[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 21 : *** ตอนพิเศษ จังหวะรักสั่นหฤทัย *** ๑๐๐%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 603
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 มิ.ย. 57

 

             

ตอนพิเศษ  จังหวะรัก สั่นหฤทัย

 

 

                 ปรารถนาเขียนกลอนรักด้วยคำหวาน   
                 อ่านแล้วใจสะท้านหวั่นไหว
                 จะเรียงร้อยถ้อยหวานประการใด                 
                 เจ้าจึงจักติดใจคิดสะกิดตาม

 

         

            ภายในห้องพระบรรทมของทั้งสองพระองค์ ณ พระตำหนักขาวแสงรัตติกาลอันเป็น เรือนหอขององค์ชายและองค์หญิงรัชทายาท จากการตรวจตราฤกษ์ยามของสำนักนรลักษณ์[1]และฝ่ายพระราชพิธี ได้กำหนดให้ทั้งสองพระองค์จะต้องทรงอยู่ร่วมหอกันตั้งแต่อาทิตย์ลับขอบฟ้า จวบจนกระทั่งอาทิตย์พ้นขึ้นมาอีกครั้งถึงเจ็ดราตรี เพื่อให้พิธีขอพระราชบุตรเป็นไปอย่างสมบูรณ์ แม้ราตรีแรกจะมีพิธีกรรมมากมายให้ทั้งสองปฏิบัติร่วมกัน หากค่ำคืนต่อมากลับไม่ต้องมีขั้นตอนใด ๆ เพราะหลังจากเสวยพระกระยาหารค่ำและพระโอสถบำรุงพระวรกายแล้ว ข้าราชบริพารทุกคนต่างพร้อมใจกันถอยออกจากห้องไม่เว้นแม้กระทั่งฮวางซังกุง ทวารประตูห้องพระบรรทมถูกปิดสนิทในทันที และจะถูกเปิดออกอีกครั้งเมื่อย่ำรุ่งแล้วเท่านั้น

             กลิ่นหอมดอกโบตั๋นพันธุ์ขาวแสงรัตติกาลที่ปลูกไว้รอบพระตำหนักอบอวลกำจายรอบพระวรกายชวนให้บรรยากาศอ่อนหวานเหมาะกับค่ำคืนของคู่สมรสวัยหนุ่มสาวมิใช่น้อย ยี่ภู่ปักลายไหมสีทองวางเคียงคู่โดดเด่นอยู่กึ่งกลางห้อง  ทว่าคงไม่ใช่สำหรับองค์ชายรัชทายาทจงอินและองค์หญิงพระชายาแพคฮยอนที่ประทับอยู่หลังโต๊ะไม้สำหรับทรงพระอักษรที่ตั้งอยู่คนละฝั่งห้อง พร้อมทั้งทอดพระเนตรหนังสือและฎีกาตั้งใหญ่เบื้องพระพักตร์อย่างจดจ่อ   

            “ทำอะไรอยู่”   กระแสรับสั่งทุ้มนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเป็นครั้งแรกหลังจากผ่านมาเกือบหนึ่งชั่วยาม[2] เจ้าของวรกายเล็กบางในฉลองพระองค์สีขาวคงไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าพระองค์ทรงจับจ้องอยู่ครู่หนึ่งแล้ว  เพราะพักตร์ขาวใสไร้เครื่องพระสำอางค์ใด ๆ ก้มงุดจดจ่ออยู่กับหนังสือเล่มหนาในหัตถ์เล็ก โอษฐ์สีหวานเม้มสนิทสลับคลี่แย้มกว้างราวกับมีความสุขเมื่อพบกับข้อความโปรด 

          “อ่านบทกวีเพคะ” กราบทูลชัดเจน แม้ว่าสายพระเนตรจะยังคงจับจ้องอยู่บนแผ่นกระดาษก็ตามที

            “สนุกไหม” ตรัสถามอย่างสนพระทัย   เนตรคมพราวระยับ เมื่อพบว่าผู้ที่อยู่ตรงข้ามมิรู้เลยแม้แต่น้อยว่าถูกจ้องมองมานานแค่ไหนแล้ว  ม้วนฎีกาที่วางอยู่เต็มโต๊ะทรงพระอักษรช่างน่าเบื่อนัก เมื่อเทียบกับการได้ปะทะคารมกับองค์หญิงน้อยของพระองค์

            “หม่อมฉันคงตอบไม่ได้ว่าสนุกหรือไม่สนุก  เพราะเป็นบทกวีที่อ่านเพื่อสุนทรีย์เพคะ”  ทรงตอบอย่างฉะฉาน  แล้วจึงเงยพระพักตร์ขึ้นมามองอีกพระองค์ คล้ายสงสัยกับกระแสรับสั่งที่นุ่มนวลเกินคาด

            “ก็คงสนุกกว่าข้าแน่ ๆ ” ทรงทอดถอนพระหทัย ก่อนผลักโต๊ะที่วางม้วนฎีกาไปชิดผนังอย่างเบื่อหน่าย  เสียงขาโต๊ะครูด

            “ฎีกามากมายเท่านี้ จะได้บรรทมเมื่อไหร่เพคะ”

            เจ้าของพักตร์คมเข้มแย้มสรวลที่มุมพระโอษฐ์ ก่อนที่สุรเสียงนุ่มหวานจะตรัสบอกพระชายา

            “ เจ้านอนก่อนก็ได้นะ..ข้าไม่ว่าหรอก  ไม่ต้องรอข้า”

            พระเนตรเรียวงามขององค์หญิงพระชายาแพคฮยอนเบิกกว้างขึ้นอย่างตกพระทัยกับพระดำรัสนั้น   ก่อนที่พระนาสิกเชิดรั้นย่นยู่พร้อมกับพระโอษฐ์คว่ำเหมือนทุกคราวที่ถูกขัดพระทัย  เพราะการที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ออกมาไม่ต่างกับการเตือนให้พระองค์รู้ว่า องค์หญิงแพคฮยอนกำลังทรง อ่อนข้อให้อย่างถึงที่สุด

            “หม่อมฉันไม่ได้รอพระองค์นะเพคะ”   สุรเสียงแหลมเล็กแย้ง  หากนั่นกลับทำให้พระอังสาของฝ่ายที่มีรับสั่งแรกยกขึ้นยั่วพระอารมณ์องค์หญิงแพคฮยอนไม่น้อย  ยิ่งดำรัสต่อมานั้นราวกับจะเป็นการเย้าให้ยิ่งกริ้วยิ่งขึ้น

            “อ้าว... ไม่ใช่เช่นนั้นหรือ ปกติภรรยาต้องตื่นก่อนนอนทีหลังสามีมิใช่หรือ ข้าเห็นฮวางซังกุงกระซิบบอกเจ้าทุกเช้าค่ำ”

            “ก...ก็..” พระโอษฐ์สั่นระริก ด้วยไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลใดมาแก้ต่างให้กับพระองค์ดี   “ก็นั่นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สตรีทั่วไปพึงกระทำนี่เพคะ”

            “ธรรมเนียมของภรรยาที่ดีสินะ...”  ตรัสทวนอย่างพระอารมณ์ดี “เจ้ากำลังทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอยู่หรือ  แพคฮยอน”

            “ช...ชอฮา”

            “งั้นเจ้านอนก่อนก็ได้...ข้าไม่ว่าหรอก ถึงตอนหลับเจ้าจะส่งเสียงงุ้งงิ้งบ้าง ข้าก็ชินแล้วล่ะ”

             “หม่อมฉันไมได้ทำเช่นนั้นซักหน่อยนะเพคะ” ทรงปฏิเสธเสียงแหลม

            “เจ้าหลับอยู่ จะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเจ้านอนอย่างไร...”  เจ้าของพระพักตร์คมเข้มรับสั่งด้วยสายพระเนตรระยิบระยับ    “จะว่าไปเสียงเจ้าตอนหลับก็เหมือนนกตัวเล็ก ๆ ส่งเสียงจุ๊กจิ๊ก ๆ ฟังไปก็เพลินดีนะ นึกถึงเพลงกล่อมตอนหลับเลย”

            “พอเถอะเพคะ....”

            “มีสิ่งใดที่จะโต้แย้งหรือ เซจาบิน”  แม้จะทรงมีพระกระแสรับสั่งที่นุ่มนวลอ่อนหวานเพียงไร  องค์หญิงพระชายาก็หาได้เคลิ้มตามไม่ จะมีก็แต่พระพิโรธในทรวงที่คอยแต่จะรุมเร้าให้ทรงอยากจะเอาชนะอีกพระองค์ขึ้นทุกที 

            “หม่อมฉันจะกล้าโต้แย้งองค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอนได้อย่างไรล่ะเพคะ”

            องค์หญิงแพคฮยอนไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดองค์ชายจึงชอบทำให้ทรงพื้นเสียอยู่ร่ำไป  ทั้งที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่มีรับสั่งยั่วพระอารมณ์ก็ดีอยู่แล้ว  

            เสียงพระสรวลเบาอย่างมีพระเกษมสำราญยิ่ง ทำให้พระชายาเลือกจะทรงเงียบ และก้มพักตร์ลงทอดพระเนตรอักษรจีนที่ร้อยเรียงอย่างสละสลวยเป็นบทกวีในพระหัตถ์แทน   หวังจะให้กวีหวานล้ำ ได้เป็นสายน้ำที่ลูบชโลมพระหฤทัยให้ฉ่ำเย็น  ดับพระเพลิงที่คุกรุ่นจากรับสั่งนั้นให้มอดไป

            “ขอโทษ...”

