[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 15 : *** ตอนที่ ๘ กรุ่นแรกราตรี {๑} ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ม.ค. 57

 

ตอนที่  ๘  กรุ่นกลิ่นราตรี {}

 

|

 

กรุ่น  เนื้อนางหอมฟุ้ง               จรุงใจ

กลิ่น  ล้ำพเยียใด                      ฤๅ เทียบ

ดรุณี แรกงามไฉน                    งามทั่ว  องค์อร

แรก หวานล้ำเกินเปรียบ           กว่านางทั้งสรวง

 

            กลิ่นดอกไม้ราตรีผสมกลิ่นกำยานหอมลอยฟุ้งเข้ามาแตะพระนาสิกจนสีพระพักตร์เคร่งมีรอยแย้มพระสรวลขึ้นมาบ้าง กลิ่นเดียวกับที่พระองค์ทรงคุ้นเคย  และตามหามาเกือบปี  ไม่น่าเชื่อ...ว่าจะเป็นกลิ่นที่อีกคนโปรดด้วย  ยิ่งมีพระหฤทัยหวนระลึกถึงสายตาและสีหน้าประหลาดใจของฮวางซังกุง รวมไปถึงนางวังประจำพระตำหนักขาวที่ตามมารับใช้องค์หญิงพระชายาด้วยแล้วก็ยิ่งจุดรอยแย้มพระสรวลให้กว้างขึ้น สายพระเนตรอ่อนโยนทอดมองตามการเคลื่อนไหวของซังกุงพี่เลี้ยงที่กำลังถวายเครื่องเสวยอ่อนสำหรับผู้ที่กำลังประชวรหนักอย่างเงียบ ๆ อยู่หน้าบานทวาร หวังแค่ว่า... กลิ่นและบรรยากาศที่ชายาของพระองค์โปรดปราน จะทำให้อาการไข้ดีขึ้นในไม่ช้า

            แม้ชื่อของอีกหนึ่งบุรุษที่ดังขึ้นมาจากโอษฐ์งามจะทำให้พระหฤทัยของพระองค์ทรงเต้นผิดจังหวะไปบ้าง   หากคำกราบทูลของราชองครักษ์คนสนิทก็ทำให้พระองค์ทรงชื่นพระทัยขึ้นมาบ้าง...ต่อให้จะยังไม่มั่นพระทัยเพียงใดก็ตามว่าจะทำได้ 

            “ที่สำคัญคือ...พระองค์ทรงเปิดเผยกับองค์หญิงบ้างหรือยังล่ะกระหม่อม”

          เปิดเผยหรือ.... 

            จะให้พระองค์เปิดเผยสิ่งใดอีกเล่า    

            “เสวยได้มากกว่านี้ไหมเพคะ...”  เสียงของฮวางซังกุงอ่อนเบา ด้วยพยายามคะยั้นคะยอให้องค์หญิงพระองค์บางเสวยเพิ่ม  หากพักตร์อันซีดเซียว และโรยแรงกลับส่ายเบาปฏิเสธ  ไม่มีสุรเสียงใดดังขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย   วรกายเล็กประทับเอนเหนือพระเขนยที่รับพระปฤษฎางค์อันบอบบางไว้เพื่อให้เสวยพระกระยาหารได้อย่างสะดวก  ทว่า ทรงรับเสวยเพียงไม่คำ พระโอษฐ์ขาวเผือดก็เม้มสนิท   

            “องค์หญิงเพคะ....”  ฮวางซังกุงก้มมองพระกระยาหารค่ำที่แทบไม่พร่องเลยแม้แต่น้อยพลางถอนหายใจ    ต่อให้แพทย์หลวงยืนยันหนักแน่นว่าทรงปลอดภัย   แต่ในฐานะข้ารับใช้ที่เคยเห็นแต่องค์หญิงที่มีพระอัชฌาศัยร่าเริง แจ่มใสต้องประชวรหนักเช่นนี้...  นางก็อดปวดใจไม่ได้

            “ข้าเวียนหัว.... ขอนอนได้ไหม”  เสียงแหบพร่าเบายิ่งกว่าเบา... วรกายในฉลองพระองค์ขาวบางขยับเพียงเล็กน้อย สีพระพักตร์คล้ายจะลืมพระเนตรไม่ขึ้น  

            “ด...ได้เพคะ...”  ฮวางซังกุงส่งเครื่องเสวยกลับให้นางกำนัลที่อยู่ไม่ห่าง นำกลับไปวางไว้บนโต๊ะเสวยตัวเล็ก  เพื่อเตรียมถวายการช่วยเหลือให้วรกายในซกชีมาขาวได้บรรทมอย่างถนัด  ก่อนจะชะงักมือเล็กน้อย....  

            “ข้ายังไม่ง่วง... คุยอะไรให้ข้าฟังหน่อยสิ ”   พักตร์ซีดส่ายปฏิเสธ ขณะปิดพระเนตรสนิท สุรเสียงอ่อนระโหยเบาหวิว  หากความเงียบที่ได้รับ ก็จุดพระทัยให้สงสัยไม่น้อย 

            “ฮวางซังกุง...” ทรงขานเรียกพระอภิบาลประจำพระองค์  ก่อนลืมพระเนตรขึ้นเมื่อทรงรับรู้ว่าฝ่ามืออันซื่อสัตย์ของซังกุงพี่เลี้ยงละไปจากพระวรกาย  ทว่า...ภาพที่ทอดพระเนตรเห็น กลับเป็นพักตร์คมดุ เนตรสีดำสนิทที่แทบจะทำให้พระหทัยทรงหยุดทำงาน  ฝ่ายซังกุงอภิบาลที่ดูแลพระองค์มาตั้งแต่ต้นกลับเป็นฝ่ายถอยไปนั่งก้มหน้างุดอยู่เบื้องหลังแทน

            “กินแค่นี้จะไปหายอะไร”

            “ถวายบังคมเพคะ  ชอฮา...” สุรเสียงแหบหวิวดัง  ขณะพยายามทรงพระวรกายขึ้นประทับให้ตรง...เพื่อถวายพระพร  หากฝ่าพระหัตถ์หนากลับแตะห้ามบนอังสาแคบ  พร้อมพระพักตร์ดุที่ปฏิเสธพระอาการนั้น

            “ไม่ต้องพิธีรีตอง ที่นี่ตำหนักข้า...ไม่ต้องวุ่นวายหรอก”

            “ขอประทานอภัยเพคะ....หม่อมฉันช่างโง่เขลานัก” พักตร์งามก้มงุด  เนตรหลุบลงมองผ้าคลุมบรรทมที่ร่นลงไปเกือบถึงพระชงฆ์  หัตถ์เล็กจึงรีบคว้าขึ้นปิดชีมา  กระโปรงขาวที่เป็นเพียงฉลองพระองค์ซับในเท่านั้น

            “เจ้านี่.... ” เพียงแค่สดับคำตอบรับจากผู้ที่กำลังประชวร พระดำริมากมายที่วนเวียนอยู่ในพระหฤทัยก็แทบจะหายจากไปในชั่วขณะ  แม้ไม่มีสุรเสียงประชดประชัน..หากความเหินห่างที่ซึมซับจากคำกราบทูลนั้นราวกับลมอ่อน ๆ ที่พัดเข้ามาสุมกองไฟในพระทัย... จนต้องใช้พระปรีชาสามารถยิ่งยวดที่จะหักห้ามพระทัยไม่ให้ตรัสรุนแรงออกไป         ด้วยเกรงว่าสิ่งที่ตั้งพระทัยไว้จะสูญเปล่า

