[EXO][SF] Caffè latte [Kai x Baek]

ตอนที่ 21 : The FIRST END 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 964
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 ต.ค. 56

 

รักครั้งแรกเป็นอดีตเสมอ

 

 

                “ทำหน้าให้มันสมกับที่จะออกจากโรงพยาบาลหน่อยสิวะ” จงแดผลักหัวทุย ๆ ของคนที่เพิ่งหายจากไข้หวัดใหญ่หลังจากสตาร์ทรถแล้ว  เขาตั้งใจจะส่งแพคฮยอนถึงห้อง และช่วยดูแลในฐานะเพื่อน ดวงตาเลื่อนลอยทำให้จงแดรู้ว่า  ไข้ใจของเพื่อนคงรักษาให้หายไม่ได้ง่าย ๆ  

                มือเล็กเรียวปัดแขนเพื่อนออกด้วยความรำคาญ หากเพื่อนร่างเล็กกลับหัวเราะก๊ากที่แพคฮยอนเริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว หลังจากอาการทรุดหนักมาเกือบสามวัน

                “กูเพิ่งอกหัก...มึงจะให้กูยิ้มร่าเริงเล่นตลกกับมึงเหรอวะ” แพคฮยอนบอกเสียงอ่อน   แต่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อยที่ยังมีเพื่อนคอยอยู่ข้าง ๆ

                “เดี๋ยวก็ดีขึ้น”  จงแดผลักหัวเพื่อนอีกที  แพคฮยอนยอมโยกไปตามแรงผลักนั้น ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน   เขาจึงถามต่อ  “แล้วมึงจะง้อจงอินมันต่อไหม ”

                “อือ..”

                “แล้วถ้ามันยังงี่เง่าอยู่”

                “กูงี่เง่ามาได้ตั้งหลายปี จงอินยังทนกูได้เลยนี่นา”

                “เออ... ไม่มีใครงี่เง่าไปกว่าพวกมึงแล้ว”  จงแดเอ่ยยืนยันคำพูดของเพื่อน “ตอนจงอินรักมึง... มึงก็รักคนอื่น     พอมึงเปลี่ยนใจมารักจงอิน  มันก็ทิ้งมึงไป งี่เง่าจริง ๆ”

                จงแดเปรยอย่างเซ็ง ๆ แล้วจึงเหลียวมองกระจกข้างตามปกติ  รถคู่ใจค่อย ๆ เคลื่อนไปพร้อม ๆ กับดวงตาที่เบิกกว้างของเขา   

                เจ้าของร่างหนาพ่นลมหายใจแรงออกมา  เมื่อภาพทุกอย่างปรากฏชัดเจนต่อหน้า

                “ไอ้บ้า...”   จงแดพึมพำกับตัวเอง   พร้อมสบถเบาด้วยความหงุดหงิดใจ   และยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก เมื่อคนที่นั่งเหม่อลอยเอ่ยขึ้นมา

                “กูเข้าใจจงอิน... ถ้าเป็นกู  กูก็คงไม่ทนเหมือนกัน”

                ดวงตาของแพคฮยอนแดงก่ำ  หากริมฝีปากกลับเม้มสนิทราวกับกำลังห้ามไม่ให้น้ำใส ๆ ไหลลงมาแข่งสายฝนภายนอก  

                “กูจะรอ...”

                เสียงของแพคฮยอนหนักแน่นจนจงแดอยากให้คนที่ยืนมองพวกเขาจากเบื้องหลังเมื่อครู่ได้ยิน  ไอ้คนร่างสูงที่ปฏิเสธเสียงแข็งว่าจะไป   แต่ไม่เคยมีสักวันที่ทิ้งคนป่วยไว้ที่โรงพยาบาลคนเดียว  แม้ว่าแพคฮยอนจะไม่เคยได้มีโอกาสเห็นก็ตาม

                “รอให้มันกลับมาเหรอ”

                แพคฮยอนส่ายหน้าปฏิเสธประโยคนั้น   เสียงของเขาสั่น...

                “กูจะรอให้จงอินเชื่อ... เชื่อใจความรักของกู” แพคฮยอนแค่นหัวเราะ...ปลายนิ้วคลึงอยู่บนแหวนเนื้อเกลี้ยงที่สวมอยู่บนนิ้วนาง “มันคงจะดีนะ.ถ้ามีวันนั้น”

                “แล้วพี่ชานยอลของมึงล่ะ”

                “มึงเคยไหม รักใครคนนึงมาก ๆ ...รักครั้งแรกที่แสนประทับใจ  ผ่านไปนานแค่ไหนหัวใจก็ยังเต้นแรงทุกครั้งคิดถึงเขา แต่มึงรู้อยู่แก่ใจว่ามึงคบกับเค้าไม่รอด  ไม่ว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้”  แพคฮยอนอธิบายด้วยเสียงเบาหวิว  แทบจะไม่ดังไปมากกว่าเสียงกระซิบ

                “กูรู้สึกกับพี่ชานยอลแบบนั้น... ”

                “แล้วจงอินล่ะ” จงแดโพล่งขึ้นมา “จงอินเป็นอะไรของมึง”

                แพคฮยอนมองไปยังสายฝนที่กำลังตกกระหน่ำลงมาข้างนอกกระจก  ที่ปัดน้ำฝนยังคงทำงานอย่างเป็นจังหวะ  ฝนจากพายุที่พัดกระหน่ำเข้าโซลมาหลายวัน  

                ฝนที่จงอินเคยกางกั้นไม่ให้เปียกเขาอยู่เสมอ

                ความรักของจงอิน  คอยปกป้องแพคฮยอนอยู่เสมอ

                “จงอินเป็นทุกอย่างของกู... ”

                “พวกมึงนี่มันงี่เง่า...โคตรจะงี่เง่า ไม่เคยเห็นใครงี่เง่าเท่าพวกมึงสองคนมาก่อนจริง ๆ ”    จงแดพ่นลมออกมาคล้ายจะเอือมระอาความคิดนั้น  ก่อนเอ่ยด้วยประโยคที่ทำให้ทำนบน้ำตาของแพคฮยอนพังลงมา

                สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุด...ไม่ใช่การถูกปฏิเสธความรัก   ไม่ใช่การไม่รู้ว่าเรารักกันแค่ไหน

                คำว่ารักไม่ได้เอ่ยยากเลยสักนิด  มันง่ายกว่าการประคองความรักให้ไปตลอดรอดฝั่งเสียอีก

                แต่เรื่องที่เจ็บที่สุดก็คือ  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ารักกัน  แต่กลับทำอะไรไม่ได้  ทำให้เรื่องทุกอย่างกลับไปเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้

            “รักกันแท้ๆ  แต่อยู่ด้วยกันไม่ได้  งี่เง่าจริง ๆ”

                แพคฮยอนเพิ่งสำนึกในตอนนี้

                ความจริงแล้ว

                ‘รักมันไม่ใช่ทุกอย่างจริง ๆ

 

 

 