            “พ...เพคะ รับสั่งสิ่งใดนะเพคะ”  องค์หญิงตรัสถามเสียงสูงด้วยทรงคาดไม่ถึงกับรับสั่งของพระสวามี

            “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่สนุกนัก  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแกล้ง”  ทรงสารภาพ  หากพระพักตร์ยังคงประดับไปด้วยรอยแย้มสรวล หากในสายพระเนตรขององค์หญิงพระชายา  กลับพบร่องรอยความจริงจังในกระแสรับสั่งนั้นอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะภายในสายพระเนตรที่ทอดมองมาอย่างลึกซึง

            “แล้วเพราะเหตุใดจึงโปรดที่จะแกล้งนักล่ะเพคะ”

            “ข้าชอบที่จะได้เห็นเจ้าทำหน้าแบบนี้....ทำปาก  ทำตาแบบนี้ใส่ข้า” 

            ขนงงามขมวดมุ่นกับคำตอบที่ไม่ชัดเจนนั้น  หากสายพระเนตรคมกริบกลับทรงอิทธิพลจนทำให้พระหฤทัยเต้นเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมออย่างที่ทรงควบคุมไม่ได้อีกครา    

            “ข้าชอบที่ว่า นั่นเป็นใบหน้าที่ข้าได้เห็นแค่คนเดียว”

             “ทรง... หมายความเช่นไรเพคะ” สุรเสียงหวานสั่นพร่าเล็กน้อยขณะทูลถาม  ด้วยไม่แน่ใจว่าควรตอบรับกระแสรับสั่งนั้นด้วยสีพระพักตร์เช่นไร  “รับสั่งเช่นนี้ ...มีความหมายถึงสิ่งใดเพคะ”

            “นี่เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ....  ”

            “หม่อมฉันต้องเข้าใจว่าอย่างไรล่ะเพคะ ”

            องค์หญิงน้อยทรงเอียงพระพักตร์เล็กน้อยขณะทูลถามกลับไปอีกครั้ง ยิ่งทอดพระเนตรอย่างหนักแน่นเพียงใด ก็เห็นแค่ความไร้เดียงสาและ ไม่รู้สิ่งที่พระองค์กำลังสื่อออกไปเลยแม้แต่น้อย  ฝ่ายองค์ชายรัชทายาทที่ประทับอยู่อีกฝั่งห้องคล้ายจะทรงอ่อนพระทัยกับพระชายาของพระองค์เอง   เสียงทอดถอนพระหทัยทำให้พักตร์หวานที่กำลังยุ่งด้วยความครุ่นคิด ยิ่งยับยู่เข้าไปอีก

            “ช่างเถอะ  ช่างเถอะ.... สักวันเจ้าก็เข้าใจเอง”

            “ถ้าไม่ทรงอธิบายให้หม่อมฉันเข้าใจ หม่อมฉันก็คงไม่เข้าใจหรอกเพคะ”

            “ก็จะให้ข้าอธิบายว่าอะไรล่ะ...เจ้าถึงจะเข้าใจ” ตรัสอย่างอ่อนพระทัย 

            “หม่อมฉันไม่รู้เพคะ.... หม่อมฉันคิดว่าพระองค์น่าจะทรงมีคำอธิบายที่ดีมากกว่า โปรดใบหน้าที่ทรงทอดพระเนตรได้คนเดียว เพราะตั้งแต่ทรงกลับมาจากชายแดน หม่อมฉันไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนใด ๆ จากพระองค์แลยนะเพ......”

            สุรเสียงหวานกราบทูลยืดยาว ก่อนจะขาดห้วงไปในขณะหนึ่งเมื่อยินเสียงก้าวพระบาทฉับไวที่พุ่งตรงมาหยุดที่เบื้องพระพักตร์   เจ้าของวรกายบอบบางยืดพระองค์และเอนพระวรกายไปข้างหลังด้วยความตกพระทัย  วรกายสูงใหญ่เลื่อนโต๊ะไม้ทรงพระอักษรที่ขวางทั้งสองพระองค์ออกไป  และประทับขัดสมาธิด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม

            “ทรงทำอะไรเพคะ”

            “ข้าอยากจะรู้ว่าตอนนี้เจ้ารู้สึกอย่างไร” สุรเสียงทุ้มห้าวตรัสห้วน  “บอกมาสิแพคฮยอน... ข้าใกล้เจ้าถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ารู้สึกเช่นไร”

            “ชอฮา...”

            “แม้ข้าจะใกล้เจ้าถึงเพียงนี้  เจ้าก็ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ  แพคฮยอน หรือต้องใกล้กว่านี้อีก”

            “ไม่นะเพคะ ...ย..อย่าทรงเข้ามานะเพคะ”

            สุรเสียงหวานร้องเสียงหลง   วรองค์บอบบางขยับชิดผนังห้องอย่างระแวดระวัง   อันตรายการอยู่ใกล้ชิดกับองค์ชายรัชทายาทจงอินถือเป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับพระองค์

            ใครเล่าจะเดาใจดวงตะวันดวงนี้ได้... บางคราก็เอาแต่สาดแสงแรงกล้าให้ร้อนรุ่ม  หากบางคราว ก็เป็นแสงอ่อน ๆ เบาบางให้อุ่นพระทัย  

            หากขยับเข้ามาอีกครั้ง... จะอุ่นหรือร้อน  ก็ทรงเดาไม่ได้... จะทรงเตรียมรับมือกับสายพระเนตรและวรกายใหญ่โตนี้ได้อย่างไร

            “กลัวหรือ”

            “เปล่าเพคะ!  ทรงปฏิเสธเสียงแข็ง  หากพระพักตร์คม ที่ประดับด้วยขนงโก่งเข้มและรอยแย้มสรวลกลับเคลื่อนเข้าใกล้พักตร์ตื่นตระหนกที่ไม่อาจขยับหนีไปทางไหนได้อีกแล้ว

            “งั้นก็เขิน”

            “เปล่าเพคะ ไม่เลยแม้สักนิดเดียว”  ตรัสแย้งด้วยสุรเสียงสั่นพร่า   หากพระเนตรเรียวกลับหลุบลงมองชายยี่ภู่ที่อยู่ไม่ห่างพร้อมกัดกลีบโอษฐ์อิ่มไว้แน่น

            “ถ้าไม่เขินก็มองหน้าข้าสิ.... ”

            “ม...ไม่เพคะ...”

            “เจ้ากล้าขัดพระบัญชาขององค์ชายรัชทายาทงั้นหรือ   ต้องโทษประหาร 7 ชั่วโคตรเลยนะ”

            “....”

            แม้ถ้อยรับสั่งจะดังมาจากผู้ที่มีจะกุมพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดินโชซอน หากองค์หญิงแพคฮยอนผู้ที่ถือคติ เสียชีพดีกว่าเสียหน้ากลับประทับนิ่ง และไม่ทรงขยับเขยื้อนพระองค์นอกจากก้มพักตร์งุด หลุบเนตร พร้อมกับโอษฐ์ที่เม้มสนิท 

            สายพระเนตรคมเข้มทอประกายวาววับอย่างพอพระทัย ขณะทรงเคลื่อนพระพักตร์เข้าใกล้พระชายามากขึ้นทุกที กลิ่นหอมกำจายลอยอวลรอบพระวรกายบอบบาง ทอดพระเนตรพระกรรณที่ซับสีแดงเรื่อขึ้นทุกขณะก่อนเลื่อนมายังปรางยุ้ยแดงจัด  เนตรงามหลุบลงเบื้องล่างมิยอมสบพระเนตร  แม้ว่าพักตร์รูปไข่จะพยายามไม่แสดงออกถึงความหวาดกลัวหรือเขินอาย  หากอังสาลาดที่สั่นเทาพร้อมกับนิ้วพระหัตถ์ที่กำชีมาสีนวลอย่างแน่นหนานั้นก็บอกให้รู้ว่าเจ้าของวรกายเล็กกำลังตื่นกลัวมิใช่น้อย      

            “ข้าอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้แล้ว... เจ้าก็ยังไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ” ตรัสถามด้วยสุรเสียงทุ้ม เย้ายั่วเมื่อพระนาสิกใกล้ปรางนวลขึ้นทุกที

            “ไม่เพคะ” แม้จะปฏิเสธเช่นเดิม  หากสุรเสียงหวานกลับอ่อนลงจนแทบไม่ได้ยิน วรกายบอบบางสั่นระริก  ยิ่งรับรู้ถึงไออุ่นร้อนที่แผ่ออกมาจากวรกายของอีกพระองค์ก็ยิ่งเบียดพระวรกายเข้ากับผนังเย็นเยียบเบื้องหลังเข้าไปอีก พระหฤทัยเต้นถี่รัวจนกลัวว่าผู้มีฐานะเป็นพระสวามีจะได้ยิน   

            “เจ้ากำลังอ่านบทกวีรักใช่หรือไม่” รับสั่งก่อนดึงหนังสือกวีออกจากพระหัตถ์  เสียงพลิกกระดาษใกล้พระกรรณราวกับคำสาปที่แทบจะทำให้องค์หญิงแพคฮยอนทรงแข็งทื่อไปทั้งพระวรกาย   

            “ท..ทรงทราบอยู่แล้ว หม่อมฉันต้องทูลตอบอะไรล่ะเพคะ”

            “ข้าอยากแต่งบทกวีรักบ้าง...แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะแต่งได้หวานเหมือนหนังสือที่เจ้าอ่าน”

            “อยากแต่งกวีก็ต้องอ่านกวีเพคะ..เอาเล่มนั้นไปอ่านก็ได้เพคะ  หม่อมฉันยกให้” ยิ่งใกล้ ยิ่งทำให้กระแสเสียงขององค์หญิงพระชายาเริ่มลุกลน      

            “ข้าไม่ค่อยได้อ่านบทกวีรัก ก็เลยอยากรู้ว่า.. บทกวีกับประสบการณ์จริง อะไรจะหวานมากกว่ากัน...”

