแม่ในวันแต่งงาน  โปรดรับไว้... ”

            “ข้ารับไม่ได้”

            “เจ้าโยนมันทิ้งได้เสมอ...”

            “ท่านพี่!....

            ทรงส่ายพักตร์ปฏิเสธและเก็บหัตถ์ทั้งสองไม่ยอมรับของที่ประทานไปแล้ว  

             องค์หญิงประคองพีนฺยอนั้นด้วยพระหัตถ์อันสั่นเทา  ด้วยความหนักอึ้งและตระหนักดีถึงความหมายของสิ่งนี้   แม้จะพยายามที่จะส่งคืน แต่อีกพระองค์ก็ไม่ยอมรับ  จึงได้แต่ดำริในพระทัยว่า อย่างไรเสียจะต้องคืนให้ได้ 

            “วันที่ข้าอายุ ๕ ขวบ  บ้านของข้า  ถูกคนใจร้ายจุดไฟเผา... พ่อของข้า ถูกฆ่าในกองไฟ  พ่อ...ที่ยอมตาย เพื่อปกป้องแม่และข้า  เจ้าเคยเห็นใช่หรือไม่  ซากบ้านหลังนั้น...”ก่อนรับสั่งเท้าความไปยังเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครั้นยังทรงพระเยาว์

            องค์หญิงแพคฮยอนผงกเศียรรับ   พื้นที่นั้นเป็นสถานที่หวงห้ามของพระราชวัง    ลานโล่งเตียนและร่องรอยพระตำหนักที่เคยถูกเผาไฟ  มีเรื่องเล่าของนางกำนัลมากมายที่บอกถึงตำนานสถานที่นั้น  ตามด้วยความเชื่อว่าหากเข้าไปใกล้จะถูกวิญญาณของผู้ที่เคยประทับอยู่ทำร้าย   ทว่าถึงตอนนี้  องค์หญิงแพคฮยอนทรงทราบแล้วว่า  แท้จริงแล้ว... ผู้ที่เคยประทับอยู่ที่นั่นต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกทำร้ายมา

            “ข้าถูกขโมยบ้านไป ถูกขโมยทุกอย่าง แต่สวรรค์ก็ยังยุติธรรม ไม่ยอมปรานีคนผิด คนเลวที่สั่งฆ่าครอบครัวข้าถูกจับ... ถูกประหารด้วยโทษกบฏ   พวกมันถูกตัดหัวประจานรอบเมือง.... ข่าวดังไปทั่วโชซอน  ประชาชนทุกคนรับรู้กันทั่ว ดีใจที่กบฎหนักแผ่นดินถูกลงทัณฑ์  แต่ข้าก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมข้าไม่ได้กลับบ้านล่ะ   ทำไม...พวกเค้าไม่มาเชิญข้ากับแม่กลับบ้าน”

            สุรเสียงขององค์ชายพลัดราชบัลลังก์เต็มไปด้วยความเจ็บแค้น  และน้อยพระทัยในโชคชะตา   ความยากลำบากของผู้ที่เกิดบนบัลลังก์มังกร  แต่กลับถูกผลักไสให้อยู่ข้างนอกวังมากมายและทุกข์ทรมานเพียงใด แม้แต่องค์หญิงแพคฮยอนก็ยังคาดเดาไม่ได้ทั้งหมด   

            “พวกเค้าเลือกที่จะเชิญอาของข้าขึ้นมาแทน   พวกเค้า... ให้น้องชายของพ่อดูแลบ้านของข้า  ทำทุก ๆ อย่างแทนพ่อข้า...   ข้าคงไม่โกรธพวกเขาหากมันเป็นแค่นั้น  เพราะพวกเขาเป็นคนรวบรวมราชบัลลังก์ให้กลับคืนมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และข้าก็ยังเด็กเกินกว่าจะครอบครองมันได้    แต่มันกลับกลายเป็นว่าข้าและแม่ไม่มีสิทธิแม้แต่จะอยู่ใกล้บ้านหลังเดิม   ข้ารับใช้เดิมที่เคยเป็นของข้า กลับเป็นฝ่ายไล่ล่า  และขับให้ข้ากับแม่หนีเข้าไปอยู่ในป่า... พี่เลี้ยงที่เคยดูแลข้ามาตั้งแต่เกิด  ก็เป็นฝ่ายถือดาบหันมาทางข้า”    

            “ท่านพี่... ”

            “วันที่ข้าอายุ 10 ขวบ ข้าออกไปซื้อของกับแม่ แต่กลับถูกโจรทำร้าย   พวกมันไล่พวกข้าเหมือนหมูเหมือนหมา   ทำเหมือนกับข้าไม่ใช่คน   ข้าเพิ่งมารู้ในตอนสุดท้ายว่าทั้งหมดนี้...ก็คือคำสั่งมาจากอาสะใภ้ของข้า”

            องค์หญิงแพคฮยอนทอดพระเนตรเห็นความอ่อนแอกว่าที่เคยพบในสายพระเนตรของ ท่านพี่จึงไม่อาจจะทรงขัดหรือหนีไปได้   ทรงอยากรับฟังทั้งหมด  ทุกความคิด ทุกเรื่องราวของท่านพี่ชานยอลด้วยพระองค์เอง  มากกว่ารับฟังมันจากใคร

            “ข้าพยายามถามแม่ทุกวันว่า ทำไมเรากลับบ้านไม่ได้ แต่แม่ตอบแค่ว่า ที่นั่นไม่ใช่บ้านของข้าอีกแล้ว   ข้าไม่เข้าใจ  ข้าถามตัวเองทุกวันว่าทำไม  ข้าต้องการกลับไป... กลับไปพิสูจน์ว่า  บ้านของข้า  มันเป็นของคนอื่นจริง ๆ ใช่ไหม  แต่ข้าก็เด็กเกินกว่าจะออกไปทำทุกอย่างได้คนเดียว  ข้าก็เลยทำได้แค่รออยู่ในป่านั้น  ก็น่าแปลกที่นั่นไม่มีใครเข้ามาทำร้ายข้าได้เลย... ไม่มีแม้แต่ผู้เดียว แต่ที่นั่นกลับทำให้ข้าได้เพื่อน... ได้รู้อะไรมากมายผ่านสายตาเพื่อน  ได้พบคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตข้ารองจากท่านแม่ ”