ขาดเธอไปสักคนนึง  ฉันหลงทาง

แสนอ้างว้าง  โง่เขลา

ลมหายใจ อ่อนลง

และฉันคงเป็นไปอีกนาน ...แสนนาน

โปรดบอกทีว่าฉันควรทำเช่นไร เมื่อไม่มีเธอ[1]

 

 

 

            ‘วันนี้เป็นวันสุดท้ายของคอร์สทำเค้กแล้วล่ะ 

            อาจารย์บอกว่าจะสอบด้วยเค้กก้อนสุดท้าย  แถมบอกด้วยว่าจบคอร์สนี้ก็ไปเปิดร้านขายเองได้แล้ว ㅋㅋ

                ถ้าฉันเรียนจบไปแล้วเปิดร้านเบเกอรี่ คุณพ่อคุณแม่จะตกใจหรือเปล่านะ

            อาจารย์บอกว่าเค้กของฉันอร่อยมาก ๆ เลยนะ

            ถึงไม่อร่อยเท่าที่หมีเคยทำให้ก็เถอะ

 

                แพคฮยอนกวาดตามองข้อความกึ่งบันทึกที่ถูกส่งไปให้อีกคนตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วจึงยิ้มเศร้า  ความรู้สึกขม ๆ ไล่ขึ้นมาเกาะอยู่ที่โคนลิ้นอีกครั้งเมื่อพบว่าข้อความอัตโนมัติของระบบขึ้นแสดงว่าอีกฝ่ายอ่านเพิ่งมันไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน   ร่างผอมบางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น   แม้ว่าจะชินชากับความรู้สึกนี้  แต่ก็ยังต้องใช้เวลาไม่น้อยเพี่อเยียวยามันอยู่

                รสชาติฝาดเฝื่อนที่อยู่ในปากตอนนี้คงเป็นรสเดียวกับที่จงอินเคยลิ้มรสมาก่อน   หัวใจบีบแน่นอึดอัดและหน่วงหนักในอกก็คงเคยเป็นเช่นนี้มาก่อน

                น้ำตาของแพคฮยอนหยุดไหลมานานแล้ว    แพคฮยอนมั่นใจว่าป่านนี้มันคงรวมตัวกันเป็นตะกอนก้อนหนัก ๆ ที่จมอยู่ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ ทับถมจนทำให้แพคฮยอนตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเช่นนี้ในทุก ๆ วัน  

                เขาไม่แน่ใจว่าจะอดทนไปได้อีกนานแค่ไหน...  

                อดทนเพื่อบอกรักต่ออากาศที่ไม่มีตัวตนเช่นนี้

                หรือบางทีนี่อาจจะเป็นบทลงโทษที่แพคฮยอนต้องชดใช้ไปตลอดชีวิต

                “แพคฮยอน มานี่หน่อยเร็ว” แพคฮยอนสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงเรียกของอาจารย์เชฟ  แพคฮยอนหย่อนสมาร์ทโฟนลงในกระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วจึงเดินไปหาต้นเสียงด้วยรอยยิ้ม

                “ครับ”

                “วันนี้วุ่น ๆ หน่อยนะ เพราะจะมีคนมาถ่ายทำบรรยากาศ แล้วก็สัมภาษณ์โปรโมทโรงเรียนเรานิดหน่อยนะ  ถ้ายังไงอาจจะให้แพคฮยอนช่วยนิดหน่อยนะ”

                “อ้อ... ได้ครับ  ให้ผมช่วยอะไรเหรอครับ”

                อาจารย์เชฟวัยสามสิบต้น ๆ หัวเราะเบา และตอบด้วยท่าทางสบาย ๆ

                “ถ้าเค้าถามอะไรก็ตอบ ๆ ไปแล้วกัน ไม่มีอะไรหรอก”

               

 

 

               

                บรรยากาศของการเรียนในวันนั้นค่อนข้างวุ่นวายพอสมควร  ด้วยมีกล้องและอุปกรณ์แปลกตาจำนวนมากถูกขนเข้ามาพร้อมกับสต๊าฟสี่คน  แต่ละคนค่อนข้างพิถีพิถันกับดูแลเครื่องมือของตนเอง คงเพราะได้รับการย้ำเตือนอย่างดีว่าทั้งหมดที่จะเข้ามาถ่ายทำคืออาหาร ที่ต้องสะอาดและถูกสุขลักษณ์ พิธีกรหนุ่มวัยรุ่นท่าทางกระตือรือร้นคนหนึ่งเป็นผู้ถือไมค์คอยเข้าไปจ่อปากนักเรียนของโรงเรียนสอนทำขนมที่แม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงานและแม่บ้าน แต่สำหรับบางคนที่ไม่ชินกล้องก็พากันยืนอึ้งด้วยความตื่นตะลึง  แพคฮยอนเตรียมวัสดุอุปกรณ์ของตัวเองอย่างไม่รีบเร่งนัก  พลางคิดรูปแบบและส่วนผสมของเค้กที่ตั้งใจจะทำไว้ในหัว  วันนี้เป็นเค้กก้อนสุดท้ายที่เขาจะได้ทำที่นี่   เป็นเค้กก้อนที่เขาตั้งใจไว้ว่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวเขาเอง   

                เวลาผ่านไปอย่างไม่รีบเร่งนัก   แพคฮยอนยังคงมีสมาธิจดจ่อกับงานของตนเอง   เขาเริ่มการแต่งหน้าเค้กของตัวเองอย่างไม่รีบเร่ง  ความจดจ่อต่อผลงานของตัวเองทำให้ร่างผอมแทบจะไม่สนใจพิธีกรที่ร่อนไมค์ผ่านเขาไปมา        กระทั่งงานทั้งหมดเกือบเสร็จเรียบร้อย จึงเริ่มรู้ตัวว่าหนุ่มน้อยร่างสูงที่มีดวงตากลมโตเป็นเอกลักษณ์ กำลังยืนรอเขาพร้อมริมฝีปากที่คลี่กว้างอวดฟันขาวเป็นระเบียบของตนอยู่ไม่ห่าง  ทั้งมีกล้องตัวยักษ์ตามเก็บการเคลื่อนไหวของเขาอย่างใกล้ชิดด้วย  ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมา  ดวงตาของอีกฝ่ายก็ฉายประกายระยิบระยับ   ทำเอาแพคฮยอนแอบขำเล็กน้อยกับท่าทางเหมือนสุนัขเชื่อง ๆ นั้น  

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                “ผมขอสัมภาษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ไหมครับ”

                “อ้อ..ได้ครับ ขอโทษนะครับที่ทำงานเพลินไปหน่อย”

                อีกฝ่ายพยักหน้ารับคำ   ใบหน้าสดใสเปล่งประกายก้มลงมองเค้กก้อนกลม ๆ ที่คลุมด้วยน้ำตาลฟอนแดนท์ขาวเนียน ข้างบนตกแต่งด้วยหมีที่วาดยิ้มแฉ่งในชุดเชฟ และกางร่มสีฟ้าอยู่ตรงกึ่งกลาง