            “อะไรนะเพคะ!

            “ข้าคิดว่ากวีทุกคนต้องมีประสบการณ์ร่วมกัน  จึงจะแต่งบทกวีได้...เจ้าเห็นด้วยหรือไม่”

            แม้จะทรงทราบดีว่าอีกพระองค์คง แกล้ง’  พระองค์เหมือนทุกที   หากสุรเสียง และท่าทีจริงจังจนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์ชายรัชทายาทจะไม่ ทรงเอาจริงกับรับสั่งดังกล่าว องค์หญิงแพคฮยอนพยายามข่มพระทัยไม่ให้ตื่นตระหนก แต่กระนั้น.... หฤทัยดวงน้อยขององค์หญิงที่น่าสงสารที่สุดในค่ำคืนนี้ กลับแทบหยุดเต้น  เมื่อสุรเสียงทุ้มห้าวรับสั่งด้วยเสียงที่เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ  หากก้องดังยิ่งกว่าเสียงระฆังย่ำรุ่ง       

            “ชอฮา...”

          “ทำอย่างไรดีล่ะ  ข้ารู้สึกว่าวันนี้ข้ากับเจ้าน่าจะได้เป็นสามีภรรยากันจริง ๆ แล้ว”

           

           

 

                ฤๅ ต้องลิ้มรสรักดูสักที                  
                จึงจะมีคำชื่นระรื่นหวาม

                เพ่งพินิจคิดไม่ตกสักโมงยาม          
               อยากจะถามทำเช่นไรโปรดบอกที


 

            ราวกับเสียงลั่นกลองในย่ำรุ่งดังกึกก้องอยู่ในพระหฤทัยดวงน้อย เนตรคู่หวานหลับสนิทด้วยไม่กล้าสู้สายพระเนตรคมกล้าราวกับแสงตะวันของอีกพระองค์ พระปฤษฎางค์บอบบางเลื่อนไปชิดจนติดผนังห้องพระบรรทมแทบกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน  เสียงทุ้มสรวลอยู่ในพระศอกวนพระหทัยขององค์หญิงมิใช่น้อย หากมิใช่กวนให้เกิดความขุ่นเคืองดังเช่นทุกที

            คราวนี้...แม้ดูจะทรงเย้าหยอก  แต่เป็นการหยอกที่มิได้ทีเล่นทีจริงเหมือนทุกครั้ง

            เพราะครานี้....ทรง จริง มากกว่า เล่นอย่างแน่นอน

            เพียงแค่ไออุ่นที่ใกล้เข้ามาก็ทรงรู้แล้วว่าเจ้าของดวงพักตร์คมสันคงจะอยู่ไม่ห่างจากพระพักตร์  องค์หญิงแพคฮยอนทอดถอนพระหฤทัยและทรงสูดอากาศเข้าเต็มพระปับผาสะ วรกายเล็กบางสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว  ประโยคนั้นของพระสวามีช่างหนักแน่นและจริงจังจนไม่อาจรับรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า  ไม่ต้องลืมพระเนตร เพียงแค่รับรู้จากพระโสตก็จินตนาการได้ว่า  บัดนี้ องค์ชายได้ทรงเคลื่อนเข้ามาใกล้มากเพียงใด

            “ข้าอุตส่าห์ให้เวลาทำใจตั้งหลายวัน ทำไมถึงยังสั่นขนาดนี้ล่ะ เซจาบิน”

            “... ” กลีบพระโอษฐ์บางเฉียบเหยียดตรง  ด้วยมิสามารถตอบสิ่งใดไปได้  ทรงรู้สึกถึงไอร้อนผ่าวที่แผ่อยู่ทั่วดวงพักตร์  คล้ายพระโลหิตที่อยู่ในพระวรกายจะสูบฉีดแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นในชีวิต

            “ไม่ต้องกลัวหรอก” สุรเสียงทุ้มตรัสเบาพอให้ได้ยินแค่สองพระองค์  พร้อม ๆ กับฝ่าพระหัตถ์อุ่นจัดที่วางลงบนพระอังสาเล็กทั้งสองข้าง แรงบีบเบา ๆ ทำให้วรกายขององค์หญิงยิ่งแข็งไม่ต่างจากรูปสลักหินในโบสถ์  “ข้าจะทำให้เจ้าค่อย ๆ ชินเอง”

             ตรัสจบ อัสสาสะอุ่นร้อนก็แทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระพักตร์หวานที่ร้อนรุ่มไม่ต่างกัน  องค์หญิงน้อยตัดสินพระทัยเพียงชั่วขณะในการยกหนังสือกวีขึ้นมากางกั้นระหว่างสองพระองค์อย่างฉับพลัน ส่งผลให้พักตร์คร้ามคมและสันพระนาสิกโด่งสวยแทบจะชนกับปกกระดาษสีน้ำเงินเข้ม

            องค์รัชทายาทจงอินชะงักพระวรกายและพระพักตร์เมื่อพระชายาที่แสนไร้เดียงสาของพระองค์ปกป้องตนเองด้วยวิธีนี้  ก่อนที่เสียงสั่นระริกของ องค์หญิงน้อยในอุ้งมือของพระองค์จะทำให้ทรงรู้สึกเอ็นดูยิ่งกว่าเดิม

            “ม..ไม่เพคะ”

            เสียงสรวลในพระศอเปลี่ยนเป็นการระเบิดเสียงดังขึ้นจนก้องในห้องหอราวกับทรงเกษมสำราญยิ่งนัก  กลีบพระโอษฐ์ขององค์หญิงพระชายาคว่ำลงอย่างขัดใจ โดยที่ไม่ยอมปล่อยหนังสือที่ปกปิดพักตร์ที่ร้อนผ่าวของพระองค์เอาไว้

            “อยากให้ข้าอ่านบทกวีหรือ? เซจาบิน”

            ยิ่งทรงพระสรวลดังขึ้น องค์หญิงน้อยก็ยิ่งดูกริ้วโกรธมากขึ้นทุกที คงทั้งกริ้วและหวั่นเกรงกับกระแสรับสั่งของพระองค์   แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วจะทรงถอยกลับไปยังจุดเดิมก็ดูเสียชาติบุรุษ

            สตรีที่รักแสนรักอยู่ใกล้แค่เอื้อมทุกค่ำคืนขนาดนี้... จะทรงอดทนไปได้อีกนานแค่ไหนกัน

            “พ...เพคะ  อ่านบ้าง....พระหทัยจะได้สงบ ไม่ทรงฟุ้งซ่าน” กราบทูลเสียงตะกุกตะกัก

            “เจ้ารู้ได้อย่างไรกันว่าข้าฟุ้งซ่านเพราะเจ้า แพคฮยอน  กระแสสำเนียงหวานกึ่งล้อเลียนนั้นทำให้กลีบโอษฐ์บางที่ปรากฏอยู่ด้านล่างเล่มหนังสือยิ่งคว่ำลงและสั่นระริกยิ่งกว่าเดิม

            ฝ่าพระหัตถ์ปล่อยจากอังสาข้างหนึ่ง เพื่อมาพลิกหน้ากระดาษบางเฉียบของหนังสือบทกวีอย่างสำราญพระหฤทัย  แค่ทอดพระเนตรก็ทรงรู้ว่าองค์หญิงน้อยไม่กล้าแม้แต่จะลดพระหัตถ์ที่ถือหนังสือลง เพราะไม่กล้าสู้สายพระเนตร  ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์กรีดหน้ากระดาษไปไม่นาน ก็หยุด และตรัสเบาคล้ายสนพระทัยกับกวีนั้น   

            “อยากให้ข้าอ่านหรือ  กวีนี้ช่างเหมาะกับเรานัก ฟังนะ”

            “พ..เพคะ”        

            “จูบอุ่นละมุนรัก

          จูบหนักให้ใหลหลง

          จูบเจ้าเบาบรรจง

          ยิ่งรักหนักยิ่งจูบนาน

            “เอ๊ะ!.... บทนี้มัน....”