            หัตถ์ใหญ่ประคองพระหัตถ์ของ คนสำคัญในพระหทัยขององค์ชายผู้สูญเสียทุกสิ่งในพระชนม์ชีพไปจนหมดสิ้น ขึ้นมาแนบพระพักตร์  นิ้วพระหัตถ์เรียวยาวสั่นระริกและเฉียบเย็นพอ ๆ กับตอนที่ฟาดลงมายังพระปรางเมื่อครู่ที่ผ่านมา   

            “ถ้าข้ามีเจ้า... บ้านจะสำคัญอะไร   เมื่อข้าเป็นผู้ใหญ่  ข้าจะออกจากป่านั้น  และพาท่านแม่ กับผู้หญิงที่ข้ารักที่สุดไปยังที่ ๆ สบายขึ้น ข้าอ่านหนังสือมากขึ้น ท่องเที่ยวและทำงานหนักมากขึ้นเพื่อคนสำคัญของข้า  แต่สุดท้าย...พวกเค้าก็พรากคนที่ข้ารักที่สุดจากไปอีก   แม้แต่คนสำคัญของข้า... เค้าก็ยังตามมาพรากไป  ข้าจะเหลืออะไรอีก  แพคฮยอน... ข้าเหลืออะไรอีก บอกข้าสิ”

            “ท่านพี่... อย่าร้อง” 

            ทรงห้ามผู้เล่าที่เปรอะน้ำตาแทนเมื่อมิสามารถกลั้นเสียงสะอื้นของพระองค์ได้   ผ้าซับพระพักตร์ผืนเดียวที่มีอาบชุ่มไปจนไม่อาบซับสิ่งใดได้แล้ว

            “ข้าจากโชซอนไปเพราะไม่เหลืออะไรอีกแล้ว... ข้าไปยังแผ่นดินใหญ่โน้นอย่างคนสิ้นไร้ไม้ตอก  ไม่มีอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว   ข้าหวังว่าข้าจะลืมเจ้า...ลืมทุกสิ่งที่ทำร้ายข้า ”

            “ข้าขอโทษ...ท่านพี่ พอเถอะ ไม่ต้องเล่าอีกแล้ว  ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว”

            แม้สายลม....สงบนิ่งด้วยความเศร้าสร้อย และไม่พัดเกรี้ยวกราดเช่นเมื่อครู่  หากความสงบนั้นกลับกำลังทำให้พระหทัยโอนเอนมากกว่าพละกำลังอันรุนแรง    ที่ผ่านมา  ในวันที่ไม่มีพระองค์อยู่นั้น  สายลมของพระองค์เป็นอย่างไร   องค์หญิงแพคฮยอนไม่รู้เลย 

            ถึงตอนนี้ ยิ่งตระหนักว่าพระองค์เป็น ‘คนสำคัญสำหรับอีกฝ่ายมากเพียงใด  ก็ยิ่งลำบากพระทัยมากกว่าก่อนหน้านี้  

            พระหฤทัยแทบขาดเมื่อกลายเป็นผู้หยิบยื่นคมดาบเข้าไปเชือดเฉือนพระทัยของท่านพี่ชานยอล    ผู้ที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมามากมายแค่ไหน... ทรงโดดเดี่ยวและผิดหวังแค่ไหน   องค์หญิงแพคฮยอนรับรู้ได้ผ่านทุกหยาดอัชสุชลที่ไหลหลั่ง   วรกายแข็งแกร่งดั่งผาหิน  กลับอ่อนแอและสั่นเทาอย่างไม่เคยเห็นเป็นมาก่อน    เพียงแค่พระองค์เอ่ยคำว่า ‘เกลียดและไล่ให้ไกล  สายลมของพระองค์ก็แทบไม่เหลือกำลังที่จะพัดแม้แต่ใบไม้แห้ง    

            แม้จะเอ่ยคำขอโทษนับสิบครั้ง  ก็เทียบอะไรไม่ได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            เหตุใดสวรรค์จึงต้องทำให้ชายผู้นี้ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า   เหตุใดจึงไม่ประทานความสุขให้เขา

          “ข้าควรทำอย่างไร... ข้าไม่อยากให้ท่านเจ็บปวด  ไม่อยากให้ท่านร้องไห้อีกแล้ว”

            ทรงกระซิบอยู่กับพระองค์เอง  เมื่ออีกฝ่ายแนบพระพักตร์ลงบนฝ่าพระหัตถ์พร้อมกับแรงสะอื้นอย่างหนัก 

            พระหฤทัยที่ว้าวุ่นมาตลอดหลายวัน  กำลังสับสนและหาหนทางที่จะตอบคำถามที่ทรงตั้งไว้    มันยังคงเป็นเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ทรงทบทวนพระองค์เองว่า  หากเลือกได้ตั้งแต่คราแรก...จะทรงเลือกเข้ามาเป็นพระชายา หรืออยู่เคียงข้างบุรุษผู้นี้  ไม่ว่าครั้งใดที่ได้ทรงถามพระองค์   ก็มีคำตอบเดียวที่ได้รับ  คำตอบนั้น....ยังเป็นคำตอบเดิม  ที่ไม่อาจบอกใครได้อีก  ด้วยคาเชหนาหนักนั้นได้หมายรวมถึงน้ำหนักของหน้าที่ด้วย

            คำตอบที่ทำให้พระองค์ได้แต่ทวงถามสวรรค์อยู่ร่ำไป

            เหตุใด... ชะตากรรมทั้งหมด  จึงกำหนดให้พระองค์ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้  

          “ข้าขอโทษ...ท่านพี่  ข้าขอโทษ”

 

           

|

           