                “น่ารักจริง ๆ ครับ คุณเป็นคนที่น่ารักจริง ๆ นะเนี่ย เค้กน่ารักขนาดนี้เนี่ย”  เด็กหนุ่มชมเปาะ  พลางกวักมือเรียกกล้องให้ถ่ายอย่างละเอียด   

                แพคฮยอนหัวเราะขำผลงานตัวเอง 

                “ตอนคิดว่าจะทำก็ขำดีเหมือนกัน น่ารักจนน่าขนลุก

                “อ้าว.. อย่างนี้แสดงว่าตั้งใจทำไปให้คนน่ารัก ๆ ใช่ไหมล่ะครับ”  พิธีกรหน้าใสรีบถามต่ออย่างคล่องแคล่ว   หากทำให้แพคฮยอนอึ้งไปเล็กน้อย  ก่อนพยักหน้ารับในที่สุด

                “เค้าชอบทำอะไรน่ารัก ๆ แบบนี้เสมอน่ะครับ...   ผมก็เลยอยากลองทำให้เค้าบ้าง”

                “นี่เค้กวันเกิดเหรอครับ?  6 พฤษภา... พรุ่งนี้แล้วนะเนี่ย  สุขสันต์วันเกิดเจ้าของเค้กด้วยนะครับ”

                “ขอบคุณครับ” แพคฮยอนไม่ปฏิเสธ  และกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

                6 พฤษภา... วันเกิด

                “แต่นี่... เป็นเค้กวันครบรอบน่ะครับ”

            ดื้อเป็นของขวัญที่ดีที่สุดในวันที่ 6 พฤษภาของเราเลยนะ

                “เค้กครบรอบ?

                ครบรอบ ครบรอบวันที่คบกัน...  ปีที่สี่ครับ”

                เจ้าของไมค์ตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น  เด็กหนุ่มมีทีท่าว่าจะถามต่อ  ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าไปในทันทีเมื่อแพคฮยอนเอ่ยอีกประโยคขึ้นมา

            “หมายถึง...ถ้าผมกับเค้า...คบกันมาจนถึงวันนี้นะครับ”

 

                 

 

                …..

            ช่วงนี้พายุเข้าอีกแล้ว...  ร่มสีฟ้าของเรามันหักเพิ่มอีกหนึ่งซี่แล้วล่ะ

            แต่ไม่เป็นไร ยังไงมันก็ยังใช้ได้อยู่เหมือนเดิม  

            เมื่อไหร่ที่หมีอยากชิมเค้กฝีมือฉันก็กลับมานะ

            กุญแจห้องของเรายังไม่เคยเปลี่ยน ถ้าหมีกลับมา...คงจะตกใจแน่ ๆ

            ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะ... ทุกสิ่งทุกอย่างยังรอเจ้าของมันกลับมาเหมือนเดิม

                                                                                    ยังไงก็รอหมีนะ.

           


       หนึ่งปีแล้วนะหมี...กลับมาได้แล้ว   ฉันยังรออยู่ที่เดิม  ไม่เคยไปไหนเลย

     หมีล่ะ...ยังเหมือนเดิมอยู่ไหม   บอกสักคำสิ   คำเดียวก็ได้   

     ยังรักกันอยู่หรือเปล่า

 

 

 

 

 

โปรดอภัยให้ฉันที ที่เผลอไปจนเธอเสียใจ

 

โปรดอภัยให้ฉันที

ที่เผลอทำให้เธอจากไป

 

 

 

เซงงิลชุกฮา ฮัมนิดา...

แพคฮยอนหัวเราะเบาเมื่อได้ยินเสียงเพราะ ๆ ของเพื่อนดังมาตามสัญญาณโทรศัพท์   เขาออกจากโรงเรียนสอนทำขนมค่อนข้างดึก เนื่องจากมีปาร์ตี้เลี้ยงปิดคอร์ส   แพคฮยอนจึงพยายามมองทางม้าลายตรงหน้าอย่างตั้งใจ เพื่อรอสัญญาณข้ามถนน  ฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายหากเป็นหยาดฝนที่ไม่ได้สาดกระหน่ำจนทำให้เขาเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบากนัก  ร่มสีฟ้าคันเก่าที่โครงหักไปแล้วสองซี่จึงยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี   

“สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้าสองชั่วโมงนะมึง”

“รีบอะไรนักหนาวะ  ยังไม่เที่ยงคืนเลย”  แม้จะรู้สึกขอบคุณกับความใส่ใจของเพื่อน แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดจิกกัดจงแดไปบ้างตามที่เคยชิน

“อ้าว...ไม่ได้ล่ะ กูอยากสุขสันต์วันเกิดมึงเป็นคนแรกบ้าง”  เสียงทุ้มนุ่มลอยตามเสียงมาอย่างอารมณ์ดี

“คนไหน ๆ ก็เหมือนกันแหละ กูรู้ว่ามึงรักกู  บอกตอนไหนมึงก็ยังรักกูอยู่ดี”

“โหย...มึงนี่มัน    ขนลุกว่ะ”

“ขอบคุณนะมึง...  ถ้าไม่มึงอยู่ด้วยกูคงแย่  เดี๋ยวว่าง ๆ กูจะเอาเค้กไปฝาก”

“แล้วคืนนี้มึงจะฉลองยังไง  ฉลองกับเค้กที่ทำวันนี้น่ะเหรอ”

                “เออ.. ” แพคฮยอนตอบรับพร้อมทั้งพยายามก้าวขาเร็วหลังจากสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนแสดงขึ้น แต่ทันทีที่เขาข้ามาถึงอีกฝั่ง เขาจึงฉุกคิดขึ้นมา “ว่าแต่มึงรู้ได้ไงวะว่าวันนี้กูทำเค้ก”

จงแดหัวเราะดังลั่นจนแพคฮยอนหน้าเบ้   

“กูก็เดาน่ะสิ ช่วงนี้กูเห็นมึงวุ่น ๆ อยู่กับโรงเรียนสอนทำขนมนี่นา  วิญญาณจงอินมันเข้าสิงเหรอไง  ไอ้บ้านั่นงุ่นง่านตลอดเวลาเลยตอนอยู่ญี่ปุ่นเพราะหาที่ทำขนมไม่ได้”

แพคฮยอนชะงักเล็กน้อยกับคำบอกเล่านั้น   เพราะตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมมาจงแดเป็นคนเดียวที่รับรู้เรื่องราวของจงอินและสามารถเล่าให้เขาฟังได้  หากคำบอกเล่านั้นก็กระตุกหัวใจเขาไม่น้อยเลย  

“ก็บอกให้กลับมาสิ... ”  เขาพูดยิ้ม ๆ และถอนหายใจเบา

“มึงร้องไห้อยู่ปะเนี่ย” 

“ไอ้บ้า กูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”

“เออ ดีแล้ว เดี๋ยวว่าง ๆ ขอกูเลี้ยงเจ้าของวันเกิดหน่อยนะ หาเวลามาให้กูด้วยล่ะ จะเข้าเมืองไปหา”