            ฉับพลันที่กระแสรับสั่งทุ้มลึกอ่านบทกวีจบ องค์หญิงก็พลิกหนังสือกวีและรีบค้นหาหน้าที่อีกพระองค์อ่านตามประสาธิดาของราชบัณฑิตผู้ยึดมั่นในความถูกต้องของข้อมูล  จนทรงลืมไปว่า ขณะนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร

            เล่มนี้ทรงอ่านไม่ต่ำกว่าสิบรอบ...เหตุใดจึงมีบทกวีที่หลุดรอดจากสายพระเนตรไปได้

            “บทนี้ไม่มีนี่เพคะ”

            “แล้วใครว่ามีล่ะ.... ข้าก็แค่อยากลองด้นกลอนดูเล่น ๆ เท่านั้น”

            “ช...ชอฮา อีกแล้วนะเพคะ! อ๊ะ!” สุรเสียงตวัดหายลับเข้าไปในพระศอ เมื่อเกราะป้องกันส่วนพระองค์ถูกดึงออกจากพระหัตถ์โยนออกไปตกยังพระยี่ภู่กึ่งกลางห้อง  พร้อม ๆ กับข้อพระกรที่ถูกคว้าเอาไว้ด้วยพระหัตถ์แกร่งราวกับปลอกเหล็ก   องค์หญิงแพคฮยอนแทบกลั้นพระหทัยเมื่อพระโอษฐ์หนาฉกวูบเข้ามาถึงกลีบโอษฐ์หวานในชั่วลัดมืดเดียว

            “แต่เรื่องอื่น ๆ ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะ”

            ไม่มีเวลาแม้กระทั่งหลับตา หรือเม้มโอษฐ์ป้องกันพระองค์   องค์หญิงน้อยประทับนั่งแข็งทื่อขณะที่พระพักตร์คร้ามลอยอ้อยอิ่งอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส อัสสาสะร้อนรุ่มยิ่งกว่าเคยรินรดอยู่บนพระฉวีเนียนขาวซีด  

          “ช...ฮา”

            “ลิงน้อย” เอ่ยขานพระนามที่คุ้นเคยดีด้วยสุรเสียงนุ่มลึก ก่อนที่พระดัชนีจะวางลงบนพระโอษฐ์นิ่ม แผ่ว...หวิว เบายิ่งกว่าขนนก ขณะที่ค่อยเลื่อนพระพักตร์คมสันออกห่าง

            “ใครจะจูบลิงน้อยกัน”

          “ชอฮา!!!  หม่อมฉันไม่ใช่ลิงนะเพคะ”

          ดวงเนตรเล็กเรียวเบิกกว้างมองผู้ที่มีแววขบขันอยู่ในสายพระเนตรขุ่นจัด       

          “ถ้าไม่ใช่ลิงก็จูบได้น่ะสิ”

            พริบตาเดียวกับที่รับสั่งประโยคนั้น ไออุ่นร้อนก็ทาทาบลงมาบนกลีบพระโอษฐ์อิ่ม  เป็นความรู้สึกที่ฉับไว หนักหน่วงและอ่อนหวาน ทั้งยังทิ้งรสหวานปะแล่มไว้เหนือพระโอษฐ์นิ่มจนผู้ที่ถูกจุมพิตยังตกตะลึง

            “อืม... หวานเหมือนเดิมเลย”

            ความเงียบโรยตัวลงรอบวรกายบอบบาง กว่าจะทรงรู้สึกพระองค์ก็เป็นตอนที่พระเศียรของผู้เป็นสวามีทิ้งลงบนพระเพลาอย่างสบาย ๆ พร้อมกับวรกายสูงใหญ่ที่วางยาวเหยียดไปกับพื้นไม้ โดยไม่ทรงลืมที่จะกระชับพระหัตถ์บอบบางเอาไว้ด้วย จนผู้ที่ถูกขโมยจูบอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นทำได้เพียงแค่นิ่งอึ้งไปและทำอะไรไม่ได้ เพราะความจริงแล้ว... คนขโมยไม่คิดที่จะหนีไปเลย แต่กลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ราวกับรอให้พระองค์ไปจับมาลงโทษ

            คิดว่าเป็นองค์ชายรัชทายาทแล้วจะทำอะไรกับใครก็ได้หรือ..... คนใจร้าย

            คงได้แต่ฮึดฮัดขัดอยู่ในพระทัย...และหงุดหงิดกับเสียงเต้นแรงในหฤทัยที่ทำอย่างไรก็ไม่ยอมสงบ  คอยแต่จะเต้นตึกตักทุกคราที่ถูกอีกพระองค์ จู่โจม แบบนี้   องค์หญิงรัชทายาทแพคฮยอนไม่กล้ากราบทูลสิ่งใดนอกไปเสียจากประทับนิ่งยอมอุทิศพระเพลานิ่มเป็นพระเขนยที่ดีให้กับองค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอนเท่านั้น

            “อ่านบทกวีให้ข้าฟังทีสิ” บัญชาอย่างเอาพระทัย ทั้งที่เป็นฝ่ายดึงหนังสือกวีของพระชายาทิ้งไปเอง   ฝ่ายเจ้าของหนังสือจึงอดค้อนขวับกับกระแสรับสั่งนั้นไม่ได้

            “ทรงขว้างหนังสือของหม่อมฉันทิ้งไปหมดแล้ว...จะอ่านอย่างไรล่ะเพคะ”

            “งั้นท่องให้ข้าฟังก็ได้...” ตรัสพร้อมยักอังสาอย่างไม่ใส่ใจนัก

            “หม่อมฉันจำไม่ได้หรอกเพคะ”

            “เป็นถึงลูกสาวราชบัณฑิตพยอน...จำไม่ได้จริง ๆ หรือ”

            “ดึกแล้ว... หม่อมฉันคิดอะไรไม่ออกหรอกเพคะ” สุรเสียงเย็นชา ทว่าฟังออกว่าเง้างอนทำให้ฝ่ายผู้เรียกร้องผุดรอยแย้มสรวลที่มุมพระโอษฐ์

            “งั้นข้าท่องให้ฟังก็ได้ ข้าจำบทกวีได้หลายบทเลยนะ”

            “หม่อมฉันไม่พร้อมจะฟังเพคะ” กราบทูลด้วยสุรเสียงนิ่งเย็น  หากสร้างรอยขบขันในพระสุรเสียงได้อย่างดี

            “จะมีใครในแผ่นดินนี้ที่กล้าปฏิเสธข้าอีกนอกจากเจ้า หึ! แพคฮยอน”

            “แล้วจะมีใครในแผ่นดินนี้อีก ที่เฝ้าหาเรื่องชายาของตนเองอย่างนี้ล่ะเพคะ”

            “ข้าไม่ได้หาเรื่องเสียหน่อย  ถ้าเจ้ายอมพูดดี ๆ กับข้าบ้าง ข้าก็ไม่ทำหรอก”

            “หม่อมฉันก็ไม่เคยพูดร้ายกับพระองค์นะเพคะ”

            “พูดอะไรก็เถียง... เถียงเอา ๆ แบบนี้แหละที่เรียกว่าพูดไม่ดี”  ทรงขึ้นเสียงดังขึ้น พร้อมกับสายพระเนตรวาววับไปให้กับองค์หญิงน้อยที่ไม่เคย ทรงยอมให้กับพระองค์เลยแม้แต่วินาทีเดียวด้วยความขุ่นเคืองปนน้อยพระทัย  อดคิดในใจไม่ได้ว่า ทีพูดกับองค์ชายชานยอลบ้าง...ท่านพี่เพคะ ท่านพี่...ทุกคำ

            “แล้วพระองค์รับสั่งดีกับหม่อมฉันบ้างไหมล่ะเพคะ”  องค์หญิงน้อยรับสั่งเบาเหมือนกระซิบบอกกับพระองค์เอง มิตั้งใจให้อีกพระองค์รับรู้ด้วย 

            เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นเทียนอบคุกรุ่นกำจายรอบวรกายทั้งสองพระองค์  องค์ชายจงอินมีสีพระพักตร์ผ่อนคลายลง พร้อมกับพระเนตรที่ค่อย ๆ ปิดลง  แม้พื้นไม้ขัดเรียบเบื้องล่างจะถูกปูด้วยพรมนุ่มบาง แม้อุณหภูมิที่ลดลงต่ำทุกขณะจะทำให้อากาศรอบ ๆ ค่อย ๆ เย็นลง พระชายาแพคฮยอนที่ทรงปวดเมื่อยไปทั้งพระเพลากลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับพระองค์แม้แต่นิดเดียว ด้วยเกรงว่าจะรบกวนการบรรทมของพระสวามี  แต่กระนั้นก็ห้ามพระทัยหลุบเนตรมองพระพักตร์ของคนที่บรรทมอยู่ไม่ได้  เพราะปกติแล้ว ทรงไม่มีความกล้าที่จะมองอย่างตั้งใจเลย

             ใต้พระเนตรดูดำคล้ำ พระฉวีไม่สดใส ราวกับไม่ค่อยได้บรรทมอย่างเต็มตื่นนัก บ่อยครั้งที่เสด็จกลับไปในตอนเช้าอย่างไม่ค่อยสดชื่น  ไม่แน่พระทัยว่ามาจากการทรงงานหนัก หรือมาจากสิ่งใด แต่คิดไปถึงอีกพระองค์แล้วก็ยิ่งหนักพระทัย  ฝ่ายนั้นก็ไม่ค่อยได้พักเช่นเดียวกัน...