            กลิ่นดอกไม้ราตรีหอมฟุ้งกรุ่นกำจายตลอดพระตำหนัก  สายลมช่วยพัดพาให้กลิ่นของดอกไม้หลายชนิดพัดมาประทะนาสิกของผู้ประทับยืนนิ่งมาเป็นระยะเวลานาน   ปลายฤดูใบไม้ร่วงอุณหภูมิกำลังลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนแม้แต่ผู้ที่ฝึกรบกลางหิมะอย่างพระองค์เองก็ยังอดสะท้านไม่ได้   หัตถ์แกร่งที่เคยจับแต่อาวุธเลื่อนไปบนผิวสัมผัสของงาช้างเรียบลื่น  พีนยอลวดลายเรียบง่ายสีขาวหม่นไม่สะดุดตาในพระหัตถ์นั้นยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ส่งต่อไปยังผู้ที่ควรจะเป็นเจ้าของ    โดยที่พระองค์เองก็ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเมื่อไหร่ที่จะได้ประทานให้

            ไม่ใช่พีนยองดงามสูงค่าสมฐานะองค์หญิงรัชทายาท    แต่คือปิ่นปักผมธรรมดา ๆ ที่สามีคนหนึ่งปรารถนาจะประดับลงบนคาเชของภรรยาด้วยหัตถ์ของพระองค์เอง 

            “ข้าบอกแล้วอย่างไร..เหตุใดจึงไม่เชื่อ”

            นานเนิ่นนักกว่าที่องค์หญิงรัชทายาทแพคฮยอนจะเสด็จออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่นั้น  วรกายแบบบางสั่นสะท้านขณะก้าวออกมายังศาลาที่ประทับ  พระพักตร์ที่มักประดับด้วยกลีบโอษฐ์คลี่แย้มสรวลและรอยเง้างอนอยู่เสมอบัดนี้เรียบเฉย  หม่นหมอง  เนตรเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย มือสองข้างปิดโอษฐ์ไว้อย่างแน่นหนา  ก่อนที่เสียงครวญหวิวด้วยเพลงขลุ่ยจะดังยาวคล้ายคำบอกลาจะทำให้หัตถ์ทั้งสองตกลงมาแนบวรกาย  

            สิ่งที่ยังคงพอทำให้ทรงเชื่อมั่นพระทัยในขณะนี้  ก็คือฉลองพระองค์สีน้ำเงินที่วางอยู่บนพระอังสาสั่นเทา  ผ้าหนายังคงวางอยู่อย่างมั่นคง...แม้ไม่ทรงทราบเลยว่าพอทำให้พระชายาอุ่นบ้างหรือไม่  แต่อย่างน้อยก็อุ่นพระทัยที่มันยังไม่ถูกโยนทิ้งราวของไร้ค่า

            “ฮึก... ”

            ชั่วอึดใจต่อมา  เสียงสะอื้นไห้อย่างไม่เก็บกลั้นก็ดังออกมา  วรกายแบบบบางทรุดลงบนพื้นไม้และซบพักตร์ลงบนพาหาเล็ก   เสียงกรรแสงดังแว่วพร้อมกับเสียงใบไม้สะบัดล้อลม 

            ทรงประทับยืนเฝ้าอย่างเงียบเชียบไม่ห่างจนกระทั่งนางวังคนสนิทที่ทรงเห็นติดตามอยู่ข้าง ๆ ไม่ไกลจากฮวางซังกุงเสมอเดินเข้ามาปลอบโยนกระทั่งคลายจากอาการร่ำไห้  ก่อนจะประคองกลับขึ้นพระตำหนักไปอย่างเชื่องช้า

            “หากไม่คิดถึงข้า...ก็โปรดคิดถึงตัวเองให้มากได้ไหม... ข้าขอร้อง”

          ในวังหลวงแห่งนี้  แม้จะสะดวกสบาย มีผู้รับใช้ และทรัพย์สินเงินทองมากมายให้ใช้จ่ายอย่างสบาย

          แต่ทั้งหมดนั้น ก็ต้องแลกกับการที่มีผู้คนรายรอบ   มีอำนาจ  มีความกระหายอยาก   และมีบทลงโทษอย่างแสนสาหัสสำหรับผู้ที่พลั้งพลาดไม่ระวังตน

          ผู้ที่เข้มแข็งและระวังตนที่สุดเท่านั้นที่จะได้เขียนประวัติศาสตร์

          ดังนั้นสิ่งที่ทรงกลัวที่สุดก็คือ... หากเกิดอะไรขึ้น  พระองค์จะปกป้องหญิงที่รักที่สุดไม่ได้

          “ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าข้างนอกนั้น....มันหนาวเหน็บกว่าที่เจ้าจะคาดถึงนะ  แพคฮยอน”

          อย่าเลือก...หรือเสี่ยงทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวดเลย

 

 TBC.
โปรดติดตามตอนต่อไป

 













[1] นิทานพื้นฐานเกาหลี เรื่อง달과 พระจันทร์กับน้ำเต้า สรุปความจากหนังสือ นิทานเกาหลี(ฉบับสองภาษา) สิรินาถ ศิริรัตน์ 
[2] บทกวี “เช้าตรู่ฤดูใบไม้ผลิ(春)” ของ เมิงเฮ่าหยัน  孟浩然 หน้า ๒๐๓  หนังสือวรรณคดีจีน ประวัติและผลงานสะท้านโลก – ส.สุวรรณ  (ถอดความคำแปลจากหนังสือ และประพันธ์ใหม่โดยผู้เขียน เพื่อเพิ่มอรรถรสและเสียงสัมผัสให้ไพเราะเหมาะกับการเป็นบทเพลงมากยิ่งขึ้น) 

[3] เทศกาลเอี๋ยนเซียว  ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นเทศกาลจุดโคมไฟบวงสรวงเทวดา  เป็นวันที่จะประดับโคมไฟไว้ตามพระราชวัง  วัดวาอาราม  และบ้านเรือนทั่วไป (เป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับอิทธิพลจากจีน)

[4]ปีกลาย  - ปีที่แล้ว , ปีก่อน  

[5] ฉันทลักษณ์ เซิงจาจื่อ (นัดพบหลังอาทิตย์อัสดง) โดย โอวเอี๋ยงซิว  หน้า ๒๘๓  หนังสือวรรณคดีจีน ประวัติและผลงานสะท้านโลก – ส.สุวรรณ  (ถอดความคำแปลจากหนังสือ และประพันธ์ใหม่โดยผู้เขียน เพื่อเพิ่มอรรถรสและเสียงสัมผัส)
 