แพคฮยอนพยักหน้ารับ จงแดไปฝึกงานที่ต่างจังหวัดหลายเดือนแล้ว  เจ้าหมอนั่นดูมีความสุขและยุ่งกับงานของตัวเองไม่น้อยจนแทบไม่ได้กลับเข้ามาในโซล  กว่าจะว่างก็คงอีกพักใหญ่  

“เออ....  แล้วของขวัญล่ะ เอาเดี๋ยวนี้เลย  อวยพรอย่างเดียวไม่ได้โว้ย”  แพคฮยอนแกล้งทวง     

“โอม...เพี้ยง  เสกไปแล้ว ไปรับเอาที่ห้องแล้วกัน”

“ไอ้บ้า อยู่บ้านนอกไปเหอะ”

“แล้วนี่มึงมีแฟนใหม่ฉลองวันเกิดยัง”

คำถามนั้นทำให้ร่างผอมชาไปทั้งตัว แพคฮยอนพยายามก้าวขึ้นห้องไปพร้อมกับกลืนก้อนขม ๆ ในคอลงไปอย่างยากลำบาก   จงแดน่าจะเป็นคนเดียวที่กล้าถามประโยคนี้กับเขา  ต่อให้รับรู้มาตลอดก็ตามทีว่าเขายังไม่เคยลืม    

แพคฮยอนไม่ตอบอะไร... ด้วยหวังว่าเพื่อนจะเข้าใจความหมายที่อยู่ในความเงียบนั้น

นับตั้งแต่วันที่ถูกปฏิเสธ   จงอินไม่กลับมาที่ห้องอีกเลย  ข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้าบางส่วนได้รับการไหว้วานให้จงแดมาช่วยขนย้าย    การอยู่ด้วยกันมานานทำให้ยากจะแบ่งแยกได้ว่าของแต่ละชิ้นในห้องนั้นใครเป็นผู้ครอบครอง  และจงงอินเองก็ไม่ได้ปรารถนาสิ่งใดนอกจากของใช้ส่วนตัว  ทุกอย่างในห้องที่เคยเป็นของคนสองคน ก็ยังคงวางมันอยู่อย่างนั้น  รอวันให้ผู้เป็นเจ้าของร่วมกลับมาใช้งานมันอีกครั้ง การจากไปของจงอินไม่ต่างจากการไปพักค้างคืนต่างจังหวัด ที่ขนไปแค่กระเป๋าเสื้อผ้าและหนังสือเรียน  คล้ายว่าไม่กี่วันก็คงกลับมา

                แม้ว่าความจริงแล้ว  เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

“มึงยังรอจงอินมันอยู่ใช่ไหม”

แพคฮยอนไม่แน่ใจว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ยินคำถามนี้มากี่ครั้งแล้ว   ทั้งยังไม่แน่ใจนักว่าพยายามแค่ไหนที่จะสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ทุกช่องว่างในหัวใจ 

“อือ... ”

แม้ว่าจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าโอกาสนั้นจะกลับมาอีกครั้งหรือเปล่า

                การเรียนอยู่ในคณะเดียวกันไม่ได้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเลยแม้แต่น้อย  ยิ่งเรียนในชั้นปีที่สูงขึ้นเท่าไหร่ วิชาเอกและวิชาโทที่เขาลงนั้นก็ทำให้ตารางชีวิตของเขายุ่งยากมากขึ้น    แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด   เป็นเพียงเหตุผลที่แพคฮยอนพยายามคิดเข้าข้างตัวเองเพื่อให้สบายใจเท่านั้น 

                แพคฮยอนรู้ดีว่าแท้ที่จริงแล้วจงอินจงใจที่จะหลบหน้าเขา   และสิ่งที่ตอกย้ำความคิดนั้นได้ดีที่สุด ก็คือการพบชื่อของจงอินติดอยู่ที่บอร์ดหน้าคณะ จากโครงการทุนแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

                หนึ่งเดือนหลังจากเลิกกัน  จงอินบินไปญี่ปุ่นในฐานะนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยนโดยที่เขาไม่มีโอกาสรู้แม้กระทั่งไฟลท์บิน    

                จงแดขอโทษเขาเสมอกับเหตุการณ์นี้   แต่เขาไม่โทษเพื่อน เพราะคนที่ผิดก็คือเขา

                เมื่อสูญเสียคนรัก แต่เพื่อนแท้ของเขายังอยู่   จงแดเป็นเพื่อนที่พร้อมจะดุด่าว่าเขาทันทีที่ทำผิด และช่วยทำให้เขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาทั้งคู่    เกิดอะไรขึ้นกับความรักที่สวนทางกันของคนทั้งสอง

                แม้มันจะสายไป  แต่แพคฮยอนก็เข้าใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะความจริงที่ว่า  จงอินรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาโกหก   แพคฮยอนนในสายตาจงอินคงไม่ต่างจากเด็กเลี้ยงแกะที่โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่มีใครยอมเชื่อใจอีกแล้ว

ในวันที่เด็กเลี้ยงแกะคนนี้พยายามพูดความจริงเป็นครั้งแรก   ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

ผ่านไปนานแล้ว หลังจากวันที่พายุฝนกระหน่ำลงมาในชีวิตเขา  หากมรสุมครั้งนั้นกลับทิ้งร่องรอยแผลเป็นและซากปรักหักพังของความทรงจำไว้ให้เขาจัดการมากเหลือเกิน  มากเสียจนแพคฮยอนเองก็คิดไม่ออกว่าจะซ่อมแซมมันเช่นไร

ไปหามันไหม  เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน

 เพื่อนสนิทยื่นข้อเสนอให้เขาหลายครั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  จงแดเป็นเพื่อนคนเดียวที่บอกเขาได้ว่าจงอินอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร และสบายดีไหม เป็นคนเดียวที่พยายามช่วยให้แพคฮยอนได้แก้ไขทุกอย่างด้วยกันไปที่ญี่ปุ่น   ทว่า...เขากลับปฏิเสธมัน   

                เกาหลี ญี่ปุ่น ไม่ได้ไกลกันเลยสักนิด    ความห่างไกลนั้น... เทียบไม่ได้กับหัวใจที่ห่างออกไปของอีกคน  ต่อให้แพคฮยอนพยายามวิ่งตามไปเท่าไหร่  แต่หากหัวใจจงอินบินจากเขาไปแล้วก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเรียกร้อง

จงอินจะกลับมาไหม... เขาไม่รู้    เรื่องของเขาและจงอินจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกหรือเปล่า...  เขาเองก็ไม่แน่ใจ

ยิ่งถามว่า  จะรักต่อไปอีกนานเท่าไหร่  แพคฮยอนก็ยิ่งตอบไม่ได้

เขาไม่กล้าตอบคำถามใด ๆ ด้วยหวังว่าเวลาจะเป็นคนช่วยตอบคำถามนั้นได้

หวังว่าเวลา  จะช่วยพิสูจน์ความรักที่เขามีให้จงอินได้เห็น

หากอีกฝ่ายยังไม่เปลี่ยนไป   หากความรักที่มีให้เขายังไม่ลดลงจนเหลือศูนย์ เขาก็ยังมีความหวัง   เมื่อจงอินหันหลังกลับมาและพบว่าเขายืนรออยู่ตรงนี้    

ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 “มึงจะรออีกนานแค่ไหนวะ”

 

หากกลับไปวันที่เคย  มีกัน

ทั้งฉันและเธอส่งยิ้มมา จากหัวใจ

อยากย้อนเวลาไป ... ย้อนไป

ให้หันมา

 

แพคฮยอนไขกุญแจดอกเดิมที่เคยไข แม้ลูกบิดจะฝืดจนสมควรที่จะเปลี่ยน   แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องที่เคยเป็นของเขาสองคน   ห้องที่บรรจุความทรงจำและรอยน้ำตาเอาไว้มากมายจนเปี่ยมล้น  เขาก็ยอมรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงนั้น   

แพคฮยอนหวังว่ากุญแจดอกนั้นจะยังคงอยู่    แม้จงอินจะพยายามส่งมันคืนให้เขามากเท่าไหร่ก็ตาม

“... ก็ ...จนกว่าจะรู้สึกว่า ต่อให้ทำยังไง จงอินก็คงไม่กลับมารักกูแล้วล่ะมั้ง”     

แพคฮยอนหวังว่าสักวัน   จงอินจะเป็นคนไขกุญแจกลับเข้ามาหาเขาอีกครั้ง

                ถึงเวลานั้น...แพคฮยอนจะเป็นฝ่ายล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา   ไม่ให้หัวใจของจงอินโบยบินไปไหนอีกเลย        

 

 

เจ็บที่มองเธอเดินไปกลับหลังไป  ... เจ็บเหลือเกิน

 

 

 

 

                  “อ้าว...”

                แพคฮยอนหัวเสียเล็กน้อยเมื่อพยายามเปิดสวิตช์ไฟหลายครั้ง   แต่ไฟในห้องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสว่าง   ร่างผอมบางกวาดตามองรอบ ๆ ห้องด้วยความสงสัย แล้วจึงเดินไปเปิดตู้เย็นที่ตั้งอยู่บริเวณครัว  แสงไฟที่สว่างวาบขึ้น ทำให้เขาสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากหลอดไฟที่มีปัญหา  แพคฮยอนถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนที่ขาเรียวยาวจะก้าวไปเปิดลิ้นชักเพื่อค้นหาเทียนหอมและไฟเช็คกลับมาที่มุมนั่งเล่นหน้าทีวี   จุดเทียนหอมให้พอมีแสงสว่าง  แล้วจึงเดินเข้าไปเปิดประตูห้องน้ำ แสงไฟสว่างวาบทำให้เขาค่อนข้างโล่งใจ  อย่างน้อยก็เสียแค่ดวงเดียว    

                หลังทำธุระส่วนตัว เขาวางมืออย่างไม่รีบเร่งนัก  ห้องที่มีคนอยู่แค่คนเดียว สมควรจะมีเพียงเสียงน้ำไหลผ่านความเงียบเท่านั้น  หากเสียงสนทนาที่ดังแว่วเข้ามาในหูกลับทำให้แพคฮยอนรีบปิดน้ำอย่างรวดเร็ว

                “ใครน่ะ!

                เขาส่งเสียงดัง   ทว่า...ไม่มีคำตอบใด ๆ นอกจากเสียงคุ้นหูที่ทำให้เขาชาวูบไปทั่วทั้งร่าง

            “เค้กครบรอบ?

            ครบรอบ ครบรอบวันที่คบกัน...  ปีที่สี่ครับ”

                เสียงของเขาเองที่ดังขึ้นมาจากทีวีในห้องรับแขกเรียกให้แพคฮยอนก้าวเท้าเร็วไปยังหน้าโซฟา  ริมฝีปากของเขาสั่นระริก  เพราะมีสิ่งอื่นนอกจากเสียงนั้นดึงดูดเขา  เพียงแค่ไม่ถึงสิบนาทีที่เข้าไปในห้องน้ำ  เค้กชิ้นเดียวกับที่เขาเพิ่งได้รับคำชมจากอาจารย์ก็ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางโต๊ะตัวเล็กทั้ง ๆ ที่ตอนแรกถูกห่อมิดชิดอยู่ในกล่อง  แสงเทียนจากเทียนหอมยังคงสว่างไสว  หากเทียนเล่มเล็กที่ปักอยู่เคียงข้างเจ้าหมีเชฟถือร่มนั้นกลับทำให้เขาสติของเขาแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

            “คุณยังรักเขาเหรอครับ”

                เสียงสดใสของพิธีกรหนุ่มน้อยดังขึ้นมาจากหน้าจอโทรทัศน์   ทั้งหมดคือภาพบันทึกจากเมื่อเย็น  คงเป็นกล้องตัวเดียวกับที่ถ่ายเขาตั้งแต่ต้น    หัวใจของแพคฮยอนสั่นระริกเมื่อมองภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้น     

                ทำไมเขาไม่รู้เลย... ว่ากล้องตัวใหญ่นั้นไม่หันไปทางอื่นเลย  แม้แต่เด็กหนุ่มที่เป็นพิธีกรคนนั้น

                กล้องตัวที่จับจ้องแค่เขา

                ทำไม.... ฉันไม่รู้  ไม่รู้ว่านั่นคือ...

                รอยยิ้มหมองที่วาดอยู่บนริมฝีปากทำให้แพคฮยอนเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา  ใบหน้าของเขามันไร้ความสดใสมากเพียงใด  ดวงตาเศร้า อมทุกข์   ใบหน้าซูบตอบ ผอมโซจนแทบไม่เหมือนแพคฮยอนคนเดิม

            “ถ้ามีโอกาส  อยากบอกอะไรกับเขาคนนั้นหรือเปล่าครับ  เผื่อเขาดูรายการนี้ของเรา จะได้รับความรู้สึกของคุณได้”     

            “สิ่งที่อยากบอกเหรอครับ”

            “ครับ... พูดเลยครับ”

            “ผมอยากบอกเค้าว่า  ตอนนี้  ผมอยู่คนเดียวได้แล้ว   หาข้าวเย็นกินเองได้แล้ว  แถมทำกับข้าวได้ตั้งหลายอย่าง  ตอนป่วยผมก็ดูแลตัวเองได้   ผมไปหาหมอคนเดียวได้  ผมไม่ต้องรอ... รอให้มีคนพาไปเหมือนเมื่อก่อน ... ผมขับรถเป็นแล้วด้วย   ผม... ไม่หลงทางแล้วด้วย

                “ผม เคยหลงทาง....  หมายถึง ผมเคยคิด ว่าสิ่งแรก คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ก็เลยไปหลงไขว่คว้าหาอะไรตั้งมากมาย