            สดับมาว่าการปรากฏพระองค์ของท่านพี่ชานยอล ทำให้ขั้วอำนาจใต้ราชบัลลังก์กำลังสั่นคลอน... แต่พระองค์มีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งใดได้หรือ....

            ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นพระสวามี  ส่วนอีกฝ่ายนั้น...ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

            องค์หญิงแพคฮยอนได้แต่ทรงภาวนาทุกค่ำคืนว่า ขอให้ทุกอย่างไม่เลวร้าย 

            ฝ่ายบรรทมหลับน่าจะจมอยู่ในห้วงนิทรา พักตร์จึงส่ายไปมาราวกับกำลังทรงต่อสู้กับอะไรบางอย่างกระทั่งปอยเกศาสีดำสนิทยาวประบ่าที่ถูกรวบไว้หลุดลงมาปรกพักตร์คมสัน นิ้วพระหัตถ์เล็กขยับไปเกลี่ยออกให้อย่างเบาที่สุด ขณะที่กระซิบอย่างแผ่วหวิว

            “ทรงเหนื่อยไหมเพคะ”

            สิ้นคำพระหัตถ์เล็กก็ถูกหัตถ์ที่ใหญ่กว้าคว้าหมับ ก่อนกระแสรับสั่งทุ้มนุ่มจะดังขึ้นจนทำให้ผู้ที่เอ่ยถามพักตร์ร้อนผ่าว

            “เหนื่อยสิ”

            “ก...แกล้งหลับหรือเพคะ”

            “เปล่าซักหน่อย” ทูลถามอย่างหาเรื่อง  หากอีกฝ่ายกลับทรงพระสรวลดัง

            “หลับแล้ว แต่เป็นทหารต้องตื่นไวกว่าคนอื่น...เผลอไม่ได้ เกิดเจ้ามีมีดอยู่แล้วปาดคอข้า ข้าจะตายเอา”

            “สังหารองค์รัชทายาท ตัดหัวประจานเจ็ดชั่วโคตร  ใครจะกล้าล่ะเพคะ”

            “... แสดงว่าถ้าไม่มีบทลงโทษ เจ้าก็อาจจะกล้างั้นหรือ”

            “ไม่แน่เพคะ ถ้าพระองค์ยังทรงแกล้งหม่อมฉันอยู่แบบนี้”

            “เจ้านี่! เดี๋ยวข้าส่งเข้าตำหนักเหมันต์เลย”

            ฝ่ายที่จับพระหัตถ์อยู่ยิ่งบีบหัตถ์บอบบางแน่นขึ้นอีกราวกับลงโทษคนตอบ  แม้จะทรงพระสรวลดังลั่นอย่างไม่หยุดก็ตามที  คนฟังค้อนขวับอีกคร  เพราะทราบดีว่าพระตำหนักเหมันต์นั้นเป็นคุกสำหรับพระสนมหรือนางในพระองค์ที่มิเป็นที่โปรดปรานหรือกระทำผิดศีลธรรม  แม้จะเป็นพระตำหนักที่กว้างใหญ่ไม่ต่างจากพระตำหนักอื่น  หากบริเวณที่ตั้งอยู่ของพระตำหนักเหมันต์นั้นแทบจะทำให้ภายในพระตำหนักนั้นหนาวเย็นตลอดเวลา เดิมชื่อว่าพระตำหนักครีษมายัน[1] โดยปกติเคยเป็นที่แปรพระราชฐานในฤดูร้อน เพราะอากาศจะเย็นสบาย

            เล่ากันว่าหลังจากที่พระสนมคนโปรดของกษัตริย์ยอนซันพระองค์หนึ่งได้ทำให้ขัดเคืองพระราชหฤทัย จึงถูกส่งไปอยู่ในพระตำหนักเหมันต์โดยมีข้ารับใช้ติดตามเพียงแค่สองคน พระตำหนักถูกปิดตาย คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า มีเพียงเสบียงเช้าเย็นที่ถูกส่งเข้าไปผ่านช่องเล็ก ๆ หน้าประตูเท่านั้น  ประชาชนรอบพระตำหนักจึงมักได้ยินเสียงโหยหวนดังออกมาจากภายในพระตำหนักแทบทุกคืน  กระทั่งผ่านไปสามปี ได้มีผู้เข้าไปสำรวจภายในพระตำหนัก พบว่าพระสนมและข้ารับใช้ทั้งหมดเหลือเพียงกระดูกเคียงข้างกันในพระตำหนัก  ในภายหลังได้พบว่ามีนางในหลายนางที่ถูกส่งเข้าไป และมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่นาน บางส่วนที่มีชีวิตอยู่ก็สติฟั่นเฟือนวิปริตไปด้วยความหวาดกลัว เป็นคุกที่เยือกเย็นและน่าหวาดกลัว ด้วยเล่ากันว่าดวงวิญญาณของหญิงสาวทั้งหลายล้วนแล้วแต่สิงสถิตย์กันอยู่ภายในที่แห่งนั้นอย่างแออัด หญิงสาวแทบทุกนางในพระราชวังหลวงจึงล้วนแล้วแต่หวาดกลัวชื่อของพระตำหนักนี้กันทั้งสิ้น  ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์หญิงน้อยที่ไม่เคยกลัวอะไรเลยอย่างแพคฮยอน   

            “ทรงขู่หม่อมฉันหรือเพคะ”

            “ที่นั่นน่ะ มีที่กว้าง ๆ ให้เจ้าวิ่งเล่น ปีนต้นไม้ได้สบายใจเลยนะ...เสียแต่ตอนกลางคืนนั้นแหละ...ที่อาจจะมี...”

            “ชอฮา!....”

            สุรเสียงแหลมเล็กและใบหน้าซีดเผือกทำให้ องค์ชายจงอินสดใสยิ่งกว่าที่เคย ทรงพระสรวลดังด้วยความรู้สึกของผู้ชนะ  องค์หญิงน้อยที่ไม่เคยกลัวอะไรเลยแม้แต่พระองค์ มีจุดอ่อนตรงที่ตื่นกลัวกับภูติผีปีศาจมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย  

            “ล้อเล่นน่า... ข้ากลัวผีในนั้นวิ่งหนีเจ้าป่าราบมากกว่า ให้ในนั้นเป็นพระตำหนักผีสิงต่อไปดีกว่าเนอะ แพคฮยอน”

            “หม่อมฉันจะกลับตำหนักขาว!

            อย่างที่ดำริไว้ คำว่า ผี ทำให้พระชายาของพระองค์พระศอแข็งพร้อมด้วยดวงเนตรเขียวปัดยิ่งกว่าการแกล้งด้วยอะไรทั้งหมด หากองค์ชายรัชทายาทจงอินกลับหลับเนตรลงราวกับไม่รู้ไม่ชี้ว่าทำให้อีกพระองค์กริ้วอีกแล้ว

            “ช่วงนี้ข้านอนไม่ค่อยหลับ” บีบกระชับหัตถ์เล็กมาวางเหนือพระทรวงที่แน่นด้วยพระมังสาแข็งแรง  สัมผัสไออุ่นที่แผ่ออกจากวรกายพร้อมกับแรงเต้นของพระหฤทัย  ก่อนที่หัตถ์ใหญ่อีกข้างจะเอื้อมมาวางซ้อนอีก

           

            “เพราะเจ้าคนเดียว... เจ้าต้องรับผิดชอบ”

            “หม่อมฉันผิดอะไรล่ะเพคะ” กราบทูลอย่างอ่อนพระทัย 

            “ความจริงแล้ว" ทรงบีบพระหัตถ์แน่นกว่าเดิม  แล้วเปลี่ยนเรื่องในฉับพลัน   "ข้าอยากจะให้เราเป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน    อาจไม่ต้องเป็นเหมือนสามีภรรยาคนอื่น ๆ หรือเสด็จพ่อและเสด็จแม่ข้าก็ได้  แต่ขอแค่...บางครั้ง...บางคราว  เจ้าหันมายิ้มให้ข้าบ้างเวลาข้าเหนื่อย ๆ ก็พอ”

            สุรเสียงทุ้มแม้ฟังดูเหน็ดเหนื่อย  หากมีความจริงจังอยู่ในทุกกระแสเสียง  องค์หญิงแพคฮยอนรับฟังด้วยพระหฤทัยที่เต้นแทบจะเป็นจังหวะเดียวกับอีกดวงที่หัตถ์ของพระองค์วางอยู่   กว่าจะทรงรู้พระองค์  ก็ตอนที่ดวงเนตรคมกล้ายิ่งกว่าแสงตะวันจับจ้องพระองค์จากเบื้องล่างแล้ว  

            แม้อยากจะหลบสายพระเนตร  แต่ก็ทำไม่ได้

            “ข้าอยากจะ  หลับไปพร้อมกับเจ้า  แล้วก็ตื่นมาเห็นหน้าเจ้าทุกวัน”

            “ทรงปรารถนาเช่นนั้นหรือเพคะ...ชอฮา”

            “ข้าไม่ได้พูดในฐานะขององค์ชาย... แต่พูดในฐานะสามี  พระสวามีของเจ้า แพคฮยอน”