            “ดีขึ้นมากแล้วเพคะ  รุ่งเช้าคงกลับตำหนักได้”  สุรเสียงแผ่วกราบทูลด้วยพระพักตร์ที่หมองลง 

            “ขนาดลุกยังลุกไม่ได้  นอนซมอย่างนี้ไข้ก็ยังสูง  จะรีบกลับไปไหน  เลิกอวด...”  สุรเสียงเข้มหายลับไปในพระศอ เมื่อดำริถึงเหตุผลที่ประทับอยู่ที่นี่   ทรงถอนพระทัยเล็กน้อย ก่อนตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงที่อ่อนลง

“ตำหนักเจ้ากับตำหนักข้าห่างกันตั้งมาก ช่วงนี้ลมหนาวพัดแรง ระหว่างทางอาจไข้กลับได้”

            ไม่เห็นจะเข้าพระทัยเลยสักนิด  จิตใจของสตรี....ยากแท้หยั่งถึงยิ่งนัก 

            เมื่อวรกายอ่อนกำลังพยายามประทับให้ตรง พักตร์ขาวก็ยิ่งดูซีดลงเป็นลำดับ สายพระเนตรคมกริบมองอย่างไม่พอพระทัยนัก แม้วรกายที่เล็กและบางจนแทบปลิวไปกับสายลมขององค์หญิงพระชายาดูบอบบางเสียยิ่งกว่าใคร หากทิฐิและหทัยกลับแกร่งเกินกว่าสตรีที่พระองค์เคยได้รู้จักนัก 

            เมื่อหฤทัยแข็งแกร่งดังปราการเช่นนี้  พระองค์จะทำลายมันลงไปได้อย่างไร  

            “นอนก่อนเถอะ เจ้าป่วยอยู่  เลิกทะเลาะกันสักครั้งเถอะ...” ตรัสด้วยสุรเสียงและพระเนตรที่ทอประกายแห่งความห่วงใย  หากผู้ที่สดับกลับก้มพักตร์และตรัสไร้เสียงอยู่เพียงลำพัง “เซจาบิน... ไม่ต้องมาแอบบ่นว่าใครเป็นคนเริ่มชวนทะเลาะเลยนะ...”

            พักตร์งามเงยขึ้น สายพระเนตรหมองเมื่อครู่คล้ายจะระยิบระยับดั่งแสงดาวเมื่อได้ยินพระดำรัสนั้น 

            “หม่อมฉันยังไม่ได้กราบทูลสิ่งใดเลยนะเพคะ” องค์หญิงพระชายาตรัสด้วยสุรเสียงเรียบ หากทิ้งท้ายด้วยพระอาการกลั้นพระสรวลเบาแบบปิดไม่มิด

“ช่างเถอะ  ข้าค่อยไปคิดบัญชีเจ้าคราวหลัง” แม้จะเคืองพระทัยอยู่บ้าง หากสีพระพักตร์ที่ดีขึ้นในชั่วขณะนั้นก็ทำให้พระองค์ชื่นพระทัยขึ้นบ้าง  “พักผ่อนเถอะ หายดีแล้วค่อยกลับตำหนักขาว”

“พระองค์จะเสด็จแล้วหรือเพคะ” ทูลถามเบา จนผู้ที่ประทับอยู่เคียงข้างรีบตรัสขึ้น

“ยังไม่อยากให้ข้าไปหรือ... ”

“เปล่าเพคะ... แต่หม่อมฉันจะกล้าหลับตาลงได้อย่างไรเมื่อพระองค์ยังประทับอยู่”

“เจ้านี่.... ข้าสั่งให้นอนก็นอนไปซะ นี่เป็นคำสั่ง!

“ขอประทานอภัยเพคะ...”

องค์หญิงพระชายาถอนพระทัยเมื่อยินพระบัญชาแข็งกร้าว วรกายเล็กเอียงลงโดยใช้หัตถ์บางยันไว้อย่างไม่ถนัดนัก ขนงขมวดมุ่น คล้ายเวียนพระเศียรทุกครั้งที่ขยับ จนผู้ที่ทอดพระเนตรอยู่ทนไม่ไหว หัตถ์แกร่งจึงเอื้อมคว้าปฤษฎางค์ไว้และทรงประคองให้บรรทมได้ง่ายขึ้น แม้จะทรงขืนพระองค์ไว้เล็กน้อย  หากพระกำลังที่มากกว่าก็ทำให้องค์ชายรัชทายาททรงพาวรกายแบบบางลงบรรทมได้สำเร็จ ทรงเอื้อมผ้าคลุมบรรทมที่ร่นลงขึ้นมาคลุมให้อย่างเบาพระหัตถ์

“พักผ่อนเยอะ ๆ หายดีแล้วจะได้มาทะเลาะกับข้าอีก เจ้าป่วยแบบนี้ ข้าไม่ชอบเลย”

          ตรัสพลางมีพระราชหฤทัยถึงเรื่องราวในอดีตที่ได้ทรงทำให้พระชายาต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          ครั้งก่อน ที่ข้าทำให้เจ้าเจ็บ  ข้ายังไม่ได้ดูแลเจ้าเลย ให้ข้าดูแลเจ้าได้ไหม...

“ประทานอภัยเพคะ”

“เจ้าก็เอาแต่ขอโทษ... ”   

“ก็หม่อมฉันทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย...” องค์หญิงพระชายากราบทูลไม่ทันจบ สุรเสียงหวิวก็ขาดหายไปทันทีเมื่อนิ้วพระหัตถ์ได้กดลงมาบนพระโอษฐ์นิ่มออย่างรวดเร็ว   พร้อมกับพระดำรัสกร้าว

“ข้าบอกว่าไม่ชอบที่เจ้าป่วย ไม่ได้บอกว่าไม่ชอบจ...เจ้า” องค์ชายรัชทายาทแห่งโชซอลตรัสโดยไม่ได้ตั้งพระทัยไว้ กว่าจะทรงมีพระสติและหยุดได้ก็เมื่อพระพักตร์ขาวของผู้ที่มีทรงพระประชวรอยู่นิ่งไป

พระเนตรสองคู่ประสานกันนิ่งนาน กลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นแตะพระนาสิก อวลอยู่รอบทั้งสองพระองค์ ราวกับกำลังดึงให้พระองค์ตกลงไปในห้วงเสน่หาของบุปผางาม

“เซจาบิน”

“เพคะ”

            “มองข้า...” เป็นพระบัญชาแรกที่ตรัสด้วยกระแสรับสั่งนุ่มนวล อ่อนหวาน และไม่ใช่การบีบบังคับเช่นทุกที 

            ข้าไม่รู้จะพูดกับเจ้าอย่างไร... เจ้าไม่เคยยอมรับฟังข้าเลย

            พระดัชนีเลื่อนขึ้นไปคลึงเหนือนลาฏมนที่ขมวดยุ่งขณะที่เนตรเรียวงดงามยังมิละจากพักตร์ของพระองค์  ก่อนคว้าหัตถ์เล็กขึ้นมาเกาะกุมไว้อย่างถือสิทธิ์ 

            “ชอฮา...” 

