[FIC] Reflection {Krisyeol KaiBaek & etc.}

ตอนที่ 3 : [02] เจ้าของ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 พ.ค. 56

 

   สุดอาลัยปาร์ค ชานยอล ถึงคราวหลั่งน้ำตาเมื่อคุณแม่จากไปอย่างสงบ  หลังเจ้าตัวเพิ่งกวาด 5 รางวัลสำคัญในฐานะนักแสดงไปได้เพียงชั่วโมงเดียว

           

“บ้าชะมัด”

                จงอินสบถเบา  ขณะที่มือหนาพลิกหนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้ายพลางกวาดสายตามองแค่พาดหัวข่าว ก่อนโยนลงถังขยะไปอย่างไม่ไยดี    ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความอ่อนเพลียจากการพักไปแค่งีบเดียว และความเคร่งเครียดที่แฝงตัวอยู่ทุกพื้นที่บนใบหน้า  ข่าวดังในเช้าวันนี้จากหนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็คือข่าวการสูญเสียคุณแม่ของนักแสดงดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างปาร์ค ชานยอล  ทุกพาดหัวข่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปครั้งนี้ก็จริงอยู่ หากการพร้อมใจบอกว่าชานยอลกำลังหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายอย่างโศกเศร้าหรืออะไรก็แล้วแต่นั้นล้วนแต่ทำให้เขาอยากจะสบถหยาบคายดัง ๆ ออกมา  

            “ไม่มีอะไรทำหรือไงนะพวกนี้  ... นั่งเทียนเขียนข่าวกันอยู่ได้ ”

            ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครนอกจากเขาและเจ้าที่ที่มาเคลื่อนย้ายศพมายังสถานที่จัดงานได้เห็นหน้าของชานยอล  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีนักข่าวคนไหนได้เข้ามาอยู่ในบริเวณงานเลยแท้ ๆ กลับเขียนได้เป็นตุเป็นตะราวกับว่ารู้จักชานยอลเป็นอย่างดี

            หลั่งน้ำตางั้นเหรอ...

            จงอินอยากจะหัวเราะ...

            ถ้ามีบ้าง เขาคงจะสบายใจมากกว่านี้

            ตั้งแต่สามทุ่มคืนที่ผ่านมา จนถึงสายวันนี้เกือบสิบห้าชั่วโมง จงอินยังไม่เคยเห็นน้ำตาแม้แต่หยดเดียวของชานยอลเลย

            “จงอิน...”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำ เนิบช้าแบบคนผ่านโลกมากและใจเย็นทำให้ร่างกำยำหันกลับไป ชายวัยกลางคนยืนนิ่งอยู่ในสูทสีดำเรียบ  สีหน้าอ่อนโยน แม้จะดูออกว่ากำลังเครียดอยู่ไม่น้อยกับการทำงานเร่งด่วนตลอดคืนเพื่อตระเตรียมพิธีเช่นเดียวกับเขา แต่คนตรงหน้าก็ยังคงเป็นหลักยึดที่แข็งแกร่งให้หนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนแบบเขาได้เช่นเคย  สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความอ่อนแอของชายผู้มีผมสีเทาแทรกประปรายก็คือดวงตาแดงช้ำที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา 

                “พ่อ  ”

            “แกได้พักบ้างหรือยัง... ไหวไหม”

                “ได้งีบนิดหน่อยครับ พอไหว”

            จงอินตอบคำถาม  ก่อนตามด้วยเสียงถอนหายใจเมื่อนึกถึงสายเลือดเพียงคนเดียวของผู้ตาย  ชานยอลยังคงอยู่ในชุดเมื่อคืน  สูทเรียบกริบราคาแพงระยับที่ใส่เพื่อขึ้นรับรางวัลด้วยความภาคภูมิใจ แต่กลับไม่สามารถนำความภาคภูมิใจนั้นกลับมาฝากผู้เป็นที่รักที่สุดได้ทันเวลา  

สีหน้าของชานยอลที่ชายหนุ่มเห็นตลอดคืนนั้นเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกอะไรกับการสูญเสีย  หากนั่นก็เพียงพอมากแล้วสำหรับบุคคลที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับสดใสหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด  เส้นเลือดฝอยบนลูกแก้วใสในตาคู่นั้นแดงก่ำราวกับพร้อมที่จะระเบิดออกมา  หากไม่มีน้ำใส ๆ ที่เอ่อออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย  ราวกับว่าได้หายไปพร้อม ๆ กับวิญญาณของคนที่รักตั้งแต่เมื่อคืน

            จงอินเกิดก่อนอีกฝ่ายเกือบสิบเอ็ดเดือนเต็ม  และถูกเลี้ยงดูใกล้ชิดผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและน้องชายตัวน้อยมาตลอดชีวิต   แม้เขาอยู่เคียงข้างชานยอลมาตั้งแต่จำความได้   แต่ไม่เคยมีครั้งไหนในความทรงจำที่เขาเห็นชานยอลในสภาพนี้  

แค่ยืนมองร่างสูงโปร่งนั่งเฝ้าศพเพียงลำพัง และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับหีบศพที่เย็นชืดมาตลอดทั้งคืน จงอินก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดมากมายมหาศาลนั้นได้อย่างดี  แม้จะรู้ว่าตามธรรมเนียมจะต้องมีคนอยู่เฝ้าหีบศพตลอดเวลา  จงอินจึงพยายามหลายครั้งที่จะเข้าไปแทนที่  แต่ชานยอลกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ นอกจากการนั่งนิ่ง       

            “พ่อไปจัดการเรื่องทางกฎหมายมา  เสร็จงานชานยอลจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย”  จงอินพยักหน้า พร้อมกับมองลึกเข้าไปในดวงตาของบิดา   ความเจ็บปวดฉายชัดอยู่ไม่น้อย 

 ในฐานะคนที่ใกล้ชิดกับครอบครัวชานยอลมานาน ทั้งเขาและพ่อต่างก็เสียใจลึกซึ้งไม่แพ้กัน   แต่ชานยอลไม่เหลือใครนอกจากพวกเขา  ทุกการช่วยเหลือจึงเป็นไปอย่างเร่งด่วนและแข่งกับระยะเวลา  เพราะรู้ได้ว่าชานยอลอยู่ในฐานะคนของประชาชน  หากไม่รีบจัดการหลาย ๆ  อย่างในช่วงเวลานี้ ชานยอลอาจต้องเหนื่อยในระยะยาวได้   