ทั้ง ๆ ที่มีเค้าแค่คนเดียว.... แค่คนเดียวเท่านั้น ที่สำคัญที่สุด

                แพคฮยอนในจอสี่เหลี่ยมนั้นหลุบมองลงบนเค้กของตัวเอง  เพื่อสะกดกลั้นความคิดที่พุ่งพล่านอยู่ในหัว   ริมฝีปากของเขาเม้มสนิทด้วยพยายามข่มความอ่อนแอที่อยู่ในใจ

            ผมทำทุกอย่างเองได้  ผมรู้ทุกอย่างแล้ว... แต่มีแค่อย่างเดียวที่ผมทำไม่ได้ ...  แค่อย่างเดียว

            ทำนบความคิด  พังทลายความสามารถในการควบคุมตัวเองของเขาโดยสิ้นเชิง  ทุกความคิดคำนึงที่ฝังอยู่ในใจพรั่งพรูออกมาคล้ายน้ำป่า  แพคฮยอนไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาอยากพูดมันออกไป    แต่อาจเพราะไม่เคยมีใครถามคำถามนี้กับเขา

            อยากบอกอะไร...  ให้อีกคนรู้

            สิ่งที่อยากพูดมาตลอด  แต่ไม่มีโอกาสพูดให้เจ้าตัวฟัง

                เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมา 

                แค่อยากให้รับฟัง...             

                ผมแค่อยากพูดกับเค้า  บอกเค้า... บอกทุกอย่าง

 

 

ขาดเธอไปฉันเหมือนคน หลงทาง

แสนอ้างว้าง  โง่เขลา

ลมหายใจ อ่อนลง...

และฉันคงเป็นไปอีกนาน ...แสนนาน

โปรดบอกทีว่าฉันควร ทำเช่นไร เมื่อไม่มีเธอ

 

 

 

                “ทำ...ทำไม”

                ภายในความมืด  แพคฮยอนสะอื้นอยู่ในอกอย่างเงียบ ๆ หน้าจอทีวีดำลงไปพร้อมกับอุ่นไอที่โอบล้อมกาย  อ้อมแขนใหญ่จาก ร่างที่สูงมากกว่า... อุ่นมากกว่า  มีกลิ่นหอมมากกว่าทุกสิ่ง  แผ่นหลังบอบบางถูกกดให้ฝังจมเข้าไปใต้อกกว้าง

                “พูดสิ.... บอกมาสิ”

หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น  ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไม่ทันตั้งตัว  เสียงทุ้มคุ้นหูที่เคยได้ยินแค่ในความฝัน  ความอบอุ่นที่ไม่ได้รับมานานแสนนาน  เรือนผมที่เคล้าเคลียอยู่ข้างหลัง  หรือแม้กระทั่งฝ่ามือที่เลื่อนเข้ามากุมรอบมือทั้งสอง

“สิ่งที่ดื้ออยากพูด  พูดมาสิ...  เรากลับมาฟังแล้ว”

น้ำตาที่พยายามซ่อนไว้ทลายลงมาทันทีที่ได้ยิน    แพคฮยอนปล่อยความอ่อนแอทั้งหมดที่เคยมีให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของทุกอย่างในชีวิตโดยไม่สะกดกลั้นใด ๆ  

            “ฉันรักนาย ... รัก ..รักมาตลอด”

                อ้อมแขนอุ่นสอดรอบเอวคอดแน่นขึ้น  ฝ่ามือหนาสอดประสานมือที่สั่นระริกไว้แน่นขณะรับฟังเสียงหวานที่กำลังพรั่งพรูอออกมาด้วยความอัดอั้น   ซึมซับทุกคำขอโทษที่หลากหลายอารมณ์นั้นอย่างใจเย็น

“อยากให้เชื่อ...   ไม่ได้รักคนนั้นอีกแล้ว ไม่ได้รักใครอีกแล้ว  รักแค่นายคนเดียว   อยากขอโทษ... แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่เชื่อ... หมบ้า.. หมีนิสัยไม่ดี  เชื่อฉันสิ  เชื่อฉันซักทีสิ  หมีบ้า.. ฉันจะบ้าตายอยู่แล้วรู้ไหม ทรมานจะตายแล้วรู้ไหม”

ความเจ็บปวด  ทรมาน  อึดอัด... และความหวาดกลัวนั้นถ่ายทอดออกมาผ่านเสียงที่สั่นเครือ 

                “ฉันกลัว... ว่าจะไม่กลับมาแล้ว   แต่ก็ไม่กล้าที่จะไปหา  กลัวว่าจะหนีไปอีก  กลัวว่าจะไล่ฉัน  กลัวว่า...ถ้าเปลี่ยนไปจะทำยังไง   ก็เลยได้แค่รอ  อยากให้กลับมานานแล้ว.. อยากให้เหมือนเดิม”  

                “ดื้อเอ้ย...  ดื้อเอ้ย”

                จงอินกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก    ความสับสนที่ผ่านมาเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คนตัวเล็กเผชิญมาตลอดเวลาที่ห่างกันไป     จงอินวางคางลงบนไหล่ลาด กระซิบเบาใกล้หู  ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้เข้มแข็งมากไปกว่ากันเท่าไหร่    ดวงตาของเขาร้อนจนแทบห้ามไม่อยู่

                ขนาดห่างไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเป็นปี...  พยายามหลีกลี้หาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ลืม   พยายามทำทุกสิ่งเพื่อไม่ให้คิดถึง  แต่ก็ยังทำไม่ได้  สุดท้าย...ก็ทนเสียงเรียกร้องในใจตัวเองไม่ได้

                จงอินรู้มาตลอดว่ารักคน ๆ นี้มาก.... แต่ไม่รู้เลยว่ารักมากขนาดนี้  รักมากจนยอมไม่ได้อีกแล้วถ้าต้องสูญเสีย

                ต่อจากนี้ไป... ถึงให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว  เขาก็จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งแพคฮยอนไปอีกแล้ว    

                ร่างสูงหมุนคนตัวเล็กให้กลับมาเผชิญหน้า  แพคฮยอนที่ไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา   ร่างที่ตรงหน้าเขา  อยู่ในสายตาของเขา  แม้จะมืดสลัว  มีเพียงแสงเทียน และแสงไฟที่ลอดมาจากห้องน้ำเท่านั้น  แต่ทุกรายละเอียดบนใบหน้าของแพคฮยอนยังกระจ่างชัด   ชัดแม้กระทั่งประกายดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความคิดถึง  ความโหยหาที่มีให้ไม่แพ้กัน

                “ดื้อเหมือนเดิม... ขี้แยเหมือนเดิม บอกแล้วใช่ไหม  ว่าดื้ออยู่คนเดียวไม่ได้หรอก   ถ้าไม่มีเราซักคน... ก็อ่อนแอแบบนี้นี่แหละ”        

                “รู้อยู่แล้วจะหนีไปทำไม... ทิ้งฉันไปทำไม   รู้ทั้งหมด แต่ก็ไม่กลับมาซักที   ไปอยู่ไหนมา  ไปทำอะไรมาบอกเดี๋ยวนี้เลยนะ” ใบหน้าหวานบิดเบี้ยว  เมื่อส่งเสียงดังต่อว่าเขา  จนจงอินหนีบปลายจมูกเชิดรั้นนั้นอย่างแกล้ง ๆ  แล้วจึงแสร้งหัวเราะเบา