            “เห็นแล้ว...ยังคิดว่าข้าเกลียดเจ้าอยู่หรือเปล่า” มีมากมายหลายสิ่งที่ต้องการให้อีกพระองค์ได้ยิน หากพระองค์กลับไม่กล้ารับสั่งสิ่งที่อยู่ในห้วงพระหฤทัยออกไป 

            ได้ไหม... ข้าจะทำได้ไหม

          ให้ข้าทำหน้าที่ของผู้ที่อยู่เคียงข้างเจ้าจะได้ไหม...แพคฮยอน

 

            |

 

           

            ภายใต้รัตติกาลที่มืดมิด มีเพียงแสงประทีปที่จุดอยู่ภายนอกห้องพระบรรทมที่ส่องสว่างผ่านเข้ามาให้พระเนตรงามที่ลืมขึ้นได้มองรายละเอียดภายในห้องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ห้องพระบรรทมขององค์ชายรัชทายาทที่มิอาจได้รับพระอนุญาตให้เข้ามาได้ง่าย ๆ  เหตุผลที่พระองค์ได้เข้ามาถึงที่นี่ได้คงเพราะเป็นเหตุสุดวิสัย

            ในห้องที่เรียบง่าย หากกว้างขวาง ไม่มีสิ่งใดประดับให้เป็นที่รำคาญสายพระเนตร ผนังทั้งสองด้านวางตู้ไม้ที่ที่บรรจุหนังสือจำนวนมากไว้อย่างน่าอิจฉา พระองค์เกิดมาเป็นแค่สตรี...จึงไม่ได้รับโอกาสได้มีหนังสืออยู่ในครอบครองเช่นนี้  ทั้งองค์ชายรัชทายาทและองค์ชายชานยอลต่างโชคดีที่ประสูติมาพร้อมกับเพศที่ได้รับโอกาสเช่นนี้ 

            เมื่อมิอาจเลือกเกิด หรือเลือกลิขิตชะตาชีวิตได้ จึงต้องทำสิ่งที่ได้รับให้ดีที่สุด

            องค์หญิงรัชทายาทแพคฮยอนทอดถอนพระทัยขณะมีพระดำรินั้น 

            คาเช[1]ขององค์หญิงพระชายาแม้จะสวยงามเป็นที่ปรารถนาของสตรีแทบทุกคนในแผ่นดิน แต่น้ำหนักและความยากในการสวมนั้นกลับทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถรับมันได้ ทุกย่างก้าวในพระราชวังเต็มไปด้วยขวากหนามและสายตาของผู้คน  หากเลือกได้พระองค์คงเลือกเป็นเพียงแค่ลูกสาวชนชั้นต่ำที่แม้ไม่มีโอกาสได้มองเข้ามาในรั้ววัง  แต่ก็ยังได้วิ่งเล่น ปีนต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง และเป่าเพลงขลุ่ยอยู่ข้างนอกนั่น

 

          กระต่ายเฝ้ามองจันทร์    ด้วยหมายมั่นคะนึงหา

 แม้รู้คือลวงตา            เสน่หากลับเย้ายวน

 

            เสียงลมแว่วกระทบพระโสต นำพาทำนองเพลงจังหวะคุ้นหูลอยผ่านเข้ามาภายในห้องพระบรรทมขององค์ชายรัชทายาทอย่างอาจหาญ  ท่วงทำนองที่มีคำร้องที่พระองค์เคยเป็นผู้ขับขานอยู่ในเวทีต้นไม้ของป่าหลังบ้านนั้น  

            “ท่านพี่..”

            พระอาการประชวรเริ่มดีขึ้น วรกายเล็กบางจึงขยับขึ้นประทับนั่งอยู่เหนือพระยี่ภู่อุ่นหนา เพื่อทรงรับฟังเสียงเพลงขลุ่ยที่คุ้นเคยอย่างตั้งใจ พระหทัยเต้นแรงอยู่ภายในพระทรวง     

            “ท่านจะบอกอะไรข้าหรือ... ”

            บทเพลงที่พี่ชานยอลขานนามว่าเพลงศศิน......อันมีความหมายว่าซึ่งมีกระต่าย....

            หากนั่นกลับไม่ใช่กระต่ายที่ปรากฏอยู่บนดวงจันทร์ดังที่พระองค์เข้าใจ   ศศินของพี่ชานยอลเป็นเพียงกระต่ายที่เฝ้ามองอยู่เบื้องล่างอย่างอดทน

           

                                      พิศมองแสงเพราพริ้ม     ที่แย้มยิ้มและเชิญชวน

                                      โดดเต้นร้องคร่ำครวญ    ทั้งโศกเศร้าและอาลัย

                              

            สี่ปีที่แล้ว พระองค์ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะรับรู้ถึงความนัยเหล่านั้น...

            ในตอนนี้ แม้จะเข้าพระทัย แต่ทุกอย่างกลับสายเกินไปแล้ว

            “ทรงรัก...องค์ชายชานยอลหรือเพคะ”

            เสียงเบาหวิวอย่างไม่มีที่มาของนางกำนัลคนสนิททำให้พระองค์แทบทรงสะดุ้ง ทรงตกพระทัยไม่น้อยที่ไม่ทรงทราบว่านั่งจีเฮมองพระองค์มานานแค่ไหนแล้ว แต่คำถามที่กราบทูลมานั้นกลับทำให้ตกพระทัยยิ่งกว่า เพราะไม่เคยแม้แต่จะกล้าตั้งคำถามให้กับพระองค์เอง

            “จีเฮ เจ้าพูดอะไร...”

            “เพลงขลุ่ยขององค์ชายทำให้พระพักตร์ขององค์หญิงเปลี่ยนไปเสมอ หม่อมฉันก็เลยอยากแน่ใจเพคะ”

            “ข้า...ข้าตกใจหมด”                     

            “ขอประทานอภัยเพคะ  หม่อมฉันสมควรตาย”

            “ช่างเถอะ... ข้าไม่ลงโทษเจ้าหรอก” ทรงตรัสกระซิบ   เป็นอีกหนึ่งคำถามที่พระองค์ไม่อาจประทานคำตอบให้ได้

            ไม่ว่าจะทรงมีหรือไม่มีคำตอบก็ตาม

            “เข้ามานี่หน่อยสิจีเฮ”

            “เพคะ”

 

           ข้ารักเจ้า... แพคฮยอน และจะรักเจ้าเพียงคนเดียว

            ขณะทรงพระประชวร  คล้ายกับความทรงจำที่ถูกลืมเลือนไปได้ย้อนกลับคืนมา  เสียงทุ้มนุ่มของ ท่านพี่ชานยอลกลับมาก้องอยู่ในพระหทัย  ความทรงจำที่เสียงหัวใจของเด็กหญิงที่เป็นเพียงลูกสาวของราชบัณฑิตเต้นรัวขณะได้ยินประโยคนั้น

          “องค์หญิงน้อยของข้า...รอข้า”

 

          นางกำนัลวัยแรกรุ่นที่เป็นทั้งผู้รับใช้ และพระสหายใกล้ชิดขยับเข้ามาใกล้ชายพระยี่ภู่ ภายใต้ความมืดสลัว พระพักตร์งดงามขององค์หญิงพระชายาก้มงุด  นิ้วพระหัตถ์คว้ามือเล็กของจีเฮมาจับแน่นราวกับทรงต้องการไออุ่นจากผู้ที่สามารถรับสั่งได้ทุกเรื่อง

            “ข้าไม่แน่ใจเลยจีเฮ...เราคิดว่าสักวันคงจะลืม...แต่...ก็ไม่ลืม”

            “องค์หญิงเพคะ”

 

                                      ท้องฟ้ามิเมตตา           ทั้งเมฆาต่างผลักไส

                                      เคลื่อนบังกางกั้นใจ       ให้ห่างจันทร์ที่ฝันปอง 

 