            “แล้วชานยอลเป็นยังไงบ้าง ”  บิดาถามคำถามที่ทำให้เจ้าของผิวสีเข้มต้องส่ายหน้า และถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง  เป็นครั้งแรกเช่นกันที่เขาใช้ทุกวิถีทางในการดึงชานยอลออกจากความโศกเศร้าที่เงียบเชียบ  แต่กลับไม่มีผลตอบรับใด ๆ ออกมานอกจากรอยยิ้มบาง ๆ ที่แสนว่างเปล่านั้น

            “ยังไม่ได้นอนเลยครับ...  ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นยังไม่ได้แตะอะไรเลยนอกจากน้ำ  ผมพยายามแล้ว แต่ก็ไม่สนใจเลย  พ่อช่วยไปดูหน่อยเถอะครับ”   จงอินสารภาพ

            “แกนี่มันใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ  เพื่อนสนิทกันแท้ ๆ  แล้วนี่เกิดเป็นล้มเป็นแล้งไปจะว่ายังไง ” ผู้ให้กำเนิดเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง  ก่อนถามเรื่องสำคัญด้วยความรอบคอบ “เรื่องสื่อล่ะว่าไง ...  พ่อไม่อยากให้วุ่นวาย  เพราะคนที่จะลำบากใจก็คือชานยอล”

            “ผมปรึกษาคุณลู่หานแล้วครับ  เห็นทางนั้นจะเป็นฝ่ายจัดการเรื่องการแถลงข่าวให้  แต่เย็นนี้ชานยอลคงต้องวุ่นวายหน่อย เพราะน่าจะมีคนในวงการมาด้วย  แล้วคงมีแต่คนสนิทที่ชานยอลคงปฏิเสธไม่ได้ ”

            “งั้นเรื่องนี้แกจัดการไปนะ... พ่อจะไปดูชานยอลเสียหน่อย   เด็กคนนั้นไม่เคยเจอเรื่องร้าย  มาเจอตู้มเดียวคงทำใจลำบาก” 

            จงอินพยักหน้ารับคำ   แต่ก่อนที่บิดาจะหันหลังตรงไปที่ห้องวางหีบศพ  เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความสูญเสียก็ผุดขึ้นมาในห้วงคิด    

            “พ่อครับ... ”

            “ว่าไง”   

“พ่ออยู่กับชานยอลมาตั้งแต่เกิด   แสดงว่าพ่อต้องรู้เรื่องนั้นใช่ไหมครับ ทำไมพ่อไม่บอกผมตั้งแต่แรก“

“เรื่องอะไร”

            “...อีกคน...ที่มาเมื่อคืน”

            ประโยคนั้นทำให้ชายผู้ที่แทบไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใดยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง

                “เขา...กลับมาแล้วเหรอ คนเดียวหรือเปล่า”

            “คนเดียวครับ.. แต่นอกนั้นผมก็ไม่รู้ ”

            “แล้วชานยอลว่าไง...”              

            “ไม่อะไรหรอกครับ  เผอิญเรื่องมันเกิดพร้อมกัน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชานยอลคิดอะไรอยู่ ...  อีกอย่าง ฝ่ายนั้นเค้าก็กลับไปทันทีที่หมอออกมาบอกว่าน้าจีเฮเสียแล้ว...  ถึงจะดูไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่ก็เถอะ”  จงอินทบทวนเหตุการณ์เท่าที่พอจำได้  ก่อนถามคนผ่านโลกมามากกว่าด้วยความจริงจัง “พ่อคิดว่ายังไงล่ะครับ”

คนอาวุโสส่ายหน้า   น้ำเสียงอ่อนแรงจนจงอินผิดสังเกต

 “ไม่รู้สิ ... มันกะทันหันเกินไป   ถึงจีเฮจะพยายามพูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วก็เถอะ”

            “คุณน้าพูดเรื่องนี้?

            “ใช่...  จีเฮพูดเรื่องนี้มาได้ครึ่งปีแล้วล่ะ  อยู่ ๆ เธอก็มั่นใจด้วยว่าอีกคนอยู่ที่เกาหลีด้วย  แต่ไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ก็เกิดเรื่องซะก่อน”

            “แปลกดีนะครับ ผมเองก็ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น ... แถมยังกะทันหันซะด้วย  แล้วชานยอลรู้เรื่องนี้มาก่อนไหมครับ  ผมเห็นชานยอลตกใจตอนที่เห็นรูปกับสร้อยนั้น  เลยเดาว่าน่าจะรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่คิดจะเจอในสภาพนั้น”           “น่าจะใช่ ... อย่างที่พ่อบอก จีเฮพยายามที่จะพูดเรื่องนี้  แต่ก็ป่วยหนักเสียก่อน อีกอย่าง ... เธอไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้พบกับอีกคนแล้ว”

            “แล้วก็ไม่ทันได้พบจริง ๆ ด้วยสินะครับ... ” จงอินเอ่ยเสียงเบา  “ชานยอลคนที่ผมรู้จักมายี่สิบสามปี... ชานยอลคนนี้มีพี่น้องอยู่ด้วย  พ่อไม่เห็นเคยพูดกับผมเรื่องนี้เลย

                “ ... ขอโทษ  แต่พ่อเองก็ไม่คิด”  ทนายความระดับแถวหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบห้าสิบปีอย่างเขา แทบไม่เคยเสียศูนย์ให้กับเรื่องอะไรเลย ... คงมีแต่เรื่องนี้ ที่สะกิดหัวใจของเขาได้ทุกครั้งที่นึกถึง  “ พ่อไม่คิดว่าจะมีวันนี้ด้วยซ้ำ นับตั้งแต่วันที่เค้าหายไป”

                คิ้วเข้มของจงอินขมวดยุ่ง ... ชายหนุ่มพิจารณาสีหน้าที่เปลี่ยนไปของผู้ให้กำเนิดด้วยความสงสัย   แต่เขาเชื่อว่ามีเวลาพอที่จะรับฟังในวันเวลาที่สะดวกกว่านี้  จึงตัดประเด็นความสงสัยนั้นไปก่อน และรีบเอ่ยเรื่องที่ตัวเองสังเกตมา