            สำหรับองค์ชายรัชทายาทจงอินผู้ประสูติมาเพียบพร้อมทุกอย่างแล้ว  สิ่งที่พระองค์ต้องการอย่างแท้จริงหาใช่อำนาจและราชบัลลังก์ หากแค่ทุกค่ำคืนที่หนาวเหน็บ  ขอมีเพียงคู่ชีวิตที่อยู่เคียงข้าง   ทุกจังหวะชีวิตที่วุ่นวาย  ขอมีเพียงเจ้าที่อยู่คู่คอยดูแล  ทุกเวลาที่ต้องพบกับความเหนื่อยล้า  ขอเพียงรอยยิ้มของเจ้าเท่านั้น

            ขอแค่เจ้า...แพคฮยอน

            “ต่อให้หัวใจของเจ้าจะไม่ได้อยู่ที่ข้า...  ข้าก็ขอแค่อยู่ร่วมกันไปทุกวันก็พอ”

            เสียงพร่าแหบ  ถอนอัสสาสะ ปับผาสะสะท้อนลึก  สูดกลิ่นอายแห่งความปรารถนาอันนุ่มนวลลงไปยังหฤทัยสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน  

            “อยู่กับข้า...ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเลยได้หรือไม่  แพคฮยอน”

            “เป็นพระบัญชาหรือเพคะ”

            “แล้วถ้าใช่...เจ้าจะรับบัญชานี้หรือไม่”

            พระเนตรหลุบลงสบพระเนตรคม ก่อนตามด้วยกระแสเสียงตอบรับ

            “รับพระบัญชาเพคะ”

            “แล้วถ้านี่ไม่ใช่....เป็นประโยคขอร้องล่ะ”

            “หม่อมฉันได้ให้สัญญาต่อหน้าป้ายบรรพบุรุษ  ท่านพ่อ  ท่านแม่และท่านพี่ นับตั้งแต่วันที่ถูกคัดเลือกให้เป็นพระชายา หน้าที่ของหม่อมฉันในฐานะองค์หญิงรัชทายาท  พระชายาในองค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอน  คือการอยู่เคียงข้าง ดูแล  ภักดีและปกป้องพระองค์พระองค์ด้วยชีวิตของหม่อมฉันเพคะ  ชอฮา”

            “แพคฮยอน...”

            กลีบพระโอษฐ์อิ่มสวยคลี่แย้มราวกับบุปผางามที่คลี่งามอวดแสงตะวันในยาม   ทว่าสายพระเนตรหวานกลับทอดยาวไกลไปยังวันแรกที่ต้องใช้ชีวิตในฐานะพระชายา

          “นับตั้งแต่วันที่สวมคาเซ  ชีวิตของหม่อมฉันได้ถูกมอบให้พระองค์ไปแล้วเพคะ”

          เพราะนั่นคือหน้าที่...ในฐานะพระชายาองค์รัชทายาท

          “งั้นข้าถือว่าเป็นคำสัญญาว่าต่อจากนี้เจ้าจะอยู่กับข้า ต่อจากนี้...”

          “ตราบเท่าชีวิตจะหาไม่เพคะ”

 

 

            ในค่ำคืนนั้น  หนึ่งราตรีที่ประทับตรึงอยู่ในพระหฤทัยของทั้งสองพระองค์  แม้จักเพียงแค่บรรทมเคียงข้างมิล่วงล้ำให้พระชายาต้องขุ่นข้องหมองพระหทัย  หากเป็นค่ำคืนที่องค์ชายรัชทายาทจงอินกลับสามารถหลับพระเนตรลงได้อย่างสนิทกว่าทุกค่ำคืนใดในชีวิต  

            ราวกับว่า  พระหทัยของทั้งสองพระองค์ได้ใกล้ชิดกันกว่าที่เคย.... ปราการหนาที่กั้นขวางพระองค์อยู่ได้พังทลายลงไปในที่สุด 

            สิ่งที่เหลือก็คงเป็นเพียงเวลา  และการพิสูจน์ว่า  ความรู้สึกของพระองค์นั้นหาใช่เรื่องเล่น ๆ

            คงมีสักวันที่แพคฮยอนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้       

            สักวัน จะทรงได้เอื้อนเอ่ยคำนี้ด้วยโอษฐ์ของพระองค์เอง

 

 

            ข้าอยากได้อะไรมากมาย...แต่ตอนนี้

            แค่เจ้าอยู่เคียงข้างข้า ข้าก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง 

            “ต่อให้เจ้าไม่เชื่อ  แต่ข้าก็รักเจ้ามากกว่าที่เจ้าคิดนะ  แพคฮยอน” 

 

 

          รุ่งอรุณของวันนั้น  องค์หญิงแพคฮยอนตื่นพระบรรทมขึ้นมาเพียงลำพัง   แม้จะเป็นเช่นนั้น หากไออุ่นร้อนของอีกพระองค์กลับยังคงกรุ่นอยู่ที่พระวรกาย  ยี่ภู่และพระเขนยที่พระสวามีทิ้งไว้อยู่เคียงข้างยังอุ่นจนสัมผัสได้ว่าคงเพิ่งเสด็จไปเมื่อไม่กี่อึดใจนั้น  

            วรกายเล็กประทับนั่งมองทุกอย่างรอบพระองค์ด้วยสายพระเนตรที่ต่างไปจากที่เคย  พระพักตร์ร้อนวูบ  เมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้กราบทูลกับอีกพระองค์ไป   แม้จะเป็นความสัตย์จริง และสิ่งที่ดำริไว้มานานแล้ว  แต่เมื่อต้องเอ่ยออกมาต่อหน้าพระพักตร์  ยิ่งคิดย้อนกลับไปก็ยิ่งดูน่าอายยิ่งนัก 

            หัตถ์ทั้งสองตบปรางนวลของพระองค์แรงหลายครั้งเพื่อไล่ไอร้อนที่แผ่ซ่านวูบวาบออกไป   ก่อนที่พระเนตรจะพบกับหนังสือกวีที่เป็นที่มาของเหตุการณ์เมื่อคืน  ภายในเล่มมีกระดาษสีน้ำตาลแทรกอยู่    เมื่อเปิดออกก็พบกับลายพระหัตถ์ตวัดไม่งดงามเทียมเท่ากับลายมือของศิลปินหรือกวีอื่นที่เคยพบ  หากบทกวีที่อยู่ภายในนั้นกลับไม่ต่างจากการที่มีพระหัตถ์พุ่งตรงเข้ามากระตุกพระทัยให้สั่นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

 

          ปรารถนาเขียนกลอนรักด้วยคำหวาน       
อ่านแล้วใจสะท้านหวามไหว

จะเรียงร้อยถ้อยหวานประการใด           
เจ้าจึงจักติดใจคิดสะกิดตาม
ฤๅต้องลิ้มรสรักดูสักที             
จึงจะมีคำชื่นระรื่นหวาม

เพ่งพินิจคิดไม่ตกสักโมงยาม               
อยากจะถามทำเช่นไรโปรดบอกที

 

 

            “วันนี้ ทรงเกษมสำราญยิ่งกว่าทุกวันนัก”

            “อิจฉาเราหรือ ชิน” สุรเสียงทุ้มห้าวตรัสยวน หากเป็นองค์หญิงพระชายาก็คงรู้สึกคล้ายถูกยั่วโทสะ  แต่เพราะเป็น ชินผู้เข้าใจองค์ชายรัชทายาทยิ่งกว่าใครบนโลก  จึงทำได้เพียงแค่ค้อมศีรษะรับ ก่อนยื่นผ้าสีขาวบอบบางปักลายดอกมูกุงฮวาสีสันสดใสที่มุมผ้าถวายให้กับพระองค์ 
            "จากตำหนักขาวกระหม่อม"
            ผู้ได้รับสารคลี่ผ้าออกด้วยความตื่นเต้น ก่อนแย้มสรวลกว้างเมื่อพบกับ ลายพระหัตถ์สวยงามถูกเขียนด้วยพู่กันจีนอย่างประณีตราวกับผลงานศิลปะชั้นสูง  เป็นบทกวีโต้กลับที่ทำให้ผู้อ่านถึงกับทรงพระสรวลดังลั่นยิ่งกว่าที่เคย   จนกองทหารรักษาพระองค์ต่างพากันยิ้มตาม  ด้วยต่างทราบดีว่า ผู้ที่ทำให้พระอัชฌาสัยดีเช่นนี้คงไม่มีใคร นอกจากพระชายาหนึ่งเดียวในพระหฤทัยขององค์ชายเท่านั้น 

                       

                             ฟังคำชายเอ่ยคำชื่นระรื่นหู                            
                        ไยกล้ากล่าวมิรู้จักคำหวาน

                        วาจาชายคล้ายพระพายไม่พัดนาน                             
                        เพียงเชยผ่านแค่มินานคงห่างไกล


            “ข้ามีเวลาให้เจ้าพิสูจน์อีกนานเลย...แพคฮยอน”            

          นานเท่าชีวิตของข้า...สัญญา



 



[๑] สำนักนรลักษณ์มีหน้าที่อยู่ ๓ ประการ คือ ๑ ใช้วิชาโหราศาสตร์คำนวณวันและเวลา  แจ้งเตือนเวลา คำนวณเวลาในปฏิทินจันทรคติ และทำนายวันเดือนปีเกิด  ๒. ใช้วิชาดาราศาสตร์สังเกตดวงดาว ทำนายปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ๓. ใช้วิชาภูมิศาสตร์สังเกตสภาพภูมิศาสตร์และพื้นดิน ทำแผนที่ ทำนายตำแหน่งฮวงจุ้ย (อ้างอิงหน้า ๑๐๓  จันทราโอบพระอาทิตย์ ปฐมบท -ชองอึนกวอล-)