            “จีเฮ  ข้าอยากรู้ว่า ความรักคืออะไร.... แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือความรัก”

            “หม่อมฉันก็ไม่แน่ใจเพคะ เคยได้ยินมาว่า หากดวงใจสตรีสั่นไหวกับผู้ใด ผู้นั่นคือผู้ที่ได้รับความรักไปเพคะ”

            จีเฮกราบทูลอย่างไม่แน่ใจนัก

            “แต่เป็นอย่างนั้น ข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจ  หัวใจของข้าเป็นอะไรก็ไม่รู้   ใจข้ามันสั่น....ควบคุมไม่ได้เลย ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ  ความคิดคำนึงของข้า.... มันทำให้หัวใจของข้าเป็นอะไรไป ข้าสับสน” 

            “กับใครหรือเพคะ....  ทรงรู้สึกเช่นนั้นกับผู้ใดเพคะ”

 

กระต่ายที่หมายจันทร์      ใจคงมั่นมิเป็นสอง

แม้นมิอาจครอบครอง    จักเฝ้ามองด้วยมั่นคง

 

            ในฐานะขององค์หญิงพระชายาในองค์ชายรัชทายาทจงอิน  พระองค์ไม่มีสิทธิแม้กระทั่งมีความรู้สึกใด นอกจากการทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด  แต่พระองค์ก็ไม่สามารถปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพระหทัยดวงนี้ได้

            “ข้าไม่รู้... ข้าไม่เข้าใจมันเลย จีเฮ... ”

            พระเนตรสองคู่ที่ปั่นป่วนพระหฤทัย

            เนตรหนึ่งคุ้นเคย อ่อนหวาน มิเคยทำให้เจ็บช้ำ หากบางครั้งก็ซ่อนความรุนแรงวาวโรจน์ไว้ข้างใน

            เนตรหนึ่งคมดุ สว่างจ้าราวพระอาทิตย์ มักแผดเผาให้พระองค์ต้องร้อนรุ่ม... หากเมื่ออ่อนแสงลง กลับทำให้อุ่นพระทัยอย่างไม่น่าเชื่อ   “ถ้ามันคือความรัก...ข้าควรจัดการกับมันยังไง”       

            เมื่อต่างสามารถสั่นไหวพระหทัยได้ไม่ต่าง... พระองค์จะรู้ได้อย่างไร... ว่าผู้ใดมีอำนาจเหนือกว่ากัน

            “ตื่นบรรทมพอดีเลยเพคะ ถึงเวลาต้องเสวยโอสถแล้วเพคะ”

            เสียงฮวางซังกุงทำให้วรกายแบบบางสะดุ้งเล็กน้อย  แสงประทีบที่ใกล้ตัวถูกจุดขึ้นอย่างระมัดระวังตามหน้าที่ของพระอภิบาล องค์หญิงพระชายาทอดพระเนตรนางกำนัลคนสนิทที่กำลังค่อย ๆ เคลื่อนกายห่างออกไปอย่างหนักพระทัย

            หวังว่า....ฮวางซังกุงจะไม่ได้ยิน

            “เพิ่งตื่นเมื่อกี้... จีเฮรู้เวลาพอดี”

            ฮวางซังกุงก้มศีรษะรับ ก่อนลุกขึ้นยืนเพื่อไปทำหน้าที่ของตนตามที่ได้กราบทูลไป

            พระอภิบาลตื่นนานแล้ว นางถูกฝึกฝนให้ตื่นได้ทุกขณะที่มีการเคลื่อนไหวขององค์หญิงที่นางต้องให้ความดูแล  ฮวางซังกุงจึงได้ยินทุกเสียงทอดถอนพระทัย  เสียงขลุ่ย  หรือแม้กระทั่งทุกถ้อยคำที่องค์หญิงและจีเฮได้สนทนากัน  

            หน้าที่ของซังกุงอภิบาล.. คือดูแล  ปกป้อง รักษา และทำทุกอย่างเพื่อผู้ที่อยู่เหนือหัวอย่างสุดความสามารถ  

            ตามกฎนางควรลงโทษจีเฮ...เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก  แต่องค์หญิงน้อยของนางก็น่าสงสารเกินกว่าที่นางจะปล่อยให้ทรงเหงาอยู่ในวังอย่างโดดเดี่ยว นางยอมรับว่า ถึงแม้ว่าจะไม่เคยห่างจากองค์หญิงแพคฮยอนเลย แต่จีเฮที่อายุเท่ากันกลับเข้าใจพระองค์มากกว่านาง   อีกเพียงไม่นาน องค์หญิงน้อยของนางก็ต้องขึ้นสู่บัลลังก์ของพระราชินี  บัลลังก์ที่ทุกคนต่างปรารถนา คาเชที่มีน้ำหนักกว่าขององค์หญิงรัชทายาทในขณะนี้มากนัก  ถึงเวลานั้นองค์หญิงตำหนักขาวของนางก็คงไม่อาจมีรอยแย้มพระสรวลที่บริสุทธิ์เช่นนี้อีกต่อไป

            สิ่งที่นางทำในตอนนี้คงเป็นการถนอมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้นานที่สุด ถึงแม้จะรู้ว่าหากคิมซังกุลรู้เรื่องนี้เข้า...คงลงโทษนางจนหมดบทลงโทษสำหรับนางในเป็นแน่

            “องค์หญิงเพคะ” นางเอ่ยขณะหันหลัง  ก่อนที่จะเปิดประตูห้องพระบรรทมออก 

          หม่อมฉัน... จะทำทุกอย่าง  เพื่อพระองค์เพคะ...

          เพื่อให้ทรงพระเกษมสำราญ และปลอดภัยที่สุด

          ทั้งพระชายา... และองค์ชายรัชทายาท

          “โปรดอย่าลืมนะเพคะ...ว่าทรงอยู่ในตำแหน่งอะไร”

 

            |

 

 

          “ทรงพระเกษมสำราญหรือไม่ องค์หญิง”

          ระหว่างองค์ชายไร้บัลลังก์เดินเคียงข้างวรกายบอบบางเพื่อตรงไปยังลานประลองที่อยู่ห่างออกไป ใกล้พระตำหนักตะวันนออก อันเป็นสถานที่ประทับขององค์ชายรัชทายาท สุรเสียงแหบห้าว หากยังติดปลายเสียงที่อ่อนหวาน นุ่มนวลทำให้องค์หญิงพระชายามีพระหฤทัยหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต นอกจากพระวรกายที่สูงใหญ่ขึ้น พระฉวีก็คล้ายจะคล้ำลง  แม้จะไม่เข้มเท่ากับอีกพระองค์ที่เสด็จไปชายแดนมาเกือบปี

          เพียงองค์หญิงพระชายาดำริถึงองค์ชายรัชทายาท คำกราบทูลของฮวางซังกุงก็ดังขึ้นจนต้องเหลียวไปยังเบื้องหลัง ซังกุงคนสนิทยังคงเดินตามมาอย่างไม่ห่างนัก สร้างความสบายพระทัยให้กับพระองค์ไม่น้อย

“องค์หญิงทรงเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทนะเพคะ  เรื่องการจะสนิทสนมกับเชื้อพระวงศ์อื่น... โดยเฉพาะบุรุษเพศ  ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเพคะ”

          “เงียบไป ดำริอะไรอยู่หรือ”

          “เอ่อ... ข้าเพียงคิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

          คำกราบทูลนั้นสร้างรอยแย้มพระสรวลผุดขึ้นที่กลีบพระโอษฐ์  หากร่องรอยหมองหม่นในพระเนตรคู่หวานนั้นกลับทำให้องค์หญิงพระชายาสะเทือนพระทัยยิ่งนัก