            “แต่แปลกนะครับ... ไม่เห็นเหมือนชานยอลเลย  ถึงจะตัวสูงแล้วก็หน้าตาดีมาก ๆ เหมือนกันก็เถอะ ”

            “ว่าไงนะ?   ไม่... ไม่เหมือนเลยงั้นเหรอ”

            “ก็ไม่เชิงว่าไม่เหมือนนะครับ  ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องนี้ทำนองนี้  แต่ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก  แต่พอมาเห็นจริง ๆ มันก็อดคิดไม่ได้ว่าไม่ได้เหมือนขนาดนั้น  ไม่ใช่แค่หน้าตานะครับ...  อย่างอื่น ก็ไม่เหมือนกันเลย”

                “อย่างอื่นของแกคืออะไร...”  บิดาซัก  จงอินจึงหลุดเข้าไปในภาพความทรงจำเมื่อวานอีกครั้ง  ไม่นับใบหน้าและรูปร่าง แต่สายตาลึกล้ำแบบนั้นคงไม่ทำให้ใครลืมง่าย ๆ

“แววตา... ”

แววตาของคน ๆ นั้นมีพลังรุนแรงแฝงอยู่มากจนเขาแทบไม่อยากจะคิดว่าถ้าระเบิดออกมา จะมีใครบ้างที่ต้องพังพินาศเพราะมัน  

                “กำลังพูดถึงผมอยู่หรือเปล่าครับ”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และทรงพลังทำให้สองพ่อลูกหันไปยังต้นเสียงพร้อมกัน  ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มร่างสูง ประเมินจากสายตาคงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร  แขนขายาว ทว่าสมส่วนอยู่ในสูทสีดำที่ส่งให้เรือนกายสูงใหญ่สง่าผ่าเผยราวกับกำลังอยู่บนแคทวอล์คและมีสปอร์ตไลท์ส่องให้โดดเด่นขึ้นไปอีก  หน้าขาวจัดประดับด้วยเครื่องหน้าที่เด่นชัดและมีเอกลักษณ์  ดวงตาคมและคิ้วเข้มหนาราวกับตาของเหยี่ยว คงทำให้ใครหลาย ๆ คนเผลอหลุดเข้าไปในห้วงเสน่หาในตัวชายคนนี้ได้อย่างง่าย ๆ   

                “คุณ... คริส”

            “เรียกผมว่าอู๋ฟานก็ได้ครับ” คริสเอ่ยพร้อมรอยยิ้มคลี่บาง  หากดวงตาที่ทอประกายแข็งกร้าวกลับทำให้จงอินชักสีหน้า   ชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่หันไปหาผู้ที่แก่กว่า และโค้งตามมายาท   “อันที่จริง นับตามความอาวุโส  ผมควรจะแนะนำตัวก่อนนะครับ .. ผมคริส  อู๋ อี้ฟาน ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณ... ”

            “ครับ..  ผมคิม  แทฮุน   ทนายประจำตัวคุณชานยอล  อันที่จริงผมรู้จักกับครอบครัวคุณชานยอลมานาน  ถ้าจะพูดก็เป็นญาติห่าง ๆ กันก็ได้ครับ ส่วนนี่ลูกชายผม  จงอิน  ตอนนี้เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้คุณชานยอลอยู่ ”

            “อ๋อ... ครับ ” นายแบบหนุ่มยิ้มมุมปากให้กับเจ้าของผิวกายสีเข้ม ...  และเอ่ยทวนความจำให้กับจงอินอย่างที่ไม่ต้องเสียเวลากลับไปคิดเลย   “หวังว่างานนี้ยังจะต้อนรับผมอยู่นะครับ... คุณ คิม จงอิน”

                “ ขออภัยที่เสียมารยาทก่อนหน้านี้ครับ... ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณเป็นใคร”  จงอินเอ่ยเสียงเรียบ  แม้จะเป็นประโยคที่สุภาพ หากน้ำเสียงกลับบ่งบอกถึงความเย็นชาจนบิดาต้องสะกิดข้อศอกเขาเบา ๆ

                “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ... ”  ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับ   ก่อนที่สีหน้าที่ประดับด้วยยิ้มละไมจะเปลี่ยนไปจริงจังและรุนแรงในชั่วพริบตา

                “ผมอยากพบ... น้องชายผม”

            จงอินกำหมัดแน่น ... ลมหายใจติดขัด   สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเองกำลังส่งสัญญาณอย่างบ้าคลั่ง

            ไม่ธรรมดา

            “ไม่สิ... ฝาแฝดของผม ” เสียงทุ้มเอ่ยช้า ... ดังก้อง  และชัดเจน

               

            จงอินเผลอสบตากับพ่อชั่ววินาทีหนึ่ง

            ฝาแฝดของชานยอล   แฝดที่หน้าตาไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว

                ที่สำคัญ...เขาเชื่อว่าบิดาเองก็รู้สึกได้

 

ว่าผู้ชายคนนี้...

อันตราย

 

 

************

 

 

            จงอินเดินตามบิดา และชายร่างสูงไปยังห้องวางหีบศพด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  แม้สายตาจะจับจ้องอยู่ที่ชายต่างวัยสองคน  หากสมองกลับตั้งใจทบทวนชื่อและรายละเอียดที่ได้จากการใช้เวลาว่างกลางดึกเมื่อคืนค้นหาข้อมูลชายหนุ่มอย่างละเอียดด้วยความใคร่ครวญ  

            อู๋ อี้ฟาน ... หรือชื่อในวงการ “คริส” โปรไฟล์หนุ่มลูกครึ่งจีน เกาหลี ... สัญชาติแคนาดา พูดได้สี่ภาษา 