                “ไปนอกใจดื้อมาไง”  จงอินตอบหน้าตาเฉย    สีหน้าของแพคฮยอนเปลี่ยนไปในฉับพลัน  หากดวงตาคู่สวยยังไม่ยอมละไปจากใบหน้าเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว  “ไปหาแฟนใหม่มา  ไปหาคนที่ดีกว่านี้  น่ารักกว่านี้  นิสัยดีกว่านี้...  หาคนที่ใจไม่โลเล แล้วก็ไม่เอาแต่ใจเหมือนดื้อมา”

                นิ้วจงอินจิ้มไปบนหน้าผากมน  ขณะบรรยายถึง แฟนคนใหม่ที่เขาพยายามหามาตลอด

                “ละ..แล้วเจอไหมล่ะ”

                “เยอะแยะเต็มไปหมด  ... คนที่ดีกว่าดื้อน่ะ”

                “ไอ้หมีบ้า”  แพคฮยอนกระแทกเสียงแบบที่จงอินรู้ดีว่ากำลังอารมณ์ไม่ค่อยดี   แต่ประกายไหวระริกที่อยู่ในดวงตาเรียวสวยนี้  กลับทำให้จงอินรู้สึกเหมือนกำลังย้อนกลับไปเป็นหมียักษ์ของดื้อตัวน้อยเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว  

                เป็นคนรักที่ทะเลาะกันทุกเวลา  แต่ก็ยังอยู่ด้วยกันตั้งแต่หลับตากระทั่งลืมตา  ได้กินข้าวด้วยกัน  จับมือกุมกันแนบอก  ทำทุกอย่างร่วมกัน  หลับตื่นกินนอน...เคียงข้างกัน

                “เราพยายามที่จะมีคนอื่น...  พยายามที่จะอยู่คนเดียว  ”

                เป็นคนรักที่มีข้อเสียอยู่เต็มไปหมด...  มีเสียงบ่นว่า ดุด่ากันไม่มีหยุด  แต่ขาดกันไปแต่ละครั้ง  ก็คล้ายว่าขาดส่วนหนึ่งของชีวิตไป

                “แต่รู้ไหม...ไม่ว่ายังไง เราก็รักใครมากกว่าดื้อไม่ได้ซักที   พยายามแค่ไหนก็ทำไม่ได้”                           

                “หมีบ้า...  ก็อย่าไปมองคนอื่นสิ  กลับมาอยู่กับฉันสิ”

ตอนนี้... เวลานี้

ไม่ว่าใครก็ไม่สำคัญแล้ว

                สำคัญแค่นี้....

 “ดื้อเอง ก็ห้ามรักใครนอกจากเราล่ะ”

 

 

 

แพคฮยอนเลือกแล้ว

รักครั้งแรก

แฟนคนแรก

 

คนไหนก็ไม่สำคัญเท่าคนเดียวที่อยู่ตรงนี้

คนเดียวที่รักที่สุด

 

ขอบคุณนะ...

ที่กลับมารักกันอีกครั้ง

 

 

THE END.

 

 

 



 

[1] เพลงสายฝนโปรย

 

Lyrics thai version : y_prand
Original song :
비를 내려줘요 (inst.) -Lyn

 

ชื่นชอบเรื่องนี้ ฝากติดแท็ก ในทวิตเตอร์   ด้วยนะคะ

จากการสอบถามผู้ที่ให้ความสนใจฟิคเรื่องนี้นะคะ และ Midnight fire 
ผู้เขียนพบว่าความต้องการ THE FIRST มีมากกว่า และสะดวกต่อการจัดพิมพ์
จึงขออนุญาตรวมแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก่อน  

สำหรับ Midnight fire ขออนุญาตรวมตอนงานตลาดฟิค เดือนกุมภาพันธ์นะคะ

 
ต้องการจองรวมเล่มฟิคเรื่อง The First  กดอ่านรายละเอียดแและจองได้เลยค่ะ

จองฟิคเรื่อง The First - KaiBaek 

รายละเอียดการโอนเงินอยู่ในนั้นแล้วนะคะ ;) 
สำหรับผู้ที่ลงชื่อไว้ก่อนหน้านี้ กรุณาลงชื่อใหม่นะคะ ;) 

ขอบคุณมากค่ะ

รูปปก



 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

459 ความคิดเห็น

  1. #443 Ppp (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 มกราคม 2558 / 01:15
    ตบหน้าเรียกสติแป๊บ อหหหหหหหหหหหหหหหหห

    นี่น้ำตานองหน้าทุกบรรทัด ฮืออออออออออออออออออออ

    จงอินนี่ก้อแผนสูงนะไอ่หมีบ้า ให้กล้องอะไรมาถ่าย แง้งงงงงงงงงงงงงง

    1 ปีนี่ไม่น้อยนะ ต้องจากทั้งที่ยังรักเนี่ย

    ไอ่คนที่รักก้อยังรัก ไอ่ที่รักช้าก้อพิสูจน์ตัวเองได้ดี

    จากนี้คงยากที่อะไรจะมาสั่นคลอนแล้วละ ผ่านมาแล้ว

    ผุ้ชายแบบนี้หาได้ที่ไหนวะ แม่งโคต รแสนดี มั่นคง

    ดูแลให้ดีนะแบค สิ่งที่มีค่าที่สุด อย่าให้หลุดมืออีกนะ

    จงอินอย่าทิ้งคนไม่ได้เรื่องอย่างแบคไว้คนเดียวอีกนะ

    งี่เง่าใส่กันไปจนชีวาจะหาไม่เลยนะ ฮอลลลลลลลลลลลลล

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆค่ะ มาเปิดเรื่องใหม่น้าาาา รออยุ่ววววววว
    #443
    0
  2. #438 ลูกแพร์ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 18:49
    ผู้ชายแบบจงอินต้องหาที่ไหนคะ!??! แม้แต่ตอนกลับมายังทำเซอร์ไพร์ส น่ารักสุดๆเลยยย
    #438
    0
  3. #428 Monkiiz136 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:18
    กรี๊ดดดดดดดดด...จบแล้ว หมียักษ์กับดื้อน้อย ><
    เป็นตอนจบที่ทำให้เสียน้ำตา ทั้งๆที่มันก็แฮปปี้เอนดิ้งนะ
    แต่แบบอ่านไปร้องไห้ตั้งแต่ตอนที่แบคออกมาจากห้องน้ำอ่ะ
    มาเจอช็อตที่แบคบอกทุกอย่างผ่านกล้องแล้วแบบ ปลื้มปริ่ม
    แบคทำได้แล้ว ทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้แล้ว เหลือแค่อย่างเดียวจริงๆ
    แล้วอ่านตอนนี้ จะบังเอิญหรืออะไรไม่รู้แต่เพลงของซอมันเล่นมาพอดีเลยอ่ะ
    แบบ โอ๊ยยยยยยยยย ตรงกะอารมณ์ของตอนนี้ไปมั้ย ไม่ว่ายังไงก็จะรอ TT
    ตอนจงอินโผล่มากอดนี่แบบ โฮรวววววววว กลับมาแล้วจริงๆด้วยหมียักษ์ของดื้อ