          “ไม่เป็นไร...หม่อมฉันเข้าใจดี  องค์หญิงพระชายา  กับเจ้าชายแต่งตั้ง... ไม่เหมาะที่จะพบปะ คงไม่รู้ว่าจะตรัสสิ่งใดดี”

“ท่านพี่... ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเสียหน่อย”

“ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว... ตรัสปดไม่เป็นเลย องค์หญิงน้อย” ทูลแย้งอย่างรู้ทันพระองค์  จนองค์หญิงที่ดำรงตำแหน่งสูงกว่าต้องเป็นฝ่ายก้มพักตร์งุด

“นั่นเพราะ....ท่านพี่รู้จักข้าดีที่สุดไม่ใช่หรือ” องค์หญิงรัชทายาทตรัสตอบ ก่อนทูลขอ “ตอนนี้มีแค่เราสองคน...พูดกับข้าเหมือนเดิมก็ได้”     

“ได้สิ... องค์หญิงน้อยของข้า” ประโยคที่คุ้นเคยนั้นทำให้พระหฤทัยกระตุกได้ไม่น้อย “ข้ายังคิดอยู่เลยว่า เด็กซุกซนอย่างเจ้า จะอยู่ในวังแบบนี้ได้ยังไงนะ”

“ก็อยู่มาได้ตั้งหลายปีแล้วนี่นา...” 

“เจ้าดูเหมือนไม่เปลี่ยนไป... แต่ก็เปลี่ยนไปแล้ว”

“หมายความว่าอย่างไรหรือคะท่านพี่”

“สี่ปีแล้วนะ...”

“คะ?.. สี่ปี...”  องค์หญิงแพคฮยอนย้ำทวนดำรัสนั้นอย่างไม่แน่พระทัยนัก

 “เจ้าเปลี่ยนไปจริง ๆ ด้วย”

“ท่านเลิกพูดเรื่องที่เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่ได้หรือ อย่างไรเสีย...ข้าก็ยังเป็นน้องสาวท่าน  แม้ตอนนี้จะเป็นน้องสะใภ้ก็เถอะ”

ตรัสอย่างไม่ได้ตั้งพระทัยให้อีกพระองค์ไม่พอพระทัย  แต่ทันทีที่พักตร์รูปไข่คลายรอยแย้มพระสรวลลงเล็กน้อย ก็ทรงอดรู้สึกผิดไม่ได้  องค์หญิงพระชายาจึงรีบทูลถามโดยเร็ว

“ตอนนี้ท่านพี่พักอยู่ที่ไหน  สะดวกสบายดีหรือเปล่า ”

“ฝ่าบาทประทานบ้านหลังใหญ่ให้อยู่ห่างพระราชวังเล็กน้อย ย้ายเข้าไปอยู่ได้เกือบเดือนแล้ว” รับสั่งตอบอย่างนุ่มนวล แม้ภายในพระหฤทัยจะหวนไปคิดถึงเหตุผลของคำตอบนั้น 

ทรงเข้าพระทัยดี ที่เป็นเช่นนี้เพราะภายในวังหลวงไม่อาจเป็นที่ประทับขององค์ชายสองพระองค์ได้

“ท่านป้า...อดีตพระมเหสีทันอึยก็มาอยู่ด้วยใช่ไหมคะ ท่านสบายดีหรือไม่เพคะ”

“สบายดี  แม่มีความสุขมาก... ที่นั่นสะดวกสบาย มีทาสรับใช้  ไม่ต้องทำทุกอย่างเองเหมือนแต่ก่อน  แต่แม่ทูลขอแล้วว่าจะไม่เข้าวัง...  คงไม่อยากมาพบกับบรรยากาศเก่า ๆ ที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

พักตร์ขาวก้มรับคำตอบนั้น  พลางนึกถึงพระพักตร์อันแสนงดงามจับพระเนตรของอดีตพระมเหสีทันอึย  แม้สายพระเนตรจะหมองเศร้า หากรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนกลีบพระโอษฐ์เสมอไม่ต่างจากพระโอรสก็ชวนมองได้ไม่เบื่อ ชั่วขณะหนึ่ง องค์หญิงแพคฮยอนอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดในตอนที่ได้พบกับอดีตพระมเหสี จึงไม่ได้เอะใจว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้มิใช่ชาวบ้านธรรมดา   

“ทีนี้ท่านพี่ก็มีห้องหนังสือใหญ่ ๆ ไว้ใส่หนังสือแล้วใช่ไหม ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนที่ไปบ้านท่าน  มีแต่หนังสือกองเกะกะเต็มห้องนอนของท่านเลย” พระอัชฌาสัยที่ร่าเริงขึ้นทำให้องค์ชายชานยอลแย้มพระสรวลกว้าง

“ตอนนี้เยอะมากกว่าเดิมประมาณสามเท่า   ถ้าเป็นไปได้จะพาเข้าไปชม ... พี่เก็บหนังสือไว้บนชั้นเรียบร้อยแล้ว ห้องส่วนใหญ่ของบ้านใหม่จึงเป็นห้องสมุด”

“อิจฉาจัง... ถ้าข้าเป็นชายเช่นท่าน  ข้าก็จะเก็บสะสมหนังสือเหมือนกัน ”

“เจ้าได้อ่านอะไรบ้างหรือเปล่า... ไม่สิ อยู่ในนี้ ทำอะไรบ้าง”                              

“ข้าก็ได้ทำหลายอย่างตามที่สตรีชาววังคนหนึ่งพึงจะทำได้  อาจมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย....แต่ก็ถือว่าน้อย ถ้าเทียบกับอิสระสมัยยังเด็ก”

“เอ...แต่ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงของข้าซนไม่น้อยเลยทีเดียว” สุรเสียงปนพระสรวลทำให้วรกายเล็กบางหันไปยังผู้ที่สูงใหญ่กว่า สายพระเนตรระยิบระยับทอดลงมาทำให้พระพักตร์ขององค์หญิงแพคฮยอนชาวูบ

“....ซ...ซนอะไรล่ะ ข้าไม่ได้ซนถึงเพียงนั้นสักหน่อย”

องค์ชายชานยอลสรวลดัง ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงรู้ทันพระองค์เหมือนเคย

“อย่างไรเสีย พระองค์ก็ยังตรัสปดไม่เป็นเหมือนเดิม”

“ท่านพี่...”

องค์หญิงน้อยพยายามหาเหตุผลมาค้าน  หากจนแล้วจนรอดพระองค์ก็ไม่สามารถหาสิ่งใดมาค้านได้ว่าพระองค์ไม่ ซน’  จึงทำได้เพียงก้มพักตร์ยอมรับโดยดุษฎี

“เคยคิดอยากออกจากที่นี่บ้างไหม”

สุรเสียงแหบห้าว  ตรัสด้วยท่าทีหนักแน่นจนทำให้ทรงตกพระทัยไม่น้อยเมื่อยินดังนั้น

          “ท่านพี่ถามอะไรเช่นนั้น...องค์หญิงรัชทายาทมีสิทธิคิดที่จะออกจากที่นี่ด้วยหรือ”

          “มีสิ....“ องค์ชายชานยอลตรัสกับพระองค์เอง ไม่กล้าให้เสียงนั้นดังไปถึงวรองค์เล็ก

“ข้ามีหน้าที่ในฐานะพระชายา... ถึงอย่างไร ข้าก็ทิ้งหน้าที่ ทิ้งพระราชวัง ทิ้ง...องค์ชายไปไม่ได้หรอก”

ผู้ฟังนิ่งขึงไปทันที วรกายสูงใหญ่หยุดอยู่กับที่  กระแสรับสั่งนั้นสั่นสะเทือนดวงหทัยของพระองค์จนไม่อาจทำสิ่งใดได้ 

“เจ้ารักองค์ชายหรือ...”     