 คริสเข้ามาปรากฏในหน้านิตยสารแรกเมื่อเกือบห้าเดือนที่แล้ว และได้รับความสนใจจากสื่อทุกแขนงเพราะหน้าตา รูปร่างที่โดดเด่นเหนือศิลปินและดาราเกาหลีทั่วไปที่มักจะหน้าถอดจากบล็อคเดียวกันเสียส่วนใหญ่ จนถึงบัดนี้ไม่มีหนังสือเล่มไหนในเกาหลีที่คริสไม่เคยขึ้นหน้าปก  เมื่อไม่นานมานี้นายแบบหนุ่มได้เริ่มต้นเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัวด้วยผลงานโฆษณา และวาไรตี้โชว์  รวมไปถึงเผยความสามารถส่วนตัวด้านการแรพ  ชื่อเสียงของชายหนุ่มกำลังโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับจำนวนแฟนคลับที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นจนอาจแซงหน้าศิลปินและดาราเกาหลีคนอื่นไปได้อย่างรวดเร็ว

การทำงานในวงการบันเทิงบันเทิงมาหลายปี ทำให้จงอินพบว่าโปรไฟล์พวกนี้สามารถดัดแปลงและสร้างขึ้นมาได้ด้วยฝีมือบริษัทต้นสังกัด  โดยเฉพาะชื่อที่หลายครั้งจำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อให้โดดเด่น... คำว่า ลูกครึ่งและความสามารถทางภาษา อาจเป็นจุดดึงความสนใจของสื่อได้มากพอ ๆ กับหน้าตาของอีกฝ่าย  แล้วค่อยเผยความสามารถในด้านอื่นให้รู้จักกันต่อไป    จงอินจึงไม่ใส่ใจโปรไฟล์เท่ากับระยะเวลาที่ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้น  จากข้อมูลที่ได้รับจากบิดาเมื่อครู่นี้แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาเดียวกับที่มารดาของชานยอลพูดถึงเรื่องนี้

            หรือปาร์ค จีเฮจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว...

            แปลก...

            “ดูท่าทางพวกคุณยังไม่ไว้ใจผม...” 

                คนทั้งสามหยุดที่หน้าประตูห้อง  เจ้าของร่างสูงใหญ่ยืนรอและหันมาพร้อมกับประโยครู้เท่าทัน ...น้ำเสียงสนุกทำให้จงอินจ้องเขม็งไปที่เสี้ยวหน้าของคนตัวสูง   ใบหน้าของคริสเปื้อนยิ้มก็จริง หากแววตากลับแข็งกระด้างผิดจากแฝดอีกคนอย่างเห็นได้ชัด   

            “เปล่าครับ... สถานการณ์ตอนนี้คือชานยอลไม่มีญาติที่ไหนเหลืออยู่แล้ว  ในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิด มีทางไหนที่พวกเราจะทำให้ชานยอลสบายใจที่สุด ผมก็คิดว่าควรทำ” ชายที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็น  สมกับที่เป็นทนายฝีมือดี            

            “โชคร้ายนะที่ผมเป็นแค่แฝดเทียม ไม่ได้แฝดแท้  ถึงเอาหน้าตามาพิสูจน์ไม่ได้” คริสเปรย ดวงตาคมราวกับเหยี่ยวหันมองมาทางใบหน้าคร้ามแดด และถามย้ำ

            “ใช่ไหมครับ คุณจงอิน”

            “ถ้าคุณเป็นผม.. คุณคิดว่าผมควรจะทำยังไงล่ะครับ  ยอมให้นายแบบลูกครึ่งจีน เกาหลี สัญชาติแคนาดา และกำลังไปได้สวยในวงการเข้ามาบอกว่าเป็นฝาแฝดของคนที่คุณรู้จักมาตั้งแต่เกิด แถมรูปร่างหน้าตายังไม่เหมือนชานยอลเลยแม้แต่นิดเดียว  คุณคิดว่าผมควรเชื่อในทันทีเลยหรือเปล่าล่ะ”  คิม จงอินไม่สะทกสะท้านกับสายตานั้น   ชายหนุ่มตอกกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ไม่แสดงออกอะไรมากไปกว่าสายตาเชือดเฉือนไม่ต่างกับที่อีกฝ่ายใช้กับตน

            “อ๋อ... กลัวใครที่ไหนก็ไม่รู้มาสวมรอยแทนแล้วแย่งทุกอย่างไปจากชานยอลงั้นสิ”

“ชานยอลไม่มีอะไรให้คุณแย่ง... ”จงอินแย้ง   “ถ้าใครคิดอย่างนั้นก็คงแย่เต็มทน”

”นั่นสิครับ ...ผมเองก็มีครบอยู่แล้ว   เลยไม่เห็นความจำเป็นจะต้องมาแย่งชิงอะไรกับใคร...”คริสยักไหล่   “แล้วการที่ผมจะเข้ามาแสดงตนในฐานะคนที่อยู่ร่วมท้องเดียวกัน และเกิดมาแทบจะพร้อม ๆ กับคนที่คุณคิดว่ารู้จักมาตั้งแต่เกิด มันผิดงั้นเหรอ ”

“เปล่า... ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น” จงอินปฏิเสธ หากน้ำเสียงดุดันของคริสกลับแทรกขึ้นมาในฉับพลัน  

“แต่คุณคิด... ”

ชายร่างกำยำคอแข็งขึ้นทันทีที่ได้ยิน  มือแกร่งกำแน่นอยู่ข้างลำตัว   ทันใดนั้นเองที่บิดาเอื้อมมือมาบีบไหล่เขาแรง... และย้ำด้วยเสียงดังชัดเจน 

 “จงอิน...  เสียมารยาท

คริสหัวเราะเบากับระดับความใจเย็นที่แตกต่างกันของสองพ่อลูก...

 ไม่สิ...