    ไม่รู้จะเม้นท์อะไรแล้วอ่ะ แต่มีความสุขมากที่ได้อ่านฟิคเรื่องนี้ ^^
    ขอบคุณไรท์มากน้า ที่แต่งฟิคดีดีแบบนี้มาให้อ่านอ่า จะรอไคแบคเรื่องต่อไปน้า สู้ๆ คิคิ ><
    #428
    0
  4. #426 .fytkkb (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 มกราคม 2557 / 23:42
    กว่าจะจบหมดน้ำตาไปเป็นลิตร T_________________________T 

    ฮอล สั่งขี้มูกแป๊ป. คือดูดีคือเริดคือสนุกดราม่ามากจะเม้นรวมๆสั้นๆ

    ว่าเราชอบภาษาของไรเตอร์มาก แล้วยิ่งเป็นคู่แรร์ๆ เรายิ่งโคตรชอบอ่ะ

    คือแบบเฮ้ยเราจะเป็นเอฟซีไรเตอร์ละจริงๆ .. 

    คือดีใจที่กลับมารักกันเราชอบฟิคที่เป็นแฟนกันมาก่อนมาก 

    มันให้ฟีลแบบ อร๊าย อะไรกันสวีทกันเข้าไป 

    แต่ดราม่าแบบนี้หัวใจจะวายนะแต่ก็โอเคอ่ะเราก็ชอบดราม่าสนุกดี 



    จงแกตอนแรกไม่คิดว่าดีกับแบคขนาดนี้นะเห็นตอนแรกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ 

    เหยคือน่ารักอ่ะจริง กรี๊ด .. 

    สรุปตากล้องคือจงอินช้ะแล้วคนสัมภาษณ์นี่ใคร แอบฮานิดหน่อย 555555555555555555555

    สนุกมากนะฟิคอ่ะเราจะติดตามไรเตอร์ไปนานๆเลย 

    แต่งไคแบคให้อ่านบ่อยๆนะคะเลิ้บ 
    #426
    0
  5. #408 BACON_BAEK (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2556 / 21:45
    ซึ้งและประทับใจที่สุด อิจฉาแบคจังมีจงอินที่รักขนาดนี้ สนุกมากค่ะไรท์ขอบคุณนะคะ
    #408
    0
  6. #387 ϟ ทาสรักเสี่ยไค . (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 23:52
    ละมุนมากๆ แล้วเราก็ชอบมากๆ ด้วย 
    ประทับใจที่สุดเลยค่ะ 
    ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ เลยนะ ขอบคุณจริง ๆ

    #387
    0
  7. #363 LittleP (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2556 / 14:50
    ตอนจบสมบูรณ์แล้วววววว

    ช่างกล้องนี่คือจงอิน หรือใครค้าาา หืมมมม

    จบแบบลุ้นตุ้มต่อม เครียด กลัวหมีกับดื้อไม่แฮปปี้

    ขอบคุณนะคะ

    สนุกมากๆๆๆๆๆ ที่สุด

    รอผลงานใหม่ๆอีกนะค้า
    #363
    0
  8. #362 แบ็คกี้ย่าส์ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2556 / 11:03
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    สครีมได้มั้ย  คือเค้าอ่านแล้วร้องไห้ตาม แงงงงงงงงงงงงงงง
    T^T คือตอนนี้ทั้งเม้นต์ หัวเราะขำตัวเอง
    แต่ตานี้ปริ่มน้ำมากแทบจะไหล  ถ้าไม่จบแบบแฮปปี้นะ
    สงสารน้องป๋ายอะตอนที่มีจอบันทึกภาพน้องแล้ว
    ให้น้องแบคพูดออกมานะ น้ำตาคลอเลย  กว่าจะกลับมานะจงอินๆๆๆๆ
    ปีนึงนานไปนะ  คือแบบฟีลตอนที่ไปเค้าก็สงสารจงอินด้วยนะ
    รู้ว่าน้องโกหกแต่ก็ไม่ว่าไร  แต่คนเราโกหกซ้ำอีกแล้ว
    ทั้งที่รักกันมันก็อดเสียใจไม่ได้  แต่ว่านะก็รักใครไม่ได้อีกแล้ว
    หมีกับดื้อ อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย 
    ฟิคไรท์สนุกมากๆ  เลยตั้งแต่ต้นน่ารักมากกกกกกกก
    ปกติชอบชานแบคนะเจอเรื่องนี้หลงอิหมีเลย 55555
    อ่อ....ยิ่งตอนที่จะเลิกกันกับน้องแบคนะ  ไรท์บรรยายดีมากกกกกกกก
    อ่านตามภาพประกอบลอยมาเลยเป็นฉากๆ ได้ฟีลลิ่งมากกก
    น้ำตาแตกตามน้องแบคไปเลย  แอบหมั่นใส้ชยอลนะ 5555
    พี่ฌองแดร์เป็นเพื่อนที่ดีมากกกกก  ณ ตอนนี้แอบชอบร่มสีฟ้า 
    ขอโทษที่ไม่ได้เม้นต์ตั้งแต่ตอนแรกนะคะ  ยืนยันนอนยันฟิคเรื่องรนี้สนุกมากกกกกก
    #362
    0
  9. #361 miruza (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2556 / 09:07
    ในที่สุดก็กลับมาอะ ฮืออออออออออออ T-T เค้าร้องด้วยเลย
    ที่ห่างกันไปก็ทำให้อิหมีมันรู้ว่ารักใครไม่ได้นอกจากดื้อ ฮืออออ ซึ้งอะ (ร้องต่อ) T_T
    #361
    0
  10. #359 LittleP (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2556 / 14:24
    เราแอบเชื่อว่า 1ปีที่ผ่านมา

    จงอินแอบมองแบคตลอด ไหม?

    สงสารรรรรร ฮือออ

    ขอร้องละ กลับมาเถอะนะ จงอินนน
    #359
    0
  11. #354 เมนคริส ฟินชานแบค (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2556 / 16:28
    โหยยย ดำ ใจแข็งไปป่าววะเนี่ยยย

    1 ปี โอ๊ยย จะร้องไห้ TT

    แบค เอ้ยยย สู้ตายนะแก
    #354
    0
  12. #348 <3 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2556 / 00:47
    เฮ้ย ผ่านไปหนึ่งปีละหรอ !! =[]=

    หมีใจแข็งเกินไปแล้ววว กลับมาเห้อะะะ T^T แง้

    รอมาต่อค่าา
    #348
    0
  13. #347 ไอ่โบกี้! (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 กันยายน 2556 / 20:28
    หมีใจอ่อนเถอะนะ ไม่ไหวแล้ว ร้องตามแบคเลยT^T
    #347
    0