องค์หญิงแพคฮยอนประทับยืนนิ่ง  พระศอตั้งตรง  ฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองกำแน่นอยู่ข้างพระวรกาย  จนองค์ชายพลัดราชบัลลังก์รู้สึกราวจะขาดใจกับคำตอบที่อาจได้รับ

องค์หญิงของข้า

“ท่านรู้จักข้าดีที่สุดไม่ใช่หรือ” แม้พักตร์งามจะยังคงรอยแย้มสรวลบาง  หากอดีตองค์ชายรัชทายาทกลับรู้สึกราวกับถูกพรากจากของรักอีกครั้งเมื่อทอดพระเนตรดวงเนตรเรียวเล็กที่ซ่อนร่องรอยแห่งความสับสนไว้ไม่มิด  “อย่างไรเสีย...ท่านพี่ ก็ยังเป็นท่านพี่ของข้าอยู่เสมอ”

          แพคฮยอน

          องค์ชายผู้ไร้บัลลังก์ร่ำร้องถามอยู่ภายในพระหทัยที่ถูกกรีดเป็นรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทรงร้องถามทั้งหัวใจของนางอันเป็นที่รัก  และชะตาที่กลั่นแกล้งให้พระองค์ต้องเป็นฝ่ายยอมรับความผิดหวังแต่เพียงผู้เดียว

            หากเป็นข้าที่ยืนอยู่ในตำแหน่งนั้น

เจ้าจะรักข้า...ได้มากกว่านี้ไหม

          “องค์หญิงเพคะ ... ฮวางซังกุงตามมาทันแล้วเพคะ”

          นางกำนัลคู่พระทัยที่ยืนอยู่ไม่ห่างส่งเสียงเตือนทั้งสองพระองค์ เมื่อพบว่า ขบวนเสด็จที่นำมาโดยพระอภิบาลกำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว  ฮวางซังกุงผู้ดุพระองค์เสมอยามที่ทรงยกซกชีมาขึ้นเพื่อให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วกลับเป็นฝ่ายทำเช่นนั้น  แถมใบหน้าที่เคร่งเครียดเสมอก็ยิ่งดูน่ากลัวกว่าเดิมร้อยเท่า

          “ข้าต้องถูกดุอีกแน่ ๆ ”

          “มาให้หม่อมฉันถวายเพี้ยะสักครั้งเถิดเพคะ องค์หญิง!

           

 

|

 

-------------------------------------------------------


*o* ในที่สุดก็กลับมาต่อแล้ว พยายามเข็นให้จบหลังจากทำเล่ม The First แล้ว  ไม่รู้ว่ารอคอยกันหรือเปล่า TT^TT  กำลังจะเข้าหอแล้วนะคะ   ขอบคุณทุกคนที่ยังรอฟิคเรื่องนี้และให้คำติชมมาตลอด ขอบพระคุณมากค่ะ  คนที่ชอบเรื่องนี้ และเล่นทวิตอยู่ สามารถติดแท็ #มูกุงฮวา  กเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ

 

        



[1] เครื่องประดับผมของสตรีที่แต่งงานแล้ว

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #386 lavani (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 00:07
    (;¬ω¬) บางทีก็ผูกพันธ์เกินไปใช่ไหม.
    ท่านชานยอลแสดงออกมาตลอดนี่นะ.. 
    ไม่แปลกหรอกที่เซจาบินจะสับสน..  
    สงสารท่านชานยอลเหลือเกิน. เห้อ. (;´д`) 
    ถ้าไปแทนที่ตรงนั้นแล้ว จะทำอะไรได้ง่ะะะ orz ฮือออออ
    #386
    0
  2. #355 uuika (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 00:41
    สงสารชานยอลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล ;0;



    ไรท์อ่ะ 11 ราตรีชานยอลก็น่าสงสาร มาเรื่องนี้ก็น่าสงสารอีก





    แกล้งชานยอลใช่ม้ายยยย ;0;
    #355
    0
  3. #337 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 18:35
    เลือกสงสารไม่ถูกเลยจีบุง องค์หญิงได้โปรดรู้ใจตนเองก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้นะเพคะ กรี๊ดดดดดดดดดด ชานเลี่ยอย่าได้ทรงเจ็บปวดพระทัยไปเลยนะเพคะ มาจุ๊บที #โดนคณิกาตบ องค์รัชทายาทเริ่มหายโรคซึนละสินะเพคะ ถถถถถถถถถถถถถถถถถ #อดแซะไม่ได้จริงๆ
    #337
    0
  4. #283 [K3] (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มกราคม 2557 / 14:18
    หายไปนาน กลับมาอ่านรู้สึกว่าชอฮาหล่อขึ้นรึเปล่า? >/////<

    ที่ชอฮาคิดว่า จิตของสตรียากแท้หยั่งถึง นี่อ่านไปก็ขำไปนะ แหมมมม ตัวเองไม่ยากแท้หยั่งถึงเบยยยย ซึนจะตาย ไม่รู้ตัว! กิ๊วๆ~

    แต่เอาเถอะ เราจะให้อภัย ก็ตอนนี้ชอฮาทำตัวดี คุยกับเซจาบินดีๆ

    ชอบตอนที่ชอฮาบอกว่า เลิกทะเลาะกันสักครั้งเถอะ ชอบหมดทุกคำพูดในฉากเลย คือมันน่ารัก มุ้งมิ้งอะ ฮื่อออออ

    บรรยากาศแบบนี้แหละที่รอมานานนนนนนนน แต่หนูอยากจะไปช่วยชินเทรนให้ชอฮาจริงๆว่าประโยคที่ควรพูดที่สุด

    คือประโยคตัวเอียงที่ชอฮาคิดในใจนะเพคะ!!!! 5555555555555555



    แอบสงสารเซจาบินเบาๆ ยังไงชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความสุขมันก็คงจะดีกว่า

    ความรู้สึกสับสนของแบคฮยอน มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ในเมื่อชานยอลเป็นพี่ชายที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แถมยังอบอุ่น คอยดูแล

    และใจดีกับแบคฮยอนมาตลอด ถ้าจะหวั่นไหวจะชอบ ก็ไม่เห็นแปลก ส่วนอีกคนก็ ทะเลาะด้วยกันบ่อยๆไม่ค่อยคุยกันดีๆ

    แต่พอเวลาอ่อนโยนขึ้นมาที โหยยยยยย หนูเปลี่ยนพรรคจากสนับสนุนพี่ชานกลับมาชูป้ายไฟเชียร์ชอฮาแทบไม่ทัน55555555

    สงสารแบคนะ คือยังเด็กอยู่เลย ยังไม่รู้หรอกว่าความรักเป็นยังไง เอาจริงๆแค่พี่ชานนี่ก็สับสนหนักแล้วนะหนูว่า

    เพราะไม่รู้ว่าความชอบนั้น คือแบบพี่ชาย หรือคนรัก กันแน่ จริงๆแค่นี้ก็สับสนมากพออยู่แล้วนะ แต่ก็ยังมีชอฮาเข้ามาอีกคนทำให้สับสนหนักขึ้นกว่าเดิม...