ระดับความสามารถในการรับมือกับปัญหาต่างหาก  ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นายแบบหนุ่มมองคนทั้งสองสลับกัน ... และสรุปในที่สุด

“สำหรับผม... เชื่อ  หรือไม่เชื่ออยู่ที่ชานยอล”

 

………

จงอินหันหน้าเข้าหาผนังเพื่อระงับสติอารมณ์ของตัวเอง หลังจากบิดาก้าวเข้าไปในห้องวางหีบศพที่มีเพียงชานยอลและร่างไร้วิญญาณของปาร์ค จีเฮอยู่ในนั้นเพื่อพูดคุยคร่าว ๆ ก่อนพามาพบกับคนที่ยืนเก็กอยู่ไม่ห่างเขานักด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับไม่ได้อยู่ในงานศพ... สีหน้าของคริสเรียบเฉย ไม่แสดงอาการเสียใจหรือแม้แต่สะเทือนใจกับการตายของผู้ให้กำเนิดเลย   

และนั่น ...ก็ทำให้คนตรง  ๆ อย่างจงอินห้ามความสงสัยของตัวเองเอาไว้ไม่ได้เลย  

“ดูคุณไม่เสียใจเลยนะ... ที่แม่คุณตาย”

คริสขยับตัวเล็กน้อย ... สายตาเฉียบคมทอดมองเขา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นอย่างว่างเปล่า ไร้ความรู้สึกใด ๆ

“ผมควรจะแสดงออกว่าผมเสียใจงั้นเหรอ”

“... ”  

“คุณคิดว่า ลูกชายที่ใช้เวลายี่สิบสามปีในการตามหาแม่ของตัวเอง ...จะเสียใจแค่ไหน ถ้าวันที่เขาเจอผู้หญิงที่ควรจะเรียกว่าแม่ เป็นวันเดียวกับที่เธอตายไป”

จงอินพูดไม่ออก  ถึงอีกฝ่ายจะน่าหมั่นไส้แค่ไหน...  แต่พอได้ยินคำถามแบบนั้นออกมา เขากลับสะอึกและอึ้งไปอย่างบอกไม่ถูก

“ผมเสียใจที่ผมมาช้า  จนทุกอย่างเกือบสายไปแล้ว”  โดยเฉพาะเมื่อนายแบบหนุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราวกับคนที่เผชิญกับความพ่ายแพ้มาตลอด “ไม่สิ ... สิ่งที่ผมรู้สึก ...มันมากกว่าคำว่าเสียใจไปเยอะเลยล่ะ”

            “แล้วคุณต้องการอะไรจากชานยอลกันแน่... แค่มาประกาศตัวว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน...งั้นเหรอ??

คริสหัวเราะทันทีที่ได้ยิน ... จงอินชักสีหน้า อารมณ์โกรธพุงขึ้นมาอีกครั้งที่เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย

“แล้วคุณคิดว่าผมต้องการอะไรจากฝาแฝดที่พลัดพรากกันไปถึงยี่สิบสามปีล่ะ”

ใช่เพียงเท่านั้น... จงอินรู้สึกหน้าชา  เมื่อสายตาของคริสมองลึกเข้ามาในดวงตาราวกับกำลังอ่านความคิดของเขาอย่างถี่ถ้วน  จนผู้จัดการหนุ่มต้องเบือนหน้ามองไปที่ประตูที่บิดาหายลับไป

            มือกำแน่นขึ้นอีก...   หนุ่มผิวเข้มพยายามใช้สมาธิและเรียกสติของตัวเองให้กลับมาอย่างเต็มที่ เพียงเพื่อไม่ให้เผลอเหวี่ยงหมัดไปกระแทกหน้าหล่อ  ๆ นั้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

                โดยเฉพาะเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

            ประโยคที่ทำให้เขาใจหายวูบ... และต้องหันกลับมามองคนพูดอย่างไม่น่าเชื่อ

”มีคนเคยบอกคุณหรือเปล่า... ว่ายิ่งปกป้องมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเสียไปมันก็มีมากเท่านั้น คิม จงอิน”

 

 

**********

 

จงอินมองประตูที่บิดาหายลับเข้าไปกว่าสิบนาทีด้วยสภาวะอารมณ์ที่ไม่คงที่นัก   ปกติเขาก็มักเป็นลูกไล่ทางอารมณ์ให้กับชานยอลอยู่ประจำอยู่แล้ว  เจ้าคนยิ้มเก่ง อารมณ์ดีมักหาเรื่องมายั่วให้เขาอารมณ์เสีย แล้วหัวเราะสะใจเสียงดังเมื่อเขาทำหน้าบูดบึ้งโต้ตอบไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่กับคนอื่นแบบนี้...

มือเขายังสั่น... แม้กระทั่งตอนที่ประตูเปิดออก ร่างสูงโปร่งของชานยอลก้าวออกมา ตามด้วยชายสูงวัยกว่าที่เดินตามออกมาด้วยท่าทางเยือกเย็น

“ชานยอล...” ชายหนุ่มเอ่ย พร้อมก้าวออกมาหวังจะพูดคุยกับศิลปินในความดูแล และเพื่อนตั้งแต่วัยเด็กด้วยความห่วงใย ชานยอลไม่ได้นอนทั้งคืน จนใบหน้าซีดเซียว  ดวงตาบอบช้ำ  และเดินได้ไม่มั่นคงนัก  

จงอินยื่นแขนออกไป...  ทว่า ต้องหยุดชะงัก  ...เมื่อสายตาของชานยอลไม่มีเขาอยู่ในนั้นเลย

            ดาราดาวรุ่งยืนมองเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงผนังครู่หนึ่ง   สายตาสองคู่ประสานกัน ... ก่อนที่ชานยอลกลืนอะไรบางอย่างลงคอ และก้าวไปหยุดตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยขึ้น

“คุณเป็นพี่ผมจริง ๆ หรือเปล่าครับ....”

อีกฝ่ายยิ้มบาง ... และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ แทบจะโทนเดียวกับคนที่ตัวเล็กกว่า  

“ไม่คิดเหรอว่าผมจะเป็นน้อง...”   