 
 

 

 

 

 

 

 

ฝากแท็ก #มูกุงฮวา  ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะคะ  

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด และไม่เคยลืมเรื่องนี้ *โปรยหัวใจให้ทุกคน*

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #429 geejajaa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 06:34
    ม่ายยยย สงสาร น้ำตาไหล เลยอ่ะ ซึ้งมากๆ มองจากฝั่งชานยอล โคตรน่าเห็นใจที่เป็นแบบนี้เลยอ่ะ แต่ก็เป็นห่วงแพคฮยอนมากเหมือนกัน ฮืออออออ
    #429
    0
  2. #428 kimbonus (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 03:56
    ท่านพี่ชานตอนนี้ค่อนข้างน่าสงสารจากเรื่องราวในอดีตแต่ติดลบตรงที่เล่าเรื่องการชิงราชบัลลังคืนไม่ว่าจะเพื่ออำนาจหรือองค์หญิงอาจจะทำให้องค์หญิงคิดได้ว่าชายที่รักกำลังจะทำการไม่ดีต่อสามีที่ตนต้องปกป้อง เคียงข้างในหน้าที่ ไม่ว่าจะเพื่อให้ทรงรับรู้ว่าองค์หญิงยังเป็นคนสำคัญต่อท่านพี่ชานไม่เปลี่ยนแปลงหรือเพื่อให้ทรงหวั่นไหวเอยเอียงมาทางตนบ้างนั้นก็ตาม

    โดยที่ท่านพี่ชานลืมคิดไปว่าองค์หญิงน้อยของตัวเองน่ะวางตัวได้ดี ฉลาด รู้หน้าที่ของตัวเอง เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง รู้ว่าตัวเองว่ามีหน้าที่ยิ่งใหญ่ต้องรับผิดชอบที่ต้องอยู่เคียงข้างดวงตะวันอย่างชอฮา ถึงแม้ใจจะยังรักท่านพิชานมากแต่ก็กล้าที่จะปฎิเสธ องค์หญิงน้อยน่าชื่นชมมาก  (ชอฮาทีมสิงร่าง 555)





    ส่วนชอฮาก็น่าสงสาร พระเอกมาก ยืนมองเขาจากไกล รับรู้เรื่องราวทุกอย่างอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ คอยปกป้องอยู่ห่างๆทั้งที่ใจก็รักองค์หญิงน้อยมาก เจ็บมากมั้ยเพคะ ให้หม่อมชั้นช่วยรักษามั้ย (โดนตบ) สู้นะเพคะอย่าเพิ่งท้อ ชอฮาทีมอย่างหม่อมชั้นเอาใจช่วยให้พระองค์ได้หัวใจองค์หญิงมาครอบครองในเร็ววันนะเพคะ 





    ปล.รออ่านเรื่องนี้อยู่ตลอดนะค่ะ รอให้กำลังใจไรท์อยู่สู้ๆค่ะ อยู่รู้ตอนต่อไปแล้ว 







    #428
    0
  3. #427 HwaRyeo (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2557 / 22:14
    10% ที่เหลือของสายลม ก็พัดพาเอาความหนักแน่นของพีกุงและ คนอ่านไปเหมือนกันนะเนี่ย

    คือสายลมน่าสงสารมาก น่าสงสารเกินไปจริงๆนั่นแหละ



    ความรู้สึกผิดและสงสารนี่ทำเอาหวั่นใจในการตัดสินใจขององค์หญิงนะ

    แต่นางสุดยอดจริงๆ ต่อให้ใจเรียกนร้องยังไง ก็ยังแบบไว้ด้วยหน้าที่ขององค์หญิงรัชทายาท

    มาถึงจุดนี้ มันคือรักสามเศร้าจริงๆ 

    มันคือสายลมและจันทราที่รักปักจิตปักใจซึ่งกันและกัน

    แต่โชคชะตาดันขีดให้ดวงจันทร์ดวงนี้เคียงคู่ตะวัน 

    ดวงจันทร์ยังคงรักสายลม แต่ก็หวั่นไหวกับดวงตะวัน และไม่อาจทิ้งตะวันไปได้อย่างเช่นที่กัดฟันทิ้งสายลมมา

    ดวงตะวันที่หลงรักจันทรา ก็ทำได้แค่เฝ้าคอยปกป้องคุ้มกันจันทราจากทุกสิ่งที่มุ่งร้าย 

    ดวงตะวันคงหวังแค่จะดูแล ในสายตาของตะวันนั้น ดวงจันทร์รักแต่สายลม ไม่หันมารักตะวันเลย



    เฮ้อ ไม่ว่ามองมุมไหนก็เศร้า มันไม่ใช่แค่สายลมหรือดวงตะวัน

    จันทราที่โดนกดดัน ก็น่าสงสาร ระหว่าง หัวใจ และหน้าที่ 

    เลือกสายลมก็ผิดต่อตะวัน

    เลือกตะวัน สายลมก็เล็บ ไม่มีทางไหนที่ไม่มีคนไม่เจ็บ ฮืออออ
    #427
    0
  4. #426 soohyun-park (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2557 / 21:14
    Scale ความสงสารองค์ชายพิชานเพิ่มขึ้นมาอีกสองขีด...
    ㅠㅠ หลังจากได้รู้ความจริงที่เล่าทั้งหมดนั่นแล้ว... ตอนยังทรงพระเยาว์คงเจ็บช้ำพระทัยมามาก ประกอบกับพระชันษายังน้อยก็ยิ่งเข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้ยากเข้าไปอีก
    ชีวิตที่ไม่มีใคร คงทำให้ทรงยึดเหนี่ยวอยู่กับพระมารดาที่ทรงรักยิ่งกว่าพระชนม์ชีพ และองค์หญิงผ้าขาวที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกไปทั้งใบ
    พอของที่ทรงยึดเหนียวถูกพรากไปจากพระหัตถ์ คงรู้สึกเคว้งมาก และเจ็บพระทัยมากไปกว่าเดิม