    ถ้าตัดเรื่องคู่ไป หนูชอบทั้งเวลาที่แบคอยู่กับพี่ชาน และจงอิน ชอบทั้งคู่เลย คือมันจะแตกต่างกันนะ

    อยู่กับคนนึงก็อบอุ่น ปนเอ็นดู คือตลกเถียงกันตลอด กับอีกคนก็จะละมุนๆ อบอุ่น อ่านแล้วมีหัวใจลอยอยู่รอบๆ วิ๊งๆ

    แต่นั่นละ ชอบผู้ชายซึนมากกว่า กร๊ากกกกกกกกกกก *ปักธงข้างชอฮาาาาา*



    อยากมอบสายสะพายผู้ดูแลดีเด่นให้กับฮวางซังกุงมากๆ ถึงหน้าที่ของฮวางซังกุงจะต้องดูแล ปกป้อง รักษา

    ทำทุกอย่างเพื่อผู้ที่อยู่เหนือหัวก็เถอะ แต่หนูคิดว่าการที่นางไม่ลงโทษจีเฮ เพราะไม่อยากให้เซจาบินเหงา อยากให้เซจาบินมีความสุข

    อยากรักษารอยยิ้มของเซจาบินไว้ให้นานที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ปล่อยปะละเลยขนาดจะไม่ตักเตือนอะไรเลย

    ตอนสุดท้ายนี่คือ กำลังเศร้านะ สงสารพี่ชาน เหมือนตอนนี้เซจาบินกำลังใช้สมองมากกว่าหัวใจ

    คิดแต่เรื่องหน้าที่ สิ่งที่ต้องควรทำ คือก็ไม่แปลกหรอก ก็โดนปลูกฝังมาตลอดว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งไหน

    แต่บางครั้งเรื่องของความรู้สึกก็ต้องใช้หัวใจนะเซจาบิน~ อ่านไปก็สงสารพี่ชาน เริ่มสั่นคลอนอยากจะย้ายฝั่งไปหาพี่ชานมาก

    แต่พอฮวางซังกุงมานี่คือขำ 55555555555555555555 จบโหมดดราม่าสงสารเลยทีเดียว วิ่งเร็วเซจาบิน วิ่งงงงง! 55555555

    #283
    0
  5. #269 รับผ่าหมาออกจากปาก (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 02:37
    ถ้าปาร์คชานยอลคือรัก
    (จะแบบไหนก็ตาม)
    องค์ชายจงอินก็คือลมหายใจแล้วล่ะ...
    องค์หญิงหวั่นไหวไปกับองค์ชายจริงๆแล้วสินะ
     
     
    อ่า... ฐานะที่ขีดไว้แต่แรก..
    ยังไงก็ไม่มีทางก้าวข้ามไปเลยใช่ไหม..
    "ท่านพี่ของข้าเสมอ" 
    สงสารท่านปาร์คชานยอลสุดใจ TT
    นางดูเหมือนจะไม่มองใครอื่นแล้ว.
    #269
    0
  6. #219 Windy Boy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2556 / 13:22
    ฉากในห้องบรรทมน่ารักมาก เขินแทนองค์ชาย ฮืออ สู้ๆ นะเพคะ คนกำลังป่วยต้องเอาใจเยอะๆ ลุ้นนะว่าองค์ชายจะพูดอะไรบ้าง เฮ้ยแม้เขาไม่ได้พูดออกมาทั้งหมดแต่อย่างน้อยก็พูดในสิ่งที่ควรพูดนะ มีการยั้งปากไม่พูดสิ่งไม่ดีด้วย อย่างนี้แหละเพคะ เริ่มต้นได้ดีแล้วเพคะ ต้องขอบคุณองครักษ์ชินเนอะที่แนะนำองค์ชาย พี่ชินต้องเทรนองค์ชายบ่อยๆ นะ กรี๊ดดดดดดดดด สรุปใครเหนือใคร ใครองค์ชาย ใครบ่าว เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหมือนพี่ชินจะช่ำชองกว่า 5555555555555555
    ตอนที่องค์หญิงตื่นมาละฮวางซังกุงแอบได้ยินสิ่งที่จีเฮคุยกับองค์หญิง ตอนนี้ฮวางซังกุงแอบหน้ากลัวนะ นางเป๊ะมากสมกับที่ฝึกมา เนี้ยบจนน่ากลัว ละตอนพูดกับองค์หญิงนี่คือย้ำให้รู้ตัวอยู่เสมออีกแล้ว องค์หญิงอึดอัดไหม นางยังเด็กนะ ขอบคุณจีเฮที่ทำให้องค์หญิงเริ่มจับความรู้สึกของตัวเอง แม้จะยังไม่แน่ใจก็ตาม ก็น้องยังเด็กนี่นา(แหม เด็กนะแต่ถูกจูบไปกี่ครั้งแล้ว วรั้ยยยยย #แซวๆ)
    งื้ออออ ตอนองค์ชายชานยอลคุยกับองค์หญิงน่ะอึดอัด เหมือนนางกำลังตีตัวห่างเพราะรู้ว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไรแต่ก็ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีไว้ ส่วนองค์ชายเราเข้าใจนะว่าอยากจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์เก่าๆ ขึ้นมา ก็คนมันคุ้นเคยกันนี่ "ท่านรู้จักข้าดีมิใช่หรือ อย่างไรเสีย ท่านพี่ก็ยังเป็นท่านพี่ของข้าเสมอ" < มันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้หรือน้อยไปกว่านี้ องค์ชายเข้าใจแล้วใช่ไหม TT สัญญาณเตือนที่บอกว่าความหวังที่จะได้ครอบครองมูกุงฮวาของพระองค์เริ่มริบหรี่แล้ว กลับไปหาแม่นางซื่นซุนจะได้ไหม ดูเหมือนนางซื่อสัตย์ดีนะ(จากตอนที่แล้ว) แต่ฐานะของทั้งสองก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวอีกล่ะ จะโกรธก็โกรธไม่ลงเพราะแม่นางซื่อซุนนี่แหละ ฮวืออออออ ลูกแม่่่่่่่่่
    #219
    0
  7. #195 Ma-A-Queen (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2556 / 16:09
    สู้ๆแพคฮยอน
    #195
    0
  8. #181 Renoir92 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 15:54
    ตอนแรกที่เปิดมานี่แบบ ตาฝาดรึเปล่า คือหายไปนานมาก เกือบสี่เดือนได้ 55555555
    นี่เบลอจากสอบ แต่อดใจไม่ไหวเลยเปิดอ่านซะเลย

    ถ้าเราเป็นแพคก็คงจะสับสนตัวเองเหมือนกันว่ารักใครกันแน่
    แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างยังไงก็รักกับชานยอลไม่ได้ แต่ถ้าชานยอลชิงบัลลังค์ล่ะ นี่ก็คิดเผื่ออีก
    เห็นจากที่ชานยอลกลัวตอนที่แพคจะตอบคำถามนั้น ก็กลัวว่าชานยอละไม่ยอมเป็นพระเอกอีกต่อไป
    อาจะปล่อยให้ความอิฉาเกาะกินตัวเองไปเรื่อยๆเพราะจะรู้สึกว่าสิ่งที่ควรจะเป็นของตัวเองโดนแย่งไปหมด

    โอย นี่ไม่ได้อ่านนานมาก ไม่มีเวลาย้อนไปอ่านตอนเก่าด้วย อยากเม้นให้ดีกว่านี้จังค่ะ แต่ว่าอยากเม้นให้แล้ว เดี๋ยวลิม 55555
    ยังไงก็ ดีในะคะที่กลับมา ^^
    #181
    0
  9. #180 Miso Seo (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 13:50
    หายไปนานมากกกกกกกกก.. จนแทบจะลืมแล้วอ่า
    ดื้อกันทั้งคู่อ่ะ แถมยิ่งมีคนนอกเข้ามาแทรกกลางอีก คงหวั่นไหวไม่ใช่น้อย
    ขอให้องค์หญิงฯ หนักแน่นและอยู่เคียงข้างองค์ชายจงอินต่อไป
    ถึงองค์ชายจงอินจะปากแข็ง ปากหนัก แต่เค้ารักมากนะ อิอิ
    รออ่านตอนต่อๆ ไปอยู่นะคะ ^^



    #180
    0
  10. #179 miikii~ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 09:12
    ไรต์มาอัพแล้ว จดพลุ*0*/..