แม้ว่าส่วนสูงและแขนขาของคนทั้งสองแทบจะไล่ ๆ กัน หากนายแบบหนุ่มกลับมีเรือนกายใหญ่กำยำมากกว่านัก  ไหล่ของชานยอลบอบบาง  ร่างกายสูงโปร่งก็จริง แต่อาจเป็นเพราะใบหน้าที่ออกไปทางหวานเหมือนผู้หญิง ที่ทำให้สองคนที่มองอยู่เห็นว่า ชานยอลดูเด็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

“คุณดูเป็นผู้ใหญ่กว่าผมนี่นา...” ดูเหมือนเจ้าตัวก็คิดเช่นนั้นอยู่  ชานยอลเงยหน้าขึ้นมองเรือนผมที่อยู่สูงกว่าระดับสายตา และยกมือขึ้นวัดส่วนสูงของตัวเองกับคนตรงหน้า  “แล้วก็... สูงกว่าผมซะอีก  ”

“มั่นใจเหรอ?” ชายที่กลายเป็นพี่ในชั่วพริบตาเอ่ย  “มั่นใจแล้วเหรอ ว่าผมเป็นพี่ของคุณจริง ๆ ”

“แล้วคุณไม่ใช่เหรอ?  ชานยอลถามกลับ .. หน้าซีดเซียวเอียงเล็กน้อยราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย  ดวงตากลมโตที่ดูอ่อนเพลียจ้องเขม็งมาที่เขา  จนคริสอยากจะหัวเราะออกมา

“ไม่คิดเหรอว่าผมจะมาหลอกคุณ”

“ถ้าคุณบอกว่าใช่...ผมก็จะเชื่อ” หนุ่มอารมณ์ดีพูดอย่างสบาย ๆ

“ชานยอล...”จงอินท้วง  แต่ดูเหมือนชานยอลจะไม่ได้ยิน ...หรือไม่  ก็แสร้งทำเหมือนไม่ได้ยิน

คริสลอบมองสีหน้าของผู้จัดการอารมณ์ไม่คงที่ สลับกับมองหน้าเด็กหนุ่มร่างสูง  หนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถสบตาเขาได้ในระดับเดียวกันได้  ดวงตาใสแจ๋วแดงก่ำ...  สีหน้าซีดเซียวแต่ก็ยังดูเหมือนปกติ  หากเขารู้ได้ในทันทีว่าร่างกายนี้คงจะหมดแรงในไม่ช้า

“มันไม่ได้อยู่ที่ว่า... ผมบอกว่าใช่หรือเปล่า  มันอยู่ที่คุณต่างหากล่ะ”

“ถ้าผมคิดว่าใช่... คุณก็จะเป็นพี่ผม ใช่ไหม”  น้ำเสียงสดใสเอ่ยกลับแทบจะในทันที 

“หน้าตาเราไม่เหมือนกัน... ”

ชานยอลสูดลมหายใจเข้าลึก...ก่อนยกฝ่ามือเรียวยาวขึ้นวางบนโครงหน้าอันเด่นชัดของอีกฝ่าย ... ใบหน้าของชายร่างสูงใหญ่ยาวกว่าเล็กน้อย ดวงตาและคิ้วก็คมกว่าเขา  จมูกโด่งโดดเด่น...ดูคมคาย ดึงดูดสายตายิ่งกว่าเขา   เส้นผมสีบลอนด์ทองยาวระต้นคอ ตัดเป็นทรงเดียวกับที่เขาเป็นอยู่ เครื่องหน้าของชายหนุ่มดูไม่เหมือนเขาก็จริง... หากอะไรบางอย่างที่ชานยอลไม่สามารถอธิบายได้ กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังส่องกระจกมองตัวเอง

“ผมรู้ว่าเหมือน...  นี่ไง..   เค้าบอกว่าฝาแฝดจะมีสื่อสัมพันธ์กัน... พี่ย้อมสีผมแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ เหมือนผมเลยใช่ไหมล่ะ... ที่สำคัญ  ผมกับพี่หน้าตาดีเหมือนกัน ” แม้ท้ายประโยคจะติดตลก ... หากเสียงของชานยอลกลับสั่น ... หยดน้ำที่ไหลออกมาตากลมโตแทบจะในทันที   

“อย่าเถียงนะ ... ผมรู้... พี่เป็นแฝดของผมแน่ ๆ ”

ก่อนที่จะทันได้ตั้งตัว ชานยอลโผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น...   แขนเรียวยาวสองข้างโอบบนบ่ากว้าง หน้าที่อาบชุ่มด้วยน้ำตาซุกอยู่ใต้เรือนผมของคนสูงกว่า “ขอบคุณ ที่บอกผม...  ขอบคุณที่กลับมา  ..ผมรอพี่มาตลอดเลย”          

คริสไม่ได้เตรียมพร้อมมาเพื่อรับมือกับกอดแน่นหนานี้... ชายหนุ่มยืนนิ่งครู่ใหญ่  กว่าจะรู้ว่าอุ่นไอที่โอบรอบตัวเขานี้คืออะไร    

แรงสะอื้นของชานยอลทำให้แผ่นอกกว้างสะท้านไม่เป็นจังหวะ     

“ขอโทษ... ที่หาพี่ไม่เจอ  ”

คริสไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ  ยามที่ยกมือขึ้นโอบแผ่นหลังของชานยอลจนแน่น... และกัดฟันแน่น ไม่ให้ความรู้สึกที่ทนเก็บกักเอาไว้เนิ่นนานต้องล้นทะลัก...

ทว่า... อ้อมกอดนี้กลับอุ่นเสียจนอดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นความฝัน

 “อย่าเพิ่งไปไหนนะ...” อี้ฟานกระซิบ....  “อยู่ตรงนี้นะ... อยู่ตรงนี้ ”

ความฝันเลือนราง...ที่เขาพยายามไขว่คว้ามานาน

อุ่นเหลือเกิน...

 

 

**************

 

“พ่อ..”

ภายในห้องที่มีเพียงชายสองคนที่เป็นสายเลือดเดียวกัน  จงอินใช้เวลานานพอสมควรกับการต่อสู้กับความเงียบงัน ...และเปิดปากพูดสิ่งที่ต้องการขึ้นมา   

“พ่อรักน้าจีเฮขนาดนั้นเลยเหรอ”

ผู้จัดการหนุ่มมองไปที่รูปหญิงวัยกลางคน หากรอยยิ้มหวานสวย และใบหน้าที่อ่อนเยาว์กลับทำให้เขารู้สึกว่าเธออายุเพิ่มขึ้นจากวันที่เขาเป็นเด็กชายตัวน้อย   

            ฝ่ามือนุ่มนวล ...และน้ำเสียงอ่อนหวาน บอกให้เขาเล่นกับเด็กชายอีกคนดี ๆ ไม่วิ่งเล่นซุกซน  และไม่ทะเลาะกัน