    แต่ถึงจะรู้แบบนี้ สถานการณ์ต่างๆในตอนนี้มันก็เปลี่ยนไปแล้ว
    มันเลยจุดที่จะเอาความรักของชายหญิงมาพูดกัน มาตัดสินปัญหากันแล้ว
    ด้วยตำแหน่งเซจาบิน ด้วยตำแหน่งองค์ชายแต่งตั้ง... เพียงแค่นี้ก็เหมือนกับมีเส้นบางๆกั้นกลางไว้ชัดอยู่แล้ว และถ้าฝืนจะข้าม ก็มีแต่จะนองเลือด และผลสุดท้ายทุกคนก็จะต้องเจ็บปวดกันไปหมด
    อย่าให้มันเกิดขึ้นมาเลยเถอะนะองค์ชายพิชาน... พอถึงวันนั้น ถ้าหากเซจาบินไม่ได้เลือกที่จะประทับอยู่เคียงข้างเหมือนอย่างเมื่อตอนเด็กๆ ใครล่ะจะเสียใจที่สุด...

    ว่าแล้วก็สรุปที่ว่ายังคงอยู่ชาฮาทีมต่อไป ฮ่าาาาา
    สงสารก็แต่ชอฮาเนี่ยยยย ยืนดูเขาอยู่เงียบๆคนเดียวแบบนั้นคงเศร้าพระทัยแย่เลย มาๆๆๆ เดี๋ยวจะกอดปลอบเองนะเพคะ #ห๊ะ #ผิด 55555555

    รออ่านตอนต่อไปอยู่เสมอๆๆนะจ๊ะ งุงิ ♡
    #426
    0
  5. #425 simui (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2557 / 18:09
    มันบีบหัวใจสุดๆอ่ะไรท์คืออ่านแล้วแบบคือเข้าใจทุกตัวละครอ่านแล้วอึดอัดแทนองค์หญิงอ่า งื้อออไรท์แต่งได้ไงฟะเก่งโคตรร
    #425
    0
  6. #423 soohyun-park (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 14:27
    เรากดโพสซ้ำ ขอโต้ดน้าาาาาาาา

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 กรกฎาคม 2557 / 14:28
    #423
    0
  7. #422 soohyun-park (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 14:27
    ยังคงอยู่ชอฮาทีมอยู่นะ! เพราะงั้นองค์ชายชานต้องไม่ทำแบบนี้นะะะะะ
    คือแบบว่าตอนนี้ผช.สองคนชัดเจนมากแล้วว่ารักองค์หญิงน้อย (เอิ่มมมม จริงๆชอฮาอาจจะไม่ชัดเท่าองค์ชายชยอล แต่ก็อ่อนโยนลงมากละนะ #เข้าข้างเข้าไไป 55555) เหลือก็แต่หัวใจของเซจาบินเท่านั้นเองอะ
    อย่าพูดอีกเลยว่าที่ทำเพราะแต่งงานไปแล้ว เป็นคนของราชวงศ์แล้ว... พูดออกมาจากใจเลยเถอะนะว่าอยากเลือกใครด้วยใจจริงกันแน่
    แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย เพราะจริงๆสุดท้ายแล้วสถานการณ์ทุกอย่างเหล่านี้แหละที่จะทำให้ความจริงในพระทัยของเซจาบินเปิดเผยออกมาได้
    เราหวังว่าจะมีสักวันนึงที่องค์หญิงเต็มพระทัยที่จะปกป้องเซจาโดยไม่พูดถึงเรื่องภาระหน้าที่อะไรๆเหล่านั้นอีก...

    องค์ชายชานยอลอา... ทำไมพระทัยดำจุงเบยยยย ㅜ^ㅜ
    พูดถึงขนาดนั้นกับองค์หญิง ต่อให้มันเป็นความจริง แต่ก์็เท่ากับว่าองค์ชายทำร้ายพระทัยอีกพระองค์ไปแล้ว และเพียงแค่ให้องค์หญิงยอมรับรักพระองค์เท่านั้นน่ะเหรอ อย่างนี้จะเรียกว่าเห็นแก่ตัวได้ไหม ㅠㅠ
    คนรักกันก็น่าจะถนอมหัวใจกันให้มากๆสิ ดูอย่างเซจา... รู้ทั้งรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ไม่เคยคิดเข้าไปหักพระพักตร์กันเลยสักครั้ง เพราะทรงห่วงพระเกียรติยศของเซจาบินมากกว่าพระทัยของพระองค์เองเสมอ พระเอกจะตายเห็นมะะะะ (ไบแอสสุดๆ 5555555)
    เราไม่เชียร์องค์ชายชานหรอกนะบอกเลยยยยย มาทำหัวใจขององค์หญิงเป็นรอย เราจะเชียร์ให้โดนตบอีกสักทีด้วย! (หลบทรีน 55555)

    ชอบบทกวีมากเลยค่ะ ไพเราะอีกแล้ว
    เราชอบกลอนทุกบทของเรื่องนี้เลย อ่านแล้วรู้สึกเพิ่มความสุนทรีย์ขึ้นมาอีกสามเท่าตัว 55555

    รออ่านตอนต่อนะคะ วังเซจาอย่ายอม!!!!!


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 กรกฎาคม 2557 / 14:31
    #422
    0
  8. #421 geejajaa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 09:24
    ฮือออออ สงสารชานยอลลลล แพคฮยอนค่อยๆพูดอธิบายให้ชานยอลเข้าใจนะ อย่าพูดว่าเกลียดท่านพีาชานยอลอย่างนั้นสิ สงสารจริงๆนะ
    #421
    0
  9. #420 .: bowlingz :. (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 22:54
    โหยย ท่าพี่ชานยอลร้ายแล้วอ่ะ องค์หญิงอย่าเชื่อนะ!! ต้องอยู่ข้างซอฮานะเพคะ 
    สงสารซอฮาอ่ะ ต้องเฝ้าดูพระชายาอยู่กับชายอื่นอย่างห่างๆ ซอฮาสู้ๆ T_T
    #420
    0
  10. #419 กขค (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 20:16
    เราสงสารทุกคนเลยอ่ะ ทุกคนดูมีเหตุผลที่ทำให้เป็นคนแบบนี้