    ชอฮาเริ่มเปิดใจให้องค์หญิงบ้างแล้ว องค์หญิงน้อยก็รู้ใจตนเองแล้วว่ารักใคร พี่ชานคู่่ก่าฮุนเถอะรีดชอบอะคู่นี้ก็น่ารักน่าลุ้น ตอนหน้าแต่งแล้ว ยิ่งอ่านก็อยากให้องค์หญิงน้อยมีความสุข ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นพัฒนาการขององค์หญิงลิงน้อยสู่สะใภ้วังหลวงจริงๆ

    ซังกุงจะเพี๊ยองค์หญิงละ5555
    #179
    0
  11. #178 miikii~ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 09:08
    ไรต์มาอัพแล้ว จดพลุ*0*/..

    ชอฮาเริ่มเปิดใจให้องค์หญิงบ้างแล้ว องค์หญิงน้อยก็รู้ใจตนเองแล้วว่ารักใคร พี่ชานคู่่ก่าฮุนเถอะรีดชอบอะคู่นี้ก็น่ารักน่าลุ้น ตอนหน้าแต่งแล้ว ยิ่งอ่านก็อยากให้องค์หญิงน้อยมีความสุข ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นพัฒนาการขององค์หญิงลิงน้อยสู่สะใภ้วังหลวงจริงๆ

    ซังกุงจะเพี๊ยองค์หญิงละ5555
    #178
    0
  12. #176 fatipa (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 18:13
    อยากรู้จังว่าองค์หญิงเกิดอาการใจสั่นกับใคร ขอเดาก่อนว่าเป็นองค์ชายรัชทายาทแน่ๆ

    เพราะองค์หญิงคิดกับองค์ชายชานยอลแค่พี่ชาย สงสารองค์ชายสุดๆ 

    ทั้งๆที่คนคนนี้ควรจะได้เป็นของตัวเองแต่กลับเสียไปให้คนอื่นเป็นเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นจริงๆ

    ชอบฮวางซังกุงมากๆเลยค่ะ น่ารักดีเนาะ ถวายพระเพี๊ยะ 555

    รอเสมอ ในที่สุดไรท์เตอร์ก็มาอัพแล้วว เย้ๆ ติดตามต่ออยู่นะคะ โปรดมาอัพเรื่อยๆเถอะนะ 
    #176
    0
  13. #173 Lighted22 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 07:16
    ไรท์มาอัพแล้วววว >< ดีใจจจ
    #173
    0
  14. #171 choikim (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 01:24
    ไรท์หายไปนาน..และกลับมาพร้อมกับความเจ็บปวดของชานยอล งื้ออออ
    จะบ้าตาย YY สงสารชานยอลลล //เริ่มกรีดร้อง
    จะไม่ทนนะ ดูๆไปแล้วอยากให้แบคคุ่กับยอลลล ฮอลลล องค์หญิงน้อยของพี่ชานนน
    ทำไมต้องเป็นงี้ ชานยอลคือจัดว่าอาภัพนะเรื่องบัลลังเรื่องความรัก น่าสงสารโฮกก Y^Y
    ถ้าไม่ได้คู่กับพยอนแนะนำฆ่าพี่ชานทิ้งเถอะค่ะ น้องทนไม่ได้ //นี่อินมาก
    #171
    0
  15. #170 ShawolBB (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 00:35
    คิดถึงเรื่องนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกแม้ไม่ได้ย้อนกลับไปอ่านตอนเดิมๆก็จำ ได้ว่าเนื้อเรื่องเป็นยังไง จำติดใจ
    จะพยายามไม่สงสารพี่ชานเก็บไว้สงสารพระเอกแทน5555555นี่ก็เชียร์สุดซอย!
    ในวันข้างหน้ามันอาจจะมีอะไรหนักๆเกิดขึ้นอีกเลยเก็บไว้ให้ชอฮาเถาะ ฮิฮิ
    ตอนนี้มันฮิฮะค่ะ! ชอฮาไปเทรนมาก็ดีขึ้นหน่อยยังยั้งปากหยุดคำพูดอะไรไว้ได้ทัน ดีขึ้นๆไปนะจงอินนะ คนเชียร์มันลุ้น
    ใจเต้นยิ่งกว่าดูวอลเล่ย์บอลชิงแชมป์เอเชีย จำได้ว่าตอนที่แล้วแพคฮยอนทิ้งท้ายไว้ยังไง สงสารจงอินตอนนั้นยันตอนนี้
    โถถถถถถถถถถถถถถไอ่หมี! (สรุปจะหมีหรือจะองค์ชาย) ตีหน้าเนียนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่เจ็บไม่ปวด ฮรือข้าละสงสารเอ็ง
    หวังว่าตอนเข้าหอข้าจะไม่ได้สงสารเอ็งอีกนะ จะหัวเราะใส่ด้วยความเปรมปรีดา(ไหม?)55555555555
    เซจาบินกำลังหวั่นไหวขอให้องค์ชายเร่งทำคะแนนเยอะๆนะ
    ตอนนี้พี่ชานก็เจ็บจึ้กระวังเค้าจะไม่ใช่คนใจดีอีกต่อไปแล้วกลับมาเอาคืนนะ ทั้งบัลลังก์ทั้งคนรัก อิชอฮาจะเครียดนะ
    ถูกไล่กลับไปอยู่ชายแดนแล้วจะทำไงแล้วถ้าเธอดำขึ้นกว่าเดิมฉันจะไม่ยอม #ส่งไวท์เทนนิ่งไปเป็นเครื่องบรรณาการ #นี่เม้นอะไรน่ะ #ขอโทษค่ะพี่นิ่มสติไม่ค่อยมีแล้ว

    โอ้ย พูดอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว เวิ่นเว้ออีกตามเคย ขอบคุณนะคะสำหรับฟิคดีๆ บอกตามตรงว่าช่วงไหนอ่านเรื่องนี้จะมองภาพจงอินสงบเสงี่ยมมากขึ้นกว่าเดิม จนบางทีมองว่ามันเต้นไม่เป็นค่ะ5555 นี่ไม่ใช่เมนเต้นของเอ็กโซ!! มองว่ามันเป็นคนนิ่งเงียบขรึม (นั่นไม่นับตอนที่กลายร่างเป็นน้องนีนี่นะ) จงอินหล่อขึ้นมากจริงๆ #นี่ก็อวยไม่เลิก

    และในขณะเดียวกันก็มองพี่ชานหล่อขึ้นมากเช่นกัน หล่อนิ่ง อิหยังคือแฮปปี้ไวรัสชานยอล = ='


    รอตอนต่อไปใจจดจ่อค่าาา >w<
    #170
    0