ผู้หญิงที่เป็นยิ่งกว่าน้า  ...แต่เหมือนแม่

ผู้หญิงที่อยู่ในสายตาของพ่อมานานจนจงอินคิดไม่ออกว่าพ่อเคยรักใครอีกนอกจากน้าจีเฮ... เพราะแม้แต่แม่ที่เสียไปแล้วของเขาก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ความรู้สึกนั้นไป

“ว่าไงนะ”                                           

“ที่ผ่านมา... พ่อเลี้ยงผมมาให้แทนคน ๆ นี้หรือเปล่า”

“ทำไมแกคิดอย่างนั้น” ทนายคิม จองกุกหันหน้ามองลูกชายที่จับจ้องเพียงรูปของหญิงที่กำลังนอนสงบอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม   ความรู้สึกหนักหน่วงกดทับจนรู้สึกแน่นอยู่ในอก เมื่อพบกับสายตาของลูกชายคนเดียวที่เหลียวกลับมา

“เปล่าครับ.. ผมก็แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

                ดวงตาที่มองเผิน ๆ แล้วว่างเปล่า...แต่ลึก ๆ ข้างในนั้นกลับซุกซ่อนความเจ็บปวดแสนสาหัสเอาไว้จนซ่อนไม่อยู่

“แกก็รู้ว่าพ่อไม่เคยปฏิเสธว่ารักจีเฮ... แต่พ่อก็ไม่เคยรักแกน้อยกว่าใคร” เจ้าของเรือนผมสีเทาประปรายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย   จนจงอินรู้ตัวในที่สุด

หนุ่มวัยฉกรรจ์กำหมัดแน่น... ก่อนโค้งศีรษะให้กับบิดาและเอ่ยคำขอโทษ

“ขอโทษครับพ่อ... ผมพาลไปหน่อย”

            “แกนี่... โตแล้วยังทำตัวเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่นอยู่ได้”

“ผม... ” จงอินพูดไม่ออก...  ไม่กล้าพูดด้วยซ้ำว่าเขารู้สึกมากกว่านั้น

สูญเสีย....

เขากำลังเสียพื้นที่ที่คิดว่าเป็นของตัวเองมาตลอด

พื้นที่ที่เคยเป็นของเขาและไม่เคยแบ่งปันมันให้ใคร

ไม่สิ... มันเป็นแค่ความรู้สึกของเขาเองฝ่ายเดียว  เป็นแค่การคิดไปเองว่าเป็นของตัวเอง

ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่มีตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะพื้นที่ของพี่ชาย....

            ...

หรือแม้แต่สถานะที่เขาพยายามห้ามใจไม่ให้คิดมาตลอด

ชั่วระยะเวลาที่จงอินมองเห็นชานยอลก้าวผ่านหน้าเขาไปหาใครอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ... ราวกับว่าเขาได้ขึ้นไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปเมื่อในอดีต   ตอนที่กำลังมองสุนัขตัวน้อยที่เขาเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมมาตั้งแต่เกิด วิ่งไปหาชานยอลตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า

            หางน้อย ๆ ส่ายไปมาอย่างร่าเริงพร้อมกับใบหูที่กระดิกอย่างมีชีวิตชีวาในอ้อมกอดของชานยอล เสียงร้องหงุงหงิงออดอ้อนทำให้คนอุ้มหัวเราะเสียงดัง  

ซึ่งต่างจากท่าทางสงบนิ่งตอนที่อยู่กับเขามากเหลือเกิน

หวนคิดไปถึงสายตาของชานยอลที่ดูเหมือนจะจะอ่อนล้า  หากร่องรอยสดใสในลูกแก้มสีดำขลับมีชีวิตชีวามากกว่าที่เขาคิดไว้มาก  เพียงแค่อีกคนก้าวเข้ามา... ความเสียใจจากการสูญเสียครั้งใหญ่ที่ชานยอลต้องเผชิญอยู่ก็ค่อยทุเลาลง

ฝ่ามือหนาที่โอบประคองชานยอลไว้ .... อ้อมกอดที่ชานยอลกอดไว้เต็มสองแขน  เสียงสะอื้น  หรือแม้กระทั่งน้ำตาที่เขาแทบไม่เคยเห็น

“ผมก็เพิ่งเข้าใจตอนนี้...ว่าทำไมเจ้ามงกูถึงได้ติดชานยอลนัก  ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนดูแลมันตลอดแท้ ๆ ”

เจ้าหมาที่เขาดูแลอยู่นั้นไม่เคยคิดว่าเขาเป็นเจ้าของ... หากเป็นแค่เพื่อนเล่นคลายเหงา และผู้ดูแลที่แสนทุ่มเทเพียงเท่านั้น

จงอินเคยอ่านพบว่า ไม่ใช่เจ้าของหรอกที่เลือกสัตว์เลี้ยง... แต่เป็นสัตว์เลี้ยงต่างหากที่เลือกเจ้าของของมันเอง

“เพราะว่าความจริง...  มันได้เจอเจ้าของที่แท้จริงของมันแล้ว”

และเมื่อมันเลือกเจ้าของได้แล้ว...

สัตว์เลี้ยงตัวนั้น...

จะไม่มีวันละสายตาไปจากเจ้าของของมันเลย

“และเจ้าของของมัน...ก็ไม่ใช่ผมซะด้วยสิ”

 

*************

TBC

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #28 lavani (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 22:37
    (;¬ω¬) ไม่รู้ว่าคริสเป็นพี่น้องกับยอลจริงๆไหม
    อ่านแล้วจุกมากอ่ะ ไอ่ประโยคที่ว่า "ขอโทษ...ที่หาพี่ไม่เจอ"
    แล้วมาเจอกันวันที่แม่เสียนี่แบบ.. หน่วงๆแปลกๆ 55555
    ถึงยังไง ต่อให้คริสหลอกจริงๆ แต่ยอลก็เชื่อไปแล้วนี่นะ..
     
    /
    จงอินคือพาล. โดนแย่งพื้นที่ไปแล้วสินะ
    เรากลับสงสารจงอินแฮะ ไกลแค่ไหนคือใกล้ :))
    #28
    0
  2. #27 lavani (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 22:37

    (;¬ω¬) ไม่รู้ว่าคริสเป็นพี่น้องกับยอลจริงๆไหม


    อ่านแล้วจุกมากอ่ะ ไอ่ประโยคที่ว่า "ขอโทษ...ที่หาพี่ไม่เจอ"


    แล้วมาเจอกันวันที่แม่เสียนี่แบบ.. หน่วงๆแปลกๆ 55555


    ถึงยังไง ต่อให้คริสหลอกจริงๆ แต่ยอลก็เชื่อไปแล้วนี่นะ..