[๒] หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ ๒ ชั่วโมง
[๓] ฤดูร้อน

 


|

 

             จบตอนพิเศษ

                                    

 

 

 

สวัสดี #ชอฮาทีม ทุกท่าน  ตอนพิเศษตอนนี้เป็นตอนที่แต่งเพื่อนสนองนี้ด(โดนพี่ชาญสั่งประหาร)  แต่งขึ้นเพื่อฉลองวันครบรอบหนึ่งปีการลงฟิคเรื่องนี้ ปุ๊งๆๆๆๆ

 (ความจริงครบรอบในวันเกิดแพคฮยอน แต่เขียนไม่ทันTT)  
อ้อ แล้วก็เป็นตอนของขวัญถวายองค์ชายรัชทายาทที่สองสามวันนี้ไม่ทรงพระกากแล้ว >///<  
ไคแพคโบ้ม ๆ

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด ตอนนี้ถึงครึ่งเรื่องแล้ว T^T อีกครึ่งเรื่อง ช่วยติดตามกันด้วยนะคะ 

ช่วงนี้อาจไม่ได้อัพบ่อย ๆ ขอโทษจริง ๆ นะคะ T_T พยายามมากที่จะเขียน แต่หาเวลาไม่ค่อยได้เลย

สุดท้ายนี้ขอฝากแท็ก #มูกุงฮวา  ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะคะ  


 

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #440 Renoir92 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 กันยายน 2557 / 23:47
    เพิ่งว่างกลับมาอ่านฟิคแบบจริงจัง

    อ่านมาจนจบ ก็มีแต่คำว่าน่ารัก

    จริงๆอยากเม้นให้ยาวๆมากเลย แต่แบบ ยิ้มแก้มปริ คิดอะไรไม่ออก 555555

    กัดกันแบบนี้มีหวังลูกดกแน่นอน

    องค์ชายค่อยๆเผยความรู้สึกตัวเองออกมาละสินะ อิอิ

    เมื่อไหร่จะพูดคำว่ารักออกมาซักทีล่าาาาา *-*

    #440
    0
  2. #413 oommy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 01:58
    ทำไมชอฮาเป็นคนแบบนี้ นี่เขินกันทั่วแผ่นดินแล้วมั้งคะ อยู่ดีๆก็รุกขนาดนี้ ตั้งตัวไม่ทันเลย

    ชอบตอนที่ขู่จะจับไปตำหนักเหมันต์มาก 55555555555555555555555555 เพราะอย่างนี้ไงทุกคนถึงได้เอ็นดูและรักเซจาบิน

    มันน่าแกล้งและน่ารักมากเลยแงงงงงงง แต่ก็นั่นแหละ ให้พระองค์เห็นใบหน้าน่ารักนั้นคนเดียวต่อไปก็ได้ TT

    นี่ิคิดว่าชอฮาชัดเจนกว่าครั้งไหนๆแล้วนะ ลิงน้อยยังใสซื่อไม่เข้าใจอีกกกกกกกกกกกกก



    ฉากคำสัญญานั้น ทำให้รู้ว่าอย่างน้อยองค์หญิงจะไม่ทิ้งพระองค์แน่นอน

    ถึงแม้ว่าหัวใจจะไม่ได้อยู่กับชอฮา (?) ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่หน้าที่ (?)

    ตอนนี้องค์หญิงก็ชักจะหวั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ยล๊าาาาาาาาาาา

    แต่จะพาไปดราม่าหนักรึเปล่าก็ไม่รู้ ยังไงก็ยังมีท่านพี่อยู่ดีนั่นแหละน๊าาา

    ถือว่าเป็นอีกฉากนึงที่เราชอบที่สุดเลยนะ มันซึ้งจริงๆ ทั้งสองพูดไปตามความรู้สึกที่อยากให้อีกฝ่ายรับรู้

    มันทำให้หัวใจใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นนะ แอร๊ย ถึงชอฮาจะปากหนักไปหน่อยก็เหอะ แต่ก็ดีขึ้นเยอะละะ 5555555555555555555555555



    เม้นอะไรวนไปวนมา ไม่ตรงกับตอนหรืออะไรไม่รู้ งงมั้ย เอองง



    ปล. ขอให้พระองค์ทรงได้กันไวไวนะเพคะ
    #413
    0
  3. #409 กขค (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 / 01:38
    หวาน-///////-

    เขิน
    #409
    0
  4. #401 geejajaa (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 / 01:37
    ไคแพคเริ่มดีขึ้นแล้วสินะ ดีอ่ะ ดีมากๆจริงๆนะ เริ่มเปิดใจ เปิดเผย พูดคุยกันมากขึ้นอะไรๆก็ดี รออ่านเสมอนะคะ
    #401
    0
  5. #400 simui (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2557 / 01:11
    หวานมากอ่ะกรี๊ดฟินสุดๆ ชอบมากค่า มาต่อไวๆนะค่า

    ปล นอกเรื่องนิด ไรท์เคยดูซีรีย์เรื่อง empress ki มั้ยคะ เราดูแล้วรู้สึกชอบคาแรกเตอร์ตัวละครขององค์หญิงทานาชิลีมาก อยากให้ไรท์แต่งนิยายซึ่งมีบุคลิคแบบนั้นมาเปนตัวเอกซักเรื่องอ่าค่ะ เป็นความหวัุงเล็กๆน้อยค่าไรท์555555
    #400
    0
  6. #399 nusssisy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 22:22
    ได้อ่านต่อแล้วเย้เย้เย้ เป็นเรื่องที่รอนานแต่คุ้มที่รอมากกกกกกกกกก

    อ่านแล้วยิ้มกับความน่ารักของชอฮากับองค์หญิงตลอดมันค่อยๆเป็นค่อยๆไป ละมุมสุด

    ชอฮาชอบแกล้งยังไงก็ยังแกล้งอยู่เหมือนเดิม แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่องค์หญิงจะเชื่อล่ะเพคะองค์ชาย

    รีดเดอร์ก็ลุ้นตัวโก่งแล้วนะเพคะ
    #399
    0
  7. #398 Nnnnn (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 21:33
    กรี้ดดดดดดดดดดดดด คืออยากจะบอกไรท์ก่อนเลยว่าทุกตอนเล่อค่าไปหมดติดตามอยู่ทุกวันไม่เบื่อเลย เล่อค่ามากๆ เราเป็นชอฮาทีม5555555555555555555555เชียร์ชอฮาสุดๆ ยิ่งอ่านยิ่งรักองค์หญิงมากกกกกกก เมื่อไรจะผลิตพระโอรสซักทีเพคะ เดี๋ยวพี่ชานก็คว้าไปหรอก เราไม่ยอม !!สู้นะชอฮาทรงขื่นใจเลยเพคะ5555555555555555 สู้นะไรท์จ๋า รออัพอยู่เรื่อยๆ ชอบมากๆ
    #398
    0
  8. #397 HwaRyeo (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 19:25
    คิดถึงเรื่องนี้มาก ได้อ่านต่อสักที ฮือออ
     
    ----------------
     
    อ่านช่วงแรกๆของพาร์ทครึ่งหลัง มันรู้สึกขัดใจตรงที่ แต่คนฝ่ายนี่ลีลามาก จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ (เดี๋ยวๆๆๆ ฮ่าาาา) มันให้ความรู้สึกหลายหลาย สับสนตามตัวละคร
    แบบชอฮาจะมาไม้ไหน แล้วเซจาบินจะโอนอ่อนบ้างมั้ย สรุปก็ยังคงปากไม่ตรงกับใจ 
    จิกกัดกันไปเรื่อยๆ 
     
    แต่ช็อตที่ทำเอาซึ้งจนน้ำตาแทบร่วงนี่คือบทพูดตอนชอฮาเลย
     
    อยากให้ยิ้มให้กันบ้างในยามเหนื่อยล้า 
    ปรารถนาจะเห็นหน้าอีกฝ่ายทั้งยามก่อนนอนและยามตื่น
     
    ที่เด็ดกว่านั้นคือประโยคที่ว่า ... ต่อให้หัวใจเจ้าไม่อยู่ที่ข้า ก็ขอแค่อยู่ร่วมกันทุกวันก็พอ
    อันนี้นี่แบบ ชอฮาคงรู้อยู่เต็มอกนั่นแหละว่าหัวใจเซจาบินเป็นของใคร
    รักแรกของเซจาบินมันยังตีตราจองหัวใจไว้อยู่
    แต่เซจาก็ไม่ยอมปล่อยดอกไม้ดอกนี้ไปจริงๆแฮะ 
     
    คนอ่านนี่รู้สึกน้อยใจแทนชอฮาเลยนะ ที่แบบเซจาบินทำทุกอย่าง สัญญาเอาไว้เพราะหน้าที่
    แต่อย่างน้อย เพราะหน้าที่สำคัญยิ่งกว่าหัวใจนี่ล่ะ ที่คนอ่านกองเชียร์ชอฮายังอุ่นใจ
    ว่าไม่ว่ายังไง เซจาบินก็จะไม่ทิ้งชอฮาไป แม้อีกฝ่ายจะเป็นสายลมที่สำคัญก็เถอะนะ
     
    มาถึงตอนนี้ มันรู้สึกได้ว่าองค์หญิงหวั่นไหวกับชอฮามากแล้ว แต่กระนั้นสายลมคนนั้นก็ไม่ได้จืดจางไปจากใจเลย...
     