    ฮือออออ มองมุมชานก๊น่าสงสารอ่ะ คือไม่เหลือใครแล้ว

    ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เป็นเจ้าของทุกๆอย่าง

    มองมุมคนอื่นก็น่าสงสารพอกัน--'
    #419
    0
  11. #418 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 17:42
    ชอฮา
    #418
    0
  12. #417 Ballerina (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 16:24
    กรี๊ดดดดดดดดด!!!!!! ค้างงงงงงงงงงงง ชานยอลนี่ร้ายเต็มตัวไปแล้วววววว ค้างมากๆๆๆ ฮื้อออ ไรท์ใจร้ายยยยย อีก 10% เองงงง >____< รอๆๆๆๆ มาต่อเร็วๆๆนะคะ สู้ๆๆๆๆ :)
    #417
    0
  13. #416 HwaRyeo (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 13:09
    อืมมมม ยังไงดีล่ะ มาถึงตอนนี้มันคือซีนอารมณ์ที่อึดอัดแทนตัวละครนะ

    ในมุมมองของคนอ่านอย่างเรา มองว่าท่านพี่สายลมรุกผิดจังหวะหรือเปล่า คือมันก็ตามขั้นตอนนั่นแหละ ที่แบบใช้อดีตที่สวยงามความทรงจำที่ดีต้อนให้เขามาพบ จากนั้นก็สารภาพว่ายังรัก และต้องการคืนมา พอดูท่าทางหวั่นไหว ไม่แน่ใจของอีกฝ่าย ท่านพี่สายลมก็ใจไม่ดี คราวนี้ก็ชักแม่น้ำทั้งห้า ดึงหมื่นแสนเหตุผลและเรื่องราวมาเพื่อโน้มน้าวจิตใจอีกฝ่าย แต่ท่านพี่วางเกมส์ผิดไปนิด ตรงที่องค์หญิงน้อยของท่านพี่เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ต่อให้ใจยังรักท่านพี่สายลมอยู่ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเนื้อปล่อยตัวปล่อยใจไปในทางไม่เหมาะสม แล้วยิ่งพอโดนให้รู้ความจริงว่าโหดร้ายเพียงไหนก็ยิ่งรับไม่ได้ ที่ว่าโหดร้ายไม่ใช่แค่เรื่องว่ามเหสีหลอกใช้ หรือไม่มีค่าสำหรับราชวงศ์นะ มันรวมไปถึง คงคิดไม่ถึงว่าท่านพี่สายลมที่แสนใจดี กำลังจะก่อกบฎ และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพราะตัวของแพคฮยอนเองเสียด้วย ชายคนหนึ่งกำลังจะล้มอำนาจชายที่เป็นสามี .... ไม่แปลกใจที่แพคฮยอนมีท่าทีแบบนั้น ไหนจะคงกำลังรู้สึกผิดที่มาแอบนัดพบชายอีกคนทั้งที่ไม่สมควรด้วยแบบนี้ นี่ถ้าตอนหลังมารู้ว่าชอฮารู้เห็นทุกอย่าง แต่ไม่พูด แพคฮยอนจะไม่เจ็บตายหรอ

    มาที่ตัวเองครานี้ ชานยอล ท่านพี่สายลมยังคงตรงไปตรงมาเหมือนเดิม รู้สึกยังไงก็บอก จะเอาอะไรก็บอก ไม้อ้อมค้อม
    นี่เลยเป็นจุดเสีย ที่ทำให้องค์หญิงเริ่มรับไม่ได้กับความโหดร้ายในอนาคต
    แม้จะบอกว่ามาคอนเฟิร์มว่าองค์หญิงยังรักตนอยู่มั้ยก็ตาม แต่เราว่าผลก็ไม่ต่างหรอก
    ถึงรู้ว่าองค์หญิงยังรัก แต่ทำอะไรไม่ได้ ก็คงจะสู้สุดใจ
    แต่ต่อให้องค์หญิงไม่รักแล้ว เราว่าชานยอลเองก็ล้มเลิกหรอก..แต่คงเจ็บน่าดู

    ถ้าชานยอลจำคำของแพคฮยอนที่ว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะแต่งงานไปแล้ว ชานยอลอาจไม่เจ็บเท่าไหร่
    แต่ที่ไม่ตอบว่ารักหรือไม่รักสามี อันนี้ชานยอลก็คงมีใจเสียกันบ้าง
    แต่ที่ทำท่าดิ้นรน และบอกว่าก่อนจะเกลียดไปมากกว่านี้อ่ะ มันแปลว่าเกลียดไปแล้วสินะ อันนี้ต้องบอกชานยอลว่า... อย่าตายนะ

    เราว่านัดนี้ท่านพี่สายลมคะแนนติดลบอ่ะ รู้ว่ารักมาก น่าสงสารที่โดนชิงของรัก แต่คำพูดของแพคฮยอนที่บอกว่า เมื่อพูดถึงอำนาจ ก็ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ใช่ท่านพี่ชานยอล นั่นมันบ่งบอกให้รู้ว่า ชานยอลเองไม่ได้หวังเพียงหญิงามหรอกมั้ง ความแค้นนั่นี่คงทำให้กระหายอำนาจไปในตัว ก็ไม่แปลกหรอกนะ เข้าใจ เพราะโดนแย่งราชบัลลังก์ไง แล้วหลังจากนี้ก็คงดุเดือด เพราะชานยอลคงรู้แล้วว่ามีโอกาสเสียองค์หญิงไปไม่น้อยเลย

    ส่วนคนที่ขึ้นแท่นคะแนนนำก็ชอฮาล่ะ มาแค่ประโยคเดียวในพาร์ทหลังแต่ก็แบบ พระเอกว่ะ
    อย่าถอดเสื้อนี้นะ จนกว่าจะถึงห้อง คือในมุมของแพคฮยอนยังแบบรู้สึกผิดขนาดนี้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าอีกคนรู้เห็นทุกอย่างไง
    หวังว่าเสื้อตัวนี้จะป้องกัน สายลมอันหนาวเหน็บไม่ให้บาดผิว บาดใจองค์หญิงได้นะ