     


    /


    จงอินคือพาล. โดนแย่งพื้นที่ไปแล้วสินะ


    เรากลับสงสารจงอินแฮะ ไกลแค่ไหนคือใกล้ :))

    #27
    0
  3. #23 Armi열 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2556 / 11:07
    ฝาแฝดกันจริงๆด้วยสินะ เยเย้ อา...เราเดาไม่ออกเลยว่าเฮียคริสคิดอะไรอยู่ มันเหมือนกับว่า อพค.แสร้งทำท่าทางต่างๆเพื่อหลอกยอลก็ไม่ใช่ แต่จะทำแบบเจตนาดีมีแต่ความจริงใจมันก็ไม่เชิงงงง โอ๊ยยยย เดายากจริงๆ เราแอบชอบเนื้อเรื่องแนวนี้นะ มีปมหลังเยอะดี เป็นกำลังใจให้ไรทฺนะคะ เราค้างมากเลย ไม่รู้คริสยอลจะเป็นยังไงกันค่ิ เพราะฉะนั้นมาต่อไวๆนะ >< เป็นกำลังใจให้คะ
    #23
    0
  4. #20 scd (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 13:00
    ฝาแฝดกันหรอ แฝดแท้ๆเลยหรอ

    แล้วอะไรแฝดเทียม ????

    จงอินบอกว่าพี่คริสไม่เหมือนชานยอล

    หืมมมม ไม่คล้ายไม่เหมือนแต่ก็ใกล้เคียง

    ชานยอลอ่อนแอและต้องการที่พึ่งและคนในครอบครัว

    มากมากเลยล่ะตอนนี้ พอมาเจอพี่คริส พี่ชายเลย

    เป็นแบบนี้ ชานยอลรับและไม่ปฏิเสธ

    ชานยอลเชื่อว่าพี่คริสเป็นแฝดพี่

    เป็นพี่ชายและไม่หลอกชานยอล

    ชานยอลน่ารักมากๆ ถึงดวงตาจะเศร้าสร้อย

    แต่ก็ถามและสงสัย น่ารักมากๆเลย

    กอดพี่แน่นเลย พี่คริสก็อึ้งสินะ

    ไม่คิดว่าชานยอลจะเป็นเด็กแบบนี้ใช่มั้ย

    ไม่คิดว่าจะเจอความอบอุ่น เราประทับใจตรงที่

    พี่คริสกอดตอบชานยอลอ่ะ งื้ออออออ

    กลับมาตามหาแม่ แต่ห้ามมาทำร้ายชานยอลนะ

    พี่คริสพี่คิดอะไรอยู่กันแน่ ในดวงตาพี่มีอะไร



    จงอินอ่า คงรู้สึกโดนแย่งของไป

    เลยพาลไปถึงพ่อ กลัวพ่อจะไปสนคนอื่นมากกว่า

    เหมือนชานยอลสินะ แต่พ่อพี่ก็บอกแล้ว

    รักไม่น้อยกว่าใคร สงสารจงอินมากๆ

    รักและอยู่ข้างๆชานยอลมาตลอด

    ตอนออกมาจะเป็นคนปลอบและอยู่ข้างๆ

    แต่สายตาชานยอลมองเลยไปที่ใครอีกคนที่เพิ่งมา

    และเป็นคนที่น่ากลัวเป็นคนที่พี่ไม่ไว้ใจ เจ็บแทนเลยจง :(
    #20
    0
  5. #18 NiTRoGeN14 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 14:00
    สงสารกัมจงอ่ะ TT______________________TT
    เป็นคนที่มาก่อน อยู่ข้างๆ มาตลอด รัก...
    ทำไมชานยอลถึงได้มองข้ามไปแบบนี้
    โหย น้อยใจแทนกัมจง

    ชานยอลจะไปไหนกับพี่คริสก็ไปเลยนะ เดี๋ยวเราจะดูแลกัมจงเอง ฮรึก TT_________TT
    #18
    0
  6. #17 ❛依芬的世界 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 01:07
    ฮือออ
    น้ำตาหยดแบบไม่รู้ตัว
    รู้สึกได้เลยถึงสายสัมพันธ์ที่มันเหนือกว่าคนทั่วๆไป
    สายสัมพันธ์ของฝาแฝด

    คือเป็นคนแพ้สายincestมากโดยเฉพาะฝาแฝด
    พออ่านๆไปแล้วดิ้นเลยตอนบอกว่าเป็นแฝด
    ;_______;
    #17
    0
  7. #16 hawon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 20:43
    โฮกกกก สงสารคิมจงอินสุดติ่งค่ะ

    น้ำตาไหลเลยอะ ตอนอี้ฟานกอดตอบน้อง

    คือความรู้สึกเหมือนอี้ฟานกลับมาเพื่อทำร้ายน้องอะ

    แต่มันเหมือนแบบว่าพอได้มาเจอจริงๆมันกลายเป็นอย่างอื่นอะ

    แบบอยากจะทำร้ายแต่ก็รักหรือเปล่าอะ

    ปล.ภาษาดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วมันให้ฟิลมากอะ...
    #16
    0
  8. #15 มะพร้าวน้อย~ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 20:08
    โหย เจ็บปวดแบบลึกๆ TTT_TTT
    แบบว่าหน่วงอ้ะ แอบสงสารจงอิน นิดนึง ๕๕๕๕๕๕๕๕๕

    กะลังสงสัยว่าพี่คริสเป็นแฝดจริงป่าวแว้ ทำไมมันแม่งๆเนอะ ;w;
    ตอนต่อๆไปมันคงจะดราม่าหนักที่จงอินแน่เลยยยยยย

    เห็นละแบบ โห ทิ้งร้างนานเหมือนกันนะ
    ดีใจที่มาต่อ ไล่อ่านแล้วชอบมากเลย ><
    แต่ละตอนก็เยอะจุใจจริงๆ อร้ายยยยยยยยย มีความสุขขขข
    #15
    0