     
    ปล. แบคฮยอนจะรู้มั้ยนะ ว่าชอฮาอ่ะ ก็มีคนหมายจะเล่นงานอยู่ทุกเมื่อ
    ปล สอง. กวีที่ตอบโต้กันนี่โรแมนติกดีแฮะ อิอิ
    '
     
    #397
    0
  9. #396 nusssisy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 20:51
    ชอฮาเพคะทำดีมากเพคะ รุกองค์หญิงแล้วไม่ทรงพระกากแล้วนะเพคะ

    แต่รีดเดอร์ค้างมากเลยเพคะะะ ต่อมาไวไวนะคะไรท์เตอร์ รีดเดอร์อยากเป็นเบาหวาน ฟินนถึงขีดสุด
    #396
    0
  10. #392 lavani (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 00:45
     *´∀`)*´∀`)´∀`)*´∀`)
    โหยยยยยยยยยยยยยยยยย ชอฮา
    รุกใหญ่เลยนะ แอร๊ย ฟินเหอะ...
    ไม่ต้องตงต้องแต่งแล้วบทกวีมั้ยยยยยยย
    55555555555555555 ประสบการณ์จริงก่อนมั้ย 
    ( /อินี่ไม่ค่อยเลยนะ )
    #392
    0
  11. #372 namthip yodsour (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 14:58
    ชอบอ่า ฟิคเรื่องนี้ แนวแบบนี้หาอ่านยากมาก ต่อนะๆๆๆ
    #372
    0
  12. #371 Miso Seo (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 / 11:27
    ชอฮาร้ายมากกก~~ รุกเอารุกเอา จนพระชายาจะหัวใจวายแล้วมั้งนั่น อยากอ่านอีกค่ะ แฮ่ๆ นานๆ มาทีคิดถึงเรื่องนี้นะคะ
    #371
    0
  13. #370 chnxbaek92 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 11:29
    องค์รัชทายาทรุกหนักละ>< องค์หญิงจะยอมมั้ยเพคะ องค์รัชทายาททรงตรัสขนาดนี้ละน๊าาาาา
    #370
    0
  14. #369 Windy Boy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 03:20
    "ข้าชอบที่จะได้เห็นเจ้าทำหน้าแบบนี้...ทำปาก ทำตาแบบนี้ใส่ข้า"

    "ข้าชอบที่ว่า นั่นเป็นใบหน้าที่ข้าได้เห็นแค่คนเดียว"



    โอ้มายพระเจ้ามยองอิน(?) ตอนชอฮาพูดสองประโยคข้างบนนั้นเสียงต้องทุ้มๆ นุ่มๆ แผ่วเบาคล้ายกับกำลังกระซิบแต่หนักแน่นไปด้วยความรู้สึกแห่งรักและสายพระเนตรต้องเยิ้มจัดแน่ๆ เลย จินตนาการของหม่อมฉันบอกอย่างนั้น 5555555555555555555555 ก็ต้องการจะสื่อความในใจให้ชัดเจนสักที ทั้งที่สื่ออกไปหลายครั้งก็ไม่เคยจะชัดเจนและไม่สำเร็จสักครั้ง เหนื่อยหน่อยนะเพคะชอฮา แต่เราเชียร์เต็มที่ ตอนนี้เป็นตอนที่เสริมกำลังให้ชอฮาทีมเข้มแข็งมากๆ รู้สึกคึก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด 

    ส่วนฉากก่อนตัดจบนั่นทำให้รีดเดอร์อย่างหม่อมฉันบิดจนจะเป็นเกลียวแล้วนะเพคะ ฮือๆ ตอนนี้เป็นฉากสองต่อสองมีอะไรให้อ่านแล้วอมยิ้มหรือเขินหน้าคอมอีกแล้ว แต่แม้จะอยู่กันสองต่อสองเซนส์หม่อมฉันมันบอกว่าองค์ชายจะไม่ขืนพระทัยองค์หญิงเด็ดขาดถ้าอีกฝ่ายไม่ยินยอม หม่อมฉันมั่นใจในความเจนเทิลแมนแอนด์แฮนด์ซั่มในชอฮามาก (แต่ใจจริงแล้วอยากให้เป็นตรงข้ามกับความคิดนะ เผด็จศึกสักทีเถิดดดดดด) งือออออออออ องค์หญิงก็ทรงโมเอร้น่าปล้ำมากนะเพคะ ยิ่งไร้เดียวสาอย่างนี้แหละผู้ชายยิ่งอยากเข้าใกล้จริงไหมเพคะชอฮาาาาาาาา ฮืออออออ

    ไม่รู้จะเม้นว่ายังไงดี มีฉากพระนางทีไรก็เขินค่ะ เม้นตอนหลังๆ นี้ไม่ค่อยจะมีสาระเพราะขุดไปเม้นให้หมดแล้วไง TT แต่ไม่อยากให้เม้นมันสั้นกลัวบั่นทอนจิตใจในการเขียนไง ไรเตอร์ตามอ่านในแท็กด้วยละกัน 5555555555555 อยากจะชมว่าเขียนภาษาสละสลวยก็เขียนชมไปหลายตอนแล้ว อยากจะชมว่ากลอนดีเลอค่าก็เคยชมไปแล้ว เมนชั่นไปสกรีมใส่ก้ก็ทำไปแล้วด้วย มีอะไรให้ชมอีกนอกจากบอกว่าเรารักในผลงานชิ้นนี้ของคุณนะคะ 

    ป.ล.หม่อมฉันว่าต้องมีฉากที่สององค์ชายปะทะกันแน่ๆ มั่นใจว่าฉากนั้นต้องพีคที่สุดแน่ๆ อ่านแล้วต้องฟินแน่ๆ หม่อมฉันไม่ได้กดดันไรเตอร์แน่ๆ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 พฤษภาคม 2557 / 03:27
    #369
    0
  15. #368 ไอ่โบกี้! (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 01:00
    องค์ชายของหม่อนฉัน
    ทรงรุกต่อเถอะนะเพคะ
    จงอินเซจา ไฟท์ติ้งเพคะ!! ;////;
    #368
    0
  16. #367 geejajaa (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 23:51
    กรี๊ดไคแพคน่ารักไม่ไหวแล้วววว อ่านตอนนี้...อ่อนใจแทนซอฮา เพราะองค์หญิงแพคฮยอนใสซื่อจริงๆ จบแบบค้างงงด้วยอ่าา งื้ออยากอ่านตอนต่ไปมากๆเลย
    #367
    0
  17. #366 นานา (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 23:28
    สาธุขอให้ได้กันสักทีเถอะ จะได้มีพระโอรสไวๆ
    #366
    0
  18. #365 HwaRyeo (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 22:15
    วป เอาตอนพิเศษฉากสวีทสองเราภายใต้เรือนหอ มาดับดราม่าศึกชิงบัลลังก์ ศึกชิงดอกไม้สินะ
    ว่าแต่คืนนี้เป็นคืนที่เท่าไหร่ในเจ็ดวันกันนะ ชอฮาจะชวนเข้าหอของจริงซะและ นี่ความอดทนอดกลั้นที่จะไม่กินองค์หญิงของชอฮานี่มีได้กี่วันกันนะ ฮ่าาาา

    แต่ชอฮานี่จริงๆเลย ปากหนัก ไม่ยอมพูดอย่างตรงไปตรงมาสักที หัดเอาอย่างพี่สายลมคนนั้นบ้างสิ รู้สึกไรก็พูด รักก็พูด น้อยใจก็บอก อะไรแบบนี้


    ว่าแต่ คุณ วป ทำค้างนะ มาแค่นี่เนี่ย โถถถถ
    #365
    0
  19. #364 uuika (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 22:12
    โอ๊ยยยยยย อย่าทรงรับสั่งเช่นนี้เลยเพคะชอฮา หม่อมฉันจะสิ้นใจเอานะเพคะ ;///////////;





    รออีก 50% นะคะไรท์เตอร์~ 
    #364
    0
  20. #363 NNN (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 22:03
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดชอฮาคนผีบ้าาาาาาาาาา ทรงโปรดแกล้งเซจาบินจริงๆเลยเพคะ หม่อมฉันหัวใจจะฉีกเป็นเสี่ยงๆเพคะ ชอฮารีบๆจับการองค์หญิงไวๆนะเพคะ ทุกคนเตรียมเลี้ยงพระโอรสอยู่เพคะ
    #363
    0
  21. #362 kiku (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 21:56
    กรี๊ดแป๊บบบบ.. ชอฮา T ___ T เขินแทนพระชายา

    #362
    0
  22. #361 Ballerina (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 21:56
    กรี๊ดดดด!!! องค์ชายจะแกล้งอะไรองค์หญิงน้อยอีกเพคะ !!!!>,< ค้างเพคะ ค้างงงงง
    #361
    0