    ปล. นี่ 90% เองนี่นา เอามาาาาาาาา อีก 10% อยู่ไหนนนนน
    ในที่สุดก็ได้อ่านจนได้ ฮ่าาาา
    #416
    0
  14. #415 bam (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 12:07
    ฉันสงสารท่านพี่อ่า

    แต่ดูยังไงก็ไคแบคชัดๆ ท่านพี่กับไปหาซือฮุนไป
    #415
    0
  15. #414 oommy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 02:30
    ตอนนี้อะ..ให้ชินเป็นพระเอกไปเลยเถอะ



    เจ็บอะ ขอแบ่งความทรมานในใจของพระองค์มาที่กระหม่อมได้หรือไม่

    ชอฮาก็ดี ดีเกินไปจริงๆ เหมาะสมกับองค์หญิงแพคฮยอนมากเลย TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT

    เราไม่เคยเห็นพระเอกฟิคเรื่องไหนใจหล่อเท่านี้มาก่อนเลยอะ คนคนนึงที่ยอมเจ็บเท่านี้ได้จะต้องรักมากขนาดไหนกันนะ

    อยากให้องค์หญิงรับรู้ไวไวจัง ประโยคนี้ลอยขึ้นมาเลยอะ "ต่อให้เจ้าไม่เชื่อ แต่ข้าก็รักเจ้ามากว่าที่เจ้าคิดนะ แพคฮยอน"

    โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยย แต่เราเชื่อแล้วววววววววววววววววว มันต้องมากกว่าขั้นกว่าขั้นกว่าที่องค์หญิงคิดจริงๆ มันยิ่งใหญ่อะ

    สงสารทั้งท่านพี่ ชอฮา และองค์หญิงเลยนะ สงสารยังไงก็อธิบายไม่ถูก มันคนละแบบเลย



    แต่ไม่สงสารอะไรจีเฮหรอก อย่างที่ชินบอกเลย แต่ก็ไม่เห็นทางที่นางจะได้ขึ้นเป็นสนมหรืออะไรก็แล้วแต่ที่สูงไปกว่านี้แล้วนะ

    ถ้าเรื่องมันบานปลายขึ้นมา ส่วนนึงก็มาจากนางเลยแหละ *นี่แหนะ โยนขี้ให้เลย*



    ปล. ใจนึงก็เชียร์ท่านพี่ อีกใจก็ให้ชอฮาอะ เฮอะ

    ปล2. แต่ให้คะแนนความใจหล่อของชอฮานะ

    ปล3. งงมั้ย เอองง

    ปล4. ขอให้พระองค์ทรงได้กันไวไว
    #414
    0
  16. #412 fangwy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2557 / 02:48
    เอาจริงท่านพี่ก็น่าสงสารนะ ตั้งแต่ต้องพลัดพรากจากบัลลังก์ละ แต่ไม่รู้อ่ะอินี่เชียร์ชอฮา ชอบความรักแบบชอฮาอ่ะทุ่มเทเพื่อหญิงที่รัก แสดงออกด้านความรักในแบบตัวเองแบบเป็นห่วงอยู่ห่างๆ มันดูเป็นความรักที่แท้จริง ความรักที่หายาก มันเลอค่าสุดๆแบบบอกไม่ถูก ไม่รู้หละอินี่ชอฮาทีมนะแคะ งุงิ #ได้ชอฮาสักครั้งจะตั้งใจเรียน
    #412
    0
  17. #410 ภภภภ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 / 14:22
    ยิ่งรักองค์ชายจงอินมากขึ้นไปอีก ที่ที่ประทับอยู่นั้นมันสูงนักทว่าอาจถูกสั่นคลอนได้ง่าย ๆ หม่อมฉันอยู่ข้างพระองค์นะเพคะ
    องค์หญิงน้อยไร้เดียงสานัก ทรงไม่ทราบเลยสินะเพคะว่าข้างในของพระสวามีเป็นเช่นไร แต่ก็เพราะองค์ชายจงอินปากแข็งนั่นแหละ
    กลัวใจจีเฮเหลือเกิน หล่อนอดทนแล้วสักวันอาจได้เป็นสนมนะ แต่ถ้าทำแบบนี้ต่อไปอาจไม่มีองค์ชายที่รักให้เฝ้ามองอีกก็เป็นได้
    #410
    0
  18. #408 simui (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 22:20
    จีเฮกับชินจับคู่กันเลยค่ะไรท์
    #408
    0
  19. #407 dandelionssss (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 11:33
    น่าสงสารองค์รัชทายาทอ่ะ คงรักองค์หญิงมากแน่ๆ
    แต่ว่าชานยอลมีแผนอะไรไว้ในใจมั๊ย กังวลแทนอ่ะ
    #407
    0
  20. #406 Ballerina (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 06:59
    ฮื้ออออออออ TT ทำไมรู้สึกตอนนี้จะสงสารจงอิน จงอินรู้เรื่องทุกอย่างมาตลอด ค้างงงงๆๆๆ ไรท์อัพต่อเร็ววๆน้าาา
    #406
    0
  21. #405 kimbonus (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 01:56
    ชอฮาที่ว่านิ่งๆปากแข็งชอบแกล้งองค์หญิง แต่แท้จริงแล้วรักองค์หญิงไม่แพ้ใคร ทั้งที่รับรู้เรื่ององค์หญิงกับองค์ชายชานยอล แต่กลับไม่ทำอะไรไม่ให้บอกใคร เพราะกลัวองค์หญิงจะเสียเกียรติ ช่างมีรักที่บริสุทธิ์ยิ่งนักเพคะะะะ ชอฮาทีมแบบรีดเดอร์คนนี้อยู่ข้างชอฮ่นะเพคะ ให้กำลังใจไรท์เตอร์ด้วยนะคะ สู้ๆคะรอติดตามตลอด
    #405
    0
  22. #404 geejajaa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 00:22
    กรี๊ดดดด องค์ชายจงอินแมนอ่าาา ชานยอล นึกุึงแล้วเศร้าใจตามจริงๆอ่ะ องค์หญิงแพคฮยอนนนน
    #404
    0
  23. #403 HwaRyeo (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 / 22:18
    ขอพูดถึงจีเฮก่อนดีกว่า... ก็เข้าใจนะว่าไม่มีใครห้ามหัวใจตัวเองไม่ให้ไขว่คว้าความรักได้

    แต่ชินพูดถูกว่าเราสามารถห้ามไม่ให้ฟังหัวใจจนทำผิดได้ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีคำว่าจรรยาบรรหรือจริยธรรมเกิดขึ้นหรอก

    ในกรณีของจีเฮ เราว่านางผิด ทำผิดมาก ต่อให้หตุผลหรือข้ออ้างคือความรัก

    แต่เรากลับไม่เห็นใจหรือสงสารน้ำเต้าอย่างนางเลย

    เรากลับสมเพช เวทนานางมากกว่า (อูยยย แรงไปป้ะ)

    คือเราไม่ชอบที่นางเลือกทำตามหัวใจ จนละทิ้งหน้าที่ และความจงรักภักดีที่นางพร่ำบอกอย่างสวยหรู

    ว่ารักองหญิงอย่างนั้น อย่างนี้อ่ะนะ คือแบบนี้มันแสดงให้เห็นไงว่าสำหรับนาง

    ชอฮาและนางเองสำคัญสุด นางเลือกจะทำในสิ่งที่ทำให้องค์หญิงแปดเปื้อน เพื่อความหวังลมๆแล้งของนาง

    ถึงจะมีการถูกบังคับในส่วนหนึ่งด้วยก็เถอะ แต่ถ้านางใจแข็งพอ หนักแน่นพอ ชานยอลก็ใช้นางเป็นเครื่องมือไม่ได้หรอกนะ 



    พูดง่ายๆ เราหนักใจ และผิดหวังกับตัวละครนี้ นางเป็นแค่นางใน ถึงจะหมายถึงผู้หญิงของพระราชา หรือมีโอกาสขึ้นมาเป็นใหญ่ แบบฮีบินมาม่าก็เถอะ แต่ในกรณีนี้ที่ชอฮาไม่ได้มีความพิศวาสนางแม้แต่น้อย มันไม่ใช่ไง นางจึงทำให้เราหงุดหงิด เ

    พราะดันมาเป็นคนใกล้ตัวที่เซจาบินไว้ใจ...

    ก็ได้แต่หวังว่า คำพูดของชินจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นนะ





    กลับมาที่ชอฮาดีกว่า...

    ดอกไม้ เสียงขลุ่ย กลิ่นกาย เสมือนถูกสายลมหอบจากไป... ตอนนี้พระเอกคงรู้สึกแบบนี้แหละ

    ต่อให้สามารถหยุดยั้งสายลมไว้ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำ เพราะกลัวดอกไม้อันเป็นที่รักเจ็บปวด ฮือออออ



    พระเอกมาก คือในมุมของชอฮา ทีเซจาบินไม่เคยรู้นี่มันยิ่งใหญ่มากนะ

    การแสดงความรักของผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ถึงจะเจ็บปวดแต่ก็อดทนเพื่อแลกไม่ให่อีกคนเจ็บ

    ในความจริงตรงนี้ หากสักวันดวงจันทร์รับรู้คงมีร้องไห้แน่ๆ 

    ( นึกถึงเพลง The Story Only I Didn't Know  ขึ้นมาทันที เรื่องนี้มีแต่ฉันที่ไม่รู้ เพราะถ้ารู้ในตอนนั้น ฉันจะได้ร้องไห้ฟูมฟายให้มากกว้่านี้ อะไรประมาณนี้เลย ฮ่าาา)

    ก็ยังโชคดีนะ ที่ชอฮาหนักแน่นพอ จะเชื่อใจเซจาบิน ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเถิด

    ขอให้ดวงจันท์ มองตะวันในทางที่ดีบ้าง ให้จันทราชื่นชอบความอบอุ่นจากแสงตะวันจนลืมเลือนสายลมอันอบอุ่นไปบ้างก็ได้นะ



    ไม่รู้ล่ะ ตอนนี้ เวลานี้ อยู่ข้างชอฮา เพราะชื่นชอบการแสดงความรักของท่าน ฮ่าาา

    แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าฝ่ายสายลมมีการแสดงความรักที่บาดใจเรา เราอาจย้ายข้าง ห่ะๆๆๆๆ



    บางทีเขาคนนั้นอาจรักเธอมากกว่าฉัน.. ถึงจะพูดอย่างนั้น ก็ใช่ว่าฉันจะรักเธอน้อยกว่าเขาเสียเมื่อไหร่...



    #403
    0
  24. #402 soohyun-park (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 / 20:00
    มันคือดราม่า ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    องค์ชายยยยย จะพระทัยแข็งไปไหน... เจ็บก็บอกว่าเจ็บ รักก็บอกว่ารักเถอะะะะ
    ทำอย่างนี้ยิ่งหน่วงหัวใจรู้ไหม
    แล้วเมื่อไหร่องค์หญิงจะได้รับรู้สักทีด้วยยยย
    รายนั้นถ้าไม่พูดก็คงไม่รู้อีกนั่นแหละ แต่ถึงจะรู้ก็เถอะ ใครล่ะจะอยากคิดไปเองว่าอีกฝ่ายมีใจให้
    นอกจากจะได้ยินกับหูเท่านั้น...
    หาจังหวะเถอะเพค้าาาาาา วังเซจาาาาาาาา (โหยหวนทำไม 5555)

    อยากให้ชินได้กราบทูลอะไรบางอย่างให้วังเซจาบินรู้บ้างจัง
    เผื่อจะทรงพระทัยอ่อน เข้าใจเซจาได้ดีขึ้น
    แต่ที่สำคัญคงต้องรอให้ทรงเข้าใจพระทัยตัวเองก่อนแหละ ㅜ^ㅜ

    จีเฮ... ต้องกลับใจได้ละนะ
    กลับมาอยู่ชอฮาทีมได้ละะะะ ช่วยให้อะไรที่ถูกต้อง สมควร ได้เกิดขึ้นเหอะ
    อย่าทำอะไรลับๆล่อๆแบบนี้เลย ใจคอไม่ดี 5555

    รออ่านเรื่อยๆจ้าาาา มาต่อไวๆนะคะ ไฟท์ติ้ง!
    #402
    0